แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - นายเสรี ลพยิ้ม

หน้า: [1] 2 3 ... 43
1
จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส - หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ต่อไปนี้ให้พากันตั้งใจนั่งสมาธิภาวนา ปล่อยวางอารมณ์ภายนอกภายในออกไปให้หมด ตั้งใจบริกรรมภาวนา วันนี้เป็นวันสิริมงคลวันหนึ่ง เป็นวันอุโบสถในทางพุทธศาสนา ให้พวกเราทั้งหลายได้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติภาวนา ที่ถ้ำผาปล่องนี้สถานที่ที่เราอาศัยอยู่ เป็นสถานที่สิริมงคล เมื่อเรามาสู่สถานที่สิริมงคลแล้ว อย่าปล่อยให้จิตใจฟุ้งซ่านไปที่อื่น จงตั้งอกตั้งใจภาวนา ดำเนินกายภายในดวงจิตดวงใจ
           คำว่าภาวนานี้ ได้แก่สงบจิตสงบใจ ไม่ให้ใจวุ่นวาย คิดถึงบ้านเรือน คิดถึงลูกหลาน วุ่นวายไปภายนอก ให้พากันระลึกถึงมรณภัย มรณกรรมฐานมันใกล้เข้ามาทุกวันทุกคืน ไม่ใช่ว่าเราอยู่ที่เก่า สังขารธรรมทั้งหลาย รูปร่างกายของเราทุกคน มีความเจ็บไข้ได้ป่วย มีความชำรุดทรุดโทรม เสื่อมไปสิ้นทุกวันคืน แม้ผู้ที่ยังเด็กยังหนุ่ม ก็อย่าประมาทมัวเมาว่าข้าพเจ้าไม่แก่ การตายไม่เฉพาะแต่คนแก่ บางคนคนหนุ่มนั้นตายก่อนคนแก่ก็มี คนแก่ยังยืนยาวคราวไกลไปก็มี ทุกคนจงระลึกถึงมรณภัยคือความตาย ไม่มีทางหลบหลีก แม้หลบหลีกได้ว่า ในเวลาเราหนุ่มแน่น กำลังดีไม่ตาย เมื่อถึงวัยแก่วัยชราก็ไม่มีทางหลบ จำเป็นต้องแตกดับทำลาย
           แต่ผู้ใดภาวนาดี ละกิเลสความโกรธหมดไป ละกิเลสความโลภหมดไป ละกิเลสความหลงหมดไป ผู้นั้นก็ไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อนประการใด แม้ความตายมาถึงเข้า ท่านก็ยอมตาย คือ ท่านเห็นแล้วว่า ตายเป็นเรื่องของธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม มันกระจัดกระจายไปเขาก็เรียกว่าตาย ใช้การไม่ได้ เขาก็เรียกว่าตาย จิตใจมันไม่ได้ตาย
           จิตใจไม่ได้ตายนั้น ย่อมส่อแสดงให้เห็นแล้วว่า แม้พระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่เราว่าท่านดับขันธ์เข้าสู่นิพพานแล้ว มันก็เป็นแต่ว่าดวงจิตดวงใจของท่านส่วนหนึ่ง ร่างกายของท่านแตกดับไป แต่จิตใจเป็นของไม่ตาย แต่จิตนี้เมื่อละกิเลสราคะ โทสะ โมหะ หมดไปแล้ว ออกจากจิตใจไปแล้ว เหลือแต่จิตอันบริสุทธิ์ผ่องใส จะอยู่ที่ใดเป็นอะไร ก็ ชื่อว่าอยู่ในนิพพาน ไม่มีเรื่องราวอะไร ที่จะมาทำให้ท่านเป็นทุกข์เป็นร้อน อย่างสามัญชนคนเราทั่วไป
           คนเราทั่วไปที่มันทุกข์มันร้อนอยู่ ก็คือว่ากิเลสทางตา ได้แก่ รูป ตาเห็นรูปก็เกิดกิเลส หูได้ยินเสียงก็เกิดกิเลส เพราะกิเลสมันยังไม่ดับ จึงจำเป็นต้องตั้งอกตั้งใจภาวนา อย่ามีความท้อถอย ผู้ใดท้อถอยชื่อว่าเป็นผู้มัวเมา จะต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ในภพน้อยภพใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด ยุ่งเหยิงอยู่ด้วยกิเลสกาม วัตถุกาม
           ตั้งแต่วันนี้ไป ให้พากันตัดบ่วงห่วงอาลัย อารมณ์สัญญาที่คิดถึงบ้านถึงเรือน ถึงลูกถึงหลาน ถึงอะไรต่อมิอะไรให้ตัดขาด ว่าสถานที่เรานั่งสมาธิภาวนาอยู่นี้ เท่ากันกับว่าเป็นสถานที่วิเศษ เป็นทางที่จะให้เราทุกคนละกิเลสให้หมดไปสิ้นไปได้ ถ้าตั้งใจภาวนา แต่ไม่ใช่ว่าสถานที่จะมาละกิเลสให้เรา ใจเรานี้แหละภาวนาละกิเลสเอาเอง
           กิเลสนั้น เมื่อผู้ใดเลิกได้ละได้แล้ว ไม่เลือกว่าเณร ไม่เลือกว่าพระ ไม่เลือกว่าจะสมมุติว่า เป็นธรรมยุต เป็นมหานิกาย อะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ใช่สมมุตินั้นละกิเลส การละกิเลสมันเป็นเรื่องภายในจิตใจของแต่ละดวงจิตดวงใจ ผ้าขาวผ้าเหลืองไม่ได้มาละกิเลสให้ สถานที่ก็ไม่ได้มาละกิเลสให้แก่เรา จิตใจเรานั้นเองเป็นผู้ละกิเลส
           เมื่อภาวนาพุทโธๆ เมื่อภาวนามรณกรรมฐานได้ทุกลมหายใจเข้าออก จนดวงจิตดวงใจผู้รู้อยู่นี้ไม่ไปไหน อยู่ภายในสงบนิ่งแน่วเป็นดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่ภายในจิตใจได้ตลอดเวลา นั่นแหละต้นทางที่จะเป็นไปเพื่อละกิเลส ตัดกิเลสตัณหาได้ เพราะกิเลสตัณหานั้นมีอยู่ภายใน ไม่ใช่มีแต่ภายนอก
           เมื่อคนเราจิตไม่สงบระงับ ก็เข้าใจว่าสิ่งภายนอกเป็นกิเลส รูปเป็นกิเลส เสียงเป็นกิเลส กลิ่นเป็นกิเลส รสโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นกิเลส ความจริงตัวกิเลสจริงๆ ก็คือจิตใจผู้รู้อยู่ภายในใจของเราทุกคนนี้แหละ ในจิตดวงผู้รู้นั้น มีกิเลสราคะอยู่ที่นั้น มีกิเลสโทสะอยู่ที่นั้น มีกิเลสโมหะอยู่ที่นี้ เมื่อใดการภาวนาละกิเลสภายในใจของเรา ยังไม่พร้อมมูลบริบูรณ์แล้ว อาสวะกิเลสเหล่านี้ก็ต้องอยู่ในใจตลอดเวลา
           การภาวนาละกิเลสต้องละภายใน ไม่ใช่ละภายนอก ภายนอกนั้นเป็นแต่ว่าอุปกรณ์กิเลส เราให้คิดดูดีๆว่า ถ้าหากว่า คน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นกิเลส ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเราฆ่าคนทั้งโลกนี้ให้ตายหมด ยังเหลือแต่เราคนเดียว กิเลสเรามันจะหมดไปสิ้นไปหรือไม่ มันก็ยังไม่หมด คนทั้งโลก สัตว์ทั้งโลก สมมติว่าให้เขาตาย ไปหมดเสีย กิเลสของเรามันจะหมดไปไหม มันก็ไม่หมด เมื่อไม่หมดแสดงว่าอันนั้นก็ไม่ใช่ตัวกิเลส
           ตัวกิเลสจริงๆ ก็จิตเรานี่แหละ จิตขี้เกียจขี้คร้านภาวนา จิตไม่รักษาศีล จิตไม่มีทาน จิตไม่มีศีล จิตไม่มีภาวนา จิตไม่ละกิเลส เมื่อจิตไม่ละกิเลสก็นี่แหละคือตัวกิเลส ตัวกิเลสเป็นตัวอย่างไร ตัวกิเลสก็เป็นตัวเหมือนตัวเรานั่นเอง ขาสอง แขนสอง ศีรษะหนึ่ง ดวงใจครองอยู่ในร่างกายอันนี้ นั่นแหละตัวกิเลส
           ดูเวลากิเลสความโกรธมันเกิดขึ้น ตาแดง ตาพอง ทุบต่อย ตีกัน ประหัตประหาร ฆ่าฟันรันแทงกัน อะไรมันตี อะไรมันทำ ก็คือจิตนั่นแหละมาใช้รูปร่างกายนี้ ให้ดุด่าว่าร้ายออกมา จนถึงรบราฆ่าฟันกันเป็นธรรมดาโลก นั่นแหละ กิเลสมันอยู่ภายใน แต่เวลามันจะทำ มันมาใช้รูปขันธ์นี้ให้ทำ รูปขันธ์ร่างกายนี้มันไม่ได้กลัวบุญกลัวบาป มันเป็นเพียงธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เท่านั้น สุดแท้แต่จิตที่มีกิเลสหรือไม่มีกิเลสภายในใช้ให้ทำอะไร มันก็ทำ
           นี่แหละร่างกายสังขาร ตัวกิเลสก็ตัวเราทุกคนนั่นแหละ จิตเราทุกคนนั่นแหละ กิเลสความโลภ กิเลสความไม่อิ่มไม่พอในวัตถุข้าวของทรัพย์สินเงินทอง กิเลสกาม วัตถุกาม มันอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ที่กายนี้ อยู่ที่จิตนี้แหละ ดวงจิตนั่นแหละเป็นตัวกิเลสราคะตัณหา แล้วเวลามันใช้ ก็มาใช้รูปขันธ์ ทำให้เกิดลูกมา เกิดหลานมา เป็นทุกข์เป็นร้อนวุ่นวาย มันมาจากไหน ก็มาจากจิต จิตราคะตัณหา
           พระภิกษุสามเณร แม่ขาว นางชีอยู่ดีๆไม่ได้ ต้องสึกไป ก็เพราะอะไร ก็เพราะอำนาจกิเลสโลภะ กิเลสราคะตัณหา ไม่ภาวนาละกิเลสในจิตใจอันนี้ออกไป เมื่อกามตัณหา ภวตัณหามีอยู่ในจิต ไม่เลิกไม่ละ ไม่สงบระงับ มันก็วุ่นวายสร้างภพสร้างชาติขึ้นมา สร้างรูปสร้างนามขึ้นมา มันมีอยู่ภายใน ไม่ใช่อยู่ภายนอกอย่างเดียว ตัวสำคัญมันอยู่ที่จิต ทีนี้พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์รู้ว่ากิเลสทั้งหลายแหล่พาให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันอยู่ที่ดวงจิต พระองค์ก็เอาดวงจิตภาวนาทุกลมหายใจเข้าออก พระองค์ควบคุมจิตใจไม่ให้วิ่งหนีไปที่อื่น ทบทวนกระแสเข้ามาสู่ภายในดวงจิตดวงใจ ดวงที่รู้อยู่ภายใน ตอนแรกๆ ก็เอาลมหายใจเป็นที่ยึดเหนี่ยว คือว่าเอาลมหายใจเป็นที่สังเกต ลมเข้าไปจิตผู้รู้อยู่ที่นี้ดูจิตดูลม ไม่ให้หลง จิตเข้ามาจิตออกไป ตามอยู่ที่ลมนี้ ผู้รู้ว่าลมก็คือจิตนั่นเอง
           แต่ว่าจิตใจของคนเรานั้น จะหาเป็นตัวเป็นตน เหมือนคนเหมือนวัตถุข้าวของไม่ได้ ไม่มีตัว ไม่มีตัวแต่มีอำนาจใหญ่ อำนาจกิเลสมันใหญ่ เหมือนกับธาตุลม ธาตุอากาศ ลมไม่มีตัวตน เวลามีลมแรงๆพัดมา พัดเอาบ้านเรือนตึกรามพังทลายไป นั่นลมไม่มีตัวแต่ทำไมมันมีกำลัง นี่แหละจิตใจคนเรานี้ก็เหมือนกัน จิตใจที่ยังมีกิเลส มันก็ใช้ให้เป็นไปตามอำนาจกิเลส
           จิตใจที่มุ่งหวังเป็นทางพ้นทุกข์พ้นภัย ในโลก ในวัฏฏสงสาร ต้องเป็นทานบารมี การทำบุญให้ทาน ศีลบารมี รักษากาย วาจา จิตของตน ไม่ให้ทำผิดในหลักศีลห้า ศีลแปดขึ้นไป เมื่อบำเพ็ญประกอบกระทำอยู่ในสิ่งเหล่านี้ จิตใจของเราทุกคนก็ย่อมมีกำลังแก่กล้าในกองการกุศล ในการภาวนาละกิเลส ไม่ปล่อยให้ความลังเลสงสัยมาอยู่ในจิตในใจ ไม่ว่าจะนั่งจะนองจะยืนจะเดินไปมาที่ไหน
           ภาวนามรณกรรมฐานเตือนจิตใจนี้อยู่เสมอ ว่าชีวิตของเรานี้ต้องถึงซึ่งความตาย ที่ใครคิดว่าเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ก็จะไปโรงพยาบาลให้มันดีมันหาย มันไม่มีทางที่จะหายได้ มันนับวันนับคืน นับชั่วโมงนาทีวินาที มันใกล้ไปสู่ความตายทุกวันเวลา เมื่อมันเจ็บไข้ได้ป่วยได้ แล้วจะไม่ตายนั้นไม่ได้ มันต้องตายแน่ๆ มันแสดงให้เห็นแล้วว่าหนีไม่พ้น เมื่อหนีไม่พ้นแล้วนั้น มันก็มีทางพ้นอยู่ก็คือการภาวนา เอาจิตใจให้มันหลุดมันพ้นออก ไม่ให้ใจหลงใจเมามาอยู่ภายในนี้
           ท่านจึงมีวิธีการภาวนาพุทโธ ภาวนามรณกรรมฐาน ภาวนาลมหายใจ เพื่อให้จิตใจเราทุกดวงจิตดวงใจสงบระงับ ตั้งมั่นเป็นดวงหนึ่งดวงเดียว เดี๋ยวนี้จิตมันฟุ้งไปซ่านไปมัวเมาไป ไม่มีที่สุดที่สิ้น เลยวุ่นวายอยู่อย่างนั้นเอง
           พระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านมีความสุขกาย สบายใจ ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย เพราะท่านภาวนาละกิเลส ภาวนาละกิเลสนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เมื่อใดยังมีกิเลสราคะ โทสะ โมหะอยู่ เราอย่าได้ถอยความเพียร มันจะคิดไปที่ไหน อย่าไปตามอำนาจกิเลสที่มันคิด ให้มาอยู่ภายในดวงจิตดวงใจของตนให้ได้
           ใจเป็นธาตุรู้มีอยู่ในใจทุกๆคน การภาวนาไม่ใช่ว่าเรามาภาวนามาปรุงมาแต่งเอาใจใหม่ มันไม่ใช่อย่างนั้น ใจมันมีอยู่แล้ว จิตมันมีอยู่แล้ว แต่จิตนี้เป็นจิตที่หลงใหลไปตามจิตสังขาร จิตวิญญาณ จิตกิเลส จิตตัณหา มันดิ้นรนวุ่นวายไปตามกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาตลอดเวลา หาเวลาสงบระงับไม่ได้
           ท่านจึงสอนว่า ให้สงบจิตสงบใจลงไป ภาวนาพุทโธ ให้จิตใจมาจดจ่อในพุทโธ สงบระงับลงไป ไม่ต้องไปตามอารมณ์อะไรของใครทั้งหมด เรื่องราวอดีตอนาคตมันอยู่ข้างหน้า อนาคตกาลก็อย่าไปเป็นทุกข์เป็นร้อน อดีตที่มันล่วงมาแล้ว สิ่งเหล่านั้นมันก็ล่วงมาแล้ว จิตอย่าไปหลงไปยึดเอามา เดี๋ยวนี้เวลานี้ ดวงจิตดวงใจภาวนาอยู่ที่นี้ นั่งอยู่ที่นี้บริกรรมอยู่ที่นี้ จิตอย่าวุ่นวายไปที่อื่น ให้รวมจิตใจเข้ามา ตั้งให้มั่น เอาให้มันจริง
           เมื่อเอาจิตใจสงบระงับตั้งมั่นแล้ว จิตใจดวงที่สงบระงับตั้งมั่นนี้ก็จะมองเห็นทีเดียวว่า กิเลสราคะไม่ดีอย่างไร ก็จะได้ทำการละกิเลสราคะ ตัดต้นตอให้มันหมดไปสิ้นไป กิเลสโทสะไม่ดีอย่างไร ต้นตอของกิเลสโทสะมันอยู่ที่ไหน จะได้ตัดละกิเลสความโกรธออกไป กิเลสความหลงไม่ดีอย่างไร จะได้ทำความเพียรละกิเลสความหลงให้หมดสิ้นไป เมื่อเลิกเมื่อละถอนออกไปหมดแล้ว จิตใจก็จะเย็นสบาย มีความสุขไม่ทุกข์ร้อนประการใด
           เหตุนั้น การภาวนาทำความเพียรปฏิบัติบูชา ในทางพุทธศาสนานี้ จงตั้งจิตเจตนาลงให้มั่นคง อย่าได้ให้ใจอ่อนแอท้อแท้กลัวตาย การสร้างบุญบารมี ภาวนาละกิเลสมันไม่ตาย ถ้าหากว่าผู้ใดภาวนาเด็ดเดี่ยวแล้วก็ตายเอาตายเอา จะมีพระพุทธเจ้าได้หรือ เพราะว่าภาวนาเคร่งเครียดเข้าไปก็ตาย ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ภาวนามากเข้าไปจะได้เป็นพระอรหันต์ก็ไม่ได้ มันตายเสียก่อน ถ้ามันเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีพระซิ ที่มันมีพระอยู่ก็คือว่ามันไม่ตาย

จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส - หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
บ้านจอมยุทธ


2
ต่อ......

นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย สถาบัน ๓ สถาบัน ทั้งช่วยสังคมได้ดีและก็ทำลายสังคม นึกไปด้วย ๓ สถาบัน  ใครนึกออกไหม
 
๑.๑.สถาบันวัด  ช่วยสังคมได้มาก และทำลายสังคมได้มาก
๒.๒.สถาบันโรงเรียน  ช่วยสังคมได้มากและทำลายสังคมได้มาก
๓.๓.สถาบันครอบครัว  ครอบครัวเดี๋ยวนี้ทำลายสังคมมาก ไม่ได้ดูลูกเลย ติดยาเสพติดกันมากมาย  ไม่ได้รักลูกคิดปลูกฝังเลย  ให้ลูกตั้งต้นฝึกรับปรึกษาให้ลูกได้ดีมีปัญญา  มีวิชาตั้งตนให้คนเป็นเป็นเด็กดีให้มั่งไม่ได้หรือ  นี่ทำลายสังคม อาตมาไปที่ราชบุรี  เยาวชนติดยาเสพติด ๘๐๐ คน ศาลเยาวชนไปให้ไว้ ๔๐,๐๐๐ บาท ติดยาเสพติด  พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน  ท่านนายก  ตรงนี้ไม่ได้ดูแลลูกเลย  เลิกกันเนี่ยควรจะอย่าทิ้งลูกได้ไหม  นี่ทำลายสังคมเมืองไทย  นี่แหละเมืองไทยจะไปไม่รอด  ติดยาเสพติดกันมากมายเหลือเกิน  ทั้งกระทั่งมหาวิทยาลัย  แล้วครูบาอาจารย์ก็ขายยาเสพติด  จับได้ที่วัดอัมพวันเลย  ครู  นักเรียน  ก็พ่อแม่ให้มาขายยาเสพติดอีก  เป็นความจริง  นี่สถาบันพ่อแม่ไม่ได้ดูลูกเลย  ติดยาเสพติด  พ่อแม่ทะเลาะกัน ก็ขอเจริญพร ยุคใหม่สมัยนี้ขอบิณฑบาตอย่าทะเลาะกันได้ไหม หนักนิดเบาหน่อยให้อภัยกัน

   นึกถึงความผูกพันกันมานานแล้วก็ขอเจริญพรความรักก็แปลว่าความผูกพัน  มีความดีต่อกัน  จะไม่ทะเลาะกันเลยผูกพัน  อาตมาเคยถามหลายคน  ไม่รู้เลยหรือแหมวันมาราธอน เอ๊ย ขอโทษ  วันวาเลนไทน์  รักกันแค่วันเดียวหรือนั่นแหละคือมาราธอน  รักกันวันเดียวไม่ได้  อย่าไปหาหมอดูว่าวันได้เดือนถึง แล้วแต่งงานกันจิตใจเข้ากันได้ไหม เข้าสเป็คกันไหมเป็นดอกเตอร์ด้วยกันไหม  ฐานะเท่ากันไหม  ถ้าเห็นอกเห็นใจกัน  รักกันวันเดียวหรือ  เลยมาราธอนเลย   เจอเช้าได้เย็น  ได้เย็นทิ้งเช้า  เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้แย่มาก  รู้มาก  ผอ.คนเดี๋ยวนี้รู้มากไม่รู้จริง  บางคนเป็นดอกเตอร์  ไม่เอางานเลย  ไม่เอางานเลย ดอกเตอร์ที่สิงห์บุรีนะ  แต่ดอกเตอร์ที่นี่ดีทุกคนเลย ดอกเตอร์ที่นี่ดีที่สุด แต่ดอกเตอร์วัดอัมพวันแย่มาก  ไม่เอาการเอางาน  รู้มากไม่รู้จริง  รู้จริงคืออย่างไรค่ะ  ผอ.รู้จริงคืออย่างไร  รู้จริงต้องทำได้  ทำไม่ได้รู้ไม่จริง  นี่รู้จริงทำโรงเรียนขึ้นมานี้รู้จริงต้องทำ  รู้จำต้องท่อง  รู้แจ้งต้องคิดก่อนถูกไหม  หรือไม่ถูก  วันนี้ก็จะหมดเวลาแล้ว  จะพูดอีกสักวันหนึ่งก็เกรงใจ  เดี๋ยวจะเพลขึ้นดีไหม เอ้าหนูฟังมหานิยมอยู่ที่ไหน วิชาความรู้ หมั่นเรียนเป็นดอกเตอร์  ถ้าหนูไม่มีวิชาความรู้  ไม่มีใครมองหน้าหนู  เสียวงศ์ตระกูล  เสน่ห์อยู่ที่ไหน  ถามอีกข้อเดียวก็จบ  ใครตอบได้  เสน่ห์อยู่ที่ไหน  อ่อนน้อมถ่อมตน ถูกต้องแต่ยังไม่เข้า สเป็ค  อ่อนน้อมถ่อมตน  ปากหวานตัวอ่อนมือเป็นหงอน  ไปลามาไหว้นะแต่เสน่ห์ขอตอบให้ฟังเสน่ห์อยู่ที่คุณธรรม  ถ้าคนไหนมีศีลธรรม  มีคุณธรรมแล้วมีเสน่ห์นะอันนี้  ก็หมดเวลาที่ชี้แจงแสดงบรรยายเป็นมงคลชีวิต โรงเรียนสาธิตขอฝากญาติโยมนะทุกคนสามีภรรยาอย่าทะเลาะกันและก็พูดกันเป็นมงคลนะ  ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  ถ้าคนไหนบ้านไหนทะเลาะกันบ้านนั้นบ้านยักษ์  บ้านอัปมงคล  ขอร้อง  ขอบิณฑบาต  ตั้งแต่วันนี้อย่าทะเลาะกัน  สร้างความดีต่อกัน มาร่วมสามัคคีสามีภรรยาเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้านตั้งแต่วันนี้  เพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้านคือ โรงเรียนสาธิตของเราอย่าทะเลาะกัน  ทะเลาะกันมันเสียสมองเป็นอัปมงคล  ถ้าเราพูดดีต่อกัน  อ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก  ลมปากหวานหูมิรู้หายเป็นมงคล  เป็นมหามงคลชีวิต  บ้านนั้นจะเป็นใหญ่เป็นโต  เป็นเศรษฐี  มหาเศรษฐี  เงินไหลนองทองไหลมาถ้ามัวนั่งทะเลาะกันอารมณ์เศร้าหมอง  เงินจะไหลออกทองไหลออก  นั้นบอกกันไม่ได้  ขอฝากไว้  ในวันนี้ด้วย เพราะฉะนั้นขอให้เงินไหลนองทองไหลมาให้ได้  ในวันนี้วันสาธิติ  วันสาธิต  วันปฐมนิเทศบอกเหตุของชีวิต เป็นข้อคิดของมงคล  ก็ขอฝากมงคลไว้  ในโอกาสนี้โดยทั่วหน้ากัน  ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว  ก็ขออนุโมทนาสาธุกาล  แก่ท่านทั้งหลาย  อย่าอิจฉาริษยากัน  โปรดรักกัน  ดีกว่าเกลียดกัน  ไปไหนรักกันไว้เถิด  ประเสริฐที่สุด  เกลียดกันไม่ดีเลย  อย่าผูกพยาบาทต่อกันไร้เหตุผล  ไม่มีเหตุผลแต่ประการใด  อย่างอิจฉากัน  มีของอะไรก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้  ของกินไม่แบ่งกันกิน  แบ่งกันใช้มันจะเน่า  เรื่องเก่าไม่เล่ามันจะลืม  แบ่งกันกินแบ่งกันใช้  มันจะเน่าเรื่องเก่าไม่เล่ามันก็จะลืม  ฝากไว้ค่ำคืนและฝันหวาน  ชีวิตนี้จะแจ่มใสและแจ่มแจ้งแดงแจ๋  ในอนาคตต่อไปดีไหมคะ  ดีมาก  ขอฝากไว้นะอิจฉาริษยาจะมีเหตุ ๕ ประการ พวกคณาจารย์ทั้งหลายโปรดทราบด้วยเถิด

๑.๑.เป็นสาเหตุทำให้แตกแยกความสามัคคี
๒.๒.เป็นอุปสรรคในการประสานที่ดี
๓.๓.เสียขวัญและกำลังใจต่อผู้ปฏิบัติงานร่วมกัน
๔.๔.เป็นการสร้างศัตรูให้กับตัวเอง
๕.๕.ขาดกำลังใจต่อผู้ปฏิบัติงาน ขาดความจริงใจต่อเพื่อร่วมงาน

 
   ขอฝากไว้ ๕ ประการ  ไม่อย่างนั้นแตกความสามัคคีกันหมด  อย่าอิจฉาริษยากัน  มีอะไรก็แบ่งปันกันกิน แบ่งกันใช้  อย่างนินทาว่าร้ายใส่ร้ายป้านสีซึ่งกันและกัน  จงรักสามัคคี สร้างความดีร่วมกันตั้งแต่บัดนี้  ขออนุโมทนาสาธุการ  แล้วก็ท่านนายกสมาคมผู้ปกครอง  อาตมาเห็นใจและซึ่งใจท่านมาก  ท่านรวยน้ำใจมาก  ใจกว้างอัธยาศัยดี  เป็นคนโอบอ้อมอารี  สร้างความดีร่วมกันเช่นนี้หาได้ยาก  แล้วก็ท่านผู้นี้ท่านเป็นผู้เสียสละ  เสียสละอย่างดีเท่าไหร่เท่ากัน ไม่ยั่นเลย  พร้อมทั้งให้กำลังใจครูบาอาจารย์  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ให้กำลังใจมากที่สุดคือ ผู้อำนวยการ กอบรัตน์รัตนะแก้ว ๓ ประการ มีเนาวรัตน์เก้า  เพิ่มเติมเสริมส่ง  ชีวิตดำรงศาสตร์  มีทั้งเพชรดีมณีแดง เขียวใสแสงมรกต เหลือใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำโกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาล  สังวาลย์สายไพฑูรย์  พร้อมด้วยมีเนาวรัตน์ ๙ ประการ  งานถึงสำเร็จ

๑.๑.ขยันเอาการ
๒.๒.งานสะอาด
๓.๓.ฉลาดรอบคอบ
๔.๔.ชอบระวัง
๕.๕.ตั้งใจตรง
๖.๖.จงเที่ยงธรรม
๗.๗.นำทางถูก
๘.๘.ปลูกสติ
๙.๙.รับผิดชอบ


   ก้าวหน้าสำเร็จความปรารถนา อาตมภาพขออนุโมทนาสาธุกาลแก่เจ้าของโรงเรียนสาธิต ก็ขอถวายเป็นพระราชกุศลต่อบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า  สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ตลอดกระทั่งสมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปริณายก ที่ท่านร่วมอนุโมทนาและเป็นปี ๗๒ พรรษา ของพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า จะได้ถวายเป็นพระราชกุศลในวันนี้
 
   ท่านทั้งหลายจะได้ฟังพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เป็นมหามงคลสืบต่อไป ในโอกาสนี้อีกด้วย ขอทุกคนผู้ปกครองและเจ้าภาพ เจ้าของโรงเรียนสาธิตทุกท่าน จงถวายเป็นพระราชกุศลให้ในหลวงบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า  ที่พระองค์ทรงเหนื่อยยากมามากหลาย  ทรงพระราชทานพระราชดำริออกมาถึง ๑,๘๐๐ พระราชดำริ  ให้เราได้สาธิตกันมาทำประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบมา  ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย  อำนาจบุญกุศลทั้งหลายที่เราร่วมใจสามัคคีสร้างโรงเรียนที่ดี  โรงเรียนดีมีปัญญาให้กับกุลบุตรธิดาลูกหลานชาติไทยในอนาคต  เจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรโดยทั่วหน้ากัน  ขอทุกท่านจงประสบแต่ความสุขสันต์นิรันดร์  ขอจงเจริญจตุรพิตรพรชัย ๔ ประการ  มีอายุขอให้ยืนนาน  วัณโณผิวพรรณผ่องใส  สุขัง  ขอให้สุขภาพกายอนามัยทุกท่านโปรดได้ใจดี  โรคภัยไข้เจ็บมีก็โปรดหาย  สิ่งทั้งหลายที่จะคิดไว้โอกาสหน้าไว้ในบัดนี้     จงพัฒนาเกิดความสำเร็จเผด็จผล  สมเจตจำนงความมุ่งมาดปรารถนาด้วยกันทุกท่าน ณ โอกาสบัดนี้เทอญ  ขอเจริญพรทุกท่าน

การแสดงพระธรรมเทศนา - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม


3
การแสดงพระธรรมเทศนา - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม

การแสดงพระธรรมเทศนา
พระราชสุทธิญาณมงคล
ณ ลานธรรมชั้น ๗ โรงเรียนสาธิตประสานมิตร
วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ เวลา ๙.๓๐ น – ๑๑.๐๐ น.


วันนี้ขอโอกาส  ไม่ใช่จะแสดงธรรมแบบขึ้นธรรมาสน์  อย่างที่เขาทำกันไม่ต้องพนมมือตลอด วันนี้ขออนุญาตบรรยายธรรม  วันนี้ให้ชื่อเรื่องว่า “มงคลชีวิต”  ชีวิตแก้ปัญหา  ชีวิตแร้นแค้น  ชีวิตต้องมีแบบแปลนและแผนผัง  ก็ขอฝากไว้วันนี้เป็นวันมหามงคล  เป็นวันเจริญซึ่งของอายุแผนผังของชีวิต  คือทำอะไรมีระเบียบแบบแผน  แบบแปลน เป็นต้น  ก็ขอกล่าวอนุโมทนาสาธุการในวันมงคลชีวิตของตนและของส่วนรวมร่วมกัน  วันนี้เป็นวันมหามงคลเปิดโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร  สร้างโรงเรียนสำเร็จทันเวลาเรียกว่ามงคลชีวิต  โรงเรียนนี้สำเร็จได้อาศัยร่วมใจ  อาศัยสามัคคีธรรมนำสันติสุข  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีกำลังใหญ่นั้น  ได้แก่ท่านนายกสมาคมผู้ปกครอง  ท่านมีกำลังแข็งแรงทั้งพละกำลังกาย  กำลังใจ  กำลังสติปัญญา  กำลังแก้ไขปัญหาทุกอย่างทุกด้าน  ตลอดกระทั่งครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะผู้เสริมส่งดลบันดาลนั้น  ก็คงจะไม่ผิด  รองศาสตราจารย์ ดร.สุมณฑา    พรหมบุญ   ณ อยุธยา  อธิการบดีนั้น เป็นผู้ใหญ่ในสถานที่นี้  ผู้ร่วมน้ำใจได้แก่ครูบาอาจารย์ทุกคน  ผู้บริหารดำเนินงานก็คงจะไม่ผิด  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กอบรัตน์  เรืองผกา  ผู้มีชีวิตชีวาและงอกงามไม่เกินกุลบุตรกุลธิดาที่นั่งอยู่ ณ บัดนี้  รดน้ำพรวนดินต้นไม้ก็งอกงามตามระเบียบ  แต่บางแห่งเสียใจงอกแล้วหงิก  งอแล้วก็เข้าเมรุไม่เห็นมีผลงานอะไร  วันนี้ก็ขอชี้แจง ๓ รายการ ๓ ข้อย่อใจความเท่านั้น  เพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายเพื่อเป็นมงคลชีวิตนี้
 
   ต่อนี้ไปก็ขอชี้แจงแสดงบรรยาย คติธรรม เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่มงคลของท่าน ณ โอกาสบัดนี้
 
   ขอเจริญพร  เจริญสุขโดยทั่วกัน ณ บัดนี้  เอามือลงนั่งตามสบาย พนมมือมันเมื่อย  เมื่อยหนักเข้าก็ไม่มีกำลังใจฟัง  วันนี้เราก็มาเยี่ยมญาติธรรม  มาเยี่ยมบุคคลผู้เป็นปราชญ์เปรื่องเรืองปัญญา  โรงเรียนสาธิตสำเร็จได้ด้วยความสามัคคี  สร้างความดีร่วมกัน  ต้องสำเร็จก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีเงินมีทองมากมายก่ายกอง กำลังใจมันสร้างสำเร็จทุกอย่าง ถ้าคนเราขาดกำลังใจ  กำลังใจตกไม่มีใครให้กำลังใจเลยไม่มีใครสนับสนุน  ไหนเลยเล่างานชิ้นนี้จะสำเร็จได้ตามเป้าหมาย  ใช้เงินจำนวนมากถึงจะเงินมากมายก่ายกองก็ตาม  ขอเจริญพรให้ข้อคิดเป็นไตเติ้ลข้อแรก ออกแขกวันนี้ออกไตเติ้ลให้ฟังว่าลิเก  ละครชีวิต  บอกเรื่องดี  ออกแขกดี  เล่นดีตลอดรายการ  นี่เล่นดีตลอดจนจบ วันนี้วันฉลองชีวิตเป็นมงคลที่เราสำเร็จตามเป้าหมายและจุดประสงค์ของเรา ออกแขกดี  บอกหน้าพาทย์ดี  เรื่องดี  เรื่องอะไรคะ  มีคนชื่อ อาจารย์พรจันทร์ มีไหม นวลจันทร์ด้วยและก็พรจันทร์ด้วย จันทวิมล สวยผ่องอำพัน ใจเยือกเย็นอัธยาศัยโอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สงเคราะห์ทุกคนวางตนเป็นกลาง  ยิ้มตลอดกาลเวลา  หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มพราย  มีความหมาย  มีเมตตาอยู่ในจิต  คิดอยู่ในใจ  ต้องการอารีอารอบ  เผื่อแผ่ทุกประการขออนุโมทนาสาธุการ  สวยน่ารัก  บางแห่งไปดูแล้วสวยน่าเกลียด มันไม่น่ารัก  เหลียวซ้ายแลขวาดูท่านนายกสมาคมผู้ปกครอง  จิตใจท่านปรองดอง  ใจซื่อมือสะอาด  เฉียบขาดเป็นธรรม  สร้างกิจกรรมให้มีประโยชน์ต่อท่านสาธุชน  สร้างประโยชน์สุข  กิจกรรมที่มีประโยชน์  กิจกรรมชีวิตมีประโยชน์ต่อประชาชน  กิจกรรมนั้นเป็นชีวิตที่รุ่งเรืองวัฒนาสถาพร  เป็นอากรบ่อเกิดของนักปราชญ์ราชกวีมีปัญญา  มีการแก้ปัญหาสมปรารถนาทุกประการ  อาตมาดีใจมาก  วันนี้ดีใจอย่างสุดซึ้งเราก็มีส่วนร่วม  ร่วมสามัคคี  สร้างความดีร่วมกันเป็นสายสัมพันธ์ให้เราเป็นปึกแผ่นแน่นหนาด้วยความรักสามัคคี  เรามาร่วมใจกันเช่นนี้ก็สำเร็จพลันทันเวลา ก็ขอเจริญพรท่าน  ผู้อำนวยการโรงเรียน ท่านมีพลังสูงในจิตใจ  เข้มแข็งอดทนต่อสู้ต่อเหตุการณ์ตลอดมา  แล้วคุณหนูทุกคนโปรดทราบชีวิตนี้ต่อสู่ขันติธรรม  ‘ขันติเป็นสมบัติของนักต่อสู้  ความรู้เป็นสมบัติของนักปราชญ์  ความสามารถเป็นสมบัติของนักประกอบกิจ   ความมีระเบียบเป็นสมบัติของผู้ดี’  ผู้ดีทำงานต้องมีระเบียบ  มีระบบ  มีระเบียบเพียบด้วยวินัย  มีความหมายดังที่ได้กล่าวแล้ว  อาตมาดีใจกับท่านทั้งหลายแล้วก็ผู้ปกครอง  กุลบุตรธิดาทั้งหลายที่อยู่โรงเรียนสาธิตทั้งโรงเรียนประถมและมัธยม ทั้งพี่น้องสาธุชนทั้งหลายต่าง ๆ ทั่ว ๆ ไป ได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของโรงเรียนด้วยกัน แต่โรงเรียนสาธิต โรงเรียนร่วมรักสมัครสมานสามัคคีร่วมในเช่นนี้ หายากมากก็ขอเจริญพรว่าถ้าพบว่าเราเริ่มต้นในขณะนี้ก็จะไม่สำเร็จ  เพราะเศรษฐกิจไม่เป็นมรรคไม่เป็นผล  เพราะเราเริ่มต้นตั้งแต่บุญวาสนาของท่านทั้งหลาย  ได้มีสิทธิเป็นเจ้าของโรงเรียน  สามัคคีคนละเล็กคนละน้อยก็มาเป็นปึกแผ่นแน่นหนาก็มาเป็นโรงเรียนขึ้นมาได้ ณ บัดนี้  ปูนหินเหล็กอยู่คนละทิศคนละทาง  ก็มาสร้างรวมน้ำใจมาเป็นปึกแผ่นแน่นหนาเป็นอาคารขึ้นมา  นี่แหละท่านทั้งหลาย  โรงเรียนพังหลายชั้น  หลายห้อง  เราก็สามารถทำได้  แต่ขอฝากข้อคิดไว้สักข้อ  ถ้าคนฟังนะ  กอบรัตน์  คนพังทำไม่ได้  และแตกแยกกันไปนะรับรองทำอะไรไม่ได้เลย  อย่าให้เหมือนกรุงศรีอโยธยาราชธานี  เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐  ประเทศไทยเข้ายุคนี้แล้ว  เขายุค พ.ศ.๒๓๑๐  ก็ขอฝากข้อคิดเบื้องต้นไว้ ค่ายบางระจัน ๗-๘ ครั้ง  ราษฎรสามัคคีกัน  ชาวบ้านสามัคคีกันฆ่าแม่ทัพพม่าตายถึง ๗ คน โดยไม่มีฝีมือ  แต่ใช้ฝีมือผู้หญิง  ผู้หญิงเก่ง  ต้องยกย่องผู้หญิง  ผู้หญิงเป็นคนฆ่าแม่ทัพพม่าตายไม่ใช่นายจัน  หนวดเขี้ยว  ไม่ใช่หลวงสรรค์  พันเรือง  แต่ต้องให้เกียรติผู้หญิง  เพราะสามารถฆ่าแม่ทัพมีฝีมือของหงสาวดีได้  น่าจะตีความตรงนี้  ผู้หญิงทำงานสำเร็จได้เยอะ  ทำไมดูถูกผู้หญิงนัก นี่จะเข้ายุคดูถูกผู้หญิง  ทุกสิ่งจะไร้ความหมายขอฝากท่านไปคิดกันนะ  อย่าดูถูกผู้หญิง คุณหญิงปล้อง  อำเภอโคกทอง เรียกว่า อำเภอวิเศษไชยชาญหัวตะพานกบเจา พม่าฆ่าสามีเขาตาย สามีเป็นท่านขุนเป็นกำนัน  ภรรยาผู้หญิงนุ่งผ้าตะเบงมานถือดาบ ๒ มือ รวมพลได้ ๔๐๐ สร้างวัดสี่ร้อยขึ้น  อำเภอวิเศษไชยชาญหัวตะพานกบเจา  อยากจะเรียนถามใครเป็นคนตั้ง  จะให้รางวัล ๑๐๐ ล้าน  จะยกโรงเรียนนี้ให้  ใครตอบได้  ใครเป็นคนตั้งอำเภอวิเศษไชยชาญ แต่ก่อนนี้ชื่ออำเภอโคกทอง  ไม่ใช่อำเภอวิเศษไชยชาญ  แต่คุณหญิงปล้องนำสมัครพรรคพวก ๔๐๐ คนตามพม่าไปค่ายบางระจัน  ทำไมพม่าไปอยู่ค่ายบางระจันเพราะเหตุใด  อย่าลืมนะคนไทยเป็นไส้ศึก ทูลเกล้าฯ พระเจ้าอยู่หัว ไม่ให้รบนะ นี่ไอ้พระยาพาล จะเข้ายุคพระยาพาลแล้วนะ   อย่าพาลเชียวนะ  เพราะจะเข้ายุคพระยาพาล  ห้ามไม่ให้รบ  พม่ายกมาบอกยังไม่พร้อม  ให้ถอยหลังไปอยู่บางระจันก่อนจนกว่ากรุงศรีอยุธยาพร้อม  แล้วให้เผากรุงศรีอยุธยาเสีย  นี่คนไทยแท้ ๆ  ก็ขอฝากไว้ในที่ประชุม  เข้ายุคคนไทยเป็นอย่างนี้แล้ว  อย่างลืมเศรษฐกิจตก  นักบริหารโกงสะบัด  แตกแยกกันเพราะดังกล่าวแล้ว  วันนี้ต้องขอพูด  วันนี้พูดไม่กลัวนะนี่เพราะมาพูดที่โรงเรียนของเราเอง  เป็นอย่างนั้นนะกอบรัตน์  ผู้หญิงต้องเดินทางไปไม่ต้องใช้อะไรเลย  นายจัน  หนวดเขี้ยว หลวงสรรค์ พันเรือง  เป็นผู้ใหญ่บ้าน  กำนัน  จะมีฝีมือรบหรือ  ทำไมจะฆ่าแม่ทัพตายถึง ๗ ทัพ ครั้งที่ ๘ โดนเผาหมด  ทำไมทหารสักคนออกมาช่วยไม่ได้ปืนกระบอกหนึ่งก็ไม่ให้  เพราะเหตุใด  น่าจะตีความเพราะไอ้พระยาพาล  อย่าให้มีพระยาพาลอยู่ได้  ปลูกเรือนอย่าคร่อมตอ  จะเสียโอกาสและเวลา  ทุกคนไม่รู้เลยหรือนี่  วันนี้มาแย้มพรายให้ฟังว่าตกยุคสมัยนั้น ๆ จะเข้ายุคนี้แล้ว  ระวังนะอย่าแตกความสามัคคี  จงรักสามัคคี สร้างความดีร่วมกัน  อย่างแตกความสามัคคี ถ้าแตกแล้วโรงเรียนสร้างไม่ได้  มีเงินหมื่นล้านก็สร้างไม่ได้  อย่างลืมพี่น้องที่รัก  ผู้หญิงหัวสมองใส  แก้ไขปัญหาได้อย่างดี  ผู้หญิงยกย่องกันบ้างไม่ได้หรือ  ดีไม่ดีเดี๋ยวให้เป็นนายกไปเลยถ้าเขาตั้ง  ทำไมเป็นไม่ได้  ผู้หญิงก็เป็นได้นี่ผู้หญิงหรือเปล่านี่  เห็นไหม  ไม่เป็นหรือก็ดูมานานนะว่าผู้หญิงสามารถ  ท่านนายกสมาคมว่าผู้หญิงสามารถไหม  นั่นสามารถก็จริงปราดเปรื่องก็จริง  แต่ใครเป็นผู้มีเมตตาสูงกว่านี้ตอบ  ที่นั่งอยู่นี่ต้องตอบแบบนี้  อย่าตอบให้มันออกไปนอกทาง  ขอฝากไว้ผู้หญิงก็มีพลังเหมือนกับผู้ชาย แต่แล้วคุณหญิงปล้องเดินตามไปสุพรรณบุรี  ค่ายบางระจัน  ทำไมฆ่าแม่ทัพได้  ใครฆ่าแม่ทัพตาย ๗ คน คำตอบคือผู้หญิง คือคุณหญิงปล้องไปบางระจันร้องเพลงอีแซว หัดเพลงอีแซว  พวกคณาจารย์จำกันไว้บ้าง  หัดเด็กร้องเพลงอีแซว  พม่ายกมาเก่ง  แต่แล้วผู้หญิงแต่งตัวสวย ๆ เอาเหล้า  เห็ดเป็ดไก่เอาไปเลี้ยง  เอามีดพกไว้ตรงนี้  แซว  แซว  ร้องเพลงอีแซว  พม่าเขว  พอพม่าเขวก็แทงคอ  จึงเรียกเพลงพม่าเห่มาจนถึงทุกวันนี้ จำไว้เอาไปสอนกันบ้าง  คนไทยอย่าหยิ่งโยโสแมลงป่อง  เดี๋ยวนี้คนไทยเข้าสมัยกรุงศรีอยุธยาราชธานีแล้ว  หยิ่งโยโสแมลงป่องด่ากันตลอด  แตกความสามัคคีตลอด  ท่านนายกสมาคมเชื่ออาตมา  อาตมาคำนวณเก่ง  แต่ไม่เก่ง  องค์นี้เป็นลูกศิษย์ผู้คำนวณเก่ง  แซวไปแซวมาฆ่าแม่ทัพตายกลับส่งมาใหม่อีกก็ตายอีก  ร้องเพลงอีแซวเกิดขึ้นที่สิงห์บุรี บางระจัน  คนแต่งเพลงอีแซวก็คืออำเภอโคกทอง ตาย ๗ คน  แต่คนที่ ๘ ไม่ตาย  ไอ้รามัญไปรับอาสาหงสาวดีมาทำลายค่ายบางระจัน  ถ้าทำลายได้จะตั้งเป็นหัวหน้ากอง  ทำลายได้ผู้หญิงมีจุดอ่อน  ทำลายที่ผู้หญิง  ผู้หญิงมีจุดอ่อน  อย่าลืมขอฝากพวกโยมผู้หญิง  นี่จุดอ่อนของลูกผู้หญิงคือหึงหวง  แหย่ให้หึงหวงเขาเลิกเลยแหย่กลับไปเลย  ผู้หญิงมีจุดอ่อนคืออารมณ์ไหวติง  โยมผู้หญิงถ้าไม่ไหวติง  เข้มแข็งอดทนรับรองเก่งกว่าผู้ชาย  ผู้หญิงอ่อนไหวติง  กระทบไม่ได้  โกรธ  ถ้าผู้หญิงเข้มแข็งอดทนรับรองผู้ชายสู้ไม่ได้  เพลงอีแซวเกิดขึ้นบางระจัน  จำไว้ด้วยดอกเตอร์จำไว้นะ  จะได้ไปสอนนิสิต นักศึกษาได้สอนให้มันตรงเป้า  เลยสรุปใจความเพื่อให้ไม่เสียเวลา  พระเจ้ากรุงธนบุรี ก็กลับมากู้กรุงศรีอยุธยาได้จึงตั้งอำเภอโคกทองเป็นอำเภอวิเศษไชยชาญหัวตะพานกบเจา พระเจ้ากรุงธนบุรีผู้ตั้ง  หลักฐานที่วัดมี  ตอบไม่ได้หรือ  ไม่รู้มีมานาน  อำเภอโคกทองมีทองเยอะเลย  พระเจ้ากรุงธนบุรีชนะทัพแล้วก็ว่าสำคัญที่สุดเป็นด่านพม่าเข้าสู่บางระจัน  อำเภอวิเศษไชยชาญ  ชาญชัยจากผู้หญิง  อำเภอวิเศษไชยชาญหัวตะพานกบเจา  ยังมีเรื่องอีกเยอะ  เดี๋ยวจะเสียเวลา  เราไม่ใช่มาพูดเรื่องนี้  แต่มาพูดน้อมให้นึกถึงอดีตว่าจะเป็นแบบกรุงศรีอยุธยาราชธานีแตกทัพ  ประเทศจึงเศรษฐกิจตก  ตกเพราะแตกความสามัคคี  จำไว้เอาไปสอนอย่าแตกความสามัคคี  รักกัน  ผูกพันกันหน่อย  อยากจะเรียนถามท่านทั้งหลาย  มนุษย์ชอบอะไรดอกเตอร์จำไว้ด้วย  มนุษย์ชอบ ๑๐ อย่าง  ถ้าพูดแล้วท่านจะเห็นด้วย  ชอบอะไรในชีวิต ที่มาพูดกันเรื่องชอบอะไรในชีวิต  ถ้ามีชอบและทำได้ ๑๐ ข้อนี้ จะเกิดสามัคคี จะไม่แตกแยกกัน นักบริหารจะไม่โกง  จะเข้ายุคกรุงศรีอยุธยาแล้ว  จะมีฆ่ากันแหลกราญ  รักกันไม่มีเลย  ขอฝากไว้ใครจะทำดีต้องค้าน ค้านจะไปรอดหรือ  ใครจะทำดีไม่ได้  ก็ขอให้ไตเติ้ล  ความดีคือศัตรู  ท่านอาจารย์พรจันทร์  เข้าใจหรือยัง  สร้างโรงเรียนนี้มีศัตรู  ศัตรูคืออะไร  ศัตรูคืออุปสรรค  ความดีนี้เป็นอุปสรรคเหลือเกิน  ความชั่วไม่มีอุปสรรคหลั่งไหลไปได้  ความชั่วก็คือหละหลวม  เหลาะแหละ  เหลวไหล  ไม่เอาตราชั่งขึ้นมาชู เอาตราชูขึ้นมาชั่ง  เห็นด้วยไหมคะ  ความดีนั้นคือศัตรู  ศัตรูนั้นคืออุปสรรคของชีวิต  ถ้าเราผ่านอุปสรรคชนะได้รับรองศัตรูก็ไม่มี  งานจึงสำเร็จ เช่น โรงเรียนสาธิต ผอ.กอบรัตน์ปวดหัวจะตายแล้วจะตายอีก  นี่คือศัตรู  เราจึงแผ่เมตตาให้ศัตรูเป็นมิตรพิชิตมาร  นั้นคืออุปสรรคจะได้กระจายหายไป  งานจะได้สำเร็จเสร็จพลันทันเวลา  คือโรงเรียนสาธิต  ถูกหรือไม่ประการใด  ถ้าไม่ถูกค้าน  ค้านเดี๋ยวนี้พวกฝ่ายค้านมันมาก  ค้านซะแหลก นี่คือศัตรู ศัตรูคือความดีจำไว้เลย  บางทีนายกสมาคมความดีเป็นศัตรู  คืออุปสรรคที่ท่านนายกผ่านงานมามากมายมีอุปสรรคไหม  มีแน่นอน  นั่นคือศัตรู  แต่แล้วเราแผ่เมตตาใช้เมตตาตัวเดียว  ก็พิชิตงาน  ก็พิชิตมาร  สำเร็จเสร็จพลันทันเวลา  นี่แหละหลวงพ่อองค์นี้ตั้งว่าหลวงพ่อชนะมาร ชนะศัตรู  พิชิตมาร  ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น  หรืออย่างไรก็แล้วแต่เถอะนะเราไม่ว่ากัน  นี้มาพูดให้ฟังหลวงพ่อพิชิตมารชนะหมดทุกด้าน  ก็ขอฝากไว้อย่างนี้  นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย  เป็นอย่างนี้แหละหนอ  เพราะฉะนั้นการจะสร้างโรงเรียนสาธิตให้สำเร็จได้  แสนจะยากลำบากไม่ใช่เป็นของง่าย  แต่เราร่วมรักสามัคคี  สร้างความดีร่วมกันเป็นประโยชน์และเสร็จทันเวลา  เหนื่อยยากหายไปเลยวันนี้  ผอ.กอบรัตน์ หายเหนื่อยไหม ๆ  ตอบให้มันดังหน่อยไม่ได้หรือ  หายเหนื่อยอาจารย์กอบรัตน์  ทำคนเดียวไม่ได้ อาศัยครูบาอาจารย์ แหม! ครูบาอาจารย์ที่โรงเรียนสาธิตเนี่ย ดร.ประเสริฐ โอ้โฮ รวยและสวยทุกคน  เราดูเมื่อกี้เดินทางมาเหนื่อย  พอเข้าสาธิตเห็นครูบาอาจารย์ยิ้มแย้มแจ่มใสตั้งใจสนทนาเจรจาไพเราะสงเคราะห์เอื้อเฟื้อ  ขาดเหลือคอยดูแขก  ไม่แปลกลูกค้ามาสาธิต  ลูกค้ามาสาธิตยิ้มแย้มตลอดเลย  เราก็ลูกค้าก็ให้ไปห้าหมื่น  ไม่ใช่หรือ  หายเหนื่อยเลยลงจากรถมาเห็นยิ้ม ๆ  อย่างนี้  หายเหนื่อยเลย เพราะสรุปใจความว่าความสำเร็จของมนุษย์  มนุษย์ที่ต้องการมากในชีวิตมี ๑๐ ประการ  ที่เรานำมานี้ มี ๑๐ ประการ ผอ.กอบรัตน์ รู้ไหมค่ะ (เสียง ผอ.ตอบ) นี่ที่เราทำสำเร็จมาได้ เพราะมนุษย์ชอบที่สุด ท่านนายกสมาคมก็ลองพิจารณาด้วยนะว่าถูกไหม
 
๑.๑.ความรัก  ไปไหนให้คนเกลียดชอบไหม  ชอบให้คนรักไหม  เราก็อย่าไปเกลียดเขานะ 
ถ้าเราชอบความรัก  ขอให้ทุกคนจงโปรดรักกันสมัครสมานสามัคคี  สร้างความดีร่วมกัน  เข้าใจไหมค่ะ 
๒.๒.ความนิยมชมชอบ
๓.๓.ความเลื่อมใสศรัทธา
๔.๔.ความมีไมตรีจิตมิตรภาพ
๕.๕.ความเอาใจใส่
๖.๖.ความเคารพนับถือ
๗.๗.ความเมตตา
๘.๘.ความเห็นอกเห็นใจกัน
๙.๙.ความเป็นกันเอง  ไม่ถือเนื้อถือตัว เข้ากับเด็กกับผู้ใหญ่ได้
๑๐.๑๐.ความเป็นธรรมชาติ อย่าฟู่ฟ่า อย่าหรูหรา อย่างฟุ้งเฟ้อ อย่าโค้กเค้ก


   เห็นด้วยไหมนี่ ๑๐ ประการ  มนุษย์ต้องการมากไม่มีใครเห็นเลยหรือนี่ นี่แหละ ๑๐ ประการนี้  ทำให้โรงเรียนสาธิตสำเร็จ  ญาติโยมข้างหลังเห็นด้วยเหรอ สภาจะได้ลงมติจะได้ไม่ค้าน  อย่าค้านหน่อยได้ไหม  สภาสาธิตอย่าค้านมาช่วยกันแก้ดีไหม  ท่านนายกสมาคมดีไหม ขาดช่วยกันเติมเกินช่วยกันตัดเพื่อประหยัดเวลาสาธิต  ถูกไหมท่านนายกฯ  พอจะมาพูดที่นี่ต่อไปได้ไหม  ได้หรือ  โอ้โฮ ดอกเตอร์เห็นด้วยไหม  ขอให้รักกันดีกว่าเกลียดกัน  ขอให้พี่น้องจงแผ่เมตตาให้ศัตรูเป็นมิตรเสีย  อย่างให้ศัตรูไว้ในใจ  มีศัตรูนอกไม่เป็นไร  อย่ามีศัตรูในใจ  ท่านดอกเตอร์พรจันทร์  เป็นดอกเตอร์  องค์นี้ตั้งให้  ขนาดนี้ไม่เป็นไรดอกเตอร์จะแค่ไหน  แล้วดอกเตอร์เขาจะทำอะไร  นี่ก็เหมือนกันท่านนายกสมาคมควรจะเป็นดุษฎีบัณฑิต  ให้หน่อยได้ไหม ดร.สุมณฑา มาหรือเปล่า  ไม่ใช่นี่ให้ดุษฎีบัณฑิตตั้งแต่วันนี้บันทึกเดี๋ยวนี้  ดำเนินงาน  อย่าเดี๋ยว ขนาดนี้ไม่ให้หรือ แล้วที่เขาให้ ๆ ไม่เห็นเขาทำอะไร ท่านนายกมีประโยชน์มากไพศาลจริง นะเนี่ยน่าจะเป็นดุษฎีบัณฑิตแน่นอน  ให้กำลังใจกันบ้างไม่ได้หรือ  มีความรู้ขนาดนี้  นี่รู้จริงเสียด้วยรู้แล้วทำด้วยสมองแน่เมตตาครบเลย  มีความดีที่มนุษย์ต้องการ ๑๐ ข้อ ท่านนายกมีหมด  ที่พูดเมื่อกี้มีหมดใจซื่อมือสะอาด  เฉียบขาดเป็นธรรม  ไม่เคยกินนอกกินใน  ไม่มีศัตรูในใจ  ศัตรูภายนอกเรื่องเล็ก  ทุกคนมีศัตรูภายนอกทั้งนั้น  มีคนเกลียดคนรักไม่เท่ากัน  ก็ขอเจริญพร  อย่าให้มีศัตรูในใจ  โกงใครได้ไม่เป็นไร  อย่าโกงตัวเองได้ไหม  กอบรัตน์เข้าใจไหมนี่  อย่าโกงตัวเอง  โกหกคนอื่นไม่เป็นไร  แต่อย่าโกหกตัวเองนะ  โกหกตัวเองนี่มันเลวที่สุด  โกงตัวเองมันเลวที่สุด  ท่านนายกเห็นด้วยไหม  อย่าโกงตัวเอง  ในเมื่อไม่โกงตัวเองไม่โกหกตัวเอง  แล้วไหนเลยเราจะไปโกหกคนอื่น  เราลักสตางค์พ่อแม่ได้นะ  ทำไมจะไปลักคนอื่นไม่ได้  อย่านะอย่าลัก  คนนี้ลักสตางค์ยายไปซื้อเครื่องลูกเสือ  ยายบอกไม่มีใครเธอคนเดียว  จำไว้เลยนะ  ถ้าลักใครอย่ารับ  ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายลักสตางค์ยาย  องค์นี้ลักสตางค์ยาย ๑๐๐ สมัยนั้น  เป็นเด็กผู้ชาย  ยายให้ ๑๐ บาทไม่พอ  “ เอ๋ย เหลือกินเหลือใช้ “ แน่ยายบอก  ยายแกเคยไปเป็นลูกเสือหรือ และเราก็เห็นหนออยู่ที่หมอนหนอ เดี๋ยวจะต้องหยิบหนอ ยายสอนดีมาก ขึ้นเรือนต้องล้างเท้าและจะต้องเดินช้า ๆ เจอผู้ใหญ่ต้องคลาน อ่อนน้อมถ่อมตน ปากหวานตัวอ่อน  มือเป็นหงอน นอบน้อมกตัญญู  เชิดชูระเบียบเพียบด้วยวินัย  ตั้งใจศึกษา นำมาพ้นทุกข์  เป็นสุขอนันต์  เป็นหลักสำคัญ  คุณหนูจำใส่ใจ  เข้าใจไหมนี่ ไม่รู้เรื่อง ยายสอนดี  สอนแล้วก็ใช้กับยายเลย  เดินเบาแมวสู้ไม่ได้  เดินอย่าลงส้น  เดินต้องเดินค่อย ๆ อย่าเอาส้นลง  ยายสอนดี  พอถึงเวลาตาเราเข้า ยายนอนหลับ  เราจะลักสตางค์ก็เดินอย่างนั้นตามที่สอน  ยายนอนหลับไม่ตื่นเลย ฟีด ๆ ๆ เลย หยิบมา ๕๐๐ เลยนี่จำไว้นะ  อย่าเดินลงส้นลงอะไรไม่ได้  เข้าใจไหมค่ะ  เผื่อเราจะลักสตางค์  จำไว้นะ  แล้วลักสตางค์ใครไปแล้วนี้ถ้าเขาถามอย่ารับ  องค์นี้ไม่รับ  ไปเอาของใครเขามาอย่ารับนะ  ยายบอกไม่มีใคร  เธอเอาไปแน่  เธอเอาไปแน่  เราบอก  ผมไม่ได้เอาไป  รับรองสาบานได้เราก็สาบานให้ฟ้าผ่า  แต่ฉลาดการสาบานอย่าบอกว่าตาย  ให้ฟ้าผ่าเฉย ๆ  นี่ผ่าแล้วที่วัด คนนั่งอย่างนี้ผ่าเราคนเดียว แต่เราเข้าใจสาบานไม่ได้บอกว่าตายเลยไม่ตายจนบัดนี้  อันนี้ขอฝากไว้ทุกคนก็ขอฝากไว้ว่า  จะเป็นพ่อแม่ก็ดีปู่ย่าตายายอย่าลัก  ต้องขออนุญาต  เราจะบอกว่านี่เป็นของพ่อแม่เราไม่ได้  การไปบวชเหมือนกัน  ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดา  บวชให้ไม่ได้  ถ้าเราจะไปบวชนะดอกเตอร์  ไม่ได้รับอนุญาตจากแม่ตัว  บวชไม่ได้เรามีแม่ตัวใช่ไหม  มีแม่ตัวคือภรรยาไงเล่า  ถ้าภรรยาไม่อนุญาต  บวชให้ไม่ได้  เดี๋ยวมาด่าอุปัชฌาย์  นี่เหตุผลที่น่าฟังนะ  ขอสรุปใจความให้ฟังว่าการสร้างโรงเรียนนี้เหมือนการสร้างคนให้มีวิชาความรู้  อาตมาถือว่าเป็นโบสถ์หลังแรกของชาวพุทธ  แต่คนไทยชาวพุทธที่ไม่สนใจและไม่เข้าใจชอบสร้างโบสถ์ให้กับวัด  สร้างศาลา  สร้างโรงเรียนไม่สนใจ  ตรงกันข้ามแล้วถ้าไม่มีโรงเรียนแล้ว  ไม่มีโบสถ์หลังแรกไปบวชได้อย่างไร  บวชไม่ได้  โรงเรียนเป็นโบสถ์ประจำชีวิตของคน แน่นอนถ้าเราไม่มีโรงเรียนแล้วจะได้มีความรู้ความเข้าใจ  ขอเจริญพรว่า ยกไตเติ้ลให้ฟัง  นกไม่มีปีก  ไม่มีขน  คนไม่มีความรู้  บินได้ไหม  นกต้องมีขนมีปีก  คนต้องมีความรู้  คนขาดขนบินไปไม่ได้  โรงเรียนนี้สำคัญมาก  บางคนเนี่ยพูดถึงบ้านนอกนะ นี่อาตมาพระบ้านนอก  แต่ในกรุงเทพฯ  ไม่ทราบ  เรามันบ้านนอกคอกนา  มันป่าเถื่อน  ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ  บ้านนอกไม่นิยมสร้างโรงเรียนเสียแล้ว  คนแก่คนเฒ่านิยมสร้างวัด  สร้างโบสถ์  แต่บอกว่าสร้างโรงเรียนด้วยกันยาย  ไม่เอา  ไม่เข้าใจ แต่พอพูดให้เข้าใจแล้ว โอ.เค.  โรงเรียนเป็นโบสถ์หลังแรก  ถ้าไม่มีโบสถ์หลังแรก  บวชไม่ได้  บวชแปลว่าเรียน ไม่ได้เลยดังนั้นก็ขอเจริญพรว่า โรงเรียนก็สำคัญ  คนมีความรู้  นกมีปีกมีขน คนมีความรู้บินได้  จะขอถามหนู ๆ ทุกคน  ตั้งใจฟังทางนี้  มหานิยมอยู่ที่ไหน  ตอบเอาพวกเธอนะ  พวกผู้ใหญ่อย่าตอบ  มหานิยมอยู่ที่ไหน ออกไตเติ้ลให้แล้ว  ถ้าหนูจำไตเติ้ลได้หนูจะตอบได้  หนูสักคน  ตอบสักคนหนึ่ง  สาธิตมัธยมหรือประถมนี่  ประถมตอบเลยอย่าให้เสียหน้า ผอ.นะ  ตอบมหานิยมอยู่ที่ไหน ตอบไวด้วย  คิดให้มันไวคิดหนอซิ  เอ้าหนู ๒ คน ตอบ  “ ยิ้มแย้มแจ่มใส”  ก็ถูกเหมือนกันแต่ไม่ตรงเป้าของไซเคิ้ล  ไม่ถูกสเป็ค  เอาละ  หลวงพ่อจะตอบเองเถอะ ฟังแล้วจะเถียงไม่ขึ้น  ญาติโยมฟังด้วยนะ  มหานิยมอยู่ที่วิชาความรู้  ถ้าคนไม่มีวิชาความรู้  ไม่มีใครนิยมชมชอบ  จำได้ได้ไหมตอบใหม่เอ้าตอบ  มหานิยมอยู่ที่ไหน นั่น  ถ้าไม่เรียนก็ไม่รู้  ไม่ดูก็ไม่เห็น  ไม่ฟังก็ไม่ได้ยิน  ไม่ทำหรือจะเป็น จะลำเค็ญย่ำแย่จนแก่ตายเท่งทึง เข้าใจไหม  จำไว้เลยนะ  ถ้าหนูไม่ยอมเรียนหนังสือไม่มีวิชาความรู้  คนจะนิยมชมชอบเธอไหม  ไม่นิยม  พนมมือพูดกับพระไม่ใช่ดุหรอกพูดให้จริง  คนพูดจริงมักจะพูดกระแทก  เจริญพร หลวงพ่อเจ้าขา โอ๊ยปากหวานก้นเปรี้ยวเลี้ยวลดคดเคี้ยว  คนพูดตรงไปตรงมาจะพูดไม่เพราะท่านนายก  คนพูดเพราะระวังยิ้มมาแล้ว  ยิ้มตอนกู้เป็นศัตรูตอนทวง  เอ้าหนูมหานิยมอยู่ที่วิชาความรู้เรียนหนังสือให้เป็นดอกเตอร์ เอามือลง ถ้าไม่ยอมเรียนจะไม่รู้เรื่อง  นี่คนที่จังหวัดสิงห์บุรี พ.ศ. ๒๕๐๐ พ่อเป็นจับกัง  แม่รับจ้างซักรีดอยู่สิงห์บุรีเมื่อ ๒๕๐๐ เป็นลูกศิษย์วัดอัมพวัน สวดพาหุงมหากาได้ นั่งกรรมฐาน  จนในที่สุด นามสกุลแซ่ตั๊ง  ยกของขึ้นรถ สิงห์บุรี-ลพบุรี สวดมนต์ค่ะ ลูกชาย ๓ คนเป็นดอกเตอร์หมดทั้ง ๓ คน  สวดมนต์ไหว้พระขยัน  อ่อนน้อมถ่อมตน  ปากหวานตัวอ่อนมือเป็นหงอน  ไปลา  มาไหว้  และเขาจะไปโรงเรียนเนี่ยทุกวันเขาจะไหว้พ่อแม่เขา ๓ หน  ไหว้พ่อ ๓ หน ไหว้แม่ ๓ หน  จะอ่อนน้อมถ่อมตนตลอดรายการ  คนที่สวดมนต์ไหว้พระตั้งแต่เล็กๆ ว่านอนสอนง่าย  คนที่ปากกล้าขาแข็งไม่สวดมนต์  ไปก็ไม่ลามาก็ไม่ไหว้  เถียงพ่อเถียงแม่  เถียงคำไม่ตกฝาก  เลว  ว่านอนสอนยาก  เพราะคนปากกล้าขาแข็ง  ถ้าหากสอนลูกตั้งแต่สวดมนต์ไหว้พระเนี่ย  อย่างอาราธนาศีลอาราธนาธรรมนี้ได้ตั้งแต่เล็ก ๆ รับรอง อ่อนน้อมถ่อมตนแล้วก็ขยันหมั่นเพียร  อาตมาก็ไปฝากคนโตที่ไหนรู้ไหมลอสแองเจลิส  สหรัฐอเมริกา  เพราะขยันหมั่นเพียร  อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย  ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น  ชื่อโกวิไล  หมอบรรจบ ออกจากโคกสำโรงไปอยู่รัฐลอสแองเจลิส  ตั้งร้านขายอาหาร  เราหมดทุนแล้วเป็นหนี้เป็นสินเขาที่โคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  ก็ไปอยู่นั่น  รวยมหาศาล  ลูกก็เป็นดอกเตอร์เลย ฝากคนนี้ไปช่วยล้างชามเอาสตางค์ไว้เรียนปริญญาตรี โท เอก  เก่งมากและภาษาอังกฤษเก่งตั้งแต่สิงห์บุรีแล้ว เนี่ยคนจะเก่งเนี่ย  หนามแหลมใครไปเสี้ยม   มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง มันจะแหลมออกมาจากท้องแม่มัน  บางคนแหลมเหมือนกันแหลมเหมือนส้นช้าง  ไอ้คนมันเป๋อมันจะขี้เกียจ ไม่ได้สนใจในความดีอันนี้  ผลที่สุดทำอย่างไร  ไปอยู่ก็ช่วยล้างชาม  เขาให้เงินเดือน  ไปอยู่บ้านท่านอย่างนิ่งดูดายปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น  เข้าเมืองตาหลิ่ว  หลิ่วตาตาม  อย่าไปขัดคอเขา จำแม่น คนจะดีมันจำแม่น อย่าไปขัดคอเขา คนไม่ดีมันจะจำของชั่วของมัน เมื่อไปก็ล้างชามเรียบร้อย  พอเห็นฝรั่งมามากมาทาน  อาบน้ำแต่งตัวใหม่  แต่งสูทเลยช่วยเสริฟ  ไม่ใช่หน้าที่ หน้าที่เขาล้างชามช่วยเสริฟเลย  แล้วพูดภาษาอังกฤษเก่งเนี่ยคนเก่ง มันเก่งตั้งแต่เล็ก ๆ ช่วยเสริฟช่วยอะไรต่ออะไร ก็หัดพูดภาษาไปด้วย  เลยไปรู้จักกับพวกฝรั่งที่มากิน  บริการดี  ต้อนรับดีก็รู้จักหนักเข้าก็ชอบชวนไปบ้าน  เลยโกวิไลก็ให้ ๒ แรง  เงินที่ได้ดอลล่าห์ให้จากล้างชามให้เสริฟด้วย  แล้วก็ไปเสริฟเขาก็พูดเก่ง  มีอัธยาศัยก็ได้เงินทิปอีกแล้ว  แถมเขาชวนไปบ้านคนนี้เขาเป็นอาจารย์ที่สหรัฐอเมริกา เอาเข้ามหาวิทยาลัยเลย นี่คนมีอัธยาศัย ก็ขอเจริญพรคนดีจะมีอัธยาศัย มีน้ำใจเลยผลสุดท้ายเอาน้องไปเป็นดอกเตอร์ ๓ คนไม่ต้องใช้เงินพ่อแม่เลย ลูกสาว ๒ คนเป็นเถ้าแก่เนี้ย ขายทองที่เยาวราช นามสกุลแซ่ตั๊ง

มีต่อ......


4
ประวัติ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ  วัดอรัญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
นามเดิม  เหรียญ ใจขาน
สมณศักดิ์  พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
เกิด  วันที่ ๘ มกราคม ๒๔๕๕ ตรงกับวันพุธ ขึ้น๒ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด
สถานที่เกิด  ตำบลบ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงไหม่ จังหวัดหนองคาย
บิดา  นายผา ใจขาน
มารดา  นางพิมพา ใจขาน
พี่น้อง ร่วมบิดา มารดาเดียวกัน ๗ คน (เสียชีวิตแต่ยังเล็ก ๖ คน)
        ร่วมบิดาเดียวกัน แต่ต่างมารดา ๒ คน
อาชีพเดิม  กสิกรรม
ออกบวช  เดือนมกราคม ๒๔๗๕
สถานที่บวช  อุโบสถวัดบ้านหงษ์ทอง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
พระอุปัชฌาย์  ท่านพระครูวาปีดิฐวัตร
พระกรรมวาจาจารย์  พระอาจารย์พรหม
สังกัดเดิม  มหานิกาย
ญัตติใหม่  ธรรมยุติกนิกาย
แปรญัตติใหม่เมื่อ  วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๔๗๖
สถานที่แปรญัตติ  วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี
พระอุปัชฌาย์  ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์
พระกรรมวาจาจารย์  พระครูประสาทคณานุกิจ

ประวัติหลวงปู่
ก่อนบวช - พรรษาแรก


หลวงปู่ได้เล่าไว้ในอัตตโนประวัติไว้ว่า ท่านเกิดในครอบครัว ใจขาน เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2455 ครอบครัวมีอาชีพทำนา ทำสวนและเลี้ยงสัตว์ มีพี่น้องด้วยกัน 7 คนแต่ได้เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็กทุกคน เมื่อหลวงปู่มีอายุได้ 10 ขวบ มารดาท่านก็ได้เสียชีวิตลง ไม่นานบิดาท่านก็มีภรรยาใหม่ หลวงปู่จึงได้ไปอยู่อาศัยกับคุณยายจนอายุได้ 13 ปีเรียนหนังสือจบ ท่านจึงได้ย้ายไปอยู่กับบิดา ช่วยบิดาและมารดา ทำงานร่วมกับพี่น้อง ที่เป็นลูกของมารดาใหม่อย่างขยันขันแข็ง

ครั้นเมื่อท่านมีอายุได้ 20 ปี ก็มีความปรารถนาจะออกบวช โดยพิจารณาเห็นว่าชีวิตนี้เกิดมาแล้ว ทำงานไม่รู้จักจบจักสิ้น ตายแล้วก็ไม่ได้อะไรติดตัวไป โลกนี้มีทั้งสุขและทุกข์ แต่ความสุขที่ว่านี้เป็นความสุขชั่วคราวที่ไม่ยั่งยืน มันเป็นเพียงเหยื่อล่อ ให้คนเราติดอยู่ในทุกข์เท่านั้น คนเราเกิดมาแล้วที่สุดก็ต้องตายด้วยกันทุกคน ร่างกายนี้เมื่อจิตละไปแล้ว ก็ต้องแตกสลายออกจากกัน ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เมือพิจารณาดังนี้แล้ว ท่านจึงไปขออนุญาตบิดาและมารดาเพื่อขอลาบวช

เมื่อท่านบิดาได้อนุญาตแล้ว ท่านก็ได้บวช ณ อุโบสถวัดบ้านหงษ์ทอง มีท่านพระครูวาปีดิฐวัตร เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระอาจารย์พรหม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อเดือนมกราคม 2475 บวชแล้วจึงกลับมาอยู่วัดโพธิ์ชัย บ้านหม้อ โดยท่านอาจารย์วัดโพธิ์ สอนให้ท่านภาวนาอนุสติ10 ท่านก็ได้ท่องเอา แล้วบริกรรมไปเรื่อยๆตั้งแต่พุทธานุสติ ธรรมานุสติ ไปจนถึงอุปสมานุสติแล้วจึงตั้งใหม่

ครั้นถึงเดือนพฤษภาคมปีนั้นเอง ท่านจึงได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดศรีสุมัง ท่านจึงได้เข้าไปเรียนถามวิธีเจริญภาวนา กับท่านอาจารย์บุญจันทร์ รองเจ้าอาวาส ซึ่งได้รับคำสอนให้เลือกเอากรรมฐานบทใดบทหนึ่ง ที่ถูกกับนิสัยของตน บริกรรมเฉพาะบทเดียวเท่านั้น พร้อมกับแนะนำให้บริกรรมพุทโธเป็นอารมณ์ ท่านจึงได้บริกรรมพุทโธมาตั้งแต่นั้น พอถึงเดือนธันวาคมสอบนักธรรมเสร็จ ท่านจึงได้เดินทางกลับวัดโพธ์ชัย

ในระหว่างนั้นบิดาท่านได้นำหนังสือของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม มาถวายหลวงปู่ เมื่ออ่านแล้วท่านรู้สึกสนใจในเรื่องกายานุปัสสนา ซึ่งในหนังสือได้แนะนำ ให้พิจารณากายแยกย่อยไปเป็นส่วนต่างๆ ให้สติได้รู้ว่า ร่างกายนี้ไม่ได้มีอะไรเป็นของตนสักอย่างเดียว เมื่อท่านพิจารณาได้ดังนี้จึงมีดำริจะออกไปอยู่ในป่า

แต่ท่านก็ยังไม่อาจตัดสินใจได้เพราะใจหนึ่งอยากสึกไปครองเรือน แต่อีกใจหนึ่ง อยากออกปฏิบัติธรรมตามที่ตั้งใจไว้ ท่านจึงได้นั่งสมาธิตัดสินใจ แล้วท่านก็ได้คำตอบว่าไม่สึกถึง 3 ครั้ง ซึ่งไม่นานท่านจึงได้ ออกจากวัดไปอยู่ป่าที่ ผาชัน ริมฝั่งแม่น้ำโขง พร้อมกับศึกษาต่อกับท่านอาจารย์กู่ ธัมมทินโน ซึ่งท่านก็ได้รับฟังจนเข้าใจดี

ธรรมยุติ พรรษาที่ ๑ - ๕

ครั้นปี 2476 หลวงปู่ได้พบกับท่านอาจารย์บุญมา ฐิตเปโต ท่านอาจารย์บุญมาได้พาท่านไปบวชเป็นธรรมยุติที่วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี ในพรรษาแรก ท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าสาระวารี จ.อุดรธานี เมื่อออกพรรษาแล้วท่านจึงได้ธุดงค์ขึ้นไปพักวิเวก ที่ถ้ำผาปู่ และถ้ำผาบิ้ง จังหวัดเลย

พอปี 2477 ท่านจึงได้กลับลงมาจำพรรษาที่วัดอรัญวาสี จ.หนองคาย ในพรรษานี้ ท่านเล่าว่าท่านได้ตั้งใจบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก ซึ่งท่านมีความตั้งใจดังนี้คือ 1.จะไม่นอนกลางวัน 2.เมื่อค่ำลงจะทำความเพียร จนถึง 4 ทุ่มจึงจำวัด พอถึงตี 2 จึงลุกขึ้นทำความเพียรต่อ จนถึงสว่าง พอออกพรรษา ท่านจึงได้ธุดงค์ไปอยู่ที่ถ้ำผาบิ้งอีก พอถึงเดือนหก จึงกลับมาที่วัดป่าบ้านค้อ ในวันออกพรรษาปีนั้นเอง ท่านก็เกิดรักผู้หญิงเข้าคนหนึ่ง ท่านจึงได้รีบหนีกลับมาอยู่ที่วัดอรัญญบรรพต แต่ก็ไปเกิดรักใหม่จนท่านตัดสินใจว่าจะลาสึก และจึงได้เดินทางไปหาพระอุปัชฌาย์เพื่อลาสึก แต่ในคืนวันนั้นเอง ท่านได้พิจารณาเห็นถึงความทุกข์ในโลก จนในที่สุดท่านจึงคลายจากความอยากสึกลง จากนั้นท่านจึงได้กลับไปจำพรรษาที่วัดป่าสาระวารีอีกครั้ง เป็นพรรษาที่ 3 พอย่างเข้าเดือน 10 ท่านก็ล้มป่วยลง พอออกพรรษา บิดาจึงได้พาท่านกลับมารักษาตัว ที่วัดอรัญญบรรพต ท่านเล่าว่าเจ็บครั้งนั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอด

ครั้นต่อมาการภาวนาก็ทำให้จิตสงบลงเรื่อยๆ จนสงบดีแล้ว แต่พอมีเรื่องต่างๆเข้ามากระทบ เช่นทางตา ก็ทำใจจิตใจหวั่นไหว แก้อย่างไรก็ไม่ตก ท่านจึงได้คิดถึงท่านอาจารย์มั่น ทั้งๆที่ท่านไม่ได้รู้จักเลย เพียงแต่เคยได้ยินมาว่าท่านเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ หลวงปู่จึงได้ชวนเพื่อนภิกษุรูปหนึ่ง เดินทางมาหาท่านอาจารย์มั่นด้วยกันที่ จ.เชียงราย

ในคืนวันหนึ่งที่ยังเดินไปไม่ถึงหมู่บ้าน จึงนอนอยู่ในป่าข้างทาง คืนนั้นท่านได้นิมิตเห็นท่านอาจารย์มั่น พอถึงรุ่งเช้าท่านก็ได้ทราบว่าเพื่อนภิกษุก็ได้นิมิตเห็นท่านอาจารย์มั่นเช่นกัน พอสอบถามถึงลักษณะที่ปรากฏก็ทราบว่าเป็นเช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี ทำให้ท่านแน่ใจว่า จะต้องได้พบท่านอาจารย์มั่นอย่างแน่นอน

ครั้นเมื่อเดินทางไปถึง จ.เชียงใหม่ ไปที่วัดเจดีย์หลวง ได้พบกับหลวงตาเกต ซึ่งได้พาท่านไปพบพระอาจารย์มั่น ที่ป่าละเมาะใกล้ๆโรงเรียนแม่โจ้ ในวันนั้นท่านอาจารย์ได้ให้โอวาทแก่หลวงปู่ว่า ธรรมดาเขาทำนาทำสวน เขาไม่ได้ทำใส่บนอากาศเลย เขาทำใส่พื้นดินนี้แหละจึงได้รับผล ฉันใด โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลาย ควรพิจารณาร่างกายนี้แหละเป็นอารมณ์ จนเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในนามในรูปนี้ ด้วยอำนาจแห่งปัญญานั้นแหละ จึงจะเป็นทางหลุดพ้นได้ ไม่ควรติดในความสงบโดยส่วนเดียว

พรรษาที่ ๖ - ๑๘

ในพรรษาที่ 6 ท่านได้รับการแต่งตั้งจากท่านพระอาจารย์มั่นให้จำพรรษาที่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ พร้อมกับพระอาจารย์เนียม และพระอาจารย์อ่อนศรี ครั้นออกพรรษาแล้วจึงได้ออกธุดงค์ ไปบนเขาดอยพระเจ้า พร้อมกับท่านพระอาจารย์มั่น และพระรูปอื่น รวม 6 รูปด้วยกัน นับตั้งแต่หลวงปู่ได้พบท่านพระอาจารย์มั่น ในปี 2481 เป็นต้นมา หลวงปู่ก็ยิ่งเลื่อมใสท่านพระอาจารย์มั่นมากขึ้นตามลำดับ ท่านจึงตัดสินใจธุดงค์อยู่ทางภาคเหนือต่อ จำพรรษาที่เชียงใหม่รวมทั้งสิ้น 10 ปี และ อ.เถิน จ.ลำปาง อีก 3 ปี ซึ่งในครั้งนั้นมีพระอาจารย์ที่ร่วมธุดงค์ด้วยทางภาคเหนือ ได้แก่ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์กู่ หลวงปู่สิม หลวงปู่ชอบ และหลวงปู่ขาว เป็นต้น

โดยในพรรษาที่ 7-9 ได้อยูจำพรรษากับท่านอาจารย์กู่ และท่านอาจารย์สิมที่วัดสันต้นเปา จ.เชียงใหม่ และในพรรษาที่ 10 ได้จำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์แม่หนองหาร กับหลวงปู่ชอบ ซึ่งในพรรษานั้นหลวงปู่ชอบได้มาชวนให้ท่านไปธุดงค์ที่ประเทศพม่า แต่ท่านลองนั่งสมาธิแล้วเห็นว่า หนทางไม่ปลอดโปร่ง ท่านจึงได้ปฏิเสธหลวงปู่ชอบไป ซึ่งในภายหลัง ท่านได้พบกับหลวงปู่ชอบอีกครั้ง ท่านจึงได้ถามถึงการไปพม่า ซึ่งได้รับคำตอบว่าไปพม่าครั้งนั้น ได้รับความลำบากมาก

ตั้งแต่พรรษาที่ 11-14 ท่านได้อยู่จำพรรษาที่สำนักสงฆ์ ในระหว่างนี้ท่านได้พบกับหลวงปู่ชอบ และหลวงปู่ขาว จึงได้ชวนกันไปวิเวกตามเขาและถ้ำ แต่ในภายหลังหลวงปู่ขาวไม่สบาย ท่านจึงกลับลงมา แต่ไม่นานหลวงปู่ชอบก็ชวนขึ้นไปอีก ท่านเล่าว่าในคืนหนึ่ง ขณะที่นั่งสมาธิอยู่ ก็เกิดความรู้สึกในจิตว่า "ระวังอย่าประมาท คืนนี้เสือใหญ่มา" ท่านจึงได้นั่งสมาธิอยู่ ก็ไม่เห็นมีอะไร นานเข้าท่านจึงจำวัด รุ่งเช้าท่านก็ไดไปปฏิบัติท่านอาจารย์ชอบ พร้อมเรียนถามท่านว่าเห็นนิมิตอะไรหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าเห็นอุบาสกมาบอกให้ระวังเสือ ท่านจึงได้นั่งสมาธิคอยแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อหลวงปู่เหรียญทราบดังนั้นแล้ว ท่านจึงได้ไปสำรวจรอบๆที่พัก ก็ได้เห็น รอยเสือคุ้ยดินเป็นระยะๆ เมื่อท่านออกบิณฑบาต ก็เห็นรอยเสืออยู่ตามทาง ท่านจึงได้แผ่เมตตาให้ ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่มีเสือไปหาอีกเลย

ในพรรษาที่ 15 และ 17-18 ได้จำพรรษาอยู่ที่ อ.เถิน จ.ลำปาง ซึ่งระหว่างที่หลวงปู่ได้จำพรรษาอยู่ที่ จ.ลำปาง นี้ ก็ได้พาบิดาไปบวช ณ วัดเชตวัน จ.เชียงใหม่ และได้อุปการะท่านมาโดยตลอด ส่วนในพรรษาที่ 16 หลวงปู่ได้ไปจำพรรษาที่ จ.เชียงใหม่ ไม่นานท่านก็ได้ไปธุดงค์ต่อที่ประเทศลาว ที่นั่นท่านได้เห็นนิมิตอนาคตของประเทศลาว ได้ความว่าต่อไปประเทศลาวจะหาความสงบได้ยาก ท่านจึงเดินทางกลับประเทศไทย

เมื่อหลวงปู่กลับมาประเทศไทย ท่านก็ได้เจอกับหลวงปู่เทสก์ ซึ่งหลวงปู่เทสก์ก็ได้ชวนท่านไปเผยแผ่ธรรมะทางภาคใต้ ซึ่งในการเดินทางครั้นนั้น มีทั้งพระและเณร รวมทั้งหมด 9 รูป ในระหว่างเดินทางทางเรือ ท่านก็ได้พิจารณาเห็นธรรมะดังนี้

"เรือที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างแข็งแรง เมื่อถูกคลื่นกระทบแล้วไม่เสียหายฉันใด จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้าย่อมไม่หวั่นไหวก็ฉันนั้น"

พรรษาที่ ๑๙ - ปัจจุบัน

ดังนั้นในพรรษาที่ 19-20 ท่านจึงจำพรรษาที่สำนักสงฆ์ ต.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา 2 พรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วจึงไปวิเวกตามถ้ำใน จ.พังงานั้นเอง ครั้นเมื่อใกล้จะเข้าพรรษาก็ได้มีผู้นิมนต์ให้จำพรรษาที่เมืองพังงา ขณะที่ท่านได้ไปบำเพ็ญอยู่ที่ถ้ำหลักเมือง หน้าถ้ำมีศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตั้งอยู่ มีการขอบัตร ขอเบอร์ ทรงเจ้า ฆ่าสัตว์สังเวยทุกปี วันแรกก่อนที่ท่านจะเข้าถ้ำ ท่านจึงเข้าไปในศาล เห็นหิน 2 ก้อนฝังดินอยู่ แต่พ้นดินอยู่ส่วนหนึ่ง ท่านจึงสวมรองเท้าขึ้นไปเหยียบหินทั้ง 2 ก้อนแล้วกล่าวว่า ได้ยินว่าเจ้าพ่อหลักเมืองมาอาศัยอยู่ที่นี้หรือ ถ้ามาอยู่ที่นี่จริงขอให้เจ้าพ่อคอยฟังธรรมะนะ อาตมาจะแสดงธรรมให้ญาติโยมฟังอยู่หน้าถ้ำนี้แหละ แล้วท่านก็เข้าไปในถ้ำ บำเพ็ญสมณธรรมได้ 2 เดือน ก็มีโยมเข้าไปสร้างศาลาหลังเล็กๆให้ ต่อมาก็มีผู้ซื้อที่ดินจัดทำเสนาสนะให้อยู่จำพรรษา มีพระจำพรรษาด้วยกัน 5 รูป มีญาติโยมไปนั่งสมาธิและฟังธรรมทุกคืน

ในวันอุโบสถวันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งซึ่งไปดูการเข้าทรงมา มาจำศีลอุโบสถที่วัด เล่าว่าในวันที่มีการเข้าทรงกัน เจ้าพ่อในร่างคนทรงบอกว่า ต่อไปอย่ามาขอเบอร์ และฆ่าสัตว์สังเวยอีกเพราะมันเป็นบาป มีคนถามว่าเมื่อก่อน เจ้าพ่อยังบอกลูกหลานอยู่ ทำไมจึงว่ามันบาป เจ้าพ่อตอบว่า เมื่อก่อนท่านยังไม่รู้ว่าบาปเป็นอะไร แต่พอได้ฟังธรรมจากพระกรรมฐานที่มาแสดงที่หน้าถ้ำ ท่านจึงรู้ว่ามันเป็นบาป แล้วบอกว่า ต่อไปถ้าจะเอาของมาสังเวยก็ขอให้เอา ขนม ผลไม้ มาบวงสรวง ตอนนี้ท่านก็จำศีลภาวนาอยู่เสมอ หลวงปู่บอกว่าการไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในครั้งนั้น ได้ผลมากพอสมควร

ท่านได้อยู่บำเพ็ญสมณกิจที่สำนักสงฆ์นั้นมาจนขออนุญาตสร้างวัดได้สำเร็จ ตั้งชื่อว่า วัดประชาสันติ อยู่วัดนี้ได้ 6 ปี จึงย้ายมาอยู่ วัดสันติวราราม อีก 2 ปี จึงย้ายกลับไปอยู่วัดอรัญญบรรพต ตั้งแต่ปี 2502-ปัจจุบัน

มรณภาพ

๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ประวัติ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
ฉลอง ๙๑ ปี พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)


5
ปุจฉา วิสัชชนา กับ ท่าน ว.วชิรเมธี

๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน ?
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ
ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ

๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี ?
( ๑ ) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
( ๒ ) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
( ๓ ) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
( ๔ ) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง
 
๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี ?
ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ
แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน ?
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จักแบ่งเวลาให้งาน
รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน
อย่าเสียแฟนเพราะงาน

๕. โกรธ ! ถูกเพื่อนนินทา ?
โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณเป็นคนโชคดี
จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง

๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี ?
( ๑ ) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
( ๒ ) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
( ๓ ) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา
 
๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร ?
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้

๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี ?
( ๑ ) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
( ๒ ) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
( ๓ ) เรียงลำดับความสำคัญของงาน สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ

๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร ?
โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า
คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา
ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา
ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี ?
( ๑ ) หางานใหม่
( ๒ ) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
( ๓ ) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
( ๔ ) ทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่

๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย ?
คนที่ด่าคนอื่น สะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย

๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม ?
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน ?
ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน

๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี ?
มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร ?
( ๑ ) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
( ๒ ) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร
( ๓ ) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

๑๖. สวดมนต์บทไหนดี ?
( ๑ ) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
( ๒ ) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
( ๓ ) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้ คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง

๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี ?
( ๑ ) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
( ๒ ) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
( ๓ ) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส เนื่องเพราะหนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด

๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก ?
( ๑ ) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
( ๒ ) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอ ดภัย
( ๓ ) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน

๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทา จะตีจากดีไหม ?
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน

๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ ?
ผู้รู้บอกว่า
ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ
กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ
ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน
มองอย่างพินิจจะพบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

ปุจฉา วิสัชชนา กับ ท่าน ว.วชิรเมธี


6
การทำสติรู้ที่จิต – หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

   การฟังธรรม  หมายถึงการฟังจิตของเรา  เราพึงตั้งขั้อสังเกตลงที่จิตของเราว่าในปัจจุบันนี้จิตของเราเป็นอย่างไร  จิตของเราฟุ้งซ่านเรารู้จิตของเราคิดกุศล อกุศล คิดถึงบาป ถึงบุญเรารู้ ทำสติรู้ตัวเดียว เราเรียนธรรม  ฟังธรรม เพื่อเป็นคู่มือในการปฏิบัติ คำสอนของพระพุทธเจ้า  ศีล  ปัญญา  เป็นแต่เพียงหลักทฤษฏีสำหรับชี้แนวทางให้ผู้ศึกษาปฎิบัติได้ดำเนินตามเพื่อทำจิตเข้าไปสู่ความรู้จริงเห็นจริงในสภาพความเป็นจริงของทุกสิ่งทุกอย่าง

   สถานที่อันเป็นที่ปฏิบัติธรรมย่อมประกอบด้วยลักษณะ ๔ อย่าง ซึ่งเรียกว่า สัปปายะ ๔ คือ
   ๑.อาวาสสัปปายะ  สถานที่อยู่เป็นที่สบายพอที่จะเป็นที่กันแดด  กันฝน  กันลม  กันหนาว  กันร้อน  และอาศัยเป็นที่นั่ง ที่นอน  ที่ยืน ที่เดินได้สะดวกสบายพอสมควรอันนี้เรียกว่า  อาวาสสัปปายะ คือที่อยู่ที่อาศัยเป็นที่สบาย
   ๒.อาหารสัปปายะ   หมายถึงอาหารสำหรับเลี้ยงชีวิตให้เป็นอยู่วัน
หนึ่ง ๆ พอมีพอฉัน พอมีพอรับประทาน   พอจุนเจือชีวิตให้เป็นอยู่ พอมีกำลังกายกำลังใจประพฤติปฏิบัติ ไม่ขัดข้อง นี้เรียกว่า อาหารสัปปายะ 
   ๓.ธรรมสัปปายะ  หมายถึงในสถานที่นั้นมีผู้ซึ่งมีคุณวุฒิพอให้คำแนะนำพร่ำสอน  มีสหธรรมิกพอมีภูมิจิตภูมิใจ ให้ข้อแนะนำตักเตือนกันในข้อวัตรปฏิบัติอันถูกต้องสงสัยอะไรก็มีที่ไต่ที่ถามปรึกษาหารือ มีครูบาอาจารย์คอยให้การฝึกฝนอบรมอยู่เป็นประจำ อันนี้เรียกว่า ธรรมสัปปายะ ประการสุดท้าย
   ๔.ปุคคลสัปปายะ  หมายถึงบุคคลเป็นที่สบายคือสหธรรมิก  นักบวช อุบาสก  อุบาสิกา  ประพฤติตน เคร่งครัด มัธยัสถ์อยู่ในสิกขาบทวินัย สำรวมกาย  วาจา  และใจของตนเอง มีปกติเพ่งโทษของตนเอง ไม่เพ่งโทษคนอื่น คอยจับผิดตนเอง ไม่คอยจับผิดคนอื่น มุ่งหน้าแต่จะแก้ไขปัญหาหัวใจของตนเอง และปรับปรุงความเป็นของตัวเองให้เป็นจริงตามที่เราตั้งใจจะให้เป็น จะเป็นอะไรก็ได้แต่ในเฉพาะสถาบันของเรานี้ เราปฏิบัติธรรมเพื่อความเป็นพระ เป็นเณร เป็นอุบาสก อุบาสิกา เป็นแม่ขาวนางชี เพื่อความเป็นจริงตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า อันนี้เรียกว่า ปุคคลสัปปายะ วิถีทางปรับบุคคลให้เป็นปุคคลสัปปายะ ท่านมีหลักการที่จะปฏิบัติคือ

   ๑.สีลสามัญญตา  มีศีล ความสำรวมในสิกขาบทวินัย สำรวมในพระปาฎิโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธองค์ทรงห้าม ทำข้อที่ทรงอนุญาต พิจารณาปรับปรุงตัวอยู่เป็นนิจเป็นผู้ไม่ประมาทในสิกขาบทวินัยน้อยใหญ่ สำรวมระวังรักษา อันนี้เรียกว่าสีลสามัญญตา ความเสมอกันโดยศีลในสังคมของพระภิกษุสงฆ์ ถ้ามีการประพฤติผิดศีล ย่อหย่อน ย่อมมีกรณีพิพาทกันเกิดขึ้น เพราะผู้ที่มุ่งที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในเมื่อเห็นความประพฤติเลวทรามของบางผู้บางคนก็อดที่จะว่ากล่าวตักเตือนกันไม่ได้ ในเมื่อเกิดมีการตักเตือนเข้า ผู้ที่รับฟังไม่ยอมรับ ถือว่าเป็นการอวดดิบอวดดีอยากดัง ก็ทำให้เกิดมีเรื่องขัดใจกันกระทบกระทั่งทะเลาะเบาะแว้งขึ้นในวงการของคณะสงฆ์อันนี้เป็นลักษณะของผู้ที่มีศีลไม่เสมอกัน จึงเกิดความทะเลาะวิวาทกัน เพราะฉะนั้น ผู้ที่มุ่งหวังความงามในพระธรรมวินัย ขอได้โปรดปรับปรุงศีลของตนเองให้มีความสม่ำเสมอกันกับท่านผู้ทรงศีลทรงธรรมอื่น ๆ เราจะได้เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ได้ชื่อว่าเป็นพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างแท้จริง
   ๒.ทิฐิสามัญญตา   ความเสมอกันโดยความเห็นว่าอะไรว่าตามกัน ทำวัตรสวดมนต์ด้วยกัน ฟังเทศน์ด้วยกัน ศึกษาธรรมด้วยกัน ฉันด้วยกัน กินด้วยกัน นอนคนละที่ เข้าห้องน้ำคนละที เข้าพร้อมกันไม่ได้ เพราะผิดขนบธรรมเนียม ถ้าเรามีความเสมอกันโดยความเห็น ไม่ขัดแย้งซึ่งกันและกัน มีอะไรเกิดขึ้นอาศัยอุปัชฌาย์ อาจารย์เป็นหลัก เป็นคนกลางที่คอยประสาน ปรึกษาหารือในข้อวัตรปฏิบัตินั้น ๆ เพื่อปรับความเห็นให้ตรงกัน อันนี้เรียกว่า  ทิฐิสามัญญตา   ความเสมอกันโดยความเห็น ผู้ที่มาสู่สังคมของพุทธบริษัทต้องถือตามหลักธรรมคุณที่ว่า  มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในเบื้องกลาง มีความงามในเบื้องปลาย

   อาทิกัลยาณัง   มีความงามในเบื้องต้น หมายถึงความงามด้วยการสังวรระวังในสิกขาบทวินัย คือมีศีลบริสุทธิ์

   มีความงามในท่ามกลางเรียกว่า  มัชเฌกัลยาณัง  หมายถึงทำใจให้มั่นคงมุ่งตรงต่อการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทำให้มีสมาธิเกิดขึ้น ปริโยสานกัลยาณัง  งามในเบื้องปลายอบรมสติปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรมตามความเป็นจริง เพื่อจะได้เป็นอุบายขจัดกิเลสอาสวะซึ่ง ดองอยู่ในสันดาน  ให้ถึงซึ่งความบริสุทธิ์ – สะอาด สำเร็จ มรรค ผล นิพพาน อันนี้ได้ชื่อว่างามในที่สุด เพราะฉะนั้นสำนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายจำเป็นจะต้องปรับปรุงความเข้าใจให้มีความเห็นถูกต้องตรงกัน ถ้าหากมีการประพฤติขัดกันเพียงนิด ๆ หน่อย ๆ การปฏิบัติธรรมจะไม่ก้าวหน้า เพราะฉะนั้น จึงขอเตือนซึ่งบางท่านอาจจะมีกิเลสและอารมณ์อันแสดงแบบไม่สวยไม่งามสำหรับเพื่อนฝูงหรือหมู่คณะ ทำให้หมู่เกิดตะขิดตะขวงใจ เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม ก็ขอได้โปรดสังวรระวัง และอีกนัยหนึ่งในที่นี่ เรามีครูบาอาจารย์เป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภิกษุสงฆ์สามเณรในวัดนี้ ซึ่งล้วนแต่บวชจากอุปัชฌาย์นี้องค์เดียว ส่วนที่บวชจากที่อื่นเข้ามาสู่สังคมนี้มีจำนวนน้อย เพราะฉะนั้นเราไม่ได้เลือกว่าใครมาจากไหนอย่างไร เราเข้ามาสู่พระธรรมวินัยด้วยกัน เป็นสมณศากยบุตร เป็นโอรสของพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวกัน  เพราะฉะนั้น จึงควรจะปรับปรุงความเข้าใจซึ่งกันและกัน  ให้พิจารณาดูความดีของกันและกัน อย่าไปคอยจ้องดูแต่ความผิด ให้พยายามนึกหาความดีของกันและกันให้มาก ๆ การยกโทษติเตียนหมู่คณะ ถ้าหากว่าเพื่อหวังที่จะก่อความเจริญรุ่งเรื่อง คือติให้ได้สติเพื่อจะได้ปรับตัวให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบใหม่ อันนี้เป็นการติหรือตำหนิเพื่อก่อ ไม่ใช่เพื่อทำลาย ทีนี้การตำหนิมุ่งที่จะทำลายโดยไม่มีเจตนาที่จะมุ่งดีหวังดี เช่นอย่างมีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไปเที่ยวโพนทนาถึงในบ้านในเมือง เป็นเหตุให้วิพากษ์วิจารณ์ ทีนี้การยกโทษตำหนิติเตียนกันนี่เป็นบาปมาก ถ้าไปตำหนิพระที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ มีศีลบริสุทธิ์มีจิตใจบริสุทธิ์ ถึงไม่หมดกิเลสแต่ก็มีความมุ่งดีหวังดี และปฏิบัติธรรมอย่างตรงไปตรงมา ถ้าเราไปตำหนิติเตียนไปยกโทษในทางเสีย ๆ หาย ๆ บาปจะสะท้อนเข้ามาถึงตัวเองเพราะเป็นการทำลายท่านผู้มีคุณธรรม เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ขอให้ทุกคนทุกท่านสังวรระวังให้จงหนัก

   เรื่องของบาปนี่ถ้าเราดูกันเผิน ๆ ก็ไม่มีอะไรที่จะน่าเป็นบาป คำสอนของพระพุทธเจ้านี่บางทีเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นบาป มากก็เป็นบาป ความจริงมันก็บาปจริง ๆ ทำน้อยก็บาปน้อย ทำมากก็บาปมาก เช่นอย่างเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ อย่างในเรื่องสามาวดี มีพระเถรีท่านหนึ่งชื่อนางขุชุชตรา เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระสมณโคดม เป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฏก ในบรรดาสาวิกาทั้งหลายก็มีท่านผู้นี้แหละเก่งที่สุด แต่ท่านผู้นี้มีบาปติดตัวเป็นคนหลังค่อมสาเหตุเนื่องจากท่านไปนึกตำหนิพระปัจเจกพุทธเจ้าในสมัยหนึ่งท่านเป็นนางสนมในพระราชวังเมืองหนึ่งที่ประเทศอินเดีย ในสมัยของพระเจ้าพรหมทัตซึ่งนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าไปรับบิณฑบาตที่ในวังทุกวัน

ทีนี้อยู่มาวันหนึ่งนางสนมคนนั้นเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าหลังค่อมไปบิณฑบาต บางทีเวลาเล่นกันก็ลากเอาผ้ากำพลมาห่ม  เอาขันมาอุ้ม ทำทีเป็นพระบิณฑบาตแล้วก็ทำหลังค่อมเลียนแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า ทีนี้หลังจากนั้นพอนางตายแล้ว เกิดในชาติใดภพใดก็เกิดเป็นคนหลังค่อม จนกระทั่งมาถึงศาสนาของพระพุทธเจ้าเรานี้ก็ยังเป็นคนหลังค่อมอยู่ นอกจากนั้นก็ยังเป็นคนใช้เขาทุกภพทุกชาติ   เพราะสาเหตุที่ได้ไปใช้นางภิกษุณีซึ่งเป็นพระอรหันต์ หยิบของส่งให้นิดเดียวเท่านั้นแหละ  บาปกรรมอันนั้นทำให้นางต้องไปเป็นคนใช้เขาทุกภพทุกชาติ แต่อานิสงส์ที่ทำให้นางได้เป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฏก ก็พระปัจเจกพุทธเจ้าจำนวนนั้นอีกนั้นแหละไปบิณฑบาต ชาวบ้านใส่ของให้เป็นของร้อน ท่านก็จับถือบาตรของท่านเดี๋ยวเปลี่ยนมือเปลี่ยนไม้อยู่บ่อย ๆ นางมีกำไลแขนงอยู่ ๘ อันก็เลยเอาเข้าไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าเพื่อให้ท่านได้รองมือกันร้อน

พระอานิสงส์อันนี้ทำให้นางเกิดมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดแตกฉานในพระไตรปิฏกในเมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ในเมื่อพูดถึงเรื่องบาปมันก็บาปมาก  พูดถึงเรื่องบุญ มันก็บุญมากเหมือนกันเพราะฉะนั้น บุญเล็ก ๆ น้อย ๆ บาปเล็ก ๆ น้อย ๆ ผู้ที่มุ่งที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจึงไม่ควรประมาท   ควรสังวรระวัง โอ่งซึ่งเขาตั้งเปิดปากไว้ในกลางแจ้ง ย่อมไม่เต็มด้วยน้ำฝนที่ตกลงมาทีละหยดทีละหยาดฉันใด บุญกุศลที่เราทำ หรือบาปที่เราทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ย่อมไม่เต็ม แต่เมื่อฝนตกลงมาบ่อย ๆ ตุ่มก็เต็มไปด้วยน้ำ บุญที่เราทำบาปที่เราทำบ่อย ๆ ก็ทำให้จิตใจของเราเต็มไปด้วยบุญด้วยบาปเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้มีความฉลาดย่อมไม่ดูหมิ่นบาปบุญแม้เพียงเล็กน้อย บาปนิดหน่อยก็ไม่ทำบุญนิดหน่อยก็ย่อมทำ…..ทำสะสมไว้ทีละน้อยๆ

คนเรานี้ทำดีได้กันทุกคน ถ้ารักดี แต่ถ้าเราไม่รักดี เราจะทำดีไม่ได้ คนชั่วทำความชั่วได้ง่าย แต่คนชั่วทำดีได้ยาก คนดีก็ทำดีได้ง่ายเหมือนกัน แต่คนดีทำชั่วได้ยาก นี่เรื่องของเรื่องเป็นอย่างนี้ อันนี้ขอฝากทุกท่านไว้พิจารณา เวลานี้ก็จวนจะออกพรรษาอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนวกะทั้งหลายก็ควรจะได้รีบเร่งสมาธิภาวนา อะไรที่พอจะหาติดตัวไปได้ เช่น อาราธนาศีล อาราธนาเทศน์ อาราธนาพระปริต นำไหว้พระสวดมนต์ที่ยังขาดตกบกพร่องอยู่ ก็ขอให้ขวนขวายเร่งท่องบ่นสาธยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการปฏิบัติทำสมาธิ ซึ่งมีจังหวะที่จะพึงปฏิบัติอย่างนี้คือ ในช่วงใดพอที่จะบริกรรมภาวนาพอให้จิตติดอยู่กับคำบริกรรมภาวนาได้ก็ว่ากันไป ในช่วงใดระงับใจไม่อยู่ มันไม่อยู่กับคำบริกรรมภาวนา มีแต่ความคิดฟุ้งซ่านก็กำหนดทำสติตามรู้ความคิดนั้นไป ในช่วงใดจิตขี้เกียจคิด มันไม่อยากคิดก็หาเรื่องมาให้มันคิด ทำสติกับความคิดนั้นให้แจ่มชัด คือให้รู้ชัด ๆ เข้า

อันนี้คือหลักการปฏิบัติแบบสากล การปฏิบัติสมาธิแบบนี้ย่อมไม่มีอุปสรรค สมาธิไม่ขัดขวางต่องาน  งานก็ไม่ขัดขวางต่อการทำสมาธิ เพราะเราทำสติอยู่ตลอดทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เราทำสติเป็นสำคัญ แม้ว่าความรู้เห็นอย่างธรรมดา ก็เป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ เราทำสติกับสิ่งนั้นแม้ทำสมาธิจิตสงบลงไปแล้วเห็นนิมิตอะไรต่าง ๆ หรือรู้อะไรดี ๆ ขึ้นมา อันนั้นก็เป็นแต่เพียงเครื่องรู้ของจิตเครื่องระลึกของสติ  เราทำสติรู้เป็นตัวสำคัญ.

การทำสติรู้ที่จิต – หลวงพ่อพุธ ฐานิโย


7
ต่อจบ......

ตัวกูที่เคยมีอยู่ในความลักคิด กระจุยกระจายไปอีกระลอกหนึ่ง คล้าย กับการพบเห็นสมมติบัญญัติ ความทุกข์ ความโง่ หลงงมงาย ความลังเลสงสัย มันหลุดหล่นไปอีก ความโกรธ โลภ หลง  จืดจางลงแทบจะไม่มีเหลือหลง  คล้ายกับว่าสมน้ำหน้ามันอย่างนั้นล่ะ ชีวิตที่เกี่ยวข้องอนุสัย ความเคยชิน ความลักคิด ปรุงแต่ง หดหายไป  ความล้มละลายของอธรรมทั้งหลาย มัน     ไม่มีอาลัยใยดีจริงๆ

       ความลักคิดนี้สกปรกที่สุด   แต่ก่อนนี้จะคิดอะไรก็ได้   คิดอยู่นั่นแหละ คิดอยู่ได้อย่างหน้าด้านๆ  บ้าอยู่ในความลักคิด  บัดนี้มันมาพบเห็นว่า  ตัวลักคิด นี่สกปรกมาก หยาบคายมาก  ถ้าจะเปรียบกับจำเลย ก็เป็นจำเลยหมายเลขหนึ่ง  ส่วนกายวาจานั้น เป็นจำเลขหมายเลขสองซะ แต่ก่อนเราคิดว่ามันละเอียดนะ  ใครไม่เห็นก็คิดอยู่ได้  คิดแบบหน้าด้านๆที่สุด ไม่มีความละอายเลย บัดนี้ เห็นว่าตัวลักคิดนี้แหละตัวต้นเหตุ  คือตัวโมหะมันเป็นปู่เป็นย่าของความชั่ว ทั้งหลายดังที่ว่ามา คิดขึ้นมาแล้ว โกรธ โลภ หลง เกิดกิเลส ตัณหา ราคะ พยาบาท เป็นสังขารปรุงแต่งไป

        เคยพูดอยู่เสมอว่า  ความคิดมีอยู่ สองลักษณะ คือ ตั้งใจคิด อันนี้เป็น วิชชา เป็นปัญญา  ตัวลักคิดนี้เป็นอวิชชา  เป็นโมหะ เมื่อมาเห็นเข้าอย่างนี้  เหมือนกับว่าจิตใจพ้นจากเมฆหมอก จิตบริสุทธิ์  คิดอะไรได้เฉพาะเรื่องๆ เป็น ระเบียบ คิดได้ด้วยจิตบริสุทธิ์ ไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องชีวิต มันชัดเจน แม่นยำเฉพาะเรื่อง ถ้าจะว่าก็คือจิตมันเชื่องลง มันไม่พยศดุร้าย  ตอนนี้จิตใจ มันก็เปลี่ยน  จิตใจมันสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน  ถ้าจะว่านะ ตอนนั้นมันบอกตัวเองว่า เป็นมนุษย์ได้แล้วนะ แต่ก่อนนี้เราเป็นคนคุ้มร้ายคุ้มดี บัดนี้มันเป็นอย่าง นั้นไม่ได้อีก จิตใจมันสูง คนจิตใจมันต่ำ คุ้มร้าย คุ้มดี อะไรมาถูกก็เอาใจรองรับ เป็นไปกับอาการต่างๆ บัดนี้มันเป็นอย่างนั้นไม่ได้

      นี่คือมนุษย์ นี่เป็นมนุษย์ จะให้เอาจริงเอาจังหน้าดำคร่ำเคียด จิตใจฟูๆ แฟบๆ เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายในอาการเช่นนั้น เรามองเห็นแล้วรู้สึกละอาย ต่ออาการเช่นนั้น
 
      ถ้าจะว่าอีกอย่างหนึ่งนะ   ตอนนั้นเป็นเทวดาก็ได เพราะมีความละอาย ต่อตัวเอง ไม่กล้าคิดชั่ว   ไม่กล้าทำชั่ว  ไม่กล้าพูดชั่ว  คนอื่นไม่เห็น  เราก็เห็น เราเอง  มีความละอายต่อบาปอกุศล  นี่เทวดาก็มาช่วยเรา ไม่ใช่เทวดาอยู่บน ฟ้าอากาศนอกตัว เทวดาแบบนี้มาสนับสนุนเรา ช่วยเราไม่ให้เกิดทุกข์ร้อนอะไร   เป็นพระอินทร์พระพรหมก็ได้ เพราะมีแต่ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา   ิจิตใจเต็มเปี่ยมเกิดความรักเมตตา ไม่มีขอบเขต จิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหว เหมือนศิลาแท่งทึบ ไม่สะเทือนเพราะลม มีที่อยู่ เป็นผู้ดูแล้วบัดนี้ เป็นชัยภูมิ ที่ปลอดภัยนะ เป็นมนุษย์ก็ประเสริฐอยู่ตรงนี้  ปิดอบายภูมิได้นะ รับรองไม่เป็น เปรต  อสุรกาย  สัตว์นรก  สัตว์เดรัจฉาน
 
     บัดนี้มันพึ่งได้ มีชีวิตจิตใจมั่นคง เป็นมนุษย์ได้แน่นอน จิตใจมันสูง เหมือนคนอยู่ในที่สูง ก็ย่อมเห็นคนอยู่ในที่ต่ำกว่า เราฝึกเรามันก็หมดพยศได้จริง มันประเสริฐนะ การเกิดเป็นมนุษย์มันเป็นลาภอันประเสริฐ  มันประเสริฐก็ตรง ที่เราฝึกตัวเอง มีความรู้สึกตัว จนไปพบเห็นตัวลักคิดนี่   เกิดจากการฝึก ตนเอง นะ ไม่ใช่เกิดมาแล้วเป็นมนุษย์ได้เลยนะ  ดังตอนที่เราไปขอบวช กรรมวาจาจารย์ ถามว่า “มนุสฺโสสิ?”  เราก็ตอบว่า “อาม ภนฺเต” “มนุสฺโสสิ?”  แปลว่า เธอเป็น มนุษย์แล้วหรือยัง  เราตอบว่า  “อาม ภนฺเต”  เป็นมนุษย์แล้ว  พึ่งมาเข้าใจใน ตอนนี้นี่เอง  ได้สัมผัสกับชีวิตของมนุษย์จริงๆ ก่อนจะเป็นพระได้ต้องเป็น มนุษย์เสียก่อน ต้องฝึกฝนตนเองมาดี  จนจิตใจมันเปลี่ยนมา พอได้หลัก มันก็มีสิทธิ์  มันไม่ได้คิดชั่ว  พูดชั่ว  ทำชั่ว    เข้าไปอยู่กับความปกติตั้งหลาย วัน   จึงรู้ว่าตัวเองมีศีล มีแล้วจึงรู้ เป็นแล้วจึงเห็น มันไม่ใช่คิดรู้นะ มันสัมผัส กับ ศีล สมาธิ ปัญญา เข้าจริงๆ กายปกติ จิตใจปกติ   โอ..ความปกติของ กายวาจานี้เอง  คือ ศีล สมาธิ ปัญญา กายปกติ จิตใจไม่พยศฟูๆแฟบๆ มันอยู่ปกติ  ความรอบรู้ในกองสังขาร  ตั้งแต่รู้รูปรู้นามมาโน่น นั้นคือปัญญา หลุดพ้นมา จากสังขารปรุงแต่ง หลุดพ้นมาได้จริงๆ ไม่กลับคืนได้อีก

     เหมือนกับเรามีอาชีพที่ดี  มีอยู่มีกิน ไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้ หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน    ศีลก็มาช่วย สมาธิก็มาช่วย ปัญญาก็มาช่วยเรา เทวดา พระอินทร์ พระพรหม มาช่วย

         คนที่โกรธ  โลภ  หลง ทุกข์ นั้นคือคนจน นี่เป็นอย่างนี้ ก็เดินจงกรมอยู่ สร้างสติอยู่    แต่มันรวมเป็นตัวดู  ตัวรู้อย่างเดียว  เป็นตัวเห็นอันเดียว  นี่แหละ ดวงตาที่เห็นธรรม  ถึงตอนนี้   คล้ายกับว่ามันพ้นภัยมาได้ระดับหนึ่ง   นิวรณ์   ความหลงฟุ้งซ่าน  ก็ไม่มีมารบกวน   เข้าสู่ทางแห่งความมีศีล สมาธิ ปัญญา ได้อย่างเต็มที่

     สภาวะที่ดูแล้วเห็น  เห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็นนี่แหละคือองค์มรรค นี่แหละคือประพฤติพรหมจรรย์   มันเกิดความบริสุทธิ์  เป็นบริสุทธิ์ศีล  อายตนะ มันสำรวมลงเอง ไม่ได้นั่งหลับตาหนีไปไหน  เดินจงกรมอยู่ก็เป็นสมาธิได้ ยืนอยู่ ก็เป็นสมาธิได้ เป็นการเข้าสู่สภาวะที่ดูเป็นหนึ่งเดียว ไม่เป็นขี้ข้าของสังขาร อีก  เป็นอิสระจากสังขาร เป็นวิสังขาร อยู่คนละมุมกันแล้วนะ เป็นภพใหม่    บางทีเราก็ทบทวนดู  ลำดับดู ที่พบผ่านมา หลักฐานที่พบเห็นมา หลุดพ้นมา ลำดับ ลำนำดู เหมือนกับเราเดินทางไกล ได้เอาบ้านโน้นเมืองนี้ไว้ข้างหลัง ก็บอก ถึงกระแสแห่งจุดหมายปลายทาง

          ขออุปมา  สมัยหนึ่งเดินทางไปสอนธรรมที่หาดใหญ่ ภาคใต้  จากชัยภูมิ ถึงหาดใหญ่ ระยะทางก็ประมาณ 1500 ก.ม.  คุณสาธรขับรถพาไป คุณสาธร บอกว่าจะใช้เวลาประมาณ 12-13 ชั่วโมง คงถึงหาดใหญ่ แต่เราคิดว่าคงไม่ถึง เพราะถ้าเรานั่งรถปรับอากาศจากกรุงเทพฯไป ก็ใช้เวลาตั้ง 15-16 ชั่วโมง นี่จากชัยภูมิถึงกรุงเทพฯ ก็เกือบ 400 ก.ม.แล้ว คุณสาธรเขามีรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า เขาก็นำพาเราไป ไม่เท่าไร ฉันเพลที่ประจวบแล้ว ก็ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง  เขา   ขับรถอย่างเร็วมากนะ    ก็บอกถึงจุดหมายปลายทางเข้าจริงๆ   ก็ถึงหาดใหญ่ ตามที่คุณสาธรกำหนดจริงๆ
 
          นี่ก็เช่นกัน  การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน  ถ้าทำถูก มันก็เหมือนกลิ้งครกลง เขา จนนำเรามาสู่จุดหมายที่เราอยู่ ถ้าจะว่าปลอดภัยก็ปลอดภัยได้จริงๆ  สัมผัส กับบุญกุศลได้จริง ปิดอบายได้จริง ผ่านพ้นภัยตะพึดตะพือมาได้จริง (ตะพึดตะพือ เป็นภาษาอิสาน = ตะบี้ตะบัน สมบุกสมบัน)

          สภาวะที่ดู การเข้าถึงสภาวะที่ดูนี้ เป็นชีวิตที่สรุปลงเหลืออยู่เพียงกำมือ เดียว  ไม่มีอะไรยุ่งเหยิงเหมือนเมื่อก่อน เป็นชีวิตที่เรียบง่าย หมดภาระลงได้   สภาวะที่ดูนี้แหละ เป็นจุดเพชรแห่งธรรม เจาะทะลุสังโยชน์ลงได้ เป็นจุดเปิด ประตูแห่งสัจธรรม  ไม่มีอะไรที่จะขวางกั้นได้  ถ้าผู้ใดฝึกตนจนเข้าถึงภาวะที่ดูนี้ได้  ก็ผ่านได้ตลอด เป็นมรรคจริงๆ เป็นการประพฤติพรหมจรรย์จริง  ทำลายตัวกู ลงได้ สักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา สีลัพพัตตาปรามาส อยู่ไม่ได้แล้ว สภาวะที่ดูแล้วเห็น เห็น   แล้วไม่ได้เข้าไปเป็น  ทำลายตัวกูลงได้  ลบสูญอีกระดับหนึ่งนะ จิตใจมัน เปลี่ยนจากเดิมอีกมากทีเดียว สามารถยกมือไหว้ตัวเองได้  โอ..นี่เป็นพระได้จริงๆ นะ ประเสริฐกว่าแต่ก่อนขึ้นมาอีก    เคยได้ยินแต่หลวงพ่อเทียนสอนว่า  “ดีมัน มีอยู่ตั้งสามดีนะ ดี  ดีกว่า ดีที่สุด”  ท่านสอนอย่างนี้ โอ. เป็นพระได้จริงๆนะ

     ความเป็นพระคือสภาพอย่างนี้ ดังที่เราเคยสวดมนต์ตอนเย็นว่า พระสงฆ์เกิดจากพระสัจธรรม  มีการปฏิบัติดีเป็นต้น ไม่ใช่เกิดจากการสวด อุกาสะ หรือ เอสาหัง  นั่นเป็นสงฆ์สมมติ  จริงแบบสมมติ พระสงฆ์ที่เกิด จากพระสัจธรรม เหนือสมมติ เป็นสากล จะเป็นผู้หญิงหรือชายก็เป็นพระได้  ไม่ได้เกี่ยวกับ ชาติหรือภาษาใดๆ หรือเพศวัยต่างๆ เกิดจากพระสัจธรรม  มีการฝึกฝน มีสติ จนเข้าถึงภาวะที่ดู นี่คือประตูแห่งพระสัจธรรม

      สภาวะที่ดูนี่ มันคล่องชำนาญ มันไกลจากข้าศึก ไกลจากกิเลส ถ้าจะ เปรียบกับการเดินทาง  ก็ไกลออกไปเรื่อยๆ  เอาความโกรธ  โลภ หลง เอา ความทุกข์ไว้ข้างหลัง เรียกว่า อริยบุคคล   คือไกลอยู่คนละมุมแล้ว  มันสิ้นภพ สิ้นชาติไปก็ว่าได้ ถ้าจะให้ปรุงแต่ง จะให้เกิดโกรธ โลภ  หลง  จะให้ ทุกข์อีก  มันเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับถูกข่มขืนใจ ความไม่ทุกข์ ต่างหากมันจึงถูก  ความทุกข์มันผิดแล้ว  เอาไม่ได้  เป็นไม่ได้  ทุกข์นิดหน่อย มันก็เอาไม่ได้ เป็นไม่ได้ นี่คืออริยบุคคล คือผู้ที่ไกลจากข้าศึก ทุกข์มันเป็นข้าศึกต่อชีวิต มันไกลออก มาอย่างนี้ มันไม่เปรอะเปื้อน มันเป็นศีลอันยิ่ง เป็นสมาธิอันยิ่ง เป็นปัญญาอันยิ่ง (อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา) ปกติเต็มที่ เป็นมาตรฐานของชีวิตก็ว่าได้ เป็นอิสรภาพ ของชีวิต มันเป็นธรรมชาติ  มันคงไว้แต่ธรรมชาติ  ความปรุงแต่งไม่เหลือหลง เข้าสู่ความบริสุทธิ์
 
     เหมือนกับการก้าวสู่หลักชัยแห่งชัยชนะ  มีโอกาส ได้โอกาสเกิดความ สะดวกในทุกๆด้าน  ชีวิตที่สะดวกนะ  ดูอะไร เห็นอะไรมันจบ ไม่มีเอะใจใดๆ ลบสูญ มันหลุดพ้น ไม่เอา มีแต่วาง จิตนี้เอาไม่ได้  ถ้าเอาก็ยิ่งเหือดแห้ง ยิ่งบกพร่อง  ถ้าวางแล้วก็ยิ่งเต็ม ยิ่งสมบูรณ์ ยิ่งเพียงพอ  ดังภาษิตของ พระรัฐบาล ซึ่งเป็นพระอรหันต์ กล่าวไว้ว่า
               
      “โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่มเป็นทาสของกิเลสตัณหา 
       โลกนี้ไม่มีใครป้องกันได้ ไม่เป็นใหญ่ได้เฉพาะตน”


       โลกนี้คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อารมณ์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันไม่รู้จักอิ่ม ใครจะไปเอาความอิ่มความพอจากรูป  รส  กลิ่น เสียง ไม่ได้ และใครจะไปหวังครองความสุข  การได้  การสรรเสริญ ก็ผิดหวัง เราอย่าไปตู่ เอาว่าเป็นของๆเรา เวลาสิ่งเหล่านี้มันจากเราไป ก็จะอกหัก เสียใจ เป็นทุกข์

        การศึกษาชีวิตของเรา  มันมีโอกาสชำนาญ   มันเป็นศิลปะแห่งการดับ ทุกข์  เหมือนเราเหยียบเส้นทางที่ราบเรียบไม่ขรุขระ  บัดนี้มันเป็นมิตรภาพ ของชีวิตก็ว่าได้ เป็นมาตรฐานของชีวิต มันจะกลับไปสู่การขรุขระอีกไม่ได้  ประสบการณ์มาแท้ๆนี่ พอมาเข้าถึงจุดนี้นะ ไม่ใช่นั่งคิดนะ มันรวมเป็นสภาพ หนึ่งเดียว เป็นสภาวะที่ดู มันเป็นปัญญาญาณ ก็ไกลจากข้าศึกดังที่ว่ามา พ้นจาก ข้าศึกจริงๆ  ตัวกูลบสูญไปจริงๆ  กามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ  กามราคะ รูปราคะ อรูปราคะ อุปาทานทั้งหลายนั้น  จบสิ้นลงไป  ทำลายกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ เป็นญาณแห่งการเพ่งเผา  สูญหายไปเลย  อธรรมทั้งหลายสูญหายไป  ชีวิตเข้าสู่พรหมจรรย์   บริสุทธิ์หลุดพ้นจริงๆ    กายก็ไม่ได้ทำชั่ว จิตใจก็ไม่ได้ คิดชั่ว วาจาก็ไม่ได้พูดชั่ว บริสุทธิ์มาตั้งนาน  กิเลสกรรมทั้งหลายมันเหือดแห้ง ไม่มีเหยื่อ  เหมือนกับน้อยหน่า ที่เหือดแห้งติดอยู่ในลำต้นนั้น แต่มันก็ไม่มีผล กระทบใดๆต่อลำต้นของมันนะ มันหมดเชื้อนะ จะเอาไปเพาะก็ไม่งอกคืนอีกได้
         
   มีแต่อุปมัยอุปมา สมมติพูดกันไป สัจธรรมที่ยังหาคำมาพูดไม่ได้ก็  มีอยู่มาก  ต้องสัมผัสเอานะ  เหลือวิสัยที่จะอธิบายได้   ความบริสุทธิ์ ความหมด จด มันเป็นพลัง เกิดการสะดวก มันพร้อม เหมือนกลิ้งครกลงเขา เอียงไป เทไป เป็นศีลอันยิ่ง สมาธิอันยิ่ง ปัญญาอันยิ่ง เป็นสีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ เข้าสู่แดนแห่งความปลอดภัย สู่แดนของพระอริยเจ้า มันเป็นมรรคอย่างยิ่ง เข้าสู่พรหมจรรย์อย่างยิ่ง  มันไม่ใช่ความรู้นะ  ไม่ใช่เหตุผล  มันเป็น  มันเหนือ เหตุเหนือผล    คล้ายกับว่ามันพลัดเข้าไป  มันตรึกตรองในธรรม  มันพลัดเข้า สู่วิตก วิจารณ์  ปีติ สุข จบลงไปเรื่อยๆ มันเป็นอุเบกขาญาณ พลัดเข้าสู่ความ ไม่มีตัวตนอะไร เป็นอสัญญา ดับไม่เหลือ หาสัญญาอะไรไม่มีแม้แต่นิดน้อย   ถ้าจะว่าว่างก็ว่าง ถ้าจะว่าเต็มก็เต็ม คือเต็มไปด้วยความไม่มีอะไร ว่างจาก ความมีความเป็นทั้งหมด
 
     อุปมาเหมือนน้ำไหลหลากมาหัวใหญ่  มันพัดพาเอาสิ่งสกปรกโสโครก ออกไปในห้วย หนอง คลอง บึง จนหมดเกลี้ยง เข้าสู่มรรค เข้าสู่ผล มันเป็น ธรรมชาติ มันเป็นกฏของธรรมชาติ เหมือนเราบ่มกล้วยที่เป็นสีเขียว กลาย เป็นสีเหลืองได้  รสฝาดกลายเป็นรสหวานได้  นี้คือ ธรรมชาติ  กฏของธรรมชาติ  เหนือเหตุ เหนือผลทั้งสิ้น  มันพลิกล๊อกอย่างไรไม่รู้ทันนะ มันเป็นธรรม เป็นกฎของธรรมชาติจริงๆ เหนือเหตุผลใดๆเลย

          มาลำดับการเข้าออกดู  คล้ายกับว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เขามีอาชีพ   มีหน้าที่ของเขา เขาขยันทำหน้าที่ของเขา แต่มันเป็นอาชีพที่ล้มเหลว เหมือนกับเด็กเล่นกองทราย เขาก็ขยันกอง แต่มันก็ล้มเหลวนะ

     แต่บัดนี้มันเกิดความพร้อมอย่างไรนะ พร้อมกันเลิก พร้อมกันหยุดทุก อย่างเข้าสู่ธรรมชาติเดิม  รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เข้าสู่ธรรมชาติ แยกออกจากกัน เป็นของใครของมัน หดตัว  ทีแรกก็ยังไม่เอามาต่อกัน มันก็ไม่มีผลประโยชน์อะไร เหมือนกับของที่มันขาดออกจากกัน เอามาต่อ มันก็ดูเป็นรูปต่อ แต่มันใช้ไม่ได้ มันขาดออกจากกันแล้ว มันคืนธรรมชาติแล้ว มันต่อไม่ได้เหมือนต่อเชือก มันเป็นเพียงกิริยา เหลือเอาไว้แต่เพียงกิริยา  โอ้! มันหมดตัว ไม่มีอะไรจะทำต่อไปอีก  มันมาลำดับดู ทบทวนดู      มันรู้จักเข้าออก อย่างชำนิชำนาญ     มันเป็นศิลป์แห่งชีวิต ยิ่งกว่าศิลป์อื่นใดในโลก  เป็นภาวะ ที่เหนือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต  ทุกชีวิตต้องมาถึงจุดนี้  โอ้!  คุ้มค่าแล้วที่พ่อแม่เลี้ยงเรามา ก็เพื่อจะให้มาสู่จุดหมายปลายทางตรงนี้ คุ้มค่า แล้ว

     นี่มันไม่ใช่คิดรู้เอานะ ภาวะที่มันเป็นนะ มันไม่ใช่ความรู้ ชีวิตที่มัน ถึงจุดของมัน   ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง คงเหลือไว้เพียงกิริยา    มรรคผล    นิพพาน    มีจริง  พระพุทธเจ้ามีจริง  พระธรรมมีจริง พระอริยสงฆ์มีจริง การไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มีจริง

   นี่ตาวิเศษ ก็ได้ชวนท่านดูท่านรู้เห็นอะไรมามากแล้ว จนถึงจุดหมาย ปลายทางของชีวิตแล้ว  ขอพูดแบบสรุปๆ  ไม่ได้เอารายละเอียดอะไรมาก เอาแต่สภาวธรรม ที่มันมีอยู่ เป็นอยู่ในกาย ในจิตใจเรา

          ก็พูดเรื่องของคนเรานี้ ตั้งแต่เริ่มต้น จากการสร้างสติสัมปชัญญะ ดูกาย ดูจิตใจ จากสติสัมปชัญญะ  ก็มาเป็นความรู้สึกตัว  รวมทั้งกายและจิตใจ คือความ รู้สึกตัว  ก็มาเข้าถึงภาวะที่ดู  เกิดสภาวะที่ดูขึ้นมา จนเป็นผู้เห็นไม่ได้เข้าไปเป็น ก็ได้พบเห็นเรื่องของกาย  เรื่องของจิตใจมาเรื่อยๆ รู้แจ้งเห็นแจ้ง ไม่มีที่ปิด บังอำพรางอะไรตรงไหน  เห็นผิดจึงพ้นจากผิดได้ เห็นทุกข์จึงพ้นจากทุกข์ได้

    ขอพูดสู่สาธารณชนบ้าง เพื่อให้ท่านทั้งหลายศึกษาดู ถ้าเห็นว่าตอน ไหนมันผิดก็แก้เอา  ถ้าเห็นว่ามันถูกก็สร้างเอา ที่พูดมานี้ไม่ได้พูดทิ้งๆ ขว้างๆ เรารับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท มีหุ้นส่วน   ทุกคนรับผิดชอบ สร้างวัดวา อาราม ทำบุญให้ทาน บางผู้คนก็ลงทุนสร้างกุฏิ ศาลา เป็นเสนาสนะสัปปายะ  เพื่อบำเพ็ญภาวนา  บางผู้คนก็ตั้งทุนให้เป็นค่าอาหารบิณฑบาต  เป็น อาหารสัปปายะ โดยเฉพาะ ตั้งแต่บัดนี้ไป มีเจ้าภาพให้ทุนค่าอาหาร เป็นทุน ก้อนใหญ่พอสมควร ยังไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าภาพ เลยไม่กล้าบอกชื่อ ต่อนี้ไป เราคงไม่ลำบากในเรื่องอาหารสัปปายะ และ มีพระธรรมคำสั่งสอน เมื่อท่าน ปฏิบัติก็สามารถรู้ยิ่งเห็นจริง ในธรรมที ่ควรรู้ ควรเห็น และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล จะรู้ธรรมเห็นธรรมสมกับการปฏิบัติ เราก็ตั้งใจจะเป็นมิตรกับท่าน คิดว่า จะไม่พาท่านหลงทิศหลงทาง  เรามีสถาบันอยู่ทั่วไป   สามารถที่จะไปศึกษาได้   เราถือเป็นอาชีพในเรื่องนี้โดยตรง
 
        รายละเอียด คำตอบ ท่านจะประสบพบเห็น เมื่อท่านประกอบความเพียร มีสติ มีสติลงไปที่กาย  ที่จิตใจจริงๆ  ดังที่ได้แนะนำมาแล้วตั้งแต่ต้นโน้น  ท่านต้อง ขยันรู้ อย่าไปนั่งให้สงบอยู่โดยที่ไม่รู้อะไรจนจิตใจอยู่ใต้โมหะ

          การนั่งอยู่ในความสงบ    มันเป็นการเกียจคร้านของจิต    การใส่ใจต่อ เวทนา รู้สึกตัว มันเป็นความขยันของจิต ความขยันรู้มันจึงจะเป็นมหาสติปัฏฐาน ได้   เมื่อท่านมีความรู้สึกตัวมาก ความหลงก็จะน้อยลงหรือหมดไป ความรู้สึก ตัว ทำให้เกิดศีล สมาธิ และปัญญา ถ้ามีความรู้สึกตัว อินทรีย์ก็จะสำรวมลง ได้เอง  ความรู้สึกตัวจะทำให้เกิดบุญ มีบุญ ละบาปอกุศลได้ ความรู้สึกตัวจะทำ ให้พบเห็นศาสนา พุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์
 
         ความรู้สึกตัวจะทำให้ได้คำตอบ  ได้สัมผัสกับธรรมที่เป็นกุศล และ ธรรม ที่เป็นอกุศล   และธรรมทั้งหลาย  มันไม่มีคำถาม  มันมีแต่คำตอบ  ตัวเองต้อง ตอบเอาเอง คนอื่นตอบให้ไม่ถูก    ตลอดถึงความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ และไม่ตาย ก็จะได้คำตอบเมื่อท่านเจริญมหาสติปัฏฐาน ตามหลักของสติปัฏฐานสี่

         หลวงพ่อเทียน มีคณาจารย์ให้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์    ผู้สอนเรื่องการ เจริญสติปัฏฐานในสมัยนี้
         
   การนั่งหลับตา  ให้จิตสงบก็มีความสุขดีขณะที่อยู่ในความสงบ พอออก จากความสงบแล้ว ก็ยังมีความโกรธ ความโลภ และความหลงอยู่ อินทรีย์ยัง อ่อนไหว ยังหนีปรากฏการณ์

         การเจริญสติตามหลักของมหาสติปัฏฐาน  ต้องขยันรู้ สร้างตัวรู้ให้มาก ไม่ให้เข้าไป อยู่ในความสงบจนไม่รู้อะไร ให้รู้เท่าทันตัวสังขารปรุงแต่ง จนควบคุม กำเนิดของสังขารได้  การเจริญสติ เหมือนกับการดูแลตัวเอง เห็นกาย ที่มันเคลื่อนไหว เห็นจิตใจที่มันลักคิดไป รู้เท่าทันอยู่เสมอ  พอรู้สึกตัวว่าลักคิดไป  ความลักคิดก็หยุดลง ก็เท่ากับว่าเราได้สอนจิตแล้ว เมื่อจิตถูกสอนบ่อยเข้า จิตก็จะเชื่องลง ง่ายที่จะไม่ลักคิด ง่ายที่จะรู้ ก็จะรวมมาเป็นตัวรู้ ตัวดู การสอนตัวเอง มีค่าก็ตอนที่มันหลงคิดไป และได้พบเห็นเมื่อมันหลง เป็น บทเรียนที่ดีมาก เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก

      ความรู้สึกตัวเท่านั้นที่จะเห็นความหลง   ไม่ใช่ความสงบแบบไม่รู้อะไร  ความสงบใต้โมหะ ความรู้สึกตัวต่างหากจึงจะเข้าสู่ความหลุดพ้นได้ พอมี ความรู้สึกตัว ก็มีความหลุดพ้นอยู่ในนั้นแล้ว เช่น ตาเนื้อเมื่อเราเห็นงู งูก็ไม่ได้กัดเรา

         การเจริญสติจนชำนาญ   เข้าถึงสภาวะที่เห็น   นี่แหละคือดวงตาที่เห็น ธรรม   เห็นทุกข์มันจึงพ้นจากทุกข์ได้ ในหลักของอริยสัจสี่ เห็นทุกข์ ออกจาก ทุกข์ พ้นจากทุกข์ได้แล้ว เป็นสามประการ เห็นสมุทัย เห็นนิโรธ และเห็นมรรค ก็เช่นกัน
 
     การปฏิบัติธรรม จะเป็นวิธีใดๆก็ตาม จะต้องเป็นการเจริญสติ  มีสติ ถ้าไม่มีสติก็ไม่ชื่อว่าปฏิบัติธรรม    การเจริญสติเป็นหลักสากล  ท่านจะมาจาก ศาสนาใด ชาติใด เพศใด วัยใด ก็ตาม
 
         ถ้าท่านหายใจเข้าออกรู้สึกตัว  พลิกมือยกมือรู้สึกตัว  ก็คือคนๆเดียวกัน  รู้อย่างเดียวกัน  นี่คือ ศาสนธรรม พบกันที่จุดนี้
     ความรู้สึกตัวไม่ใช่เป็นพิธี มันคือความรู้สึกตัว มันเป็นของผู้รู้สึกตัว เราอย่าไปมองว่า  มันเป็นรูปแบบเท่านั้น  มันเป็นการสร้างความรู้สึกตัว มันไม่ใช่ลมหายใจ มันไม่ใช่สร้างจังหวะ มันสร้างความรู้สึกตัว

     การปลูกข้าวต้องรอนานครึ่งปี  จึงจะได้รับผล การเจริญสติ ปลูกสติ ไม่ต้องรอแม้แต่เสี้ยววินาที  รู้ได้ทันที หายใจเข้าก็รู้ได้ทันที หายใจออกก็รู้ได้ทันที ยกมือก็รู้ได้ทันที  เป็นปัจจัตตัง  รู้เอาเอง เห็นเอาเอง ไม่ต้องไปถามใครตอบ เอาเองได้       

   การเจริญสตินี้แหละ  คือการสร้างบารมี   เป็นที่เกิดขึ้นของความดีทั้งหลาย ความรู้สึกตัวเปรียบเสมือนรอยเท้าของช้าง ถ้าเอารอยเท้าของสัตว์อื่น มารวมกัน ก็มาลงที่รอยเท้าของช้างได้  ธรรมที่เป็นกุศลทั้งหลาย    เอามารวมลงที่ความรู้สึกตัว  ความรู้สึกตัวเป็นชีวิตจริง เป็นปัจจุบัน  ถ้าปัจจุบันดี อนาคตก็ดี ถ้าปัจจุบันดี อดีตก็ดี
 
          พรุ่งนี้มีอยู่  แต่ว่าไม่มีใครเห็นพรุ่งนี้   มีแต่เห็นปัจจุบัน อดีตชาติมันไม ่ใช่ตั้งแต่เรายังไม่ได้ออกจากท้องของแม่  ผู้เป็นปุพเพกตปุญญตา  บุคคลผู้ได ้ทำความดีไว้ในปางก่อน ปางก่อนคือปัจจุบันนี้ ไม่ใช่จะมุดท้องแม่ไปแก้กรรม ในชาติปางก่อน

          คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นปัจจัตตัง  ต้องรู้ได้เห็นได้ขณะนี้ ทำดีขณะ นี้ ละชั่วขณะนี้  ผู้มีความรู้สึกตัว มันก็ละความชั่ว ทำความดี จิตก็บริสุทธิ์  รวมแล้วก็คือคนเรานี้แท้ๆ  ความรู้สึกตัวก็ กาย วาจา จิต  ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เกิด ที่กาย วาจา จิต  ความรู้สึกตัวจึงเป็นที่เกิดของบุญกุศล    บุญกุศลเกิดขึ้นที่กาย วาจา และ จิตใจของคนเรานี้เอง
 
        ความรู้สึกตัวเป็นที่เกิดของมรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพาน ก็คือ เรื่องของกาย วาจา และ จิต
 
       ความรู้สึกตัว ก็ปิดอบายภูมิได้ อบายภูมิก็เกิดขึ้นจากกาย วาจา และจิต ใจ

       ความรู้สึกตัว ก็คือเคารพนับถือพระพุทธศาสนา
 
       ความรู้สึกตัว ก็ไม่ได้พูดชั่ว ไม่ได้คิดชั่ว ไม่ได้ทำชั่ว ไม่มีทุกข์  ไม่ได้เบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนผู้อื่นสิ่งอื่น

       ผู้มีความรู้สึกตัว  ก็คือผู้ที่เคารพพ่อแม่ เคารพครูอาจารย์  การเคารพ พ่อแม่  รักพ่อแม่ รักบุตร  ภรรยา สามี รักพี่ รักน้อง ก็อย่าเป็นคนชั่ว อย่าพูดชั่ว อย่าทำชั่ว อย่าคิดชั่ว และ อย่ามีทุกข์ อย่าทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ อย่าทำให้ผู้อื่น เป็นทุกข์

     การรักและเคารพ ไม่ใช่เรื่องเอามาคิดห่วงจนนอนไม่หลับ ความรัก ก็ต้องนอนให้หลับ อย่ามีทุกข์  คิดมากจนนอนไม่หลับ  ก็จะเกิดการเจ็บป่วยเข้า ตัวเองก็จะลำบาก เป็นทุกข์ ผู้อื่นก็เป็นธุระ เป็นทุกข์

     ความรู้สึกตัวเป็นการพัฒนาชีวิตครบวงจร สุขภาพก็จะดี สังคมก็จะดี สิ่งแวดล้อมก็จะดี ตลอดถึงเศรษฐกิจก็จะดี  เพราะความรู้สึกตัว มันจะเปลี่ยน ความร้ายให้กลายเป็นดี เปลี่ยนผิดให้เป็นถูก  เปลี่ยนทุกข์ให้เป็นไม่ทุกข์  ตลอด ถึงเปลี่ยนความโกรธ โลภ หลง ให้เป็นความไม่โกรธ ไม่โลภ และ ไม่หลง นี้คือผลของความรู้สึกตัว
 
      เมื่อมีความรู้สึกตัวมาก ความหลงก็จะหมดไปมาก ที่สุด ก็หมดพิษภัย จนเป็นชีวิตที่เข้าสู่อมตธรรม เป็นชีวิตนิรันดร อยู่เหนือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย  ก็จะพบได้ในชีวิตนี้นี่เอง

      เมื่อทุกคนมีความรู้สึกตัว    คนทั้งโลกก็จะอยู่กันด้วยความสงบร่มเย็นได้ ในเพียงพริบตาเดียว อยู่เป็นสุขทุกถ้วนหน้า

ตาวิเศษ - หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

โดย หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
 ๑๕ กันยายน ๒๕๓๗


8
ต่อ......

หยุดการแสวงครูอาจารย์  มั่นใจเพราะได้พบเห็นเข้าจริงๆ  ได้สัมผัสกับ ตัวเองเข้าจริงๆ  ได้ทิศได้ทางลืมตาขึ้นมา  ถ้าจะเปรียบกับการเรียนหนังสือ ก็พออ่านออกเขียนได้  ช่วยตัวเองได้บ้าง รู้เรื่อง รู้ราว ว่าผิดถูกอย่างไร รู้จักแก้ รู้จักไขออก เปิดออก ถือเอาอาการแก้ไขเป็นศิลปะ ขยันแก้ เห็นผิดก็แก้เป็นถูก ได้ทันที มันเกิดขึ้นมาให้เราแก้ กระตือรือร้นในการแก้ไข เปรียบความร้ายให้กลาย เป็นความดี เปลี่ยนผิดให้เป็นถูกได้จริงๆนะ
   
   ในรูปในนามนี้ ก็รู้แล้วเห็นแล้วจริงๆ ธรรมชาติอย่างไร อาการอย่างไร ไม่ได้จำนน   เหมือนเมื่อก่อน   เป็นอิสระ  ปลดปลอดตนเองได้   มันเป็นสูตร ของชีวิตจริงๆ ก็แก้ได้จริงๆ หลุดพ้นออกมาได้จริงๆ
 
        ขณะนั้นมันก็มีปีติสุขอยู่สองสามวันนะ ทบทวนกับภาวะที่ได้พบเห็นมา ไม่ใช่นั่งคิดนอนคิดนะ  มันพบเห็น มันมีโอกาสพบเห็นนะ  ก็เดินจงกรมอยู่ สร้างสติอยู่อย่างนั้นแหละ  มันเป็นธรรมวิจยะ มันเป็นโยนิโสมนสิการ  มันไม่ใช่คิดนะ จิตใจมันดี  มันไม่เคยพบเห็น ความทุกข์บางอย่างก็หมดไป ความลังเลสังสัยก็หมดไปจริงๆ  เป็นชีวิตที่เปลี่ยน ล่วงพ้นภาวะเก่าจริงๆ

         พูดถึงตอนนี้ มันเป็นอดีตรำลึกของชีวิต  มันเป็นประสบการณ์ของชีวิต  ขอพูดสักหน่อย ขณะนั้น พอดีหลวงพ่อเทียนเดินมาหา ท่านถามว่า "เป็นอย่างไร?"  ก็ตอบท่านอย่างไม่สะทกสะท้านอะไรเลย บอกท่านว่า “ผมรู้จักรูปนาม ครับหลวงพ่อ” หลวงพ่อเทียนก็ทักท้วงขึ้นว่า “โอ!..คนไม่รู้จักรูปนามก็คนบ้า แล้ว” ก็ตอบท่านทันทีเลยว่า  “ครับแต่ก่อนผมบ้าจริงๆ   แต่บัดนี้ผมไม่บ้าแล้ว”

    หลวงพ่อเทียนก็เดินกลับไปกลับมาอยู่ข้างๆ นั้น  เห็นต้นข่าขี้หมู่ร่มรื่นดี  เราใช้ที่นั้นทำความเพียร เราก็นั่งอยู่ ก็อยากจะพูดแต่ก็อดเอาไว้ รอฟังหลวงพ่อ ถ้าหลวงพ่อเทียนไม่พูดอะไรอีก ก็จะพูดให้หลวงพ่อเทียนฟัง หลวงพ่อเทียน ท่านก็พูดว่า  “รู้จักรูปนามก็พอปานนั้นแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไร” ก็ตอบท่าน ทันทีเลยว่า  “ มีประโยชน์ครับหลวงพ่อ ผมหมดทุกข์ได้มากจริงๆ หายโง่มากแล้ว จริงๆ    หมดความลังเลสงสัย เป็นชีวิตที่เปลี่ยนจากเดิมจริงๆครับ มันไม่เคย รู้เห็นอย่างนี้มาก่อน สิ่งที่ผมรู้เห็น มันมีอยู่จริงๆ”  มันอยากจะพูดไปมากๆ นะ แต่ว่าอดเอาไว้  อุปมาเหมือนกับ เรามีเงินหมื่นเงินแสนอยู่ในกระเป๋า ใครจะมาว่า เราไม่มีเงิน เราจะไปเชื่อได้อย่างไร  เงินก็ใช้ได้จริงๆนะ เราก็คอยฟังหลวงพ่อ ท่านจะพูดอะไร ถ้าท่านไม่พูดก็จะพูดไปอีกหลายอย่าง มันกล้าน่ะ

         หลวงพ่อเทียนก็พูดว่า  “มีประโยชน์ก็ประโยชน์น้อยๆ เหมือนกับ กบโคก กบภูเขา มันไม่เคยพบน้ำ แต่มันตะเกียกตะกายมาเจอน้ำในกะลามะพร้าว มันก็ดื่มกินได้ มุดได้  แต่มันเป็นน้ำในกะลา ถ้าเป็นสุขก็เป็นสุขเล็กๆน้อยๆ ถ้าเป็นความรู้ก็เป็นความรู้น้อยๆ มันยังมีน้ำในอ่าง  น้ำในบึงอีกมากนะ คุณมีความรู้ก็เป็นความรู้เบื้องต้นเล็กน้อย คุณทำอย่างมันรู้ได้จริงๆ หรือ?”
 
     ก็ตอบท่านว่า “รู้ได้จริงๆครับ ตอนที่เป็นฆราวาสอยู่   ผมก็ยังไม่เคย  รู้เคยเห็นมาก่อน”

       “ถ้าคุณทำมากกว่านี้ มันจะไม่รู้มากกว่านี้หรือ?”

      “ครับ ผมจะทำต่อไปโดยที่ไม่ลังเลใจ ผมไม่ทำแบบอื่นอีก”

         หลวงพ่อเทียนท่านก็บอกสอนไปหลายอย่าง   ท่านก็บอกให้ทำจังหวะ ไวๆกว่าแต่ก่อน   เดินจงกรมให้ไวกว่าแต่ก่อน  ให้บำเพ็ญทางจิต  มีสติดูกาย  มีสติดูจิต  มีจิตดูจิต  ให้คุณดูให้เห็นทุกข์นะ ดูรูปทุกข์ นามทุกข์ รูปธรรม(ทำ) นามธรรม(ทำ) รูปโรค นามโรค รูปสมมตินามสมมติ  เราก็มีความมั่นใจมาก มันกบอกทางอยู่แล้ว คล้ายๆกับเราจะรื้อบ้าน  มันก็บอกจุดที่จะรื้อ ทำก่อนทำหลัง ทิศทางมันก็ไปทางนั้นอยู่แล้ว  เหมือนกับเราเหยียบเส้นทางได้  ก็เดินไปคล่องตัว ได้โอกาส ได้จังหวะสะดวก
 
          พอดูมันก็เห็นทุกข์  เห็นรูปทุกข์ เห็นนามทุกข์  ความทุกข์ของรูปมีมาก  คล้ายกับว่ามาเข้าแถวให้ดู นับตั้งแต่การหายใจเข้าหายใจออก มันก็แกทุกข์ของ มัน การกลืนน้ำลาย กระพริบตา การยืน  เดิน  นั่ง นอน การกิน การขับถ่าย ก็ เป็นการบรรเทาทุกข์ของมัน รูปนี้มันเป็นก้อนทุกข์มากมาย จนไม่สามารถ ที่จะเอามาพูดในที่นี้ได้ พอมาเห็นเข้าอย่างนี้ มันสลดใจ สงสารรูป น้ำตาซึมเลย  แต่ก่อนเราก็สูบบุหรี่ เราจะยังเอาบุหรี่มาให้รูปมันคาบสูบอีกหรือ ต้องเป็น ธุระต่อรูปอีกหลายอย่าง  บุหรี่หล่นไปเลย  กระทบกระเทือนไปถึง ความโกธ  โลภ หลง ที่ทำให้รูปเป็นทุกข์  นามก็เป็นทุกข์ เห็นรูปทุกข์ นามทุกข์ ระหว่างรูปกับนามก็มีผลกระทบต่อกัน ไม่เป็นธรรมต่อกัน  เช่น ความร้อน ความหนาว หิวกระหาย เจ็บปวด ก็ทำให้นามคือจิตใจเป็นทุกข์  ความโกรธ โลภ หลง คิดเศร้าโศก  ก็ทำให้รูปเป็นทุกข์  จนนอนไม่ได้กินไม่ได้ บางทีจนเกิด โรคภัยไข้เจ็บ เกิดอัมพาต เพราะคิดมาก เกิดโรคกระเพาะอาหาร สารพัดอย่าง

         ขอยกตัวอย่าง สมัยหนึ่ง ไปสอนธรรมที่ภาคเหนือ มีพระไปด้วยกัน 3 รูป ก็นั่งรถสีส้ม (รถร่วม บ.ข.ส.ไม่ปรับอากาศ)  เขาให้นั่งข้างหลังอัดกันแน่น เป็นฤดูร้อน อากาศอบอ้าวมาก  บางทีก็จอดนานๆ โดยไม่เปิดพัดลม พระที่ไป ด้วยกันก็บ่นว่า ไม่ไหวๆ.. แย่ๆ...ตายๆ... ดูหน้าตาก็แสดงถึงความทุกข์มาก เหงื่อไหลโชกเลย เราก็นั่งอยู่ข้างๆกัน ก็พูดในใจว่า  ไม่ตายๆ....  ไม่แย่ๆ... ไม่เป็นไร เป็นเช่นนั้นเอง  พูดอยู่ในใจนะ

         ผู้ที่ไม่รู้จักธรรมชาติและอาการของกายใจ   ความร้อนก็เอามาลงโทษ  ใจเป็นทุกข์ มีตัวตนอยู่ในความร้อน   หมดตัวไปกับความร้อนจนเป็นทุกข์   ถ้าเรารู้แจ้งก็รู้จักแยกออกจากกัน ระหว่างรูปกับนาม ไม่ต้องกระทบกระเทือน ต่อกันและกัน

        พอเรามารู้แจ้งอย่างนี้ ก็เกิดความเป็นธรรมขึ้น  ระหว่างรูปกับนาม  ภาวะที่เข้าไปเห็น ความรู้สึกตัวเข้าไปดู มีความเป็นกลาง เกิดมีความเป็น ธรรมขึ้นมา
 
     ความรู้สึกตัวเป็นแหล่งแห่งความดีทั้งหลาย เป็นตลาดนัดของความดี  ความเป็นธรรมต้องเกิดขึ้นจากตัวเราก่อน ถ้าเราจะไปแสวงหาความเป็นธรรม ข้างนอก คงยากลำบาก ตาวิเศษ มันรู้เห็นเข้าอย่างนี้   คล้ายกับว่ารูปกับนาม จะไม่มีการเบียดเบียนกันอีกต่อไป  เป็นกองของใครของมันตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา จนตราบเท่าทุกวันนี้

         เรารู้แจ้งแล้วว่า  ธรรมชาติของรูปเป็นอย่างไร  อาการของรูปคืออะไร ธรรมชาติของนามคืออย่างไร   อาการของนามเป็นอย่างไร  มันทบทวนในสิ่ง ที่รู้เห็นมาแล้ว  ก็ทำให้เกิดการกระจ่างขึ้น หลุดพ้นได้จริงๆ ทะลุไปถึง เห็นทั้ง รูปโรคนามโรคซ้ำเข้าไปอีก  โรคของรูป  โรคของนาม  ก็มีมากมายจนนับ   ไม่ถ้วน เกิดการเบื่อหน่ายในทุกข์มากๆทีเดียว เห็นแจ้งในทุกข์ และอยากออก จากทุกข์ได้
 
       รูปทำ  นามทำ  มันทำดี มันทำชั่ว ก็เพราะรูป ก็เพราะนามนี้ มันจะละ ความชั่ว  ทำความดี  ก็เพราะรูป ก็เพราะนามอันนี้ ก็เกิดความมั่นใจเข้าจริงๆ ว่ารูปธรรมอีกแบบนี้ก็มีนะ นามธรรมแบบนี้ก็มีอีกนะ  มันเป็นธรรมชาติของมัน อย่างไร  รู้รอบ รอบรู้เข้าไปอีก  มันเป็นไปเอง ธรรมชาติมันถูกเปิดเผยออก  ทุกข์อยู่ที่ไหน  ก็พบเห็นจนหมดสิ้น คล้ายๆเป็นอย่างนั้น
 
        มันได้หลักฐานของชีวิตแล้วบัดนี้ มันเป็นสูตรของมัน สูตรผิดก็มี สูตรถูก ก็มี แต่ก่อนเราก็เชื่อความคิดอะไรต่างๆไป เช่นเรื่องบุญก็คิดเอา คิดเอาจาก คนอื่น สิ่งอื่น  คิดว่าจะได้บุญจากสิ่งนั้นสิ่งนี้นอกตัวเราไปหมด  บางทีก็เป็นคำพูด อ้อนวอนเอา  เป็นแต่เพียงพิธีไปซะ  ทำนอกตัวไป  บาปก็กลัวในความคิด คิดกลัว ตกนรก กลัวเป็นเปรต อสุรกาย

         บัดนี้มันพบเห็นเข้า ละความชั่ว ทำความดีเอาเอง เอารูปเอานาม นี้ละชั่วทำดี  ทำดี มันก็ดี ทำชั่วมันก็ชั่ว นี้คือศาสนา ศาสนาก็คือตัวตนคนนี้ คือไม่คิดชั่ว ไม่ทำชั่ว ไม่พูดชั่ว  ถ้าใครยังคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วอยู่  เขาก็ยัง     ไม่มีศาสนาเลย แม้เขาจะว่า  “พุทธัง  สะระณัง  คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง  คัจฉามิ  สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ” เขาก็ยังไม่มีศาสนา  ว่าแต่ปากเฉยๆ  เป็นภาษานก   แก้วนกขุนทองไป

         จิตใจมันดี  ใจดี  ใจรู้แจ้งเห็นจริง ฉลาดกว่าแต่ก่อน นี้คือบุญ  คือกุศล  มันไม่มืดแปดด้านเหมือนเมื่อก่อน
 
   ตาวิเศษพบเห็นเข้าอย่างนี้ มันสัมผัสเอาอย่างนี้ ไม่ต้องไปถามใครอีก ว่าได้บุญไหม เป็นบาปไหม อุปมาเหมือนเรากินข้าวอิ่มแล้ว เราจะยังไปถามคนอื่น หรือว่ากินข้าวอิ่มหรือยัง มันตอบเอาเอง มันไม่มีคำถาม มันมีแต่คำตอบ คนอื่น ตอบให้ก็ไม่ถูก ตัวเราต้องตอบเอาเอง
 
       ถ้ามีการดู มันก็เกิดการเห็น ถ้าเห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็น การหลุดพ้น มันก็มีอยู่ตรงนั้นแล้ว  ความทุกข์มันบอก ความทุกข์ต่างๆมันบอก เกี่ยวข้อง กับมันถูก ทุกข์บางอย่างบรรเทา ทุกข์บางอย่างกำหนดรู้ ทุกข์บางอย่างต้องละ

    แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้งเห็นแจ้ง ก็นึกว่าตัวตนทั้งหมด ที่แท้มันเป็นของมัน อยู่เช่นนั้น  กว่าจะมารู้เห็นอย่างนี้เกือบตายทิ้งไปเปล่าๆ  เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นงูเป็นปลา  พอมีตาวิเศษก็ได้ พบเห็นเข้าจริงๆ  คือออกจากทุกข์จริงๆ  ที่เรียก ว่า “พุทโธ” คือมันตื่นจากทุกข์จริงๆ  ถ้าจะว่าแล้ว ก็เข้าถึงพุทธศาสนาได้แล้ว บัดนี้  จิตใจมันรู้มันตื่น ออกจากทุกข์ มันไม่หลับ ไม่หลง ไม่ประมาท เบื่อ หน่ายในกองทุกข์ของรูปของนาม

           ความโลภ โกรธ หลง ไม่มีที่ตั้งแล้วบัดนี้ เห็นลู่ทางเห็นหลักฐานแล้วบัดนี้ ว่าเท็จจริงอย่างไร  ตาวิเศษเห็นแจ้งเข้าอย่างนี้ มันเกิดปีติ เหมือนกับเรา ทำงานอะไรที่มันสำเร็จ ก็มีการภูมิใจบ้างเป็นธรรมดา

       ความจริงมันบอก  ธรรมชาติมันสอน มันได้จังหวะได้โอกาส มันไปเห็น สมมติ เห็นบัญญัติ  ทะลุไปนะ  ต่างจากคำพูดนี้มาก  เป็นปรากฏการณ์เหมือน แสงสว่างทำลายความมืด ถึงคราวมันต้องเป็นอย่างนั้น  มันบอกทาง ได้กระแสธรรม คล้ายเป็นอย่างนั้น เป็นสมมติ  เห็นบัญญัติ มันทะลุไปทางนั้น  มันอยู่ไม่ได้ มันเอียงไปสู่ความพ้นทุกข์ก็ว่าได้ สิ่งใดที่เป็นไปในทางให้เกิดทุกข์ เกิดหลง มันชนเข้าไปกระจุยกระจายไปเป็นอย่างนั้นนะ

     การเข้าไปเป็นสมมติ เหมือนกับว่า มันตกแหล่งแห่งตัวกูของกู ความ โง่หลงงมงายทั้งหลายอยู่ในดงของสมมติทั้งนั้น ตาวิเศษพบเห็นเข้าเช่นนั้น ไม่มีอะไรปิดบังได้ มันก็รื้อถอนความโง่หลงงมงายออกจากจิตใจได้จริงๆนะ  มันเบากาย เบาใจจริงๆ นะ อุปมาเหมือนกับเราหาบของหนักเดินทางไกลหลายวัน พอมีคนมารับของหนักออกจากบ่าเรา  แทบจะเดินไม่เป็นเลย  มันเบาเอามากๆ นะเหมือนเดินไม่ได้เหยียบพื้นดิน จิตใจก็เบาว่างไปเลย  เกิดการเบากาย เบาจิตใจจริงๆ ความโง่หลงงมงายแตกกระจุยกระจายไป ยังไม่ทันได้คิดหา เหตุผลอะไรเลย  มันหลุดหล่นไป  เหมือนกับเราสบตากับสัตว์ป่า  พอเราเห็นมัน มันเห็นเรา มันก็วิ่งหนีไปเลย ยังไม่ได้ขับไล่อะไร   สมมตินี้มีมากเหลือเกิน เต็มโลก ไม่สามารถพรรณาได้ทั้งหมด เป็นวัตถุสิ่งของ เป็นคำพูด คำจา ชื่อเสียงเรียงนาม สมมติบัญญัติเอาทั้งนั้น  จริงแบบสมมติ ไม่จริงแบบปรมัตถ์  มีตัวมีตนอยู่ในสมมติบัญญัติเต็มไปหมด กูรัก กูชัง กูได้ กูเสีย กูชอบ กูไม่ชอบ   ของกู   ของมึง   กูดีกว่ามึง   มึงเลวกว่ากู  มึงๆ กูๆ เต็มไปหมด จนกลายไปเป็น อุปาทาน  เกิดการขัดแย้งทะเลาะวิวาทกัน ของกู ของมึง  หมดตัวไปกับสมมติ  สมมติขึ้นมาแล้วก็ว่าชอบ สมมติขึ้นมาแล้วก็ว่าไม่ชอบ ของอย่างเดียวบางทีก็ ชอบบางทีก็ไม่ชอบ  สมมติเอาว่า”ดี””ไม่ดี” สมมติขึ้นมาแล้วก็กลัว สมมติขึ้น มาแล้วก็กล้า มีวัตถุ อาการต่างๆ ในตัวนอกตัว เต็มโลก ทับถมจิตใจของคน ผู้ไม่รู้แจ้งรู้จริง

         สมัยก่อนก็เป็นหมอไสยศาสตร์ เล่าเรียนคาถาอาคมต่างๆมาก บริกรรม ตลอดทั้งคืนก็ไม่จบ ต้องบริกรรมเป็นบางคาถาไปตามเหตุตามปัจจัย ถ้ามีคน มาเอาไปไล่ผีขับผี  ก็ต้องบริกรรมคาถาขับผีไล่ผี  ถ้าไม่บริกรรมคาถา จะไม่แคล้ว คลาด   บางคาถาต้องบริกรรมให้ตัวใหญ่คับห้อง หนังหนา ดูมีดปลิวเหมือนกับ ใบหญ้า จึงหยุดได้  ถ้าบริกรรมแล้วตัวไม่ใหญ่ หนังไม่หนา หยุดไม่ได้ คาถาจะไม่แคล้วคลาด มันเป็นเอาขนาดนั้น นึกว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษ บ้าหอบฟาง แล้วเรา
 
        แต่ก่อนก็สักยันตร์เต็มตัว  แต่เป็นสีแดงจึงดูไม่เห็น ถ้าเป็นสีดำแล้วก็ คงจะเป็นอนุสาวรีย์แห่งความโง่หลงงมงาย   มันตกแหล่งแห่งความรู้แจ้ง เห็นแจ้ง จริงๆนะ    เอาไม่อยู่เลย    มีแต่ความรู้ทะลุปรุโปร่งไปหมด   มันจะเป็น จินตญาณไป  คิดรู้อะไรมากๆทีเดียวนะ มันรู้อยู่แบบนี้หลายวัน  บางที มันไม่ได้กำหนดการเคลื่อนไหวเลย  มีแต่นั่งรู้ไป  อมยิ้มอยู่อย่างนั้น  มันเป็นปีติ   สุขบอกไม่ถูก  ไม่เคยรู้เคยเห็นมาแต่ก่อน รู้แจ้งหลุดพ้นได้จริง มันจะไปเอาความรู้ มันจะไปเอาความสุขนะ

     แต่ว่าได้ยินหลวงพ่อเทียนท่านสอน ในเวลาทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น เรา ฟังแล้วก็นำมาประกอบกับการปฏิบัติ   ท่านสอนว่า  “เวลามันรู้ ก็อย่าเข้าไป เป็นผู้รู้นะ เวลามันมีสุข ก็อย่าเข้าไปเป็นผู้สุขนะ ให้ดูให้เห็นมัน อย่าเข้าไปเป็นนะ”

     หลักนี้ยอดเยี่ยมมาก เป็นสูตรที่ผ่านได้ตลอด ถ้าจะเปรียบก็เหมือน ทางฟรีเวย์ ไฮเวย์  หรือทางด่วนอะไรทำนองนั้น มันผ่านได้ตลอด  ไม่มีติด จราจรของชีวิตคล่องตัวดี  พบเห็นสิ่งใดมา มันบ่งบอกความจริง  ความผิด ความถูก มันบอก   เห็นความทุกข์    มันจึงหลุดพ้นจากความทุกข์ได้  เห็นผิด มันจึงมีถูก เห็นความโง่หลงงมงาย มันจึงเกิดความฉลาด
 
   ก็ได้ประสบพบเห็นมาจริงๆนะ  สภาวะการดูการเห็นนี้ประเสริฐ   มัน  ก็มีการหลุดพ้นอยู่ในนั้น  เช่นเราเห็นงูๆก็ไม่ได้กัดเรา เห็นทุกข์ก็พ้นจากทุกข์ เห็นหลงก็เกิดความรู้ฉลาด ไม่โง่อีก  มีความมั่นใจ  เช่นเห็นสมมติบัญญัติ วัตถุ ุอาการต่างๆ ดังที่ว่ามาแต่ก่อน  เราก็ไม่เอาดีจากสิ่งอื่น วัตถุอื่นนอกตัวไป คิดว่าสิ่งอื่นจะช่วยเรา รุ่นนั้นรุ่นนี้ รุ่นกูทำเอง อะไรทำนองนั้น

          ตาวิเศษ มันดูมาตั้งแต่ต้นแล้ว  เกรดมันดี มันสนับสนุนนะ ถ้าจะเปรียบ ก็เหมือนการเรียนหนังสือนะ  มันก็จบชั้นประถมมาดี  เกรดมันดีก็เข้าต่อชั้น มัธยมได้ดี เกรดมันดีก็ต่อไปชั้นอุดมฯ    หรือเปรียบเสมือน นายช่างที่เขามีฝีมือดี ก็เลี่อยเล่มเก่าของเขานั่นแหละ ฆ้อนก็อันเก่า สิ่วก็อันเก่า เขาใช้มานานจน มันเป็นศิลป์  มีฝีมือเยี่ยม ชำนาญ เป็นอย่างนั้น เกรดมันดีมาตั้งแต่ต้นโน้น ตั้งแต่เห็นรูปเห็นนาม  เห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็น  นี้แหละทางแท้ๆ  ทางผ่านได้ ตลอด มรรคแท้ๆ พบทางจริงๆ  มันเป็นชัยภูมิของนักรบก็ว่าได้ เราเป็นชาว ชัยภูมิ นั่นมันเป็นภูมิลำเนาที่อยู่ แต่ชัยภูมิที่อยู่ของพระโยคาวจรแล้ว ก็จงอยู่ตรงที่เป็นผู้ดูนะ อย่าเข้าไปเป็นอะไรกับมันง่ายๆนะ ให้เห็นมัน อย่าเข้าไป เป็นอะไรที่มันเกิดขึ้น อันเกี่ยวกับกาย เกี่ยวกับจิตใจ  ให้เราทำหน้าที่เป็นผู้ดู  อย่าเข้าไปเป็นนะ
 
     นี่คือตาวิเศษแท้ๆ มันก็เปลี่ยนไป เป็นชีวิตที่ใหม่เอี่ยมกว่าแต่ก่อน ถ้าจะเปรียบเหมือนรถก็ดังที่ว่ามา ก็ฟิตใหม่แล้วบัดนี้ปกติใช้ได้ ล่วงพ้นจาก สภาพเดิมจริงๆนะ

         ตาวิเศษก็ได้นำพา ท่านดู ท่านรู้ ท่านเห็นอะไรมา ล้วนแต่เป็นเรื่องจริง ที่มีอยู่ในรูปในนามนี้จริงๆ  มันไม่ใช่มานั่งคิดรู้คิดเห็นอย่างโน้นอย่างนี้นะ  เราก็สร้างสติไปอยู่อย่างนั้นแหละ เดินจงกรมไปอยู่อย่างนั้น ตอนนี้ไม่ได้เรียก ว่าคิดนะ ตัวกายตัวจิตตัวรู้ มันรวมกันมาเป็นถึงภาวะที่ดูเข้านะ  มันเป็น ญาณปัญญาหยั่งรู้ทะลุไปเอง  เป็นพลังแห่งปัญญาญาณ  เราก็ดูไป มีสติดี พบเห็นอะไรที่ผ่านมา  หลุดพ้นอะไรมาเรารู้เอง หลุดพ้นมาเองแล้วอย่างไร  สิ่งที่เราพบเห็นมาแล้วนั้น มันเป็นเสมือนกองเชียร์  เป็นกองเชียร ์คล้ายกับ เขาไปแข่งกีฬา  หรือว่าคล้ายกับสิ่งที่เราพบเห็นมานั้น มันเป็นกองเสบียง สนับสนุนไม่ให้เปลี่ยว  สภาวะที่ดูนี้  มันได้หลักมาตั้งแต่โน้นแล้ว มันเป็น เกรดดีนะ  เกรดมาดี  คล้ายกับเราเรียนดี  จบชั้นประถม เข้าชั้นมัธยม และ ชั้นอุดมฯต่อไปอย่างง่ายดาย  เป็นอย่างนั้น บางผู้คน ก็ไม่รู้เหมือนกัน เขา ก็บอกว่ารู้อะไรมามาก พูดได้ดี พูดได้ถูก แต่ว่าการแสดงออกบอกถึงความไม่รู้  การกระทำ คำพูดจาอะไรต่างๆ บอกถึงความไม่รู้นะ หรือ ว่ารู้แบบจำเอามา เขียนตามเขาอย่างนั้น เกรดมันไม่ดี เลยไปไม่ได้

        เหมือนต้นปีที่ผ่านมานี้  มีโครงการบวชเณรภาคฤดูร้อน แล้วก็ส่ง ไปเรียนต่อ 10 กว่ารูป ไปอยู่สำนักเรียนมัธยมภาคกลาง อยู่ได้ปีหนึ่ง ทางสำนักเรียนเขาส่งกลับมาหนึ่งรูป  เขาบอกว่าอ่านหนังสือไม่ได้  จบ ป.6 แล้วอ่านหนังสือไม่ได้ ซ้อมอย่างไรก็ไม่ไหว ช่วยอย่างไรก็ไม่ไหว ก็เลยส่งกลับมาที่วัด ไปไม่ได้  จบ ป.6 อาจเขียนตามเขาอย่างนั้น เลยไปไม่ได้

       ผู้ปฏิบัติธรรมบางคนอาจเป็นอย่างนั้นก็มี    มันไปไม่ได้   ยังถูกสังขารมันหลอกเอา  มารคว้าเอาไปเสีย

        สภาวะที่ดูแล้วเห็น เห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็นนี่ ผ่านได้จริงๆนะ หลุดออก มาได้จริงๆ  เห็นทุกข์ก็หลุดพ้นจากทุกข์ได้จริง  อารมณ์เบื้องต้นตั้งแต่พบเห็น รูปนาม มันปลดปล่อยตัวเองมาเรื่อยๆ  มันลบคงเหลือสูญมาเรื่อยๆ มันกลับ ไม่ได้ เราได้หลักจริงๆ เช่น 5 - 5 มันก็คงเหลือสูญจริงๆ  ตั้งแต่เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เบื้องต้นโน้น ก็เอาทิ้งไว้โน้นแล้ว  อยู่คนละโลกกันแล้ว อยู่คนละพบชาติแล้ว จนมาเห็นสมมติบัญญัติ วัตถุปรมัตถ์ต่างๆ  ก็หลุด ออกมาได้แล้ว เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ เห็นความไม่ใช่ตัวตนอะไร  เอาทิ้งจนเกลี้ยงเกลาสะอาดหมดแล้ว  มันไม่มีรกรุงรังอีกได้แล้ว ความ สะอาดกับความสกปรกมันบอกเรา ความหนักความเบามันบอก จะให้สกปรก อีกได้อย่างไร มันลบสูญมาเรื่อยๆ คล้ายกับเป็นอย่างนั้น

         ธรรมดาเมื่อเราทำอะไรนานๆเข้า ก็ย่อมชำนาญในการนั้นๆ ได้ความ รู้สึกตัว จนกระทั้งถึงภาวะที่ดู รู้เห็นในกาย ในจิตใจ ชำนาญในกาย ชำนาญ ในจิตใจ ง่ายที่จะไม่หลง ง่ายที่จะรู้ เพราะว่าได้ผ่านภูเขาแห่งความขวางกั้น  คือนิวรณ์ธรรม มาได้อย่างชัยชนะ เกิดความพร้อมไป   เห็นความคิด จ๊ะเอ๋กับ ความลักคิดเข้า คล้ายกับว่าความลักคิด มันจะออกมาจากประตู  สภาวะที่ดูนี้   อยู่ที่ประตูนั้นแล้ว  พบเห็นเข้าอย่างจัง  ความลักคิดหมดท่าไปเลย  ฉิบหายไปเลย สมน้ำหน้ามัน   คล้ายกับเป็นอย่างนั้น

          แต่ก่อนมันก็เห็นแต่เห็นแบบกลบเกลื่อน บัดนี้มันเห็นแบบเปิดเผย ตามทัน กลบเกลื่อนไม่ได้อีก  คล้ายกับว่า สภาวะที่ดูนี่เป็นผู้พิพากษาตุลาการ ตัวลักคิดนั้นเป็นจำเลย ยอมรับสารภาพต่อหลักฐาน  จำนนต่อหลักฐาน หนีไม่พ้น ความจริงปรากฏ ไม่มีทางที่จะหลอกลวงหรือกลบเกลื่อนได้อีกต่อไป พ่ายแพ้ไปเลย  ตัวลักคิดนี่แหละคือตัวสมุทัย  ตัวสังขาร  มันหลอกมาตั้งนาน  พึ่งมารู้ทัน ในบัดนี้นี่เอง
 
         มันเป็นชัยนะอีกแบบหนึ่งของชีวิตก็ว่าได้นะ  มันเป็นอดีตรำลึกของชีวิต ขอพูดสักหน่อย    ตอนนั้นก็นั่งอยู่ในกุฏิ  อยู่ทางทิศเหนือของกุฏิหลวงพ่อเทียน  เป็นกุฏิที่มีฝาตีด้วยไม้หีบศพ กระดาษติดก็ยังไม่ได้แกะออก เอามาทำกุฏิหลัง เล็กๆนะ มันเป็นอดีตรำลึกของชีวิตจริงๆ   ป่าพุทธอุทยาน เกือบสามสิบปีโน้น  การทำความเพียร  กระตือรือร้นกันมากนะ ฉันเช้าเสร็จแล้วอุ้มบาตรกลับกุฏิ   อย่างกำหนดจรดจ่อ  มีความรู้สึกตัว   ดูแลตัวเอง  นั่งอยู่ในกุฏิ  เปิดประตูเอาไว้ ครึ่งๆ กลางๆ  หลวงพ่อเทียนบอกไว้ว่า ถ้าทำความเพียรอยู่ในกุฏิ อย่าปิดประตู ทั้งหมด  เปิดเอาไว้  ถ้าผู้ใดปิดประตู ก็คิดว่านอนหลับกลางวัน เวลาหลวงพ่อไป ก็ไม่กล้าเคาะประตูเรียก กลัวว่านอนหลับเสีย

   นี้มันเป็นอดีตรำลึก  มันเป็นตราอยู่ในชีวิตจิตใจจริงๆ   ตาวิเศษได้พบเห็น กับความลักคิดเข้า  ความลักคิดพ่ายแพ้ไปเลย ล้มพังทลาย คล้ายกับเขาเล่น อะไรล่ะ ที่เขากลิ้งไปชนกับของที่เขาตั้งเอาไว้  (โบลิ่ง)  เห็นอยู่ในทีวีนะ มันล้มระเนระนาดไป คล้ายกับอย่างนั้นแหละ ล้มเป็นแถบไปเลย กระทบ กระเทือนไปหลายอย่าง

มีต่อ......


9
ตาวิเศษ - หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

มาลืม ตาวิเศษ  คือ ความรู้สึกตัว คุณลองเอามือทั้งสองข้าง มาวาง คว่ำไว้บนเข่า คุณก็รู้ว่าขณะนี้มือของคุณอยู่ที่ไหน ต่อไปคุณก็ตะแคงมือ ข้างขวาตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้เห็นนะ  แล้วคุณก็ยกมือขึ้นข้างขวาตรงๆพอประมาณ คุณก็รู้อีกเห็นอีก  แล้วคุณก็เอามือข้างขวามาวางไว้ที่ตัก  คุณก็รู้อีก เห็นอีก ต่อไปคุณก็ตะแคงมือข้างซ้ายตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้นะ แล้วคุณยก มือข้างซ้าย ขึ้นตรงๆ พอประมาณ คุณก็รู้อีก แล้วคุณเอามือ ข้างซ้ายมาวาง ซ้อนมือข้างขวา คุณก็รู้อีกเห็นอีก รู้เห็นมือทั้งสองข้าง อยู่ตรงไหน ให้รู้ซื่อๆ ตรงๆ  อย่ารู้แบบเพ่ง  รู้แบบสดชื่นใจ  ตาคุณก็ไม่ต้องหลับ  ทอดสายตาพอดี อย่าก้มเกินไป และอย่ามองไปไกลเกินไป ให้มีความรู้สึกตัวอยู่ที่มือนะ
         
   ต่อไปคุณก็กำหนดยกมือข้างขวาขึ้นเหนือมือข้างซ้ายหน่อยเดียว คุณก็รู้อีก  เคลื่อนไหวมือทีไรให้รู้ มีเจตนาใส่ใจให้รู้สึกตัว แล้วคุณยกมือ ข้างขวาออกไปข้างๆ  คุณก็รู้อีกเห็นอีก  รู้เห็นจริงๆนะ แล้วคุณเอามือ ข้างขวาตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้อีก แล้วคุณคว่ำมือข้างขวาลงไว้บนเข่า คุณก็รู้อีก ให้รู้เป็นครั้งๆ ไป ต่อไปคุณยกมือข้างซ้ายขึ้นหน่อยเดียว คุณก็รู้อีก  แล้วคุณ ยกมือข้างซ้ายออกไปข้างๆ คุณก็รู้นะ แล้วคุณวางมือข้างซ้ายลงตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้เห็นอีก แล้วคว่ำมือซ้ายลงบนเข่า คุณก็รู้อีกเห็นอีก รู้เห็นจริงๆ รู้ที่กาย ที่มือของคุณ

          เอามือของคุณเป็นนิมิต เป็นวัตถุอุปกรณ์ ผลิตความรู้สึกตัว ถ้าคุณรู้ อยู่อย่างนี้นานๆ พบเห็นอยู่อย่างนี้นานๆ หาวิธีที่จะรู้เห็นอยู่ตลอดเวลา  นอกจาก นั้นคุณก็อาจเปลี่ยนอิริยาบถได้

           เดินจงกรม การเดินกำหนดยาวประมาณ 11 ก้าว อย่าให้ยาวจนเกิน ไป ถ้าสั้นก็ประมาณ 5 ก้าว ให้กลับซ้ายที กลับขวาที ให้คุณกำหนดรู้เห็น เหมือนคุณกำหนดมือของคุณที่เคลื่อนไหวเป็นจังหวะไป คุณก้าวทีไรให้รู้ทุกที รู้ทุกก้าว อย่ารู้แบบเพ่ง ให้รู้เป็นครั้งๆไป เหมือนเรานับ หนึ่ง สอง สาม         แต่ไม่ให้นับ ไม่ต้องว่าซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ไม่ต้องว่าอะไร  ให้รู้สึกตัว ว่าก้าวไปก็พอแล้ว ให้รู้ซื่อๆ ตรงๆ อย่าพึงไปเอาเหตุเอาผลอะไร เอาความชอบ ไม่ชอบอะไร ให้รู้แบบบริสุทธิ์ อิสระ อย่ารู้แบบบูดบึ้งคร่ำเครียด

         ให้ทำจิตใจสบายๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส ขยันรู้ หาวิธีที่จะรู้อยู่เสมอ วัตถุที่จะให้รู้ก็มีอยู่จริง มือเคลื่อนไหวทีไร ก็รู้จริงๆ ไม่ใช่คิดรู้นะ  เป็นการ สัมผัสเอานะ เจตนาสร้างเอา ขยันรู้ มากรู้ เป็นวันหลายวันไป ทำใหม่ๆ บางทีมันอาจหลงไปบ้าง ช่างมัน ไม่เป็นไร ตั้งต้นเอาใหม่ ก็รู้ได้อีก
 
   คุณเคยรู้อยู่อย่างนี้สักหนึ่งวันมีบ้างไหม หรือหากว่า คุณพอจะมีเวลา ฝึกตัวเอง ให้รู้สึกตัวอยู่อย่างนี้สักเจ็ดวันจะดีไหม ชีวิตของเราก็มาถึงปูนนี้แล้ว เราอยู่กับตัวรู้ หรือว่าอยู่กับตัวหลง

            การที่จะเปลี่ยนอิริยาบถ  ก็ต้องกำหนดรู้  แม้แต่ความคิดที่จะเปลี่ยน  เราก็ต้องรู้ทันความคิด อย่าให้ความคิดนำไป ให้ความรู้สึกตัวนำไป  หาโอกาส รู้เห็นอย่างนี้มากๆ เข้า เราตั้งใจดูรู้อยู่ที่กาย มันอาจเกิดอาการต่างๆ ให้เราหลง เราตั้งใจจะดูกายเคลื่อนไหวไปมา แต่มันจะมีสิ่งที่จะทำให้เราหลงไป เช่น เวทนา  ความปวดเมื่อย มันเกิดขึ้นของมันเอง เป็นอาการของกาย  เราไม่ได้ไปหาดูมัน  มันเกิดขึ้นมาเองของมัน  อย่าเข้าไปเป็นนะ ให้เห็นมันนะ  อย่ามีตนอยู่ในเวทนา มันเป็นเวทนาของมันเอง

          เรามีตาวิเศษแล้ว เราจะเป็นผู้ดูแล้ว ไม่ใช่เป็นผู้เป็นแล้วนะ อะไร เกิดขึ้นมาเราก็ดู    ไม่มีตนอยู่ในเวทนา ดูมันเห็นมัน มันมีอยู่เป็นอยู่ของมัน อย่างนี้ อะไรเกิดขึ้นมาเราก็เป็นผู้ดู  ที่มันปวดมันเมื่อยนั้น ภาษาธรรม เรียกว่าเวทนา  ภาษาคนเรียกว่ามันสุขมันทุกข์ มันมีอยู่เป็นอยู่คู่กับรูป ทุกข์แบบนี้มันแก้ไม่ได้ มีแต่บรรเทา  อย่าเข้าไปเป็น เข้าไปเกี่ยวข้อง กับอาการ อย่างนี้ให้ถูก ไม่ใช่ตัวตนอะไร

        นี่ตาวิเศษ เราก็เห็นแล้วว่ามันเป็นของมันเช่นนั้นเอง มันมีอยู่เป็นอยู่ ของเขา ใครจะรู้หรือไม่รู้  เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้น  มันเป็นธรรมชาติของเขา อยู่อย่างนั้น  เป็นอาการของเขาอยู่   อย่างนั้น ไม่ใช่ตัวตนอะไร

          ต่อไปมันก็ไปเห็นจิตใจที่มันคิดขึ้นมาอีก  ไม่ให้ไปดูมัน มันคิดขึ้นมาเอง มันลักคิดขึ้นมาเองนะ เราก็เห็นมันอีก อย่าเข้าไปในความคิด อย่ามีตนอยู่ ในความคิด เรามีตาวิเศษแล้ว มีแต่ดูไป เห็นไปตะพึดตะพือไป แล้วเราก็ กลับมาดูกายเห็นกาย ที่มันเคลื่อนไหวไปมาอยู่นี่ เจตนายกมือ เคลื่อนไหว ไปมาอยู่นี่ เดินจงกรมอยู่นี่ หรือเวลาที่เราไม่ได้เคลื่อนไหวมือ เราก็อยู่ใน อิริยาบถอื่น ก็ดูไปเห็นไป ให้ชำนาญในการดูการเห็นไป มีแต่เป็นผู้เห็น ไม่ได้ เข้าไปเป็นผู้เป็น

        แต่ก่อนมีแต่เป็นไปกับอาการต่างๆ  หมดตัวไปกับความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว  ความหิว บัดนี้เราก็รู้จักแยกออกเป็น ว่ากายนี้อันหนึ่ง เวทนาความปวดความเมื่อย ความร้อน ความหนาว ความหิว ก็อันหนึ่ง  ตัวลักคิดไปนั่นก็อันหนึ่ง คิดที่ไม่ได้ตั้งใจคิด เราก็เห็นแล้ว
 
      อย่าไปเชื่อมันทั้งหมดนะความลักคิดนี่   ทำตามความลักคิดทั้งหมดไม่ได้ อย่าให้มันหลอกเอาได้ จะเกิดการผิดพลาดได้

      ความคิดนั้น มันมีอยู่สองลักษณะ คือ ตั้งใจคิดอันหนึ่ง ลักคิดขึ้นมา เองก็อีกอันหนึ่ง  พอเราจะตั้งใจดูกาย มันก็คิดโน้นคิดนี้ไป  อย่าหลงไปกับมัน  อย่ามีตนอยู่ในความคิด  มาดูกายที่มันเคลื่อนไหวอยู่นี่ เจตนาเคลื่อนไหวอยู่นี่ อาศัยกายเป็นนิมิต  เป็นหลัก  เป็นที่เกาะ  เหมือนเราเกาะอยู่หลัก ที่ปักไว้กลาง น้ำไหล เวลาใดเราวางมือมันก็พัดพาเราไป เราก็แหวกว่ายขึ้นมาจับอยู่ที่หลักอีก อันนี้ก็เช่นกัน เวลาที่มันลักคิดไป  คุณก็อย่าหลงไปตามความลักคิดนะ ให้กลับมาดูกายที่มันเคลื่อนไหวอยู่นี่

      นี่ตาวิเศษ มาดูอยู่อย่างนี้ให้มันชำนาญ  ให้มันคุ้นเคยอยู่กับกายไปก่อน อย่าพึ่งไปยุ่งกับความคิด เหมือนกับเราดูหนังสือ  ดูไปดูมามันก็ติด มันจำได้นะ มันรู้เรื่อง ตัวลักคิดก็อันหนึ่ง  ตั้งใจคิดก็อันหนึ่ง เวลาใดที่มันลักคิดไป เราก็รู้สึกตัว คล้ายกับว่า ทักท้วงตัวลักคิด    เมื่อมันลักคิดทีไรรู้ทันมัน  ก็เท่า กับว่าเราได้สอนมัน หัวเราะเยาะมันก็ได้ พอเราเห็นว่ามันลักคิด  ความลักคิด มันก็หยุด มันไม่ประสีประสาอะไร มันไม่ยิ่งใหญ่อะไรหรอก  แต่ถ้าเราไม่รู้ทันมัน มันก็ยิ่งใหญ่ ดึงลากเราไปกับมันได้

     บางทีมันก็มีอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นคู่กับความคิด กลายไปเป็นอารมณ์  ฟุ้งซ่าน  ลังเลเลสงสัย ง่วงเหวาหาวนอนไป เกิดอาการอึดอัดขัดเคืองไป ปรุงแต่ง ไปต่างๆนานา คุณก็อย่าพึงเข้าไปจำนนต่อมัน  ให้ดูมัน เรามีตาวิเศษ แล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นกับกาย กับจิตใจเรา เราก็เป็นผู้ดูมันทั้งนั้น สนุกดู สนุกเห็นมัน มันก็ไม่มีอะไรมาก ดูเข้าจริงๆ มันสรุปให้ว่า  มีแต่กาย เวทนา จิต และธรรม (สติปัฏฐาน 4)  ที่มันเกิดขึ้นกับกาย กับจิตใจ
 
   กายมันก็มีคู่ ความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว หิวกระหาย นั้นมันเป็นอาการของกาย จิตที่มันคิดโน่นคิดนี่ มันก็มีคู่เช่นกัน เช่นความ คิดฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย  ความง่วงเหงาหาวนอน หมู่นี้มันเป็นอาการ ของจิต ให้ดูมันเห็นมัน

     เรามีตาวิเศษแล้ว  ยิ่งดูไปเท่าไรก็ยิ่งเห็นแจ้งเท่านั้น การดูการเห็น มันเป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียนที่ดี ภาวะที่ดูนี้มันก็เกิดความชำนาญ เห็นอะไรมันก็รู้แจ้งไปเอง  แต่ก่อนเราก็ไม่เคยพบเห็น พอพบเห็นเข้าบ่อยๆ มันก็เห็นแจ้งเหมือนเราเห็นผู้คน  ก็จำหน้าจำตากันได้  รู้ถึงนิสัยใจคอ ว่าเป็นคนดีคนชั่วอย่างไร ควรคบหรือไม่ควรคบอย่างไร มันสรุปให้เรา ว่ามันคืออะไร

      กาย เวทนา จิต ธรรม นี้  มันก็คือ รูป กับ นาม เท่านั้น นั่งอยู่นี่ เดินอยู่นี่ คือรูป คิดไปโน่นไปนี่นั้นคือ นาม มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วยกัน แยกกันไม่ออก ถ้าแยกจากกันเมื่อไรก็เน่าไปเลย  ตาวิเศษมันพบเห็นเข้า รู้แล้วพบเห็น เข้าจริงๆ และเป็นจริง มีอยู่เป็นอยู่อย่างนั้น  รูปนี้มันเป็นดุ้น เป็นก้อน ฉิบหายเพราะร้อนเพราะหนาวหิวกระหายหลายๆ อย่าง  ตัวรู้สึกคิดนึก พาลุกพาเดินเคลื่อนไหว รู้อะไรได้นั้นเป็นนาม   มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วย กัน  นั่งอยู่นี้คือ รูป  คิดไปโน้นคือ นาม

     ตาวิเศษมันพบเห็นเข้า  รู้แล้วพบปะเข้าจริงๆ แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้ง ถูกมันหลอกมาตั้งนาน หมดเนื้อหมดตัวไปกับอาการต่างๆของรูปของนาม จำนนต่ออาการต่างๆที่มันสั่งการ สั่งให้หัวเราะ ร้องไห้ สั่งให้รักให้ชัง ทำตามความโกรธ โลภ หลง นึกว่าตัวตนไปเสียทั้งหมด  เป็นขี้ข้ารับใช้ต่อ อาการต่างๆ  จำนนต่ออาการต่างๆที่มันสั่งการ  รูปมันเป็นดุ้นเป็นก้อน  คือ ร่างกายนี้ มันเป็นทาสของนาม เขาสั่งให้ทำอะไรๆ ก็ทำไปหมดทุกอย่าง สั่งให้กินเหล้า  สูบบุหรี่ สั่งให้เอาปืนมายิงตัวเองก็ทำ  สั่งให้แขวนคอตัวเองก็ทำ  สั่งให้กินยาพิษก็กิน   เฉพาะรูปนี้ทำอะไรไม่เป็นดอกนะ ทำดีก็ไม่เป็น ทำชั่ว ก็ไม่เป็น
 
      การยกมือเคลื่อนไหวไปมาอยู่นี้  อะไรมันสั่ง สั่งให้ลุก สั่งให้เดิน สั่งให้นั่ง สั่งให้หัวเราะและร้องไห้ อะไรมันสั่ง  ก็พึ่งมาพบเห็นตัวการมันเข้าแล้วบัดนี้นะ   ที่แท้ก็คือ นาม มันเป็นนาย   รูปกาย มันเป็นบ่าว  ตาวิเศษมาพบเห็นเข้า  พบกับ ความจริงเข้า  มันเปิดเผยออกมา  รูป มันเป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น  ฉิบหายเพราะร้อนหนาวเจ็บไข้ได้ป่วย   ตัวรู้สึกคิดนึกพาลุกพาเดินเคลื่อนไหว รู้อะไรได้นั้นคือ นาม  มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วยกันดังที่ว่ามา

        ตาวิเศษพบเห็นเข้า มันเปิดเผยออกมา รูปมันเป็นธรรมของมันอยู่อย่างนั้น  และมีอาการต่างๆ เป็นคู่กับรูป เช่นความเจ็บไข้ได้ป่วย ความร้อน ความหนาว  นามสัมผัสไม่ได้ แต่มันก็มีอำนาจ มันป่าเถื่อนนะ  ไม่เป็นธรรมต่อรูป  เฉพาะรูปมันก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว  รูปนี้จริงๆ  มันเป็นธรรมชาติ แต่มันก็มีอาการ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูป  เช่นความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว ความ หิวกระหาย มันเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับรูป มันก็กลับไปทบทวนอีกทีหนึ่ง ถ้ารูปไม่รู้จักร้อนหนาว  หิวกระหาย มันก็ไม่ใช่รูป มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น แต่ก่อนเรายังไม่พบเห็น  ก็เอาอาการต่างๆเหล่านั้นมาลงโทษตัวเอง เป็นตัวตน อยู่ในอาการเหล่านั้น

         พอมารู้แจ้งเข้า ก็มอบให้อาการของมันไป ไม่เอามาลงโทษเหมือน เมื่อก่อน  มันไม่ใช่ตัวตนอะไร แต่ก่อนหิวก็เป็นทุกข์ใจ ร้อนหนาวก็เป็นทุกข์ใจ เรื่องของรูป อาการของรูป ก็เอามาเป็นทุกข์ใจ  เรื่องของนาม อาการ ของนามก็เอามาเป็นทุกข์กาย  ทั้งรูปและนามไม่เป็นธรรมต่อกัน  เอามาเป็นตัว เป็นตน  เอาอาการของรูป เอาอาการของนาม มาเป็นตัวเป็นตน มีตัวตนอยู่ใน อาการเหล่านั้นเต็มไปหมด

     พอมาพบเห็นเข้า  ก็มอบให้ธรรมชาติ และอาการของมันไป มันไม่ใช่ตัวตนอะไร มีที่วางมีที่ปล่อย ปลงลงได้ บางอย่างก็บรรเทา  บางอย่าง ก็กำหนดรู้  บางอย่างก็ละออกไป ไม่ได้เอามาเป็นตัวตนเหมือนเมื่อก่อน รู้จัก แจกแจงแยกออกไป ตัวกูก็ลดหดหายไปได้จริงๆ  หลุดพ้นออกจากทุกข์ได้บ้างแล้วบัดนี้นะ

     นามก็คือความรู้สึกคิดนึก  มันก็เป็นธรรมชาติ  และมีอาการเช่นกับรูป  เช่นความลักคิดปรุงแต่ง โกรธ โลภ หลง อึดอัดขัดเคือง เป็นอาการย้อมจิตใจ คือนาม มันไม่ใช่จิตใจ แต่มันเกิดขึ้นกับจิตใจ

     ตาวิเศษเห็นแจ้ง  ว่านั่นคืออาการของนาม ไม่ใช่ธรรมชาติของนาม มันเป็นเพียงอาการเท่านั้น  ถ้าเราไม่รู้แจ้งมันก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ทำลายผู้คน มามากต่อมากแล้ว  มีตัวตนอยู่ในอาการว่าเราโกรธ เป็นผู้โกรธ ทำตามความ โกรธ จนเสียผู้เสียคนมามาก   เกิดเป็นปัญหาต่อสังคม ตาวิเศษเห็นแจ้งเข้า ก็รู้จักแยกแยะออก  จิตใจจริงๆแต่เดิมปกติอยู่ บริสุทธิ์อยู่ แต่อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับจิตใจ ทำให้จิตเศร้าหมองขุ่นมัว  อุปมาเหมือนเมฆมาปิดบังดวงจันทร์ ทำให้เกิดความมืดบอด ไม่เห็นความจริง  เหมือนกับองคุลีมาลได้กล่าวเป็น ภาษิตไว้ว่า

   “แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้ง ประมาทลุ่มหลงมืดบอด บัดนี้เราไม่ประมาท เหมือนเมื่อก่อนแล้วหลุดพ้นจากความมืดบอดแล้ว เหมือนดวงจันทร์พ้น แล้วจากเมฆฉะนั้น”

       ตาวิเศษรู้จักแยกออกจากกันอีก  อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูปกับนามนั้น มันเป็นของที่ไม่เที่ยง  เช่นความโกรธ  โลภ หลง มันไม่เที่ยง เราทำตามมัน ไม่ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะตัวลักคิดนี้นะ คิดขึ้นมาแล้วเกิดโกรธ โลภ หลง มันเป็นกิเลสตัณหาไป  เป็นราคะปรุงแต่งเป็นสังขารไป กลายเป็นภพเป็นชาติไป มันเกิดมันดับอยู่อย่างนั้น
 
        พอเรามีตาวิเศษรู้แจ้งทันมัน  มันก็จบลงอย่างง่ายดาย  มันไม่ใหญ่โต อะไร แล้วมันก็สรุปให้เรา คือ เหตุปัจจัย

         มีแต่ตัวรู้สึกตัว   กับความหลงตัวเท่านั้น   ถ้าเรามีความรู้สึกตัว  ทุกอย่าง มันก็ปกติ  ความรู้สึกตัว เป็นปู่เป็นย่าของความดี ความถูกต้อง เป็นที่เกิดแห่ง ศีล สมาธิ และ ปัญญา
 
     ตัวหลงคือ โมหะ  ก็เป็นปู่เป็นย่าของอกุศลทั้งหลาย  เป็นที่เกิดของ ความโกรธ โลภ หลง เกิดสังขารปรุงแต่ง เป็นทุกข์

       ถ้าเรามีความรู้ตัว  คือ ตาวิเศษดวงนี้ เหมือนกับว่าเราเป็นเจ้าของบ้าน คนดูแลบ้าน  ถ้าบ้านมีเจ้าของก็ปกติปลอดภัย
 
         ความลักคิดนี้มันเถื่อน มันเป็นโสเภณีจิต จิตที่ไม่มีผู้ดูแล  ไม่มีเจ้าของ มันจะคิดอะไรก็ได้  แต่ก่อนเป็นอยู่อย่างนั้น เรายังไม่มีตาวิเศษ เราไม่เห็นมัน บัดนี้เราเห็นมันๆก็อาย ถ้ามันลักคิดทีไร เรารู้ทัน ก็เท่ากับเราได้สอนมันแล้ว เป็นบทเรียนที่ดี เป็นประสบการณ์ที่ดี  เหมือนกับเราสอนลูก ครูสอนนักเรียน  เวลาใดที่ลูกทำผิดเราสอน นักเรียนทำผิดเราสอน  เราเฉลยให้เขา เขาก็ได้ความ ฉลาด  นั้นเป็นบทเรียนที่มีค่ามาก  จงใส่ใจตอนนั้นให้มากๆ  มันเป็น จุดอ่อน จุดผิด   ถูกอยู่ตรงนั้น เวลาใดที่มันผิด เราไม่เห็นมัน  ความผิดก็เอา ไปฟรีเลย เคยตัวจนเป็นนิสัย ก็ด้านไปเลย ทำผิดอย่างหน้าด้านๆไปเสีย

         เรามีตาวิเศษแล้ว เห็นตัวลักคิด แต่ก่อนเราไม่รู้ บัดนี้เรารู้ทันตัวลักคิด รู้ทันทุกครั้งที่   มันลักคิด  พอเห็นมันก็หยุด ก็ชื่อว่าได้สอนมันแล้ว ได้สอนจิต แล้ว ถ้าไม่มีตัวดูมันก็หลงคิดไป  นี่เราเป็นเจ้าของบ้าน เราเฝ้าบ้าน

          แต่ก่อนนี้มันง่ายที่จะหลงคิด บัดนี้มันง่ายที่จะรู้  มีประสบการณรู้เท่า รู้ทัน รู้แจ้ง ว่ามันเป็นอาการอย่างไร เป็นธรรมชาติอย่างไร
 
     ตาวิเศษก็เห็นแจ้งว่า  อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูปกับนามนั้น มัน เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอนอะไร  เหมือนกับว่ามันเป็นของขยะ มันเป็น ของไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตนอะไร   มันก็ไม่ยึดถือว่า เป็นตัว เป็นตนอะไร มันเอาไปทิ้งลงในขยะ คือ ไตรลักษณ์

       ความไม่เที่ยง  ความทุกข์  ความไม่ใช่ตัวตน  มันเป็นขยะ  ความโกรธ โลภ หลง หมู่นั้นมันเป็นขยะ  บัดนี้มันมีที่ทิ้ง  มันเห็นที่ทิ้ง  เหมือนกับว่า ถังขยะอยู่หน้าบ้านของท่าน มันมีที่ทิ้ง ก็เกิดการสะอาดขึ้นมาแล้วบัดนี้  ไม่มีขยะเหมือนเมื่อก่อนนะ แต่ก่อนมีแต่ขยะเต็มไปหมด มีรอยรัก รอยแค้น รอยได้ รอยเสีย โลภ โกรธ หลง เต็มไปหมด บัดนี้มันสะอาดจริงๆ

    ภาวะที่ดูแล้วเห็น  เห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็นนี้ เหมือนกับว่าเข้าอู่ซ่อม ก็ว่าได้นะ มันก็ปกติคืนมาได้จริงๆนะ  มันไม่มีรอย  ถ้าจะเปรียบอีกอย่างหนึ่ง  ก็เหมือนกับว่า  กายใจของเรานี้ เปรียบเสมือนรถมือสอง เคยถูกชนมา ใช้มา มาก  ทรุดโทรมไปหมดเลยนะ   บัดนี้เหมือนกับเข้าอู่ซ่อม ความรู้สึกตัวนี้แหละ เป็นอู่ ภาวะที่ดูที่เห็น ไม่ได้เข้าไปเป็น เป็นนายช่างซ่อม  ก็ทำให้กายใจคืนสู่ ความปกติคืนมาได้จริงๆ  ใหม่เอี่ยมจริงๆ  ล่วงพ้นภาวะเก่าได้จริงๆ

มีต่อ......


10
บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ธรรมะปฏิสันถาร
.......................
   เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พุทธศักราช 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จ
พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมหลวงปู่เป็นการส่วนพระองค์ เมื่อทั้งสองพระองค์ทรงถามถึง
สุขภาพอนามัยและการอยู่สำราญแห่งอิริยาบถของหลวงปู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระราชปุจฉาว่า
"หลวงปู่ การละกิเลสนั้น ควรละกิเลสอะไรก่อน" ฯ
   หลวงปู่ถวายวิสัชนาว่า
   "กิเลสทั้งหมดเกิดรวมอยู่ที่จิต ให้เพ่งมองดูที่จิต อันไหนเกิดก่อน ให้ละอันนั้นก่อน"
****************************

หลวงปู่ไม่ฝืนสังขาร
.....................
   ทุกครั้งที่ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์เสด็จเยี่ยมหลวงปู่
หลังจากเสร็จพระราชกรณียกิจในการเยี่ยมแล้ว เมื่อจะเสด็จกลับ
ทรงมีพระดำรัสคำสุดท้ายว่า
 
ขออาราธนาหลวงปู่ให้ดำรงขันธ์อยู่เกินร้อยปี เพื่อเป็นที่
เคารพนับถือของปวงชนทั่วไป หลวงปู่รับได้ไหม" ฯ
   ทั้งๆ ที่พระราชดำรัสนี้เป็นสัมมาวจีกรรม
ทรงประทานพรแก่หลวงปู่โดยพระราชอัธยาศัย
หลวงปู่ก็ไม่กล้ารับ และไม่อาจฝืนสังขาร จึงถวายพระพรว่า

   "อาตมาภาพรับไม่ได้หรอก แล้วแต่สังขารเขาจะเป็นไปของเขาเอง"
***********************

ปรารภธรรมะเรื่องอริยสัจสี่
.........................
   พระเถระฝ่ายกัมมัฏฐานเข้าถวายสักการะหลวงปู่
ในวันเข้าพรรษาปี 2499 หลังฟังโอวาทและข้อธรรมอันลึกซึ้งข้ออื่นๆ แล้ว
 หลวงปู่สรุปใจความ อริยสัจสี่ให้ฟังว่า

      "จิตที่ส่งออกนอก         เป็นสมุทัย
       ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก   เป็นทุกข์
       จิตเห็นจิต            เป็นมรรค
       ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต      เป็นนิโรธ"
************************

สิ่งที่อยู่เหนือคำพูด
........................
   อุบาสกผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง สนทนากับหลวงปู่ว่า
"กระผมเชื่อว่า แม้ในปัจจุบันพระผู้ปฏิบัติถึงขั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ก็คงมีอยู่ไม่น้อย เหตุใดท่านเหล่านั้นจึงไม่แสดงตนให้ปรากฏ
เพื่อให้ผู้สนใจปฏิบัติทราบว่าท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมนั้นๆ แล้ว
เขาจะได้มีกำลังใจและมีความหวัง เพื่อเป็นพลังเร่งความเพียร
ในทางปฏิบัติให้เต็มที่" ฯ
   หลวงปู่กล่าวว่า
   "ผู้ที่เขาตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดว่าเขารู้แล้วซึ่งอะไร เพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งหมด"
*************************

หลวงปู่เตือนพระผู้ประมาท
.......................
   ภิกษุผู้อยู่ด้วยความประมาท คอยนับจำนวนศีลของตนแต่ในตำรา
คือ มีความพอใจภูมิใจกับจำนวนศีลที่มีอยู่ในคัมภีร์ ว่าตนนั้นมีศีลถึง 227 ฯ
   "ส่วนที่ตั้งใจปฏิบัติให้ได้นั้น จะมีสักกี่ข้อ"
************************

จริง แต่ไม่จริง

.........................
   ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทำสมาธิภาวนา เมื่อปรากฏผลออกมาในรูปแบบต่างๆ
ย่อมเกิดความสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา เช่น เห็นนิมิตในรูปแบบที่ไม่ตรงกันบ้าง
ปรากฏในอวัยวะร่างกายของตนเองบ้าง ส่วนมากมากราบเรียนหลวงปู่เพื่อให้ช่วยแก้ไข
หรือแนะอุบายปฏิบัติต่อไปอีก มีจำนวนมากที่ถามว่า ภาวนาแล้วก็เห็น
นรก สวรรค์ วิมานเทวดา หรือไม่ก็เป็นองค์พระพุทธรูปปรากฏอยู่ในตัวเรา
สิ่งที่เห็นเหล่านี้เป็นจริงหรือ ฯ
   หลวงปู่บอกว่า
   "ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง"
*************************

แนะวิธีละนิมิต
.........................
   ถามหลวงปู่ต่ออีกว่า นิมิตทั้งหลายแหล่ หลวงปู่บอกว่ายังเป็นของภายนอกทั้งหมด
จะเอามาทำอะไรยังไม่ได้ ถ้าติดอยู่ในนิมิตนั้นก็ยังอยู่แค่นั้น ไม่ก้าวต่อไปอีก
จะเป็นด้วยเหตุที่กระผมอยู่ในนิมิตนี้มานานหรืออย่างไร จึงหลีกไม่พ้น
นั่งภาวนาทีไร พอจิตจะรวมสงบก็เข้าถึงภาวะนั้นทันที
หลวงปู่โปรดได้แนะวิธีละนิมิตด้วยว่า
 
ทำอย่างไรจึงจะได้ผล ฯ

   หลวงปู่พูดว่า
   "เออ นิมิตบางอย่างมันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า
วิธีละได้ง่ายๆ ก็คือ อย่าไปดูสิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น ให้ดูผู้เห็น แล้วสิ่งที่ไม่อยากเห็นนั้นก็จะหายไปเอง"
************************

เป็นของภายนอก
........................
   เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2524 หลวงปู่อยู่ในงานประจำปีวัดธรรมมงคล สุขุมวิท กรุงเทพฯ
มีแม่ชีพราหณ์หลายคนจากวิทยาลัยครูพากันเข้าไปถามทำนองรายงานผลของการปฏิบัติวิปัสสนาให้หลวงปู่ฟังว่า
เขานั่งวิปัสสนาจิตสงบแล้ว เห็นองค์พระพุทธรูปอยู่ในหัวใจเขา บางคนว่า ได้เห็นสวรรค์เห็นวิมานของตัวเองบ้าง
บางคนว่าเห็นพระจุฬามณีเจดีย์สถานบ้าง พร้อมทั้งภูมิใจว่า เขาวาสนาดี ทำวิปัสสนาได้สำเร็จ ฯ

   หลวงปู่อธิบายว่า
   "สิ่งที่ปรากฏเห็นทั้งหมดนั้น ยังเป็นของภายนอกทั้งสิ้น จะนำเอามาเป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก"

บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงปู่ฝากไว้
บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
ของพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
รวบรวมบันทึกไว้ โดย
พระโพธินันทมุนี(อดีตพระครูนันทปัญญาภรณ์)
๑ ก.ค.๒๕๒๘


11
แก้ความเข้าใจ ความหมายของบุญ ที่แคบและเพี้ยนไป
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)


บุญกุศลนี้ มีทางทำ ให้เกิดขึ้นได้มากมาย แต่ข้อสำคัญ อยู่ที่จิตใจของโยมเอง
แต่เมื่อเราต้องการให้จิตใจผ่องใส อะไรจะมาช่วยทำ ให้ผ่องใสได้
ตอนนี้เราอาศัยพระประธาน แต่พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า มีวิธีปฏิบัติหลายอย่าง
ที่จะทำให้เกิดบุญกุศล วันนี้จึงขอพูดเรื่องบุญนิดๆหน่อยๆ เพราะคำว่าบุญ
เป็นคำสำคัญในพระพุทธศาสนา และเวลานี้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
คำว่า “บุญ” ก็แคบมาก หรือบางที ก็ถึงกับเพี้ยนไป

แง่ที่ ๑ ยกตัวอย่าง ที่ว่าบุญมีความหมายแคบลงหรือเพี้ยนไปนี่ เช่น เมื่อเราพูดว่าไปทำบุญทำทาน
โยมก็นึกว่าทำบุญ คือถวายข้าวของแก่พระสงฆ์ บุญก็เลยมักจะจำ กัดอยู่แค่ทาน คือ การให้
แล้วก็ต้องถวายแก่พระเท่านั้น จึงเรียกว่า บุญ ถ้าไปให้แก่ชาวบ้าน เช่น ให้แก่คนยากจน
คนตกทุกข์ยากไร้ เราเรียกว่าให้ทาน ภาษาไทยตอนหลังนี้ จึงเหมือนกับแยกกันระหว่าง
ทำบุญกับให้ทาน ทำบุญ คือถวายแก่พระ ให้ทาน คือให้แก่คฤหัสถ์ชาวบ้าน
โดยเฉพาะคนตกทุกข์ได้ยาก

เมื่อเพี้ยนไปอย่างนี้นานๆ คงต้องมาทบทวนกันดู เพราะความหมายที่เพี้ยนไปนี้
กลายเป็นความหมายในภาษาไทย ที่บางทียอมรับกันไปจนคิดว่าถูกต้องด้วยซํ้า
แต่พอตรวจสอบด้วยหลักพระศาสนาแล้ว ก็ไม่จริง เพราะว่าทานนั้นเป็นคำ กลางๆ

การถวายของแก่พระ ที่เราเรียกว่าทำ บุญนั้น เมื่อว่าเป็นภาษาบาลี
จะเห็นชัดว่าท่านเรียกว่าทานทั้งนั้น แม้แต่ทำ บุญอย่างใหญ่ที่มีการถวายของแก่พระมากๆ
เช่นถวายแก่สงฆ์ ก็เรียกว่า สังฆทาน ทำบุญทอดกฐิน ก็เรียกว่ากฐินทาน
ทำบุญทอดผ้าป่า ก็เป็น บังสุกุลจีวรทาน ไม่ว่าถวายอะไร ก็เป็นทานทั้งนั้น
ถวายสิ่งก่อสร้างในวัด จนถวายทั้งวัด ก็เรียกเสนาสนทาน หรือวิหารทาน ทานทั้งนั้น

ในแง่นี้ จะต้องจำไว้ว่า ทานนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำบุญ
เมื่อเราพูดว่าทำบุญ คือ ถวายของพระ บุญก็เลยแคบลงมาเหลือแค่ทานอย่างเดียว
 ลืมนึกไปว่า ยังมีวิธีทำบุญอื่นๆ อีกหลายอย่าง นี้ก็เป็นแง่หนึ่งละ

แง่ที่ ๒ ก็คือความแคบในแง่ที่เมื่อคิดว่า ถ้าให้แก่คนตกทุกข์ได้ยาก หรือแก่ชาวบ้าน
ก็เป็นทานแล้ว ถ้าเข้าใจเลยไปว่า ไม่เป็นบุญ ก็จะยุ่งกันใหญ่ ที่จริงไม่ว่าให้แก่ใคร
ก็เป็นบุญทั้งนั้น จะต่างกันก็เพียงว่า บุญมาก บุญน้อยเท่านั้นเอง

การวัดว่าบุญมากบุญน้อย เช่นในเรื่องทานนี้
ท่านมีเกณฑ์ หรือมีหลักสำหรับวัดอยู่แล้วว่า

๑. ตัวผู้ให้ คือทายกทายิกา มีเจตนาอย่างไร
๒. ผู้รับ คือปฏิคาหก มีคุณความดีแค่ไหน
๓. วัตถุ หรือของที่ให้ คือไทยธรรม๑ บริสุทธิ์ สมควร เป็นประโยชน์เพียงใด

ถ้าปฏิคาหก คือผู้รับ เป็นผู้มีศีล มีคุณธรรมความดี ก็เป็น
บุญมากขึ้น ถ้าปฏิคาหกเป็นคนไม่มีศีล เช่นเป็นโจรผู้ร้าย เราก็ได้บุญน้อย
เพราะดีไม่ดีให้ไปแล้ว เขากลับอาศัยผลจากของที่เราให้ เช่น
ได้อาหารไปกินแล้วร่างกายแข็งแรง ก็ยิ่งไปทำการร้ายได้มากขึ้น กลับเกิดโทษ

วัตถุสิ่งของที่ถวาย ถ้าบริสุทธิ์ ได้มาโดยสุจริต เป็นของที่
เป็นประโยชน์ มีคุณค่าแก่ผู้ที่รับไป สมควรหรือเหมาะสมแก่ผู้รับนั้น
เช่น ถวายจีวรแก่พระสงฆ์ แต่ให้เสื้อแก่คฤหัสถ์ เป็นต้น ก็เป็นบุญมาก

ส่วนตัวผู้ให้ก็ต้องมีเจตนาที่เป็นบุญเป็นกุศล ตั้งใจดี
ยิ่งถ้าเจตนานั้นประกอบด้วยปัญญา ก็มีคุณสมบัติดีประกอบมากขึ้น ก็ยิ่งได้บุญมาก

เป็นอันว่า การให้เป็นทานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะถวายแก่พระหรือ
จะให้แก่คฤหัสถ์ชาวบ้าน จึงต้องมาทบทวนความหมายกันใหม่ว่า
๑.ได้บุญ ไม่ใช่เฉพาะถวายแก่พระ
๒.บุญ ไม่ใช่แค่ทาน

*************************
แก้ความเข้าใจ ความหมายของบุญ ที่แคบและเพี้ยนไป
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)

จากหนังสือ ก้าวไปในบุญ


12
สนทนาธรรมตามกาลเป็นมงคลอุดม  - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

กาเลน ธมฺมสฺสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
การปฤกษาไต่ถาม หรือการสดับธรรมตามกาล ตามสมัย
พระบรมศาสดาตรัสว่าเป็นมงคลความเจริญอันอุดมเลิศ


หมู่เรา ต่างคนก็มุ่งหน้าเพื่อศึกษามาเองทั้งนั้น
ไม่ได้ไปเชื้อเชิญนิมนต์มา
ครั้นมาศึกษามาปฏิบัติก็ต้องทำจริงปฏิบัติจริง
ตามเยี่ยงอย่างพระบรมศาสดาจารย์เจ้า
และสาวกขีณาสวะเจ้าผู้ปฏิบัติมาก่อน

เบื้องต้นพึงพิจารณา สัจจธรรมคือของจริงทั้ง 4 ได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
อันท่านผู้เป็นอริยบุคคล ได้ปฏิบัติกำหนดพิจารณามาแล้ว เกิด เราก็เกิดมาแล้ว
คือร่างกายอันเป็นอยู่นี้มิใช่ก้อนเกิดหรือ? แก่ เจ็บ ตาย ก็ก้อนอันนี้แล
เมื่อเราพิจารณา อยู่ในอิริยาบถทั้ง 4 เดินจงกรมบ้าง ยืนกำหนดพิจารณาบ้าง
นอนกำหนดพิจารณาบ้าง จิตจะรวมเป็นสมาธิ รวมน้อยก็เป็นขณิกสมาธิ
คือจิตรวมลงภวังค์หน่อยหนึ่งแล้วก็ถอนออกมา ครั้นพิจารณาอยู่ไม่ถอย
จนปรากฏเป็นอุคคหนิมิต จะเป็นนอกก็ตาม ในก็ตาม

ให้พิจารณานิมิตนั้นจนจิตวางนิมิตรวมลงสู่ภวังค์
ตำรงอยู่นานพอประมาณแล้วถอยออกมา
สมาธิในชั้นนี้เรียกว่า อุปจารสมาธิ
 
พึงพิจารณานิมิตนั้นเรื่อยไป จนจิตรวมลงสู่ภวังค์เข้าถึงฐีติจิต เป็น อัปปนา
สมาธิปฐมฌาน ถึงซึ่งเอกัคคตา ความมีอารมณ์เดียว ครั้นจิตถอยออกมา
ก็พึงพิจารณาอีกแล้วๆ เล่าๆ จนขยายแยกส่วนเป็นปฏิภาคนิมิตได้ต่อไป
คือพิจารณาว่าตายแล้วมันจะเป็นอะไรไปอีก มันจะต้องเปื่อยเน่า
ผุพังยังเหลือแต่ร่างกระดูก กำหนดทั้งภายใน
คือกายของตนทั้งภายนอกคือกายของผู้อื่น

โดยให้เห็นส่วนต่างๆ ของร่างกายว่าส่วนนี้เป็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ
เส้นเอ็นน้อยใหญ่มีเท่าไร กระดูกท่อนน้อยท่อนใหญ่มีเท่าไร โดยชัดเจนแจ่มแจ้ง
กำหนดให้มันเกิดขึ้นมาอีกแล้วกำหนดให้มัน ยืน เดิน นั่ง นอน
แล้วตายสลายไปสู่สภาพเดิมของมัน
คือไปเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ถึงฐานะเดิมของมันนั้นแล

เมื่อกำหนดจิตพิจารณาอยู่อย่างนี้ ทั้งภายนอกทั้งภายใน ทำให้มาก ให้หลาย
ให้มีทั้งตายเก่าตายใหม่ มีแร้งกาสุนัขยื้อแย่งกัดกินอยู่ ก็จะเกิดปรีชาญาณขึ้น
ตามแต่วาสนาอุปนิสัยของตน ดังนี้แล ฯ

สนทนาธรรมตามกาลเป็นมงคลอุดม  - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

บ้านจอมยุทธ


13
ความเสียสละกับความเห็นแก่ตัว - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ความเสียสละกับความเห็นแก่ตัวผิดกันมากนะ
ถ้าการเสียสละไปที่ไหนเย็นไปหมด

ถ้าความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัว
เอารัดเอาเปรียบ ไปที่ไหนร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ


ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคม นี่แถวทางของกิเลสเป็นอย่างนั้น แถวทางของธรรมไปที่ไหน
สมัครสมานได้หมดเรียกว่าธรรม การทำบุญให้ทานนอกจากผู้มาเกี่ยวข้องได้รับการเสียสละ
จากเราแล้วบุญกุศลเป็นของเราๆ อันที่ออกไปนั้นเป็นส่วนหยาบนะ วัตถุต่างๆ ที่เราไปทานนั้น
เป็นส่วนหยาบที่จะยังกุศลเป็นส่วนละเอียดให้เกิดขึ้นภายในใจ ให้พากันเข้าใจ

วัตถุที่ทานไปนั้นไม่ได้ขึ้นสวรรค์-นิพพานที่ไหน ความเสียสละออกไปจากใจนี่
จะหนุนเราให้ไปสวรรค์นิพพาน โดยอาศัยวัตถุหยาบเป็นเครื่องหนุน ให้พากันจำเอาไว้

จอมปราชญ์ทั้งหลายชมเชยตลอด ทานบารมี พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์มีทานบารมี
เป็นพื้นฐานทุกพระองค์ไม่เว้นเลย การเสียสละเป็นพื้นฐานสำหรับโพธิสัตว์ที่ปรารถนา
ความเป็นพระพุทธเจ้า มีความเสียสละเป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นบริษัทบริวารท่านจึงมากทีเดียว
บรรดาโพธิสัตว์ที่ไหนบริษัทบริวารมาก มากจริงๆ เพราะความเสียสละ

เสียสละจนกระทั่งถึงชีวิตจิตใจท่านก็เสียสละได้
เวลาไปจนตรอกจนมุมนี้ เช่นพาเพื่อนฝูงบริษัทบริวารไปเที่ยวหากิน
ถูกนายพรานเขาดัก เขาจะฆ่าให้ฉิบหายหมด ท่านเป็นหัวหน้าไปโพธิสัตว์
นี่ดูซิถ้าธรรมดาหัวหน้าจะแหวกหนี ปล่อยให้บริษัทบริวารตายเรียบเลย
นี้ไม่เป็นอย่างนั้น

เวลาไปเจอข้าศึกที่เขาดักข้างหน้าไม่มีทางออกแล้ว
จำเป็นจริงๆ ไม่มีทางออกท่านสู้เลย ท่านเตือนบริษัทบริวารให้วิ่งย้อนหลังให้หมด
เราจะเข้าสู่สงครามคนเดียวตัวเดียว วิ่งเข้าหานายพราน
เขาดักหน้าดักหลัง แทนที่จะพาเพื่อนฝูงหรือใครวิ่งหนี ไม่ไปนะ

นี่ละความเสียสละท่าน

ความเสียสละกับความเห็นแก่ตัว - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


14
ความดีของพระพุทธศาสนา - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

ความดีของพระพุทธศาสนา
พระราชสุทธิญาณมงคล

   
(ที่ยกมาหนึ่งในล้าน)

   การฆ่าสัตว์  และฆ่ามนุษย์  เพื่อบูชายันหมดไป
   หลักคำสอนเรื่องอนิจจัง  เกิดขึ้น
   หลักคำสอนเรื่องอนัตตา  เกิดขึ้น

   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนมีเมตตาซึ่งกันและกัน
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักหักห้ามใจ
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักสิทธิเคารพสิทธิ
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนมีคำสัตย์ไม่กลับกลอก
   พระพุทธศาสนา  ชี้ให้เห็นสติปัญญาเป็นเรื่องที่สำคัญ

   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักให้อภัย
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักสงเคราะห์ผู้ที่มีกำลังที่ด้อยกว่า
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนกตัญญูต่อผู้มีพระคุณทั้งหลาย
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนไม่ประมาท  มัวเมาหลงไหล
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักสามัคคี

   พระพุทธศาสนา  ชี้สิ่งที่เป็นโทษกับชีวิต (อบายมุข ๖)
   มีบุคคลกลุ่มหนึ่งออกบวชเป็นดุจถ่วงของสังคม
   ญาติของผู้ออกบวชเป็นดุจถ่วงอีกทางหนึ่ง
   คุณธรรมที่เป็นนามธรรมถูกแปลออกมาเป็นรูปธรรม
   เกิดบุคคลผู้เสียสละในทางพระศาสนาขึ้นมากมาย

   เกิดผู้รับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ขึ้นมามากมาย
   เกิดมีผู้รักชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ขึ้นมากมาย
   ทำให้คนทั้งชาติเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
 
   เป็นนักค้าขาย  ก็ขายยาเสพติดให้โทษ  ขายคน  หลอกลวงคนไปขาย
   เป็นลูกก็อกตัญญู  สำนึกคุณของพ่อแม่ผู้มีพระคุณให้กำเนิดมาไม่ได้
   เป็นพ่อแม่  ก็ไม่รับผิดชอบต่อลูก  ละเลยต่อภาระหน้าที่

ความดีของพระพุทธศาสนา - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

ความดีของพระพุทธศาสนา
พระราชสุทธิญาณมงคล


15
แสงสว่างทั้งหลายสว่างเหนือปัญญาไม่มี - 22 ส.ค.26 - หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม





16
งานหลวงปู่หลุย - 28 ธค 27 - หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

17
จิตวิเวก 28 ส.ค.41 - หลวงปู่ขาน ฐานวโร





youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

18
การบริหารเวลา 12 ก.ย.41 - หลวงปู่ขาน ฐานวโร




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

19
11 - ตั้งสมณศักดิ์ สื่อความหมายอะไร - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

20
10 - ถวายเทียน 9 วัด ได้บุญมากพอไหม - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

21
คาถารัก รับ"วาเลนไทน์" จากท่าน ว.วชิรเมธี

พระนักเทศน์ชื่อดัง "ว.วชิรเมธี" มอบคาถาแด่หนุ่มสาววัยรุ่นผู้กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก เนื่องในเทศกาลวันวาเลน์ไทน์ แนะ "รักด้วยสมอง แต่อย่ารักขึ้นสมอง" ชี้วาเลนไทน์ปีนี้ตรงเทศกาลตรุษจีน หลายบ้านเชื้อสายจีนจัดไหว้เจ้า สอนวัยรุ่นสืบทอดธรรมเนียมบรรพบุรุษ เตือนพ่อแม่และครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ ซื้อหาไม่ได้ตามห้างสรรพสินค้า ปฏิบัติหน้าที่ลูกหลานที่ดีก่อนค่อยออกไปเที่ยวกับคนรักก็ยังไม่สาย
       
       วันนี้ (13 ก.พ.) พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว. วชิรเมธี พระนักเขียนและนักเทศน์ชื่อดัง กล่าวว่า สำหรับปีนี้เนื่องด้วยเทศกาลขึ้นปีใหม่ของคนจีนและเทศกาลแห่งความรักของตะวันตกบังเอิญเป็นช่วงเดียวกัน จึงอยากฝากคำแนะนำเกี่ยวกับความรักทั้งในรูปแบบของรักแบบคนรักและรักแบบครอบครัวเพื่อเป็นข้อคิดให้เด็ก เยาวชน ตลอดจนคนหนุ่มสาวนำไปคิดและปฏิบัติให้เหมาะสมกับเทศกาลและสถานการณ์
       
       "สำหรับคนหนุ่มคนสาวหรือคนมีแฟนที่กำลังตั้งหนั้นตั้งตารอวันแห่งความรัก 14 ก.พ. ก็ขอให้รักด้วยสมอง แต่อย่ารักขึ้นสมอง เป็นเรื่องสำคัญมาก วัยรุ่นบ้านเราส่วนใหญ่มักจะรักขึ้นสมอง คิดว่าความรักเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความรักเป็นแค่บันไดขั้นหนึ่งของชีวิตเท่านั้น และสำหรับคู่รักที่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนที่กำลังชั่งใจว่าจะเลือกไปเที่ยวกับคนรักดีหรือจะไปไหว้เจ้ากับบรรพบุรษดีนั้น พระอาจารย์แนะนำว่าควรเลือกทางสายกลาง"
       
พระมหาวุฒิชัย กล่าวต่อไป
อยากให้วัยรุ่นและคนหนุ่มสาว
ให้ความสำคัญต่อสถาบันครอบครัวก่อน
และอยู่ร่วมไหว้เจ้าไหว้บรรพบุรุษ กับครอบครัวเสียก่อน
จากนั้นค่อยนักคนรักออกไปเที่ยวก็ยังไม่สาย

       
       "ที่แนะนำให้เดินสายกลางก็เพราะ ถ้าเรารักแฟนจนขึ้นสมอง เลือกออกไปกับแฟน เราก็จะไม่ได้ใจพ่อแม่ แต่ถ้าเราจะเอาใจพ่อแม่ ให้ความสำคัญกับครอบครัวอย่างเดียว เราก็ไม่ได้ใจแฟน ทางที่ดีคือหาทางออกที่จะดูแลทั้งสองทางให้ได้พร้อมๆ กัน ก็คืออาจจะอยู่กับครอบครัว ให้เวลากับครอบครัว อยู่ไหว้เจ้าตามธรรมเนียมของที่บ้านให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยออกไปกับแฟน และสำหรับคนที่กำลังคิดจะทิ้งที่บ้านและออกไปกับแฟนเลยโดยไม่สนใจหรือใส่ใจกับธรรมเนียบปฏิบัติของครอบครัวนั้น อยากเตือนว่าสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา เป็นสิ่งที่มีค่า เราไม่สามารถหาซื้อพ่อแม่ได้ตามห้างสรรพสินค้า ถ้าไม่มีพวกท่านก็ไม่มีเราในทุกวันนี้ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญแก่พ่อแม่และครอบครัวเป็นอันดับ1 อยากให้เด็กวัยรุ่นเปลี่ยนมุมมองจากความรักที่มีต่อคนรักแบบชู้สาว มาเข้าใจและซาบซึ้งกับความรักและความสัมพันธ์ในครอบครัว อันนี้ก็ความรักนะคุณโยม ความรักในครอบครัวนี้ยิ่งใหญ่ นั่นก็คือความกตัญญูไงล่ะ"
       
       พระนักเทศน์ผู้มีคำสอนดีๆ มาฝากสังคมอย่างสม่ำเสมอท่านนี้ ยังได้ฝาก "คาถารัก"
มอบแด่ประชาชนทุกคนในช่วงเทศกาลแห่งความรัก เป็นแผนที่ชีวิตเพื่อนำไปศึกษา
ให้ถ่องแท้และนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์กับชีวิตว่า
       
"จงรักชาติแต่อย่าคลั่งชาติ จงรักดีแต่อย่าติดดี
จงรักงานแต่อย่าบ้างาน จงรักเงินแต่อย่าบูชาเงิน
จงรักมนุษยชาติแต่อย่าหลงลืมคนที่อยู่รอบๆ ตัวเรา
และที่สำคัญจงรักคนที่เขาเกลียดเรา
เพราะเขามีต้นทุนคือความรักในหัวใจน้อยเกินไป
ถ้าคุณสามารถรักคนที่เกลียดคุณ และเห็นคุณเป็นศัตรูได้
มันจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก

อยากให้พึงระลึกไว้ด้วยว่า ความรักที่ลอยพ้นอัตตา
คือรักที่สามารถเยียวยาโลกทั้งผอง"


พระมหาวุฒิชัยทิ้งท้าย

คาถารัก รับวาเลนไทน์ - ท่าน ว.วชิรเมธี
     
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กุมภาพันธ์ 2553 14:49 น.


22
ส่วนผสมของเหล้า มีไรมั่งมาดูกัน - พระพยอม กัลยาโณ

ส่วนผสมของเหล้า
วันหนึ่งไอ้ขี้เมามันเดินเข้ามาหาพระในวัด... มันบอกว่า
หลวงพี่ชอบด่าคนกินเหล้า... ว่าโง่ยิ่งกว่าหมา...
อยากจะทดสอบหลวงพี่หน่อย... ที่หลวงพี่บอกว่าเหล้าไม่ดีนะ...
หลวงพี่รู้หรือ เปล่าว่า... เหล้านะมีส่วนผสมอะไรบ้าง..?

หลวงพ่อก็ตอบไปว่า..เรื่องง่ายๆ... ทำไมพระจะไม่รู้ คนโบราณเขาเล่าว่า...
เหล้ามันผสมด้วยเลือดสัตว์ 5 ชนิด... คือ...

1. เลือดเสือ... กินเข้าไปแล้วดุมาก...มึงช่วยหามกูไปตีกับมันหน่อย...
 
2. เลือดงู....กินแล้วเดินไม่ตรงทาง...คดไปคดมา...

3. เลือดนก......กินแล้วคุยทั้งวันทั้งคืน...ไม่รู้เอาเรื่องอะไรมาพูด...
 
4. เลือดหมู..... กินแล้วนอนตรงไหนก็นอนได้..หมาเลียปากก็ไม่รู้สึก...
 
5. เลือดหมา....กินแล้วเห่าตะพึด...กระทั้งลูกเมียตัวเองมันก็จะกัด...

พูดเสร็จอาตมาก็รีบเดินเข้ากุฏิ...เพราะพระไม่มีประกันชีวิต..

จากคำเทศนาของ
พระพิศาลธรรมพาที (พระพยอม กัลยาโณ)


23
บุญที่ถูกลืม... - พระไพศาล วิสาโล

“ คุณนายแก้ว ” เป็นเจ้าของโรงเรียนที่ชอบทำบุญมาก
เป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าทอดกฐินอยู่เนือง ๆ
ใครมาบอกบุญสร้างโบสถ์วิหารที่ไหน ไม่เคยปฏิเสธ
เธอปลื้มปิติมากที่ถวายเงินนับแสน
สร้างหอระฆังถวายวัดข้างโรงเรียน
แต่เมื่อได้ทราบว่านักเรียนคนหนึ่งไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน
ค้างชำระมาสองเทอมแล้ว
เธอตัดสินใจไล่นักเรียนคนนั้นออกจากโรงเรียนทันที


“ สายใจ ” พาป้าวัย ๗๐ และเพื่อนซึ่งมีขาพิการ
ไปถวายภัตตาหารเช้าที่วัดแห่งหนึ่ง
ซึ่งมีเจ้าอาวาสเป็นที่ศรัทธานับถือของประชาชนทั่วประเทศ
เช้าวันนั้นมีคนมาทำบุญคับคั่ง จนลานวัดแน่นขนัดไปด้วยรถ
เมื่อได้เวลาพระฉัน ญาติโยมก็พากันกลับ
สายใจพาหญิงชราและเพื่อนผู้พิการ
เดินกะย่องกะแย่งฝ่าแดดกล้าไปยังถนนใหญ่
เพื่อขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน
ระหว่างนั้นมีรถเก๋งหลายสิบคันแล่นผ่านไป
แต่ตลอดเส้นทางเกือบ ๓ กิโลเมตร
ไม่มีผู้ใจบุญคนใดรับผู้เฒ่าและคนพิการขึ้นรถเพื่อไปส่งถนนใหญ่เลย
เหตุการณ์ทำนองนี้มิใช่เป็นเรื่องแปลกประหลาดในสังคมไทย

“ ชอบทำบุญแต่ไร้น้ำใจ ”

เป็นพฤติกรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่ชาวพุทธ

ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า
คนไทยนับถือพุทธศาสนากันอย่างไร จึงมีพฤติกรรมแบบนี้กันมาก
เหตุใดการนับถือพุทธศาสนา จึงไม่ช่วยให้คนไทย
มีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่ทุกข์ยาก
การทำบุญไม่ช่วยให้คนไทย มีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นเลยหรือ
หากสังเกตจะพบว่าการทำบุญของคนไทย มักจะกระทำต่อสิ่งที่อยู่สูงกว่าตน
เช่น พระภิกษุสงฆ์ วัดวาอาราม พระพุทธเจ้า เป็นต้น
แต่กับสิ่งที่ถือว่าอยู่ต่ำกว่าตน เช่น คนยากจน หรือสัตว์น้อยใหญ่
เรากลับละเลยกันมาก (ยกเว้นคนหรือสัตว์ที่ถือว่าเป็น “ พวกกู ” หรือ “ ของกู ”)
แม้แต่เวลาไปทำบุญที่วัด เราก็มักละเลย สามเณรและแม่ชี
แต่กุลีกุจอเต็มที่กับพระสงฆ์


อะไรทำให้เราชอบทำบุญ กับสิ่งที่อยู่สูงกว่าตน
ใช่หรือไม่ว่า เป็นเพราะเราเชื่อว่าสิ่งสูงส่งเหล่านั้น
สามารถบันดาลความสุข
หรือให้สิ่งดี ๆ ที่พึงปรารถนาแก่เราได้
เช่น ถ้าทำอาหารถวายพระ บริจาคเงินสร้างวัดหรือพระพุทธรูป
ก็จะได้รับความมั่งมีศรีสุข มีอายุ วรรณะ สุข พละ เป็นต้น
หรือช่วยให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ มีความสุขสบายในชาติหน้า
ในทางตรงข้ามสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าเรานั้น
ไม่มีอำนาจที่จะบันดาลอะไรให้เราได้
หรือไม่ช่วยให้เราสุขสบายขึ้น
เราจึงไม่สนใจที่จะช่วยเหลือเผื่อแผ่ ให้แก่สิ่งเหล่านั้น
นั่นแสดงว่าที่เราทำบุญกันมากมาย
ก็เพราะหวังประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ
ดังนั้นยิ่งทำบุญด้วยท่าทีแบบนี้ ก็ยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้น
ผลคือจิตใจยิ่งคับแคบ ความเมตตากรุณาต่อผู้ทุกข์ยากมีแต่จะน้อยลง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การทำบุญแบบนี้กลับจะทำให้ได้บุญน้อยลง
แน่นอนว่าประโยชน์ย่อมเกิดแก่ผู้รับอยู่แล้ว
เช่น หากถวายอาหาร อาหารนั้นย่อมทำให้พระสงฆ์
มีกำลังในการศึกษาปฏิบัติธรรมได้มากขึ้น
แต่อานิสงส์ที่จะเกิดแก่ผู้ถวายนั้นย่อมไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
เพราะเจือด้วยความเห็นแก่ตัว
ยิ่งถ้าทำบุญ ๑๐๐บาทเพราะหวังจะได้เงินล้าน
บุญที่เกิดขึ้นย่อมน้อยลงไปอีก
เพราะใช่หรือไม่ว่านี่เป็นการ  “ ค้ากำไรเกินควร ”


บุญที่ทำในรูปของการถวายทานนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเงินก็ตาม
จุดหมายสูงสุดอยู่ที่ การลดความยึดติดถือมั่นในตัวกูของกู
ยิ่งลดได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้นิพพาน อันเป็นประโยชน์สูงสุด
ที่เรียกว่า “ ปรมัตถะ ” ซึ่งสูงกว่าสวรรค์ในชาติหน้า ( สัมปรายิกัตถะ)
หรือความมั่งมีศรีสุขในชาตินี้ (ทิฏฐธัมมิกัตถะ)
 
แต่หากทำบุญ เพราะหวังแต่ประโยชน์ส่วนตน
อยากได้เข้าตัวมาก ๆ แทนที่จะสละออกไป ก็ยิ่งห่างไกลจากนิพพาน
หรือกลายเป็นอุปสรรค ขวางกั้นนิพพานด้วยซ้ำ
อันที่จริงอย่าว่าแต่นิพพานเลย
แม้แต่ความสุขในปัจจุบันชาติ ก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก
เพราะจิตที่คิดแต่จะเอานั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์

ในทานมหัปผลสูตร อังคุตตรนิกาย
พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระสารีบุตรว่า
ทานที่ไม่มีอานิสงส์มาก ได้แก่

“ทานที่ให้อย่างมีใจเยื่อใย
ให้ทานอย่างมีจิตผูกพัน
ให้ทานอย่างมุ่งหวังสั่งสมบุญ ”


รวมถึง ทานที่ให้เพราะต้องการเสวยผลในชาติหน้า เป็นต้น


พิจารณาเช่นนี้ก็จะพบว่าทานที่ชาวพุทธไทยส่วนใหญ่ทำกันนั้น
หาใช่ทานที่พระองค์สรรเสริญไม่
นอกจากทำด้วยความมุ่งหวังประโยชน์ในชาติหน้าแล้ว
ยังมักมีเยื่อใยในทานที่ถวาย กล่าวคือทั้ง ๆ ที่ถวายให้พระสงฆ์ไปแล้ว
ก็ยังไม่ยอมสละสิ่งนั้นออกไปจากใจ แต่ใจยังมีเยื่อใยในของชิ้นนั้นอยู่

เช่น เมื่อถวายอาหารแก่พระสงฆ์แล้ว
ก็ยังเฝ้าดูว่าหลวงพ่อจะตักอาหาร “ ของฉัน ” หรือไม่
หากท่านไม่ฉัน ก็รู้สึกไม่สบายใจ คิดไปต่าง ๆ นานา
นี้แสดงว่ายังมีเยื่อใยยึดติดผูกพันอาหารนั้นว่าเป็นของฉันอยู่
ไม่ได้ถวายให้เป็นของท่านอย่างสิ้นเชิง
เยื่อใยในทานอีกลักษณะหนึ่งที่เห็นได้ทั่วไป
ก็คือ การมุ่งหวังให้ผู้คนรับรู้ว่าทานนั้น ๆ ฉันเป็นผู้ถวาย
 
ดังนั้นตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ของใช้ต่าง ๆ ไม่ว่า ถ้วย ชาม แก้วน้ำ หม้อ โต๊ะ เก้าอี้
ตลอดจนขอบประตูหน้าต่างในโบสถ์ วิหารและศาลาการเปรียญ
จึงมีชื่อผู้บริจาคอยู่เต็มไปหมด กระทั่งพระพุทธรูปก็ไม่ละเว้น
ราวกับจะยังแสดงความเป็นเจ้าของอยู่
หาไม่ก็หวังให้ผู้คนชื่นชมสรรเสริญตน
การทำบุญอย่างนี้ จึงไม่ได้ละความยึดติดถือมั่นในตัวตนเลย
หากเป็นการประกาศตัวตนอีกแบบหนึ่งนั่นเอง


การทำบุญแบบนี้ แม้จะมีข้อดีตรงที่ช่วยอุปถัมภ์วัดวาอาราม
และพระสงฆ์ให้ดำรงอยู่ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง
ก็ไม่ส่งเสริมให้ผู้คน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน
โดยเฉพาะการช่วยเหลือ ผู้ทุกข์ยากหรือไร้อำนาจวาสนา
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่เมืองไทยมีวัดวาอารามใหญ่โตและสวยงามมากมาย
แต่เวลาเดียวกัน ก็มีคนยากจนและเด็กถูกทอดทิ้งเป็นจำนวนมาก
ไม่นับสัตว์อีกนับไม่ถ้วนที่ถูกละเลย หรือถูกปลิดชีวิตแม้กระทั่งในเขตวัด


อันที่จริงถ้ามองให้กว้างกว่าการทำบุญ
ก็จะพบปรากฏการณ์ในทำนองเดียวกัน
นั่นคือคนไทยนิยมทำดี กับคนที่ถือว่าอยู่สูงกว่าตน
แต่ไม่สนใจที่จะทำดี กับคนที่ถือว่าต่ำกว่าตน
เช่น ทำดี กับเจ้านาย คนรวย ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง
ทั้งนี้ก็เพราะเหตุผลเดียวกัน คือคนเหล่านั้นให้ประโยชน์แก่เราได้
( หรือแม้เขาจะให้คุณได้ไม่มาก แต่ก็สามารถให้โทษได้ )


ประโยชน์ในที่นี้ ไม่จำต้องเป็นประโยชน์ทางวัตถุ
อาจเป็นประโยชน์ทางจิตใจก็ได้
เช่น คำสรรเสริญ หรือการให้ความยอมรับ
ประการหลังคือ เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนไทย
ขวนขวายช่วยเหลือฝรั่งที่ตกทุกข์ได้ยากอย่างเต็มที่

แต่กลับเมินเฉย หากคนที่เดือดร้อนนั้น
เป็นพม่า มอญลาว เขมร หรือกะเหรี่ยง
ใช่หรือไม่ว่า คำชื่นชมของพม่าหรือกะเหรี่ยง
ความหมายกับเรา น้อยกว่าคำสรรเสริญของฝรั่ง


บุคคลจะได้ชื่อว่าเป็นคนใจบุญ
ไม่ใช่เพราะนิยมทำบุญ กับสิ่งที่อยู่สูงกว่าตนเท่านั้น
หากยังยินดีที่ จะทำบุญกับสิ่งที่เสมอกับตน
หรืออยู่ต่ำกว่าตนอีกด้วย
แม้เขาจะไม่สามารถให้คุณให้โทษแก่ตนได้
ก็ช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ
ทั้งนี้เพราะมิได้หวังผลประโยชน์ใด ๆ
นอกจากความปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์
นี้คือกรุณาที่แท้ในพุทธศาสนา
การทำดีโดยหวังผลประโยชน์
หรือยังมีการแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติอยู่
ย่อมไม่อาจเรียกว่าทำด้วยเมตตากรุณาอย่างแท้จริง

จะว่าไปแล้ว ไม่เพียงความใจบุญหรือความเป็นพุทธเท่านั้น
แม้กระทั่งความเป็นมนุษย์ก็วัดกันที่ว่า
เราปฏิบัติอย่างไรกับคนที่อยู่ต่ำกว่าเรา หรือมีอำนาจน้อยกว่าเรา
หาได้วัดที่การกระทำต่อคน ที่อยู่สูงกว่าเราไม่

ถ้าเรายังละเลยเด็กเล็ก ผู้หญิง คนชรา คนยากจน คนพิการ คนป่วย
รวมทั้งสัตว์เล็กสัตว์น้อย แม้จะเข้าวัดเป็นประจำ บริจาคเงินให้วัด
อุปถัมภ์พระสงฆ์มากมาย ก็ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นคนใจบุญ
เป็นชาวพุทธ หรือเป็นมนุษย์ที่แท้


ไม่ผิดหากจะกล่าวว่า นี้เป็นเครื่องวัดความเป็น
ศาสนิกที่แท้ในทุกศาสนาด้วย
แม้จะปฏิบัติตามประเพณี พิธีกรรมทางศาสนาอย่างเคร่งครัด
แต่เมินเฉยความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์
หรือยิ่งกว่านั้น คือกดขี่ บีฑา ผู้คนในนามของพระเจ้า
ย่อมเรียกไม่ได้ว่าเป็นศาสนิกที่แท้
จะกล่าวไปใยถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ในแง่ของชาวพุทธ การช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยากเดือดร้อน
ทั้ง ๆ ที่เขาไม่สามารถให้คุณให้โทษแก่เราได้
เป็นเครื่องฝึกใจให้มีเมตตากรุณา
และลดละความเห็นแก่ตัวได้เป็นอย่างดี
ยิ่งทำมากเท่าไร จิตใจก็ยิ่งเปิดกว้าง อัตตาก็ยิ่งเล็กลง
ทำให้มีที่ว่างเปิดรับความสุขได้มากขึ้น
ยิ่งให้ความสุขแก่เขามากเท่าไร
เราเองก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น


สมดังพุทธพจน์ว่า

“ ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข ”
เป็นความสุขที่ไม่หวังจะได้รับ
แต่ยิ่งไม่อยาก ก็ยิ่งได้
ในทางตรงข้ามยิ่งอยาก ก็ยิ่งไม่ได้

 
เมื่อใจเปิดกว้าง ด้วยเมตตากรุณา
เราจะพบว่าไม่มีใคร ที่อยู่สูงกว่าเราหรือต่ำกว่าเรา
ถึงจะเป็นพม่า มอญ ลาว เขมร กะเหรี่ยง ลัวะ ขมุ
เขาก็มีสถานะเสมอเรา คือเป็นเพื่อนมนุษย์
และเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย กับเรา

แม้แต่สัตว์ ก็เป็นเพื่อนเราเช่นกัน
จิตใจเช่นนี้คือจิตใจของชาวพุทธ
และเป็นที่สถิตของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
การทะนุบำรุงพุทธศาสนาที่แท้
ก็คือการบำรุงหล่อเลี้ยงจิตใจเช่นนี้
ให้เจริญงอกงามในตัวเรา

ในลูกหลานของเรา และในสังคมของเรา
หาใช่การทุ่มเงิน สร้างโบสถ์วิหารราคาแพง ๆ
หรือสร้างพระพุทธรูป ให้ใหญ่โตที่สุดในโลกไม่

ดังนั้นเมื่อใดที่เราเห็นคนทุกข์ยาก
ไม่ว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน
เชื้อชาติอะไร ต่ำต้อยเพียงใด อย่าได้เบือนหน้าหนี
ขอให้เปิดใจรับรู้ความทุกข์ของเขา
แล้วถามตัวเองว่าเราจะช่วยเขาได้หรือไม่ และอย่างไร

เพราะนี้คือโอกาสดีที่เราจะได้ทำบุญ
ลดละ อัตตาตัวตน และบำรุงพระศาสนาอย่างแท้จริง

บุญที่ถูกลืม...- พระไพศาล วิสาโล
ที่มา  ทำดี.เน็ต

คัดลอกจาก...มติชน ฉบับเดือน มีนาคม 2552


24
ต่อ ......

อีกประการหนึ่ง ความทุกข์ที่เกิดจากชรานั่น มันหมายถึงว่าเราไม่พอใจ ในการที่ร่างกายเปลี่ยแปลงไป เราไม่อยากให้ผมหงอก อยากจะให้ดำขลับอยู่ตลอดเวลา แล้วว่าหงอกแล้วก็อุตส่าห์หายาย้อมผมมา ย้อมไว้หลอกตัวเองไปวันหนึ่งๆ พอดูกระจกก็รู้ว่ามันยังดำอยู่ ความจริงไม่จำเป็นอะไร ที่จะต้องหลอกตัวเองอย่างนั้น ให้เรานึกพอใจว่า ผมขาวมันก็เข้าทีเหมือนกัน แสดงลักษณะของความเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้มีอายุ แล้วก็จะได้เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ ให้เราไม่ประมาทมัวเมาในชีวิต ในความเป็นอยู่ แต่ถ้าเราไม่ย้อมให้มันดำ เมือมันขาวแล้ว ก็เท่ากับว่าเราหลอกตัวเอง เรามันยังเป็นคนชอบหลอกตัวเองอยู่ แล้วก็หลอกมันเรื่อยๆ ไป ว่าเราผมมันยังไม่หงอก ไม่ชรา อันนี้เขาเรียกว่าฝืนกฎธรรมดา

พออยู่หน่อยร่างกายของเรามันเปลี่ยนไปตามสภาพ แต่ว่าเราไม่อยากให้เปลี่ยน คนทุกคนไม่ชอบแก่ทั้งนั้น ไม่ชอบให้ผมหงอก ไม่ชอบให้ฟันหลุด ไม่ชอบให้ตามืด หูตึง ไม่ชอบให้ผิวหนังเหี่ยว ไม่ชอบให้เป็นคนหลังค่อมหลังโกง ไม่ชอบความชำรุดทรุดโทรมทุกส่วนของร่างกาย เราอยากให้มันคงเดิม ความทุกข์ก็เกิดขึ้นตรงนี้ ทุกข์เกิดขึ้นก็เพราะว่า เราไม่ยอมรับความแก่ของสังขารร่างกาย เราอยากจะไม่ให้มันแก่ เมื่อไม่ชอบความแก่เราก็เป็นทุกข์

แต่ถ้าเรารู้ว่า ความแก่นี้มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเกิดต้องมีแก่คนทุกคน หนีไม่พ้น ในชีวิตของเราทุกวินาทีนี่เราแก่อยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นเด็กก็เรียกว่าแก่ขึ้น เป็นหนุ่มก็แก่ขึ้น พอเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวก็เริ่มแก่ลง เพราะว่าความแก่นี้มันขึ้นอยู่กับเวลาปรุงแต่งของร่างกาย บางคนก็แก่ลงช้า แต่บางคนก็แก่ลงเร็ว

คนที่แก่ลงเร็ว ก็คือคนที่ชอบเอายาพิษใส่เข้าไปในตัว เช่น คนชอบดื่มเหล้า ชอบเที่ยวกลางคืน อดหลับอดนอน คนประเภทนี้แก่เร็ว ร่างกายชำรุดทรุดโทรมเร็ว แต่ถ้าเป็นคนรู้จักรักษาอนามัย พักผ่อนเป็นเวลา รับประทานอาหารถูกต้อง ความแก่ก็ช้า แต่ว่ารวมแล้วมันก็แก่นั่นแหละ หนีไปจากความแก่ไม่พ้น เราต้องแก่เป็นธรรมดา แต่ว่าจิตใจเรานี่มันไม่ยอมแก่ ถ้าใครมาทักเราว่า "หือ ปีนี้ดูแก่ไป" ไม่มีใครชอบสักคนเดียว แต่ถ้าเขาทักเราว่า "เออ ดูยังหนุ่มแข็งแรงดีนี่" เรายิ้มชอบอกชอบใจ

คนเรามันชอบหลอกไม่ชอบจริง เพราะไม่ชอบของจริงนี่และจึงเป็นทุกข์เรื่อยไป แต่ถ้าเรายอมรับความจริงเสีย เช่นเรื่องความแก่นี่ ยอมรับมันเสีย รับว่าแก่แล้ว ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ไม่รู้เมื่อไหร่จะต้องแตกต้องดับละยอมรับอย่างนั้น พอเรายอมรับว่าเรายอมแก่ ปัญหาเรื่องความแก่จะไม่เป็นทุกข์แก่เรา ชราปิ ทุกขา จะไม่เกิดในใจ เพราะเรายอมรับความแก่ยอมให้มันแก่ไปตามเรื่อง การรักษาการบริหารร่างกายก็ทำไปตามเรื่อง แต่ไม่ใช่ทำด้วยความอยากมากเกินไป เราทำตามหน้าที่

หน้าที่จะต้องรักษาร่างกายเพื่อใช้ ใช้ทำอะไร ใช้สำหรับประพฤติความงามความดี ล้างบ่อยๆ อัดฉีดบ่อยๆ ขับค่อยๆ
อย่าให้มันเร็วเกินไป จนกระทั่งว่าเสียรูปเสียโฉมไป รถคันนั้นก็ใช้ได้นาน ร่างกายของเรานี้ก็เหมือนกัน

พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า เรามันแก่เป็นธรรมดา เรารับรู้ว่าเราจะต้องแก่ แต่ว่าเราก็ต้องรักษาตามหน้าที่ อย่างนี้เรียกว่า เป็นคนรู้จักใช้ร่างกายให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช้ให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน เพราะความเข้าไปยึดถือว่า เราไม่แก่ อันนี้เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับความแก่ เป็นทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์ก็อยู่ที่ ความคิดถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ถ้าคิดถูกความทุกข์มันก็น้อย ถ้าคิดไม่ถูก ก็เกิดความทุกข์ขึ้น เพราะความแก่เป็นธรรมดา

อันต่อไปท่านเรียกว่า พยาธิ คือ ความเจ็บไข้ ก็เป็นความทุกข์ของจิตใจ คนเราตามปกตินั้น ไม่มีใครชอบความไข้ แต่ว่าความเจ็บไข้ก็ต้องเกิดขึ้น อันการเกิดขึ้นของโรคภัยไข้เจ็บนั้น โรคบางอย่างเกิดเพราะความประมาท แต่โรคบางอย่างนั้น มันเกิดของมันตามธรรมชาติ เราไม่รู้สาเหตุของมัน เช่น โรคมะเร็ง เป็นต้น เราไม่รู้สาเหตุว่ามันเกิดเพราะอะไร ทำอย่างไรจึงได้เกิดโรคนั้นขึ้น ไม่มีใครรู้ แม้วิชาการแพทย์สมัยใหม่จะเจริญก้าวหน้า ก็ยังค้นหาสมุฏฐานของโรคนี้ยังไม่ได้ว่ามันเกิดมาจากเรื่องอะไร ก็พูดได้เพียงว่าธรรมชาติของร่างกาย บางคนมันอาจจะเป็นโรคนี้ขึ้นได้ เป็นโรคที่ตรงนั้นตรงนี้ หรือเป็นมะเร็งในเส้นโลหิต แล้วก็รักษาไม่ได้ ร่างกายก็ต้องเจ็บป่วย จนกระทั่งหมดลมหายใจ

แต่ว่าถ้าปกติโรคอันใดที่เกิดเพราะความประมาท เพราะไม่รักษาตัว อันนี้เราต้องป้องกันได้ การป้องกันก้คือว่าเรียนให้มันรู้ ว่าพาหะของโรคคืออะไร สมุฏฐานของโรคอยู่ที่ไหน มันจะเกิดได้โดยวิธีใด แล้วเมื่อเกิดแล้วเราควรจะรักษาอย่างไร เรื่องนี้มันต้องไปถามหมอ เขาก็จะแนะนำให้

คนเราบางทีก็ประมาท เป็นอะไรนิดหน่อย ร่างกายผิดปกติ ไม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่ไปหาหมอตี๋ตามร้านขายยา "ฉันเป็นหวัด กินยาอะไรดี" เจ้าตี๋ก็จัดยาให้ เอาไปเคี้ยวไปกินกันตามเรื่อง กินจนกระทั่งว่าหนัก พอหนักแล้วจึงไปหาหมอ อันนี้มันไม่ถูกเรื่อง เรียกว่าอยู่ในวิสัยของความประมาท เมื่อเรารู้สึกว่าร่างกายผิดปกติ ควรรีบไปรักษาทันที ให้หมอตรวจเสียโดยเร็ว การรีบไปทันท่วงทีนั้น ประหยัดเวลา ประหยัดเงิน แล้วก็ไม่ต้องเสียเวลาทำมาหากิน

เพราะเริ่มเป็นหมอตรวจรู้สมุฏฐาน ให้ยาสกัดโรคนั้นมันก็หายไว เราก็จะได้ทำงานทำการต่อไป เงินทองที่จะใช้จ่ายในการเยียวยาก็น้อย เพราะเรารีบรักษา พระพุทธเจ้าท่านสอน อย่าให้ประมาท แต่ถ้าเราประมาทไม่ไปรัษา โรคมันแรงแล้ว ต้องกินยามาก ต้องฉีด ต้องนอนโรงพยาบาล บางทีต้องนอนตั้งเดือนสองเดือน เสียเวลาทำมาหากิน เสียเงินเสียทองเข้าไปมากมาย อันนี้เป็นเรื่องที่เรียกว่า ผิดอยู่ในชีวิดมนุษย์เราไม่ใช่น้อย

ในหลักธรรมะท่านจึงสอนไม่ให้ประมาท ถ้ารู้สึกว่าร่างกายผิดปกติรีบไปหาหมอเสีย ไม่ต้องเกรงใจหมอดอก หมอเขามีหน้าที่รักษาคนป่วย แต่ถ้าป่วยหนักแล้วไปหาหมอ นี่หมอรำคาญ รำคาญว่าทำไมไม่ให้ตายเสียก่อนแล้วเอาศพมาให้รักษา หมอนึกอย่างนั้น ถ้าหมอพูดได้แกคงพูดว่า "เอามาให้รักษาทำไม เอาศพมาดีกว่า" แต่หมอก็รักษามารยาทไม่พูดอย่างนั้น แต่ว่าเรานี้ไม่รู้จักรักษาตัวก็ลำบาก

ความเจ็บไข้ได้ป่วย ทำให้คนเป็นทุกข์ก็เพราะว่า เราไม่สบายใจในขณะที่มีความเจ็บเกิดขึ้น นอนเป็นทุกข์ นั่งเป็นทุกข์ กินก็เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา เพราะเรื่องโรคภัยไข้เจ็บอันนี้คือทุกข์ประการหนึ่ง ที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ใครก็ได้ ทีนี้การแก้ไขปัญหาในเรื่องความทุกข์ อันเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าเรามีความเจ็บป่วยเกิดขึ้น เราก็ต้องพิจารณาด้วยปัญญา

พิจารณาว่าความเจ็บป่วยนี้ เป็นเรื่องของร่างกาย เป็นเรื่องที่เราจะต้องรักษา เวลานี้เราไม่กินยาอยู่แล้ว แต่ว่ายานี่ไม่ใช่ยาพิษ เหมือนเรื่องนิทานที่เขาเล่าไว้ พอกินยาปุ๊บโรคหายปั๊บ มันไม่มีอย่างนั้น มันต้องช้าๆ กินยาแล้วต้องคอยเวลา ให้ยามันออกฤทธิ์ไปแก้ไขในบางส่วนของร่างกายก่อน เราอย่าใจร้อน อย่าอยากให้หายเร็วเกินไป แต่บอกตัวเองว่าเวลานี้เราป่วย เราได้รัยประทานยาแล้ว เราก็ต้องนอนทำใจเย็นๆ อย่าใจร้อน อย่าคิดมาก อย่าวุ่นวาย ให้พิจารณาร่างกายนี้ว่า เป็นสิ่งเปราะ หักง่าย แตกง่าย อาจจะเจ็บจะไข้ลงไปเมื่อใดก็ได้ ถ้าว่าร่างกายป่วย ใจเราเป็นทุกข์เพราะร่างกาย ก็เรียกว่าป่วยทั้งกาย ทั้งใจ

แต่ถ้าเราถือว่าร่างกายป่วย ใจเราจะไม่ป่วยตามร่างกาย แต่ว่าเราจะใช้ใจสำหรับคิดค้นให้เกิดปัญญา ให้รู้จักประสบการณ์ของชีวิต ให้ถือว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นเป็นบทเรียน เป็นบทสอบไล่กำลังใจของเรา ว่าเราเป็นผู้ศึกษาธรรมะได้อ่านหนังสือธรรมะไว้บ้าง ได้ฟังธรรมะไว้บ้าง เวลาปกติก็ไม่รู้ว่าใจมันเป็นอย่างไร กำลังใจจะรู้ได้ก็เมื่อตกอยู่ในอันตราย ถ้าไม่มีอันตรายเกิดขึ้น เราก็ไม่รู้กำลังใจของเรา เมื่อใดเราเจ็บไข้ได้ป่วย เราก็จะได้ทดสอบกำลังใจ ว่าเรามีความพอใจในการที่เราป่วย
 
การรักษาเป็นหน้าที่ของหมอ ในเรื่องร่างกาย แต่ว่าเรื่องใจเป็นหน้าที่ของเราเอง เราจะทำใจให้เย็น ทำใจให้ดี จะไม่เกิดความวิตกทุกข์ร้อนในเรื่องไข้เจ็บ ให้พอใจที่จะนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงคนไข้ อย่าไปคิดถึงเรื่องที่ยังไม่มาถึง อย่าไปคิดถึงเรื่องที่มันผ่านพ้นไปแล้ว แต่ว่าเราคิดถึงเรื่องเฉพาะหน้า ที่เรากำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ ว่าเราควรจะคิดอย่างไร ใจจะสบาย จะไม่วุ่นวายจะไม่เดือดร้อน ควรจะทำตนให้เป็นคนกินยาง่าย เลี้ยงง่าย ไม่ต้องให้คนอื่นพลอยเป็นทุกข์กับเรา เราจะรับความทุกข์เสียคนเดียว แล้วก็ทำใจให้สบาย

ให้พอใจในสภาพที่กำลังได้รับ หรือนึกเสียว่าไข้นี้ก็ดีเหมือนกันจะได้นอนเสียบ้าง ไม่เจ็บไม่ป่วยไม่ค่อยได้พักผ่อน เวลาเจ็บป่วยนี่ถือว่ามานอนพักผ่อน ถ้ามานอนที่โรงพยาบาล ก็ถือว่ามาพักผ่อนที่โรงพยาบาล แล้วขณะที่พักผ่อนที่โรงพยาบาลก็ดูเพื่อนใกล้เคียง ว่าเขาเป็นอย่างไร คนเหล่านั้นก็ป่วยเหมือนกับเราเหมือนกัน ไม่ใช่ป่วยแต่เราคนเดียว

คนบางคนพอมีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งเป็นโรคภัยไข้เจ็บก็นึกเอาว่า แหม! เรานี่มันอาภัพอับโชคเสียเหลือเกิน ป่วยอย่างนี้หนักที่สุด เจ็บที่สุดในโลก นึกให้มันหนักเกินไป ความจริงไม่ได้หนักอะไรดอก เรามานึกเอาเอง เมื่อหลายปีมาแล้วไปที่โรงพยาบาลศิริราช ไปเยี่ยมคนๆ หนึ่งแกเป็นเจ้าหน้าที่รถไฟ ซึ่งปกติก็เรียกว่าเดินไปเดินมาเรื่อย เพราะอยู่แผนกเดินรถ ทีนี้เกิดอุบัติเหตุ ขาขาดต้องตัด แล้วก็ไปนอนที่โรงพยาบาล ไปนอนอยู่ในตึกนั้น คนไข้เกี่ยวกับเรื่องกระดูกเรื่องตัดอะไรทั้งนั้น อาตมาไปถึงก็ชวนคุย คุยแล้วก็ลองถามว่าเป็นอย่างไร มาป่วยอยู่โรงพยาบาลนี่จิตใจเป็นอย่างไร

แกก็บอกว่า แหม! วันแรกๆ นี่เอาการ มีความทุกข์ มีความไม่สบายใจ เพราะว่านึกถึงขาที่มันหายไป นึกว่าหายไปก็เดินไม่สะดวก จะทำงานทำการก็ไม่สะดวก มันต้องมีขาไม้ใส่เข้ามา เวลาเดินเหินมันไม่คล่อง เที่ยวนึกไปถึงกาลข้างหน้า ในเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของชีวิต เลยก็นอนระทมตรมตรอมใจ แต่ว่าวันต่อๆ มาเห็นคนป่วยที่เขานอนป่วยบางคนป่วยมา ๖ เดือนแล้ว บางคนป่วยมาปีหนึ่งแล้ว บางคนนอนคว่ำอยู่ท่าเดียว ๓ เดือนนอนหงายไม่ได้ แล้วก็มีต่างๆ แกดูคนเหล่านั้น จากเตียงนี้กับเตียงโน้นเขาคุยกัน หัวเราะกัน หยอกล้อกันไป คุยกันไปสนุกสนาน แกมองๆ เขาก็ได้บทเรียน

ได้บทเรียนว่ากูนี่มันโง่ มานอนเป็นทุกข์อยู่คนเดียว คนอื่นที่หนักกว่าเราเขาไม่ทุกข์ เขายิ้มหัวสบายใจ เลยก็เปลี่ยนจิตใจได้ พอใจในการที่ตนไม่มีขาข้างหนึ่ง แล้วก็นึกว่าข้างหน้าอย่างไรก็ช่างมันเถอะ เราทำใจให้สบายดีกว่า เลยคุยกับคนไข้ใกล้เคียง หัวเราะหัวไห้ร่าเริงกันไปตามเรื่อง นี้เขาเรียกว่า รู้จักหมุนจิตใจให้เข้ากับเหตุการณ์

คนเราที่เป็นทุกข์นี่เพราะว่าไม่รู้จักเปลี่ยนใจ ให้เหมาะแก่เหตุการณ์ แดดออกจ้าอยู่เราพอใจในแสงแดด พอฝนตกลงมากลับไม่พอใจฝน นี่หมุนจิตใจ ถ้าเราหมุนจิตใจ พอฝนตกก็เออ! ดีเหมือนกันมันร้อนมาหลายวันแล้ว เย็นเสียหน่อยก็ดีแล้ว เราก็ไม่เป็นทุกข์เพราะเรื่องฝน เจ็บไข้ได้ป่วยก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่เจ็บไม่ป่วย เราก็ไปไหนมาไหนได้ พอไปนอนที่โรงพยาบาลก็นึกว่า เออ ดีเหมือนกัน ไม่ได้มาเห็นคนเจ็บคนป่วย ไม่ได้มีโอกาสเอาธรรมะมาพิจารณา อันนี้ไม่ต้องไปทำงาน อารมณ์เยอะแยะ ที่จะเป็นบทเรียนสอนจิตสะกิดใจ ดูสิ่งเหล่านั้นมองสิ่งเหล่านั้น ในแง่ของธรรมะ แล้วก็สอนตัว จิตใจก็สบายขึ้น ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน คนป่วยที่ใจสบายนั้นมันหายไวแต่คนป่วยที่ใจเป็นทุกข์นี่หายช้า เพราะฉะนั้น เราอยากจะหายช้าหรือว่าหายไว ใครๆ ก็อยากจะหายไวๆ เมื่ออยากจะหายไวๆ ก็อย่าทำใจให้เป็นทุกข์ แต่จงทำใจให้สบายมองในแง่ดีเสีย ความทุกข์อันเกิดขึ้นจากความเจ็บป่วยนั้นก็จะหายไป นี้ประการหนี่ง

อีกประการหนึ่ง ท่านบอกว่า การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ อันนี้มาก การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์นี่มาก คนเมื่อก่อนนี้ไม่มี แต่ต่อมามันมีอะไรขึ้นมา พอมีอะไรขึ้นมาเท่านั้นแหละ ใจมันเป็นอย่างไร ความยึดถือในสิ่งนั้นก็เกิดขึ้น ยึดถือว่าสิ่งนี้ของข้า ของฉัน ของเราขึ้นมาทีเดียว ความยึดถือในใจนั้นแหละ ที่มันเป็นมูลฐานที่จะทำให้เกิดทุกข์ เพราะความพลัดพราก เช่นว่าเราอยู่ในครอบครัวสามีภรรยาอยู่ด้วยกันมา อยู่กันมาตั้งแต่หนุ่มสาว แล้วก็จนแก่เฒ่า ก็ตายไปคนหนึ่ง ภรรยาตายก่อนบ้าง สามีตายก่อนบ้าง ใครคนหนึ่งตายไป คนที่อยู่ข้างหลังก็เป็นทุกข์ทุกข์เพราะอะไร เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่เรารักเราชอบใจ

เราเคยอยู่กันมา บางทีก็บ่นพิรี้พิไร แล้วคิดในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แล้วเวลานั่งก็เป็นทุกข์ นอนก็เป็นทุกข์ ยืน เดิน กิน อยู่เป็นทุกข์ทั้งนั้น ความทุกข์อย่างนี้เกิดจากพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มารดาที่มีลูกน้อยที่น่ารัก น่าเอ็นดู เลี้ยงดูมา เกิดมาใหม่ๆ ยังไม่ได้เลี้ยง ตายก็ไม่ค่อยเป็นทุกข์เท่าไร แต่ถ้าเลี้ยงมาพอนั่งได้นอนได้ ยิ้มหัวเราะได้พูดจาได้คำสองคำ พอเห็นแม่ร้องว่า มะ มะ ขึ้นมาแล้วก็แหม! น่ารักน่าเอ็นดู พอเด็กนั้นมาตายลงไป แม่นี้ไม่เป็นตัวเอง ร้องไห้ร้องห่มเป็นทุกข์เสียเหลือเกิน เพราะลูกชายจากไป อย่างนี้เป็นทุกข์มาก

มีมารดาคนหนึ่งเมื่อ ๒ ปีก่อน ลูก ๒ คนไปโรงเรียนไปรับเองกลัวลูกจะเป็นอันตราย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่นั่นแหละ ไปรับลูก ลูกเดินไปข้างหน้าแม่ รถยนต์คันหนึ่งมันเป็นรถชนิดที่เรียกว่ารถมฤตยู ขับมาเฉี่ยวเอาลูก ๒ คนตายไปต่อหน้าต่อตา แม่ไม่ตายเฉี่ยวเอาลูก ๒ คนตาย บอกว่ามันติดตามาตลอดเวลา เป็นทุกข์ตลอดเวลา พูดอะไรให้ฟังแกก็บอกว่า มันเสียใจ ถามว่าเสียใจเรื่องอะไรเสียใจว่ามันตายไปต่อหน้าต่อตา เราอยู่กับเขาแท้ๆ ยังป้องกันเขาไม่ได้ แล้วใครมันจะป้องกันใครได้
 
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า สัตว์โลกนี้ไม่มีผู้ป้องกัน ไม่มีผู้ต้านทาน ใครจะมาป้องกันใครไม่ให้แก่ก็ไม่ได้ ป้องกันใครไม่ให้เจ็บก็ไม่ได้ ป้องกันไม่ ให้ตายก็ไม่ได้ แต่ไม่คิดในความจริงข้อนั้น นึกถึงภาพว่าลูกตายไปต่อหน้า เสียใจว่าอยู่เฉพาะหน้ายังช่วยไม่ได้ แล้วความจริงนั้นใครจะช่วยใครได้ คนที่ตายๆ ตายเฉพาะหน้าทั้งนั้น คนเจ็บลูกหลานมานั่งดูอยู่ บอกว่าดูใจ จะได้เห็นใจ ความจริงก็ได้เห็นอะไร คนที่นั่งอยู่นั้นเห็นอะไรมั่ง เปล่านั่งดูเฉยๆ เท่านั้นเอง คนตายปกติไม่ทุรนทุราย นอนหลับตาหายใจเบาลงๆ ก็ดับวูบไป จะเห็นใจได้อย่างไร ไม่ได้เห็นใจแต่ว่าเห็นร่างกายของผู้ตายเท่านั้น แต่เราพูดกันอย่างนั้นอยู่ เพื่อได้เห็นใจกัน ความจริงไม่เห็น แล้วคนตายก็พูดไม่ได้ พูดไม่ออก เราพูดพร่ำก็ไม่ได้ยิน เพราะเวลาไกล้ตายนั้นหูอื้อตาลายมองอะไรไม่เห็น ฟังอะไรก็ไม่รู้ แต่ลูกหลานก็อุตส่าห์เข้าไปเป่าข้างหูมั่ง อะไรมั่ง อยากจะแนะนำว่า อย่าไปยุ่งอย่างนั้น คนจะตายนี่อย่าไปยุ่ง นั่งดูเฉยๆ อย่ารบกวน บีบตรงนั้น นวดตรงนี้ ทางที่ดีที่สุดเวลาเราไปเฝ้าคนไข้หนัก อย่าไปยุ่ง ให้หมอทำเรื่องของหมอไป หมอเขาให้หยูกให้ยาไปตามเรื่อง แต่คนถึงขั้นโคม่า เจ็บหนักใกล้จะหมดลมหายใจ เรานั่งเฉยๆ อย่าไปร้องไห้ร้องห่ม แสดงอาการให้มันวุ่นวาย นั่งเฉยๆ เงียบๆ ให้นึกถึงว่า เออ มนุษย์เราเกิดมาก็เท่านี้แหละ จะตายอยู่แล้ว อะไรๆ ก็เอาไปไม่ได้ นึกไปในรูปอย่างนั้นดีกว่า อย่าไปรบกวนคนป่วยให้วุ่นวาย

บางคนไปกอดอกซบหัววุ่นวายไปหมด อย่าไปทำอย่างนั้น ให้นั่งเฉยๆ ดูท่านไป เวลาท่านหมดลมท่านก็วูบไป ตาหลับ บางทีก็ไม่หลับ แต่ว่าลมหายใจไม่มี เงียบไปเอง แล้วก็รู้ว่าหมดลมหายใจอันนี้จะดีกว่า อย่าไปเที่ยววุ่นวายกับท่าน คนแก่บางคนสั่งเลย บอกว่าเวลากูเจ็บหนักใกล้จะตาย อย่ามายุ่งนัก นั่งดูเฉยๆ กูจะทำจิตทำใจอะไรของกูเอง กูฟังเทศน์ฟังธรรมมาเยอะแล้ว ไม่ต้องมาสอนกูตอนนั้นดอก

เพราะท่านเคยเห็นว่าลูกหลานนี่มันวุ่นวายตอนนั้น แล้วคนป่วยนั้นถึงไม่ถึงขั้นโคม่าก็อย่าไปยุ่ง อย่าไปถามรบกวน แล้วคนแก่ก็เหมือนกัน เรื่องอะไรๆ จัดเสียก่อนที่มันจะเจ็บจะไข้ รู้ว่าร่างกายของเรานี้ มันทรุดโทรมเต็มทีแล้ว มีอะไรก็จัดเสียให้เรียบร้อย เขียนพินัยกรรมเสีย เขียนเองก็ได้พินัยกรรม ไม่ต้องให้ใครเขียนให้บอกความจำนงไว้ ตรงนั้นให้คนนั้น ตรงนี้ให้คนนี้ ก่อนที่จะหมดลมหายใจ จัดการเสียให้เรียบร้อย ไม่ต้องให้ลูกหลานต้องทะเลาะเบาะแว้งกันในภายหลัง ถ้าอย่างนี้มันก็ไม่วุ่นวาย เราทำถูกตามหน้าที่ ความเจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดขึ้น ก็จะไม่เป็นเหตุให้เราเป็นทุกข์มากเกินไป เพราะปัญหาอย่างนี้ อันนี้เป็นเรื่องของความทุกข์ เพราะความพลัดพรากจากของรักของชอบ

ถ้าเราเตรียมตัวไว้ก่อน พิจารณาไว้ก่อน ท่านสอนให้พิจารณาอย่างไร คือให้พิจารณาว่า เราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา เรามีอะไรอยู่ก็ใช้ไปเถอะ แต่บอกตัวเองว่า ใช้ไม่เท่าใดดอกมันจะจากเราไป ไม่เท่าใดดอก เราจะต้องจากมันไป ไม่มีอะไรจะอยู่กับเราตลอดไป บอกไว้อย่างนั้นเตรียมเนื้อเตรียมตัว บอกตัวเองไว้ล่วงหน้า พอมีเหตุการณ์พลัดพรากเกิดขึ้น เราก็ร้องอ๋อ ! ได้ เออ? กูว่าไว้นานแล้ว ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น เราก็ไม่ต้องเป็นทุกข์มากเกินไป

คนเราเวลาเกิดไม่ได้เอาอะไรมา เวลาไปก็ไม่ได้เอาอะไรไป สิ่งทั้งหลายที่เราได้ใช้ได้กินอยู่ในชีวิตประจำวันนี้ ถือว่าเป็นของยืมมาทั้งนั้น ยืมมาชั่วคราว ยืมแล้วต้องส่งคืนเอาไปไม่ได้ พอเราจะไปก็ส่งคืนเขา ทรัพย์สมบัติก็ส่งคืนธรรมชาติ ร่างกายก็ส่งคืนธรรมชาติ ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นเนื้อแท้ เรานึกอย่างนั้น ใจก็ไม่ยึดมากเกินไป มีทรัพย์สมบัติก็ใช้ไปตามหน้าที่ บำรุงศาสนา บำรุงสาธารณกุศล อะไรพอจะช่วยได้ก็ช่วยไปตามเรื่อง ใช้สมบัติให้เป็นประโยชน์แก่ตัวแก่ท่านตามสมควรแก่ฐานะ พอถึงบทที่เราจะจากไป เราก็อย่าไปอาลัยอาวรณ์ ว่าเออ เสียดายสิ่งนั้น เสียดายสิ่งนี้ ไม่เข้าเรื่องเป็นทุกข์เปล่าๆ

ความพลัดพรากจากของชอบใจเป็นทุกข์
เพราะว่าเราไม่ได้พิจารณา
แต่ถ้าเราได้พิจารณาแก้ไขไว้
ความทุกข์ในเรื่องนั้นก็จะไม่เกิดมีขึ้น
อันนี้เป็นการปฏิบัติชอบอันหนึ่ง


พูดมาวันนี้ก็สมควรแก่เวลา จึงขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้.

แหล่งเกิดความทุกข์ – หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
อาทิตย์ ที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๕


หน้า: [1] 2 3 ... 43