แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - นายเสรี ลพยิ้ม

หน้า: [1] 2 3 ... 50
1
07 - ศูนย์พุทธโลก ที่เชื่อมสามัคคี และมีดีให้เขาฯ 2-พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)




@เสรี ลพยิ้ม ขอแนะนำ ธรรมะ 1

youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม






2
06 - ศูนย์พุทธโลก ที่เชื่อมสามัคคี และมีดีให้เขาฯ 1-พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)




@เสรี ลพยิ้ม ขอแนะนำ ธรรมะ 1

youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

5
08 - สัมมาทิฎฐิ , บุคคลควรแก่การเคารพ - พระอาจารย์วัน อุตฺตโม




@เสรี ลพยิ้ม ขอแนะนำ ธรรมะ 1

youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

7
ตาวิเศษ - พระอาจารย์คำเขียน สุวัณโณ

อาการของรูปหรือกาย เช่น เมื่อรู้สึกร้อน เราก็เป็นผู้ร้อน
เมื่อรู้สึกหนาวเ ราก็เป็นผู้หนาว เมื่อรู้สึกหิวเราก็เป็นผู้หิว
เมื่อรู้สึกเจ็บเราก็เป็นผู้เจ็บ เป็นต้น

เราเป็น “ผู้เป็น” ไปกับอาการเหล่านั้นทั้งหมด
เรียกว่าเราจำนนต่ออาการต่างๆ และปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเป็นใหญ่
ต่อเมื่อมีสติสัมปชัญญะ สิ่งเหล่านั้นเป็นใหญ่ไม่ได้อีก
เพราะเราเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงอาการของรูป อาการของนาม

เช่น ความโกรธเป็นอาการ มันไม่เที่ยง มันไม่มีตัวตนอะไร

การเห็นเช่นนี้จึงเปรียบเหมือนกับเกิดตาวิเศษ
ขึ้นมารับรู้เกี่ยวกับอาการของรูป เกี่ยวกับอาการของนาม

“ตาวิเศษ” คือ การมีสติสัมปชัญญะ
เห็นรูปธรรมนามธรรมที่ตกอยู่ในสภาพไตรลักษณ์
การเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไป
เราจึงสามารถละวางรูป และนามได้

ถ้าจะเปรียบก็เหมือนไม่มีขยะทิ้งไว้เกลื่อนกลาด รกรุงรังเหมือนแต่ก่อน
อะไรที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับรูปกับนาม
อาการของรูป อาการของนาม เราทิ้งลงในพระไตรลักษณ์ทั้งหมด
แต่ก่อนมีแต่ขยะซึ่งเป็นภาระแก่เราเต็มไปหมด

เช่น มีรอยทุกข์ รอยโกรธ รอยโลภ รอยหลง
รอยรัก รอยชัง รอยร้อน รอยหนาว เป็นต้น

แต่บัดนี้เราไม่มีขยะหล่านั้นอีกต่อไป
การเห็นความไม่เที่ยง หรือเห็นไตรลักษณ์
ถือว่าเป็นบุญ บุญในที่นี้คือภาวะที่เห็นอาการของรูป อาการของนาม
สามารถใช้รูปนามในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง

ตาวิเศษ
พระอาจารย์คำเขียน สุวัณโณ
วัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ


8
ตาวิเศษ - หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

มาลืม ตาวิเศษ  คือ ความรู้สึกตัว คุณลองเอามือทั้งสองข้าง มาวาง คว่ำไว้บนเข่า คุณก็รู้ว่าขณะนี้มือของคุณอยู่ที่ไหน ต่อไปคุณก็ตะแคงมือ ข้างขวาตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้เห็นนะ  แล้วคุณก็ยกมือขึ้นข้างขวาตรงๆพอประมาณ คุณก็รู้อีกเห็นอีก  แล้วคุณก็เอามือข้างขวามาวางไว้ที่ตัก  คุณก็รู้อีก เห็นอีก ต่อไปคุณก็ตะแคงมือข้างซ้ายตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้นะ แล้วคุณยก มือข้างซ้าย ขึ้นตรงๆ พอประมาณ คุณก็รู้อีก แล้วคุณเอามือ ข้างซ้ายมาวาง ซ้อนมือข้างขวา คุณก็รู้อีกเห็นอีก รู้เห็นมือทั้งสองข้าง อยู่ตรงไหน ให้รู้ซื่อๆ ตรงๆ  อย่ารู้แบบเพ่ง  รู้แบบสดชื่นใจ  ตาคุณก็ไม่ต้องหลับ  ทอดสายตาพอดี อย่าก้มเกินไป และอย่ามองไปไกลเกินไป ให้มีความรู้สึกตัวอยู่ที่มือนะ
         
   ต่อไปคุณก็กำหนดยกมือข้างขวาขึ้นเหนือมือข้างซ้ายหน่อยเดียว คุณก็รู้อีก  เคลื่อนไหวมือทีไรให้รู้ มีเจตนาใส่ใจให้รู้สึกตัว แล้วคุณยกมือ ข้างขวาออกไปข้างๆ  คุณก็รู้อีกเห็นอีก  รู้เห็นจริงๆนะ แล้วคุณเอามือ ข้างขวาตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้อีก แล้วคุณคว่ำมือข้างขวาลงไว้บนเข่า คุณก็รู้อีก ให้รู้เป็นครั้งๆ ไป ต่อไปคุณยกมือข้างซ้ายขึ้นหน่อยเดียว คุณก็รู้อีก  แล้วคุณ ยกมือข้างซ้ายออกไปข้างๆ คุณก็รู้นะ แล้วคุณวางมือข้างซ้ายลงตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้เห็นอีก แล้วคว่ำมือซ้ายลงบนเข่า คุณก็รู้อีกเห็นอีก รู้เห็นจริงๆ รู้ที่กาย ที่มือของคุณ

          เอามือของคุณเป็นนิมิต เป็นวัตถุอุปกรณ์ ผลิตความรู้สึกตัว ถ้าคุณรู้ อยู่อย่างนี้นานๆ พบเห็นอยู่อย่างนี้นานๆ หาวิธีที่จะรู้เห็นอยู่ตลอดเวลา  นอกจาก นั้นคุณก็อาจเปลี่ยนอิริยาบถได้

           เดินจงกรม การเดินกำหนดยาวประมาณ 11 ก้าว อย่าให้ยาวจนเกิน ไป ถ้าสั้นก็ประมาณ 5 ก้าว ให้กลับซ้ายที กลับขวาที ให้คุณกำหนดรู้เห็น เหมือนคุณกำหนดมือของคุณที่เคลื่อนไหวเป็นจังหวะไป คุณก้าวทีไรให้รู้ทุกที รู้ทุกก้าว อย่ารู้แบบเพ่ง ให้รู้เป็นครั้งๆไป เหมือนเรานับ หนึ่ง สอง สาม         แต่ไม่ให้นับ ไม่ต้องว่าซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ไม่ต้องว่าอะไร  ให้รู้สึกตัว ว่าก้าวไปก็พอแล้ว ให้รู้ซื่อๆ ตรงๆ อย่าพึงไปเอาเหตุเอาผลอะไร เอาความชอบ ไม่ชอบอะไร ให้รู้แบบบริสุทธิ์ อิสระ อย่ารู้แบบบูดบึ้งคร่ำเครียด

         ให้ทำจิตใจสบายๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส ขยันรู้ หาวิธีที่จะรู้อยู่เสมอ วัตถุที่จะให้รู้ก็มีอยู่จริง มือเคลื่อนไหวทีไร ก็รู้จริงๆ ไม่ใช่คิดรู้นะ  เป็นการ สัมผัสเอานะ เจตนาสร้างเอา ขยันรู้ มากรู้ เป็นวันหลายวันไป ทำใหม่ๆ บางทีมันอาจหลงไปบ้าง ช่างมัน ไม่เป็นไร ตั้งต้นเอาใหม่ ก็รู้ได้อีก
 
   คุณเคยรู้อยู่อย่างนี้สักหนึ่งวันมีบ้างไหม หรือหากว่า คุณพอจะมีเวลา ฝึกตัวเอง ให้รู้สึกตัวอยู่อย่างนี้สักเจ็ดวันจะดีไหม ชีวิตของเราก็มาถึงปูนนี้แล้ว เราอยู่กับตัวรู้ หรือว่าอยู่กับตัวหลง

            การที่จะเปลี่ยนอิริยาบถ  ก็ต้องกำหนดรู้  แม้แต่ความคิดที่จะเปลี่ยน  เราก็ต้องรู้ทันความคิด อย่าให้ความคิดนำไป ให้ความรู้สึกตัวนำไป  หาโอกาส รู้เห็นอย่างนี้มากๆ เข้า เราตั้งใจดูรู้อยู่ที่กาย มันอาจเกิดอาการต่างๆ ให้เราหลง เราตั้งใจจะดูกายเคลื่อนไหวไปมา แต่มันจะมีสิ่งที่จะทำให้เราหลงไป เช่น เวทนา  ความปวดเมื่อย มันเกิดขึ้นของมันเอง เป็นอาการของกาย  เราไม่ได้ไปหาดูมัน  มันเกิดขึ้นมาเองของมัน  อย่าเข้าไปเป็นนะ ให้เห็นมันนะ  อย่ามีตนอยู่ในเวทนา มันเป็นเวทนาของมันเอง

          เรามีตาวิเศษแล้ว เราจะเป็นผู้ดูแล้ว ไม่ใช่เป็นผู้เป็นแล้วนะ อะไร เกิดขึ้นมาเราก็ดู    ไม่มีตนอยู่ในเวทนา ดูมันเห็นมัน มันมีอยู่เป็นอยู่ของมัน อย่างนี้ อะไรเกิดขึ้นมาเราก็เป็นผู้ดู  ที่มันปวดมันเมื่อยนั้น ภาษาธรรม เรียกว่าเวทนา  ภาษาคนเรียกว่ามันสุขมันทุกข์ มันมีอยู่เป็นอยู่คู่กับรูป ทุกข์แบบนี้มันแก้ไม่ได้ มีแต่บรรเทา  อย่าเข้าไปเป็น เข้าไปเกี่ยวข้อง กับอาการ อย่างนี้ให้ถูก ไม่ใช่ตัวตนอะไร

        นี่ตาวิเศษ เราก็เห็นแล้วว่ามันเป็นของมันเช่นนั้นเอง มันมีอยู่เป็นอยู่ ของเขา ใครจะรู้หรือไม่รู้  เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้น  มันเป็นธรรมชาติของเขา อยู่อย่างนั้น  เป็นอาการของเขาอยู่   อย่างนั้น ไม่ใช่ตัวตนอะไร

          ต่อไปมันก็ไปเห็นจิตใจที่มันคิดขึ้นมาอีก  ไม่ให้ไปดูมัน มันคิดขึ้นมาเอง มันลักคิดขึ้นมาเองนะ เราก็เห็นมันอีก อย่าเข้าไปในความคิด อย่ามีตนอยู่ ในความคิด เรามีตาวิเศษแล้ว มีแต่ดูไป เห็นไปตะพึดตะพือไป แล้วเราก็ กลับมาดูกายเห็นกาย ที่มันเคลื่อนไหวไปมาอยู่นี่ เจตนายกมือ เคลื่อนไหว ไปมาอยู่นี่ เดินจงกรมอยู่นี่ หรือเวลาที่เราไม่ได้เคลื่อนไหวมือ เราก็อยู่ใน อิริยาบถอื่น ก็ดูไปเห็นไป ให้ชำนาญในการดูการเห็นไป มีแต่เป็นผู้เห็น ไม่ได้ เข้าไปเป็นผู้เป็น

        แต่ก่อนมีแต่เป็นไปกับอาการต่างๆ  หมดตัวไปกับความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว  ความหิว บัดนี้เราก็รู้จักแยกออกเป็น ว่ากายนี้อันหนึ่ง เวทนาความปวดความเมื่อย ความร้อน ความหนาว ความหิว ก็อันหนึ่ง  ตัวลักคิดไปนั่นก็อันหนึ่ง คิดที่ไม่ได้ตั้งใจคิด เราก็เห็นแล้ว
 
      อย่าไปเชื่อมันทั้งหมดนะความลักคิดนี่   ทำตามความลักคิดทั้งหมดไม่ได้ อย่าให้มันหลอกเอาได้ จะเกิดการผิดพลาดได้

      ความคิดนั้น มันมีอยู่สองลักษณะ คือ ตั้งใจคิดอันหนึ่ง ลักคิดขึ้นมา เองก็อีกอันหนึ่ง  พอเราจะตั้งใจดูกาย มันก็คิดโน้นคิดนี้ไป  อย่าหลงไปกับมัน  อย่ามีตนอยู่ในความคิด  มาดูกายที่มันเคลื่อนไหวอยู่นี่ เจตนาเคลื่อนไหวอยู่นี่ อาศัยกายเป็นนิมิต  เป็นหลัก  เป็นที่เกาะ  เหมือนเราเกาะอยู่หลัก ที่ปักไว้กลาง น้ำไหล เวลาใดเราวางมือมันก็พัดพาเราไป เราก็แหวกว่ายขึ้นมาจับอยู่ที่หลักอีก อันนี้ก็เช่นกัน เวลาที่มันลักคิดไป  คุณก็อย่าหลงไปตามความลักคิดนะ ให้กลับมาดูกายที่มันเคลื่อนไหวอยู่นี่

      นี่ตาวิเศษ มาดูอยู่อย่างนี้ให้มันชำนาญ  ให้มันคุ้นเคยอยู่กับกายไปก่อน อย่าพึ่งไปยุ่งกับความคิด เหมือนกับเราดูหนังสือ  ดูไปดูมามันก็ติด มันจำได้นะ มันรู้เรื่อง ตัวลักคิดก็อันหนึ่ง  ตั้งใจคิดก็อันหนึ่ง เวลาใดที่มันลักคิดไป เราก็รู้สึกตัว คล้ายกับว่า ทักท้วงตัวลักคิด    เมื่อมันลักคิดทีไรรู้ทันมัน  ก็เท่า กับว่าเราได้สอนมัน หัวเราะเยาะมันก็ได้ พอเราเห็นว่ามันลักคิด  ความลักคิด มันก็หยุด มันไม่ประสีประสาอะไร มันไม่ยิ่งใหญ่อะไรหรอก  แต่ถ้าเราไม่รู้ทันมัน มันก็ยิ่งใหญ่ ดึงลากเราไปกับมันได้

     บางทีมันก็มีอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นคู่กับความคิด กลายไปเป็นอารมณ์  ฟุ้งซ่าน  ลังเลเลสงสัย ง่วงเหวาหาวนอนไป เกิดอาการอึดอัดขัดเคืองไป ปรุงแต่ง ไปต่างๆนานา คุณก็อย่าพึงเข้าไปจำนนต่อมัน  ให้ดูมัน เรามีตาวิเศษ แล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นกับกาย กับจิตใจเรา เราก็เป็นผู้ดูมันทั้งนั้น สนุกดู สนุกเห็นมัน มันก็ไม่มีอะไรมาก ดูเข้าจริงๆ มันสรุปให้ว่า  มีแต่กาย เวทนา จิต และธรรม (สติปัฏฐาน 4)  ที่มันเกิดขึ้นกับกาย กับจิตใจ
 
   กายมันก็มีคู่ ความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว หิวกระหาย นั้นมันเป็นอาการของกาย จิตที่มันคิดโน่นคิดนี่ มันก็มีคู่เช่นกัน เช่นความ คิดฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย  ความง่วงเหงาหาวนอน หมู่นี้มันเป็นอาการ ของจิต ให้ดูมันเห็นมัน

     เรามีตาวิเศษแล้ว  ยิ่งดูไปเท่าไรก็ยิ่งเห็นแจ้งเท่านั้น การดูการเห็น มันเป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียนที่ดี ภาวะที่ดูนี้มันก็เกิดความชำนาญ เห็นอะไรมันก็รู้แจ้งไปเอง  แต่ก่อนเราก็ไม่เคยพบเห็น พอพบเห็นเข้าบ่อยๆ มันก็เห็นแจ้งเหมือนเราเห็นผู้คน  ก็จำหน้าจำตากันได้  รู้ถึงนิสัยใจคอ ว่าเป็นคนดีคนชั่วอย่างไร ควรคบหรือไม่ควรคบอย่างไร มันสรุปให้เรา ว่ามันคืออะไร

      กาย เวทนา จิต ธรรม นี้  มันก็คือ รูป กับ นาม เท่านั้น นั่งอยู่นี่ เดินอยู่นี่ คือรูป คิดไปโน่นไปนี่นั้นคือ นาม มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วยกัน แยกกันไม่ออก ถ้าแยกจากกันเมื่อไรก็เน่าไปเลย  ตาวิเศษมันพบเห็นเข้า รู้แล้วพบเห็น เข้าจริงๆ และเป็นจริง มีอยู่เป็นอยู่อย่างนั้น  รูปนี้มันเป็นดุ้น เป็นก้อน ฉิบหายเพราะร้อนเพราะหนาวหิวกระหายหลายๆ อย่าง  ตัวรู้สึกคิดนึก พาลุกพาเดินเคลื่อนไหว รู้อะไรได้นั้นเป็นนาม   มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วย กัน  นั่งอยู่นี้คือ รูป  คิดไปโน้นคือ นาม

     ตาวิเศษมันพบเห็นเข้า  รู้แล้วพบปะเข้าจริงๆ แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้ง ถูกมันหลอกมาตั้งนาน หมดเนื้อหมดตัวไปกับอาการต่างๆของรูปของนาม จำนนต่ออาการต่างๆที่มันสั่งการ สั่งให้หัวเราะ ร้องไห้ สั่งให้รักให้ชัง ทำตามความโกรธ โลภ หลง นึกว่าตัวตนไปเสียทั้งหมด  เป็นขี้ข้ารับใช้ต่อ อาการต่างๆ  จำนนต่ออาการต่างๆที่มันสั่งการ  รูปมันเป็นดุ้นเป็นก้อน  คือ ร่างกายนี้ มันเป็นทาสของนาม เขาสั่งให้ทำอะไรๆ ก็ทำไปหมดทุกอย่าง สั่งให้กินเหล้า  สูบบุหรี่ สั่งให้เอาปืนมายิงตัวเองก็ทำ  สั่งให้แขวนคอตัวเองก็ทำ  สั่งให้กินยาพิษก็กิน   เฉพาะรูปนี้ทำอะไรไม่เป็นดอกนะ ทำดีก็ไม่เป็น ทำชั่ว ก็ไม่เป็น
 
      การยกมือเคลื่อนไหวไปมาอยู่นี้  อะไรมันสั่ง สั่งให้ลุก สั่งให้เดิน สั่งให้นั่ง สั่งให้หัวเราะและร้องไห้ อะไรมันสั่ง  ก็พึ่งมาพบเห็นตัวการมันเข้าแล้วบัดนี้นะ   ที่แท้ก็คือ นาม มันเป็นนาย   รูปกาย มันเป็นบ่าว  ตาวิเศษมาพบเห็นเข้า  พบกับ ความจริงเข้า  มันเปิดเผยออกมา  รูป มันเป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น  ฉิบหายเพราะร้อนหนาวเจ็บไข้ได้ป่วย   ตัวรู้สึกคิดนึกพาลุกพาเดินเคลื่อนไหว รู้อะไรได้นั้นคือ นาม  มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วยกันดังที่ว่ามา

        ตาวิเศษพบเห็นเข้า มันเปิดเผยออกมา รูปมันเป็นธรรมของมันอยู่อย่างนั้น  และมีอาการต่างๆ เป็นคู่กับรูป เช่นความเจ็บไข้ได้ป่วย ความร้อน ความหนาว  นามสัมผัสไม่ได้ แต่มันก็มีอำนาจ มันป่าเถื่อนนะ  ไม่เป็นธรรมต่อรูป  เฉพาะรูปมันก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว  รูปนี้จริงๆ  มันเป็นธรรมชาติ แต่มันก็มีอาการ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูป  เช่นความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว ความ หิวกระหาย มันเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับรูป มันก็กลับไปทบทวนอีกทีหนึ่ง ถ้ารูปไม่รู้จักร้อนหนาว  หิวกระหาย มันก็ไม่ใช่รูป มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น แต่ก่อนเรายังไม่พบเห็น  ก็เอาอาการต่างๆเหล่านั้นมาลงโทษตัวเอง เป็นตัวตน อยู่ในอาการเหล่านั้น

         พอมารู้แจ้งเข้า ก็มอบให้อาการของมันไป ไม่เอามาลงโทษเหมือน เมื่อก่อน  มันไม่ใช่ตัวตนอะไร แต่ก่อนหิวก็เป็นทุกข์ใจ ร้อนหนาวก็เป็นทุกข์ใจ เรื่องของรูป อาการของรูป ก็เอามาเป็นทุกข์ใจ  เรื่องของนาม อาการ ของนามก็เอามาเป็นทุกข์กาย  ทั้งรูปและนามไม่เป็นธรรมต่อกัน  เอามาเป็นตัว เป็นตน  เอาอาการของรูป เอาอาการของนาม มาเป็นตัวเป็นตน มีตัวตนอยู่ใน อาการเหล่านั้นเต็มไปหมด

     พอมาพบเห็นเข้า  ก็มอบให้ธรรมชาติ และอาการของมันไป มันไม่ใช่ตัวตนอะไร มีที่วางมีที่ปล่อย ปลงลงได้ บางอย่างก็บรรเทา  บางอย่าง ก็กำหนดรู้  บางอย่างก็ละออกไป ไม่ได้เอามาเป็นตัวตนเหมือนเมื่อก่อน รู้จัก แจกแจงแยกออกไป ตัวกูก็ลดหดหายไปได้จริงๆ  หลุดพ้นออกจากทุกข์ได้บ้างแล้วบัดนี้นะ

นามก็คือความรู้สึกคิดนึก  มันก็เป็นธรรมชาติ  และมีอาการเช่นกับรูป  เช่นความลักคิดปรุงแต่ง
โกรธ โลภ หลง อึดอัดขัดเคือง เป็นอาการย้อมจิตใจ คือนาม มันไม่ใช่จิตใจ แต่มันเกิดขึ้นกับจิตใจ

     ตาวิเศษเห็นแจ้ง  ว่านั่นคืออาการของนาม ไม่ใช่ธรรมชาติของนาม มันเป็นเพียงอาการเท่านั้น  ถ้าเราไม่รู้แจ้งมันก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ทำลายผู้คน มามากต่อมากแล้ว  มีตัวตนอยู่ในอาการว่าเราโกรธ เป็นผู้โกรธ ทำตามความ โกรธ จนเสียผู้เสียคนมามาก   เกิดเป็นปัญหาต่อสังคม ตาวิเศษเห็นแจ้งเข้า ก็รู้จักแยกแยะออก  จิตใจจริงๆแต่เดิมปกติอยู่ บริสุทธิ์อยู่ แต่อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับจิตใจ ทำให้จิตเศร้าหมองขุ่นมัว  อุปมาเหมือนเมฆมาปิดบังดวงจันทร์ ทำให้เกิดความมืดบอด ไม่เห็นความจริง  เหมือนกับองคุลีมาลได้กล่าวเป็น ภาษิตไว้ว่า

“แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้ง ประมาทลุ่มหลงมืดบอด บัดนี้เราไม่ประมาท
เหมือนเมื่อก่อนแล้วหลุดพ้นจากความมืดบอดแล้ว
เหมือนดวงจันทร์พ้น แล้วจากเมฆฉะนั้น”


       ตาวิเศษรู้จักแยกออกจากกันอีก  อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูปกับนามนั้น มันเป็นของที่ไม่เที่ยง  เช่นความโกรธ  โลภ หลง มันไม่เที่ยง เราทำตามมัน ไม่ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะตัวลักคิดนี้นะ คิดขึ้นมาแล้วเกิดโกรธ โลภ หลง มันเป็นกิเลสตัณหาไป  เป็นราคะปรุงแต่งเป็นสังขารไป กลายเป็นภพเป็นชาติไป มันเกิดมันดับอยู่อย่างนั้น
 
พอเรามีตาวิเศษรู้แจ้งทันมัน  มันก็จบลงอย่างง่ายดาย  มันไม่ใหญ่โต อะไร แล้วมันก็สรุปให้เรา คือ เหตุปัจจัย

มีแต่ตัวรู้สึกตัว   กับความหลงตัวเท่านั้น   ถ้าเรามีความรู้สึกตัว  ทุกอย่าง มันก็ปกติ  ความรู้สึกตัว
เป็นปู่เป็นย่าของความดี ความถูกต้อง เป็นที่เกิดแห่ง ศีล สมาธิ และ ปัญญา


9
ต่อ.....

ทุกคนเป็นคนของชาติ มีพระมหากษัตริย์และกฎหมายของชาติปกครองอันเดียวกัน มีศาสนาเป็นธรรมร่มเย็นเครื่องส่องทางดำเนินชีวิตและด้านจิตใจไม่ผิดพลาด ควรช่วยกันเทิดทูนรักษา เพราะมนุษย์เราไม่เหมือนสัตว์ซึ่งไม่รู้จักศาสนาคืออะไร ตื่นขึ้นมาก็เที่ยวหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันหนึ่งๆ และเบียดเบียนทำลายกันตามประสาของเขาที่ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ส่วนมนุษย์เรารู้ทุกอย่างที่สัตว์ไม่รู้ไม่สามารถ มนุษย์จึงต่างจากสัตว์ที่ตรงนี้ หากไปทำเหมือนสัตว์เข้า ก็เรียกว่าไปแย่งงานของสัตว์มาทำ ถ้าเขาจะว่าเอาบ้างว่ามนุษย์นี้สิ้นท่าหาทางไปไม่ได้จริงๆ จึงพากันมาแย่งงานของพวกเราที่เป็นสัตว์ไปเสียหมด ดังนี้ก็ไม่น่าจะผิด เพราะพวกเราเป็นมนุษย์ ไม่ควรจะทำตัวเป็นคนสิ้นท่าดังที่สัตว์ตำหนิ

เพื่อรักษาเกียรติมนุษย์ไว้ จึงควรประพฤติตัวให้ดี อย่าเที่ยวฉกลักขโมยของเพื่อนมนุษย์มากินมาใช้ อย่าเบียดเบียนทำลายกัน อย่าชิงดีชิงเด่นกันทั้งที่ตนยังไม่มีพอจะแซงออกหน้าเขา เดี๋ยวกระต่ายซึ่งเป็นสัตว์วิ่งเร็วจะหัวเราะเยาะเอา อย่าคดโกง อย่ารีดไถเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่น่าสงสาร อย่าเที่ยวหลอกลวงต้มตุ๋นกัน จงเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เชื่อถือกันได้ อยู่ด้วยกันได้ ทำมาค้าขายร่วมกันได้ จะเจริญรุ่งเรืองและร่มเย็น

เราทุกคนเป็นคนไทย เป็นลูกของแผ่นดินไทย ผู้เป็นข้าราชการทุกชั้นตั้งแต่สูงสุดลงมาทุก ๆ แผนกถึงขั้นต่ำสุด เรียกว่าเป็นคนงานของชาติหรือแรงงานของชาติ จึงควรเป็นคนงานที่สุจริตต่อชาติ ต่างตั้งหน้าทำงานในหน้าที่ ไม่เป็นคนทุจริตต่อหน้าที่หรือทรยศต่อชาติ ด้วยการประพฤติตัวเป็นข้าศึกต่อบ้านเมืองดังกล่าวมา จะกลายเป็นคนงานกาฝากคอยดูดกินสมบัติเงินทอง เป็นต้น อันเป็นเนื้อหนังของชาติให้ร่อยหรอลงไป เพราะการดูดกินไม่อิ่มพอของจำพวกกาฝาก เมื่อหนักเข้าชาติก็ไปไม่รอดต้องจอดจม ส่วนพวกกาฝากแทนที่จะเจริญรุ่งเรืองด้วยการกินแบบนั้น แต่ต้องพังทลายไปกับชาติไม่สงสัย คิดดูอวัยวะช้างสารทั้งตัวที่ถูกเชือดเฉือนออกทีละชิ้นละอันไม่ลดละปล่อยวาง จากบุคคลหลายเพศหลายวัยที่รุมกันเอาเนื้อหนังไปกินไปขายไม่หยุดหย่อน สุดท้ายแม้กระดูกชิ้นเดียวของช้างทั้งตัวก็ไม่มีเหลือหลออยู่ได้ ช้างสารทั้งตัวยังน้อยไปไม่พอกับการเชือดเฉือนทำลาย

แม้แต่ภูเขาหินแท่งทึบทั้งลูกก็ยังไม่พอกับการทำลายของคนหมู่มาก ที่ความอยากไม่มีวันอิ่มพอ ต้องถูกพังราบเป็นหน้ากลองไปในไม่ช้า สมบัติของชาติมิได้กองใหญ่เท่าภูเขาหรือแผ่นดิน เมื่อถูกทำลายจากบุคคลผู้เห็นแก่ตัวไม่หยุดยั้ง จำต้องพังทลายลงโดยไม่ชักช้า หากคนไทยเราไม่อยากประสบพบเห็นเมืองไทยพังทลายล่มจมลงด้วยวิธีการทำลายต่างๆ ดังกล่าวมา ก็ควรเห็นโทษของความรู้สึกและการทำลายล้างแบบนี้ แล้วต่างคนหันหน้าเข้าสู่ความรักชาติ ความสามัคคีและสงวนสมบัติของชาติไว้อย่างมั่นคง อย่าพากันบ่อนทำลายด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งที่กำลังประกาศให้โลกทราบว่าตนพัฒนาประเทศชาติด้วยการทำถนนหนทาง เป็นต้น แต่อุบายแห่งการเจาะไช เพื่อความรั่วไหลแตกซึมของเงินในกรมกองพัฒนา ก็กำลังคืบคลานไปด้วยในขณะเดียวกัน

การทำลายชาติซึ่งเป็นเนื้อหนังของตัวเอง คนไทยเรามักทำลายกันแบบนี้จนชินชาหน้าด้าน
หมดยางอายประจำชาติมนุษย์ ชาติก็ค่อยๆ ทรุดโทรม และล่มจมลงไปทีละเล็กละน้อย
จนสุดท้ายก็อาจจะเหลือแต่ความหลังที่น่าทุเรศ แต่ช่วยอะไรไม่ได้

ขณะที่ยังไม่สายเกินไปก็น่าจะพากันแก้ไขเสียแต่บัดนี้ ถ้าไม่ปล่อยให้มณฑลวังสะพุงกางขวางงานสุจริตไปเสียสิ้นจนหาทางแก้ไม่ได้ ก็นับว่าเป็นกรรมของสัตว์ผู้เห็นแก่ตัวแก่พุงไม่มีอะไรใหญ่ยิ่งกว่า แม้แผ่นดินที่ว่าเป็นสมบัติที่รักสงวนของชาติก็เป็นของเล็กนิดเดียว เพราะอำนาจแห่งความโลภ ความเห็นแก่ตัวครอบงำจนมืดมิดมองไม่เห็น

การทุจริตต่อชาติด้วยการแทะเล็มหรือกอบโกยนั้นมิใช่เรื่องเล็กน้อยเลย เพราะเป็นการทำลายสมบัติและคนของชาติ ความมั่นคงของชาติให้หมดกำลังและล่มจมไปในที่สุด เนื่องจากผู้ทำลายมีมากต่อมากด้วยกัน เมื่อรวมสมบัติที่ถูกทำลายเดือนหนึ่ง ๆ เข้าด้วยกันแล้ว อาจมากกว่าเงินเดือนข้าราชการทุก ๆ แผนกทั่วประเทศเสียอีก เพราะความรั่วไหลนั้นไม่มีประมาณ โอกาสเท่านั้นเป็นสำคัญของผู้แสวงผลประโยชน์ส่วนตัว มีโอกาสหรือช่องทางมากก็กอบโกยมาก โดยไม่มีคำว่าพอละ เดี๋ยวท้องแตก ผู้ใหญ่ผู้น้อยมีอำนาจหน้าที่โอกาสต่างกันและมีทางทำได้มากน้อยต่างกัน

ส่วนเงินเดือนนั้นมีอัตราตายตัวของแต่ละคนซึ่งพอกำหนดได้ สำหรับความรั่วไหลไม่มีประมาณตายตัวและนับวันทวีคูณ จะทราบได้โดยยาก บางรายเดือนหนึ่งๆ เป็นแสนๆ หรือล้านๆ ตามอำนาจเถื่อนออกแผลงฤทธิ์ใครจะไปทราบได้ แม้เจ้าของเองยังไม่อาจทราบได้ว่า นับแต่วันริเริ่มวิธีการอันลึกลับนี้มาจนปัจจุบันรวมแล้วเท่าไร เพราะทำอยู่เป็นอาจิณ ต่างคนต่างดำเนินตามแผนการของตน หลายครั้งหลายหน หลายเดือนหลายปี ก็มากจนนับไม่ได้ไปเอง ความมากแบบนี้จึงมากด้วยการทำลายสมบัติและประเทศชาติ จะเป็นประเทศใดก็ตาม จะทนความมากด้วยการทำลาย ตั้งอยู่แน่นหนามั่นคงไปไม่ได้ ต้องล่มจมไปในที่สุด

จึงไม่อยากพบเห็นความล้มลุกคลุกคลาน ตลอดความล่มจมฉิบหายของประเทศที่มีคุณค่ามหาศาล ซึ่งถูกบ่อนทำลายด้วยวิธีการต่างๆ จากมนุษย์ใจดำอำมหิตที่ไม่เห็นคุณค่าของผู้ใด ยิ่งไปกว่าการแสวงผลประโยชน์แก่ตนและพวกของตน บนศีรษะของเพื่อนมนุษย์ทั้งชาติ ที่กำลังกระเสือกกระสนหวังพึ่งชาติเดียวกันอยู่อย่างกระหายใจจะขาด แต่แล้วก็มาเจอเอาผีตัวกระหายเลือดอย่างเต็มเปา ที่คอยดูดเลือดเนื้อผู้อื่นไม่มีวันอิ่มพอ ด้วยจิตใจคับแคบตีบตันจนตัวเองก็แทบหาช่องหายใจไม่ได้

ความจริงพระพุทธศาสนาออกมาจากท่านผู้มีจิตใจอันเบิกบานกว้างขวาง ยิ่งกว่าท้องฟ้ามหาสมุทร คือพระพุทธเจ้า พระองค์เสด็จออกทรงผนวชด้วยความเสียสละดังที่โลกทราบกัน ทรงปฏิบัติบำเพ็ญด้วยความเสียสละเพื่อธรรมและโลกจริง ๆ ทรงตัดความห่วงใยเสียดายใด ๆ ทั้งสิ้นแม้พระชนม์ชีพ เวลาได้ตรัสรู้แล้ว นำธรรมออกประกาศสอนโลกก็ทรงนำออกด้วยพระเมตตา ซึ่งจัดว่าเป็นการเสียสละอย่างเอกไม่มีเสมอเหมือนในไตรภพ อรรถธรรมที่ปรากฏให้พวกเราชาวพุทธได้ศึกษาปฏิบัติและการไหว้บูชาเรื่อยมาจนปัจจุบัน ก็ล้วนเป็นผลแห่งพระเมตตาสุดส่วนที่ประทานไว้แก่โลก มิได้หวังอะไรจากใครแม้แต่น้อยเป็นเครื่องตอบแทน ซึ่งควรเทิดทูนอย่างยิ่งว่าพุทธศาสนาคือเครื่องหมายแห่งความเสียสละอย่างเอกของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมพระเมตตาของสัตว์โลก แต่พวกเราที่เป็นชาวพุทธเกือบทั้งประเทศ ระลึกไม่ได้บ้างหรืออย่างไรในธรรมเหล่านี้

ความปีนเกลียวราวกับคู่แข่งธรรม ระหว่างความคับแคบตีบตันกับความเมตตากว้างขวาง รู้สึกจะเพิ่มกำลังในการแข่งธรรมขึ้นเรื่อยๆ ประหนึ่งเราเป็นพุทธรบกับธรรมของตัว และจะกลายเป็นผู้แพ้อธรรมคือความคับแคบเห็นแก่ตัวไปในที่สุด ราวกับจะลบล้างศีลธรรมอันดีงามไม่ให้มีเหลือหลอตกค้างอยู่ในหัวใจมนุษย์บ้างเลย

ในขณะเดียวกันกับที่ศีลธรรมถูกลบล้างไปจากดวงใจมนุษย์ สิ่งที่ไม่พึงปรารถนาคือความทุกข์ความอัดอั้นตันใจนานาชนิดที่ไม่คาดฝัน จะรุมกันเข้ามาประชิดกับดวงใจมนุษย์ชนิดคาดไม่ถึงอย่างรวดเร็ว เพราะโลกที่มีแต่กิเลส โลภะตัณหาตาเป็นไฟ เป็นเจ้าอำนาจทำการปกครองมวลสัตว์ถ่ายเดียว โดยไม่มีธรรมเป็นเบรกห้ามล้อไว้บ้างเลยนั้น ใครจะเก่งกล้าสามารถขนาดไหนก็ตาม ต้องเป็นเหมือนช้างตัวตกมันที่ถูกนายควาญของมันซึ่งอยู่บนหลัง สับเขกลงบนหัวอย่างเต็มแรงด้วยขออันแหลมคม ได้ยินแต่เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด และยอมจำนน กระเทือนไปทั่วจักรวาลราวกับเสียงฟ้าร้องนั่นแล

คำว่าทุกข์แม้น้อยนิด ไม่เคยมีสัตว์โลกรายใดรักชอบและปรารถนากันเลย ต่างก็กลัวและขยะแขยงกันแต่ไหนแต่ไรมา หากจะมีก็อาจจะได้พบได้เห็นกันในสมัยปัจจุบัน ขณะที่ศีลธรรมซึ่งเคยให้ความร่มเย็นแก่โลกตลอดมา กำลังถูกตำหนิลบล้างด้วยความรู้ความเห็นการกระทำต่าง ๆ ของสมัยปัจจุบัน ซึ่งกำลังหมุนเข้าใกล้ชิดติดพันกับจรวดดาวเทียมโดยลำดับนี่แล ทั้งนี้อาจเห็นความสงบสุขที่เป็นมา เพราะศีลธรรมเป็นของเก่าแก่ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นของครึล้าสมัยไปนานแล้ว หากมามัวถืออยู่ก็อาจพาให้ตนครึและล้าสมัยไปด้วย ควรเปลี่ยนทิศทางและวิธีการเสียใหม่ก็อาจมีทางเป็นไปได้

แต่ไม่ควรลืมว่าร่างกายธาตุขันธ์และจิตใจของสัตว์ทั่วโลก เป็นสิ่งที่อาภัพและแตกสลายได้ด้วยความทุกข์ทรมานเบียดเบียนหรือบีบบังคับ เพราะร่างกายจิตใจเปรียบเหมือนต้นไม้ใบหญ้า ความทุกข์ทรมานเปรียบเหมือนน้ำร้อน เมื่อรดลงบนต้นไม้ใบหญ้าต้นใด ต้นนั้นจะต้องยุบยอบและตายไปไม่อาจต้านทานความร้อนได้ การผลิตทุกข์ขึ้นด้วยความรู้ความเห็นที่มีความอยากความทะเยอทะยานเป็นผู้บงการ ผลที่ได้รับมากน้อยต้องไม่พ้นกายกับใจจะเป็นผู้รับเคราะห์กรรมนั้นๆ กายใจของสัตว์โลกเป็นสมบัติที่รักสงวนยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด จึงไม่สมควรที่จะพาคิดพาทำในสิ่งที่เป็นภัยแก่ตน ด้วยความคะนองผยองตนนอกลู่นอกทางที่คติธรรมไม่นิยม

ปราชญ์ทั้งหลายท่านศึกษาปฏิบัติและรู้เห็นคติธรรม นำสัตว์โลกไปในทางสงบสุข มิได้นำเข้าป่าเข้ารกตกเหวเลวทรามอันเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ปฏิบัติตามปราชญ์ฉลาดตามคลอง ไม่จองหองอวดดีไปดับไฟนรก ซึ่งราวกับไปดับความร้อนบนดวงอาทิตย์ ชื่อว่าเป็นผู้มีธรรมเป็นหลักใจ หลักความประพฤติการดำเนิน จะเป็นผู้เพลิดเพลินในสมบัติอันเกิดจากความประพฤติดีของตนทั้งปัจจุบันแลอนาคต ส่วนผู้ศึกษาและดำเนินแหวกแนวจากคติธรรมย่อมเป็นผู้หมดหวัง ทั้งที่ว่าตนฉลาดแหลมคม เวลาไปโดนของคมยิ่งกว่าความฉลาดเข้า ต้องยอมรับกรรมที่ตนเคยอวดดีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกันกับเสือร้ายที่เข้าใจว่าตัวฉลาดสามารถทุกแง่ทุกมุมเวลาที่ยังไม่โดนจับ แต่พอถูกจับได้ลวดลายก็หายไปเหลือแต่ความสิ้นท่าที่มีโทษเต็มตัว ใคร ๆ จึงไม่ควรอวดรู้อวดฉลาด ทั้งที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเหมือนกับโลกทั่วไปไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

เพราะสิ่งที่สุดวิสัยของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของสัตว์โลกจะสัมผัสรับรู้ได้ยังมีมากต่อมาก และมากกว่าที่รู้ๆ เห็นๆ กันอยู่ด้วยอายตนะธรรมดาเราเป็นไหนๆ ฝูงเป็ดที่ว่ายน้ำข้ามสระหน้าบ้านได้ก็ว่าตัวเก่งกาจสามารถ แต่มหาสมุทรทะเลซึ่งกว้างแสนกว้างลึกแสนลึก ที่ฝูงเป็ดยังไม่เคยพบเคยเห็นนับแต่วันเกิดมา ยังมีอีกมากกว่าน้ำในสระหน้าบ้านเป็นไหนๆ ฝูงเป็ดจึงคุยโม้ได้เต็มปาก หากคนบางพวกได้ยินฝูงเป็ดที่พูดอวดตัวว่าว่ายน้ำสระหน้าบ้านเก่งก็อาจเห็นด้วย และเชื่อว่าเก่งจริง เรือสู้ไม่ได้ เพราะตนว่ายน้ำไม่เป็นและยังไม่เคยเห็นมหาสมุทรทะเลอันกว้างใหญ่ ตลอดเรือที่เดินทะเลกับเขา ส่วนจำพวกที่จัดเจนในมหาสมุทรทะเลมาแล้ว ก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์ชนิดหนึ่งที่ว่ายน้ำเป็นเท่านั้น

ส่วนมหาสมุทรทะเลหลวงนั้น เป็นวิสัยของเรือเดินทะเล ข้อนี้ฉันใด ข้ออุปไมยก็ฉันนั้น ปราชญ์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เป็นผู้ฉลาดแหลมคมเหนือวิสัยมนุษย์สามัญเราอยู่มากราวฟ้ากับดิน ถ้าเทียบกับคนก็เหมือนคนที่จัดเจนในมหาสมุทรทะเล ถ้าเทียบกับเรือก็คือเรือเดินสมุทรทะเล จึงทรงสามารถฉลาดรู้ทั้งในสิ่งที่มนุษย์ธรรมดารู้ ทั้งในสิ่งที่มนุษย์เทวดาอินทร์พรหมทั้งหลายไม่อาจรู้ได้ จึงทรงสั่งสอนได้ทั้งโลกธรรมดาและโลกลึกลับที่ใครๆ ไม่อาจรู้เห็นและสั่งสอนได้ ความรู้ความสามารถของคนธรรมดาสามัญเรา เท่ากับความรู้และความสามารถของฝูงเป็ดที่ว่ายน้ำสนุกเพลินอยู่กับสระหน้าบ้าน ส่วนความรู้ความสามารถของพระพุทธเจ้า เทียบกับมหาสมุทรและเรือเดินทะเล ที่ผิดกับฝูงเป็ดและสระหน้าบ้านอยู่มากจนไม่อาจนำมาเทียบกันได้

ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความรู้ใดในแหล่งไตรภพที่ใครตามเรียนจบด้วย แต่ยังมีกิเลสเครื่องปิดบังอยู่บนหัวใจ พร้อมทั้งคำสั่งสอนหรือลัทธิใดก็ตาม ถ้ายังอยู่ใต้อำนาจของกิเลสดังกล่าว ที่จะให้ความเสมอภาคพร้อมด้วยความสนิทสนมแก่มวลสัตว์ เหมือนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าผู้ทรงสิ้นกิเลสความเห็นแก่ตัวสิ้นเชิงแล้วนั้นไม่ได้ การประกาศธรรมสอนโลกก็ทรงประกาศด้วยพระเมตตาล้วนๆ เสมอต้นเสมอปลาย ไม่มีพิษสงใดๆ แม้แต่น้อยเจือปนอยู่ในวงศาสนธรรมนั้นเลย ธรรมดาความรู้ของคนมีกิเลสทั่วๆ ไป ส่วนมากมักมีเพื่อคนอื่น โดยกิริยาอันเป็นเหยื่อล่อปลา สุดท้ายก็เพื่อต้มหัวปลานั่นเอง คำว่าเอาอาหารเลี้ยงปลาไม่ค่อยมีในความรู้หรือลัทธิของผู้มีกิเลสบนหัวใจ ส่วนศาสนธรรมเป็นอาหารเลี้ยงปลาล้วน ๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเพื่อทุบหัวปลาต้มหัวปลาเป็นอาหารอยู่ในธรรมของพระพุทธเจ้าเลยแม้แต่น้อย

จึงเป็นศาสนธรรมที่ฝากเป็นฝากตายได้ตลอดมาและตลอดไปอย่างไม่มีข้อกังขา

ธรรมสามัคคี - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


10
ธรรมสามัคคี - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ความสามัคคีเป็นสิ่งที่โลกต้องการเสมอมา เพราะเป็นธรรมที่มีคุณค่ามาก ยากจะหาอะไรเสมอได้ ตลอดสัตว์นานาชนิดที่ถือความพร้อมเพรียงสามัคคีเป็นชีวิตจิตใจ เช่น พวกมด มีมดแดงเป็นต้น เขาไม่ยอมให้อะไรเข้าไปรุกล้ำได้เลย เป็นต้องช่วยกันรุมกัดแบบเอาชีวิตเข้าแลกเลยทีเดียว แม้ตัวเล็กทีท่าไม่น่าเกรงขามก็ตาม แต่ใจที่รักพวกรักรวงรัง รักความสามัคคีและสละชีวิตด้วยความพร้อมเพรียง เพื่อทรงหมู่ทรงคณะอยู่ได้นั้น มิได้เล็กไปตามร่างเลย ใครอยากเห็นความสำคัญในความพร้อมเพรียงเพื่อสมบัติคือรวงรัง ไข่ และลูกอ่อนของเขา ก็ลองเอามือหรือไม้ไปแหย่หรือจ่อเข้าที่รังเขาดู จะเห็นความคึกคักกล้าหาญในการต่อสู้ของเขาแต่ละตัวจนหมดทั้งรัง แสดงออกมาทันทีไม่ชักช้า

ขณะที่เกิดเหตุต่าง ๆ จากศัตรูนั้น ต่างตัวจะตั้งท่าต่อสู้ และวิ่งสับสนอลหม่านเพื่อบอกเหตุอันตรายแก่กันและกันอย่างไม่ชักช้าเลย เมื่อทราบเหตุตัวอยู่ในรังก็จะรีบออกมาช่วยกันอย่างชุลมุนวุ่นวายชนิดไม่กลัวตายใด ๆ ทั้งสิ้น ต่างตัวต่างรุมกัดคนละที่ละทางแบบล็อกตายไม่ยอมปล่อยวาง ถ้าจับก้นตัวที่กัดดึงออก หัวต้องขาดคาติดกับคนโดยไม่ยอมปล่อยวาง อันเป็นลักษณะถอยทัพกลับแพ้เลย จะต่อสู้จนตายหรือต้องชนะศัตรูเท่านั้น เป็นความจริงใจของเขาที่เป็นนักต่อสู้ ตัวที่ตายก็ตายไป ตัวที่ยังก็รุมกัดชนิดโหมกันทั้งรัง หากสู้กำลังของศัตรูไม่ไหวก็ยอมตายกันทั้งรังด้วยท่าต่อสู้ ถ้าชีวิตยังมีเหลือตายก็ให้ยังเหลือด้วยกันแบบนักต่อสู้เพื่อชาติของเขา  คำว่าถอยทัพยอมรับความปราชัยพ่ายแพ้ และต่างตัวต่างวิ่งหนีเพื่อเอาตัวรอดนั้นไม่มีในพวกมดแดงที่ฝังใจในความรักชีวิตของกันและกันเลย รวงรังและไข่พร้อมลูกอ่อนเป็นที่รวมแห่งชีวิตและความรักสงวนของเขา ใครๆ จะไปแตะต้องไม่ได้ ถ้าไม่อยากเห็นฤทธิ์แห่งความเอาจริงเอาจังของเขาที่เป็นชาตินักรบโดยสมบูรณ์แสดงออกในขณะนั้น

มดแดงเป็นสัตว์ที่รักชาติและความพร้อมเพรียงสามัคคีแท้ชาติหนึ่ง มนุษย์เราหากธรรม ๒ ข้อนี้ยังไม่ซึมซาบถึงใจ จึงควรสะดุดใจและนำคติของเขามาปฏิบัติบ้าง คงจะเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์มากมาย การขาดคุณธรรม คือความรักกันและความสามัคคีกัน ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยซึ่งจะควรนอนใจ มดแดงแม้จะไม่มีความรู้ลึกซึ้งกว้างขวางเหมือนมนุษย์ที่ไปเรียนข้ามทวีปแบกใบประกาศนียบัตรมาอวดกันก็ตาม แต่ความรู้และการกระทำของเขาน่าสรรเสริญและเป็นคติได้ดี ไม่เพียงสักแต่ว่าเขาเป็นมดที่อยู่ใต้อำนาจแห่งการเย่อหยิ่ง และเบียดเบียนทำลายของผู้หาความรู้สึกตัวและเมตตามิได้ ทั้งที่ตัวเองสู้เขาไม่ได้ในคุณธรรมบางประเภทดังกล่าวมา การรักษาสมบัติมีรังเป็นต้น เขารักษาตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ประมาท นอนขับกล่อมกันอยู่ในรังคอยอันตรายด้วยความเพลิดเพลินจนลืมตัว

เขามีการอยู่เวรกันเป็นประจำและเที่ยวตรวจตราตามบริเวณรอบรังมิได้ขาด อยู่ที่ปากรังบ้าง ตามบริเวณข้างนอกรังทั่ว ๆ ไปบ้าง เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นเขาจะวิ่งถึงกันเพื่อบอกเหตุทันที แล้วพร้อมกันออกตรวจตราต่อสู้ การหากินก็แบ่งกันไปเป็นพวก ๆ เมื่อได้อาหารมาก็กินด้วยกัน ไม่มีการแย่งชิงกันกิน และไม่มีการแอบซ่อนอาหารไว้กินลำพังตัวเดียว ไม่รังแกกันทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ เวลามีเหตุอันตรายเกิดขึ้นก็ช่วยกันต่อสู้ด้วยความกล้าหาญชาญชัย ไม่หวาดกลัวท้อถอยหรือหลบหลีกปลีกหนีเอาตัวรอดว่าเป็นยอดดี โดยปล่อยให้เพื่อนๆ ตาย อาการทุกอย่างของเขาดังกล่าวมา มนุษย์เรายังอาจสู้เขาไม่ได้ ซึ่งน่าอับอายที่ความรู้ความสามารถมีมากแต่สู้สัตว์ เช่น มดแดงไม่ได้

ผู้เขียนยิ่งตัวขี้ขลาดหวาดกลัวที่สุด ไม่มีใครในโลกที่ว่าขี้ขลาดอ่อนแอจะมาหาญสู้ได้ ถ้าไม่อยากแพ้บนเวทีขี้ขลาดของคนไม่เป็นท่า ฉะนั้นเมื่อพูดถึงความบกพร่องแห่งคุณธรรมที่สู้มดไม่ได้ จึงอดที่จะเอาเรื่องของตัวออกมาตีแผ่ไม่ได้ เพื่อท่านผู้อ่านทั้งหลายได้ทราบบ้างว่า พระขี้ขลาดอ่อนแอก็ยังมีในศาสนาถึงกับใครมาแข่งไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แต่ถ้าเป็นความขยันหมั่นเพียร ความกล้าหาญชาญชัยที่น่าชมเชยแล้ว ยอมแพ้แต่ยังไม่ขึ้นเวที

ความสามัคคีตามหลักธรรมท่านกล่าวไว้ว่า เป็นรากฐานแห่งความมั่นคงของหมู่คณะตลอดคนทั้งชาติ มีความสามัคคีเป็นพื้นฐานรับรองไว้ หากขาดความสามัคคีเสียอย่างเดียวแม้แต่ร่างกายก็ทนอยู่ไม่ได้ ย่อมแตกสลายอย่างไม่มีปัญหา แต่ความสามัคคีจะมีได้โดยสมบูรณ์ต้องอาศัยแต่ละคนเห็นความสำคัญของส่วนรวมที่อาศัยกันอยู่ ไม่เห็นว่าสำคัญเฉพาะตัวคนเดียว เมื่อคนเราเห็นความสำคัญของกันและกัน ว่ามีคุณค่าเสมอกันในความเป็นมนุษย์ที่อาศัยกัน การแสดงออกย่อมไม่เป็นภัยต่อกัน นอกจากเป็นคุณถ่ายเดียวเท่านั้น ไม่เป็นคนเห็นแก่ตัวจัด อันเป็นเหตุให้เอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ และเป็นเครื่องส่งเสริมความโลภมากไม่มีขอบเขตเหตุผล เล็งเห็นแก่ได้ถ่ายเดียวอันเป็นช่องทางให้หลวมตัว จนลืมเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นอะไรไป คนเราจะมีความร่ำรวยและเสวยสุขอยู่คนเดียว ในท่ามกลางแห่งความทุกข์ร้อนของผู้อื่นเป็นจำนวนมากนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ หากเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ปราชญ์ท่านคงสอนให้ตั้งบ้านเรือนบนศีรษะมนุษย์มานานแล้ว

ความเห็นแก่ตัวจัดอันเป็นมิตรสหายของความโลภไม่มีเพียงพอนี้ นอกจากเป็นภัยแก่ตัวอย่างลึกลับที่เจ้าตัวไม่อาจมองเห็นแล้ว ยังเป็นภัยแก่ผู้อื่นอย่างไม่มีประมาณ ท่านจึงสอนให้ละให้ปล่อยวางพอมีทางเย็นใจบ้าง สำหรับตัวเองและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันซึ่งเป็นสัตว์ขี้ขลาดอยู่คนเดียวไม่ได้ จะได้เห็นคุณค่าของกันและกันพออยู่กันได้เป็นผาสุก คนเราอาศัยใครและสิ่งใด ควรถือผู้นั้นและสิ่งนั้นเป็นสำคัญ ไม่เหยียบย่ำทำลายอันเป็นลักษณะคนเนรคุณไม่มีความเจริญจีรังถาวร

อยู่เรือนให้รักษาเรือน หมั่นปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาดน่าอยู่อาศัยหรือหลับนอน ใช้เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเครื่องใช้สอยต่างๆ ให้หมั่นชะล้างซักฟอกและเก็บรักษาด้วยดี ไม่ทิ้งเกลื่อนกลาดสาดกระจายอันเป็นความเสียหายแก่สิ่งของและตัวเราเอง ทั้งเป็นการส่อนิสัยว่าไม่เอาไหน ไปอยู่กับใครก็ทำความหนักใจแก่ผู้รับให้อยู่ด้วย จนกลายเป็นคนโลกแคบแม้แผ่นดินถิ่นอาศัยมีอยู่มาก

อาศัยเมืองซึ่งเป็นสถานที่ของคนหมู่มาก ก็ให้ช่วยกันรักษาสถานที่อยู่และทำเลค้าขาย ตลอดถนนหนทางตรอกซอยที่ไปมาหาสู่กัน อย่าทิ้งอะไรให้เกลื่อนกลาดและทำให้สกปรกรกรุงรัง คอยแต่เทศบาลจะมาเก็บกวาดรักษาให้ เทศบาลก็คนเราก็คน ทำให้สกปรกก็ยังทำได้ ส่วนทำให้สะอาดทำไมจึงทำไม่ได้ต้องคอยเทศบาล หรือกลัวเทศบาลจะปรับไหมใส่โทษเอา ถ้าทำดีดังที่ว่าหากเทศบาลจับไปลงโทษก็กรุณาไปบอกผู้เขียน จะพามาเดินขบวนว่ะ สิ่งเหล่านี้เข้าใจว่าต้องทำได้ ถ้าไม่ทอดธุระเพราะความขี้เกียจเสียอย่างเดียว

อนึ่งสิ่งใดที่เป็นสมบัติส่วนรวม อย่าคะนองมือคะนองเท้าไปแตะต้องเตะถีบทำลาย จะกลายเป็นตัวบุ้งตัวหนอนทำลายบ้านเมือง ซึ่งเป็นของมีค่าสำหรับอาศัยแห่งคนในชาติ ไปบ้านใดเมืองใดให้ถือเหมือนถิ่นฐานบ้านเรือนของตน จะกันความคะนองต่างๆ และดัดนิสัยที่เคยเป็นมาเสียได้ ต่างคนต่างอยู่อาศัย ต่างคนต่างรักษาทั่วประเทศเขตแดน ความสง่างามน่าดูตลอดความมั่นคงหากเกิดขึ้นเองจากต่างคนต่างบำรุงรักษา ชาติเป็นของคนไทยทุกคน สมบัติของชาติเป็นของทุกคนที่อาศัย จึงควรช่วยกันบำรุงรักษาให้จีรังถาวร

ปกตินิสัยแล้วต้องขออภัยหากผิดพลาดจากความเป็นจริง คนไทยเราส่วนมากนับผู้เขียนด้วยคนหนึ่ง มักมีนิสัยชอบสะดวกมักง่าย ซึ่งออกมาจากความขี้เกียจนั่นเอง ทำอะไรจึงมักเอาความสะดวกเข้าว่ากัน ส่วนผลจะเป็นอย่างไรไม่ค่อยคำนึง สุดท้ายก็เป็นทำนองสุกเอาเผากิน สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ กฎหมายข้อบังคับระเบียบต่างๆ ฯลฯ ที่ตราไว้สำหรับคนไทยเป็นส่วนมาก เพราะเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งคนไทยเป็นผู้ตราเสียเอง ตลอดพระธรรมวินัยที่ทรงประทานไว้ด้วยความถูกต้องดีงามสำหรับสัตว์โลก และคนไทยที่เป็นชาวพุทธนำมาปฏิบัติ เพื่อความสงบสุขแก่ตนและส่วนรวม แต่ก็ไม่พ้นที่จะเอาความสะดวกมักง่ายตามใจตัวขี้เกียจเข้าไปทำลาย ผลที่ได้รับก็คือความเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้ละเมิดนั่นแล นอกจากนั้นยังทำให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อนเสียหายไปด้วยเพราะความสะดวกตามใจชอบเป็นผู้นำ

กาลใดที่จิตใจประชาชนห่างเหินจากศีลธรรม กาลนั้นความเดือนร้อนวุ่นวายนับวันทวีรุนแรงยิ่งขึ้น ลำพังกฎหมายเพียงอย่างเดียวซึ่งบังคับแต่ภายนอก คือกายวาจาเท่านั้น ย่อมไม่อาจให้ความสงบสุขแก่หมู่ชนได้เท่าที่ควร หากจิตใจคนเข้าใกล้ชิดสนิทกับศีลธรรม มีธรรมเป็นเครื่องปกครองใจ ย่อมไม่คิดไม่ทำในสิ่งที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น นอกจากมีความเมตตาสงสารเข้าเคลือบแฝง เพื่อความสงเคราะห์อนุเคราะห์แก่ผู้อื่นเท่านั้น คนที่ประพฤติทุจริตต่าง ๆ เช่น ลักขโมยปล้นจี้ แย่งชิงวิ่งราว ฉ้อราษฎร์บังหลวง คดโกงรีดไถเหล่านี้ เป็นการประกาศอยู่ในตัวว่าไม่มีศีลธรรมภายในใจและความประพฤติบ้างเลย คนไม่มีศีลธรรมในใจนั่นแล มักก่อเรื่องราวต่างๆ ให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่หมู่ชนอยู่เสมอมา

ดังนั้นศาสนาจึงมิใช่เรื่องเล็กน้อย แต่ศาสนาเป็นทั้งทำนบกั้นความรั่วไหลแตกซึมแห่งทรัพย์สมบัติ ไม่ให้รั้วไหลไปในทางไม่เกิดประโยชน์และเกิดโทษแก่เจ้าของ เป็นทั้งกำแพงกั้นจิตใจความประพฤติให้เดินออกตามช่องทางแห่งศีลธรรมที่เปิดไว้ ว่าทางนั้นถูกต้องชอบธรรม อันเป็นทางสมหวังดังใจหมายไม่เป็นอื่น ทางนั้นไม่ควรดำเนินจะนำทุกข์ร้อนมาสู่ตัวและผู้อื่นไม่มีประมาณทั้งปัจจุบันและอนาคต เป็นทั้งเพื่อนสนิทมิตรอันตายใจ

ตามหลักธรรมว่าพระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ให้ตกไปในที่ชั่วและให้เกิดสุขชนิดไม่มีใครสามารถหยิบยื่นให้ในโลก แม้พ่อแม่ บุตรธิดา สามีภรรยา ที่ถือว่ารักกันยิ่งกว่าใครและสิ่งใด ๆ ในโลกก็ไม่อาจหยิบยื่นให้ได้ เพื่อนใจของเราคือธรรม ธรรมคือแก้วสารพัดนึกของผู้มีความดีที่ได้สร้างไว้แล้วไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน เป็นทั้งกล้องส่องทางทั้งใกล้และไกล ให้ผู้ปฏิบัติบำเพ็ญเห็นสิ่งต่างๆ ทั้งโลกเมืองคน ทั้งโลกเมืองผี ทั้งโลกแห่งเทวดาอินทร์พรหม กระทั่งโลกุตระอันสูงสุด สิ่งกำบังทั้งหลายที่มวลสัตว์มัวเมา ได้แก่เจ้าจอมมืดคืออวิชชา ที่หุ้มห่อจิตใจอย่างมืดมิดมองไม่เห็นสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยซึ่งมีอยู่กับตัว จำต้องลูบคลำไปตามยถากรรม ธรรมเป็นเครื่องกำจัดความมืดบอดเหล่านี้ได้เป็นอย่างดีตามกำลังของความเพียรพยายาม ผู้มีความเพียรกล้าก็สามารถกำจัดได้โดยสิ้นเชิง เหลือเฉพาะดวงใจที่บริสุทธิ์กับวิมุตติพระนิพพาน เป็นคู่เคียงกันภายในใจดวงเดียว

ฉะนั้นศาสนธรรมจึงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก มีมนุษย์เป็นฐานสำคัญ โดยไม่เลือกชาติชั้นวรรณะ ไม่เลือกคนมีคนจน คนโง่คนฉลาด เมื่อยึดธรรมเป็นที่พึ่ง ธรรมย่อมเป็นที่พึ่งได้ตลอดไป การดำเนินการครองชีพทุกแขนง เช่น การจ่ายไม่รู้จักประมาณว่าควรไม่ควร จ่ายดะไปไม่มีขอบเขตเหตุผล จ่ายจนเป็นนิสัยที่เรียกว่านักจ่าย จ่ายจนเสียคนและเงินไม่มีค้างกระเป๋า เหล่านี้เรียกว่าความเหลิงในธรรม ความตระหนี่ถี่เหนียวจนตัวเองก็ยอมอดอยากทั้งที่สมบัติมีอยู่ ตระหนี่จนเข้ากับใครไม่ได้ คบกับใครเขาก็รังเกียจ สมบัติมีมากน้อยแทนที่จะเกิดประโยชน์ แต่กลับเป็นที่เกาะของความตระหนี่ไปจนวันตาย ก็เพราะความขาดธรรมเครื่องวิจารณ์ จึงไม่มีสติปัญญา คิดทำสมบัติให้เกิดประโยชน์ได้

เพราะความไม่มีธรรมจึงมักมีแต่ข้าศึกคือกิเลสย่ำยีอยู่รอบด้าน ทั้งที่โลกเขายกย่องว่ามีความสุข แต่ตัวเองกลับตกนรกหลุมลึกลับภายในใจไม่มีใครทราบได้ นอกจากเจ้าตัวเพียงคนเดียว เพราะความมีธรรมจึงพอจะทราบหรือทราบเรื่องนรกหลุมลึกลับนี้ได้ดี โดยไม่ต้องถามใครให้เสียเวลาและประกาศความโง่ของตัวให้โลกรำคาญเปล่าๆ ระหว่างคนตระหนี่ถี่เหนียวกับคนที่มีน้ำใจกว้างขวางชอบสงเคราะห์ให้ทาน ย่อมมีความสุขภายในใจผิดกันอยู่มาก ตลอดผิวพรรณ วรรณะก็ต่างกัน ระหว่างเพื่อนฝูงของคนทั้งสองก็มีมากน้อยต่างกันราวฟ้ากับดิน หินกับเพชรทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ธรรมท่านจึงสอนให้คนมีใจกว้างขวาง ด้วยเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย อย่างน้อยก็เพื่อความสมานความสนิทชิดชอบต่อกัน ยิ่งกว่านั้นมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายรักชอบ ให้ความเคารพนับถือ ไม่เป็นภัยต่อผู้ใด ไปที่ใดก็เป็นสุคโต ให้ความหวังและความพึ่งพิงร่มเย็นแก่เพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั่วไป ผิดกับความคับแคบถี่เหนียวที่มีแต่ความโลภคอยลิดรอน รีดไถ เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเป็นนิสัย ไปที่ใดไม่ค่อยมีผู้อยากคบค้าสมาคม เพราะกลัวเป็นเหยื่อที่ถูกเคี้ยวกลืนราวกับเมี่ยง คนเรามีหัวใจแม้จะแสนโง่เขลาเบาปัญญาเพียงไรก็อดทราบไม่ได้เมื่อถูกลิดรอนต้มตุ๋นบ่อยๆ เนื่องจากส่วนมากคนโง่และคนซื่อสัตย์สุจริตมักเป็นเหยื่อของคนประเภทร้อยสันพันคมกินไม่เลือกอยู่เสมอ ในที่ทุกสถานตลอดกาลทุกเมื่อแต่ไหนแต่ไรมา

ความเห็นแก่ตัวเป็นเครื่องทำลายญาติมิตรเพื่อนฝูง ความสามัคคีและสังคมตลอดความมั่นคงของชาติ ให้ร้าวรานแตกแยกจนถึงขั้นแตกทลายได้โดยไม่สงสัย ดังจะเห็นได้จากส่วนย่อยไปถึงส่วนใหญ่ เช่น ในวงงานบริษัทห้างร้านที่รวมกำลังกันดำเนินกิจการต่าง ๆ ตามเป้าหมาย แต่คนในวงงานเชื่อถือกันไม่ได้ คอยแต่จะเจาะจะไชสมบัติส่วนรวมให้รั่วไหลแตกซึม เพราะความเห็นแก่ตัวเป็นเครื่องบั่นทอนและทำลาย สุดท้ายก็ล้มละลายไปไม่รอด ดังนั้นท่านผู้เห็นการณ์ไกลของโลกที่รวมกันอยู่เป็นหมู่เป็นคณะ เป็นบ้านเมือง เป็นประเทศ จะได้อยู่กันเป็นผาสุกร่มเย็น ปราศจากภยันตรายต่างๆ มีความเห็นแก่ตัว เป็นต้น จึงสอนให้สละละวางภัยอันนี้ที่จะคอยขวางและทำลายผู้อื่นได้อย่างกว้างขวาง และสอนให้มีความสามัคคีในระหว่างเพื่อนฝูงและกิจการต่าง ๆ ทั่วประเทศเขตแดนที่มนุษย์ยังอาศัยกันอยู่ ให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง เพราะความสามัคคีเป็นกำลังสำคัญของหมู่ชนทุกชาติ จะเว้นเสียมิได้ถ้าไม่อยากเห็นชาติล่มจม ในธรรมมีว่า สามัคคี สามัคคานัง ตโป สุโข ความพร้อมเพรียงของหมู่ชนเป็นเครื่องทำลายอุปสรรคต่าง ๆ ให้เกิดสุข

คนและสัตว์ที่อยู่กันได้เพราะความสามัคคีแห่งธาตุต่าง ๆ ที่รวมกันอยู่ หากธาตุใดธาตุหนึ่งเกิดวิการขึ้นมาในร่างกาย นั่นคือกายเริ่มจะแตกสามัคคี เจ้าตัวก็เริ่มไม่สบายขึ้นมาตามส่วนวิการของธาตุมากน้อย จำต้องรีบรักษาให้หาย ไม่งั้นก็เป็นอันตรายถึงตายได้ สามีภรรยาแยกจากกันเพราะความแตกสามัคคี ด้วยความเห็นไม่ลงรอยกัน ย่อมเป็นความทุกข์มาก พ่อแม่กับลูกแตกสามัคคีกันเพราะความไม่ปรองดองกัน ย่อมเป็นความระส่ำระสาย คนในบ้านเดียวกันตลอดในประเทศเดียวกัน มีกฎหมายปกครองอันเดียวกัน เกิดการแตกแยกจากกันเพราะความรู้ความเห็นไม่ลงรอยกัน เพราะการยุแหย่ก่อกวนกัน เพราะการปลุกปั่นต่าง ๆ เกิดการประหัตประหารกันให้ล้มตายฉิบหายไปฝ่ายละมากๆ ทุกแห่งหนตำบลหมู่บ้านจนทั่วประเทศเขตแดน ยิ่งกว่าคนที่ไม่เคยได้รับการศึกษามาเลย เหล่านี้ล้วนเป็นความเสียหายอย่างคาดไม่ได้ประมาณไม่ถูก ทั้งนี้เพราะโทษแห่งความแตกสามัคคีพาให้เป็นไป

ความสามัคคีเท่านั้นจะสามารถรักษาสมบัติทั้งปวง พร้อมกับคนทั้งชาติให้ตั้งอยู่จีรังถาวรได้ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มต่างๆ ที่สำเร็จเป็นผืนขึ้นมาได้ เพราะความรวมแห่งเส้นด้ายเส้นไหมทั้งหลายที่นายช่างทอขึ้นเป็นผืนๆ เป็นไม้ๆ เป็นพับๆ ถ้วยชามหม้อไหไตถาดตลอดภาชนะเครื่องใช้สอยต่างๆ ย่อมสำเร็จขึ้นมาจากสิ่งทั้งหลายรวมตัวกัน

บ้านเรือน บริษัทห้างร้านที่ใหญ่มโหฬารต่าง ๆ ล้วนสำเร็จมาจากการรวมทัพสัมภาระเครื่องก่อสร้างต่างๆ มีไม้ เหล็ก ปูน หิน ทราย เป็นต้น ที่ยึดเหนี่ยวกันไว้ให้แน่นหนามั่นคง ควรแก่การอาศัยและเป็นอยู่หลับนอนได้อย่างสะดวกสบาย หากสิ่งเหล่านั้นเริ่มทรุดโทรมก็แสดงว่าเครื่องก่อสร้างต่างๆ เริ่มหมดกำลังแห่งการรวมตัว หากไม่รีบซ่อมแซมแก้ไขก็ต้องพังทลายลงในวันหนึ่งแน่นอน

หญ้าแพรกตามท้องนาเป็นเส้นเล็กๆ เมื่อนำมาเด็ดทีละเส้นก็ขาดได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อนำมามัดรวมกันจนเป็นมัดแล้ว ย่อมไม่อาจเด็ดให้ขาดได้อย่างง่ายดาย การรวมใจ รวมกาย รวมทรัพย์ รวมความคิดสติปัญญาในแง่ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมของคนหลายคนเข้ากันเป็นกำลังอันเดียวกันย่อมมีกำลังมาก สามารถยังกิจการต่าง ๆ แม้มากให้สำเร็จได้ด้วยอำนาจแห่งความสามัคคี

อนึ่งบ้านเมืองอันมีถนนหนทางตลาดร้านค้าที่ทุกคนต้องอาศัย สมบัติของชาติเป็นสมบัติของส่วนรวมที่คนในชาติต้องอาศัย ควรถือเป็นสำคัญและช่วยกันบำรุงรักษาให้สะอาดและมั่นคงถาวรเป็นคู่ของชาติบ้านเมือง ไม่ควรบ่อนทำลายด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งเป็นการทำลายชาติด้วยในขณะเดียวกัน

มีต่อ.....


11
การกำหนดรู้ตัณหานั้น กำหนดรู้ด้วยปริญญา 3 ประการ คือ

1.ญาตปริญญา คือความกำหนดรู้ชัดเจนว่า นี้รูปตัณหา นี้สัททตัณหา นี้คันธตัณหา
นี้รสตัณหา นี้โผฏฐัพพะตัณหา นี้ธัมมตัณหา อย่างนี้แลชื่อว่าญาตปริญญา
 
2.ตีรณปริญญา นั้นคือ ภิกษุกระทำตัณหาทั้ง 6 ให้เป็นของอันตนรู้แล้ว พิจารณาใคร่ครวญ
ซึ่งตัณหาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรคเสียดแทง เป็นต้น อย่างนี้แลชื่อตีรณปริญญา

3.ปหานปริญญา นั้นคือ ภิกษุมาพิจารณาใคร่ครวญ ฉะนี้แล้ว ละเสียซึ่งตัณหา บรรเทาเสีย
ถอนเสีย และกระทำให้สิ้นไป ให้ถึงซึ่งความไม่เป็นต่อไปอย่างนี้ และชื่อว่าปหานปริญญา

ปริญญา 3 ประการ - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


12
ต่อ.......

๔. จงทำญาณให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป เมื่อเราสังเกตกิริยาจิตไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของอารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ได้แล้ว จิตก็จะค่อย ๆ รู้เท่าทันการเกิดของอารมณ์ต่างๆ อารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ก็จะค่อยๆ ดับไปเรื่อยๆ จนจิตว่างจากอารมณ์ แล้วจิตก็จะเป็นอิสระ อยู่ต่างหากจากเวทนาของรูปกาย อยู่ที่ฐานกำหนดเดิมนั่นเอง การเห็นนี้เป็นการเห็นด้วยปัญญาจักษุ
คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดจึงรู้ แต่ต้องอาศัยการคิด
 
๕. แยกรูปถอด ด้วยวิชชา มรรคจิต เมื่อสามารถเข้าใจได้ว่า จิต กับ กาย อยู่คนละส่วนได้แล้ว ให้ดูที่จิตต่อไปว่า ยังมีอะไรหลงเหลืออยู่ที่ฐานที่กำหนด (จิต) อีกหรือไม่ พยายามให้สติสังเกตดูที่ จิต ทำความสงบอยู่ใน จิต ไปเรื่อยๆ จนสามารถเข้าใจ พฤติของจิต ได้อย่างละเอียดลออตามขั้นตอน เข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผลกันว่า เกิดจากความคิดมันออกไปจากจิตนี่เอง ไปหาปรุงหาแต่ง หาก่อ หาเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นมายาหลอกลวงให้คนหลง แล้วจิตก็จะเพิกถอนสิ่งที่มีอยู่ในจิตไปเรื่อยๆ จนหมด หมายถึงเจริญจิตจนสามารถเพิกรูปปรมาณูวิญญาณที่เล็กที่สุดภายในจิตได้

คำว่า แยกรูปถอด นั้น หมายความถึง แยกรูปวิญญาณ นั่นเอง
 
๖. เหตุต้องละ ผลต้องละ เมื่อเจริญจิตจนปราศจากความคิดปรุงแต่งได้แล้ว (ว่าง) ก็ไม่ต้องอิงอาศัยกับกฎเกณฑ์
แห่งความเป็นเหตุเป็นผลใด ๆ ทั้งสิ้น จิตก็อยู่เหนือภาวะแห่งคลองความคิดนึกต่างๆ อยู่เป็นอิสระ
ปราศจากสิ่งใดๆ ครอบงำอำพรางทั้งสิ้น เรียกว่า “สมุจเฉทธรรมทั้งปวง”
 
๗. ใช้หนี้--ก็หมด พ้นเหตุเกิด เมื่อเพิกรูปปรมาณูที่เล็กที่สุดเสียได้ กรรมชั่วที่ประทับ บรรจุ บันทึก ถ่ายภาพ ติดอยู่กับรูปปรมาณูนั้น ก็หมดโอกาสที่จะให้ผลต่อไปในเบื้องหน้า การเพิ่มหนี้ก็เป็นอันสะดุดหยุดลง เหตุปัจจัยภายนอกภายในที่มากระทบ ก็เป็นสักแต่ว่ามากระทบ ไม่มีผลสืบเนื่องต่อไป หนี้กรรมชั่วที่ได้ทำไว้ตั้งแต่ชาติแรก ก็เป็นอันได้รับการชดใช้หมดสิ้น หมดเรื่องหมดราวหมดพันธะผูกพันที่จะต้องเกิดมาใช้หนี้กรรมกันอีก เพราะกรรมชั่วอันเป็นเหตุให้ต้องเกิดอีก ไม่อาจให้ผลต่อไปได้ เรียกว่า “พ้นเหตุเกิด”
 
๘. ผู้ที่ตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดหรอกว่า เขารู้อะไร เมื่อธรรมทั้งหลายได้ถูกถ่ายทอดไปแล้ว
สิ่งที่เรียกว่า ธรรม จะเป็นธรรมไปได้อย่างไร สิ่งที่ว่า ไม่มีธรรม นั่นแหละมันเป็นธรรมของมันในตัว
(ผู้รู้น่ะจริง แต่สิ่งที่รู้ทั้งหลายนั้นไม่จริง)
 
เมื่อจิตว่างจาก “พฤติ” ต่างๆ แล้ว จิตก็จะถึง ความว่างที่แท้จริง ไม่มีอะไรให้สังเกตได้อีกต่อไป
จึงทราบได้ว่าแท้ที่จริงแล้ว จิตนั้นไม่มีรูปร่าง มันรวมอยู่กับความว่าง ในความว่างนั้น ไม่มีขอบเขต
ไม่มีประมาณ ซาบซึมอยู่ในสิ่งทุกๆ สิ่ง และจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน
 
เมื่อจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นความว่าง ก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะให้อะไรหรือให้ใครรู้ถึง
ไม่มีความเป็นอะไรจะไปรู้สภาวะของอะไร ไม่มีสภาวะของใครจะไปรู้ความมีความเป็นของอะไร
 
เมื่อเจริญจิตจนเข้าถึงสภาวะเดิมแท้ของมันได้ดังนี้แล้ว “จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง”
จิตก็จะอยู่เหนือสภาวะสมมุติบัญญัติทั้งปวง เหนือความมีความเป็นทั้งปวง มันอยู่เหนือคำพูด
และพ้นไปจากการกล่าวอ้างใดๆ ทั้งสิ้น เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์และสว่าง รวมกันเข้ากับความว่าง
อันบริสุทธิ์และสว่างของ จักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า “นิพพาน”
 
โดยปกติ คำสอนธรรมะของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล นั้น เป็นแบบ “ปริศนาธรรม” มิใช่เป็นการบรรยายธรรม
ฉะนั้น คำสอนของท่านจึงสั้น จำกัดในความหมายของธรรม เพื่อไม่ให้เฝือหรือฟุ่มเฟือยมากนัก
เพราะจะทำให้สับสน เมื่อผู้ใดเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เขาย่อมเข้าใจได้เองว่า กิริยาอาการของจิตที่เกิดขึ้นนั้น
มีมากมายหลายอย่าง ยากที่จะอธิบายให้ได้หมด ด้วยเหตุนั้น หลวงปู่ท่านจึงใช้คำว่า “พฤติของจิต”
แทนกิริยาทั้งหลายเหล่านั้น
 
คำว่า “ดูจิต อย่าส่งจิตออกนอก ทำญาณให้เห็นจิต” เหล่านี้ ย่อมมีความหมายครอบคลุมไปทั้งหมดตลอดองค์ภาวนา
แต่เพื่ออธิบายให้เป็นขั้นตอน จึงจัดเรียงให้ดูง่ายเท่านั้น หาได้จัดเรียงไปตามลำดับกระแสการเจริญจิตแต่อย่างใดไม่
 
ท่านผู้มีจิตศรัทธาในทางปฏิบัติ เมื่อเจริญจิตภาวนาตามคำสอนแล้ว ตามธรรมดาการปฏิบัติในแนวนี้
ผู้ปฏิบัติจะค่อยๆ มีความรู้ความเข้าใจได้ด้วยตนเองเป็นลำดับๆ ไป เพราะมีการใส่ใจสังเกตและกำหนดรู้
“พฤติแห่งจิต” อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าหากเกิดปัญหาในระหว่างการปฏิบัติ ควรรีบเข้าหาครูบาอาจารย์
ฝ่ายวิปัสสนาธุระโดยเร็ว หากประมาทแล้วอาจผิดพลาดเป็นปัญหาตามมาภายหลัง เพราะคำว่า “มรรคปฏิปทา” นั้น
จะต้องอยู่ใน “มรรคจิต” เท่านั้น มิใช่มรรคภายนอกต่างๆ นานาเลย
 
การเจริญจิตเข้าสู่ที่สุดแห่งทุกข์นั้น จะต้องถึงพร้อมด้วย
วิสุทธิศีล วิสุทธิธรรม พร้อมทั้ง ๓ ทวาร คือ กาย วาจา ใจ
จึงจะยังกิจให้ลุล่วงถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้


วิธีเจริญจิตภาวนา - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล


13
วิธีเจริญจิตภาวนา - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

วิธีเจริญจิตภาวนาตามแนวการสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

๑. เริ่มต้นอิริยาบถที่สบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก ทำความรู้ตัวเต็มที่
และ รู้อยู่กับที่ โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตัว อย่างเดียว
 
รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อยๆ ให้ “รู้อยู่เฉยๆ”  ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ อย่าบังคับ
อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม
 
เมื่อรักษาได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ โดยไม่มีทางรู้ทันก่อน เป็นธรรมดาสำหรับผู้ฝึกใหม่
ต่อเมื่อจิตแล่นไป คิดไปในอารมณ์นั้นๆ จนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณา
เปรียบเทียบภาวะของตนเอง ระหว่างที่มีความรู้อยู่กับที่ และระหว่างที่จิตคิดไปในอารมณ์ว่า
มีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ

จากนั้น ค่อยๆ รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ต่อไป ครั้นพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ
จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีก จนอิ่มแล้ว ก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณา และรักษาจิตต่อไป
 
ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนัก ก็จะสามารถควบคุมจิตได้ และบรรลุสมาธิในที่สุด
และจะเป็นผู้ฉลาดใน "พฤติแห่งจิต" โดยไม่ต้องไปปรึกษาหารือใคร
 
ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์
และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร
ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อๆ ไป

ในกรณีที่ไม่สามารถทำเช่นนี้ ให้ลองนึกคำว่า "พุทโธ" หรือคำอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นเหตุเย้ายวน
หรือเป็นเหตุขัดเคืองใจ นึกไปเรื่อยๆ แล้วสังเกตดูว่า คำที่นึกนั้น ชัดที่สุดที่ตรงไหน
ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต
 
พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดกาล บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง
 
ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่
แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก
ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง
เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว
 
เมื่อกำหนดถูก และพุทโธปรากฏในมโนนึกชัดเจนดี
ก็ให้กำหนดนึกไปเรื่อย อย่าให้ขาดสายได้
ถ้าขาดสายเมื่อใด จิตก็จะแล่นสู่อารมณ์ทันที

เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว จึงจะรู้สึกตัวเองก็ค่อยๆ นึกพุทโธต่อไป
ด้วยอุบายวิธีในทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้น
ในที่สุดก็จะค่อยๆ ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้เอง
 
ข้อควรจำ ในการกำหนดจิตนั้น ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่
ในอันที่จะเจริญจิตให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการ
เจตจำนงนี้ คือ ตัว "ศีล"
 
การบริกรรม "พุทโธ" เปล่าๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียร
ทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในคราวต่อๆ ไป
 
แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
ดังนั้น ในการนึก พุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่อง ถึงความชัดเจน และความไม่ขาดสายของพุทโธ
จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ
 
เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้ หลวงปู่เคยเปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบ
ที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา
ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย
 
เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้
จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้
ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลา
และบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย


เมื่อจิตค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย ๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก ก็ค่อย ๆ ลดความรุนแรงลง
ถึงไปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าว ก็รู้สึกตัวได้เร็ว ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุทโธ ก็จะขาดไปเอง
เพราะคำบริกรรมนั้นเป็นอารมณ์หยาบ เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบ และคำบริกรรมขาดไปแล้ว
ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อยๆ
และสังเกตดูความรู้สึกและ “พฤติแห่งจิต” ที่ฐานนั้น ๆ บริกรรมเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง
สังเกตดูว่า ใครเป็นผู้บริกรรมพุทโธ

๒. ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น เมื่อมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น
ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป มาดูที่จิตต่อไปอีก ไม่ต้องกังวลใจ พยายามประคับประคองรักษา
ให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอๆ สติคอยกำหนดควบคุมอยู่อย่างเงียบๆ (รู้อยู่)
ไม่ต้องวิจารณ์กิริยาจิตใดๆ ที่เกิดขึ้น เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น เป็นไปเช่นนี้เรื่อยๆ
ก็จะค่อยๆ เข้าใจกิริยาหรือพฤติแห่งจิตได้เอง (จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต)
ทำความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด สังเกตอารมณ์ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ
 
๓. อย่าส่งจิตออกนอก กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก
เมื่อจิตเผลอคิดไปก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ
(รูปนิมิตให้ยกไว้ ส่วนนามนิมิตทั้งหลายอย่าได้ใส่ใจกับมัน)
 
ระวัง จิตไม่ให้คิดเรื่องภายนอก สังเกตการหวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ ๖

มีต่อ......


14
ทางพ้นทุกข์ - หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

การสำเร็จมรรคสำเร็จผล ไม่ได้สำเร็จที่อื่นที่ไกล สำเร็จที่ดวงใจของเรา
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านวางไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ท่านก็ไม่ได้วางไว้ที่อื่น วางที่กาย ที่ใจของเรานี้เอง
นี่เรียกว่า เป็นที่ตั้งแห่งธรรมวินัย
ความที่พ้นทุกข์ ก็จะพ้นจากที่ไหนเล่า
คือใจเราไม่ทุกข์ แปลว่าพ้นทุกข์

เพราะฉะนั้น ได้ยินแล้ว ให้พากันน้อมเข้าภายใน
ธรรมะคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า รวมไว้ในจิตดวงเดียว เอกํ จิตฺตํ
ให้จิดเป็นของเดิม จิตฺตํ ความเป็นอยู่ ถ้าเราน้อมเข้าถึงจิตแล้ว
ความสำเร็จอยู่ที่นั้น ถ้าเราไม่รวมแล้ว มันก็ไม่สำเร็จ ทำการทำงาน
ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ต้องรวมถึงจะเสร็จ ถ้าไม่รวมเมื่อไร ก็ไม่สำเร็จ

เอกํ ธมฺมํ มีธรรมดวงเดียว เวลานี้เราทั้งหลาย ขยายออกไปแล้ว
ก็กว้างขวางพิสดารมากมาย ถ้าวิตถารนัย
ก็พรรณนาไปถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
รวมเข้ามาแล้ว สังเขปนัยแล้ว มีธรรมอันเดียว
เอกฺ ธมฺมํ เป็นธรรมอันเดียว

เอกฺ จิตฺตํ มีจิตดวงเดียว นี่เป็นของเดิม ให้พากันให้พึงรู้ พึงเข้าใจต่อไป
นี่แหละต่อไป พากันให้รวมเข้ามาได้ ถ้าเราไม่รวมนี่ไม่ได้
เมื่อใดจิตเราไม่รวมได้เมื่อใด มันก็ไม่สำเร็จ

นี่แหละ ให้พากันพิจารณาอันนี้ จึงได้เห็นเป็นธรรม เมื่อเอาหนังออกแล้ว
ก็เอาเนื้อออกดู เอาเนื้อออกดูแล้ว ก็เอากระดูกออกดู เอาทั้งหมดออกดู
ไส้น้อย ไส้ใหญ่ ตับ ไต ออกมาดู มันเป็นยังไง มันเป็นคน หรือเป็นยังไง
ทำไมเราต้องไปหลง เออนี่แหละ พิจารณาให้มันเห็นอย่างนี้แหละ
มันจะละสักกายทิฐิแน่ มันจะละวิจิกิจฉา ความสงสัย จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
มันเลยไม่มี สีลพัตฯ ความลูบคลำ มันก็ไม่ลูบคลำ อ้อจริงอย่างนี้

เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้แล้ว จิตมันก็ว่าง
เมื่อรู้จักแล้วก็ตัด นี่มันจะได้เป็นวิปัสสนาเกิดขึ้น
อันนี้เรามีสมาธิแน่นหนาแล้ว ทุกขเวทนาเหล่านั้น
มันก็เข้าไม่ถึงจิตของเรา
เพราะเราปล่อยแล้ว เราวางแล้ว เราละแล้ว

ในภพทั้งสามนี้ เป็นทุกข์อยู่เรื่องสมมติทั้งหลาย จิตนั้นก็ละภพทั้งสาม
มันก็เป็นวิมุตติ หลุดพ้นไปหมด นี่ละเป็น วิมุตติ แปลว่า หลุดพ้น
จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ จิตนั้นจะได้เข้าสู่ปรินิพพาน ดับทุกข์ในวัฏสงสาร
ไม่ต้องสงสัยแน่ เวียนว่ายตายเกิดในโลกอันนี้ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ วัฏสงสาร
ทำไมจึงว่า วัฏคือเครื่องหมุนเวียน สงสารคือ ความสงสัยในรูป เฮอ

ในสิ่งที่ทั้งหลายทั้งหมด มันเลย ไม่ละวิจิกิจฉาได้ซี
เดี๋ยวนี้เรารู้แล้ว ไม่ต้องวนเวียนอีก เกิดแล้วก็รู้แล้ว
ว่ามันทุกข์ ชราก็รู้แล้วมันทุกข์
พยาธิก็รู้แล้ว ว่ามันทุกข์ มรณะก็รู้แล้วมันทุกข์

เมื่อเราทุกข์เหล่านี้ ก็ทุกข์เพราะความเกิด เราก็หยุด ผู้นี้ไม่เกิด
แล้วใครจะเกิดอีกเล่า ผู้นี้ไม่เกิดแล้ว ผู้นี้ก็ไม่แก่ไม่ตาย ผู้นี้ไม่ตายแล้ว
อะไรจะมาเกิด มันไม่เกิด จะเอาอะไรมาตาย ดูซิ ใจความคิดของเรา

เดี๋ยวนี้เราเกิด เกิดแล้วก็ตาย
ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตายอยู่อย่างนี้
มันก็เป็นทุกข์ไม่แล้วสักที


ทางพ้นทุกข์ - หลวงปู่ฝั้น อาจาโร


15
ต่อ......

อาตมานั่งฟังข่าวแล้วก็คิดว่า นี่มันอะไร ทำไม่มันเป็นอย่างนี้ นึกในใจอย่างนั้น ค้นไปค้นมาก็พบว่า อัตตาตัวตนนั่นเอง คือความเห็นแก่ตัว ไม่เห็นตำแหน่งไม่ชอบเปลี่ยน ที่ต้องลาออก อะไรอย่างนี้เป็นตัวอย่าง อันนี้มันก็ไม่ดีเหมือนกัน เราควรนึกแต่เพียงอย่างเดียวว่า เราทำงานเพื่อใคร เราทำงานเพื่อตัวเรา หรือทำงานเพื่อใคร ถ้าทำงานเพื่อตัว เรียกว่าจิตใจไม่ค่อยจะดี เราจะต้องคิดว่า เราทำงานเพื่อชาติ เพื่อประเทศของเรา ถ้าจะเกี่ยวกับบุคคล ก็ว่าเราทำงานเพื่อพระมหากษัตริย์ เพื่อในหลวง

สมัยก่อนนี้เรียกว่า ทำงานเพื่อพระมหากษัตริย์ ข้าราชการคือคนทำงานของพระราชา ทีนี้พระราชาท่านบอกว่า เธอนั่งตรงนีนะ ต้องยินดีไปนั่ง เธอมานั่งตรงนี้ ต้องยินดีไปนั่ง การขัดขืนนั้น เป็นเรื่องไม่ชอบไม่ควร ต้องทำตามหน้าที่ เคยพบคนๆ หนึ่ง แกดีเหมือนกัน คือว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าเมือง ต่อมาก็ไปเป็นรองผู้ว่าการภาค แล้วต่อมาเขาย้ายไปเป็นรอง ผู้การภาคนั้นเคยเป็นเจ้าเมืองเหมือนกับตัวท่าน แล้วก็เป็นเจ้าเมืองหลังท่านด้วยซ้ำไป เขาย้ายไปอย่างนั้น ถ้าเป็นคนมีความเห็นแก่ตัว มีอัตตาตัวตนแรง ก็คงทำงานไม่ได้ เพราะนึกว่าไอ้นี่มันขึ้นมาทีหลังกู เวลานี้กูมานั่งใต้เขา เป็นสองเขากลายเป็นที่หนึ่งไป

ท่านผู้นั้นไม่ได้คิดอย่างนั้น คุ้นกับอาตมา เวลาอาตมาไปเยี่ยมก็บอกว่า เรื่องการงานหน้าที่ เราเลือกเอาไว้เองไม่ได้ มันเป็นเรื่องของราชการบ้านเมือง เขาสั่งให้ไปทำตรงไหน เราก็ยินดีไปทำ ผมเมื่อก่อนมันทำหน้าที่หนึ่ง มันใหญ่ เวลานี้เขาให้มานั่งในหน้าที่นี้ ถ้าคนอื่นก็รู้สึกว่าต่ำ เขาคิดไปอย่างนั้น แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมคิดอย่างเดียวว่าทำงานรับใช้ประเทศชาติ คนเราเมื่อมีจิตคิดถึงชาติบ้านเมืองแล้ว มันก็ทำให้สบาย เขาให้ทำตรงไหนก็ได้ เวลามานั่งอยู่ตรงนี้ก็ได้ คนที่เขาเป็นใหญ่ในเวลานี้ ก็เป็นน้อยกว่าผม แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะว่าคนเรามันต้องเดินหน้าบ้าง เดินหลังบ้าง เหมือนกับเราเดินทาง บางทีเราเดินหน้า แต่บางทีเราว่า อ้าว คุณเดินไปหน้าก่อน เราก็เดินข้างหลัง ไม่ใช่ว่าจะเดินหน้าตลอดไป บางทีก็เดินข้างหลัง บางทีก็เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ พอจะคุยกันได้บ้าง มันเป็นอย่างนี้ ชีวิตเรามันเป็นอย่างนี้

ในการงานนี้ก็เหมือนกัน เราควรคิดว่า เรามีหน้าที่ปฏิบัติงาน เมื่อเขามอบงานอันใดให้ เราทำเราทำตามหน้าที่ทำให้ดีที่สุด เขาให้นั่งตำแหน่งไหนทำให้ดีที่สุด แล้วงานนั้นมันเลื่อนเราเอง เราอย่าไปตกอกตกใจ ว่าเขาไปนั่งตรงนี้ไม่เหมาะ แต่นึกว่าเขาให้เราทำงาน เราก็ทำงาน แล้วก็จะทำงานนั้นให้ดีให้เรียบร้อย ไม่มีอารมณ์ขุ่นมัว ไม่มีความเศร้าหมองในจิตใจ ไม่มีความน้อยเนื้อต่ำใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจอะไรเหล่านี้มันเป็นกิเลสทั้งนั้น ถ้าพูดกันในแง่ธรรมะแล้ว มันเป็นกิเลสทั้งนั้น พวกกิเลสประเภทต่างๆ มันไม่ดีไม่ควรเอาไว้ ควรเอาออก แล้วเราก็ทำงานไป รับใช้ประเทศชาติบ้านเมือง ในหน้าที่ใดก็ได้ ในหน้าที่หัวหน้าก็ได้ผู้ช่วยก็ได้ หรือว่าหน้าที่อื่นก็ได้ ขออย่างเดียวว่า ขอให้ฉันได้รับใช้ชาติ รับใช้บ้านเมืองก็พอแล้ว นึกอย่างนี้แล้วก็สบายใจ ไม่มีใหญ่ไม่มีน้อยเรื่องงาน มันมีหน้าที่อันเราจะต้องปฏิบัติ ถ้าเราใช้หลักธรรมะอย่างนี้ เป็นเครื่องพิจารณา สบายใจ ไม่วุ่นวาย ไม่เดือดร้อน ไม่สร้างปัญหา

ทีนี้เมื่อไม่สร้างปัญหาขึ้น ก็ทำให้คนภายนอกมองเห็นว่าแตกแยกกัน จะวุ่นวายอย่างนั้นอย่างนี้วิตกกังวลกันไปต่างๆ นานา อันนี้ก็เพราะความคิดเห็นเข้าข้างตัว ไม่ได้คิดเห็นแก่ส่วนรวมนั่นเอง เรื่องนี้น่าจะคิด นักธรรมต้องมองเห็นอย่างนี้บ้าง แล้วคิดไปในแง่ธรรมก็สบายใจ ญาติโยมฟังแล้วเอาไปคุยกับใครๆ บ้าง เวลาพบประเพื่อนฝูงมิตรสหาย ที่เข้าทำงานทำการกันอยู่ ถ้าใครเขาพูดอะไรออกมา ในเชิงน้อยอกน้อยใจ ในแง่อะไรก็ตาม เราก็ควรจะบอกว่าอย่าไปคิดอย่างนั้น อย่าไปคิดน้อยอกน้อยใจ คนเราเกิดมาเพื่อหน้าที่ หน้าที่มีหลายแบบหลายอย่าง แล้วคนเราจะแสดงเป็นตัวเองตลอดไปไม่ได้ บางคราวก็แสดงเป็นตัวรองได้บ้าง

ในสมัยในหลวงรัชกาลที่หก ท่านเป็นมกุฏราชกุมาร หรือว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วก็มี เวลาแสดงละครเรื่องต่างๆ ในหลวงเองท่านไม่แสดงเป็นพระเอก ท่านแสดงเป็นคนใช้ทุกที ละครพูดอะไร ท่านเขียนเอง เขียนเองแล้วท่านร่วมแสดงด้วย แต่ว่าท่านมักแสดงเป็นตัวคนใช้ ไม่แสดงเป็นตัวพระเอก มหาดเล็กเป็นพระเอก พระยาราม พระยานิรุธ เทวาเป็นพระเอก ในหลวงท่านเป็นคนใช้ บางทีพระเอกต้องตีหัวคนใช้ ต้องตีในหลวง ท่านไม่ถือ ท่านแสดงอย่างเพื่ออะไร ไม่ใช่เรื่องตลก ไม่ใช่เรื่องเล่นแต่ว่าเป็นการสอนธรรมให้คนมันรู้ เพราะในหลวงท่านมีความคิด ในแบบประชาธิปไตย

แต่ว่าคนไทยเรายังไม่คุ่นเคยต่อระบบนั้น จะไปเปลี่ยนการปกครอง แบบผลีผลามให้เขาเป็นประชาธิปไตย มันจะวุ่นวายกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะฉะนั้นลองมาฝึกหัดเป็นกันก่อนซิ ลองเป็นกันหน่อย เป็นในเรื่องการแสดงละครมั่ง แสดงเมืองให้ดู ทำเมืองดุสิตให้เขาดูหน่อย มีนายกเทศมนตรี มีอะไรต่ออะไร มีการประชุมสภากัน เวลาไปประชุมก็สมาชิกไปนั่ง ไม่มีอภิปรายอะไรเลย ท่านมองแล้วเห็นว่ามันไปไม่รอด ขืนให้ไปมันจะเดือดร้อน อย่างนี้เป็นตัวอย่าง คือท่านทำให้ดูแสดงให้ดู เป็นคนใช้ก็ได้ เพื่อแสดงให้ดูว่า คนเรานั้นถึงเวลาใหญ่ก็ใหญ่ได้ เวลาเล็กก็เล็กได้ ไม่ใช่ว่าจะใหญ่อยู่เสมอไป อย่าคิดถึงตัวในเรื่องอะไรๆ คิดถึงว่าหน้าที่การทำงาน เราจะต้องปฏิบัติ อันเป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองของเรา เขาย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ไปได้

เหมือนกับว่าผู้ว่าราชการคนหนึ่ง ก็เคยเป็นเด็กวัดอยู่มาก่อน เขาพูดดี เขาเรียกอาตมาว่าหลวงพี่ บอกว่าหลวงพี่ครับ ผมไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร เขาย้ายไปอยู่เมืองเล็กเมืองใหญ่ ผมพอใจทั้งนั้น เพราะผมไม่ได้ไปคิดหากิน ในการเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ผมไปทำงานในหน้าที่ของผู้ว่า ไม่ได้คิดไปหากินอะไร ที่เข้าไปเที่ยววิ่งเต้น เข้าหาท่านรองท่านปลัด ท่านรัฐมนตรี เขาให้ย้ายไปเมืองนั้นเมืองนี้ มันคิดจะหากินกันทั้งนั้นแหละ ว่าอย่างนั้น อาตมาฟังแล้วคิดว่า อ้ายนี่มันไม่เสียที่ กินข้าวก้นบาตรมาหลายปี พูดจาเข้าทีหน่อย ทำงานใช้ได้ อยู่ที่ไหนก็เรียกว่าทำงานพอใช้ได้ เป็นที่พอใจของประชาชน ไม่เดือดร้อนใจ เขาคิดถูก คือคิดว่าเขาให้เราไปทำงาน เช่นเราเป็นครูเป็นอาจารย์

สมมติว่าเราเคยอยู่กรุงเทพ แล้วเขาย้ายไปหัวเมือง บางทีอาจจะไปเมืองเล็กๆ เช่นสมมติว่าไปจังหวัดเล็กๆ จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ไปสุโขทัย ทางภาคเหนือ หรือไปพัทลุงภาคใต้ เราอาจจะเกิดน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าย้ายแกล้งกัน ลดต่ำแหน่งฉันเคยอยู่เมืองใหญ่ แล้วให้ไปอยู่เมืองเล็ก น้อยอกน้อยใจ ลาออกเสียเลย ไม่ทำงานต่อไป อย่างนี้มันชอบมันควรหรือไม่ เราควรจะคิดว่าอย่างนี้ คิดว่าฉันนี่เกิดมาเป็นครูเป็นอาจารย์ เขาย้ายไปที่เมืองนั้น มีลูกศิษย์ให้ฉันสอนหรือเปล่า เมืองนั้นมีศิษย์ให้ฉันสอนหรือเปล่า มีศิษย์เยอะแยะที่จะสอนให้ แล้วคนในบ้านนอกชนบท ขาดครูขาดอาจารย์ เขาย้ายเราไปเป็นครูที่นั่น นับว่าดีแท้ เพราะว่าจะได้ไปทำประโยชน์ในที่นั้นได้ดีกว่า อยู่ในกรุงเทพฯ

นึกอย่างนี้แล้วมันสบายใจ ไม่มีอาการจับไข้ ไม่ต้องไปพูดว่า แหมเคราะห์ร้ายเหลือเกิน อธิบดีสั่งย้าย กระทรวงสั่งย้ายให้ไปอยู่ต่างจังหวัดเสียแล้ว เราได้พูดเช่นนั้น แต่เราจะพูดว่า แหมหมู่นี้ดีมาก ที่เขาย้ายให้ไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะอยู่ในกรุงมานานแล้ว ในกรุงจราจรก็คับคั่งไม่ไหว การเป็นอยู่ก็ลำบาก หัวบ้านหัวเมืองสบายดี อากาศปลอดโปร่ง การใช้จ่ายมันก็ไม่แพง แล้วเด็กๆ ที่ต้องการศึกษามันมีอยู่เยอะ เราไปด้วยอารมณ์สดชื่น ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน เพราะไม่พูดถึงตัว แต่พูดถึงงาน พอคิดถึงงานแล้วใจสบาย ว่าเราจะได้ไปทำงานแล้ว

เราเป็นหมอก็เหมือนกัน สมมติว่าเป็นหมออยู่ในกรุงเทพฯ ตอนเย็นก็ไปเปิดคลีนิคสบาย ทีนี้เขาบอกว่าย้ายไปหัวเมือง ให้ไปจังหวัดพังงา อะไรอย่างนั้น หรือว่าไปอยู่อำเภอตะกั่วป่า ได้ยินว่าแหมเป็นอำเภอเล็ก ความจริงมันไม่เล็กหรอกอำเภอตะกั่วป่า เงินทองมันเยอะแยะที่นั่น คนขุดแร่ได้เงินได้ทองมามากๆ แต่เราไม่ค่อยไปนึกว่าอำเภอเล็กๆ อย่าไปคิดว่าอำเภอคนมาก คนน้อย อย่าไปคิดว่าเจริญหรือไม่เจริญ คิดอย่างเดียวว่า เราเป็นหมอ มีหน้าที่อะไร มีหน้าที่รักษาคนป่วย แล้วที่เราย้ายไป เราไปอยู่มีคนป่วยให้เรารักษาหรือเปล่า อาจจะมีมากเสียด้วยซ้ำไป หมอไม่ค่อยมี เราควรจะดีใจ ว่าจะได้ไปอยู่รักษาคนป่วย ที่อำเภอตะกั่วป่า เพราะอำเภอนั้นมีหมอน้อย เราไปอยู่ก็ดี ได้ช่วยคนเจ็บไข้ได้ป่วยต่อไป นึกอย่างนี้มันก็สบายใจ ไม่ลำบากไม่เดือดร้อน

เป็นข้าราชการปกครอง สมมติว่าเขาบอกว่าย้ายไปอำเภอนครไทย ชื่อมันหรูหราอำเภอนี้ พอรู้ว่าอำเภอที่นี้อยู่ที่ไหน อยู่จังหวัดพิษณุโลกอยู่ในป่าโน้น เราตกใจแหมอยู่ในป่า อย่าไปคิดอย่างนั้น แต่คิดว่าการที่เขาย้ายไปอยู่ที่อำเภอนครไทยนั้น เพราะอำเภอนั้นมันยังไม่เจริญ ผู้หลักผู้ใหญ่เขาคงมองเห็นแล้วว่าเรานี่แหละเป็นคนสามารถ ที่จะไปสร้างความเจริญให้แก่อำเภอนครไทยได้ เขาจึงย้ายเราให้ไปอยู่ที่นั่น ไม่มีเรื่องจะบ่นว่ามีโชคร้าย แต่ควรจะพูดกับเพื่อนว่า แหมโชคดีเหลือเกิน ที่มีโอกาสได้ไปแสดงความสามารถในคราวนี้ อยู่ในที่ชานกรุงไม่รู้จะแสดงอะไร ผู้ชำนาญการมันเยอะแยะ ทีนี้แหละฉันจะอวดฝีมือ ฉันจะไปอยู่อำเภอนั้น ไปทำดีๆ ไม่กี่ปีเขาก็ย้ายกลับมา เพราะว่าเป็นคนดี เขาก็ย้ายไปอำเภออื่นต่อไป

มันอยู่ที่ตัวเราเอง มันอยู่ที่งานที่เราจะทำ ไม่ได้อยู่ในสถานที่ ไม่ได้อยู่ที่อะไรทั้งนั้น เรื่องเกี่ยวกับราชการนี้ เราจะไปอยู่ไหนก็ได้ ไม่ใช่เรื่องค้าขาย เรื่องค้าขายนี้มันเกี่ยวกับทำเลการค้า ความนิยมของประชาชน มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเราเป็นราชการแล้ว อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ ไม่ต้องกลัวไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไรทั้งนั้น อันนี้แหละเป็นเรื่องสำคัญ ที่ทำให้ไม่เกิดปัญหาในเรื่องอะไรต่างๆ ขึ้นมา เพราะเราไม่ได้นึกถึงตัวนึกถึงงาน อันเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม แก่ประเทศชาติ

อย่างทหารก็เหมือนกัน บางทีเขาส่งไปหัวบ้านหัวเมือง ควรจะดีใจ ออกจากโรงเรียนนายร้อยใหม่ๆ เข่าส่งไปหัวเมืองดีแล้ว เพราะจะได้ไปรู้จักภูมิประเทศ รู้จักบุคคล รู้จักเหตุการณ์ ได้รู้ได้เห็นอะไรหลายอย่าง เราอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เกิดมาจนเรียนจบ บรรจุงานอยู่ในกรุงเทพฯ อีก แล้วมันจะมีอะไรใหม่ จะมีอะไรเป็นความรู้เกี่ยวกับประเทศชาติบ้านเมืองดีขึ้น นอกจากอ่านหนังสือ แต่ถ้าเขาส่งไปหัวเมือง ได้ไปรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร ประชาชนมีสภาพเป็นอย่างไร การกินการอยู่เป็นอย่างไร จะได้รู้ได้เข้าใจ ต่อไปเมื่อทำงานเจริญขึ้นใหญ่โตขึ้น เขาย้ายไปอยู่หัวเมืองหลายหัวเมือง หลับตามองเห็น เห็นภาคใต้เป็นอย่างนั้น สั่งงานสั่งการมันก็ง่าย มันไม่ใช่เรื่องน่าตกใจน่าทุกข์ร้อน แต่เป็นเรื่องที่ควรจะดีใจ การมองอะไร มองในแง่ดีไว้ก่อน อย่างไปมองในแง่เสีย

อย่าไปมองว่า คนนั้นไม่ชอบเรา คนนี้ไม่ชอบเรา มองแบบนั้นมันจะเป็นที่สุขใจอย่างไร เช่นเราไปเห็นใครแล้วนึกว่าคนนั้นท่ามันจะไม่ชอบเรา เราจิตใจเป็นอย่างไร ไม่สบายใจ แต่ถ้าเรานึกว่า อ้อคนนั้นเขาเป็นมิตรเรา เป็นเพื่อนของเรา เขามีความปรารถนาดีต่อเรา ใจเราก็สบาย ไม่ระแวงภัยอันตรายเกิดขึ้น ในเรื่องอะไรๆ มันก็อย่างนี้ หน้าที่การงานทั้งหลาย อย่าไปนึกว่า เขาถือพรรคถือพวก ถืออย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งนึกอย่างนั้นยิ่งยุ่งใจ

คนเราจะคิดอะไร จะนึกอะไร อย่านึกใหัมันยุ่งใจ ให้ปวดหัว ให้นอนไม่หลับ ความคิดอย่างนั้น ไม่ควรให้เกิด แต่ควรจะคิดแล้วสบายใจเย็นใจ มีใจสงบ มีความก้าวหน้า ในหน้าที่ในการงานต่อไป นั่นแหละเป็นความคิดที่ถูกที่ชอบ ซึ่งควรจะสร้างให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ยิ่งญาติโยมผู้เฒ่าผู้แก่ด้วยแล้ว ยิ่งสำคัญ ในเรื่องความคิด คิดให้สบายใจ อย่ามองอะไรในแง่ร้าย มองในแง่ความจริง มองในแง่ร้ายก็ไม่ได้ มองในแง่ดีนักก็ไม่ได้ แต่มองว่าความจริงของสิ่งนั้นคืออะไร ความจริงคืออะไร พระพุทธเจ้าท่านสอนความจริงไว้อย่างไร เราก็เอาหลักความจริงนั้น มาเพ่งพิจารณา จิตใจก็สบาย ไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อน นี่เป็นเรื่องที่น่าคิดประการหนึ่ง

การที่นำเรื่องอย่างนี้มาพูด ก็เพราะว่ามันมีเหตุการณ์รอบๆ ตัวเราเกิดขึ้น แล้วก็มอง แล้วก็คิด แล้วก็ไปเจอปัญหาว่า ความเห็นแก่ตัวนั้นเอง เป็นเรื่องของความชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าท่าจึงได้สอนหลักอนัตตา อันเป็นหลักสูงสุดในพระพุทธศาสนา ก่อนพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น เขาไม่สอนกันหรอกหลักอนัตตา เขาสอนเรื่องความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ มีสอนกันทั่วๆ ไป ในคัมภีร์ของพวกฮินดูในพระเวท เขาสอนสองเรื่องนี้เท่านั้น คือเรื่องความไม่เที่ยงความเป็นทุกข์ แต่ไม่สอนเรื่องอนัตตา ทำไมจึงไม่สอนเรื่องอนัตตา เพราะไม่มีหลักการ ที่จะคิดในเรื่องอย่างนั้น เขาไปเชื่อเรื่องอัตตา เรื่องตัวตนเสียหมด เพราะเขาถือว่ามีตัวตน มีตนใหญ่คือปรมาตมัน ผู้สร้างโลก เขาเรียกว่า ตนใหญ่ บรมอัตตา แล้วตัวย่อยๆ ก็คือมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย แบ่งภาคมาจากตัวใหญ่ แล้วก็ท่องเที่ยวไปเรื่อยไปจนกว่าจะบริสุทธิ์ พอบริสุทธิ์แล้วก็ไปรวมอยู่กับตัวใหญ่อยู่เป็นตัวอย่างนั้น นั่นเป็นคำสอนในศาสนาพราหมณ์เขา

แต่พระพุทธเจ้าของเราเกิดขึ้นมา พระองค์ก็ไปศึกษา ไปคิดไปค้น ก็มองเห็นว่า ความเห็นว่ามีตัวมีตนนี่แหละ เป็นภัยอันตรายของมนุษย์ เป็นสิ่งที่จะให้ก่อกิเลสประเภทต่างๆ ขึ้นในชีวิตจิตใจ เพราะมีตัวตน เพราะฉะนั้นต้องทำลายความยึดมั่นถือมั่น ในตัวตนนี้เสีย จะทำลายด้วยวิธีใด ก็สอนเรื่องหลักอนัตตา เมื่อสอนเรื่องหลักอนัตตา พระองค์ก็เอามาแยกออกไป แยกชีวิตออกเป็นสอง เช่นเป็นนามเป็นรูป รูปก็คือร่างกายทั้งหมด ตั้งแต่ปลายผมถึงปลายเท้า ยาววา หนาคืบ กว้างศอก ประกอบขึ้นด้วยธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประสมกันเข้า มีมารดาเป็นแดนเกิด โตขึ้นด้วยอาหาร อันนี้เรียกว่าเป็นเรื่องของรูป นอกจากรูปแล้วก็มีเรื่องของนาม นามก็คือเรื่องของจิตใจ เรื่องมโนก็ได้ วิญญาณก็ได้ มันมีความหมายตรงกันทั้งนั้น มีหน้าที่สำหรับนึกคิด จดจำ ในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ รูปกับนามนี้ต้องอาศัยกัน อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ถ้าอยู่ด้วยกันก็เรียกว่ามีชีวิต ถ้าหากว่าแยกออกจากกันก็ไม่มีชีวิต

การมีชีวิตที่สมบูรณ์นั้น ก็ต้องมีธรรมะเข้าประกบอีกทีหนึ่ง คือว่าหลักศีลธรรม อันเป็นเครื่องปฏิบัติ เพื่อให้คนอยู่กันด้วยความสุข ความสงบ แต่ว่าถ้าจะให้พ้นทุกข์ มันต้องปฏิบัติในสิ่งที่เป็นสัจจธรรม เป็นคำสอน เป็นข้อปฏิบัติ ที่จะทำเราผู้ปฏิบัติตาม ให้หลุดพ้นไปจากความทุกข์ ความเดือดร้อนได้อย่างแท้จริง พระองค์จึงแยกออกเป็นรูปเป็นนาม ทีนี้ในเรื่องรูปนั้นมันมีเพียงอย่างเดียว แต่ในนามนั้นมันแยกออกไปอีก ให้เห็นว่า มันมีอาการอย่างไร มีอาการเป็นสี่ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

เรื่องเวทนาก็คือเรื่องความรู้สึก ที่เป็นสุข ที่เป็นทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ มันมีสามแบบ ความรู้สึกที่เป็นสุขเรียกว่า "สุขเวทนา" ความรู้สึกที่เป็นทุกข์เรียกว่า "ทุกขเวทนา" ความรู้สึกที่ไม่สุขไม่ทุกข์เรียกว่า "อทุกขมสุขเวทนา" คือเวทนาที่ไม่เป็นสุขเป็นทุกข์ ตัวเวทนาที่เป็นสุขนั้น ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน เวทนาที่ทำให้เป็นทุกข์นั้น ทำให้หดหู่เหี่ยวแห้งใจ แล้วก็เวทนาที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์นั้น ก็ทำให้สงสัยคลางแคลงใจ ไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอย่างไรถูกต้องแท้จริง ตามสภาพที่เป็นจริง ยังอยู่ในประเภทยุ่งอยู่ทั้งนั้น เรียกว่าตัวเวทนา

ตัวสัญญา ก็หมายถึงความจดจำ ในเรื่องอะไรต่างๆ ได้ สังขาร ก็คือสิ่งที่ปรุงแต่งความคิดของเรา ให้เป็นไปต่างๆ เช่นว่าให้มีความเกลียด ให้มีความรัก ให้มีความโกรธ ให้มีความริษยา มีอย่างนั้นอย่างนี้ เขาเรียกว่าสังขาร หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต ปรุงแต่งจิตให้เปลี่ยนร่างไปต่างๆ นานา แล้วก็มีวิญญาณ ตัวสุดท้าย หมายถึงความรู้สึก ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะมีสิ่งภายนอกมากระทบ เช่นรูปมากระทบตา เสียงกระทบหู กลิ่นกระทบจมูก รสมากระทบลิ้น สิ่งสัมผัสมากระทบกายประสาท แล้วก็เกิดความรู้สึกขึ้น ว่าได้รู้สึกขึ้น

เช่น ตารู้ว่าเห็นรูป หูรู้ว่าได้ยินเสียง อย่างนี้เป็นวิญญาณ ฯลฯ แยกออกไปเป็นห้าอย่าง แล้วเมื่อแยกออกไปเป็นห้าอย่าง แล้วพระองค์บอกว่า รูปัง อนัตตา รูปไม่ใช่ตัวตน เวทนา อนัตตา เวทนาก็ไม่ใช่ตัวตน สัญญา อนัตตา สัญญาก็ไม่ใช่ตัวตน สังขารา อนัตตา สังขารก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน วิญญาณัง อนัตตา วิญญาณก็ไมใช่ตัวไม่ใช่ตน มันเป็นแต่เพียงการรวมตัวกันเข้า ไหลไปตามอำนาจของการปรุงแต่ง เราจะไปจับเอาตอนใดตอนหนึ่งว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราไม่ได้

เพราะฉะนั้นท่านจึงแนะให้พิจารณาว่า
 
"เนตัง มะมะ" นั่นไม่ใช่ของเรา "เนโส หะมัสมิ" นั่นไม่ใช่ของเรา "นะเมโส อัตตา"
 
นั่นไม่ใช่ตัวของเรา อันนี้เป็นหลักที่จะให้พิจารณา เรื่องที่ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนที่แท้จริง มันเป็นแต่เพียงสิ่งทั้งหลายรวมกันเข้า แล้วไหลไปเท่านั้น แต่ไม่ควรจะเห็นแก่ตัว เราเกิดมาเพื่อหน้าที่ ทำตามหน้าที่ เหมือนตัวละคร เขาให้แสดงเป็นตัวพระเอกบ้าง เป็นพระรองบ้าง เป็นตัวตลกบ้าง เป็นตัวประกอบบ้าง เราก็ต้องแสดงให้ดี ตามหน้าที่ ไม่ใช่ว่า เคยแสดงเป็นพระเอก พอให้แสดงเป็นพระรองแล้ว ก็แสดงไม่เป็น หรือเป็นพระรอง พอให้แสดงเป็นผู้ร้ายก็แสดงไม่เป็น อย่างนั้นก็ลำบาก ทางหากินมันสั้น

ตัวละครที่เก่งนั้นหมายความว่าแสดงได้ทุกตัว เขาจะให้แสดงอะไรก็ได้ ในหน้าที่ใดก็ได้ ทำได้ทั้งนั้น ทำได้ด้วยดี นั่นแหละจึงจะเรียกว่าเป็นคนดีของชาติของบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องที่ควรคิดในแง่อย่างนั้น เด็กๆ น้อยเราก็สอนให้รู้จักคิด ในหลักอนัตตาบ้าง อย่าให้เห็นแก่ตัว อย่าให้แก่งแย่งอะไรกัน เช่นแย่งขนมกัน ก็เพราะเห็นแก่ตัว เราต้องบอกว่าต้องแบ่งกันตามลำดับอาวุโส มีระเบียบทางศีลธรรมขึ้นมาเป็นเครื่องกำกับ อย่างนี้มันก็สบายใจ ไม่มีอะไรยุ่งยากเดือดร้อน การจราจรที่วุ่นก็เพราะเรื่องเห็นแก่ตัว ต่างคนต่างให้แล้วก็สบาย

ในทางธรรมะท่านจึงสอนว่า ให้เราอยู่ด้วยการให้ อย่าอยู่ด้วยการคิดจะเอา เรื่องเอานั้น
ให้ถือว่าเป็นเกิดขึ้นจากหน้าที่ เราทำหน้าที่แล้ว ผลมันเกิดขึ้น พอใจได้เท่าใด พอใจเท่านั้น
มีหน้าทีใดก็พอใจหน้าที่นั้น อย่างนี้ก็สบายใจ

นักธรรมะต้องนึกถึงธรรมะ ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ต้องใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ในการบริหารตน
บริหารงาน บริหารชาติ บริหารบ้านเมือง จึงจะอยู่กันด้วยความสุข สมความปรารถนา


ดังที่กล่าวมา เพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิตใจ แก่ญาติโยมทั้งหลาย ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงนี้.

อนัตตาพาสุขใจ - หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ


16
อนัตตาพาสุขใจ - หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

เรื่อง อนัตตาพาสุขใจ
วันอาทิตย์ที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙


ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมปาฐกถา อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว
ขอให้ท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา.

พวกเราที่ทำการศึกษาข้อธรรมะ อันเป็นหลักคำสอน ในทางพระพุทธศาสนานั้น เมื่อศึกษาไปมากๆ เข้า แล้วก็นำธรรมะไปเป็นหลัก ในการพิจารณาในเรื่องเหตุการณ์อะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในชีวิตของเราก็ดี ในชีวิตเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ดี ตลอดจนถึงความเป็นไป ของสังคมในโลกนี้ เราก็ยิ่งเห็นความจริงของธรรมะมากยิ่งขึ้น คือเห็นความจริงของธรรมะ คือเห็นว่าธรมะนี้เป็นสัจจะ เป็นความจริงแท้ พระพุธทเจ้าท่านตรัสไว้ แล้วถ้าหากว่านำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ก็จะเป็นประโยชน์แก่ท่านอย่างมาก แต่ว่าเมื่อศึกษาดูกันให้ดีแล้ว มนุษย์เราในสมัยปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยจะได้ใช้ธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ที่ใช้ธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิตก็มีอยู่ แล้วก็มีความสบาย ไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อน ส่วนพวกที่ไม่ได้ใช้ธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิตนั้น ย่อมเกิดปัญหาด้วยประการต่างๆ สร้างความทุกข์ให้แก่ตนบ้าง สร้างความทุกข์ให้แก่บุคคลอื่นบ้าง ตลอดมา

ความจริงชาวโลกเราทั่วๆ ไปนั้น ได้ปฎิญาณตนตนว่าเป็นคริสต์ ปฏิญาณตนว่าเป็นอิสลาม ปฎิญาณตนว่าเป็นฮินดู พวกเราก็ปฎิญาณตนว่าเป็นพุทธบริษัท การปฎิญาณตนว่าเป็ผู้นับถือศาสนานั้น ถ้ามองดูกันให้ซึ้งอย่างแท้จริงแล้ว ก็จะพบความจริงว่ายังไม่สมกับคำปฎิญาณที่ได้กล่าวไว้ ยังไม่ได้นำธรรมะเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือ ในการบริหารตน บริหารงาน ตลอดจนถึงการบริหารประเทศบ้านเมือง เพื่อให้อยู่ในความสุขความสงบ ถ้าพิจารณาทั่วๆ ไปแล้วก็จะเห็นความจริงในข้อนี้ ญาติโยมลองพิจารณาดู เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกสมัยปัจจุบันนี้ ในประเทศต่างๆ ทั่วๆ ไป ในเหตุการณ์ที่เขาเรียกว่ารุนแรง แต่ว่าความจริงนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โต มองดูแล้วมันเรื่องเล็กนิดเดียว แต่นั้นแหละเข้าแบบที่เรียกว่า เส้นผมบังภูเขา เรื่องมันจะแก้ได้ง่ายๆ ไม่ใช่แก้ยาก แต่ว่าแก้ไม่ค่อยได้ สร้างปัญหากันจนให้นักการทูตทั้งหลายวิ่งว่อนไปตลอดเวลา

นักการทูตที่มีชื่อเสียงของโลก ต้องวิ่งไปประเทศนั้นประเทศนี้ เพื่อไปแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นๆ ลงทุนไม่ใช่น้อยในการเดินทาง เพราะต้องไปด้วยเครื่องบิน ด้วยความรวดเร็ว ต้องไปพักในที่ดีๆ หน่อย เพื่อรักษาเกียรติของประเทศชาติ แล้วก็ไปพูดจากัน คนที่มาพูดกันนั้นล้วนแต่เรียกตนเอง ว่าศาสนิกในศาสนานั้น ศาสนานี้ทั้งนั้น แต่ว่าเขาเอาศาสนาไปไว้เสียที่ไหน เอาพระผู้เป็นเจ้าที่ตนเคารพบูชา ไปไว้เสียที่ไหน ทำไมไม่เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ อันนี้เป็นเรื่องน่าคิด

แล้วก็มองเห็นว่า เขาไม่ได้เอามาใช้ บรรดาคำสอนในคัมภีร์ต่างๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นคำสอนในพระปิฏก ในพระเวทันตะของพราหมณ์ ในโกระอ่านของอิสลาม ในใบเบิลของคริสเตียน ไม่มีคำสอนใดที่สอนให้ยุ่งให้วุ่นวาย ให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ให้รบราฆ่าฟันกัน มีแต่คำสอนที่ว่า ไม่ให้จองเวรจองกรรมต่อกัน ให้หันหน้าเข้าหากัน ให้ประนีประนอมกันด้วยกันทั้งนั้น อันนี้เป็นคำสอนที่มีอยู่ทั่วๆ ไปในคัมภีร์ เราไปศึกษาก็จะมองเห็น

เช่นในศาสนาพราหมณ์ ขึ้นต้นก็โอมสานติ พูดแต่เรื่องสานติตลอดเวลา เรื่องสงบทั้งนั้น สวดมนต์สวดพรตอนท้ายก็ลงว่า โอมสานติทั้งนั้น หมายความว่า ความสงบ สวดอยู่ตลอดเวลา เรื่องความสงบนี้สวดอยู่เสมอ ศาสนาอิสลามก็บ่งชัด ว่าศาสนาแห่งสันติ เพราะคำว่า "อิสลาม" นั้นแปลว่าสงบ ไม่วุ่นวาย ศาสนาคริสเตียนก็มีคำสอน ประเภทที่ไม่ให้จองเวรจองภัยกับใครๆ สอนให้รู้จักให้อภัยเขา แม้ว่าเขาจะมาตบมาตีก็ไม่โกรธไม่เคือง อะไรอย่างนี้ ในพุทธศาสนาเราก็สอนอย่างนี้ ว่าเวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่ผูกเวรไว้ อันนี้มีเป็นคำสอนทั่วไป เรียกว่าเป็นหลักสากลก็ว่าได้

แต่ว่าชาวโลกกลับมองไม่เห็นหลักคำสอนนั้น ไม่เอามาใช้เป็นหลักในชีวิตประจำวัน อะไรมันปิดบังไว้ อะไรปิดไว้ไม่ให้เห็นคำสอนเหล่านี้ อันนี้แหละเป็นเรื่องที่เราควรจะได้พิจารณา ถ้าพิจารณาแล้ว ก็จะพบความจริงว่า สิ่งที่เขามาปิดบังไม่ให้เห็นคำสอนอันเป็นอมตะ อันเป็นข้อปฏิบัติ ที่จะนำผู้ปฏิบัติให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ความเดือดร้อนนี้ มีอยู่แต่มองไม่เห็น ที่มองไม่เห็นมีอะไรมาปิดบัง ม่านหนาที่ปิดบังปัญญาไม่ให้มองเห็นสิ่งนี้ ก็มีอยู่ตัวเดียวเท่านั้นที่สำคัญที่สุด คือความเห็นแก่ตัวนั่นเอง.

ตัวความเห็นแก่ตัวนั่นแหละเป็นมารร้ายที่มาปิดบังดวงตาคือปัญญา ไม่ให้มองเป็นอะไรถูกต้อง ไม่ให้นึกถึงหลักธรรมคำสอน ไม่ให้นึกถึงพระที่เราเคารพบูชา ไม่ให้ปฏิบัติตนตามหลักศาสนา ก็เรื่องความเห็นแก่ตัวนั่นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ปัญหาที่เราได้ยินกันอยู่ในข่าวทางวิทยุ เช่นปัญหาในประเทศอาฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ฝรั่งเข้าไปยึดครอง แต่มีคนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีจำนวนไม่ใช่น้อย เขาเรียกว่า คนผิวดำ คนผิวดำในอาฟริกา คนผิวขาวมองว่าไม่เป็นมนุษย์ไปเลย กีดกันทุกวิถีทาง เช่นไม่ให้เรียนเป็นหมอ ไม่ให้เรียนเป็นนักกฎหมาย ไม่ให้เรียนอะไรหลายอย่าง กีดกันไว้ไม่ให้เรียนวิชานั้นวิชานี้ เคยพบกับชนชาวอาฟริกันผิวดำ ถามว่าท่านเรียนอะไร แกก็บอกว่าเรียนวิชาธรรมดาๆ ไม่ได้เข้าไปเรียนเป็นหมออะไรกับเขาหรอก แกยอกว่าเรียนไม่ได้ที่นั่นเขาไม่ให้เรียน กฎหมายเขาไม่อนุญาต

กฎหมายหมายประเภทอย่างนี้ตั้งขึ้นเพื่ออะไร ตั้งขึ้นด้วยความคิดที่อคติที่สุด คือเห็นแก่ตัวนั่นเอง แล้วก็กีดคนต่างผิว ต่างศาสนา ต่างอะไรๆ หลายอย่าง ซึ่งล้วนแต่ว่าเป็นกำแพง กั้นไม่ให้คนเข้ามากัน มนุษย์เรานี่ยิ่งมีกำแพงกั้นมากเท่าใด มันก็ยิ่งวุ่นวายมากเท่านั้น เพราะกันเรื่องผิวบ้าง เรื่องศาสนาบ้าง เรื่องประเทศนั้น ประเทศนี้ ทวีปนั้น ทวีปนี้ เที่ยวถืออะไรมากเรื่อง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยก ไม่เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในสมัยก่อนนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไร เพราะว่าแขกดำทั้งหลายเขาก็เจียมเนื้อเจียมตัว ไม่แข็งข้อ แต่ว่าสมัยนี้มันมีลูกพี่ ชอบไปยุไปแหย่ที่นั่นที่นี่ให้มันเกิดความวุ่นวายไปทั่วทั้งโลก

ลูกพี่ที่เข้าไปยุไปแหย่ก็ไม่มีอะไร เห็นแก่ตัวอีกเหมือนกัน ไม่ใช่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม หรือว่าแก่ความสงบของโลก แต่ว่าก็เห็นแก่ตัว อยากจะให้มันวุ่นวายไปทุกหนทุกแห่ง ครั้นเมื่อวุ่นวายกันทุกหนทุกแห่ง ตัวก็จะจะได้สอดมือเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ต่อไป รวมความว่าไม่มีความรักที่บริสุทธิ์ ไม่มีความเมตตาปรานีที่แท้จริง นอกจากปากว่าเมตตา แต่มือไขว้อยู่ข้างหลัง ถือปืนจะจ้องยิงอยู่ตลอดเวลา มันเป็นในรูปอย่างนั้น คล้ายๆ กับภาพการ์ตูนที่เขาเขียนไว้ในสมัยหนึ่ง

เขาเขียนเป็นภาพบาดหลวงมือขวาถือคัมภีร์ มือซ้ายถือดาบไว้ข้างหลัง นั่นเป็นภาพหมายความว่า ทำท่าว่าจะไปสอนศาสนา แต่ว่าจะไปแสวงหาเมืองขึ้นด้วย แสวงหาวัตถุดิบในประเทศนั้นๆ ด้วย เป็นพวกจักรวรรดิ์นิยมนั่นเอง เขาเขียนภาพในรูปเช่นนั้น นี่ก็คือความเห็นแก่ตัวนั่นเอง เขามาแฝงอยู่ข้างหลัง จึงทำไปในรูปอย่างนั้น ปัญหาเรื่องผิว ความจริงมันไม่สลักสำคัญอะไร ถ้าเราถือว่ามนุษย์นี้เป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้เกิดมา ในศาสนาคริสต์ อิสลาม เขาถือว่าพระผู้เป็นเจ้า เป็นผู้สร้างมนุษย์ ก็มนุษย์จะผิดอะไร ก็เป็นบุตรพระผู้เป็นเจ้าทั้งนั้น ถ้าเราถือตามหลักศาสนานั้น มนุษย์เป็นบุตรพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างมา

ก็เรามันลูกพ่อเดียวกัน ลูกพ่อเดียวแม่เดียวกัน ให้มันเหมือนกันได้ไหม ดูอย่างในครอบครัวของเราหลายคนพี่น้องหน้าตามันเหมือนกัน เหมือนกับพิมพ์เดียวได้เมื่อไหร่ ผิวพรรณก็อาจไม่เหมือนกัน สติปัญญาก็อาจไม่เหมือนกัน นิสสัยใจคอก็อาจไม่เหมือนกัน บางคนสูงบางคนต่ำ บางคนดำบางคนขาว บางคนเป็นอย่างนั้นบางคนเป็นอย่างนี้ แต่ว่าเราอยู่กันได้ด้วยอะไร เราอยู่กันด้วยความเห็นอกเห็นใจ ด้วยความรักความเมตตา ด้วยความคิดว่าเราเป็นพี่น้องกัน เราเกิดมาจากพ่อแม่เดียวกัน เราก็อยู่กันด้วยความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือเจือจุนกัน ด้วยเรื่องต่างๆ ในวงกว้างก็ควรจะคิดในรูปอย่างนั้น นึกว่ามนุษย์เรานี้ เป็นครอบครัวใหญ่แห่งโลก ธรรมชาติหรือพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างเรามา เราก็ถือว่าเป็นพี่น้องกัน แล้วจะไปรบราฆ่าฟันกันทำไม จะไปรังเกียจกันด้วยเรื่องเล็กเรื่องน้อยมันเรื่องอะไร

ผิวดำผิวขาวมันก็เหมือนกัน จิตใจที่จะบรรลุธรรมะ จิตใจที่จะรักความสุข เกลียดความทุกข์ ก็เท่ากัน ไม่ได้มีความแตกกันที่ตรงไหน เหมือนกับในเรื่องสูตรเวยหล่าง ญาติโยมเคยอ่านหรือไม่ เวลาอุยเหน่ง หรือเวยหล่างไปถึงสำนักอาจารย์แล้ว อาจารย์ก็ถามว่าเจ้ามาจากไหน อุยเหน่งก็บอกว่ามาจากเมืองใต้ อาจารย์บอกว่า คนป่าคนดงมาเรียนธรรมะกับเขาด้วยหรือ อุยเหน่งก็ตอบคมคาย เขาตอบว่า ถึงแม้จะเป็นคนชาวใต้ สมมติว่าเป็นคนป่าคนดง แต่ใจที่จะบรรลุธรรมะมีเท่ากัน แปลว่ามีจิตที่จะเรียนธรรมะศึกษาธรรมะ ที่จะบรรลุธรรมะได้เท่ากัน เท่ากับคนในเมืองหลวง หรือว่าเหมือนกับคนในที่เจริญแล้ว อันนี้เป็นคำพูดที่มีความเสมอภาพกัน ให้เห็นว่าคนเราเสมอภาคกัน

ชาวโลกมักจะพูดกันว่า เสรีภาพ ภราดรภาพ สมภาพ เขาพูดกันหนักหนา ในประเทศฝรั่งเศส เขาเขียนไว้ตามกำแพง หลังจากการปฏิวัติใหญ่ เขียนว่า เสรีภาพ ภราดรภาพ สมภาพ แต่ว่ามันไม่เป็นภาพที่น่ารักอะไร เขียนไว้อย่างนั้นเอง ว่ากันไปอย่างนั้น แต่ว่ามันเป็นภาพที่เสรีก็ไม่ได้ เสมอกันก็ไม่ได้ ความเป็นพี่น้องก็มีไม่ได้ เพราะความเห็นแก่ตัวมันเข้าไปขวางไว้ เลยทำอะไรไม่สะดวกสบายไปตามๆ กัน เหมือนปัญหาเรื่องผิว ในอเมริกาก็ถือ คนอเมริกันมีความหยิ่ง ภูมิใจในตัวเองเหลือเกิน ว่าเป็นชนชาติที่เจริญ มีความก้าวหน้าในทางวิทยาการ สามารถจะไปถึงโลกพระจันทร์ได้ ส่งยานไวกิ้งไปถึงดาวพระอังคารได้ บังคับให้ขุดก็ได้ทำอะไรก็ได้ แล้วจะให้เอาดินนั้นกลับมาเมืองนี้ก็ได้

แต่ว่าในชีวิตส่วนตัวนั้น ยังมีกิเลสคลุมหัวอยู่ ยังรังเกียจแม้กระทั่งผิวดำผิวขาว ไม่สามารถจะเข้ากันได้ ในระหว่างคนที่อยู่ในประเทศเดียวกัน แล้วจะไปพูดให้ประเทศอื่นรักกันสามัคคีกัน ในบ้านของตัวแตกกันอยู่ตลอดเวลา แล้วจะไปชวนเพื่อนได้อย่างไร อันนี้มันก็ไม่มีอะไร เพราะความเห็นแก่ตัวมันเข้ามาขวางไว้ เห็นแก่ตัวว่าฉันเป็นฝรั่งผิวขาว แกมันอเมริกันนิโกร มันคนละพวกกันอยู่ตลอดเวลา นิโกรมันก็เรียนหนังสือได้ ก้าวหน้าได้ มันชกมวยเก่งกว่าฝรั่งเสียด้วยซ้ำไป นายโมฮัมหมัดอาลี มันก็เป็นนิโกรเหมือนกัน แต่ชกไม่มีใครจะเอาชนะมันได้ มันก็เก่งได้ เรียนเป็นดอกเตอร์ทางกฎหมายก็มี ทางอะไรก็มี

มีนิโกรคนหนึ่งเกิดในบ้านนายเป็นทาส สมัยที่เขาค้าทาสกัน แล้วแกก็พยายามไปศึกษาเล่าเรียน ไปโรงเรียนเห็นเขาเรียนก็เข้าไปเรียน ไม่มีชื่อในบัญชี แกก็บอกว่าทำไม่ชื่อผมไม่มี เขาบอกว่า ก็เธอยังไม่ได้เข้าเรียน เข้ามาเฉยๆ เขาบอกว่า ต้องจดชื่อไว้ด้วย ผมก็เป็นนักเรียนในโรงเรียนนี้เหมือนกัน เขาบอกว่าโรงเรียนนี้ไม่รับนักเรียนผิวดำ แกก็ต้องออกอีกแล้ว ก็เดินทางโดยไม่มีรองเท้าใส่ นุ่งกางเกงทำด้วยหนังแกะ ไม่ใช่เสื้อผ้าทำด้วยฝ้ายอะไรดอก ทำด้วยหนังแกะ เราลองนึกดูว่า หนังแกะมันรำคาญขนาดไหน เวลานุ่งไป แกก็นุ่งไปได้ ไปแห่งนั้นโรงเรียนนั้นเขารับให้เข้าเรียนได้ เพราะเป็นโรงเรียนพวกนิโกร แกก็ได้เรียน เรียนก็ไม่ใช่มีสตางค์กับเขา ไปอาสาล้างชามบ้าง กวาดขยะบ้าง ทำอะไรไปตามเรื่อง เรียนจนได้จบชั้นมัธยมศึกษา

แล้วต่อมาก็เป็นคนขอบค้นคว้า มีชื่อมีเสียงในทางด้านเกษตร ค้นคว้าด้านการเกษตรโดยเฉพาะเรื่องถั่วลิสง แกว่าถั่วลิสงมันทำอะไรได้บ้าง แกค้นคว้าถั่วลิสงทำประโยชน์ได้มากเรื่องมากอย่าง ค้นคว้าเป็นงานใหญ่ จนรัฐสภาต้องเชิญให้ไปอภิปรายเกี่ยวกับกฎหมายเรื่องถั่วลิสง เวลาแกไปสภาเขาส่งผู้แทนมาต้อนรับ คนที่มาต้อนรับก็เดินสวนไปสวนมา เอ๊ะคนไหนที่เขาให้มารับ แกแต่งตัวปอนๆ หิ้วกระเป๋าขาดๆ ลงมาจากรถไฟ เดินวนไปเวียนมา เขาก็ไม่รู้ว่าคนไหนจะมารับไปสภา แกก็ไปของแกเอง ไปถึงสภาแกก็บอกเขาว่า นี่แหละฉันนี่แหละที่จะมาอภิปรายกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องถั่วลิสง เขาบอกว่าส่งคนไปรับแล้ว ประเดี๋ยวคนรับกลับมา บอกว่าไม่เจอ แต่ว่านายคนนั้นมานั่งอยู่แล้ว นี่เขาก็มีเกียรติเหมือนกัน แม้ผิวดำก็มีเกียรติ

แล้วเวลาตายลงไปก็ต้องมีอนุสาวรีย์ไว้ ว่าเป็นนักค้นคว้าผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เราจะไปกีดกันผิวมันก็ไม่ได้ มันไม่มีอะไร เพียงแต่ว่าเลิกรังเกียจกันเท่านั้น คนก็ไม่ต้องฆ่ากัน เวลานี้ฆ่ากันตายไปมากแล้ว ในอาฟริกาใต้ เพราะเรื่องผิวเรื่องเดียว แล้วผู้มาปกครองบ้านเมืองก็ปลงไม่ตก ไม่รู้จะแก้อย่างไร ต้องไปเชิญนักการทูตมาเจรจา มันเรื่องนิดเดียวเท่านั้นเองไม่ใช่เรื่องมากอะไร ประกาศเลิกว่า ตั้งแต่นี้ไปคนผิวดำกับผิวขาวมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่กี่คำพูด บ้านเมืองมันก็สงบเรียบร้อย แต่ว่าทำไม่ได้ ทำไมจึงทำไม้ได้ ความเห็นแก่ตัว อยากจะเอารัดเอาเปรียบต่อไป กูมันใหญ่มานานแล้ว เอาเปรียบพวกผิวดำมานานแล้ว กูจะให้ลูกหลานแหลนโหลนเอาเปรียบต่อไป มันจะเอาเปรียบกันไม่รู้สักกี่ชั่วคน เพราะความเห็นแก่ตัว ไม่มีอะไร ตัวเดียวเท่านั้น ลดความเห็นแก่ตัวความสุขความสงบของบ้านเมือง เรื่องมันก็เรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไรอันนี้เป็นตัวอย่างเห็นง่ายๆ นี่ประเทศหนึ่ง

อีกประเทศหนึ่งเขาเรียกว่า โรดิเซีย ก็เหมือนกัน ฝรั่ง นายเอียนสมิท แกเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่เวลานี้ แกก็เป็นอยู่อย่างนั้นเอง นี่ความเห็นแก่ตัวจัด ทิฏฐิมานะมาก กิเลสรุนแรง พระราชินีแห่งอังกฤษยังไม่ให้ประเทศโรดิเซียเป็นอิสระ เพราะว่าจะประกาศให้มันเรียบร้อย ให้พวกผิวดำเขาได้มีสิทธิมีส่วนมั่ง พวกฝรั่งที่ไปทำมาหากินอยู่ในนั้นกลัวจะเสียประโยชน์ นั้นก็คือความเห็นแก่ตัว ไม่มีอะไร เลยก็ไม่รอให้สมเด็จพระราชินีประกาศอิสระภาพของประเทศนี้ ยึดเอาเสียเลย แล้วก็ปกครองต่อมา เวลานี้แขกดำมันก็จะสู้แล้ว เพราะมีพี่เลี้ยงเข้าไปหนุนหลังแล้ว เอาต้องสู้เลยเกิดปัญหาใหญ่ นายคิสซิงเจอร์นักการทูตใหญก็วิ่งไปวิ่งมาเจรจา เรื่องมันไม่มากอะไร ความจริงเรื่องนิดเดียว เอามาอยู่กันฉันท์พี่น้อง ผิวขาวกับผิวดำพี่น้องกันอยู่กันให้สบาย ทำมาหากินกันไปตามเรื่อง มีเท่านี้ ไม่มีอะไร แต่ว่ามันทำไม่ได้ ที่ทำไม่ได้เพราะอะไร ความเห็นแก่ตัว ตัวเดียวเข้ามาขวางไว้ เลยไม่สามารถจะทำอะไรลงไปได้ ให้มันเฉียบขาด นี่ตัวอย่างที่เห็นง่าย ๆ ว่าความเห็นแก่ตัว มันเป็นพิษเป็นภัย ทำลายสิ่งต่างๆ ในชีวิตในประเทศชาติบ้านเมืองให้เสียหาย เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน

ทีนี้เรามาดูเมืองไทยของเราว่า ความเห็นแก่ตัวมันสร้างสถานการณ์หรือไม่ สร้างปัญหาขึ้นในสังคมหรือไม่ เอาในเรื่องการบ้านการเมือง เราก็จะเห็นว่ามันมีพื้นฐานหนุนหลังอยู่ตัวเดียวเหมือนกัน คือความเห็นแก่ตัว พอมีความเห็นแก่ตัวก็มีพวกของตัว แล้วก็มีอะไรเป็นของตัวเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง ทำให้กินแหนงแคลงใจกัน ระแวงกัน กลัวว่าคนนั้นจะเด่นกว่าข้า ข้าจะด้อยกว่าแก ก็เลยเกิดการแข่งขันกัน ไม่ได้แข่งกันในรูปธรรมะ แต่แข่งขันกันด้วยอำนาจกิเลส เอาที่เป็นตัวพื้นฐานคือวู่วามเห็นแก่ตัว เอาตัวมาตั้งไว้ข้างหน้า แล้วก็รดน้ำพรวนดินกิเลสประเภทอื่นๆ เกิดขึ้นอีกเยอะแยะ แล้วเอามาใช้เป็นฐาน ในการปฏิบัติงาน ก็เกิดปัญหาขึ้นอีก ก่อความทุกข์ก่อความเดือดร้อนกันขึ้น ด้วยประการต่างๆ

นี่เขามีการโยกย้ายนายทหารกัน ก่อนจะโยกย้ายก็ แหมนักหนังสือพิมพ์ทำนายโชคชะตาราศรี ของมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่พวกนี้ เขียนไปคาดการณ์ไป คนนั้นจะอย่างนั้นคนนี้จะอย่างนี้ เขียนให้มันวุ่นวาย พวกเขียนไม่ใช่เรื่องอะไร หาเรื่องให้ได้เขียนก็แล้วกัน แล้วจะได้สตางค์ไปตามเรื่อง เพราะขายได้คล่องไป คนก็ชอบอ่าน คนเราก็แปลก ถ้าว่าเรื่องเขาทะเลาะกันอะไร ชอบอ่านชอบดู คนนั่งสอนคนเงียบนั่งๆ ไม่มีใครไปดู แต่ถ้าสองคนเถียงกันแล้ว ต้องไปดูหน่อย มันเป็นอย่างนั้นมนุษย์เรามันชอบ ชอบวุ่นวายไม่ชอบความสงบ ตรงไหนสงบไม่สนใจ แต่ถ้าตรงไหนวุ่นวายแล้วคนสนใจ นี่มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพวกนี้ก็เรียนจิตวิทยา บอกว่ามันต้องทำให้ยุ่ง ต้องทำให้วุ่นวาย คนจะได้ชอบอ่าน เลยเขียนให้วุ่น

คนนั้นควรอย่างนี้ แล้วก็ไปสัมภาษณ์คนนั้นอย่างนี้ คนที่ให้สัมภาษณ์อาตมาก็อ่านอยู่เหมือนกัน ลองอ่านดูแล้วพูดออกไปด้วยอารมณ์เหมือนกัน ด้วยความเห็นแก่ตัวอีกเหมือนกัน ไม่ได้พูดเพื่อชาติไม่ได้พูดเพื่อบ้านเมือง ไม่ได้พูดว่าบ้านเมืองเราเวลานี้ มันอยู่ในสภาพอย่างไร ควรจะให้สัมภาษณ์อย่างไร ให้มันเป็นไปเพื่อความสุขความสามัคคีหัหน้าเข้าหากัน แต่กลับพูดให้สัมภาษณ์ไปในแนวอื่นต่อไป วุ่นวายจนกว่าจะมีพระบรมราชโองกานออกมา พอมีพระบรมราชโองการออกมาแล้ว เรียบร้อย นึกว่าจะเรียบร้อย กลับไม่เรียบร้อยอีก บางคนไม่ชอบใจ ในการถูกย้ายไปอยู่ตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ คือว่ารู้สึกมันเสียศักดิ์ศรี มันด้อยไป

ศักดิ์ศรีความด้อยความเด่นมันอยู่ที่อะไร ก็อยู่ที่ตัว ไม่มีอะไร ตัวอัตตาตัวนี้สำคัญนักหนา อัตตามันมีอยู่พอมีอัตตาศักดิ์ศรีมันก็เกิดขึ้น อันนั้นอันนี้ก็เกิดขึ้น เพราะมีตัวเอาตัวไปใส่ไว้ บางทีก็ตัวใหญ่สำคัญกว่ากูนี่ใหญ่ ใครแตะต้องไม่ได้ กูจะต้องอยู่ตรงนี้ จะย้ายไปอยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้ ฉันไม่ไปฉันจะอยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้ ฉันจะอยู่ตรงนี้ต่อไป นี่คือความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้น พอเกิดอารมณ์ขึ้นมา ไม่เหมาะที่เขาย้ายไปไว้ที่นั่น ลืมอะไรไปหมด ลืมนึกถึงในหลวงซึ่งเป็นยอดที่เราบูชา ยอดคนที่เราควรบูชาในบ้านในเมือง พระราชโองการเป็นสิ่งที่เราต้องเคารพแล้ว ในหลวงมีพระบรมราชโองการ แต่งตั้งว่าให้ไปนั่งตรงนั้น ต้องไปไม่พออกไม่พอใจก็เงียบๆ ไว้ก่อน อย่าเอาอารมณ์ อย่าเอาความร้อนมาใช้ เป็นคนที่หนักแน่น มีเหตุผล นึกถึงชาติบ้านเมือง เรื่องมันก็ไม่ยุ่ง

แต่ว่าลืมไปหมด นึกถึงตัวอย่างเดียว พอนึกถึงตัว ก็ลืมชาติลืมประเทศ ลืมงานลืมการอะไรหมด แล้วก็อ้างว่าศักดิ์ศรีบ้างเรื่องอย่างนั้นมันต้องอย่างนี้ ไม่เคยมี ในประวัติศาสตร์ ที่เขาจะทำกันอย่างนี้ ความจริงมันมีมาตั้งบรมโบราณแล้ว อย่างนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าเราคิดไม่ถึง ไม่ได้คิดในแง่นั้น นึกอย่างเดียวว่าเขาทำฉันได้ คล้ายๆ กับที่เขาร้องเพลงว่า "ทำไมถึงทำกับฉันได้.." นึกไปในรูปอย่างนั้น พอนึกอย่างนั้นแล้ว ก็น้อยอกน้อยใจ ว่าแหมเราเขาย้ายไปอยู่ในที่เช่นนั้น เรามันเคยใหญ่ เอาไปไว้ตรงนั้นมันเป็นที่สอง ไม่เป็นที่หนึ่ง

คนเรามันต้องรู้จักว่า ถึงเวลาใหญ่บ้างเล็กบ้าง เพราะงานราชการนั้น เป็นงานที่เขามอบให้เราทำ ไม่ใช่งานที่เราเลือกทำได้ตามชอบใจ งานส่วนตัวที่ทำได้ตามชอบใจ ฉันจะนั่งเก้าอี้ เอาไปวางไว้บนนี้ก็ได้ นั่งนานๆ ย้ายมาบนนี้ก็ได้ นานๆ ย้ายไปมุมโน้นก็ได้ เตียงนอนก็เหมือนกัน นอนหันหน้าไปทางทิศเหนือ นานๆ ก็ย้ายไปทางทิศใต้เสียบ้าง ดูสิมันจะเป็นอย่างไรนานๆ ก็พลิกแพลงไปทางตะวันออกเสียมั่ง ทิศตะวันตก ไม่มีใครชอบพลิกแพลงไป กลัวจะตาย ถือโชคลางพวกนั้น แต่อาตมาเคยนอน หันหัวไปทางทิศตะวันตก ตั้งปีก็เรียบร้อย เวลาปาฐกถาก็ยังพูดได้ดีอยู่ ไม่เห็นอะไรเสียหาย เราเที่ยวถือกันไม่เข้าเรื่อง เพราะนี่งานของเรามันหมุนได้ ยกตำแหน่งนั้นให้ตัวเองได้ แต่ว่าของที่เขาได้ยินดีให้ ต้องยินดีรับ ตามที่เขาให้ เช่นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

จริงอยู่ในหลวงไม่ได้ทรงโปรดเอง เขาเสนอขึ้นไปตามระบอบราชการ แต่ถ้าเรามีความเคารพในพระองค์ท่าน เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มาเช่นนั้นแล้ว อย่าวู่วาม อย่าไปให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ไม่ได้อย่างนี้ไม่ได้ มันเสียศักดิ์ศรี พูดมากไป สมมติว่าจะกลับตัวทีหลัง ก็กลับยาก เพราะพูดถลำไปเยอะแยะแล้ว อย่างนี้มันก็ลำบาก คนเราไม่สำรวมปาก มันก็เดือดร้อนในภายหลัง เพราะฉะนั้นจะพูดอะไรต้องคิดต้องตรอง ยิ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ นายพลอะไร ต้องคิดมาก หนักแน่น แม่ทัพต้องหนักแน่น ไม่พูดอะไรให้มันวุ่นวาย ยับยั้งใจ บังคับตัวเองไว้ได้ บังคับคนทั้งกองทัพ ไม่ใช่น้อยแล้ว บังคับตนเองไม่ได้ แล้วจะเป็นแม่ทัพที่ดีได้อย่างไร มันก็น่าคิดในแง่นี้

มีต่อ .....


17
ภาวนารู้เท่าทันทุกข์ - หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร

ภาวนารู้เท่าทันทุกข์
หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร
เทศน์อบรมพระภิกษุ – สามเณร
วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒

 
การปฏิบัติธรรมต้องเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ นั่ง นอน ยืน เดิน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถนะ พระต้องนั่งภาวนา เดินภาวนา ยืนรำพึง พุทโธ แล้วก็นอน แต่ “นอน” นั้นอย่าหลับ นี่แหละแก้ไม่ได้ ในตอนนี้แก้ไม่ได้ ชาติปิทุกขา พยาธิปิทุกขา มรณัมปิทุกขา ชราปิทุกขา เป็นโรคประจำตัวนะ แม้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็มีโรคประจำตัวพระองค์ พระสารีบุตรก็ดุจเดียวกัน มีโรคโลหิตออกจากทวารหนัก พระสารีบุตรต้องตายด้วยวิธีนี้เทียวนะ โลหิตออกมา เอากระโถนรองไปนะ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็เหมือนกัน โรคประจำชีวิตนี่
 
นี่แหละ คนหนึ่ง ๆ เป็นคลังของโรค เป็นเรือนของโรค เขาเรียกว่า อริยสัจ ๔ ของจริง แม้อุบาสก อุบาสิกา นั่งภาวนารู้จักของจริง ต้องวางนะ มันเป็นเรื่องของจริงนะ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์นะ การเจ็บการปวดน่ะมี มีอยู่เช่นนั้น เขาเรียก คลังของโรค เรือนของโรค เหตุนั้นพระอรหันต์ทั้งหลายท่านรู้เท่า ท่านไม่หวั่นไหว ไม่ถือขลังว่าเป็นตัวเป็นตน ท่านถือเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ของชีวิตนะ จะไปถึงไหนทราบไม่ได้นะชีวิต
 
แล้วอีกประการหนึ่ง เรื่องปาณาติบาตนั้น เรื่องอทินนาทานให้ผล เรื่องกาเมให้ผล
เรื่องมุสาให้ผล เรื่องสุราให้ผล ศีลห้านี้ ควรนักควรหนาควรที่เราจะรักษา
เป็นสมบัติอย่างยิ่งนะ ศีลห้านี้ ให้สำเร็จโสดาบัน อริยบุคคลนะ อำนาจศีลห้า
อำนาจศีลแปดให้สำเร็จอนาคา น้องอรหันต์นะ
 
นี้แหละ คนหนึ่ง ๆ มีโรคประจำตัวนะ อย่างท่านอาจารย์มั่นก็มีอยู่ ท่านอาจารย์เสาร์ก็มีอยู่ อาตมาก็มีอยู่ นี่แหละ เป็นเรือนของโรค เป็นคบลังของโรค ประเดี๋ยวก็เจ็บโน้นเจ็บนี่อยู่ ป่วยไข้อยู่ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งแล้วในโลกนะ พึ่งไม่ได้ พึ่งได้แต่ศีล ๑ บำเพ็ญทาน ๑ ภาวนา ๑ อบรมดวงจิตนะ อันอื่นพึ่งไม่ได้หมดนะ คลังของโรคนี่เป็นคลังใหญ่ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเรื่อย ๆ นะ นั่งนานก็ไม่ได้ นอนนานไม่ลุกสักทีก็ไม่ได้
ยืนให้เลือดลงขานะ เดินนะ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถให้เสมอกัน พระโยคาวจรเจ้าองค์ไหนเสมอกัน อายุยืน อย่านั่นนานนะ
 
เป็นโรคเหน็บชา อัมพาตนะ มันนั่นทับโลหิตนะ มันเดินไม่สะดวก ร่างกายเมื่อย แปล๊บ----เป็นโรคได้
นี่แหละ โรคนี้เป็นโรคประจำตัวของเรา ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณาทุกข์ นะ
 
ความเกิดเป็นทุกข์ใหญ่โตนะ เรามาเกิดในท้องมารดานะ แหม....ไอ้ทุกข์อันนี้ไม่ใช่เล่น ท่านพูดในพระไตรปิฎกนะ ท่านว่ามี ๓ ชนิด การที่เกิดของมนุษย์นะ หนึ่ง บิดามารดาเคล้าคลึงกันนะ สอง สัตว์เข้าสู่น้ำอสุจิประสมกันนะ ให้เมียเลี้ยง เลี้ยงเจ็ดวันแปรอย่างหนึ่ง เจ็ดวันแปรอย่างหนึ่งนะ เป็นห้าแห่ง เป็นตุ่มออกห้าแห่งนะ แขนสอง หัวหนึ่ง ขาสอง
 
ความทุกข์ของมนุษย์ที่เกิดในท้องมารดานั้น ทุกข์มาก คล้าย ๆ ลิงหนีฝนเข้าในโพรงไม้ หันหน้าเข้าทางหลังมารดา อาหารของเก่า ของใหม่โพกหัวเด็กนะ นี่แหละไม่ได้เหยียดขาเหยียดแข้ง คล้าย ๆ กับสัตว์ในโลกันต์นรก ทุกข์มาก เป็นชาติทุกข์ ไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ เดินก็ไม่ได้ ขยายตัวก็ไม่ได้ และอีกประการ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า เด็กที่ออกในท้องมารดานั้น มันใหญ่ในท้องแล้วออกมา ไม่ใช่ใหญ่ข้างนอกแล้วคลานเข้าไป มันเหมือนกับว่านายช้างควาญช้างนะ ไสช้างออกจากเพดานในช่องแคบ มันป่วนปั่นเหลือเกิน มารดาก็สละชีวิต เด็กก็ต้องสละชีวิต เป็นตายอย่างไรทราบไม่ได้นะ อาศัยนางพยาบาลมากที่สุด นางผดุงครรภ์เป็นผู้เอาออก คนไหนเอาออกไม่ได้ทางทวาร มันติดนะ ต้องตัดผ่าออก เพราะเครื่องมือมี แต่ก่อนเครื่องมือไม่มีต้องตายทั้งแม่ทั้งลูกเจียวนะ นี่แหละ....ชาติทุกข์ แล้วออกมาแล้วนะ นั่นเองแหละเป็นเรือนของโรค เป็นคลังของโรค เวลาเด็กป่วย บิดามารดาไม่ได้นอน รักลูกมากที่สุดนะ! เดี๋ยวก็เจ็บนั่นเจ็บนี่ เป็นหวัดเป็นไอ...อะไรทุกอย่าง
 
นี่แหละกว่าเราจะได้ชีวิตมาถึงขนาดนี้ เป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่งที่สุดนะ ให้ระลึกถึงธรรมะนะ
มันไม่เที่ยงนะ ชีวิตนั้นไม่เที่ยง มันประกอบด้วยทุกข์นะ สิ่งใดมีทุกข์ สิ่งใดมีไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
ไม่ใช่ตนใช่ตัว เราอยู่ทุกวันไม่ว่าพระ ไม่ว่าคฤหัสถ์ต้องตาย ต้องเผา ต้องฝังกันนะ

นี้แหละพระอริยเจ้าระลึกถึงตนได้มากที่สุด คณะอุบาสกอุบาสิกาคนไหน
พระเณรคนไหนไม่มีธรรมะเป็นวิหารธรรมอยู่ในจิต เป็นทุกข์มาก
ปัญจขันธาทุกขา ทุกข์มากที่สุด หากว่ามีเรือนอยู่ สำเร็จโสดาบัน มีเรือนอยู่
 
ภาวนา พุทโธ แล้วถ้าจำศีล บริจาคทาน เรือน ๓ ประการนี้เป็นเรือนใหญ่ อยู่ในดวงจิต หากว่าความทุกข์มาถึงแล้วเข้าไปหาเรือน มีที่พักนะ มีศีล มีกัลยาณธรรมนะ คนไหนไม่ภาวนาพุทโธ ไม่รักษาศีล ไม่บำเพ็ญทาน คนนั้นเป็นทุกข์ใหญ่ ไม่มีเรือนที่จะเข้าพึ่งพาอาศัย เหล่านี้ ราคะ โทสะมันร้อน คล้าย ๆ แดดเดือนห้านะ ต้องเข้าพักในต้นไม่ใหญ่ ต้นไม้ในที่นี้เปรียบเหมือน พุทโธ เข้าไปใต้ต้นไม้ได้รับอากาศมาสี่ทิศ สำราญใจ
 
เหตุนั้น...ขอให้ตั้งอกตั้งใจให้กับ พุทโธ พุทโธ ไม่ใช่ของหนักนะ โอปนยิโก น้อมพุทโธเข้ามาในดวงใจนะ ภาวนาบริกรรม พุทโธ พุทโธ นะ จิตลงสู่ภวังค์ ความสงบอันนี้เกิดมาจากพุทโธ เกิดมาจากการภาวนานะ สุขุมมากที่สุด บางคนขนพองสยองเกล้า บางคนตัวใหญ่ ปีตินะ บางคนตัวเล็ก หาตัวไม่เห็นนะ นี้เรียกว่า ปีติ พุทโธ อำนาจพุทโธ ล้างหัวใจให้สะอาด
 
พยาธิทุกข์ เล่า...นี้แหละอย่าไปรังเกียจ พยาธิ อย่าไปรังเกียจนะ ของดี ของพระอริยเจ้าเชียวนะ
ไม่มีพยาธิทุกข์ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ไม่มี พระนิพพานก็ไม่มีเสียแล้ว
 
นี้แหละเป็นเครื่องปรับกัน ชาติทุกข์ ชราทุกข์ มรณาทุกข์ นี่เป็น “มรรค” นะ
พิจารณาให้เห็นความตายของเราทุกคืน อย่ามัวเมาเรื่อง โลภะ โทสะ โมหะ ให้ระลึกถึงตัว
มีวิหารธรรมเหมือนว่าฝากเงินไว้กับธนาคารนะ เมื่อเวลาอับจนจะได้เบิกเอามาใช้
 
อีกประการหนึ่ง รักษาศีล ศีลห้าจะได้เมียงาม จะได้ผัวงาม จะได้ลูกหลานงาม แม้ความฉลาด พุทโธนี้ โอปนยิโก น้อมพุทโธเข้ามาในดวงจิต จับองค์ภาวนาพุทโธ พระพุทธเจ้าไม่ใช่คนโง่นะ คนฉลาด หากว่าพระองค์เข้ามาประทับในจิตใจของพวกเรา แม้เรามีหิริโอตตัปปะ เกรงกลัวในพระองค์ แล้วภาวนาพุทโธเข้าไป ความสงบมี เมื่อความสงบมี นั่นแหละเป็นความสุขใหญ่โต ไม่ร้อน มีวิหารธรรมเป็นเครื่องพักอยู่ในดวงจิต อุบาสกอุบาสิกานะ จิตสะอาดนะ จิตใจสูง นี่แหละข้อให้ตั้งอกตั้งใจอย่าประมาทนะ อย่า...!!!

การเจ็บการป่วยนี่เป็นของดีของพระอริเจ้าเชียวนะ จิตไม่เพลิดเพลิน พิจารณาเรื่องการตายเสมอ ๆ นะ
การตายอันนี้น่ะเราตายมาเรื่อย ๆ ทุกวันนี้นั่งอยู่ที่นี่ต้องตายนะ คือหมายความว่ามาสู่ท้องมารดามันใหญ่นะ
มันออกมา ออกจากท้อง ออกมาเป็นเด็กนะ ตายตอนเป็น

เด็กนะ มาเป็นหนุ่มนะ ตายเมื่อตอนเป็นหนุ่ม มาแก่ชรา ผมหงอกฟันหลุด หนังเป็นเกลียว กำลังก็น้อยถอยลงไป ให้เห็นในตอนนี้นะ ให้ภาวนาสังขารในตอนนี้เสีย อวัยวะของเรานะ เกิดมานะ “อัคคังมนุสเสสุ” นะ มนุษย์เป็นเลิศที่สุดนะ เลิศกว่าพระอินทร์ พระพรหมนะ มนุษย์นี่นะ เลิศกว่าอบายภูมิทั้งสี่นะนั่น มนุษย์นั้นมีทั้งอกุศล และกุศล ภาวนาเข้าไปนะเลือกเอามนุษย์เป็นพระพุทธเจ้า ไม่เอาพระอินทร์เอาพรหม เพราะมนุษย์เป็นเลิศ เลือกเอาได้ มนุษย์เป็นพระปัจเจกได้ เป็นพระอรหันต์ได้นะนั่น ของดีอยู่ในมนุษย์นะ แต่ของชั่วร้ายก็อยู่ในมนุษย์เหมือนกัน มนุสนรโก มนุสเปโต มนุสเดรัจฉาโน นะ...นั่น ทำไม่ดีเป็นอกุศลนะนั่น ที่เป็นกุศลนะ มนุสพรหมา มนุสเทวา มนุสโลกุตตร
 
นี้แหละฉันใดก็ดี ไม่มีที่พึ่งแล้วในโลกนะ นอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปแล้วนี่ขอให้ตั้งใจนะ การเจ็บการป่วยนั้น เป็นเรื่องธรรมดา เร่งความเพียรนะ อย่าประมาทนะ นั่น ใส่บาตรใส่พกนะ นั่น รักษาศีลนะนั่น....ศีลห้า แล้วก็ภาวนา “พุทโธ”นะ กิเลสของเรา เราหอบมาตั้งแต่อดีตชาติ มันประชุมกับปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นอนุสัยนะนั่น มันดองกันมานาน ดองกันนานนะนั่น มันคล้าย ๆ กับน้ำทะเลดองกันนานนะ กลายเป็นรสเค็มนะ ใช้ไม่ได้ แม้กิเลสของเรานะ ดองกันนาน เกิดราคะฆ่ากันได้ เกิดโทสะฆ่ากันได้ เกิดโมหะฆ่ากันได้นะ นั่น นี้แหละ ราคะ โทสะ เป็นของดีของพระอริยเจ้านะนั่น ไม่มีอันนี้ไม่ได้บวชนะ นั่น พระองค์ไม่เอาคนกระเทยบวช คนบวชมานะ คนมีกำลัง มีราคะ โทสะ โมหะ มีเหตุนะ นั่น มีเหตุนะ จึงใช้มรรคประหารเข้าไปประหารเข้าไปนะ
 
ปัญญาเห็นชอบ ดำริชอบ เห็นชอบ เห็นอวัยวะทุกส่วนมันแปรนี่นะ นี่เรียกว่าเห็นธรรมนะ เห็นชอบเข้าไปแล้วมันทำงานตึงตัง ๆ อยู่นะ เอามือคลำหัวใจเต้นตึ๊ก ๆ มันทำงานอยู่นะนั่น แล้วมันขยายออกนะนั่น อุจจาระปัสสาวะออกจากทั้งเก้าทวารนะนั่น พระอริยเจ้าท่านเห็นอยู่นี่นั่น ท่านไม่หวั่นไหว เรายังไม่เห็น เรายังหวั่นไหวกลัวตายอยู่นี่นั่น

มันเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่เกิดมานะ....อายุน้อยตาย คนนั้นทำปาณาติบาตมาแต่ก่อน...มีเงินมีทองเขาลักเอาไปนะ นั้นเราลักของเขามาแล้วนั่น...มีลูกมีเต้าหรือก็เป็นหญิงโสเภณีไป นั่นผู้หญิงนะ ผู้ชายโจรผู้ร้ายไปนะ เราทำไม่ดีมาแต่ก่อนแล้ว กาเมนะนั่น...แล้วมุสานะ เขามาหลอกลวงเอาเงินเอาทองไปนะ ไม่ได้ใช้นะ...แล้วก็สุราดื่มเข้าไปแล้ว เสียสตินะ กล้าหาญนะนั่น
 
หนังสือพิมพ์มีอยู่นะ เขาออกข่าวมานะนั่น กินเหล้านะปีใหม่นะ ฆ่ากันหลายรายนะ นี่มีการตายอยู่เรื่อย ๆ นะ นี่แหละเทวทูตมันเตือนอยู่เสมอเช่นนี้แหละ เราไม่ควรประมาทนะ ไม่ควรประมาทนะ ให้ระลึกถึงพุทโธพุทโธ เป็นที่พึ่งนะ...นั่น พึ่งคนอื่นไม่ได้ บิดามารดาพึ่งได้ชั่วคราวนะ พึ่งพระราชาก็พึ่งพระองค์ได้ชั่วคราวเมื่อยังมีชีวิตอยู่นะ
 
การเป็นการตายของเรานี่ฝากไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นะ นี้แหละเรือนของโรค คลังของโรคมนุษย์นะ ให้ระลึกเสมอ ให้ภาวนาเสมอนะนั่น นี่แหละอย่าส่งออกข้างนอกนะ ใจกล้าหาญ เอ้า...ตายก็ตายนะ ตายเราไม่ต้องง้อนะ ศีลเรามีแล้วนะ ทานเรามีแล้ว เราตายขณะนี้เราไปเกิดสวรรค์นะ เปลี่ยนอัตภาพมนุษย์ไปเกิดสวรรค์นะนั่น เรามีบริบูรณ์ ใส่บาตรอยู่เรื่อยนี่ แล้วรักษาศีลเรื่อยนี่นั่น แล้วก็ภาวนาชำระดวงจิตเรื่อย ๆ นะ นี้แหละคนนั้นน่ะ ไปสู่สุคติโลกสวรรค์นะ คนไหนมัธยัสถ์ตระหนี่ เกิดมาในภพใดชาติใดเป็นคนกำพร้าอนาถา ขอทานเขากินนะนั่น มีลูกมีเมียก็ไม่ว่าง่ายสอนง่าย ว่ายากสอนยากนะ เป็นผู้ชายเป็นโจรผู้ร้ายนำความทุกข์มาถึงบิดามารดานะนั่น
 
นี้แหละ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคท่านให้ภาวนาพุทโธฉลาดมาก
พระองค์ไม่ใช่คนโง่นะ ฉลาดนะ
 
พระองค์ประทับอยู่ในจิตของใคร จีกควาก...ควากลงไป สงบนะ
สิ่งไม่รู้ก็รู้ขึ้นมา สิ่งไม่เห็นก็เห็นขึ้นมา อำนาจพุทโธนะ
 
นี้แหละเมื่อท่านทั้งหลายได้สดับตรับฟังแล้วนะ โอปนยิโก น้อมมาปฏิปัตติบูชา
พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ก็จะเห็นอานิสงส์ในพระพุทธศาสนาโดยง่าย

 
สมควรแก่เวลา ดังอาตมะอาตมาวิสัชนามา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.

ภาวนารู้เท่าทันทุกข์
หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร
เทศน์อบรมพระภิกษุ – สามเณร
วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒


พิมพ์แจกเป็นทาน
Download จาก   http://se-ed.net/philosophy/libra/index.shtml


18
โอวาทธรรม - หลวงปู่ดูลย์  อตุโล

แม้จบพระไตรปิฎกหมดแล้ว 
จำพระธรรมได้มากมายมีคนเคารพนับถือมาก 
ทำการก่อสร้างวัตถุได้อย่างมากมาย  หรือสามารถอธิบายถึง
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อย่างละเอียดแค่ไหนก็ตาม
 
ถ้ายังประมาทอยู่ ก็ยังว่าไม่ได้รสชาดของพระพุทธศาสนา
แต่ประการใด  เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของภายนอกเท่านั้น 
เมื่อพูดถึงประโยชน์ ก็เป็นประโยชน์ภายนอก

คือเป็นไปเพื่อสงเคราะห์สังคม  เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น
เพื่อสงเคราะห์อนุชนรุ่นหลัง หรือเพื่อสัญญลักษณ์ของศาสนาวัตถุ
ส่วนประโยชน์ของตนที่แท้นั้น คือ ความพ้นทุกข์ 
จะพ้นทุกข์ได้ก็ต่อเมื่อรู้จิตหนึ่ง

จิตที่ส่งออกนอก      เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก   เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง   เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต   เป็นนิโรธ

โอวาทธรรม - หลวงปู่ดูลย์  อตุโล
วัดบูรพาราม  อำเภอเมือง  จังหวัดสุรินทร์


19
อนุปาทาปรินิพาน - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงอนุปาทาปรินิพพานของพระอริยสาวก
ผู้บรรลุอากิญจัญญายตนสมาบัติ แก่อุปสีวมาณพ โดยหลีกเลี่ยงสัสสตวาทะ
และอุจเฉทวาทะทั้งสองเสีย จึงตรัสพระคาถาว่า

อจฉิยถา วาตเวเคณ จิตตา อตถํ ปเลติ น อุเปติ สงขํ เอวํ
มุนิ นาม  กายา วิมุตโต อตถํ ปเลติ น อุเปติ สงขํ


แปลว่า เปลวเพลิงอันกำลังลมพัดดับไปย่อมนับไม่ได้ว่าไปไหนฉันใด
ท่านผู้เป็นมุนี พ้นพิเศษแล้วจากนามกาย ย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้
นับไม่ได้ ว่าไปไหนฉันนั้น

วาตา อันว่าลมทั้งหลาย โดยปริยายในนิเทศ ว่าลมมาทิศบูรพา ปัจฉิม อุดร ทักษิณ
ลมมีธุลี ลมไม่มีธุลี ลมเย็น ลมร้อน ลมกล้า ลมเวรัมภา พัดมา แต่พื้นดินขึ้นไปได้โยชน์หนึ่ง
ลมปีกสัตว์ ปีกครุฑ ลมใบตาล ลมเปลวเพลิง อันกำลังลมเหล่านั้นพัดแล้ว
เปลวเพลิงย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมดังสงบรำงับไป ย่อมไม่ถึงซึ่งอันนั้น
ย่อมไม่ถึงซึ่งโวหาร ว่าเปลงเพลิงไปแล้วยังทิศโน้นๆ ดังนี้ฉันใด
 
บุคคลผู้บรรลุอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นเสขมุนีนั้น เป็นผู้พ้นวิเศษแล้วจากรูปกาย
ในกาลก่อนเป็นปกติ ให้มรรคที่ 4 เกิดขึ้นในสมาบัตินั้น เป็นผู้พ้นวิเศษแล้วจากนามกายอีก
เพราะความที่พ้นจากนามกาย อันท่านได้กำหนดรู้แล้ว เป็นอุปโตภาควิมุตติ พ้นวิเศษแล้ว
จากส่วนสองด้วย ส่วนสองเป็นขีณาสวะอรหันตร์ ถึงซึ่งอันไม่ตั้งอยู่คืออนุปาทาปรินิพพาน
แล้วตรัสพระคาถาต่อไปว่า

อตถํ ตสส น ปมาณมตถิ เยน นํ วชชํ ตํ ตสส นตถิ
สพเพสุ ธมเมสุ สมูหเตสุ สมูหตา วาทปถาปิ สพเพ


แปลว่า สิ่งสภาวะเป็นประมาณของพระขีณาสพอัสดงคตดับแล้วย่อมไม่มี
บุคคลทั้งหลายจะพึงกล่าวว่าท่านนั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นของท่านก็ไม่มีธรรมทั้งหลาย
มีขันธ์เป็นต้น อันพระขีณาสพถอนขึ้นพร้อมแล้ว แม้ทางวาทะทั้งปวงที่บุคคลจะพึงกล่าว
พระขีณาสพท่านก็ตัดขึ้นพร้อมแล้ว

สิ่งสภาวะอันเป็นธรรมนั้น ได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมไม่มีแก่ท่าน
ท่านละเสียแล้ว ตัดขึ้นพร้อมแล้ว ท่านเผาเสียด้วยเพลิงคือญาณแล้ว เมื่อขันธ์ อายตนะ
ธาตุ คติ อุบัติ ปฏิสนธิ ภพ สังขาร และวัฏฏะ ท่านถอนขึ้นเสียแล้ว ตัดเสียขาดแล้ว
มีอันไม่บังเกิดต่อไป เป็นธรรมดา วาทะ อันเป็นคลองเป็นทางที่จะกล่าวด้วยกิเลสและขันธ์
และอภิสังขาร ท่านเพิกถอน สละละวางเสียสิ้นทุกประการแล้ว ด้วยประการฉะนี้ฯ

4 ปริญญา 3 ประการ

การกำหนดรู้ตัณหานั้น กำหนดรู้ด้วยปริญญา 3 ประการ คือ

1.ญาตปริญญา คือความกำหนดรู้ชัดเจนว่า นี้รูปตัณหา นี้สัททตัณหา
นี้คันธตัณหา นี้รสตัณหา นี้โผฏฐัพพะตัณหา นี้ธัมมตัณหา อย่างนี้แลชื่อว่าญาตปริญญา
 
2.ตีรณปริญญานั้นคือ ภิกษุกระทำตัณหาทั้ง 6 ให้เป็นของอันตนรู้แล้ว พิจารณาใคร่ครวญ
ซึ่งตัณหาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรคเสียดแทง เป็นต้น อย่างนี้แล
ชื่อตีรณปริญญา

ปหานปริญญานั้นคือ ภิกษุมาพิจารณาใคร่ครวญ ฉะนี้แล้ว ละเสียซึ่งตัณหา
บรรเทาเสีย ถอนเสีย และกระทำให้สิ้นไป ให้ถึงซึ่งความไม่เป็นต่อไปอย่างนี้
และชื่อว่าปหานปริญญา

อนุปาทาปรินิพาน - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


20
บาปบันดาล บุญบันดาล - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

บาปบันดาล

ให้เกิดเป็นผู้หญิง  เพราะผิดศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร
ให้เกิดเป็นกะเทยบัณเฑาะก์  เพราะผิดศีลข้อกาเมฯ
ให้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน  เพราะความหลง
ให้เกิดเป็นเปรต  อสูรกาย  เพราะความโลภ

ให้เกิดเป็นสัตว์นรก  เพราะความโกรธ
ให้เกิดเป็นมนุษย์  ง่อย-บ้าใบ้-หูหนวก-ตาบอด-พิการต่างๆ
เพราะผิดศีลข้อปาณาติบาต

ให้โง่เขลา  เพราะดูถูกสติปัญญาผู้อื่น
ให้เกิดในตระกูลมิจฉาทิฏฐิ  เพราะดูถูกพระธรรม
ให้มีบุตรธิดาเป็นมิจฉาทิฏฐิ  เพราะกรรมที่ทำลายพระศาสนา
ให้มีโรคมากรักษาไม่หาย  กรรมที่ฆ่าสัตว์ที่มีศีล

ให้ยากจนค้นแค้นแสนเข็ญ  เพราะตระหนี่
ให้ไร้บริวาร  เพราะไม่เคยช่วยเหลือสงเคราะห์ใคร
ให้เกิดในตระกูลต่ำ  เพราะอิจฉาดูถูกผู้อื่น

บุญบันดาล

ให้มีเพศบริสุทธิ์  คือเป็นบุรุษ  เพราะไม่ล่วงศีล
ให้เกิดในโลกมนุษย์  ในตระกูลสัมมาทิฏฐิ
บุตร ธิดา คู่ครอง  เป็นสัมมาทิฏฐิ
ได้พบพระพุทธเจ้า  พระรัตนตรัย

มีจิตศรัทธาในพระรัตนตรัย  ในพระพุทธศาสนา
ได้ฟังธรรม  ได้ออกบวช  ได้บรรลุธรรม
ได้พบคบบัณฑิต  เป็นมิตรสหาย
มีบริวารที่ซื่อสัตย์  ปราศจากโรค  ฐานะร่ำรวย

ได้เกิดในตระกูลสูง  ได้เกิดในปฏิรูปเทศ
ตายเมื่อสิ้นอายุขัย  ไม่ประสบอุปทวเหตุ

บาปบันดาล บุญบันดาล - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม


21
เชิญร่วมบุญ เป็นเจ้าภาพ ซื้อตู้เย็นถวายวัด

ขอเชิญร่วมบุญเป็นเจ้าภาพซื้อตู้เย็นถวายวัด เพื่อเก็บอาหารในโรงครัว
โรงทานวัดศรีสว่างมงคล เนื่องจากเครื่องเดิมพังชำรุดเสียหาย เพราะใช้มานานแล้ว
งบประมาณ 6,500 บาท

ร่วมทำบุญได้ที่
 
พระสุทฺธิญาโณ    โทร.084-7972215
ธนาคารกรุงไทย  ออมทรัพย์ สาขาร้อยเอ็ด
บัญชีเลขที่        411 - 0 - 84205 - 0


หน้า: [1] 2 3 ... 50