แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - นายเสรี ลพยิ้ม

หน้า: [1] 2 3 ... 38
1
ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

คำสอนนี้ คนป่าได้มาตอนที่ติดวิปัสสนูกิเลส ด้วยความเทิดทูนเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม
จึงนำมาฝากเพื่อนลานธรรมให้อ่านแล้วทำ จะพ้นร้อยเปอร์เซ็นต์

ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะนะมัตถุสุคะตัสสะ ปัญจะธรรมะขันธานิ

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมซึ่งพระสุคต บรมศาสดาสักยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า แลพระนวโลกุตตรธรรม 9 ประการ
แลอริยสงฆ์สาวก บัดนี้ข้าพเจ้าจักกล่าวซึ่งธรรมขันธ์โดยสังเขปตามสติปัญญา ฯ

ยังมีท่านหนึ่งรักตัวคิดกลัวทุกข์ อยากได้สุขพ้นภัยเที่ยวผายผัน เขาบอกว่าสุขมีที่ไหนก็อยากไปแต่เที่ยวหมั่น ไปมาอยู่ช้านาน นิสัยท่านนั้นรักตัวกลัวตายมาก อยากจะพ้นแท้ ๆ เรื่องแก่ตาย วันหนึ่งท่านรู้จริงทิ้งสมุทัยพวกสังขาร ท่านก็ปะถ้ำสนุกสุขไม่หายเปรียบเหมือนดังกายนี้เอง ชะโงกดูถ้ำสนุกทุกข์กลาย แสนสบายรู้ตัวเรื่องกลัวนั้นเบา ทำเมิน (เมิน = มอง) ไปเมินมาอยู่หน้าเขา จะกลับไปป่าวร้องซึ่งพวกพ้องเล่า ก็กลัวเขาเหมาว่าเป็นบ้าบอ สู้อยู่ผู้เดียวหาเรื่องเครื่องสงบ เป็นอันจบเรื่องคิดไม่ติดต่อ ดีกว่าเที่ยวรุ่มร่ามทำสอพลอ เดี๋ยวถูกยอถูกติเป็นเรื่องเครื่องรำคาญฯ

ยังมีบุรุษคนหนึ่งอีกกลัวตายน้ำใจฝ่อ มาหาแล้วพูดตรง ๆ น่าสงสาร ถามว่าท่านพากเพียรมาก็ช้านาน เห็นธรรมที่จริงแล้วหรือยังที่ใจหวัง เอ๊ะทำไมจึงรู้ใจฉัน บุรุษนั้นก็อยากอยู่อาศัย ท่านว่าดี ๆ ฉันอนุโมทนา จะพาดูเขาใหญ่ถ้ำสนุกทุกข์ไม่มี คือกายคตาสติภาวนา ชมเล่นให้เย็นใจหายเดือดร้อน หนทางจรอริยวงศ์ จะไปหรือไม่ไปฉันไม่เกณฑ์ ใช่หลอกเล่นบอกความให้ตามจริง แล้วกล่าวปฤษณาท้าให้ตอบ ปฤษณานั้นว่า ระวึง คืออะไร ตอบว่าวิ่งเร็ว คือวิญญาณอาการไว เดินเป็นแถวตามแนวกัน สัญญาตรงไม่สงสัย ใจอยู่ในวิ่งไปมา สัญญาเหนี่ยวภายนอกหลอกลวงจิต ทำให้คิดวุ่นวายเที่ยวส่ายหา หลอกเป็นธรรมต่าง ๆ อย่างมายา

ถามว่าห้าขันธ์ใครพ้นจนทั้งปวง แก้ว่าใจซิพ้นอยู่คนเดียว ไม่เกาะเกี่ยวพัวพันติดสิ้นพิษหวง
หมดที่หลงอยู่เดียวดวง สัญญาลวงไม่ได้หมายหลงตามไป ถามว่าที่ว่าตายใครเขาตายที่ไหนกัน
แก้ว่าสังขารเขาตายทำลายผล ถามว่าสิ่งใดก่อให้ต่อวน แก้ว่ากลสัญญาพาให้เวียน
เชื่อสัญญาจึงผิดติดยินดี ออกจากภพนี้ไปภพนั้นเที่ยวหันเหียน เลยลืมจิตจำปิดสนิท
เนียน ถึงจะเพียรหาธรรมก็ไม่เห็น

ถามว่าใครกำหนดใครหมายเป็นธรรม แก้ว่าใจกำหนดใจหมายเรื่องหาเจ้าสัญญานั้นเอง
คือว่าดีคว้าชั่วผลักติดรักชัง ถามว่ากินหนเดียว ไม่เที่ยวกิน

แก้ว่าสิ้นอยากดูรู้ไม่หวัง ในเรื่องเห็นต่อไปหายรุงรัง ใจก็นั่งแท่นนิ่งทิ้ง
อาลัย ถามว่าสระสี่เหลี่ยมเปี่ยมด้วยน้ำ แก้ว่าธรรมสิ้นอยากจากสงสัย สะอาดหมดราคี
ไม่มีภัย สัญญาในนั้นพรากสังขารขันธ์นั้นไม่กวน ใจจึงเปี่ยมเต็มที่ไม่มีพร่อง เงียบ
ระงับดวงจิตไม่คิดครวญ เป็นของควรชมชื่นทุกคืนวัน แม้ได้สมบัติทิพย์สักสิบแสน ก็
ไม่เหมือนรู้จริงทิ้งสังขาร หมดความอยากเป็นยิ่งสิ่งสำคัญ จำอยู่ส่วนจำไม่ก้ำเกิน ใจไม่
เพลินทั้งสิ้นหายดิ้นรน เหมือนดังว่ากระจกส่องเงาหน้าแล้วอย่าคิด ติดสัญญา เพราะว่า
สัญญานั้นเหมือนดังเงา อย่าได้เมาไปตามเรื่องเครื่องสังขาร ใจขยับจับใจที่ไม่ปน ไหว
ส่วนตนรู้แน่เพราะแปรไป ใจไม่เที่ยงของใจใช่ต้องว่า รู้ขันธ์ห้าต่างชนิดเมื่อจิตไหว
 
แต่ก่อนนั้นหลงสัญญาว่าเป็นใจ สำคัญว่าในว่านอกจึงหลอกลวง คราวนี้ใจเป็นใหญ่ไม่
หมายพึ่ง สัญญาหนึ่งสัญญาใดมิได้หวง เกิดก็ตามดับก็ตามสิ่งทั้งปวง ไม่ต้องหวงไม่
ต้องกันหมู่สัญญา เปรียบเหมือนขึ้นยอดเขาสูงแท้แลเห็นดิน แลเห็นสิ้นทุกตัวสัตว์ แก้
ว่า สูงยิ่งนัก แลเห็นเรื่องของตนแต่ต้นมา เป็นมรรคาทั้งนั้นเช่นบันได
ถามว่าน้ำขึ้นลง ตรงสัจจังนั้นหรือ ตอบว่าสังขารแปรแก้ไม่ได้ ธรรมดากรรมแต่งไม่แกล้งใคร
ขืนผลักไสจับต้องก็หมองมัวชั่วในจิต ไม่ต้องคิดขัดธรรมดาสภาวะสิ่งเป็นจริงฯ

ดีชั่วตามแต่เรื่องของเรื่องเปลื้องแต่ตัว ไม่พัวพันสังขารเป็นการเย็น รู้จักจริงต้องทิ้งสังขาร
ที่ผันแปรเมื่อแลเห็น เบื่อแล้วปล่อยได้คล่องไม่ต้องเกณฑ์ ธรรมก็เย็นใจระงับรับอาการ


ถามว่าห้าหน้าที่มีครบกัน ตอบว่าขันธ์แบ่งแจกแยกห้าฐานเรื่องสังขาร ต่างกองรับหน้าที่มีกิจการ จะรับงานอื่นไม่ได้เต็มในตัว แม้ลาภยศสรรเสริญเจริญสุข นินทาทุกข์เสื่อมยศหมดลาภทั่ว รวมลงตามสภาพตามเป็นจริง ทั้งแปดอย่างใจไม่หันไปพันพัว เพราะว่ารูปขันธ์ก็ทำแก่ไข้มิได้เว้น นามก็มิได้พักเหมือนจักรยนต์ เพราะรับผลของกรรมที่ทำมา เรื่องดีพาเพลิดเพลินเจริญใจ เรื่องชั่วขุ่นวุ่นจิตคิดไม่หยุด เหมือนไฟจุดจิตหมองไม่ผ่องใส นึกขึ้นเองทั้งรักทั้งโกรธไปโทษใคร อยากไม่แก่ไม่ตายได้หรือคน เป็นของพ้นวิสัยจะได้เชย

เช่นไม่อยากให้จิตเที่ยวคิดรู้ อยากให้อยู่เป็นหนึ่งหวังพึ่งเฉย จิตเป็นของผันแปรไม่แน่เลย สัญญาเคยอยู่ได้บ้างเป็นครั้งคราว ถ้ารู้เท่าธรรมดาทั้งห้าขันธ์ ใจนั้นก็ขาวสะอาดหมดมลทินสิ้นเรื่องราว ถ้ารู้ได้อย่างนี้จึงดียิ่ง เพราะเห็นจริงถอนหลุดสุดวิถี ไม่ฝ่าฝืนธรรมดาตามเป็นจริง จะจนจะมีตามเรื่องเครื่องนอกใน ดีหรือชั่วต้องดับเลื่อนลับไป ยึดสิ่งใดไม่ได้ตามใจหมาย ใจไม่เที่ยงของใจไหววิบวับ สังเกตจับรู้ได้สบายยิ่ง เล็กบังใหญ่รู้ไม่ทันขันธ์บังธรรมมิดผิดที่นี่ มัวดูขันธ์ธรรมไม่เห็นเป็นธุลีไป ส่วนธรรมมีใหญ่กว่าขันธ์นั้นไม่แล

ถามว่ามีไม่มี ไม่มีมีนี้คืออะไร ทีนี้ติดหมดคิดแก้ไม่ไหว เชิญชี้ให้ชัดทั้งอรรถแปล โปรดแก้เถิด ที่ว่าเกิดมีต่าง ๆ ทั้งเหตุผล แล้วดับไม่มีชัดใช่สัตว์คน นี้ข้อต้นมีไม่มีอย่างนี้ตรงข้อปลายไม่มีมี นี้เป็นธรรม ที่ลึกล้ำใครพบจบประสงค์ ไม่มีสังขารมีธรรมที่มั่นคง นั้นแลองค์ธรรมเอกวิเวกจริง ธรรมเป็นหนึ่งไม่แปรผัน เลิศภพสงบยิ่ง เป็นอารมณ์ของใจไม่ไหวติง ระงับนิ่งเงียบสงัดชัดกับใจ ใจก็สร่างจากเมาหายเร่าร้อน ความอยากถอนได้หมดปลดสงสัย เรื่องพัวพันธ์ขันธ์ ๕ ซาสิ้นไป เครื่องหมุนในไตรจักรก็หักลง ความอยากใหญ่ยิ่งก็ทิ้งหลุด ความรักหยุดหายสนิทสิ้นพิษหวง ร้อนทั้งปวงก็หายหมดดังใจจงฯ

เชิญโปรดชี้อีกอย่างหนทางใจ สมุทัยของจิตที่ปิดธรรม แก้ว่าสมุทัยกว้างใหญ่นัก ย่อลงก็คือความรักบีบใจอาลัยขันธ์ ถ้าธรรมมีกับจิตเป็นนิจนิรันดร์ เป็นเลิกกันสมุทัยมิได้มี จงจำไว้อย่างนี้วิถีจิต ไม่ต้องคิดเวียนวนจนป่นปี้ ธรรมไม่มีอยู่เป็นนิจติดยินดี ใจตกที่สมุทัยอาลัยตัว ว่าอย่างย่อทุกข์กับธรรมประจำจิต เอาจนคิดรู้เห็นจริงจึงเย็นทั่ว จะสุขทุกข์เท่าไรมิได้กลัว สร้างจากเครื่องมัวคือสมุทัยไปที่ดี รู้เท่านี้ก็คลายหายร้อน พอพักผ่อนเสาะแสวงหาทางหนี จิตรู้ธรรมลืมจิตที่ติดธุลี ใจรู้ธรรมที่เป็นสุขขันธ์ทุกข์แท้แน่ประจำ ธรรมคงธรรม ขันธ์คงขันธ์เท่านั้น และคำว่าเย็นสบายหายเดือดร้อน หมายจิตถอนจากผิดที่ติดแท้

แต่ส่วนสังขาระขันธ์ปราศจากสุขเป็นทุกข์แท้ เพราะต้องแก่ไข้ตายไม่วายวัน จิตรู้ธรรมที่ล้ำเลิศ จิตก็ถอนจากผิดเครื่องเศร้าหมองของแสลง ผิดเป็นโทษของใจอย่างร้ายแรง เห็นธรรมแจ้งถอนผิดหมดพิษใจ จิตเห็นธรรมดีล้นที่พนผิด พบปะธรรมเปลื้องเครื่องกระสัน มีสติอยู่ในตัวไม่พัวพัน เรื่องรักขันธ์ขาดสิ้นหายยินดี สิ้นธุลีทั้งปวงหมดห่วงใย ถึงจะคิดก็ไม่ห้ามตามนิสัย เมื่อไม่ห้ามกลับไม่ฟุ้งพ้นยุ่งไป พึงรู้ได้ว่าบาปมีขึ้นเพราะขืนจริง
ตอบว่าบาปเกิดได้เพราะไม่รู้
 
ถ้าปิดประตูเขลาได้สบายยิ่ง ชั่วทั้งปวงเงียบหายไม่ไหวติง ขันธ์ทุกสิ่งย่อมทุกข์ไม่สุขเลย แต่ก่อนข้าพเจ้ามืดเขลาเหมือนเข้าถ้ำ อยากเห็นธรรมยึดใจจะให้เฉย ยึดความจำว่าเป็นใจหมายจนเคย เลยเพลินเชยชมจำทำมานาน ความจำผิดปิดไว้ไม่ให้เห็น จึงหลงเล่นขันธ์ห้าน่าสงสาร ให้ยกตัวอวดตนพ้นประมาณ เที่ยวระรานติคนอื่นเป็นพื้นไปไม่เป็นผล เที่ยวดูโทษคนอื่นนั้นขื่นใจ เหมือนก่อไฟเผาตัวต้องมัวมอม ใครผิดถูกดีชั่วก็ตัวเขา ใจของเราเพียรระวังตั้งถนอม อย่าให้อกุศลวนมาตอม ควรถึงพร้อมบุญกุศลผลสบาย เห็นคนอื่นเขาชั่วตัวก็ดี เป็นราคียึดขันธ์ที่มั่นหมาย ยึดขันธ์ต้องร้อนแท้เพราะแก่ตาย เลยซ้ำร้ายกิเลสกลุ้มเข้ารุมกวน เต็มทั้งรักทั้งโกรธโทษประจักษ์ ทั้งกลัวนักหนักจิตคิดโหยหวน ซ้ำอารมณ์กามห้าก็มาชวน ยกกระบวนทุกอย่างต่าง ๆ ไป เพราะยึดขันธ์ทั้ง ๕ ว่าของตน จึงไม่พ้นทุกข์ภัยไปได้นา

ถ้ารู้โทษของตัวแล้วอย่าชาเฉย ดูอาการสังขารที่ไม่เที่ยงร่ำไปให้ใจเคย คงได้เชยชมธรรมะอันเอกวิเวกจิต ไม่เที่ยงนั้นหมายใจไหวจากจำ เห็นแล้วซ้ำดู ๆ อยู่ที่ไหว พออารมณ์นอกดับระงับไปหมดปรากฏธรรม เห็นธรรมแล้วย่อมหายวุ่นวายจิต ๆ นั้นไม่ติดคู่ จริงเท่านี้หมดประตู รู้ไม่รู้อย่างนี้วิถีใจ รู้เท่าที่ไม่เที่ยง จิตต้นพ้นริเริ่ม คงจิตเดิมอย่างเที่ยงแท้ รู้ต้นจิตพ้นจากผิดทั้งปวงไม่ห่วง ถ้าออกไปปลายจิตผิดทันที คำที่ว่ามืดนั้นเพราะจิตคิดหวงดี จิตหวงนี้ปลายจิตคิดออกไป จิตต้นดีเมื่อธรรมะปรากฏหมดสงสัย เห็นธรรมะอันเลิศล้ำโลกา เรื่องคิดค้นวุ่นหามาแต่ก่อน ก็เลิกถอนเปลื้องปลดได้หมดสิ้น ยังมีทุกข์ต้องหลับนอนกับกินไปตามเรื่อง ใจเชื่องชิดต้นจิตคิดไม่ครวญ ธรรมดาของจิตก็ต้องคิดนึก พอรู้สึกจิตต้นพ้นโหยหวน เงียบสงัดจากเรื่องเครื่องรบกวน ธรรมดาสังขารปรากฏหมดด้วยกัน เสื่อมทั้งนั้นคงที่ไม่มีเลย ระวังใจเมื่อจำทำละเอียด มักจะเบียดให้จิตไปติดเฉย ใจไม่เที่ยงของใจซ้ำให้เคย เมื่อถึงเอยหากรู้เองเพลงของใจ เหมือนดังมายาที่หลอกลวง

ท่านว่าวิปัสสนูปกิเลส จาแลงเพศเหมือนดังจริงที่แท้ไม่ใช่จริง รู้ขึ้นเองหมายนามว่าความเห็น ไม่ใช่เช่นฟังเข้าใจชั้นไต่ถาม ทั้งตรึกตรองแยกแยะแกะรูปนาม ก็ใช่ความเห็นเองจงเล็งดู รู้ขึ้นเองใช่เพลงคิด รู้ต้นจิต ๆ จิตต้นพ้นโหยหวน ต้นจิตรู้ตัวแน่ว่าสังขารเรื่องแปรปรวน ใช่กระบวนไปดูหรือรู้อะไร รู้อยู่เพราะหมายคู่ก็ไม่ใช่ จิตคงรู้จิตเองเพราะเพลงไหว จิตรู้ไหว ๆ ก็จิตติดกันไป แยกไม่ได้ตามจริงสิ่งเดียวกัน จิตเป็นสองอาการเรียกว่าสัญญาพาพัวพัน ไม่เที่ยงนั้นก็ตัวเองไปเล็งใคร ใจรู้เสื่อมของตัวก็พ้นมัวมืด ใจก็จืดสิ้นรสหมดสงสัย ขาดค้นคว้าหาเรื่องเครื่องนอก

ใน ความอาลัยทั้งปวงก็ร่วงโรย ทั้งโกรธรักเครื่องหนักใจก็ไปจาก เรื่องใจอยากก็หยุดได้หายหวนโหย พ้นหนักใจทั้งหลายโอดโอย เหมือนฝนโปรยใจ ใจเย็นเห็นด้วยใจ ใจเย็นเพราะไม่ต้องเที่ยวมองคน รู้จิตต้น – ปัจจุบันพ้นหวั่นไหว ดีหรือชั่วทั้งปวงไม่ห่วงใย ต้องดับไปทั้งเรื่องเครื่องรุงรัง อยู่เงียบ ๆ ต้นจิตไม่คิดอ่าน ตามแต่การของจิตสิ้นคิดหวัง ไม่ต้องวุ่นต้องวายหายระวัง นอนหรือนั่งนึกพ้นอยู่ต้นจิต ท่านชี้มรรคฟังหลักแหลม ช่างต่อแต้มกว้างขวางสว่างไสว ยังอีกอย่างทางใจไม่หลุดสมุทัย ขอจงโปรดชี้ให้พิสดารเป็นการดี

ตอบว่าสมุทัยคืออาลัยรัก เพลินยิ่งนักทำภพใหม่ไม่หน่ายหนี ว่าอย่างต่ำกามะคุณห้าเป็นราคี อย่างสูงชี้สมุทัยอาลัยฌาน ถ้าจะจับตามวิถีมีในจิต ก็เรื่องคิดเพลินไปในสังขาร เพลินทั้งปวงเคยมาเสียช้านาน กลับเป็นการดีไปให้เจริญจิตไปในส่วนที่ผิดก็เลยแตกกิ่งก้านฟุ้งซ่านใหญ่ เที่ยวเพลินไปในผิดไม่คิดเขิน สิ่งได้ชอบอารมณ์ก็ชมเพลิน เพลินจนเกินลืมตัวไม่กลัวภัย เพลินดูโทษคนอื่นดื่นด้วยชั่ว โทษของตัวไม่เห็นเป็นไฉน โทษคนอื่นเขามากสักเท่าไร ไม่ทำให้เราตกนรกเลย ฯ

โทษของเราเศร้าหมองไม่ต้องมาก ส่งวิบากไปตกนรกแสนสาหัส หมั่นดูโทษตนไว้ให้ใจเคยเว้นเสียซึ่งโทษนั้น คงได้เชยชมสุขพ้นทุกข์ภัย เมื่อเห็นโทษตนชัดรีบตัดทิ้ง ทำอ้อยอิ่งคิดมากจากไม่ได้ เรื่องอยากดีไม่หยุดคือตัวสมุทัย เป็นโทษใหญ่กลัวจะไม่ดีนี้ก็แรง ดีแลไม่ดีนี้เป็นพิษของจิตนัก เหมือนไข้หนักถูกต้องของแสลง กำเริบโรคด้วยพิษผิดสำแลง ธรรมไม่แจ้งเพราะอยากดีนี้เป็นเดิม ความอยากดีมีมากมักลากจิต ให้เที่ยวคิดวุ่นไปจนใจเหิม สรรพชั่วมัวหมองก็ต้องเติม ผิดยิ่งเพิ่มร่ำไปไกลจากธรรม ที่จริงชี้สมุทัยนี้ใจฉันคร้าม ฟังเนื้อความไปข้างนุงทางยิ่งยิ่ง เมื่อชี้มรรคฟังใจไม่ไหวติง ระงับนิ่งใจสงบจบกันที ฯ

อันนี้ชื่อว่า ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะประจำอยู่กับที่ ไม่มีอาการไป ไม่มีอาการมา
สภาวธรรมที่เป็นจริงสิ่งเดียวเท่านั้น และไม่มีเรื่องจะแวะเวียน
สิ้นเนื้อความแต่เพียงเท่านี้ ฯ

(ผิดหรือถูกจงใช้ปัญญาตรองดูให้รู้เถิด ฯ)

พระภูริทัตโต ฯ (หมั่น)
วัดสระประทุมวันเป็นผู้แต่ง ฯ

ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ที่มา คนป่า K_anatta@hotmail.com [ 15 ก.ย. 2545]


2
ชัยชนะที่แท้จริงคือ ชนะกิเลสของตนเอง - อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์

ถ้าสมมติว่า เราอยากชนะใครสักคนหนึ่ง ทั้งๆที่เป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย
และเราก็สามารถชนะได้จริงๆ   แต่เราคิดว่า  เราชนะจริง แต่ทางพระธรรม
ไม่ได้แสดงเลยว่า  นั่นชนะจริง เพราะเหตุว่าถ้าเป็นไปด้วยความโกรธ 
หรือถ้าเป็นไปด้วยความเห็นแก่ตัว เราไม่ได้ชนะใครเลย เราแพ้กิเลสของเราเอง
 
และความเห็นแก่ตัวของเรา จะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น จะมีความเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นๆ   
และจะมีความต้องการชนะเพิ่มขึ้นๆ แต่ถ้าเราเป็นผู้แพ้ต่อเหตุผล ไม่มีใครชนะ
เป็นตัวตน แต่ว่าเหตุผลเป็นสิ่งที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะยอมแพ้
ถ้าเป็นเหตุผลที่ถูกต้อง หัดให้เราเองเป็นผู้ที่มีเหหหตุผลมากขึ้น  แทนที่จะเป็น

ผู้ต้องการชนะ แล้วไม่มีเหตุผล

           เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่พระธรรมจะสอนให้เราแก้ตัวเอง และรู้จริงๆว่า
ความสุขจริงๆนั้นอยู่ที่ตัวเรา บางทีเราอาจจะคิดว่า  เราชนะคนอื่นแล้วเราพอใจ
แต่ในขณะเดียวกัน ความกระหยิ่ม  ความสำคัญตน  ความทะนงตนจะเพิ่มขึ้น   
จนในที่สุดเราไม่ยอมแพ้ใครเลย      ขณะนั้นเราจะต้องเป็นทุกข์มาก   
เพราะเหตุว่า ไม่มีทางที่เราจะเป็นคนชนะ ตลอดกาลไปได้

ชัยชนะที่แท้จริงคือ ชนะกิเลสของตนเอง - อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์


3
จิตถึงธรรม ธรรมถึงจิต - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

..........ลำดับนี้ตั้งใจนมัสการคุณพระรัตนตรัยด้วยกายพระนาม วจีพระนาม มโนพระนาม โดยสัจจะเคารพแล้ว น้อมพระธรรมเทศนาคำสอนพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแสดง เพิ่มพูนปัญญาบารมีของชาวพุทธทั้งหลาย ได้มาเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้แก่กล้า เป็นบารมีนำจิตใจของตนให้ไปสู่หมวดธรรม ให้เจริญได้โดยมนุษยธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม ให้เต็มภูมิของปริยัติด้วย ปฏิบัติด้วย ปฏิเวธธรรม เป็นไปเพื่อธรรมะพ้นทุกข์ด้วย ไม่ให้มีทุกข์ติดตามไปได้เลย

ที่เรามาเจริญนี้ ร่างกายเราก็เป็นมนุษย์ จิตใจของเราก็มีธรรมของชั้นมนุษย์แล้ว ยังเชื่อมไปกับธรรมของเทวดาด้วย ธรรมของพรหมด้วย โลกุตตรธรรมด้วย เพราะมีสถานีเดียวกัน คือจิตเจริญธรรมมีกุศลธรรม บุญกุศลธรรมนี้พระองค์สอนได้ทั่วไปทั้งอดีต ทั้งอนาคต และทั้งปัจจุบัน

สอนไว้สัตถาเทวมนุสสานัง จะเป็นสัตว์โลก สัตว์อยู่ในสวรรคเทวโลก สัตว์อยู่ในพรหมโลกก็ดี เรียกว่าเป็นสัตว์ทั้งนั้น แต่ทำไมพระองค์แสดงได้ทั่วถึงมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลก คำสอนนี้สอนให้เจริญบุญกุศลนี้เอง ให้เว้นจากบาปจากอกุศล ให้รู้จักอัพยากตธรรมเป็นพื้นรองรับ

มีแม่บทอยู่ในพระไตรปิฎกว่า กุสลา ธัมมานี้ เป็นบุญกุศลเกิดกับจิต อกุสลา ธัมมานี้
เกิดกับจิต แต่ว่าไม่เกี่ยวกับบุญกับบาป เป็นแต่ว่าเป็นสภาพของชีวิตเท่านั้นเอง



..........ถ้าเราเจริญในปัจจุบันนี้ ตาของเรายังไม่ได้ทำบาปทำอกุศลจะไปโทษว่ามีบาปไม่ได้ หูของเรายังไม่ได้ทำบาปทำอกุศล จมูก ลิ้น กาย ใจ ล้วนแต่ยังไม่ได้ทำบาปทำอกุศลทั้งนั้น มีแต่ว่าเราน้อมนำมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้มาเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เพราะพุทธคุณเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว จึงได้วางแม่บทไว้ ให้สาวกทั้งหลายรุ่นหลังได้สืบสายกันมาถึงปัจจุบันนี้ ธรรมคุณก็ทรงไว้ซึ่งความตรัสรู้ สังฆคุณนั่นก็เป็นผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าทุกองค์นั่นเอง

แม่บทของธรรมนี้สอนได้ด้วยกันทุกกาล ทุกสมัย ไม่เลือกหน้าว่าสัตว์ บุคคล ว่าจะเป็นกามสัตว์ หรือรูปสัตว์ หรืออรูปสัตว์ก็ตาม อยู่ในกามโลก รูปโลก อรูปโลกก็ตามใจ อยู่ในโลกใดๆ ทั้งหมดก็ตาม ท่านไม่ให้ทำบาปเพราะอกุศลทุกโลกเลย ท่านให้เจริญแต่บุญกุศลเท่านั้นเอง ไม่ให้ประมาทในชีวิตของความเป็นอยู่ จะเป็นอยู่ในมนุษยโลกก็ยังอาจสามารถ จะทำบุญกุศลให้มีให้เป็นขึ้นได้ อยู่ในสวรรคเทวโลก ในพรหมโลกก็ดี โลกุตตรภูมิอาจสามารถจะทำให้มรรค ผลเกิดขึ้นในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจได้

ถ้าเราไม่เจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ตัวบารมีประจำวันประจำชีวิต ปริยัติของเราก็จะไม่มี ปฏิบัติก็จะไม่มี ปฏิเวธธรรมก็จะไม่มี เราเจริญเมื่อไรมีปริยัติภายในและภายนอกคู่กันไป เราปฏิบัติภายในและภายนอกคู่กันไป มีปฏิเวธธรรมภายในและภายนอกคู่กันไปอย่างนี้ พระพุทธเจ้าอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี อนาคตก็ดีเหมือนกันหมด


..........เมื่อภิกษุสามเณรที่ดียังสืบเนื่องมาจากอดีตถึงปัจจุบัน ภิกษุสามเณรที่ดีท่านย่อมเจริญแต่บุญกับกุศล เจริญมนุษยธรรม เทวธรรม พรหมธรรม ให้มีอภิญญา ๕ มีสมาบัติ ๘ รูปฌาน ๔ อรูปธาน ๔ อาจสามารถเข้าหาโลกุตตรธรรม ขณะใดขณะหนึ่งได้ นี่ถึงเจริญโลกุตตรธรรมก็จะต้องไปพบอริยมรรค ๔ อริยผล ๔ ในกาลใดกาลหนึ่งก็ได้

เราจะเจริญไปถึงสังขตธรรม อสังขตธรรม วิราคธรรม โลกธรรมทั้งสองในขณะใด ขณะหนึ่งก็คือจิตนั่นเอง จิตนั่นแหละรับผัสสะรองรับทั้งบุญทั้งกุศล ทั้งบาปทั้งอกุศล ทั้งอัพยากตธรรม ทีนี้ถ้าหากว่าวิชชาเข้ามาอาศัยจิต ก็ชี้ไปถึงมนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ นฤพานสมบัติเป็นที่สุด ถ้าอวิชชาเข้ามาอาศัยจิต ก็จะไม่รู้ว่ามนุษยสมบัติอยู่ที่ไหน สวรรคสมบัติอยู่ไหน พรหมสมบัติอยู่ไหน รู้แต่ว่าเกิดแล้วก็ต้องเกิดอีก เสวยทุกข์แล้วก็เสวยอีก ตายแล้วก็ตายอีกนั่นเอง

อวิชชานั่นนะไม่ใช่ไม่รู้ รู้ว่าความเกิดเป็นทุกข์ รู้ต้องตายเป็นทุกข์ แต่ไม่รู้ว่ามนุษยสมบัติ คือสมบัติของจิตใจนั่นเองจะไปได้ทางไหน คือไม่มีแสงสว่างนั่นเอง สวรรค์สมบัติมีอยู่ก็ไม่รู้ไม่เห็น นฤพานสมบัติมีอยู่ก็ไม่รู้ไม่เห็นอย่างนี้ จึงว่าต่างกับวิชชา

อวิชชามาอาศัยจิตเดียวกันก็จริง ถ้ากาลใดมโนวิญญาณ จิตวิญญาณไม่หลับแล้ว วันนั้นเราจะฝันได้ท่องเที่ยวไปมนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติก็ได้ แต่ว่าไม่เห็นฝันไปนฤพานสมบัติสักที เพราะว่าญาณยังไม่พอ จึงยังไม่ไป ก็วนอยู่ในมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลกนั่นเอง เพราะมโนวิญญาณยังไม่หลับ จิตวิญญาณยังไม่หลับ ถ้าหลับแล้วไม่เห็นใครฝัน ไม่เห็นใครมีร้อนมีหนาว

ถ้าสังเกตดูถ้าหากว่าจิตไม่ตื่น มโนวิญญาณไม่ตื่น จิตวิญญาณไม่ตื่นขึ้นมา เราจะไม่รู้ว่าร่างกายของเรานี้ มีความร้อนและความหนาว ตาของเราจะไม่รับรู้ว่ามีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ไม่มี เพราะเขาหลับเสียแล้ว เจ้าหน้าที่เขาหลับ เพราะฉะนั้นความรู้ทั้งหลายไปรวมมโนวิญญาณ จิตวิญญาณ ความรู้เวทนาก็รวมไปนั่น ความรู้สัญญา ความรู้สังขาร ความรู้วิญญาณไปรวมจิตที่เดียว

จิตนั่นแหละเป็นที่รับรองทั้งวิชชาและอวิชชา อวิชชานี้จะตามไปส่งถึงไหน ส่งถึงมนุษยสมบัติแล้ว มันยังไปแล้ว มันยังไปพบเกิดพบตาย ส่งถึงสวรรคสมบัติ มันก็ยังไปเกิดไปตายอยู่อีก ส่งไปพรหมโลก มันน่าจะพ้นเกิดพ้นตายก็ไม่พ้น ในรูปฌานมันก็เกิดตาย อรูปฌานก็เกิดก็ตาย ในอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ก็เกิดตายทั้งนั้น

เกิดตายในกามสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ อวิชชาสังโยชน์ อวิชชานุสัย ไม่ถึงนฤพานสมาบัติสักที ท่องเที่ยวอยู่ในมนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ พรหมสมบัตินี้นับไม่ถ้วน พระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านผ่านมาแล้วได้แสดงไว้ในกามภูมิจิต รูปภูมิจิต อรูปภูมิจิต โลกุตตรจิต จิตของเราจะได้รับภูมิธรรมทั้งสิ้น ต้องให้เจริญถึงอริยมรรค ๔ อริยผล ๔

นี่ชาวพุทธทั้งหลายอย่าได้ประมาทว่าพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปหมดแล้วรุ่นเก่า รุ่นใหม่ยังไม่มา ยังไม่ถึง ๘,๐๐๐ ปี ท่านก็ไม่มา ที่นี้องค์ปัจจุบันท่านวางไว้ สัตถาเทวมนุสสานังนี้ แสดงไว้สั่งสอนไว้ทั้งมนุษย์ เทวดา และพรหมทั้งหลาย ให้ธรรมะสอนแทนพระกายของพระองค์

นี่ล่วงไปแล้ว ๒,๐๐๐ ปี ยังไม่จบ ๕,๐๐๐ ปี ยังไม่จบ คำสอนแทนกายพระองค์นั้นเป็นประโยชน์มากกว่าพระกายพระองค์ยังอยู่ พระองค์ยังอยู่ต้องเสด็จไป ๑๖ พระนคร ไปเที่ยวแสดงธรรมด้วยตนเอง ประเดี๋ยวเสด็จไปยมโลกบ้าง สวรรคเทวโลกบ้าง พรหมโลกบ้าง ท่องเที่ยวอยู่อย่างนั้น นี่พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานอายุ ๘๐ ปี พระองค์สบายกว่าเอาร่างกายไว้

เพราะร่างกายนี้ กายเนื้อกายหนังนี้มันต้องฉันข้าวเจ้าข้าวเหนียว ฉันน้ำร้อนน้ำเย็นอยู่เสมอไป ไปอยู่ที่ไหนมันต้องฉันอาหารอย่างนี้ ไม่เหมือนมโนวิญญาณ จิตวิญญาณ อันนั้นเขามีแต่ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร เขาจะมีปฏิกูลอย่างไร เขาจะมีเกิดมีตายอย่างไร

เพราะธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า มนุษยสมบัติก็เข้าถึงจิต นฤพานก็เข้าถึงจิต อริยมรรค ๔ ก็คือเข้าอยู่กับจิต อริยผล ๔ ก็เข้าอยู่กับจิตนั่นเอง สังขตธรรมก็ดี จิตนั่นแหละเสวย อสังขตธรรม วิราคธรรม โลกธรรมทั้งสองเข้าสู่ภูมิจิต จิตถึงธรรม ธรรมถึงจิตนั่นเอง จิตจึงได้ว่างจากอาสวะ อวิชชาสวะไม่มี อวิชชาสังโยชน์ไม่มี อวิชชานุสัยไม่มี จิตว่างได้ จิตว่างจากอาสวะสังโยชน์ อาสวะนุสัยได้ ตาก็ว่าง หูก็ว่าง จมูก ลิ้น กาย ใจก็ว่าง

ทีนี้ไม่มีใครตายหรอก มีแต่ว่าอายุก็ของกายมันจะออกเมื่อไรก็ได้ ลมหายใจไม่ทำงาน มันก็ขยายออกจากกัน ดินก็ขยายออกไป น้ำ ไฟ ลม อากาศขยายออกจากกันไม่คุมกันเป็นรูปแล้ว เรียกว่าในมนุษยโลกเขาก็เรียกว่าคนตาย ถ้าไปสวรรค์เรียกว่าจุติแล้วไปปฏิสนธิขึ้นใหม่ ถ้าลงมามนุษยโลกเรียกว่าตาย ไม่มีลมหายใจ หมายเอากายเนื้อนี้เอง

เพราะฉะนั้นให้รู้ไว้เห็นไว้ว่า มนุษยธรรมมีจริง เทวธรรมมีจริง พรหมธรรมมีจริงโลกุตตรธรรมมีจริง พระพุทธเจ้าพ้นแล้วจากเกิดตายมีจริง พระธรรมทรงไว้ซึ่งความไม่เกิดไม่ตายมีจริง พระสงฆ์เป็นผู้รู้ตาม เห็นตาม ไม่เกิด ไม่ตายตามพระพุทธเจ้าทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตก็ต้องเป็นอย่างนี้

รู้ไว้เห็นไว้ไม่ใส่บ่าแบกหาม ให้เจริญไว้ในปริยัติภายในและภายนอก ปฏิบัติภายในและภายนอก
ปฏิเวธธรรมภายในและภายนอก ขอให้ชาวพุทธทั้งหลายได้พ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยความสวัสดี

จิตถึงธรรม ธรรมถึงจิต - หลวงปู่บุดดา ถาวโร


4
หลักธรรมคือหลักใจ 1 - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑ มกราคม  พุทธศักราช ๒๕๒๔
หลักธรรมคือหลักใจ


   วันนี้เป็นวันปีใหม่ ขึ้นปีใหม่วันนี้ ขึ้นปีใหม่ก็มีความหมายสำหรับเราผู้ต้องการความสุขความเจริญ หากเคยประพฤติตัวไม่ดีอย่างไรมาแต่ก่อนหรือปีก่อน ๆ ก็พยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลงในปีใหม่นี้ ให้กลายเป็นคนใหม่ขึ้นขึ้นมา จากคนเก่าที่เคยประพฤติตัวไม่ดีให้กลายเป็นคนใหม่ขึ้นมาอย่างน่าชื่นชม ผู้ประพฤติตัวดีในปีใหม่นี้ก็เป็นคนดีของปีใหม่ และพยามยามประพฤติให้ดีเพื่อเป็นคนดีทั้งปีใหม่นี้และปีใหม่ที่จะมาถึงในปีหน้า จนเป็นคนดีประจำปีของทุก ๆปีไป คนที่ประพฤติตัวดีดังกล่าวนี้เป็นคนที่หาได้ยาก
   หลักแห่งความอยู่เย็นเป็นสุขของมนุษย์เราก็คือหลักธรรม ใครมีหลักธรรม ใครมีธรรมเป็นหลักใจ ผู้นั้นก็มีหลักความประพฤติ มีหลักเป็นที่อยู่ที่ไป ที่ประกอบหน้าที่การงานตลอดความประพฤติในด้านต่าง ๆถ้ามีหลักธรรมเป็นหลักใจ ความประพฤติไม่เหลวไหล หน้าที่การงานก็ดีมีเหตุผลเป็นเครื่องรับรองเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า งานนี้เป็นงานดีชอบธรรมที่เกิดประโยชน์แก่ตนและส่วนรวม ไม่ใช่งานฉิบหายวายปวงทั้งตนและผู้อื่น ผู้มีธรรมเป็นหลักใจย่อมเป็นผู้สะอาดทั้งตนและหน้าที่การงานผลของงานก็ชุ่มเย็นแผ่กระจายไปอย่างกว้างขวางตามอำนาจหน้าที่ของผู้มีธรรมในใจ มีธรรมเป็นหลักใจ
   ผู้มีธรรมย่อมคำนึงถึงเหตุถึงผล คือความผิดถูกดีชั่วอยู่เสมอ คนไม่คำนึงถึงความผิดถูกดีชั่ว ประพฤติตามอำเภอใจซึ่งเต็มไปด้วยความอยากความทะเยอทะยาน หาความพอดีและความสงบไม่ได้นั้นจะเป็นผู้เหลวแหลกแหวกแนวตลอดไป จนกระทั่งวันตายก็แก้ตัวไม่ได้เพราะไม่สนใจจะแก้ตัวเอง คนประเภทนี้เป็นคนหลักลอยหาที่ยึดที่เกระไม่ได้ ทั้งเป็นอยู่และตายไป ราวกับขอนซุงลอยตามน้ำนั่นแล ไม่มีความหมายอันใดในตัวเลย ดังนั้นหลักธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรนำมาเป็นหลักใจของชาวพุทธเรา
   ในประเทศไทยเรา อย่างน้อย ๘๐ เปอร์เซ็นถือศาสนาพุทธ แต่เวลาถูกถามพระพุทธเป็นอย่างไร  พระธรรมเป็นอย่างไร พระสงฆ์เป็นอย่างไร.ไม่รู้ ถ้าถามถึงเรื่องสถานที่ที่จะก่อความฉิบหายวายปวงล้มเหลวแก่มนุษย์นั้น.รู้กันแทบทั้งนั้น นั่นมันศาสนาพุทธอะไรก็ไม่รู้ สถานที่ใดเป็นสถานที่ทำคนให้เสียวัตถุสิ่งใดที่จะทำคนให้เสีย สิ่งเหล่านั้นรู้กันและชอบทำกันเป็นเนื้อเป็นหนัง ซึ่งการทำนั้นเป็นการขัดแย้งต่อธรรมเป็นการทำลายธรรม และทำลายคนไปในตัวทั้งที่รู้ ๆ กันอยู่นั่นแล
   ความไม่มีธรรมจึงหาที่หวังไม่ได้ แต่มนุษย์ก็ยังหวังกันเต็มแผ่นดิน หวังกันแบบลม ๆ แล้ง ๆ หาสิ่งพึงใจตอบแทนไม่มีก็ยังหวังกัน ทั้งนี้เพราะโลกหากพากันสร้างความหวังแบบบนี้มานาน จึงไม่มีใครสะดุดใจคิดพอให้ทราบข้อเท็จจริง และแก้ไขอันจะยังผลให้สมหวังกันเท่าที่ควร
   ปีใหม่ขึ้นมาก็เป็นคนเก่านั้น แล้วแล้วผ่านไปเป็นปีใหม่อีกก็เป็นคนเก่านั้น ไม่สนใจที่จะแก้ตนเองให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ดี ก็หาความหวังไม่ได้คนเรา ทั้ง ๆ ที่เกิดมาเต็มไปด้วยความหวังด้วยกัน เราไม่ใช่ไม่หวังทุกวันเวลาอิริยาบทหวังด้วยกันทุกคน ไม่ว่าเฒ่าแก่ชราเพศใดวัยใด มีความหวังด้วยกัน หวังความสุขความเจริญและหวังในสิ่งที่ตนพึงใจ แต่ทำไมถึงได้พลาดไป ๆ ก็เพราะเหตุที่จะทำให้สมหวังไม่มีในความประพฤติ การกระทำของตัวสิ่งที่พึงหวังอันเป็นสิ่งดีงาม อันเป็นความสุข ก็กลายเป็นความทุกข์ไปเสีย เพราะเหตุแห่งการกระทำนั้นเป็นความทุกข์ สุขจึงไม่กล้าอาจเอื้อมแทรกแซงได้ ความหวังอันพึงใจจึงไม่ปรากฏ
   ด้ายเหตุนี้การประพฤติตัว การรักษาตัว จึงเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งกว่าการปฏิบัติรักษาสิ่งอื่นใดในโลก สมบัติเงินทองข้าวของเราหามาได้ เราจับจ่ายไปได้เป็นผลประโยชน์ ถ้าเจ้าของมีความฉลาดตามเหตุผลหลักธรรมเสียอย่างเดียว แต่การปฏิบัติรักษาเจ้าของให้มีความฉลาดสำหรับตัวและหน้าที่ที่เกียวข้องกับสมบัติเงินทองบริษัทบริวาร นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะฉะนั้นการรักษาตนจึงควรถือเป็นข้อหนักแน่นยิ่งกว่าการรักษาวสิ่งใด การรักสงวนสิ่งอื่นใดก็ไม่เหมือนรักตนสงวนตน เพื่อเป็นพื้นฐานแห่งความดีและความมั่นคงทั้งหลาย
   คนเราถ้าไม่รักตนโดยชอบธรรมถูกธรรมเสียอย่างเดียว อะไรที่เกี่ยวข้องกับตนก็เหลวไหลไปได้ ไม่ว่าจะมีสมบัติเงินทองเป็นจำนวนล้าน ๆ บาท สมบัติเหล่านั้นจะไม่มีคุณค่าอะไรสำหรับคน ๆ นั้น นอกจากสมบัติทั้งหลายนั้นจะกลายมาเป็นฟืนเป็นไฟเผาลนคนที่หาเหตุผลไม่ได้ให้ฉิบหายวายปวงไปถ่ายเดียว ทั้ง ๆ ที่หยิ่งว่าตนมีเงินมีทองมากนั้นหละ เพราะไม่มีธรรมเป็นเครื่องค้ำประกันคุณภาพของคนไว้ สมบัติก็บรรลัย ตัวเองก็เหลวแหลกหาความดีงามไม่ได้
   ธรรมเป็นเหมือนกับเบรค รถมีเบรค มีทั้งคันเร่ง พวงมาลัย ต้องการจะขับขี่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็หมุนพวงมาลัย ต้องการจะเร่งในสถานที่ควรเร่งก็เหยียบคันเร่งลงไป ต้องการจะรอหรือจะหยุดในสถานที่ควรรอ ควรหยุดก็เหยียบเบรคลงไป รถให้ความสะดวกแก่ผู้ขับขี่ที่รู้จักการใช้รถเป็นอย่างดีและปลอดภัย
   ตัวเราเองก็มีคนขับรถคือใจ คอยระวังและเหยียบคันเร่ง เหยียบเบรค หมุนพวงมาลัย ทางกาย วาจา ใจ ให้หมุนดำเนินไปในทางที่ถูกต้องดีงาม คอยเร่งในการทำงานที่ชอบ และคอยเหยียบเบรคไว้ไม่ให้ทำความผิดอยู่เสมอ
   คนที่ขับรถภายนอกเขาก็ต้องเรียนวิชาขับรถมาก่อน เรียนจนสอบได้ตามกฎจราจรจริง ๆ ไม่ได้สอบแบบทุกวันนี้นะ ซึ่งเอาเงินไปยื่นให้ ตบตากินแล้วปล่อยไปเลย จะขับเหยียบหัวคนทั้งแผ่นดินก็ตามแกเถอะ ฉันได้เงินแล้วเป็นพอ ไม่เกี่ยวเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้นคนขับขี่รถส่วนมามีแต่ตนตาบอด ขับไม่มีทางเอกทางโท ขับบึ่งไปเลย ชนกันแหลกแตกกระจาย เวลาฉิบหายก็คนนั้นแหละไม่ใช่อะไรฉิบหาย รถฉิบหายก็คือรถของคน มาขึ้นอยู่กับคนเป็นผู้ฉิบหาย นี่เพราะอะไร เพราะใบขับขี่ตาบอด ไม่สนใจกับกฎจราจร ขับกันแบบตาบอดและชนเอา ๆ ตายพินาศฉิบหายวันหนึ่งกี่ศพไม่พรรณนา สิ่งของสมบัติฉิบหายเป็นเรื่องเล็กน้อย ถือเป็นธรรมด๊า ธรรมดา
   กฎจราจรคือกฎแห่งความปลอดภัย ถ้าสนใจและปฏิบัติตามกฎจราจรแล้วความปลอดภัยมีมาก เราอยากจะพูดว่า 95 % ทั้งนี้เว้นแต่เหตุสุดวิสัย เช่นยางระเบิดเป็นต้น แต่นี่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น อวดเก่งยิ่งกว่ากฎจราจร แล้วก็โดนเอา ๆ นี่เราเทียบการขับขี่ยวดยานพาหนะภานอกเพื่อความปลอดภัย ต้องขับขี่ตามกฎจราจร ผู้ที่จะขับรถก็ต้องได้ศึกษามาด้วยดีในการขับรถ
   เราขับตัวเราคือปฏิบัติตัวเราตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยไร้ทุกข์ เราก็ต้องปฏิบัติตามกฎแห่งศีลธรรม อันใดที่ควรไม่ควร งานใดที่ควรให้มีความขยันหมั่นเพียร เปรียบเหมือนกับเหยียบคันเร่ง ด้วยความอุตส่าห์พยายาม ไม่เกียจคร้านขี้คร้านอ่อนแอ มีความขยันหมั่นเพียร ในหน้าที่การงานที่ชอบนั้น ๆ จนเป็นผลสำเร็จ สิ่งใดไม่ควร รีบเหยียบเบรคห้าล้อตัวเองไม่ให้ทำ และหมุนพวงมาลัยไปตามสายของงานที่เป็นประโยชน์  และถนัดกับจริตนิสัยของตน ชื่อว่าขับขี่ตนโดยชอบ หรือปฏิบัติตนโดยชอบ
   ดังพระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า อุฏฺฐานสัมปทา อย่าขี้เกียจเพราะท้องปากไม่ได้ขี้เกียจ ท้องปากถึงเวลาหิวมันหิว ถึงเวลาง่วงมันง่วง อยากหลับอยากนอน หิวกระหายเป็นไปได้ทุกอย่างทุกเวลา ทั้งหนาวทั้งร้อนเต็มอยู่ในร่างกายนี้ทั้งนั้น ต้องหามาเยียวยารักษา สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ขี้เกียจเหมือนคนความหิวถึงเวลาหิวมันก็หิว โรคจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ สกลกายทั้งหมดนี้เป็นเรือนแห่งโรค มันจะเกิดขึ้นในอวัยะส่วนใดก็ได้ ถ้าไม่มียารักษาก็ต้องตาย ยามาจากไหน ถ้าไม่มาจากความวิ่งเต้นขวนขวาย ความวิ่งเต้นขวานขวายที่เป็นไปด้วยความขี้เกียจ ขี้คร้าน จะทันกับความจำเป็นแห่งธาตุขันธ์ได้อย่าไร 
   ธาตุขันธ์ของเราเต็มไปด้วยโรคด้วยภัย ด้วยความกังวลวุ่นวายที่จะต้องดูแลรักษาอยู่ตอลดเวลา ถ้าขี้เกียจขี้คร้านก็ไม่ทันกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่จะรักษาตัวเองให้แคล้วคลาดปลอดภัยและสมบูรณ์พูนผลจนถึงอายุขัย ก็ต้องมีความขยันหมั่นเพียร และขับขี่คือบังคับตนในทางที่ถูกที่ดี ทางจิตใจก็มีความสุขความสบาย ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม มีหลักธรรมเป็นหลักใจ กายวาจาก็เคลื่อนไหวไปตามธรรมที่ได้อบรมมาเรียบร้อยแล้ว เปรียบเหมือนกับคนขับขี่รถซึ่งได้เรียนหลักวิชากฏจราจรมาด้วยดีแล้วก็ปลอดภัย
   นี่เราก็เรียนหลักวิชาจากธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ให้ความปลอดภัย ร้อยทั้งร้อยถ้าปฏิบัติตามธรรมแล้วย่อมปลอดภัย หมุนกายวาจาของเราให้เป็นไปตามใจ ใจหมุนให้เป็นไปตามธรรมคือความถูกต้องดีงาม คน ๆ นั้นก็มีความสุขความเจริญเพราะความมีหลักเกณฑ์ตามหลักธรรมการขับตัวเอง การบังคับตัวเอง ขับขี่ตัวเองเหมือนกับเขาขับรถตามกฎจราจร ย่อมปลอดภัยไร้โทษ
   คนขับรถมือดีก็คือขับไม่ผิดไม่พลาด รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวควรเร่งก็เร่ง ควรรอก็รอ ควรหยุดก็หยุด ควรเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็เลี้ยวไปตามเหตุผลที่ควรเลี้ยว นี่เราจะแยกไปทางไหน หน้าที่การงานไปทางไหนเห็นว่าเป็นผลประโยชน์แก่ตนและส่วนรวม เราก็แยกไปเหมือนกับหมุนพวงมาลัย เพราะฉะนั้น การงานจึงมีในโลกมากมายตามแต่ความถนัดของผู้ต้องการ ความขยันหมั่นเพียรเป็นสิ่งสำคัญมาก ให้มีความขยันหมั่นเพียรในการงานที่ชอบ ผลจะเป็นที่พอใจ ไม่อด ๆ อยาก ๆ ขาด ๆ เขิน ๆ สะเทินน้ำสะเทินบกดังคนขี้เกียจทั้งหลายเผชิญกัน
   เวลาได้มาแล้วให้เก็บหอมรอมริบ อย่าสุรุ่ยสุร่าย อย่าใช้ฟุ่มเฟือยจนเกินเหตุ เกินผล เกินเนื้อเกินตัว นั่นเป็นของไม่ดี ทรัพย์สมบัติเสียไปยังไม่เท่าใจที่เสียไป ใจที่เสียไปแล้วแก้ได้ยากสมบัติเงินทองเสียไปมากน้อยไม่เป็นไร ถ้ามีเหตุผลในการจับจ่าย จับจ่ายสิ่งนั้นไปเพื่อผลประโยชน์อย่างนั้น จับจ่ายเงินไปจำนวนเท่านั้น เพื่อผลประโยชน์อย่างนั้น และเป็นผลประโยชน์ตามเหตุผลที่คาดเอาไว้ไม่ผิดพลาด ชื่อว่ารู้จักการจ่ายทรัพย์ ย่อมไม่อับจนทนทุกข์
   เพราะเงินมีไว้ก็เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตน เงินไปแลกเปลี่ยนสิ่งใดมา สิ่งนั้นก็เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตน ไม่ใช่แลกเปลี่ยนมาแล้วมาทำลายตนเอง เช่นเอาไปซื้อยาเสพติดมากิน ซื้อเหล้าซื้อยาอะไรเหล่านี้มากิน อันนี้กินแล้วเกิดความมึนเมายังไม่แล้ว ยังทำตัวบุคคลให้เสียอีก เงินก็เสียไป ใจก็เสีย บุคคลนั้นก็เสีย นี้เรียกว่าจ่ายเพื่อทำลาย มิใช่จ่ายเพื่อความจำเป็นเห็นผลประโยชน์ในการจ่ายทรัพย์ เหล่านี้ผู้มีธรรมย่อมไม่ทำ ผู้ไม่มีธรรมทำได้วันยังค่ำ ทำได้จนหมดเนื้อหมดตัว และทำได้จนวันตาย นี่ผิดกันไหม มนุษย์เรา มนุษย์เหมือนกันนั้นแหละ มันอยู่ที่ใจที่ได้รับการอบรมทางที่ถูกที่ดีหรือไม่ได้รับการอบรม ต่างกันตรงนี้มนุษย์เรา
   ผู้ได้รับการอบรมย่อมจะรู้ในสิ่งที่ควรไม่ควร ผู้ไม่ได้รับการอบรมหรือคนดื้อด้านสันดานหยาบเสียอย่างเดียวก็ไม่มีศาสนา ไม่มีครูมีอาจารย์ ไม่ยอมฟังเสียงใคร ถ้าเป็นโรคก็ไม่ฟังเสียงยาไม่ฟังเสียงหมอ คอยแต่จะบึ่งเข้าห้องไอ.ซี.ยู.อย่างเดียว คนประเภทนี้พระพุทธเจ้าท่านว่า ปทปรมะ ไม่มีทาง อบรมสั่งสอนได้ท่านตัดสะพานเสีย คำว่าตัดสะพานคือไม่แนะนำสั่งสอนต่อไป เหมือนมนุษย์มนา เทวดา อินทร์ พรหมทั้งหลาย ปล่อยตามสภาพเหมือนกับคนไข้ที่ไม่มีทางรอดแล้วก็เข้าห้อง ไอ.ซี.ยู. นี่ก็เป็นอย่างนั้น
   นี่เป็นปีใหม่ เราต้องรับปีใหม่ จะรับด้วยวิธีการใด ที่ถูกต้อง รับด้วยความประพฤติตัวดี แก้ไขสิ่งที่ไม่ดีให้ดี ขึ้นมาดัดแผลงใหม่ แก้ไขใหม่ให้เป็นคนใหม่ขึ้นมาในคน ๆ เก่านั่นแหละ แต่ก่อนเคยชั่วก็กลับตัวให้ดี เคยดีแล้วก็ให้ดีเยี่ยมขึ้นไป นี่แหละเป็นพรของพวกเราทั้งหลาย ให้พยายามปฏิบัติตัวอย่างนี้
   คำว่าธรรมเป็นหลักใจคืออะไร หลักธรรมอันแท้จริงก็คือ พระพุทธจ้า พระธรรม พระสงฆ์ นี่แหละ แก่นแห่งธรรมรากเหง้าเค้ามูลแห่งธรรม คือพระพุทธจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธเจ้าท่านเป็นศาสดาเอกสอนโลก โลกทั้งสามนี้พระพุทธเจ้าเป็นครูทั้งนั้น ทำไมพระพุทธเจ้าก็เป็นคน ๆ หนึ่งเหมือนกันกับมนุษย์เรา เหตุใดท่านจึงได้เป็นครูของโลกทั้งสามได้ เราเพียงเป็นครูสอนเราคนเดียวยังไม่ได้เรื่องจะว่าไง สอนให้ไปอย่างนี้มันเถลไถลอย่างนั้นเสีย สอนให้เป็นอย่างนั้นมันกลับเถลไถลไปอย่างนี้เสีย หรือจะให้ยกตัวอย่างเหรอ
   ยกตัวอย่างคนเถลไถล เอาฝ่ายผู้ชายก่อนนะ ถ้าเอาฝ่ายผู้หญิงก่อนเดี๋ยวเขาจะหาว่าหลวงตาบัวนี้เข้ากับผู้ชายมากไป แล้วเหยียบย่ำทำลายผู้หญิง หลวงตาบัวไม่เหยียบย่ำใคร พูดตรง ๆ เอ้า นี่พ่ออีหนูเอาเงินนี้ไปจ่ายตลาดให้หน่อย วันนี้ยุ่งงานมาก ไม่ได้ไปแล้ว เมียเอาเงินยื่นใส่มือพ่ออีหนู พ่ออีหนูไปก็ไปเจอเขาเล่นการพนัน แล้วก็เอาเงินที่เมียมอบให้ไปจ่ายตลาดใส่การพนันเสร็จ เข้าบ้านไม่ได้กลัวเมียตีหน้าแข้งเอา นั่นคือความเถลไถล เมียไม่ได้บอกให้ไปเล่นไฮโลไฮเลอะไรกันนั่นน่ะ ให้ไปซื้อของตลาด แล้วเอาเงินไปเล่นการพนันโน้นเสีย แล้วเข้าบ้านไม่ได้ กลัวแม่อีหนูตีขาเอา จะว่าไง ไม่ว่าแต่แม่อีหนูพ่ออีหนูก็ฟาดเหมือนกันถ้าแม่อีหนูทำยังงั้นนะ นี่คือความเถลไถลไม่ตรงตามเหตุตามผลอันเป็นความถูกต้องดีงาม ที่จะทำความไว้วางใจและความร่มเย็นให้แก่ครอบครัว กลับไปทำความเดือดร้อนแก่ครอบครัวเพราะความเถลไถลนั้นแหละ
   เงินจำนวนนั้นเอาไปซื้อสิ่งของมาทำอาหารการบริโภคในครอบครัวก็สบายไปมื้อหนึ่ง ๆ วันหนึ่ง ๆ แต่ทีนี้เอาไปทำอย่างนั้นเสีย ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั้งครอบครัว ถึงขนาดพ่ออีหนูเข้าบ้านไม่ได้ แม่อีหนูก็เดือดร้อน ถึงจะได้ตีหน้าแข้งพ่อไอ้หนูผู้ทำผิดก็ตาม ก็ยังไม่พ้นความเดือดร้อนความไม่ไว้ใจกันอยู่นั่นเอง นี้แหละคือทางไม่ดี ให้รู้กันเสีย เรายกตัวอย่างมาให้ดูย่อ ๆ ที่ว่าสอนตนคนเดียวก็ไม่ได้นั้น ไม่ได้อย่างนี้เอง ฟังเอา ส่วนพระพุทธเจ้าทรงสอนสัตว์ได้ตั้งสามภพ จึงต่างกับพวกเราอยู่มากราวฟ้ากับดิน
   เงินมีมากมีน้อย ให้จับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่เป็นประโยชน์จะจ่ายไปแต่ละสตางค์อย่าจ่ายด้วยความลืมตัว ให้จ่ายด้วยความมีเหตุมีผล จ่ายด้วยความจำเป็น อย่าจ่ายด้วยนิสัยสุรุ่ยสุร่าย นั่นมันเป็นการทำลายตัวและทรัพย์สิน การสจับจ่ายด้วยความจำเป็นนั้นเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่ง  ไม่ค่อยผิดพลาดตลอดไป การแลกเปลี่ยนเอาสิ่งนั้นมา สิ่งนั้นเราไม่มี เรามีสิ่งนี้ แต่เราต้องการสิ่งนั้นเพื่อประโยชน์อย่างนั้น ๆ แล้วเรานำสิ่งนี้เปลี่ยนเอามา ซื้อเอามาได้ นี้ชื่อว่ามีเหตุมีผลและมีความจำเป็นจ่ายมากจ่ายน้อยก็ไม่เสียหาย ถ้าจ่ายด้วยเหตุด้วยผลและความจำเป็นตามหลักธรรมดังที่กล่าวมา
   ให้จ่ายด้วยความคำนึงเสมอ อย่าจ่ายด้วยความลืมเนื้อ ลืมตัว จ่ายจนเป็นนิสัย จ่ายจนไม่รู้จักคำว่าเสียดาย นั่นท่านเรียกว่า บ้าจ่าย ออกจากบ้าจ่ายแล้วก็ใจรั่ว ลงได้ใจรั่วแล้วเก็บอะไรไม่อยู่ เหมือนกับภาชนะรั่วนั่นแล เอาไปตักน้ำซิ อย่าว่าเพียงน้ำในบึงในบ่อนี้เลย ไปตักน้ำมหาสมุทรก็ไม่อยู่ ไม่ขัง เอาตะกร้าไปตักน้ำมันไหลออกหมด นี้ก็เหมือนกัน คนใจรั่วจะเอาเงินให้เป็นแสน ๆ ให้กี่สิบล้านร้อยล้านก็เถอะ ไม่มีเหลือเลยฉิบหายหมดเพราะใจรั่วเก็บไม่อยู่ นี่แลโทษแห่งความเป็นคนบ้าจ่าย โทษแห่งความใจรั่วเป็นอย่างนี้ ใครไม่อยากเป็นบ้า อย่าทำอย่างนั้น

มีต่อ......


5
คนไร้ศิลธรรมอยู่ในหน้าที่ใดก็วุ่นวาย - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม

เป็นนักบวชอยู่ในวัด  ก็สร้างความเสื่อมเสียหายขึ้นในวัด  ในพระพุทธศาสนา
เป็นสามี  ก็ไม่รับผิดชอบต่อภรรยา  ต่อบุตรธิดา  ภาระหน้าที่ภายในครอบครัว
เป็นภรรยา  ก็ไม่รับผิดชอบต่อสามี  ต่อบุตรธิดา  ภาระหน้าที่ภายในครอบครัว

เป็นคนขับรถยนต์  รถไฟ  ก็ขับรถด้วยความประมาท  ขับรถชนให้บังเกิดความเสื่อมเสียหายชีวิต
เป็นวิศวกรก่อสร้าง  ก็โกงค่าอุปกรณ์ก่อสร้าง  ตึกพัง  ถนนชำรุด  สะพานชำรุด
เป็นทนายความ  ก็ว่าความให้ผู้ผิดเป็นถูก  ให้ผู้ถูกเป็นผิด

เป็นครูอาจารย์  ก็ไม่รับผิดชอบต่อลูกศิษย์  ทำชั่วต่างๆ นานา ต่อลูกศิษย์
เป็นทหาร  ก็ไม่เป็นทหารที่ดี  ใช้อาวุธไปในทางที่ผิดศีลธรรม
เป็นตำรวจ  ก็ยัดเยียดข้อหาที่เขาไม่ผิด  ให้เขาต้องรับผิดไปจนได้

เป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมป่าไม้  ก็โกงป่ากินป่า  จนป่าสวยจังนเตียนไปเป็นแสนๆ ไร่
เป็นเจ้าของที่ที่ดิน  ก็โกงเอาที่ดินออกโฉนดผิดๆ ให้แก่ผู้มีอำนาจบางคนเข้าไปครอบครองสิทธิ์
เป็นเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร  ก็ปล่อยให้ของหนีภาษี  เข้ามาขายในประเทศชาติบ้านเมือง

เป็นชาวนา-ชาวไร่  ก็เอาดินทราย  ปลอมปนสินค้าส่งไปขาย
ถ้าขายน้ำมัน  ก็โกงมิเตอร์เครื่องวัดราคา และปริมาณ
ถ้าเป็นนักกีฬา  ก็ล้มบอล  ล้มมวย

ถ้าเป็นนักศึกษา  ก็โกงข้อสอบ
อยู่กรมทาง  ก็โกงวัสดุสร้างทาง  ทำให้ถนนชำรุดในเวลาอันรวดเร็ว
ถ้าปกครองบ้าน  ปกครองเมือง  ก็หลงไหลในกามคุณ 
คอรัปชั่นไม่มีความเป็น   ธรรมในการบำเหน็จแก่ผู้ทำดี

เป็นกรรมการกีฬา  ก็ลำเอียงเข้าข้างที่ตนได้รับประโยชน์
เป็นกรรมการบริษัท  ก็โกงเงินของบริษัททำให้บริษัทล่มจม
เป็นกรรมการวัด  ก็โกงเงินของวัด  ยักยอกเงินวัดเฝ้าคลัง  ก็ขโมยของหลวง

คุมสินค้า  ก็โกงราคาสินค้า  ยักยอกถือเอาสินค้าเป็นของตน
เป็นนักค้าขาย  ก็ขายยาเสพติดให้โทษ  ขายคน  หลอกลวงคนไปขาย
เป็นลูกก็อกตัญญู  สำนึกคุณของพ่อแม่ผู้มีพระคุณให้กำเนิดมาไม่ได้

เป็นพ่อแม่  ก็ไม่รับผิดชอบต่อลูก  ละเลยต่อภาระหน้าที่

คนไร้ศิลธรรมอยู่ในหน้าที่ใดก็วุ่นวาย - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม


6
002 - อารมณ์สายกลาง 5 มค.28 - หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก




7
001 - อุบายข่มสงบจิต 4 มค.28 - หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก




8
ตอบปัญหาธรรมะ ๑+๒ - 15-02-27 - หลวงปู่หล้า เขมปัตโต






9
ปฏิบัติธรรมไม่ครบชุดสังคมจึงสะดุด - ท่านว.วชิรเมธี




10
ธรรมะ - ท่าน ว.วชิรเมธี

1.อย่าเป็นนักจับผิด

คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น
ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง "กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก"

คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส "จิตประภัสสร" ฉะนั้น
จงมองคน มองโลกในแง่ดี
"แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข"

2.อย่ามัวแต่คิดริษยา

"แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน"
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า "เจ้ากรรมนายเวร"
ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ฉะนั้น เราต้องถอดถอนความริษยาออกจากใจเรา
เพราะไฟริษยา เป็น "ไฟสุมขอน" เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี "แผ่เมตตา"
หรือซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยาแล้วปล่อยให้ลอยไป

3.อย่าเสียเวลากับความหลัง

90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ "ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น"
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก
เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย

ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ
"อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีตมากรีดปัจจุบัน"
"อยู่กับปัจจุบันให้เป็น"
ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี "สติ" กำกับตลอดเวลา

4.อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ

"ตัณหา" ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่ เกินพอดี
เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ
ธรรมชาติของตัณหา คือ "ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม"
ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่คุณค่าเทียม เช่น
คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้ใส่เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร
แต่องค์ประกอบอื่นๆที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์

เราต้องถามตัวเองว่า "เกิดมาทำไม"
"คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน"
ตามหา "แก่น" ของชีวิตให้เจอ

คำว่า "พอดี" คือ ถ้า "พอ" แล้วจะ "ดี" รู้จัก "พอ"
จะมีชีวิตอย่างมีความสุข


ธรรมะ - ท่าน ว.วชิรเมธี


11
คะแนนชีวิต - พระไพศาล วิสาโล

ท่านให้พวกเราลองให้คะแนนชีวิตตัวเองที่ผ่านมาในปีนี้
หรือจะถอยหลังไปหลายๆ ปีก็ได้ สมมุติมี 5 คะแนน

1.ทุกข์ที่สุด
2.ทุกข์
3.เฉยๆ
4.สุข
5.สุขมาก


หลายคนจะได้คะแนนน้อยๆ
เราพบว่าการนึกถึงเหตุการณ์ที่เป็นสุข ยากกว่านึกถึงเหตุการณ์ที่เป็นทุกข์
ทำไมความสุขจึงนึกได้ยาก ความทุกข์นึกได้ง่าย
มันก็เหมือนกับเวลาใครมาว่าเรา เราจำแม่น
แต่เรื่องที่ได้รับคำชมกลับจำไม่นาน
 
คำชมเหมือนหมากฝรั่ง เคี้ยวได้ แต่อย่ากลืน เพราะจะทำให้เรารับคำติไม่ได้
 
เรามักฝันถึงความเศร้า ความทุกข์
ทำไมเป็นแบบนั้น เป็นเพราะชีวิตเราไม่มีด้านดีหรือก็เปล่า
เพราะว่าเวลาผู้คนมองชีวิตตนที่ผ่านมา
เรามักมีความโน้มเอียงที่จะมองไปในแง่มุมที่ไม่สมหวัง

กากบาทสีดำ
ครูคนหนึ่งชูแผ่นกระดาษสีขาวที่มีกากบาทที่มุมขวา ให้นักเรียนดู
แล้วถามว่านักเรียนเห็นอะไร ทุกคนตอบว่าเห็นกากบาท
ครูถามว่าพวกเธอไม่เห็นสีขาวหรือ
ชีวิตคน ถ้าเปรียบเป็นกระดาษ
เราอาจมีกากบาทอยู่หลายจุด ก็เป็นธรรมดา
แต่เราก็มักจะเห็นแต่สีดำ
 
อันนี้อาจเป็นคำตอบว่า ทำไมทุกวันนี้ ทั้งที่เรามีชีวิตที่สุขสบาย
ได้พบสิ่งที่น่าภิรมย์มากกว่าคนสมัยก่อน
มากกว่ารุ่นพ่อแม่ที่ต้องทำมาหากิน ไม่ได้เที่ยว ไม่มีโทรทัศน์ดู
ยิ่งลูกๆ ของเราอยู่บ้านสบาย ได้ประสบการณ์แปลกใหม่มากกว่ารุ่นเรา
แต่ทำไมพวกเรายังทุกข์กันมากเหลือเกิน กี่ปีๆ ผู้คนก็ไม่มีความสุขขึ้นเลย
อันนี้ไม่ใช่ทุกคน แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบนี้
จำนวนคนที่พบความสุขลดลง คนทุกข์มากขึ้น

นั่นเพราะความสุขของเราจริงๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวก
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่น่าภิรมย์ แต่อยู่ที่ใจของเรา
เราต้องวางใจให้ถูก มองให้ถูกมุม

ความสุขไม่ใช่มีให้หา แต่ต้องมองให้เห็น
มันไม่ต้องดิ้นรนหา ดิ้นรนแล้วมันเหนื่อย ม้นทุกข์
มันมีอยู่รอบตัวเราแล้ว บางทีมันอยู่ต่อหน้า
แต่เราไม่เห็นเพราะมัวแต่มองพื้น เพียงถ้าเราเงยหน้าขึ้นมานิดเดียวก็จะมองเห็น

เมื่อแม่ชีและนักเรียนไปเดินธรรมยาตรา
เดินตากแดดทั้งวัน นอนกลางดิน กินกลางทราย
หลายคนทั้งชีวิตไม่เคยเดิน ๑๐ กม.ในหนึ่งวัน
การเดินบนลูกรัง เหนื่อย รอบตัวแห้งแล้ง ต้นไม้เขรอะด้วยฝุ่น
ถ้ามัวแต่เดินก้มหน้าอย่างเดียว ก็จะทุกข์
 
แต่หากมองไปข้างหน้า เงยนิดหน่อย จะเห็นฟ้า เห็นเมฆ
มันต่างกันมาก จากที่เห็นแต่พื้นแตกระแหง ใจหม่นหมอง
พอเงยหน้าเห็นเมฆเบาๆ ความรู้สึกก็เบาไปด้วย
กลายเป็นคนที่มีความสุขง่าย
เดินพบร่มไม้ก็มีความสุขแล้ว
เจอลมพัดมาเบาๆ ก็มีความสุขแล้ว
จะพบว่าความสุขมันหาง่าย
แม้แดดร้อนก็มีความสุขเพราะได้เดินกับเพื่อน

ก่อนหน้านี้สุขยาก ทุกข์ง่าย
รถติด คอมฯ ช้า เป็นสิว ก็ทุกข์แล้ว
ถ้าเราสุขง่ายชีวิตจะเบา แสวงหาความสุขได้ในทุกที่
การได้อยู่กับครอบครัว สุขภาพดี
มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามสมควรก็น่าจะมีความสุขแล้ว
แต่คนเรามักให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรายังไม่มี หรือสิ่งที่เคยมีแต่หายไปแล้ว
สังเกตว่าข้าวของที่มีทั้งหมด ไม่มีความหมายเท่าข้าวของที่วางขาย
อยากได้พอได้มาแล้วก็มีความสุข ดีใจ
แต่พอมันอยู่กับเราได้สักพัก เสน่ห์มันก็จืดเสียแล้ว
จะมารู้ความหมายอีกครั้งก็ตอนมันหายไป

ทำไมเราเลือกให้ความสำคัญกับอดีต กับ อนาคต
ถ้าเราชื่นชมกับปัจจุบัน ชีวิตเราจะมีสีสันขึ้นเยอะ
สุขภาพก็เหมือนกัน ตอนสุขภาพดีเราไม่สนใจ
มัวนึกเรื่องงาน เรื่องข้าวของที่ยังไม่มี
เราไม่ได้คิดว่าการไม่เจ็บป่วยมีความสุข
เราทุกข์เพราะเรายังไม่ได้ของใหม่ ไม่ได้การยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน
แต่พอเราป่วย จึงเห็นคุณค่าของการมีสุขภาพดี เพราะมันหายไป
เรามักซาบซึ้งกับอดีตที่ผ่านไป เราไม่ได้ชื่นชมกับขณะชีวิตตอนนั้น

ความทุกข์ส่วนใหญ่ของคนคือไม่สามารถชื่นชมกับสิ่งที่มีอยู่
ถ้าทำได้เราจะตีโพยตีพายน้อยลง เรียกว่ามีชีวิตพอเพียง
ไม่โหยหาสิ่งที่เรายังไม่มี

การสร้างภาพปรุงแต่งไม่ว่าบวกหรือลบ ทำให้ทนอยู่กับปัจจุบันไม่ได้
การวางใจให้ถูก เป็นเรื่องสำคัญ
ไม่ไปพะวงกับอดีต ไม่ไปกังวลกับอนาคต
ไม่ไปคิดถึงสิ่งที่เรายังไม่มี หรือยังไปไม่ถึง เราก็ไม่ทุกข์
สิ่งที่มันผ่านไปแล้ว ไม่ว่าดีหรือร้ายเราก็ไม่ไปทุกข์กับมัน
เช่นการขับรถอยู่ ทั้งที่เปิดแอร์ ฟังเพลง น่าสบาย
แต่พอติดไฟแดงจะทุกข์
เพราะเราไปสร้างภาพข้างหน้าว่าถ้าไปสายกี่นาทีจะเป็นอย่างไร
ทำให้ไม่ยอมรับปัจจุบัน
หรือไปปรุงแต่งทางบวก เช่น ถ้าไปเร็ว จะได้เห็นได้พบสิ่งดีๆ
พอรถติดก็หงุดหงิด
การสร้างภาพปรุงแต่งไม่ว่าบวกหรือลบ ทำให้ทนอยู่กับปัจจุบันไม่ได้

พรุ่งนี้ กับชาติหน้า อะไรจะมาก่อน
ไม่มีใครตอบได้
สิ่งเดียวที่เป็นของเราคือเดี๋ยวนี้ วันข้างหน้าไม่ใช่ของเรา
เราอาจไม่ได้รับรู้เหมือนวันนี้ถ้าเราเป็นอะไรไป
ชั่วโมงข้างหน้าก็ไม่ใช่ของเรา
ไม่มีใครรับประกันว่านาทีข้างหน้าเราจะคิดอะไร
ไม่เชื่อลองนั่งสมาธิดู นั่งไปแป๊บเดียวฟุ้งแล้ว
 
ฉะนั้นการให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีอยู่ปัจจุบันนี้สำคัญที่สุด
ไม่ใช่แค่เวลานะ แต่หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามี


คะแนนชีวิต - พระไพศาล วิสาโล
ที่มา www.dhammajak.net


12
ความอิจฉาที่เกิดในใจต้องใช้มุทิตากำราบ - พระพยอม กัลยาโณ
   
การที่คนเรามีความอิจฉาริษยาอยู่ในหัวใจจะทำให้โลกใบนี้เกิดความวุ่นวายเสียหายอย่างมากมาย เรียกว่าความริษยาจะนำโลกไปสู่ความหายนะได้อย่างร้ายกาจ ถ้าถามว่าแล้วมีหลักธรรมตัวไหนบ้างที่จะช่วยให้อาการอิจฉาริษยาที่อยู่ในตัวมนุษย์อย่างเราหลุดพ้นออกไปได้ คำตอบก็คือจะต้องมี “มุทิตา”
มุทิตาแปลว่าความยินดี หรือพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คือเมื่อผู้อื่นได้รับความสำเร็จ มีความสุข ความเจริญก้าวหน้า หากทำได้ก็จะไปเหยียบความริษยาที่อยู่ในใจไม่ให้ออกมา หากเราไม่มีมุทิตาจะรู้สึกทนไม่ได้ที่เห็นคนอื่นดีกว่า ใครรวยกว่า สวยกว่า ได้ดี มีหน้ามีตากว่า ทนไม่ได้
จริงๆแล้วในใจของปุถุชนก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดการอิจฉาตาร้อนกันไปทั้งหมด คำพูดที่ว่า “อิจฉาตาร้อน” อย่างนี้แสดงว่าตาไปเห็นเขาดีกว่า เห็นแฟนเขาสวยกว่า ดีกว่า แล้วเกิดอาการที่เรียกว่าทนยาก หรือไม่อยากทนเห็น ไม่อยากเห็นใครก้าวหน้ากว่า ใครเหนือกว่าเป็นต้องออกอาการทุรนทุราย กระสับกระส่าย ตีโพยตีพาย ร้อนเนื้อร้อนใจ คนอย่างนี้ไม่ช้าก็จะพบกับความหายนะ

ดังนั้น เราต้องเข้าใจว่าหากใครทำอะไรได้ดีกว่า เด่นกว่า ก็อย่าออกอาการเยาะเย้ยถากถาง หมั่นไส้ แต่ควรปลอบอาการตัวเองและยินดีกับคนอื่น หรือควรชมเขาบ้าง คนเราเมื่อได้ชมคนอื่นด้วยความจริงใจแล้วความริษยาก็จะจางหายไป ถ้าคิดแต่อิจฉาแล้วด่าทอคนที่ได้ดีกว่าเรื่อยๆก็เท่ากับว่าเราให้อาหารกับความริษยา
ทุกวันนี้ถ้าใครได้ดูรายการทางโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการข่าวประเภทเชิญแขกมาร่วมในรายการ รู้สึกได้เลยว่าผู้ที่มาร่วมรายการไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ นักวิชาการ หากเชิญมาคุยเรื่องการเมืองคนเหล่านั้นมักจะแสดงออกให้เห็นว่ามีความริษยาในตัวนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เผลอๆมีความอิจฉามากกว่าความเกลียดด้วยซ้ำไป หากมีความเกลียดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเกลียดมากๆเข้าก็จะเป็นความริษยาได้เหมือนกัน ทำให้นักวิชาการบางคนวิชาการล่มสลายที่ทนเห็นใครดีกว่าไม่ได้ คล้ายกับได้ดูละครน้ำเน่า เช่น ถ้าถามว่าคนที่บอกว่าเลวเขามีส่วนไหนบ้างที่ดี ก็จะบอกว่าเลวทั้งหมด ไม่มีส่วนดีเลย ไม่สามารถพูดส่วนที่ดีได้ เพราะถ้าพูดถึงส่วนดีของเขาแล้วจะทำให้ตนเองรู้สึกอึดอัด

เพราะฉะนั้นใครที่มีสันดานริษยาอยู่ในตัว หากเห็นใครได้ดีกว่าควรแสดงความยินดีกับเขา ใช้คำพูดชมบ้าง อวยพรบ้าง ทำให้เกิดมุทิตา แต่ก็มีเหมือนกันที่ปากพูดยินดี แต่ในใจลึกๆแล้วยังยินดีกับใครไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะทำให้ใจวุ่นวาย และถ้าคนในประเทศเป็นอย่างนี้มากๆเชื่อได้เลยว่าคนดีๆที่ไม่เป็นอย่างนี้คงต้องลำบากไปด้วย เพราะความริษยาทำให้คนบนโลกใบนี้วุ่นวาย

ที่บ้านซอโอที่อาตมาจำพรรษาอยู่นี้  ก็มีไม่น้อยที่ชาวบ้านอิจฉาชาวเขา เพราะเห็นว่าเขามีมอเตอร์ไซค์ มีรถปิกอัพ มีไร่ มีนา และบางคนก็ส่งลูกเรียนจนจบปริญญา เรื่องอย่างนี้ยังมีความอิจฉากันเลย

มีคนบอกว่า “ฮิตเลอร์” เป็นชาวเยอรมันที่เกลียดพวกยิวมากที่สุด เพราะคนยิวเก่ง และทำท่าว่าจะเก่งกว่าเยอรมันเสียทุกเรื่อง ก็เลยต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และแน่ใจได้เลยว่าจะต้องเกิดขึ้นอีกในปัจจุบันและอนาคต

 หากคนเรายังไม่หมดความริษยาก็จะต้องเกิดเรื่องที่ทำลายล้างกันตลอดไป
เพราะฉะนั้นขอให้ฝึกลดความริษยาลงให้มากๆ เมื่อมันลดลงก็จะทำให้ความริษยาตายไปจากใจเรา ความริษยาถือว่าเป็นปรปักษ์กับมุทิตา

ดังนั้น หากเรามีมุทิตาคือการรู้สึกยินดีกับคนอื่นที่ได้ดี ความริษยาจะฝ่อแล้วค่อยๆหายไปเอง แต่ถ้ายังไม่ฝึกแสดงความยินดี  เมื่อเห็นใครได้ดีด้วยความจริงใจแล้วละก็

จะทำให้ตัวเองต้องตายด้วยความริษยาในไม่ช้า

เจริญพร

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข
ปีที่ 5 ฉบับที่ 220 วันที่ 15-21 สิงหาคม พ.ศ. 2552
หน้า 23 คอลัมน์ พระพยอมวันนี้
โดย  พระพยอม  กัลยาโณ


13
พระธรรมเทศนา - ๔ ตุลาคม ๒๕๔๒ - หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

จิต ของคนมีธรรมอยู่ ๓ อย่าง เป็นธรรมในใจของผู้เวียนว่าย ตายเกิดทั้งหลาย นั่นคือ ธรรมที่เป็นกุศล
ธรรมที่เป็นอกุศลและธรรมที่เป็น อัพยากตะ (หรือ อัพยากฤต- พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์)

เมื่อใดจิตเป็นกุศล เมื่อนั้นก็เกิดความสุข อิ่มเอม ถ้าอกุศลเกิด ก็คิดไม่ดี ทำร้ายกัน และเมื่อไม่มีเหตุ
(คือเหตุดีหรือเหตุชั่ว) มากระทบ ใจก็วางเฉยอยู่ เวลาเช่นนี้ก็จะทำอะไรต่ออะไรไปโดยซื่อๆ ไม่มีระเบียบอะไร

พระพุทธเจ้านั้นมีจำนวนมากเท่าเมล็ดทรายในมหาสมุทร แต่ละพระองค์ ต้องสร้างบารมียาวนานมาก
นับเป็นอสงไขยกัป แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ที่มาตรัสรู้ที่ทรงสอนเหมือนกันก็คือ
ให้ละความชั่ว ให้ทำความดีและให้ทำจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธิ์

ดังนั้น ขอให้คิดให้ดี การได้มาพบพระพุทธศาสนานั้นเป็นลาภอันประเสริฐ บางศาสนาเป็นศาสนาที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อบวงสรวงเทพเจ้า แต่พระพุทธองค์ ได้ตรัสอธิบายการ "บูชายัญ" ในพระพุทธศาสนาว่า การบูชายัญ ให้ได้ผลดีนั้น ต้องเอาเกวียนออกไปหาซื้อเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มและอาหาร ให้เต็ม แล้วนำไปแจกตามบ้านน้อยบ้านใหญ่ ให้ผู้คนได้ร่างกายอบอุ่น ได้อิ่ม อาหาร เท่านี้คือการบูชายัญที่ให้ผลดี

การบูชายัญที่สูงขึ้นไปอีก ก็คือ การไม่ทำบาป ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ผิดศีล ส่วนการบูชายัญที่สูงที่สุดก็คือการเจริญภาวนา เจริญสมาธิ ให้ได้ถึงฌาน ๘ (ไม่แน่ใจนะคะ จดมาตามนี้- deedi) แล้วดำเนินวิปัสสนาต่อ ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่เป็นการบูชายัญที่สูงที่สุด

การละชั่ว ก็คือการรักษาศีล การทำความดี ก็คือการให้ทาน การชำระจิตใจให้ผ่องใส ก็คือทำใจให้สะอาด อย่าสะสมความชั่ว ไว้ในใจ ภาวนา พิจารณา ทำใจที่ฟุ้งเลื่อนลอยให้สงบแล้วเจริญวิปัสสนา เพ่งพิจารณาธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง ทุกข์หรือสุข เป็นตัวตน หรือไม่ เมื่อพิจารณาแล้วก็จะละวาง บรรเทาทุกข์ในใจไปได้เป็นส่วนใหญ่

สมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเหล่านี้ให้แก่พราหมณ์ พราหมณ์ต่างก็ได้บรรลุโสดาปัตติผลกันมากมาย ถึงพระพุทธศาสนา เป็นสรณะ กลับไปปล่อยแพะแกะหมูวัวควายที่เลี้ยงไว้ฆ่าบูชายัญ ดัดแปลงโรงบูชายัญเป็นอย่างอื่นต่อไป

พระพุทธศาสนานั้น ตั้งขึ้นเพื่อสงเคราะห์แก่ผู้ที่มีวาสนาบารมีแก่กล้า ให้ได้พ้นทุกข์
ผู้ที่ยังวาสนาบารมีไม่แก่กล้าบริบูรณ์ ก็ได้เป็นพระโสดาบันไป
และผู้ที่บารมีวาสนายังอ่อนแต่ไม่หลงก็จะมาถูกทาง
โลกของเรามีของคู่ ดีชั่ว สุขทุกข์ เกิดตาย บาปบุญ สวรรค์กับพรหมคู่กัน
 
แต่พระนิพพานมี ๑ ไม่มี ๒ พระนิพพาน เป็นธรรมอย่างยิ่ง เป็นธรรมสูงสุด ทำให้รู้จักทุกข์ ไม่ต้องเกิดแก่เจ็บตายอีก ทำให้ผู้ที่มีปัญญาได้ออกจากทุกข์ ไม่ต้องเวียนว่าย ตายเกิดอีก นี่คือปณิธานของพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นผู้ที่วาสนาบารมียังอ่อนนั้น สวรรค์นรกก็จะไม่เชื่อ สงสัยในนรกสวรรค์ เพราะอวิชชาและตัณหายังครอบงำจิตอยู่ (ถึงตอนนี้ หลวงปู่ท่านพูดขึ้นมาว่า "อย่ากลัวหลวงปู่เหนื่อย หลวงปู่ไม่เหนื่อย แต่ว่าคอแหบ เป็นหวัดลงคอ ไม่ต้องกลัวหลวงปู่เหนื่อย")

ชีวิตคนเราขึ้นอยู่กับ ปัจจัย ๔ ขาดปัจจัยสี่ไม่ได้ แต่เมื่อแสวงหา โดยสุจริตไม่ได้
ความไม่รู้ ก็พาให้แสวงหาในทางทุจริต ถ้าผู้รู้แล้วก็จะไม่เป็น เช่นนั้น

ปัจจัยสี่ เป็นเครื่องดำรงชีวิตในโลก แต่ผู้มีปัญญาจะหามาโดยชอบ โดย ไม่ต้องหลอก ลวง คด โกงหรือฆ่าใคร แต่หาด้วยสติปัญญา การงานในโลก มีอยู่ ๒ อย่าง การงานใดเห็นว่าไม่มีโทษจึงจะเข้าไปจับไปทำ (สัมมา อาชีโว) ขอให้พวกเราเลือกการงานที่ไม่ทำอะไรเบียดเบียนตนและผู้อื่น อะไรที่ไม่เป็นไปเพื่อโทษแก่คนอื่นและตัวเอง ส่วน มิจฉาอาชีโว นั้น ก็คือเลี้ยงชีพในทางทุจริต ขาดสติ ขาดปัญญา

สัมมาทิฏฐิ เป็น ทางดับทุกข์ในวัฏสงสาร
มิจฉาทิฏฐิ เป็น ทางไปสู่ทุกข์


ในกาลที่ไม่มีพระศาสนา เชื่อกันว่าท้าวมหาพรหมเป็นใหญ่ในมนุษย์และ เทวดาทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะมีผู้ที่เพ่งกสิณ เพ่งอะไรต่ออะไร ไปเห็น พระพรหมเข้า ฤาษีเหล่านั้นก็มาสอนให้คนปฏิบัติตามที่ตัวไปเห็นมา คนในสุญญกัปก็ต้องเชื่อฤาษี เชื่อผู้ออกบวช (เพราะถือว่าประเสริฐ สอนอย่างไรก็ตามหมด) สร้างโรงบูชายัญกันขึ้น
ขอให้พวกเราเข้าใจเอาไว้ ทุกวันนี้มีลัทธิต่างๆ มากมาย ให้คิดตามหลัก ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน ดีชั่วสุขหรือทุกข์เกิดจากการกระทำของเรา ทั้งนั้น ไม่ใช่จากปัจจัยภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงสอนเหมือนกัน ๓ อย่างนี้ คือ ให้ละชั่ว ทำดีและทำจิตใจให้ผ่องใส แม้รายละเอียดอื่นๆ ในคำสอนอาจแตกต่าง กันบ้าง

ความชั่วมี ๕ ข้อ (ฆ่าสัตว์ทำร้ายสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในการ ฯลฯ) การละบาปทั้งปวงก็คือการละ ๕ ประการนี้ ให้เข้าใจโทษ ๕ ประการนี้ ให้ดี ถ้าไม่สำรวมระวัง ประพฤติล่วง ตายไปก็ลงนรกลูกเดียว แต่ถ้าสำรวม ระวัง ตายไปก็ไปสวรรค์ลูกเดียว (สีเลนะ สุคติง ยันติ) สวรรค์ เป็น สถานที่มีสุข เพราะไม่มีบาปรบกวน นรก เป็น สถานที่บาป

ผู้สร้างบารมียังไม่เต็ม ยังไม่ถึงพระนิพพาน ก็ไปพักผ่อนอยู่บนสวรรค์ สบาย ไม่ต้องดิ้นรน แสวงหา ซื้อขาย กินบุญที่ทำมา (อานิสงส์ของศีล) บุญกุศล จะดลบันดาลวิมาน อาหารการกิน ผ้านุ่งห่มและอายุขัย (ตั้งแต่หนึ่งพันปีจน หกพันปี) แล้วแต่บุญกุศลที่สร้างไว้ตอนอยู่บนโลก สวรรค์จึงมี ๖ ชั้น บุญกุศลมากก็ขึ้นชั้นสูงๆ ขึ้นไป ละเอียดประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป

พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมด้วยปัญญาวิเศษที่รู้แจ้ง
โลกทั้ง ๓ คือกามโลก รูปโลกและอรูปโลก
ในกามโลก มีดีชั่วสุขทุกข์ทุกแบบ รูปโลก
ก็คือผู้ปฏิบัติฌาน ๔ เป็นรูปพรหม

พระนิพพาน ไม่ใช่ดิน น้ำ ลม อากาศ ไม่ใช่รูป ไม่ใช่นามธรรม พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธไว้ทั้งหมด แต่พระนิพพานเป็นดวงจิตที่ละ อาสวะกิเลสให้ขาดจากกันโดยสิ้นเชิง (จดมาอย่างนี้ ถ้าจดผิดพลาดต้อง ขออภัยด้วยนะคะ- deedi) พระนิพพานอยู่ที่จิตดวงเดียวนี้เท่านั้น ถ้าภาวนาและสำรวมจิตอยู่ที่เดียว แล้ว ก็จะไม่เป็นทุกข์ พอมองเห็นทางเข้าพระนิพพานได้รำไร เป็นของรู้ เฉพาะตัว พระนิพพานคือละโลภะ โทสะ โมหะ หมดสิ้นกิเลส

สัตว์โลกทั้งหลาย ย่อมหมุนไปตามกระแสของโลก โลก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ทั้งหลายทั้งสิ้น ไหลเข้าสู่ธรรมอัน เดียวคือ จิต ดังนั้น ใครห้ามใจตัวไม่ให้ไหลไปตามกระแสโลกได้ ผู้นั้นก็จะมีความสุข รู้ด้วยตนเอง คนอื่นไม่รู้ เมื่อวิปัสสนาญาณเกิด ไตรลักษณ์ก็มีอยู่พร้อมแล้วที่จิต ถ้าปัญญาแก่กล้า ก็จะรู้เรื่อยๆ ไป ถ้าปัญญายังอ่อน ก็จะรู้ๆ หลงๆ ไปอยู่

พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้มีความเพียร เพื่อจะได้ไม่หลงและจะได้ รู้จริง การทำจิตให้สงบเป็นการฝึกจิตให้สะอาดและมีปัญญา ถ้าไม่สงบ ปัญญาก็เกิดไม่ได้ สมาธิมี ๓ ขั้น ขณิกสมาธิ อัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิ คนส่วนมากจะได้ กันแค่อุปจารสมาธิ คือ สงบเฉียดฌาน

คนที่มาเกิดในยุคของพระพุทธองค์ (สมัยทรงมีพระชนม์อยู่) นั้นล้วนวาสนา บารมีแก่กล้า จึงบรรลุมรรคผลได้ง่ายๆ พร้อมกับจตุสัมภิทาญาณ จึงถึง พร้อมทุกอย่าง เมื่อทำสมถะจนจิตนิ่งแล้ว ก็ให้นึกถึงขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อจิตสงบต้องคิด ถ้าไม่คิดปัญญาก็ไม่เกิด ต้องนึก จิตที่สงบไปแล้ว คือ ความรู้อันเดียวเท่านั้นเอง พอจิตสงบ กิเลสก็ดับ (คือสงบ แต่ไม่ใช่ขาดตอน) นิวรณ์ ๕ ดับ จิตก็ผ่องใสสะอาด พอนึกอยากรู้อะไร ปัญญาก็จะสว่างออกมาให้รู้ เช่น ขันธ์ ๕ เป็นอย่างไรหนอ ก็รู้ขึ้นมา เห็นรูป แจกออกเป็นกองๆ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ ไหนตัวตนเราเขากัน เมื่อไม่ใช่ของเราแล้ว จะไปยึด ไปถือไว้ทำไม เมื่อรู้ ก็คลายความยึดถือ ไม่รัก ไม่หลง ไม่โกรธ ไม่หลงใหลไปในลัทธิต่างๆ เมื่อคลาย ปัญญาก็เหมือนถนนหนทางที่ปรับปรุงดีแล้ว ก็เดินทางไปได้ สบายๆ

ถามหลวงปู่

คนตายแล้วกลับมาให้เห็นได้อีกไหม

ไม่แน่ เพราะไปหลายคติ แล้วแต่คน
และนิมิตต่างๆ ก็ไม่แน่นอน
บางอย่าง ก็จริง บางอย่างก็ไม่จริง

การไหว้เจ้าที่เจ้าทาง บนบานศาลกล่าว

พุทธไม่นิยม ไม่เอา อย่าไปสนใจเรื่องพวกนี้
คนตายที่มีบุญมากไปสวรรค์ เค้าก็ไม่อยากมายุ่งกับเราแล้ว
คนบุญน้อยก็ไปเกิดเป็นผี ไม่มีอำนาจอะไร

พระธรรมเทศนา - ณ บ้านนวธานี - ๔ ตุลาคม ๒๕๔๒
http://www.geocities.com/worralapo ๓๒
ฉลอง ๙๑ ปี พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)


14
พระธรรมเทศนา - 9 ส.ค. 45 - หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

……..ญาติโยมทั้งหลายที่มีศรัทธาตั้งใจมาศึกษาปฏิบัติธรรม  เป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนามาก  จะว่ามีหวัง หากเราชาวพุทธมาศึกษาเรื่องภาวนานี้ มันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ความรู้สึกของหมู่หลวงพ่อ เหมือนว่า อาจจะเป็นแม่ เวลาป้อนข้าวใส่ปากลูก ลูกกินข้าวกลืนลง ก็ดีใจ คิดว่าลูกจะต้องเจริญเติบโต ด้วยความเป็นแม่เมื่อเอานมให้ลูก ซึ่งลูกเราดื่มนมหมดขวดครึ่งขวด แล้วก็มีหวังว่า ลูกเราต้องเจริญเติบโต หมู่หลวงพ่อที่เป็นพระสงฆ์ก็มีทางเดียวเท่านี้ ที่จะนำศาสนา ที่จะเข้าถึงศาสนาได้ คือต้องปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรมก็คือ ต้องมาเจริญสติ เพราะตัวสติมันเป็นต้นกำเนิดเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนา เช่นพระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าของพวกเราได้ดำเนินมา ได้ปฏิบัติมา จนพระองค์ได้ตรัสว่า …….วิสุทธิญาณ  การเจริญสติทุกปี มันเป็นทางอันเอก เป็นทางเดินของจิตใจเรา ทางเดินของร่างกายเราก็มีมิตรภาพ มีสุขุมวิท มีเพชรเกษม ไปทุกภาค สู่จุดหมายปลายทางได้ การเดินทางจิตใจก็ต้องมีทางเหมือนกัน แต่หมู่หลวงพ่อคิดว่าพบทางพอสมควร คิดว่าจะไม่ผิด มาทางนี้แหละ ทางเดินทางของจิตใจเรา มามีความรู้สึกตัว ความรู้สึกตัวต้องเป็นคู่กับกายกับใจ ถ้ากายใจไม่มีความรู้สึกตัว เดี๋ยวความหลงมันจะเข้ามาแทน หากความหลงเข้ามาแทน มันก็หลงทาง ไม่พบทาง มืดแปดด้าน โกรธจนตาย ทุกข์จนตายก็มี ไม่พบทิศพบทาง เป็นชีวิตที่มืดบอด ความโกรธอย่างเดียวก็ยังโกรธอีก ความทุกข์อย่างเดียวก็ยังทุกข์อีก ความหลงก็ยังหลงอยู่อีกได้ มองไม่เห็นทาง เหมือนคนหลงทาง หลงอยู่นั่นแหละ แต่ถ้าได้ทาง มันจะไม่หลง มันก็เดินคล่อง ไม่เสียเวลา ไม่ต้องไปทุกข์ ไม่ต้องไปโกรธ ไม่ต้องไปวิตกกังวลเศร้าหมอง ชีวิตเราไม่ควร เป็นอย่างนั้น เหมือนกับเราได้พบทางก็จะเดินสบาย  ทางใจ มีสติมันก็เรียบๆยิ่งกว่ามิตรภาพ ยิ่งกว่าเพชรเกษม เอเชีย สุขุมวิท อันนั้นยังมีรถมีรา มีไฟแดง ไฟเขียว แต่ว่าทางจิตใจนี้ ถ้าเป็นทางฟรีเวย์ ก็เป็นในประเทศสหรัฐ หลวงพ่อเคยไปอยู่ประเทศสหรัฐ ทางของเขาเรียกว่าฟรีเวย์ ผ่านได้ตลอด ของเราอย่างดีก็อะไรล่ะ ไฮเวย์ เท่านั้นเอง ไม่กี่กิโล แค่ในกรุงเทพฯ ทางเดินของจิตใจนี้ สติปัฏฐานสี่ นี้มันเป็นฟรีเวย์ ผ่านได้ ไม่ต้องไปสะดุดกับความทุกข์ ไม่ต้องไปสะดุดกับความโกรธ ความโลภ ความหลง ไม่ต้องไปสะดุดกับกับความวิตกกังวล  มันขึ้นทางได้เรียบ เหมือนชีวิตที่ราบเรียบ ไม่สะดุด พวกเรามัวสะดุดอยู่  ไม่ได้  คล้ายๆกับว่ามาทางนี้ ๆ อยากจะเชิญชวน

ถ้าเป็นอาหารใจก็ดื่มลงไปให้กายให้ใจเรานี้ได้สัมผัสซึมซับกับความรู้สึกตัว  นั่งอยู่ที่ไหน กายอยู่ที่นั่น ใจอยู่ที่นั่น สติอยู่ที่นั่น กายกับใจกับสติ เป็นคู่กัน เราให้มันเป็นคู่กัน ลองดู นานๆนะ มันจะเกิดอะไรขึ้นกับกายกับใจ มีสติอยู่กับกายมีสติอยู่กับจิตใจ ตรงนี้เราต้องมีความเพียรตรงนี้

   แต่รูปแบบที่เราทำก็เป็นสูตรที่สำเร็จจริงๆ พลิกมือขึ้น  ยกมือขึ้น รู้จริงๆ ยกมือขึ้นก็รู้ วางมือลงก็รู้ ก้มลงก็รู้ ไม่ต้องไปถามใคร เป็นปัจจัตตังทันที เราเห็นเองรู้เอง แล้วก็ไม่ต้องไปรอ เสี้ยววินาทีไม่ต้องรอ พลิกมือขึ้นก็รู้ ยกมือขึ้นก็รู้  รู้ปั๊บทันที นี้มันของจริง ของจริงมันต้องพิสูจน์ได้ ไม่ต้องไปวาดมโนภาพ ไม่ต้องไปคิดว่าจะเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างนี้

ไม่ต้องไปคิด ลองสัมผัสเอาจริงๆ รู้สึกตัว ๆถ้าเรายกมือสร้างจัวหวะ 14 จังหวะ ถ้าทำพอดีๆ 14 จังหวะ จังหวะหนึ่งก็วินาทีหนึ่ง 14 วินาทีก็ได้ 14 รู้  14รู้ก็ได้14 วินาที รูปแบบของการสร้างจังหวะ ชั่วโมงหนึ่งก็ 3600 วินาที  ถ้าเรารู้ทุกวินาที เราก็ได้ความรู้สึกตัว 3600 รู้ มันเป็นกอบเป็นกำ ถ้ารู้ก็ไม่หลง ถ้าสัมผัสความรู้สึกตัว หนึ่งวันสองวัน  หรือพระพุทธเจ้าว่าผู้ใดมีสติอยู่กับกายกับใจอย่างต่อเนื่อง มีอานิสงส์สองประการ  หนึ่งวันถึงเจ็ดวัน หนึ่งเดือนถึงเจ็ดเดือน หนึ่งปีถึงเจ็ดปี เกิดอานิสงส์สองประการ สูงสุดคือเป็นพระอรหันต์ คือผู้ไกลจากข้าศึก ชีวิตราบเรียบเป็นอริยเจ้า ชีวิตที่ไม่มีข้าศึก ชีวิตที่ไม่มีภัย สองประการ พระพุทธเจ้าท้าทาย แล้วในหมู่ชาวพุทธเราบกพร่องตรงนี้นะ ตรงอื่นไม่บกพร่อง ดูที่พุทธมณฑลนี้ อะไรก็ใหญ่โต ประเทศเราเป็นเมืองพุทธ อะไรก็สำเร็จทั้งนั้น นอกจากความรู้สึกตัว อยู่กับกายอยู่กับจิต อันนี้ยังมีไม่มาก พวกเราจึงเสริมตรงนี้ หมู่หลวงพ่อได้ทราบข่าวจากคุณปรีชา คุณหมอกำพล พวกเราทุกท่านโดยเฉพาะที่นี่พุทธมณฑล กำหนดทุกเดือนแต่นานๆหลวงพ่อจะได้มาสักที หลวงพ่อดีใจ ตั้งใจมาศรัทธามาแต่ไม่ผิดศีลเพราะมาสอนธรรมนี้ไปได้เจ็ดวัน หมู่หลวงพ่อที่เป็นพระสงฆ์ก็ศรัทธามาในพรรษา บอกพระสงฆ์ที่อยู่ในวัด วันที่ 12 ก็จะกลับ

ที่นี่เป็นงานที่เป็นเรื่องที่กระตือรือร้นมาก ถ้าเราได้มีสติรู้สึกกายที่มันเคลื่อนไหว  จิตใจที่มันคิด มันจะเกิดอะไรขึ้น ให้เราสัมผัสกับความรู้สึกตัวดู เอากายไปจุ่ม เอาใจไปจุ่มเอา มันจะเป็นอะไร พอมันสงบก็รู้สึกตัว รู้สึกได้สิบนาที ยี่สิบนาที สามสิบนาที เป็นชั่วโมงไป  ถ้าได้รู้เป็นชั่วโมง สองชั่วโมงไป ความรู้กับความหลงมันจะต่างกัน เราก็จะรู้จักเลือก ใจมันจะรู้จักเลือก มันจะรู้จักเอา  อะไรที่เป็นธรรม ความหลงไม่เป็นธรรม ความรู้สึกตัวเป็นธรรม รู้จักเลือก นั่นมันกาย กายนี้มันยังช่วยตัวมันได้ ถ้ามันร้อนก็อาบน้ำ ถ้ามันหนาวก็ห่มผ้า ถ้ามันหิวก็หากิน ถ้ามันปวดมันเมื่อย ก็พักผ่อนหลับนอน แต่ใจนี้ถ้าไม่หัดมันไม่รู้เลย ทุกข์มันก็ยังเอา ความโกรธ ความรัก ความชัง มันเอาหมด ความยินดียินร้ายมันเอาหมด บางทีมันเอาความทุกข์มากกว่า  เอาความหลงมากกว่า บางคนต้องซื้อเอาความหลง หาเรื่องให้มันหลง อยู่นิ่งไม่เป็น ซุกซนมาก บางชีวิตไม่เคยฝึก แต่ถ้าเรามาฝึกให้มันมีความรู้สึกตัวนี่มันก็พอที่จะได้สัมผัสดู ความรู้สึกตัว เป็นอย่างนี้ มันจะรู้จักจัดสรร เข้าข้างความรู้สึกตัว

แต่ถ้าเราไม่เคยฝึก มันจะไม่รู้จักเข้าข้าง มันจะกระโจนไปหลายๆแบบ วิ่งเข้าไปไปเอาสุขเอาทุกข์ไปเอารักเอาชัง ไปเอาความโกรธ ไปเอาความวิตกกังวลเศร้าหมองไปโลด ถ้าเราฝึกให้รู้สึกตัวหนึ่งวัน สองวัน มันจะมาหาความรู้สึกตัว เพราะความรู้สึกตัวเป็นธรรม ความหลงไม่เป็นธรรม ยิ่งความโกรธยิ่งไม่เป็นธรรมใหญ่ ความทุกข์ก็ไม่เป็นธรรมใหญ่ มันจะรู้จักเลือก จิตใจเราจะรู้จักเลือก ทางที่มันถูกต้องและปลอดภัย ทีนี้ถ้าเราไม่ฝึกมันไม่เป็น ก็ทำไม่เป็น ไม่ได้รู้ ไม่ใช่ความรู้ ทุกท่านมีความรู้อยู่แล้ว เรียนจบอะไรมาหลายๆอย่าง สำเร็จในอาชีพการงานมาแล้ว แต่ว่ารู้จิตใจนี้ยังไม่สัมผัสกับชีวิตที่มันเป็นความถูกต้อง ความถูกต้องเกิดจากเหตุจากผล  เกิดจากเหตุปัจจัยต่างๆ อะไรที่มันผิดมันถูก รู้ไป เช่นรู้ว่าโกรธมันไม่ดีเราก็รู้อยู่ ทุกข์มันไม่ดี เราก็รู้อยู่ แต่ก็ยังโกรธอยู่ ทั้งที่รู้ว่าความโกรธมันไม่ดี ความทุกข์มันไม่ดี เราก็ยังโกรธอยู่ เรายังทุกข์อยู่ บางทีความรู้มันใช้ไม่ได้ มันต้องสัมผัสเอา เอาความรู้ไปแก้ เอาเหตุเอาผลมันใช้ไม่ได้ เหตุผลยังไม่เป็นธรรมบางทีเหตุผล ยังเป็นสมมุติบัญญัติด้วยซ้ำไป บางทีเหตุผลก็ทำให้ฆ่ากันตายก็ได้ด้วยเหตุด้วยผล

การปฏิบัติธรรมนี้ มันไปจุ่มมันไปสัมผัสเอา ไม่ใช่เหตุผล มันเหนือเหตุผลมันเป็นปรมัตถ์ เหตุผลยังเป็นสมมุติบัญญัติ  ที่เป็นเหตุปัจจัย แต่ถ้าถึงปรมัตถ์แล้ว ไม่ใช่เหตุไม่ใช่ผล เป็นการที่ไปสัมผัสประจักษ์แจ้ง เห็นความโกรธเห็นความไม่โกรธไม่ใช่เห็นผล ความโกรธไม่เป็นธรรม ความไม่โกรธเป็นธรรม เราสัมผัสดูแล้วความหลงไม่เป็นธรรม ความไม่หลงเป็นธรรม เราสัมผัสดูแล้ว ไม่ต้องไปถามใคร ความจริงของจริงไม่มีปัญหา ถามไม่ได้ มีแต่คำตอบแล้วตัวเองต้องตอบเอาเองด้วยไม่ใช่คนอื่นตอบให้ นี้คือปรมัตถ์ คือของจริง

พวกเราจึงมาทำตรงนี้กัน  สามวันสี่วันมาลองดู มาพิสูจน์มาทดสอบ เอากายพิสูจน์เอาใจไปพิสูจน์กับความรู้สึกตัว มันจะเกิดอะไรขึ้น อย่าเพิ่งไปเห็นก่อนเห็น ผิดก่อนผิด ถูกก่อนถูก อย่าเพิ่งไปคิด บางทีหาคำตอบจากความคิด มันอาจจะไม่ถูก ความคิดนี้แล้วแต่ใครคิดยังไง  ใครก็คิดได้ เอาเหตุเอาผลไปคิด ความคิดไม่จีรังยั่งยืน ถ้าเราไปเจอเข้าจริงๆ เจอความรู้เจอความหลง ไม่ใช่ความคิด พอมันหลงอยู่ รู้สึกตัว โอ! มันใช้ได้ ไม่ใช่เหตุไม่ใช่ผล ไปจุ่มไป มันเป็นอย่างนี้ ถ้ามันโกรธทีไร มีสติ ความโกรธก็หายไป ก็ใช้ได้ จิตใจเราก็ดีขึ้น บริสุทธิ์มากขึ้นมีประสบการณ์มากขึ้น มีบทเรียนเพิ่มขึ้น อันนี้นะ ของจริงไม่ต้องไปยื่นให้กัน ให้ไปตอบไปสัมผัสดูให้ไปลองสัมผัสดู ไปจุ่มลองดู เอากายเอาใจไปจุ่มความรู้สึกตัว พยายามที่จะใส่ความรู้สึกตัว เพิ่มความรู้สึกตัวกับกาย

เราก็มีเจตนามีรูปแบบ มีรูปแบบให้ทำ ให้ทุกคนเอามือวางไว้ตรงเข่า ลองดู เอามือสองข้างวางบนเข่า รู้จักหัวเข่ามั้ย อย่าไปวางไว้ที่อื่น นี้ต้องคว่ำไว้อย่างนี้ ดูหลวงพ่อ จุดประสงค์มืออยู่ที่เข่าอย่างนี้นะ วางหรือยัง เอามือไว้ที่เข่าหรือยัง ใครเป็นผู้รู้ว่ามืออยู่ไหน วางแล้วนะ มั่นใจไหมว่ามืออยู่บนเข่า มั่นใจมั้ย ถ้าหลวงพ่อบอกว่ามือของท่านทั้งหลายอยู่ข้างหลัง จะเชื่อมั้ย ตอบได้มั้ย หลวงพ่อว่ามือของท่านอยู่ข้างหลัง เชื่อมั้ย ไม่เชื่อ ทำไมถึงไม่เชื่อ เราเห็นอยู่ เรารู้อยู่ ใครเป็นผู้เห็น เราเองเห็นหรือผู้อื่นเห็นให้ อะไรที่มันเห็นว่ามืออยู่บนเข่า ตาหรือ หลับตาดูรู้มั้ยว่ามืออยู่บนเข่า มันไม่ใช่ตา มันรู้ว่ามืออยู่บนเข่า นั่นแหละเรียกว่าสติปัฏฐาน มันมีที่ตั้ง ปัฏฐาน ฐานแปลว่าที่ตั้ง เอามือมาตั้งไว้บนเข่าให้สติอยู่กับมือ พลิกมือข้างขวาตั้งไว้  รู้จักมือข้างขวามั้ย พลิกตั้งไว้มือข้างขวา ถ้าตั้งให้ทำอย่างนี้ ถ้าคว่ำให้ทำอย่างนี้ เรียกว่าตั้งตะแคงไว้ ตั้งไว้ ตะแคงหรือยัง ตะแคงกับคว่ำเหมือนหรือต่างกันมั้ย มั่นใจมั้ยว่าตัวเองตั้งไว้ ยกขึ้นพอประมาณ อย่ากด อย่าขึงเครียด อย่าเพ่ง ทำเบาๆให้รู้ ว่ารู้แล้ว ๆ เอามาวางประกบไว้หน้าท้อง ตะแคงข้างซ้ายตั้งไว้ ยกขึ้น รู้ มาประกบมือข้างขวา รู้สึกว่ามันอยู่ยังไง สองข้างมันอยู่ตรงไหน รู้ เลื่อนมือข้างขวาเหนือมือข้างซ้าย รู้ เลื่อนไปข้างขวา ลำดับ ซ้ายไปขวา ยกออกไปข้างๆ รู้นะ  ตั้งไว้ คว่ำลง สบายๆ อมยิ้มไว้ อย่าไปว่ามันยาก เลื่อนมือซ้ายขึ้นมา รู้ เลื่อนออกไปข้างๆ รู้ วางลงเข่า ตั้งไว้รู้ คว่ำลงรู้ มันจะมีความรู้สึกตัว เป็นครั้งๆ ถ้าเรานับมันจะเป็น 14 ครั้ง เอามือวางไว้บนเข่าอีก ถ้าเรานับมันจะมี 14 ครั้ง 14 รู้ ลองนับดู 1รู้  2รู้  3 รู้  4รู้……..14รู้    เอาอีก  ทำให้มันรู้เป็นจังหวะพอดีๆ แต่ว่าไม่ต้องนับนะ  รู้…รู้….รู้    วินาทีหนึ่ง รู้ทีหนึ่ง อย่าช้าเกินไป ถ้ามันหลงไป เรากลับมาๆ รู้ที่มือนี้ ให้มันคุ้นเคยกับอิริยาบท อย่าไปหลง อย่าไปเพ่ง อย่าไปนับ  รู้แล้ว ๆ ๆ รู้เป็นครั้งๆ  รู้ไม่ใช่รู้แบบยาว อันนั้นจะเป็นสมถะ มันจะไม่เห็นความคิด แต่ความคิดมันจะไม่เกิด อันนี้เราไม่กลัวความคิด มันจะเกิดอะไรขึ้นมา เราจะได้เห็นมัน แล้วเราจะได้กลับมา วางมือไว้ รู้มั้ย ความรู้สึกตัว ๆ ไม่ใช่ความคิด แล้ว มันเป็นเรื่องของการประกอบความรู้สึกตัว เป็นเรื่องประกอบ เป็นเรื่องสัมผัส ไม่ใช่คิด ไม่ใช่จำ เอากายไปรู้เอา แม้บางทีใจมันคิด มันก็รู้ เวลาใดที่มันคิด ความคิดที่ไม่ได้ตั้งใจ คิดไปเอง เราก็อย่าไปตามความคิด เรากลับมาอยู่กับมือ มันคิดไปโน่น ให้กลับมาอยู่กับมือ อย่าหลงไปในความคิด มันจะหลงไปในความคิดบ้าง มันจะหลงไปในความปวดความเมื่อยบ้าง ก็พยายามกลับมาให้เป็น    กลับมาหามือให้เป็น อย่าไปทางอื่น ปฏิบัติคือกลับมา ๆ หาที่ตั้งไว้ ตั้งไว้ตรงนี้ แม้มันจะหลุดไปหลุดอีกก็กลับมาแล้วกลับมาอีก ก็ยิ่งดีๆใหญ่ เหมือนเด็กน้อยตั้งไข่ พอมันล้มก็ลุกขึ้นมา พอล้มอีกก็ลุกขึ้นมาอีก ก็แข็งแรง การหกล้มของเด็กน้อยหัดเดิน หัดนั่ง มันก็ดี ทำให้แข็งแรง ว่าแต่อย่ายกมันขึ้นมา ให้เขาลุกเอง บอกลุกขึ้น ๆ ๆ เราอย่าไปช่วยเขา  ตัวเราก็เหมือนกัน ถ้ามันหลงไปก็กลับมาอีก กลับมาที่ตั้งอยู่ เรามีที่ตั้งอยู่นี่ที่ตั้งของเรา คือ 14 จังหวะนี้ตั้งไว้ หันไปกี่ครั้งกี่หนก็ตั้งไว้ ก็ธรรมดา

คนทำงาน ก็มีเรื่องอื่นเกิดขึ้น เหมือนพวกเราที่ทำงาน ความปวดความเมื่อยก็มี เหงื่อไหลไคลย้อยก็มี แต่เราก็ยังทำงานอยู่ หรือชาวนาปลูกข้าว แม้ว่าแดดร้อน หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน มันก็มีความเมื่อยความเหนื่อยก็มี แต่ชาวนาก็ต้องปลูกข้าวไปเรื่อยๆ หรือเกี่ยวข้าวไปเรื่อยๆ ปวดมือ ปวดเมื่อย อะไรต่างๆ ปวดก็ปวดไป  ฉันใดก็ดีการเจริญสติก็เหมือนกัน บางทีเราจะปวดเมื่อย ก็อย่าให้ความปวดเมื่อย ทำให้เราหยุดทำความเพียร  ความปวดความเมื่อยรู้ รู้แล้วก็กลับมา เหมือนเรานั่งทำงาน ตั้งแต่3โมงจนบ่าย 3 โมง สิบกว่าชั่วโมง อันนี้ก็หัดเหมือนกัน ถ้ามันจะปวดจะเมื่อยก็ขัดขืน ปรับปรุงหรือบรรเทาเล็กๆน้อยๆ อย่าให้เวทนามันปวดมันเมื่อยเป็นใหญ่ ถ้าความปวดความเมื่อยทำให้เราหยุดทำความเพียร เหมือนความปวดความเมื่อย ที่เราทำงาน งานมันก็ไม่เสร็จ งานเราก็ไม่เสร็จ  ความร้อนความหนาว มาให้เราหยุดทำงาน งานก็ไม่เสร็จให้เราเห็น แล้วก็รู้จักกลับมา มันจะสร้างความอดทนไปในตัว สร้างความเข้มแข็งไปในตัว สร้างบทเรียนสร้างประสบการณ์ไปในตัว บางทีอาจจะง่วง  ก็พยายามปลุกตัวเราให้ตื่น ปลุกให้ตัวเองให้ตื่น

วิธีใดที่ทำให้เราตื่น ตื่นจากความง่วงหามา มันไม่มีสูตรสำเร็จสอนกัน ต้องหามา อาจจะลุกขึ้นเดิน อาจจะมองท้องฟ้า อาจจะเอามือลูบหน้าลูบตัว หรือไปล้างหน้า อะไรต่างๆ อย่าให้ความง่วงมันยิ่งใหญ่ จนเรายอมทิ้งสติ หาวิธีดับใส่มัน ถ้าเราได้หัดก็ดี ได้บทเรียนจากความง่วง ได้บทเรียนจากความหลง ได้บทเรียนจากความทุกข์ อะไรเกิดขึ้นมาเราจะได้มีความรู้สึกตัว ความง่วงทำให้เรามีความรู้สึกตัว ความปวดทำให้เรามีความรู้สึกตัว ความหลงทำให้เรามีความรู้สึกตัว ความคิดทำให้เรารู้สึกตัว มีแต่บทเรียนทั้งนั้น ได้บทเรียนจากความหลงบ้าง ได้บทเรียนจากความปวดเมื่อย ได้บทเรียนจากอะไรๆต่างๆเยอะแยะ เพราะความรู้สึกตัวมันเป็นตัวเฉลยเรื่องของกายของใจ มันใช้ได้หมด มันเป็นสัจจธรรม ความรู้สึกตัว ไปเกี่ยวข้องกับกายกับใจได้ มันไม่เหมือนอันอื่น ไม่เหมือนยารักษาโรค ถ้าปวดท้องก็ต้องใช้ยาแก้ปวดท้อง ถ้าปวดหัวก็ใช้ยาแก้ปวดหัว เรื่องของกายของใจ เอาสติไปใส่ มันใช้ได้ ความหลงทำให้รู้ ความง่วงทำให้รู้ ความคิดทำให้รู้ มันสะดวกการเจริญสติ มันสะดวก ๆมากๆ มีโอกาสจะรู้ได้ทุกแบบ กระพริบตาก็รู้ได้ หายใจก็รู้ได้ นอกจากยกมือสร้างจังหวะแล้ว หัดไปอยู่จุดนั้นจุดนี้บ้างก็ได้ บางทีมันทำไปนานๆ อาจล้า  เราต้องรู้จักเปลี่ยนอิริยาบทใหม่  ปรับปรุงตัวเองบ้าง อยู่ท่านี้นานเกินไป  ครึ่งรู้ครึ่งหลงเราต้องปรับแผนใหม่ ตั้งต้นใหม่ให้มัน ให้ความรู้สึกตัวมันเด่นๆ อยู่ในฉากใดฉากหนึ่ง

เหมือนกับนับถ่ายภาพ ถ้ามีมุมมองไม่สวยไม่เด่น แล้วก็หาจุดที่มันเด่นๆหาเอา ถ้านั่งไปๆมันง่วง ลุกขึ้น เดินจงกรมให้ความรู้มันเด่น อย่าให้ความง่วงความหลงมันเด่นก็ปรับไปเรื่อยๆ ทำไปทำมา ความรู้สึกตัวมันเด่นมันเป็นใหญ่ มันก็มีอำนาจ ง่ายที่จะรู้ถ้าเราทำไม่เป็นก็ง่ายที่จะหลง แต่ถ้าความหลงมันยิ่งใหญ่แล้วก็ เป็นภาระเราจึงพยายาม หัดใหม่ๆ นี้ พยายามทำให้มันแม่นยำ ให้มันชัดเจน การยกมือสร้างจังหวะ อย่าทำสักว่าทำ ใส่ความรู้สึกตัวเข้าไป ถ้าไม่รู้สึกตัว ก็อย่าไปพลิกมือ ทำช้าๆไว้ ใส่ใจลงไป รู้ รู้ ดีดหัวใส่ ให้มันมั่นใจ รู้  รู้ เอาให้มันมั่นใจ มันรู้จริงๆ อย่าสักแต่ว่าทำเฉยๆ มันจะได้นิสัยได้ปัจจัย ง่ายที่จะรู้
 
บางทีจะเข้าใจธรรมะรู้แจ้งได้ไว ถ้าเราครึ่งรู้ครึ่งหลง มันเริ่มต้นไม่ดี ก็จะเป็นเรื่องไม่ดีไป  มันง่วงเหงาหาวนอนบ้าง ถ้ามันนั่งสัปหงกอยู่ มันก็นั่งสัปหงกอยู่นั่นแหละ ก็จะเป็นอยู่อย่างนั้น มันต้องตื่นตัว ๆ รู้สึกตัว อมยิ้มไว้  วางใบหน้าวางใจวางกายอย่าไปคิดว่ามันยุ่งมันยาก เรียกว่าพอจะทำความเพียรนี่ มันยากมันเย็น ให้ทำไปสบายๆ เราไม่ได้เอาผิดเอาถูก จะเป็นยังไงไม่เป็นไรๆ  หลงบ้างไม่เป็นไร ทำสนุกๆ ถ้าทำแบบกระฟัดกระเฟียด ใจระมัดระวังเกินไป อาจจะหนักนะ อาจจะเกิดความง่วงได้ง่าย ถ้าทำแบบไม่เป็นไร ผิดไม่เป็นไร ให้รู้ไปสนุกนะ

ฉลาดด้วยกายกับใจใจ เรียกว่าปัญญา ได้ความฉลาดจากกายจากใจ ความรอบรู้ในกองสังขาร เรียกว่าปัญญา สังขารก็คือกาย … จิตตสังขาร มันมีมาก จะรู้แจ้ง  เรื่องกายเรื่องใจ ก็ไม่มีอะไรหรอกชีวิตเรา เรียนให้มันจบ ถ้าเรียนไม่จบมันก็เป็นโจทก์เรา เราจะต้องเป็นจำเลยของกายของใจอยู่เสมอ รับใช้มัน เป็นทาสมันด้วย มันบังคับผลักไส ถ้าเรียนให้มันรู้แจ้ง เฉลยมันได้ผ่านได้ตลอด เรื่องกายเรื่องใจ แต่ถ้าเราไม่รู้ โอ! กิเลสก็พันห้าตัณหาก็ร้อยแปด ถ้ามาศึกษาแต่หนุ่มแต่น้อยดีมาก หมู่หลวงพ่อจะเป็นเพื่อน  ทำให้ไม่ได้ ตัวใครตัวเรา ท่านหลงเองท่านก็ต้องแก้ความหลงเอง ถ้ามันหลงลงไปก็จะได้แก้เป็นตัวรู้ ถ้ามันเด่นลงไป เราจะได้แก้เป็นตัวรู้ ถ้าทุกข์ลงไป จะได้แก้เป็นตัวรู้ เอาความรู้สึกตัวไปใส่ความทุกข์ เอาความรู้สึกตัวไปใส่ความหลง เอาความรู้สึกตัวไปใส่ความง่วงเหงาหาวนอน มันอยู่ไม่ได้  ว่าแต่ให้เราใส่ใจ มีศรัทธา พอผิดนิดผิดหน่อยก็ โอย!  ไม่ไหวๆ  อันนั้นไม่ใช่นะ สู้ ฮึดสู้สักหน่อย อย่าอ่อนแอนะ ถ้าเราทำอยู่ไม่เหลือวิสัย เราจะทำได้นะ หลวงพ่อจะเป็นเพื่อน มีปัญหาอะไรก็ถามได้  คิดว่าจะไม่พาหลงทิศหลงทาง นะ สามวันสี่วันนี้…..   (เอ้า ต่อไปจะมอบให้ อาจารย์ณรงค์…..)

พระธรรมเทศนา - 9 ส.ค. 45 - หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ


15
กับดัก - พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี


16
การคบคน - พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี




17
การถือเอาประโยชน์แห่งตน 1+2 - พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ






18
11 - ให้เรียนรู้ตัวเอง - หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ


19
10 - บำเพ็ญคุณธรรม - หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ




20
กุญแจดอกเอก - ธรรมะของ หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

ธรรมชาติแห่งพุทธะในตัวคนแต่ละคน อาจเปรียบได้กับผลไม้แต่ละผล หรือเมล็ดข้าวเปลือก ถ้าหากได้เอาลงเพาะในดินที่ชุ่มเย็น มีเงื่อนไขต่างๆพอเหมาะ ก็จะงอกขึ้นมาเป็นต้น ให้ดอกออกผลได้เช่นกัน ส่วนจะช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพของข้าวเมล็ดนั้นๆเป็นเหตุปัจจัย

การตรัสรู้ เหมือนดอกไม้อาศัยแสงตะวัน เมื่อตะวันส่องแสงมายังพื้นโลก เมื่อความร้อนกับความเย็นกระทบกัน จึงเกิดความอบอุ่น ดอกไม้ก็เลยบานได้ตามต้องการ

พุทธะหรือโพธิจิตนี้ เมื่อได้รับการกระตุ้นระดับหนึ่ง จะตื่นขึ้นและผลิบาน จึงเรียกว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ซึ่งมนุษย์ทุกคนไปถึงได้

การเจริญสติ อันเป็นฐานของการเจริญสมาธิ เจริญปัญญา จะทำให้ธาตุพุทธะในตัวเราแตกตัว และเบ่งบาน
                       
                               
           การรู้สึกตัวนั้น เป็นไม้ขีดไฟ เทียนไขนั้นก็คือ มันคิดเรารู้ เราพยายามจุดสองอย่างนี้ จุดแล้วก็สว่างขึ้นมา ก็เดินหนีออกจากถ้ำ ไม่เข้าไปอยู่ในถ้ำ ถึงจะต้องเข้าไปอยู่ในถ้ำ ก็ต้องไม่ให้มันมืดต่อไป ต้องรู้สึกตัวทันที นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม

          การรู้สึกตัวนี้ ให้รู้สึกลงไป เมื่อมันไหวขึ้นมาให้รู้สึกตามความเป็นจริงที่มันเคลื่อนไหวนั้น เมื่อมันหยุดก็ให้รู้สึกทันทีว่ามันหยุด อันนี้เรียกว่า สงบ สงบแบบรู้สึก

          เราจะสร้างโบสถ์สักหลังหนึ่ง ยังไม่เท่าเราพลิกมือขึ้นอย่างนี้ครั้งเดียว แล้วรู้สึกตัว ทำอย่างนี้ดีกว่าการสร้างโบสถ์หลังหนึ่ง เพราะอันนี้มันรู้แต่สร้างโบสถ์ ไม่รู้อะไรเลย

          ความรู้สึกตัวเป็นรากเหง้าของบุญ ความไม่รู้เป็นรากเหง้าของบาป

          การแสวงหาพระพุทธเจ้าก็ตาม แสวงหาพระอรหันต์ก็ตาม แสวงหามรรคผลนิพพานก็ตาม อย่าไปแสวงหาที่ๆมันไม่มี แสวงหาตัวเรานี้ ให้เราทำความรู้สึกตื่นตัวอยู่เสมอ นี่แหละ จะรู้จะเห็น

          ความสงบที่แท้จริงจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ เราหยุดการแสวงหา ต่อเมื่อเราไม่ต้องวิ่งหาบุคคลอื่นนั้นเรียกว่า ความสงบ

          ความสงบมีอยู่แล้วโดยไม่ต้องทำขึ้น เป็นความสงบจาก โทสะ โมหะ โลภะ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นแก่เรา สติจะมาทันที เนื่องจากสติ สมาธิ ปัญญา อยู่ที่นั่นแล้ว โทสะ โมหะ โลภะ จึงไม่มี ถ้าบุคคลใดไม่เจริญสติ ไม่ได้ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น บุคคลนั้นจะไม่มีมัน ทั้งๆที่มันมีอยู่ที่นั่นแล้ว

         เพียงแต่เคลื่อนไหวทีละครั้งและรู้ เมื่อเธอไม่รู้ปล่อยมันไป เมื่อรู้ปล่อยมันไป บางครั้งเธอรู้ บางครั้งเธอไม่รู้ มันเป็นเช่นนั้น แต่ให้รู้

          การรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของร่างกาย คือการเจริญสติ สมาธิคือการตั้งใจ

          ใช้สติดูจิตใจ ไม่ว่าความคิดอะไรเกิดขึ้น เห็นมันทันที และเราจะรู้ถึงความหลอกลวง รู้ทันเวลา รู้การป้องกัน และรู้การแก้ไข รู้ถึงการเอาชนะความคิดปรุงแต่ง ศีลจะเกิดขึ้นภายในจิตใจของเราเอง ไม่ใช่คนดอกที่รักษาศีล แต่ศีลต่างหากที่รักษาคน

          ให้ลืมตาทำเคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็ให้รู้ มันเป็นการไหลไปตามธรรมชาติของมัน ตาก็ไม่ต้องบังคับให้มันหลับ ให้มันกะพริบขึ้นลงได้ตามธรรมชาติ เหลือบซ้าย แลขวาก็ได้ มันจึงเป็นการปฏิบัติธรรมกับธรรมชาติ และมันก็รู้กับธรรมชาติจริงๆ

          ถ้ารู้สึกในการเคลื่อนไหวได้ ก็เป็นการปฏิบัติธรรม ซักเสื้อผ้า ล้างถ้วย ล้างชาม ถ้ารู้สึกที่มันเคลื่อนมันไหวในขณะนั้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้

          พุทธศาสนาคือ มารู้สึกต่อการเคลื่อนการไหวในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั่นแหละ คือมันรู้สึกในการเคลื่อนไหวของกายและใจ เป็นญาณเข้ามารู้ รู้สึกที่เนื้อที่ตัวตื่นตัว มันจะเป็นใหญ่ในตัวของมันได้เอง รู้สึกใจตื่นใจ มันจะเปลี่ยนแปลงเป็นใหญ่ในใจของมันได้เอง เมื่อมันเปลี่ยนแปลง มันก็เหมือนกับเราหงายของที่คว่ำขึ้นมา มันก็เห็นว่า มีอะไรอยู่ที่ตรงนั้น

          คำว่าติดต่อกันเหมือนลูกโซ่นั้น ไม่ใช่แต่ว่านั่งอยู่ในห้องกรรมฐานเพียงอย่างเดียว จะไปไหนมาไหน อาบน้ำ ซักเสื้อ ซักผ้า ก็ให้มีสติดูการเคลื่อนไหวของรูปกาย และมีสติดูจิตดูใจอยู่เสมอ นั่นแหละท่านเรียกว่า ปฏิบัติให้ติดต่อเหมือนลูกโซ่

          ทันทีที่ความคิดเกิดขึ้น ปัดมันทิ้งออกไปทันที และให้มาอยู่กับความรู้สึกตัว

          ความคิดยิ่งเร็ว สติปัญญาก็ยิ่งเร็ว ความคิดยิ่งลึก สติปัญญาก็ยิ่งลึก ถ้าทุกวันสองอย่างนี้ยิ่งลึกเท่ากันแล้วกระทบกัน แตกโพละออกมาเลย เรียกว่า โพลงตัวออกมา ซึ่งสภาวะอันนี้มันมีอยู่แล้วในคนทุกคน

          วิธีแห่งการปฏิบัติ คือการรู้สึกตัวเท่าทันความคิด ร่างกายของเราทำงานไปตามหน้าที่ แต่จิตของเราจะต้องดูความคิด

          การเห็นการรู้ความคิด เป็นสองสิ่งที่แตกต่างกัน การรู้คือการเข้าไปในการคิดและความคิดก็คงดำเนินต่อไป เมื่อเราเห็นความคิด เราสามารถหลุดออกมาจากความคิดนั้นได้

          เมื่อเราเห็นความคิดในทุกขณะ ไม่ว่ามันจะคิดเรื่องใดก็ตาม เราเอาชนะมันได้ทุกครั้งไป แล้วเราจะมาถึงจุดหนึ่ง ที่บางสิ่งภายในจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

          การรู้ความคิด จึงเป็นความรู้ของ อวิชชา  สำหรับผู้มีปัญญา การรู้และการเห็น สามารถแยกออกจากกันได้ นั่นคือวิชชา ปัญญาและวิชชาจะแยกความคิดออกจากกันได้ และนั่นคือที่สุดของทุกข์

          ตัวนึกคิดนี่แหละคือสมุทัย มรรคคือการเอาสติมาดูความคิด นี่คือข้อปฏิบัติ

          การที่เราเห็นความคิดนี่เอง เป็นต้นทางพระนิพพานแล้ว เมื่อมันคิดวูบขึ้นมา เราก็เห็นปั๊บ อันกระแสความคิดนี้มันไวนัก ไวกว่าแสง ไวกว่าเสียง ไวกว่าไฟฟ้า ไวกว่าอะไรทั้งหมด เมื่อได้เห็นสมุฏฐานความเร็ว ความไวของความคิดแล้ว เรียกว่า อรรถบัญญัติ

          ให้เห็นความคิด อย่าไปห้ามความคิด และอย่าไปยึดถือ ให้ปล่อยมันไป นี่คือการเห็นความคิด คิดแล้วให้ตัดปุ๊บเลย เหมือนการวิดน้ำออกไปจากก้นบ่อ ทำอย่างนี้นานๆเข้า สติจะเต็มและสมบูรณ์ คิดปุ๊บเห็นปั๊บ อันนี้แหละคือระดับความคิด ที่เรียกว่า ปัญญา ซึ่งเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด

          ให้รู้จักสมุฏฐานของความคิด เมื่อเรารู้จักสมุฏฐานของความคิดแล้ว เราจะได้ปฏิบัติจุดนี้เข้าไป เมื่อเราปฏิบัติจุดนี้แล้ว มันจะไปตามทางของมันเอง เมื่อไปตามทางนั้นแปลว่าเห็นถูกต้อง ก็ต้องถึงจุดหมายปลายทาง

          ที่เราต้องการความสงบหรือพุทธะ เราไม่ต้องไปทำอะไรให้มาก เพียงให้ดูต้นตอของชีวิตเมื่อมันคิดมา อย่าเข้าไปในความคิด ให้ตัดความคิดออกให้ทัน

          วิธีการยกมือขึ้น คว่ำมือลง เป็นวิธีเจริญสติ เป็นวิธีเจริญปัญญา เมื่อได้สัดได้ส่วนสมบูรณ์แล้ว มันจะเป็นเองไม่ยกเว้นใครๆ อยู่ที่ไหนก็ทำได้ เด็กๆก็ทำได้ ผู้ใหญ่ก็ทำได้ นุ่งผ้าสีอะไรก็ทำได้ ถือศาสนาลัทธิอะไรก็ทำได้ เรียกว่า ของจริง

          วิธีที่จะจัดการกับ ความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้น เราไม่ต้องไปคิดหาว่า ความโกรธ ความโลภ ความหลง อยู่ที่ไหน เราเพียงกลับเข้ามาดูจิตดูใจของเรา ก็จะทำลายความโกรธ ความโลภ ความหลงได้เอง

          ศีลคือความปกติ ศีลคือผลของจิตใจที่เป็นปกติ นี้เป็นสิ่งเดียวกับสติ สมาธิ ปัญญา วิธีการปฏิบัติคือ การรู้สึกตัวเท่าทันความคิด เมื่อความคิด ความทุกข์ หรือความสับสนเกิดขึ้น อย่าได้พยายามหยุดมัน แต่ให้สังเกตมัน

          หนทางไปสู่ความสิ้นสุดของทุกข์นี้ เป็นหนทางที่ง่าย เหตุที่ยาก เพราะเราไม่รู้มันอย่างแท้จริง เราจึงมีแต่ความลังเล และสงสัย

          พระพุทธเจ้าก็คือ คนทุกคน เพราะพืชพันธุ์ที่จะทำให้คนเป็นพระพุทธเจ้านั้นมีอยู่แล้วในคนทุกคนไม่ยกเว้น

          ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม พระธรรมนั้นมีอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นสิ่งนี้อย่างแท้จริง เราจะอยู่เหนือความเชื่อที่งมงายทั้งหลาย ตัวเราเท่านั้นที่จะนำชีวิตของเราเอง มิใช่ใดอื่นนี้คือ จุดเริ่มต้นของความสิ้นสุดแห่งทุกข์

          พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอะไรเลย เพราะมันมีอยู่แล้วทั้งนั้น ขอเพียงว่าให้เรารู้สึกตัวเท่านั้นเอง ความรู้สึกตัวก็มีอยู่แล้ว             

          แท้จริงแล้วนั้น กิเลสมิได้มีอยู่จริง แล้วเราจะไปชนะมันได้อย่างไร สิ่งที่เราต้องทำเพียงอย่างเดียวคือ เราเพียงแต่ดูจิตใจโดยชัดเจน เผชิญหน้ากับความคิดโดยแจ่มชัด เมื่อเราเห็นใจอย่างชัดเจน โมหะก็จะไม่มีอยู่

          ธรรมะคือมนุษย์ เมื่อเรารู้ธรรมะ เราก็จะเข้าใจว่า ทุกๆสิ่งนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ทุกๆสิ่งคือสมมุติ นี้คือปัญญาที่เกิดขึ้น

          การเห็นตัวเราตามที่เป็นจริง คือการเห็นธรรมะ ฉะนั้นการเห็นธรรมก็คือ เห็นในขณะที่เรากำลังทำ กำลังพูด กำลังคิด เห็นอย่างนี้เห็นธรรมแท้ๆ ไม่แปรผัน

กุญแจดอกเอก - ธรรมะของ หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ
ที่มา ลานธรรมเสวนา - โดยคุณ ชูคลณ์ [ 29 มิ.ย. 2545]


21
หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด
 
เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า "หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกันมาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อนและขยายวงกว้างออกไปกลายเป็นความเชื่อความศรัทธาอย่างฝังใจ หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เรื่องราวต่อไปนี้ผู้เขียนได้รวบรวมจากหนังสืออ้างอิงหลายเล่มทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์หนังสือและเอกสารต่างๆ พอจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวดคือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

ทารกอัศจรรย์

เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่ผ่านมาในตอนปลายรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระตรงกับวันศุกร์เดือนสี่ ปีมะโรง พุทธศักราช 2125 ได้มีทารกเพศชายผู้หนึ่งถือกำเนิดจากครอบครัวเล็กๆ ฐานะยากจนแร้นแค้น แต่มีจิตอันเป็นกุศล ชอบทำบุญสุนทานยึดมั่นในศีลธรรมอันดี ปราศจากการเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย

ทารกน้อยผู้นี้มีนายว่า "ปู" เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ ในขณะเยาว์วัย ทารกผู้นั้นยังความอัศจรรย์ให้แก่บิดามารดาตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลายด้วย อยู่มาวันหนึ่งมีงูตระบองสลาตัวใหญ่มาขดพันอยู่รอบเปลที่ทารกน้อยนอนหลับอยู่ และงูใหญ่ตัวนั้นไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้เปลที่ทารกน้อยนอนอยู่เลย

จนกระทั่งบิดามารดาของเด็กเกิดความสงสัยว่า พญางูตัวนั้นน่าจะเป็นเทพยดาแปลงมาเพื่อให้เห็นเป็นอัศจรรย์ในบารมีของลูกเราเป็นแน่แท้จึงรีบหาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชาสักการะ งูใหญ่จึงคลายลำตัวออกจากเปลน้อย เลื้อยหายไป

ต่อมาเมื่อพญางูกจากไปแล้ว บิดามารดาทั้งญาติต่างพากันมาที่เปลด้วยความห่วงใยทารก ก็ปรากฏว่าเด็กชายปูยังคงนอนหลับอยู่เป็นปกติแต่เหนือทรวงอกของทารกกลับมีดวงแก้วดวงหนึ่งมีแสงรุ่งเรืองเป็นรัศมีหลากสี ตาหูนางจันทร์จึงเก็บรักษาไว้นับแต่บัดนั้นฐานะความเป็นอยู่การทำมาหากินก็จำเริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับอยู่สุขสบายตลอดมา

สามีราโม

เมื่อกาลล่วงมานานจนเด็กชายปูอายุได้เจ็ดขวบ บิดาได้นำไปฝากสมภารจวง วัดกุฏิหลวง (วัดดีหลวง) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือเด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียนหนังสือขอมและไทยได้อย่างรวดเร็ว ครั้นอายุได้ 15 ปีก็บรรพชาเป็นสามเณรและบิดาได้มอบแก้ววิเศษไว้เป็นของประจำตัว ต่อมาสามเณรปูได้ไปศึกษาต่อกับสมเด็จพระชินเสน ที่วัดสีหยัง (สีคูยัง) ครั้นอายุครบอุปสมบทจึงได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถระปิยทัสสี ได้ทำการอุปสมบทมีฉายาว่า "ราโม ธมฺมิโก" แต่คนทั่วไปเรียกท่านว่า "เจ้าสามีราม" หรือ "เจ้าสามีราโม" เจ้าสามีรามได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นๆ อีกหลายวัด

เมื่อเห็นว่าการศึกษาที่นครศรีธรรมราชเพียงพอแล้วจึงขอโดยสารเรือสำเภาเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา ขณะเดินทางถึงเมืองชุมพร เกิดคลื่นทะเลปั่นป่วน เรือไม่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ต้องทอดสมออยู่ถึงเจ็ดวัน ทำให้เสบียงอาหารและน้ำหมดบรรดาลูกเรือตั้งข้อสงสัยว่าการที่เกิดเหตุอาเพศในครั้งนี้เพราะเจ้าสามีราม จึงตกลงใจให้ส่งเจ้าสามีรามขึ้นเกาะและได้นิมนต์ให้เจ้าสามีรามลงเรือมาด ขณะที่นั่งอยู่ในเรือมาดนั้น ท่านได้ห้อยเท้าแช่ลงไปในทะเลก็บังเกิดอัศจรรย์น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นประกายแวววาวโชติช่วง เจ้าสามีรามจึงบอกให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่มก็รู้สึกว่าเป็นน้ำจืด จึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ นายสำเภาจึงนิมนต์ให้ท่านขึ้นสำเภาอีก และตั้งแต่นั้นมาเจ้าสามีรามก็เป็นชีต้นหรืออาจารย์สืบมา

เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ไปพำนักอยู่ที่วัดแค ศึกษาธรรมะที่ วัดลุมพลีนาวาส ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราช ได้ศึกษาธรรมและภาษาบาลี ณ ที่นั้นจนเชี่ยวชาญจึงทูลลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชนุวาส เมื่อประมาณ พ.ศ. 2149 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ

รบด้วยปัญญา.....

กระทั่งวันหนึ่ง ถึงกาลเวลาที่ชื่อเสียงของหลวงพ่อทวด หรือเจ้าสามีราม จะระบือลือลั่นไปทั่วกรุงสยาม
จึงได้มีเหตุพิสดารอุบัติขึ้น ในรัชสมัยของพระเอกาทศรถ กล่าวคือ

สมัยนั้นพระเจ้าวัฏฏะคามินี แห่งประเทศลังกา ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรแหลมทองทางภาคใต้ คิดแก้มือด้วยการท้าพนันแปลธรรมะ และต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพมาทางแหลมทอง ใคร่จะได้กรุงศรีอยุธยามาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ปรารถนาให้เกิดศึกสงครามเสียชีวิตแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย จึงทรงวางแผนการเมืองด้วยสันติวิธีคิดหาทางรวบรัดเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นด้วยสติปัญญาเป็นสำคัญ

เมื่อคิดได้ดังนั้น พระเจ้ากรุงลังกาจึงมีพระบรมราชโองการสั่งให้พนักงาน ท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์ แล้วให้ช่างทองประจำราชสำนักไปหล่อ ทองคำเหล่านั้นให้เป็นตัวอักษรบาลีเล็กเท่าใบมะขาม ตามพระอภิธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์จำนวน 84,000 ตัว จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้พราหมณ์ผู้เฒ่าอันมีฐานะเทียบเท่าปุโรหิตจำนวนเจ็ดท่านคุมเรืองสำเภาเจ็ดลำบรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณ และของมีค่าออกเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับปริศนาธรรมของพระองค์

เมื่อพราหมณ์ทั้งเจ็ดเดินทางลุล่วงมาถึงกรุงสยามแล้ว ก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์ตน
แก่พระเจ้าเอกาทศรถ มีใจความในพระราชสาส์นว่า

พระเจ้ากรุงลังกาขอท้าให้พระเจ้ากรุงสยามทรงแปลและเรียบเรียงเมล็ดทองคำตามลำดับ ให้เสร็จภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชสาส์นนี้เป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่สำเร็จตามสัญญาก็จะยึดกรุงศรีอยุธยาให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และทางกรุงสยาม จะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองอีกทั้งเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลังกาตลอดไปทุกๆ ปีเยี่ยงประเทศราชทั้งหลาย

พระสุบินนิมิต

เมื่อพระเอกาทศรถทรงทราบความ ดังนั้น จึงมีพระบรมราชโองการให้สังฆการีเขียนประกาศนิมนต์พระราชาคณะและพระเถระทั่วพระมหานคร ให้กระทำหน้าที่เรียบเรียงและแปลตัวอักษรทองคำในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดสามารถเรียบเรียงและแปลอักษรทองคำในครั้งนี้ได้จนกาลเวลาลุล่วงผ่านไปได้หกวัน ยังความปริวิตกแก่พระองค์และไพร่ฟ้าประชาชนต่างพากันโจษขานถึงเรื่องนี้ให้อื้ออึงไปหมด

ครั้นราตรีกาลยามหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระบรรทมทรงสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะบริบูรณ์เฉกเช่นพระยาคชสารเชือกหนึ่ง ผายผันมาจากทางทิศตะวันตก เยื้องย่างเข้ามาในพระราชนิเวศน์แล้วก้าวเข้าไปยืนผงาดตระหง่านบนพระแท่นพลางเปล่งเสียงโกญจนาทกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ เสียงที่โกญจนาทด้วยอำนาจของพระยาคชสารเชือกนั้นยังให้พระองค์ทรงสะดุ้งตื่นจากพระบรรทม

รุ่งเช้าเมื่อพระองค์เสด็จออกว่าราชการ ได้ทรงรับสั่งถึงพระสุบินนิมิตประหลาดให้โหรหลวงฟังและได้รับการกราบถวายบังคมทูลว่า เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศเป็นที่เกรงขามแก่อริราชทั้งปวง ทั้งจะมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งจากทางทิศตะวันตก มาช่วยขันอาสาแปลและเรียบเรียงตัวอักษรทองคำปริศนาได้สำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ฟังดังนั้นจึงค่อยเบาพระทัย และรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งมวลออกตามหาพระภิกษุรูปนั้นทันที

อักษรเจ็ดตัว

ต่อมาสังฆการีได้พยายามเสาะแสวงหาจนไปพบ "เจ้าสามีราม" ที่วัดราชานุวาส
และเมื่อได้ไต่ถามได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง (พัทลุงในปัจจุบัน) เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย สังฆการีจึงเล่าความตามเป็นจริงให้เจ้าสามีรามฟังทั้งได้อ้างตอนท้ายว่า "เห็นจะมีท่านองค์เดียวที่ตรงกับพระสุบินของพระเจ้าอยู่หัว จึงใคร่ขอนิมนต์ให้ไปช่วยแก้ไขในเรื่องร้ายดังกล่าวให้กลายเป็นดี ณ โอกาสนี้"

ครั้นแล้วเจ้าสามีรามก็ตามสังฆการีไปยังที่ประชุมสงฆ์ณ ท้องพระโรง พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้พนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อันควร พราหมณ์ทั้งเจ็ดคนได้ประมาทเจ้าสามีรามโดยว่า เอาเด็กสอนคลานมาให้แก้ปริศนา เจ้าสามีรามก็แก้คำพราหมณ์ว่า กุมารเมื่ออกมาแต่ครรภ์พระมารดา กี่เดือนกี่วันจึงรู้คว่ำ กี่เดือนกี่วันจึงรู้นั่ง กี่เดือนกี่วันจึงรู้คลาน จะว่ารู้คว่ำแก่ หรือจะว่ารู้นั่งแก่ หรือจะว่ารู้คลานแก่ทำไมจึงว่าเราจะแก้ปริศนาธรรมมิได้ พราหมณ์ก็นิ่งไปไม่สามารถตอบคำถามท่านได้จากนั้นจึงรีบนำบาตรใส่อักษรทองคำเข้าไปประเคนแก่เจ้าสามีราม

ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า "ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด"

ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า "ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด" ครั้นแล้วท่านก็คว่ำบาตรเทอักษรทองคำเริ่มแปลปริศนาธรรมทันทีด้วยอำนาจบุญญาบารมีกฤษดาภินิหารของท่านที่ได้จุติลงมาเป็นพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์ในพระพุทธศาสนา กอปรกับโชคชะตาของประเทศชาติที่จะไม่เสื่อมเสียอธิปไตย เดชะบุญญาบารมีในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เทพยาดาทั้งหลายจึงดลบันดาลให้ท่าน เรียบเรียงและแปลอักษรจากเมล็ดทองคำ 84,000 ตัว เป็นลำดับโดยสะดวกไม่ติดขัดประการใดเลย

ขณะที่ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรไปได้มากแล้ว ปรากฏว่าเมล็ดทองคำตัวอักษรขาดหายไปเจ็ดตัวคือ ตัว สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ ท่านจึงทวงถามเอาที่พราหมณ์ทั้งเจ็ด พราหมณ์ทั้งเจ็ดก็ยอมจำนวน จึงประเคนเมล็ดทองคำที่ตนซ่อนไว้นั้นให้ท่านแต่โดยดีปรากฏว่าท่านแปลพระไตรปิฎกจากเมล็ดทองคำสำเร็จบริบูรณ์เป็นการชนะพราหมณ์ในเวลาเย็นของวันนั้น

พระราชมุนี

สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง ทรงมีรับสั่งถวายราชสมบัติให้แก่เจ้าสามีรามให้ครอง 7 วัน แต่ท่านก็มิได้รับโดยให้เหตุผลว่าท่านเป็นสมณะ พระองค์ก็จนพระทัยแต่พระประสงค์อันแรงกล้าที่จะสนองคุณความดีความชอบอันใหญ่ยิ่งให้แก่ท่านในครั้งนี้ จึงพระราชทานสมณศักดิ์ให้เจ้าสามีรามเป็น "พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์" ในเวลานั้น พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์หรือหลวงพ่อทวดได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดราชานุวาส ศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่เป็นเวลาหลายปีด้วยความสงบร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

โรคห่าเหือดหาย

ต่อจากนั้น กรุงศรีอยุธยาเกิดโรคห่าระบาดไปทั่วเมืองประชาราษฎรล้มป่วยเจ็บตายลงเป็นอันมาก ประชาชนพลเมืองเดือดร้อนเป็นยิ่งนัก สมัยนั้นหยูกยาก็ไม่มีนิยมใช้รักษาป้องกันด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย

พระเจ้าอยู่หัวทรงพระวิตกกังวลมากเพราะไม่มีวิธีใดจะช่วยรักษาและป้องกันโรคนี้ได้ทรงระลึกถึงพระราชมุนีฯ มีรับสั่งให้อำมาตย์ไปนิมนต์ท่านเจ้าเฝ้า ท่านได้ช่วยไว้อีกครั้งโดยรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยและดวงแก้ววิเศษ แล้วทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมแก่ประชาชนทั่วทั้งพระนคร โรคห่าก็หายขาดด้วยอำนาจ คุณความดีและคุณธรรมอันสูงส่ง ทำให้พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อนสมณศักดิ์ท่านขึ้นเป็นพระสังฆราชมีนามว่า "พระสังฆราชคูรูปาจารย์" และทรงพอพระราชหฤทัยในองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับทรงมีรับสั่งว่า "หากสมเด็จเจ้าฯ ประสงค์สิ่งใด หรือจะบูรณะวัดวาอารามใดๆ ข้าพเจ้าจะอุปถัมภ์ทุกประการ"

กลับสู่ถิ่นฐาน

ขณะที่ท่านรุกขมูลธุดงค์สมเด็จเจ้าฯ ได้เผยแผ่ธรรมะไปด้วยตามเส้นทาง ผ่านที่ไหนมีผู้เจ็บป่วยก็ทำการรักษาให้ ตามแนวทางที่ท่านเดินพักแรมที่ใดนั้น ที่นั่นก็เกิดเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนในถิ่นนั้นได้ทำการเคารพสักการะบูชามาถึงบัดนี้ ได้แก่ที่บ้านโกฏิอำเภอปากพนัง ที่หัวลำภูใหญ่ อำเภอหัวไทร และอีกหลายแห่ง

สมเด็จพะโคะ

ต่อจากนั้น ท่านก็ได้ธุดงค์ไปจนถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ อันเป็นจุดหมายปลายทาง ประชาชนต่างซึ่งชื่นชมยินดีแซ่ซ้องสาธุการต้อนรับท่านเป็นการใหญ่และได้พร้อมกันถวายนามท่านว่า "สมเด็จเจ้าพะโคะ" และเรียกชื่อวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะว่า "วัดพะโคะ" มาจนบัดนี้ สมเด็จเจ้าฯ เห็นวัดพระโคะเสื่อมโทรมมาก เนื่องจากถูกข้าศึกทำลายโจรกรรม มีสภาพเหมือนวัดร้างสมเด็จเจ้าฯ กับท่านอาจารย์จวง คิดจะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ ยินดีและอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง โปรดให้นายช่างผู้ชำนาญ 500 คน และทรงพระราชทาน สิ่งของต่างๆ และเงินตราเพื่อการนี้เป็นจำนวนมาก ใช้เวลาประมาณ 3 ปี จึงแล้วเสร็จ สิ่งสำคัญในวัดพะโคะหรือ พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งพระอรหันต์นามว่าพระมหาอโนมทัสสีได้เป็นผู้เดินทางไปอัญเชิญมาจากประเทศอินเดียสมเด็จเจ้าฯ ได้จำพรรษาเผยแผ่ธรรมที่วัดพะโคะอยู่หลายพรรษา

เหยียบน้ำทะเลจืด

ขณะที่สมเด็จเจ้าฯ จำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะ ครั้งนี้คาดคะเนว่า ท่านมีอายุกาลถึง 80 ปีเศษ อยู่มาวันหนึ่งท่านถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น 3 คด ชาวบ้านเรียกว่า "ไม้เท้า 3 คด" ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังชายฝั่งทะเลจีน ขณะที่ท่านเดินพักผ่อนรับอากาศทะเลอยู่นั้น ได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่นเลียบชายฝั่งมา พวกโจรจีนเห็นท่านเดินอยู่คิดเห็นว่าท่านเป็นคนประหลาดเพราะท่านครองสมณเพศ พวกโจรจึงแวะเรือเทียบฝั่งจับท่านลงเรือไป

เมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่งไม่นานเหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือ เรือลำนั้นแล่นต่อไปไม่ได้ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกโจรจีนพยายามแก้ไขจนหมดความสามารถเรือก็ยังไม่เคลื่อน จึงได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณ ที่นั้นเป็นเวลาหลายวันหลายคืน ในที่สุดน้ำจืดที่นำมาบริโภคในเรือก็หมดสิ้น จึงขาดน้ำจืดดื่มและหุงต้มอาหารพากันเดือดร้อนกระวนกระวายด้วยกระหายน้ำเป็นอย่างมาก สมเด็จเจ้าฯ ท่านเห็นเหตุการณ์ความเดือดร้อนของพวกโจรถึงขั้นที่สุดแล้ว ท่านจึงเหยียบกาบเรือให้ตะแคงต่ำลงแล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิวน้ำทะเลทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกตของพวกโจรจีนไปได้

เมื่อท่านยกเท้าขึ้นจากพื้นน้ำทะเลแล้วก็สั่งให้พวกโจรตักน้ำตรงนั้นมาดื่มชิมดู พวกโจรจีนแม้จะไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลองเพราะไม่มีทางใดจะช่วยตัวเองได้แล้ว แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเลเค็มจัดที่ตรงนั้นแปรสภาพเป็นน้ำจืดเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรจีนได้เห็นประจักษ์ในคุณอภินิหารของท่านเช่นนั้น ก็พากันหวาดเกรงภัยที่จะเกิดแก่พวกเขาต่อไป จึงได้พากันกราบไหว้ขอขมาโทษแล้วนำท่านล่องเรือส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไป

เมื่อสมเด็จเจ้าฯ ขึ้นจากเรือเดินกลับวัด ถึงที่แห่งหนึ่งท่านหยุดพักเหนื่อย ได้เอา"ไม้เท้า 3 คด" พิงไว้กับต้นยางสองต้นอันยืนต้นคู่เคียงกัน ต่อมาต้นยางสองต้นนั้นสูงใหญ่ขึ้น ลำต้นและกิ่งก้านสาขาเปลี่ยนไปจากสภาพเดิกกลับคดๆ งอๆ แบบเดียวกับรูปไม้เท้าทั้งสองต้น ประชาชนในถิ่นนั้นเรียกว่าต้นยางไม้เท้า ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งปรากฏอยู่ถึงทุกวันนี้

สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวดครองสมณเพศและจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ เป็นที่พึ่งของประชาราษฎร์มีความร่มเย็นเป็นสุข ได้ช่วยการเจ็บไข้ได้ทุกข์ บำรุงสุข เทศนาสั่งสอนธรรมของพระพุทธองค์ประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงพุทธศาสนิกชนตลอดมา

สังขารธรรม

หลังจากนั้นหลายพรรษา สมเด็จเจ้าฯ หายไปจากวัดพะโคะเที่ยวจาริกเผยแผ่ธรรมะไปหลายแห่ง จากหลักฐานทราบว่าท่านได้ไปพำนักที่เมืองไทรบุรี ชาวบ้านเรียกท่านว่า "ท่านลังกา" และได้ไปพำนักที่วัดช้างไห้ ชาวบ้านเรียกท่านว่า "ท่านช้างให้" ดังนี้

ท่านได้สั่งแก่ศิษย์ว่าหากท่านมรณภาพเมื่อใด ขอให้ช่วยกันจัดการหามศพไปทำการฌาปนกิจ ณ วัดช้างให้ด้วย ขณะหามศพพักแรมนั้น ณ ที่ใดน้ำเหลืองไหลลงสู่พื้นดิน ที่ตรงนั้นให้เอาเสาไม้แก่นปักหมายไว้ต่อไปข้างหน้าจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่มาไม่นานเท่าไร ท่านก็ได้มรณภาพลงด้วยโรคชรา ปวงศาสนิกก็นำพระศพมาไว้ที่วัดช้างให้ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี สถานที่ที่สมเด็จเจ้าฯ เคยพำนักอยู่ หรือไปมา นับได้ดังนี้ วัดกุฎิหลวง วัดสีหยัง วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช กรุงศรีอยุธยา วัดพะโคะ วัดเกาะใหญ่ วัดในไทรบุรีและวัดช้างให้

ปัจฉิมภาค

สมเด็จเจ้าฯ ในฐานะพระโพธิสัตว์หน่อพระพุทธภูมิ ผู้ทรงศีลวิสุทธิทรงธรรมและปัญญาญาณอันล้ำเลิศ กอปรด้วยกฤษดาภินิหารและปาฏิหาริย์ไม่ว่าท่านจะพำนักอยู่สถานที่ใด ที่นั่นจะเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไม่ว่าท่านจะจาริกไป ณ ที่ใด ก็จะมีคนกราบไหว้ฟังธรรม หลักการปฏิบัติของท่านเป็นหลักสำคัญของพระโพธิสัตว์คือช่วยเหลือประชาชนและเผยแพร่ธรรมะให้ชาวโลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ สมดังคำว่า "พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ" ตลอดไป

หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
2 ตุลาคม 2545    15:59 น


22
จัดระเบียบสังคม ตามคตินิยมแห่งสังฆะ - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)

เจริญพร ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
พร้อมทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ ของกระทรวงศึกษาธิการ

วันนี้ อาตมภาพ ในนามของคณะสงฆ์วัดญาณเวศกวัน
ขออนุโมทนาที่ท่านรัฐมนตรี พร้อมทั้งข้าราชการผู้ใหญ่
ของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งกรมการศาสนา
ได้มาทำบุญถวายสังฆทานที่วัดนี้

สังฆทาน เตือนใจให้นึกถึง คติที่ถือส่วนรวมเป็นใหญ่
การถวายสังฆทานนั้น เป็นการทำบุญที่ชาวพุทธนิยมปฏิบัติกันมา
ถือว่าได้บุญมาก และมีความสำคัญ ทั้งในแง่ของพระพุทธศาสนา
และในแง่วัฒนธรรมประเพณี

ในแง่วัฒนธรรมประเพณีนั้น ก็เป็นเรื่องที่สืบต่อกันมาในสังคมของเรา
โดยเกิดจากการ นับถือพระพุทธศาสนานั่นเอง หมายความว่า
เป็นวัฒนธรรม ประเพณี ที่ตั้งอยู่บนฐานของพระพุทธศาสนา

การที่เรานิยมกันว่า
การถวายสังฆทาน เป็นการทำบุญที่ได้ผลมาก
ก็เพราะมีพุทธพจน์ตรัสไว้ใน พระไตรปิฎกว่า
ทานที่ถวายแก่สงฆ์นั้น มีผลมากกว่าถวายแก่บุคคล

ตามหลักธรรม จำแนกทานเป็น ๒ อย่าง คือ

๑. ทานที่ถวายแก่สงฆ์ ซึ่งในพระไตรปิฎกแท้ๆ เรียกว่า “สังฆคตา ทักขิณา”
แปลว่า ของถวายที่ไปในสงฆ์ หรือทานที่ถวายอุทิศสงฆ์ (สงฺฆํ อุทฺทิสฺส ทานํ)
แต่เรามาเรียกกันสั้นๆ ภายหลังว่า สังฆทาน

๒. ทานที่ถวายจำเพาะบุคคล เช่นถวายแก่ ภิกษุ ก ภิกษุ ข
เรียกว่า ปาฏิปุคคลิกทาน หรือเรียกตามภาษาของพุทธพจน์
ที่พระพุทธเจ้าตรัสเองว่า ปาฏิปุคคลิกา ทักขิณา

พระพุทธเจ้าตรัสจำแนกไว้ว่า ทานที่ถวายแก่สงฆ์นั้นมีหลายอย่าง
ตั้งต้นแต่ทาน ที่ถวายแก่สงฆ์ครบทั้งสองฝ่าย คือ
ทั้งภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ โดยมี พระพุทธเจ้าเป็นประมุข
นี่เรียกว่า สังฆทานที่ครบถ้วนสมบูรณ์

รองลงมา คือ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว
เหลือแต่สงฆ์สองฝ่าย มีภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์

ต่อจากนั้น ก็อาจจะเป็นภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว ภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว เป็นต้น
จนกระทั่ง แม้แต่ทานที่ญาติโยมแจ้งแก่สงฆ์ว่า
ขอให้จัด พระภิกษุจำนวนหนึ่ง เป็นตัวแทนของสงฆ์มารับ ก็เป็นสังฆทาน

ส่วนทาน ที่ถวายเป็นปาฏิปุคคลิก คือ จำเพาะบุคคลนั้น 
ก็ตั้งแต่ ถวายแด่พระพุทธเจ้า ถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
ถวายแก่พระอรหันตสาวก ตลอดจนทานที่ให้แก่คนทั่วไป
แม้แต่ให้แก่คนที่ไม่มีศีล จนกระทั่งให้แก่สัตว์เดรัจฉาน
ก็เรียกว่า เป็นทานที่ให้จำเพาะบุคคล

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีทาน จำเพาะบุคคลอันใด
ที่จะมีผลมากกว่า ทานที่ถวายแก่สงฆ์ ไม่ว่าโดยปริยายใดๆ
หมายความว่า พระพุทธเจ้า ทรงยกย่องสรรเสริญทาน
ที่ถวายแก่สงฆ์ คือ ส่วนรวม

คำว่า “สงฆ์” นั้นแปลว่า หมู่ หรือชุมชน หมู่หรือชุมชน ที่จะเป็นสงฆ์
ก็คือหมู่ หรือชุมชน ที่มีการจัดตั้ง วางระบบ ระเบียบ เป็นอย่างดี มีอุดมคติ
มีจุดมุ่งหมาย ว่าจะอยู่ร่วมกัน ด้วยความสงบ เพื่อประพฤติปฏิบัติกระทำสิ่งที่ดีงาม
อย่างพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา ก็คือชุมชนที่อยู่ร่วมกัน เพื่อเจริญไตรสิกขา
เพื่อจะได้ฝึกฝนตนให้เจริญ งอกงามขึ้นในศีล สมาธิปัญญา

พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ทรงเคารพธรรม
และเมื่อสงฆ์(ที่พระองค์ตั้งขึ้น) เจริญใหญ่ขึ้น
ก็ทรงเคารพสงฆ์ด้วย  (องฺ.จตุกฺก.๒๑/๒๑/๒๕)
คือ ทรงให้ความสำคัญแก่ส่วนรวม ถือส่วนรวมเป็นใหญ่
มุ่งที่ประโยชน์ส่วนรวม

ชาวพุทธ นับถือพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง ที่นำเราให้เข้าถึงธรรม
ชาวพุทธ ถือธรรมเป็นใหญ่ เป็นมาตรฐานสูงสุด ชาวพุทธเคารพสงฆ์
มุ่งทำนุบำรุงสงฆ์ส่วนรวม ที่ดำรงรักษาหลักการและวิถีชีวิต
แห่งธรรมวินัยสืบมา

พระพุทธศาสนานี้มิใช่ ดำรงอยู่ได้ด้วยบุคคล แต่ต้องอาศัยสงฆ์
คือส่วนรวมทั้งหมด ชาวพุทธเรา ถือตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
จึงนิยมถวายสังฆทานกันสืบมา รื้อฟื้นความหมายที่แท้ของสังฆะขึ้นมา
ก็กอบกู้พระพุทธศาสนาให้กลับรุ่งเรืองมั่นคงได้

แต่น่าเสียดายว่า เวลาผ่านมานานๆ ความเข้าใจของชาวพุทธทั่วไป
ก็ชักแคบและคลาดเคลื่อน หรือเพี้ยนไป เวลานี้

๑. พูดถึงพระสงฆ์ ก็มักเข้าใจแค่ว่า เป็นพระภิกษุแต่ละรูปๆ
แยกไม่ออก ระหว่างพระภิกษุ กับพระสงฆ์

๒. ถวายสังฆทาน ก็มองอยู่แค่ตัวพิธี ไม่เห็นความหมาย
ซึ่งมุ่งไปที่ ประโยชน์ส่วนรวม เพื่อให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่

พระภิกษุแต่ละรูปแต่ละองค์ แม้แต่เป็นพระอรหันต์
ก็เป็นบุคคลเท่านั้น จะมีความหมายเป็นสงฆ์ได้ต่อเมื่อสงฆ์
จัดท่านมาเป็นตัวแทน หรือเรามองท่านในฐานะเป็นตัวแทน
ที่สื่อโยง ความคิด จิตใจของเรา ไปสู่สงฆ์ส่วนรวม

ผู้ถวายสังฆทาน จะต้องมีเจตนาที่ตั้งใจว่า
สิ่งของซึ่งเราถวายแก่พระภิกษุ ที่มานั่งประชุมอยู่นี้
เป็นการถวายในฐานะ ที่ท่านเป็น ตัวแทนของพระสงฆ์ทั้งหมด
ในพระพุทธศาสนา ที่ช่วยกันดำรงพระศาสนาไว้
และช่วยกันนำหลักธรรม คำสั่งสอนมาเผยแพร่
เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน

ถ้าทำใจอย่างนี้จิตใจก็จะกว้างขวาง และทำให้เกิดความอิ่มใจ
มีปีติ และความสุขว่า การที่ได้ถวายทานนี้ เป็นการถวายเพื่อ
พระพุทธศาสนาทั้งหมด เราได้มีส่วนร่วมช่วยให้พระพุทธศาสนา
ดำรงอยู่และพระพุทธศาสนานี้ เมื่อดำรงอยู่ ก็จะได้ช่วยให้ธรรม
คงอยู่ในสังคม และเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข แก่ประชาชนจำนวนมาก
ทั้งนี้ เป็นไปตาม คติของพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

พระศาสนานี้ ดำรงอยู่ ยั่งยืนนาน
ก็เพื่อประโยชน์สุข ของพหูชน
เพื่อประโยชน์สุข แก่ชาวโลก


สรุปว่า คนไทยจะต้องรื้อฟื้นความคิด ความเข้าใจ และจิตสำนึก
เกี่ยวกับพระสงฆ์ที่สำคัญ ๒ อย่าง และเรื่องสังฆทานอีก ๑
รวมเป็น ๓ อย่าง คือ

๑. ต้องเข้าใจคำ “พระสงฆ์” ว่า หมายถึงสงฆ์ส่วนรวม
ที่รักษา สืบทอดธรรม และดำรงวิถีชีวิตแห่งวินัย
ตามที่พระพุทธเจ้า ทรงจัดวางไว้ จนมาถึงพวกเรา

๒. ต้องระลึกอยู่เสมอ ถึงหลักการของพระพุทธศาสนา
ที่ให้เคารพสงฆ์ เห็นแก่ความดีงาม และประโยชน์สุขของส่วนรวม
ซึ่งเป็นที่อาศัย และเกื้อหนุน ให้เราแต่ละบุคคล
สามารถพัฒนาชีวิต ของตนให้ดีงาม มีความสุขยิ่งขึ้นไป

๓. ต้องถวายสังฆทานโดยมองเห็นความหมายว่า
เป็นการที่เราได้ร่วมทำนุบำรุงสงฆ์นั้น ให้ดำรงอยู่ด้วยดี
เพื่ออำนวยธรรม และประโยชน์สุข
แก่บุคคลทั้งหลาย สืบต่อไป อย่างยั่งยืนนาน

นี้คือหลักการในเรื่องสังฆทาน เมื่อปฏิบัติได้ตามนี้ ผู้ที่ถวายสังฆทาน
ก็จะมีความเข้าใจ และความตั้งใจที่ถูกต้อง คือทั้งทำด้วยปัญญา
และทำด้วยจิตใจ ที่มีความโปร่งโล่งกว้างขวาง เอิบอิ่ม เบิกบาน
ผ่องใสอย่างแท้จริง คือได้ทั้งจิตใจดีงาม และได้ความรู้ความเข้าใจ
ซึ่งจะทำให้เกิดผลสมบูรณ์

ทำไปแล้วก็รู้ว่า ผลนี้จะเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม เราได้มีส่วน
ร่วมเกื้อหนุน ให้สงฆ์ดำรงธรรม ไว้ด้วยดีเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก
เมื่อพูดถึงหรือนึกถึง สงฆ์ก็ดี สังฆทานก็ดี ก็ขอให้ชาวพุทธ

ระลึกถึงหลักการเคารพ โดยเห็นความสำคัญของส่วนรวม
ถือความดีงาม และประโยชน์สุข ของส่วนรวมเป็นใหญ่
อย่างอิงอาศัยกัน กับความดีงาม และประโยชน์สุข
ของแต่ละบุคคล ดังกล่าวมานี้

จัดระเบียบสังคม ตามคตินิยมแห่งสังฆะ - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)


23
ฝึกสติเพื่อสมาธิ - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

บัดนี้ นักเรียนทั้งหลายได้ตั้งใจมาเข้าค่ายอบรมธรรมะ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติภาวนา
เพื่อเสริมสมรรถภาพทางจิต ให้มีความเข้มแข็ง ในการที่จะประกอบการงาน
มีการศึกษาเล่าเรียนเป็นต้น

โดยธรรมชาติของจิตนั้น จะมีเพียงความรู้สึก รู้นึก รู้คิด แต่ไม่รู้ดี รู้ชั่ว ผิดชอบชั่วดี คิดเรื่อยเปื่อยไปอย่างไม่มีสถานี แต่ที่เรามี ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี ก็ต้องอาศัยการฝึกสมาธิให้มีสติ คือความรู้สึกสำนึก และพวกเราก็ได้เริ่มต้นฝึกสมาธิมาแล้วตั้งแต่เริ่ม พ่อแม่สอนให้เรารู้จักรับประทาน รู้จักดื่ม รู้จักขับถ่าย รู้จักพักผ่อนหลับนอน รู้จักอาบน้ำ รู้จักแต่งตัว ในช่วงที่เรายังเด็ก ๆ ความรู้สึกของเรา เพียงแต่รู้สึก รู้นึก รู้คิด แม้แต่ความอาย เราก็ไม่มี เด็ก ๆ เราสามารถที่จะแก้ผ้าอาบน้ำ หรือเดินตามถนนได้ อันนั้นเรายังไม่มีสติ สำนึกผิดชอบชั่วดี แล้วเราก็ไม่รู้สึกเหนียมอาย แต่เมื่ออาศัยสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่พ่อแม่พี่เลี้ยงนางนม ได้ฝึกสอนทีละเล็กละน้อย เราค่อยมีความคิด มีสติ มีพลัง เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เราก็เกิดความรู้สึกอาย รู้อะไรผิด รู้อะไรถูก แต่เมื่อเรายังเด็ก พ่อแม่ปล่อยให้คลาน ต้วมเตี้ยม ๆ อยู่ตามลานบ้าน ไปเจออะไรก็หยิบเข้าปาก เรานึกว่าเป็นของกิน บางทีเจอขี้ไก่ก็หยิบเข้าปากเพราะนึกว่าขนม นี่ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เรายังมีสติไม่เพียงพอ จึงไม่รู้ว่านี่คือขี้ไก่ นั่นคือขนม

แต่เมื่อเราผ่านการอบรมเราโตขึ้น ความสำนึกผิดชอบเริ่มเกิดขึ้นทีละน้อย ๆ จนกระทั่งบัดนี้เราได้เข้าสู่สถาบันการศึกษาโดยลำดับ ตั้งแต่อนุบาล ชั้นประถม มาระดับมัธยม เราได้ฝึกสติมาโดยลำดับ เวลาที่ครูสอนให้อ่านหนังสือ ท่านเขียนใส่กระดานดำแล้วก็อ่านว่า ก. ไก่ ทีแรกเราก็อ่านทีเดียว เราก็จำไม่ได้ เพราะสติเรายังไม่มี ความจำยังไม่เข้มแข็ง พออ่านซ้ำ ๆ เข้าไปสติก็ค่อยดีขึ้นเราก็จำได้ สามารถอ่านออกเขียนได้ และ
สามารถเรียนมาได้ จนถึงระดับที่เรากำลังศึกษาอยู่นี้ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องของสติทั้งนั้น

ดังนั้น ที่เรามาฝึกสมาธินี่ เพื่อให้จิตมีสมาธิและจิตมีพลังเข้มแข็ง มีสติขึ้นโดยลำดับ และเรายังมีภาระที่จะต้องฝึกสต และสมาธินี้ขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ ๆ จนกว่าเราจะจบการศึกษา เมื่อจบการศึกษาแล้ว เรายังจะได้ใช้กำลังสมาธิ และพลังสติ ไปประกอบการงาน ตามหน้าที่ของตน ๆ เราจะต้องใช้สมาธิและสติทั้งนั้น

ทีนี้ สติ แปลว่า ความระลึก เมื่อเราตั้งใจนึกถึงสิ่งใดอย่างแน่วแน่ ความระลึกเป็นอาการของสติ ความแน่วแน่เป็นกำลังของสมาธิ มันไปพร้อมๆ กัน ทีนี้เราจะมีสมาธิและสติเข้มแข็ง เราต้องใช้การฝึก เพราะครูบาอาจารย์ทั้งหลายมองเห็นผลประโยชน์ดังที่กล่าวมา ท่านจึงได้นำพวกเรามาฝึกอบรมสมาธิ

ทีนี้ ตามธรรมเนียมของผู้นับถือศาสนา อะไรที่เกี่ยวกับศาสนาเราเริ่มต้นด้วยการไหว้ครู ทีนี้การไหว้ครูเราได้ไหว้ไปแล้ว อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นี่คือการไหว้ครู คือไหว้พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระบรมศาสดา เช่นเดียวกับนักเรียนเข้าห้องเรียน เมื่อเวลาครูเดินผ่านต้องลุกขึ้นทำความเคารพ สวัสดีค่ะ คุณครู นั่นแหละคือการไหว้ครูของเรา ทำไมจึงต้องไหว้ครู ก็เพราะว่าครูเป็นแบบอย่าง ครูเป็นผู้สอนประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้แก่เรา เราต้องไหว้ด้วยความจริงใจ ด้วยความเคารพ ด้วยการบูชา ไหว้ให้มันถึงจิตถึงใจ ทีนี้ สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม พระธรรมคือคำสั่งสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ตรัสไว้ดีแล้ว อันนี้ไหว้คำสอน ธัมมัง นะมัสสามิ ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม อันนี้คือไหว้คำสอน หมายความว่า เราเรียนด้วยความเคารพ ปฏิบัติด้วยความเคารพ สุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวกสังโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว หมายถึงผู้สืบศาสนา บุคคลผู้เป็นตัวอย่าง พระสงฆ์ท่านแสดงตน ให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ท่านนั่งก็นั่งเป็นระเบียบเรียบร้อย เดินก็เดินด้วยการสำรวม พูดก็มีศีลมีสัตย์ ท่านจึงเป็นตัวอย่างที่ควรกราบไหว้ สังฆัง นะมามิ ข้าพเจ้าขอนอบน้อม หมายถึงเราน้อมจิตน้อมใจที่จะปฏิบัติตามอย่างพระสงฆ์นั้นเอง อันนี้คือวิธีไหว้ครู

ทีนี้พอเสร็จแล้ว เราก็จะแสดงกิริยา คือน้อมจิตน้อมใจให้เข้าถึงพระพุทธเจ้า เราจึงว่า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ผุ้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง พระองค์นั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นอุบาย ปลุกจิตปลุกใจให้มีความเคารพนบนอบในพระพุทธเจ้า

ทีนี้พระพุทธเจ้าคืออะไร พระพุทธเจ้าคือพระพุทธรูปหรือ ไม่ใช่ พระพุทธรูปนั้นเป็นแต่เพียงรูป เพื่อเป็นสิ่งปัจจัย ที่แสดงให้ระลึกถึง พระองค์ท่าน เป็นสิ่งที่แสดงว่าพระพุทธเจ้าก็มีรูปมีร่าง มีตัวมีตน เดิมทีเดียว พระพุทธเจ้าก็คือมนุษย์เรา จะแตกต่างก็โดยที่ พระองค์เกิดในตระกูลกษัตริย์ ซึ่งนักเรียนทั้งหลายก็ได้ทราบอยู่แล้วว่า คือท่านชายสิทธัตถะ เสด็จออกบรรพชา แล้วปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเราได้เรียนรู้หลักปฏิบัติของพระองค์ในการต่อไป แต่แท้ที่จริงแล้ว องค์ของท่านชาย คือร่างกายตัวตนของท่านนั้น ไม่ใช่พระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง แต่เป็นสิ่งที่สิงสถิตประดิษฐานของคุณธรรม ที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงเป็นคุณธรรมที่เกิดขึ้นในใจของเจ้าชายสิทธัตถะ เช่นเดียวกันกับครูบาอาจารย์ทั้งหลายของพวกเรานี่ พอเรียนจบปริญญาตรี สอบได้ ได้ใบประกาศ ท่านก็เรียกว่าบัณฑิต ถ้าได้ปริญญาโทก็เรียกว่ามหาบัณฑิต ได้ปริญญาเอกก็เรียก อภิมหาบัณฑิต ซึ่งสังคมของวงการศึกษาก็เรียกว่าด๊อกเตอร์ ท่านชายสิทธัตถะที่ท่านค้นพบธรรมะที่ทำให้คนเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ได้สำเร็จธรรมนั้นด้วย

พระพุทธเจ้านี่ อาการของความมีพระพุทธเจ้านี้ในจิตในใจมันเป็นอย่างไร อย่างเรามีพระพุทธเจ้าไหม ใครมีความรู้สึก สำนึกผิดชอบชั่วดี นักเรียนมีทุกคน เพราะเรามีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีนั้นเอง จึงมาเรียน มาเรียนเพื่อให้มีความรู้ เพราะเรารู้แล้วว่าความไม่มีความรู้นั้น ไม่มีการศึกษา กลายเป็นคนโง่ เรารู้สึกว่าเราโง่ในตอนต้น เพราะเราไม่มีความรู้ แล้วเราจึงตั้งใจมาเรียนมาศึกษาเพื่อจะให้มีความรู้ตามหลักวิชาการในหลักสูตร ตามชั้นภูมิที่เราเรียน อันนี้เรียกว่าเรามีความรู้สึกสำนึก ทีนี้เมื่อเราเรียนแล้วนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเอง ตลอดทั้งบิดา-มารดา ครอบครัวของเรา เรียกว่าเป็นผู้สำนึกผิดชอบ ชั่วดี

ทีนี้เพียงแต่ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีนั้น มันยังไม่เพียงพอ เพราะพลังงานมันยังไม่พร้อม เราจึงจำเป็นต้องมาฝึกจิตใจ สภาวะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ลักษณะแห่งความมีผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราจะต้องมีสติ มีสติเตรียมพร้อมเสมอ เตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้าต่อเหตุการณ์ ไม่ว่าจะยากง่ายหนักหน่วงเพียงใดก็ตามไม่ถอย เพราะเรามีพลังสมาธิ พลังสติที่เข้มแข็ง เรากล้าสู้กับสิ่งนั้นๆ เพื่อฝ่าฟันอุปสรรคแห่งชีวิตให้เป็นไปด้วยความปลอดภัย ด้วยความชอบธรรม ซึ่งหลักและวิธีการอันนี้เราจะได้ศึกษาในโอกาสต่อไป
ซึ่งบางทีครูบาอาจารย์ก็ได้ฝึกสอนนักเรียนมาแล้ว แต่ที่มาวัดมาเข้าค่ายกันนี้ เพื่อที่จะแสดงการปฏิบัติ
ให้เข้มงวดขึ้นนั่นเอง

ทีนี้ผู้ที่มาปฏิญาณตน เป็นอุบาสก อุบาสิกา ในเมื่อใครมาปฏิญาณตนว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าของถึงซึ่งพระพุทธเจ้า ว่าเป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ก็หมายความว่าเราจะมารับเอาธรรมะคำสอนไปปฏิบัติ การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เราจะต้องมีกฎมีระเบียบ ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าสอนให้เรามีความรักความเมตตาปรานีในกันและกัน

เพราะขั้นต้นท่านก็บอกเราว่าอย่างฆ่ากันนะ คำว่าอย่าฆ่ากันนะนี่คือ ปาณาติปาตา เวรมณี ที่เราได้สมาทานไปแล้ว ข้อที่ ๒ อย่าเบียดเบียนกัน หมายถึง อทินนาทานา เวรมณี งดเว้นการลักขโมยจี้ปล้นฉ้อโกง ข้อที่ ๓ กาเมสุมิจฉาจาร ก็อย่าข่มเหงกัน หมายถึงการประพฤติผิดประเวณีของกันและกัน ข้อที่ ๔ อย่ารังแกกัน ก็อย่าโกหกพกลม อย่าพูดคำหยาบ อย่าพูดส่อเสียดยุยงให้เขาแตกร้าวกัน ข้อที่ ๕ อย่ามัวเมาในสิ่งที่จะทำให้เราเสียผู้เสียคน เช่น สุราเมรัย ยาฝิ่นเฮโรอีนกัญชา รวมทั้งการดมกาวดมทินเนอร์ อะไรด้วย

อันนี้เป็นหลักและวิธีการในการสร้างความเมตตาปรานีในกันและกัน เป็นข้อกติกาเบื้องต้น เป็นหลักที่เราจะต้องยึดปฏิบัติให้มั่นคง การทำอะไรในสถาบันใดต้องมีกติกา เล่นกีฬาก็ต้องมีกติกา ถ้าไม่มีกติกาการเอาชนะก็เป็นไปยาก ดังนั้นการปฏิบัติธรรมถ้าไม่มีกติกาก็เอาดีได้ยาก

ทีนี้ประโยชน์ของศีล ๕ ที่เราสมาทานมาแล้วนั้น นอกจากจะเป็นอุบายวิธี ในการอบรมจิต ให้มนุษย์สร้างความเมตตาปรานี ในกันและกันแล้ว ยังกลายเป็นคุณธรรม เป็นเครื่องป้องกันความปลอดภัยในสังคม ป้องกันไม่ให้มนุษย์เกิดมีการฆ่ากัน เพราะว่า ปาณาติบาต แปลว่าการฆ่า เป็นเหตุ เป็นชนวนให้มีการฆ่ากันต่อไปเรื่อยไป อทินนาทาน ไปทำให้ท่านหมดสิทธิ ในการครอบครอง ทรัพย์สมบัติ ท่านโกรธท่านก็ฆ่าเอา กาเมสุมิจฉาจาร ไปล่วงเกินละเมิดลูกสาวลูกชายท่าน ท่านโกรธท่านก็ฆ่าเอา มุสาวาท ไปหลอกให้ท่านเสียเกียรติยศชื่อเสียง และทรัพย์สมบัติ ท่านโกรธ ท่านก็ฆ่าเอา สุรา กินแล้วเมา ควบคุมสติไม่อยู่ พาลพาโลทะเลาะกัน เดี๋ยวก็ได้ฆ่ากัน นี่เรามองเห็นประโยชน์มันได้ชัด อันนี้เป็นหลักป้องกันความปลอดภัยของสังคมไม่ให้มนุษย์มีการฆ่ากัน
แล้วประการต่อไป เป็นอุบายตัดผลเพิ่มของบาปกรรม หรือจะเรียกว่าตัดกรรมตัดเวรก็ได้ เราเชื่อในหลักเหตุหลักผลว่า ทำอะไรแล้ว มันมีผล กรรมคือการกระทำ เมื่อทำแล้วต้องมีผล ทีนี้เราจะตัดกรรมตัดเวรเหล่านั้น เราต้องมารักษาศีล ๕ กันเสียก่อนให้บริสุทธิ์ สะอาด เมื่อเรารักษาศีล ๕ เช่นอย่างนักเรียนสมาทานแล้ว รักษาต่อไปจนชั่วชีวิต แล้วไม่ทำบาปทำกรรมตามกฎของศีล ๕ เราก็ได้ชื่อว่าตัดกรรม ตัดเวรตลอดไป

อีกประการหนึ่ง เป็นการใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม โลภดีไหม โกรธดีไหม หลงดีไหม โลภ โกรธ หลง พระท่านว่ามันเป็นกิเลส มันไม่ดี พระท่านสอนให้เราละ ใครละกิเลสโลภ โกรธ หลงได้หรือเปล่า ทีนี้เมื่อเราละไม่ได้ เราจะทำอย่างไร เราเอากิเลส โลภ โกรธ หลง เอาไว้เป็นพลังกระตุ้นเตือนใจเราให้เกิดความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น วิธีใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์ นักเรียนอยากเรียนเก่ง เอาความโลภมากระตุ้นให้เกิดความขยันหัดเขียนหัดอ่าน เขียนหนังสืออ่านหนังสือให้มากๆ ใช้ความโลภ เป็นพลังงาน แต่ที่เราใช้ความโลภเป็นพลังงานสร้างความดี การกระทำอันใดที่เป็นไปด้วยอำนาจของกิเลสคือความโลภ แต่มันไม่ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง มันก็ไม่ผิดศีลผิดธรรม ไม่เป็นบาป เราพยายามเอากิเลสให้มาหนุนใจ ให้มีแนวโน้ม ประพฤติในการสร้างความดี กระตุ้นให้เกิดความหมั่นความขยันในการศึกษาเล่าเรียน ในการแสวงหาทรัพย์สมบัติ แต่การกระทำอย่าให้ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง เป็นการใช้ได้

แหละที่สำคัญที่สุด หลวงตาจะขอฝากเอาไว้อันหนึ่ง เอาไว้ให้ลูกหลานนำไปคิดเป็นการบ้าน ศีล ๕ ข้อนี้แหละ เป็นยอดแห่งประชาธิปไตย นักเรียนรู้ไหมว่าหัวใจของประชาธิปไตยมันอยู่ที่ตรงไหน ใครลองตอบสักคนซิว่าหัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่ไหน หัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่การเคารพสิทธิมนุษยชน นี่คือยอดหัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่นี่ ทีนี้ผู้มีศีล ๕ แล้วเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ก็เพราะว่าผู้มีศีล ๕ แล้วมีความเคารพในสิทธิมนุษยชน เคารพสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ เคารพสิทธิในการครอบครองทรัพย์สมบัติ เคารพสิทธิในคู่ครองและผู้ต้องห้าม นี่ถ้ามีศีล ๕ แล้วเคารพในทุกสิทธิ เพราะฉะนั้น ศีล ๕ ประการนี้จึงเป็นยอดแห่งประชาธิปไตย ถ้าใครมีพ่อแม่เป็นนักการเมือง ให้จำเอาคำพูดหลวงตาไปเตือนเขาด้วยว่าถ้าท่านต้องการมีประชาธิปไตย ท่านต้องรักษาศีล ๕ ถ้าตราบใดที่ท่านไม่มีศีล ๕ บ้านเมืองจะไม่เป็นประชาธิปไตย นี่ขอให้เตือนเขาอย่างนี้ อันนี้เป็นผลของการรักษาศีล ๕ มีนัยดังกล่าวมาโดยย่อ

เมื่อใครก็ตามได้มาปฏิญาณว่าจะรักษาศีล ๕ ตามคำกล่าวนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นแผนการของการละบาป สิ่งที่พ่อแม่เราบอกว่า บาป บาป อย่าทำอย่างนั้นมันบาป อย่าทำอย่างนี้มันบาป นั่นเป็นผลจากการละเมิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง ถ้าใครละเมิดบาปทันที แล้วก็เป็นบาปโดยกฎของธรรมชาติด้วย บาปไม่มีใครเป็นผู้สร้างขึ้น บาปนี่มันมีตัวมีตนหรือเปล่า บาปไม่มีตัวตน แต่ว่ามันแสดงความทุกข์ที่ใจของเรา เอ้า อย่างสมมติว่าวันนี้ครูให้การบ้านมา นักเรียนไม่ทำการบ้านไปส่งครู พอถึงกำหนดส่ง มันเกิดบาปขึ้นมาทันที มันบาปอย่างไร กลัวครูทำโทษ บางทีอาจจะไม่กล้าไปเผชิญหน้ากับคุณครู เลยถือโอกาส กระโดดร่ม หลบโรงเรียนไปก็มี อันนี้คือบาป ทีนี้อย่างเราไปทำผิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผดศีลธรรม และผิดกฎหมาย ซึ่งสังคมหรือพ่อแม่ ผู้ปกครองตำหนิ ในเมื่อเราไปฝ่าฝืนไปปฏิบัติผิด ในเมื่อผิดแล้วมันก็เกิดบาปขึ้นมาทันทีทำให้เราทุกข์ใจนั้นเอง กลัวว่าจะถูกลงโทษ อันนี้คือบาปที่เราจะสังเกตเห็นได้ง่าย

เพราะฉะนั้น ศีล ๕ ประการ มีประโยชน์แก่ชีวิตมนุษย์ผู้ดำรงอยู่ในสังคม เป็นคุณธรรมป้องกันความปลอดภัยของสังคม ไม่ให้มนุษย์มีการฆ่ากัน หนูน้อยบางคนอาจจะคิดว่า หลวงตาสอนให้รักษาศีล ๕ แหม ไม่ไหวแล้วต่อไปนี้ เวลาอ่านหนังสือยุงมันมาจับ มาเกาะมากัด หลวงตาไม่ให้ฆ่า ตายแล้วเรา เวลายุงมันเข้าห้องนอนเยอะๆ จะเอา ดี.ดี.ที. มาฉีดหลวงตาก็ว่าเป็นบาป บางทีอยากจะทอดไข่ รับประทานอร่อยๆ ก็ทำไม่ได้ อดตายแล้วเรา บางทีเราอาจจะคิดอย่างนั้น อย่าไปหนักใจ ใครทนไม่ไหว ยุงมันมากัดจะตบมันก็ได้ ถ้ามันมีมากนักเอา ดี.ดี.ที. มาฉีดไล่มันก็ได้ เอ้า ถ้าไปฆ่าสัตว์แล้วมันจะมีศีล ๕ ได้อย่างไร ไม่มีก็ไม่เป็นไร สำหรับศีล ๕ ในระดับสัตว์เดรัจฉาน

แต่ขอให้ทุกคนตั้งปณิธานให้แน่วแน่ว่า ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ฉันจะไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก ไม่อิจฉาตาร้อน สร้างความรักความเมตตาในเพื่อนมนุษย์ให้มันสมบูรณ์ก่อน ใครมีความจำเป็นจะฆ่าเป็ดฆ่าไก่แกงกิน เชิญตามสบาย แกงสุกแล้วเอามาจังหันหลวงตาด้วยก็ได้ แต่ว่ามนุษย์อย่าไปแตะต้อง ให้ตั้งใจให้แน่วแน่ว่า มนุษย์ฉันจะไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก ไม่อิจฉาตาร้อน แล้วฉันจะนึกเสมอว่า ขอมนุษย์จงมีสุขกายสุขใจ อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงมีสุข รักษาตนให้พ้นภัย ทั้งปวงเถิด เอากันอย่างนี้ ก็ได้ชื่อว่าปฏิบัติศีล ๕ ในระดับของมนุษย์ เราได้ยึดเอาหลักธรรมเป็นเครื่องประกันความปลอดภัยของสังคม ป้องกันไม่ให้เกิดมีการฆ่ากัน เอากันเพียงแค่นี้ก่อน เมื่อเรามาสร้างความรักความเมตตาปรานีในเพื่อนมนุษย์ให้มันสมบูรณ์แล้ว ตามธรรมชาติของการสร้างความดีนี่ ความดีมันจะเพิ่มพลังงานขึ้นทุกที ๆ ในเมื่อความดีมันมีพลังงานพร้อม คือ ความรัก ความเมตตามันพร้อมมันแผ่คลุมไปถึงสัตว์เดรัจฉานเอง แล้วในที่สุดสัตว์เดรัจฉานเราก็จะฆ่าไม่ได้ นี่ให้มันค่อยเป็นค่อยไปกันอย่างนี้

เวลานี้นักเรียนทำสมาธิหรือเปล่า เวลานี้นักเรียนกำลังทำสมาธิ เรามีใจ มีจิตใจจดจ่ออยู่ที่การฟังธรรม ก่อนที่จะจบ ขอฝากวิธีการทำสมาธิในห้องเรียน บางทีเราอาจจะใช้เวลา เอาเวลาเรียนไปนั่งสมาธิ ซึ่งทำให้เสียเวลาเรียน การทำสมาธิในห้องเรียนให้ทำอย่างนี้ พออาจารย์มายืนหน้าห้อง ให้เราจ้องมองที่ตัวอาจารย์ มองที่ตัวอาจารย์ เช่นอย่างนักเรียนมองจ้องที่ตัวหลวงตาในขณะนี้ อย่าส่งกายใจไปที่อื่น ให้จ้องอยู่ที่ตัวครูนั่นแหละ เวลานี้พวกเธอจ้องอยู่ที่ตัวหลวงตา ส่งใจมารวมอยู่ที่ตัวหลวงตา เวลาพวกเธอเข้าห้องเรียน พอครูมายืนหน้าห้องปั๊บ มองที่ตัวครู ส่งใจไปรวมไว้ที่ตัวครูอย่างเดียว เอากันเพียงแค่นี้ ปฏิบัติต่อเนื่องกันทุกวันๆ เราจะได้สมาธิกับการเรียนในห้องเรียน ถ้าหากว่าครูบาอาจารย์ไม่คิดว่าจะแหวกแนวจนเกินไป ทีนี้จะพูดถึงหลักของการทำสมาธิโดยทั่วไปไม่ต้องนั่งสมาธิ ให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดทุกอิริยาบถ แล้วจะเกิดสมาธิขึ้นมาเอง เอาล่ะ พอแค่นี้

ฝึกสติเพื่อสมาธิ - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
โรงเรียนสุรนารีวิทยา ณ วัดวะภูแก้ว วันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕


24
ปรากฏการณ์ทางจิตเมื่อเข้าถึงธรรม - หลวงปู่ขาว อนาลโย

ครั้นกาลต่อมาหลวงปู่ขาว ได้โอกาสดีจึงขึ้นไปเที่ยววิเวกทางบ้านพวกชาวยางอีกครั้งหนึ่ง
ไปพักบำเพ็ญภาวนาปรารภความเพียรอยู่ที่แม่สุนประมาณ 1 เดือน เร่งความเพียรอย่างอุกฤต
ขณะที่เริ่มทำความเพียรอย่างเต็มที่นั้น คือ ช่วงที่ท่านเพิ่งหายจากป่วยไข้ใหม่ๆ
ซึ่งเป็นมาตลอดพรรษาร่ายกายแข็งแรงดีขึ้นตามลำดับ รู้สึกเจริญอาหาร
ท่านจึงตั้งปัญหาถามตนเองว่า

“ถ้าฉันอิ่ม อิ่มแล้วจะไปทำอะไร” ใจหนึ่งตอบว่า
“จะตั้งใจทำความเพียร”
“จริงหรือ” อีกใจหนึ่งถาม ใจหนึ่งตอบอีกว่า
“จริง” “
“เรายังไม่เชื่อตัวนะ ลิ้นมนุษย์ใจมนุษย์มันแสนจะหลายเหลี่ยมหลายคม
แต่เราจะคอยดูว่ามันจะจริงหรือเท็จ ถ้าเจ้าจะทำความเพียรจริง ๆ
แล้วเราจะให้เจ้าฉันอิ่มหนำสำราญนั้นแหละ ” ใจหนึ่งตอบอีกว่า
“ลองดูก็แล้วกันเราจะเห็นกันในไม่ช้านี้”

ตั้งแต่นั้นมาท่านก็ออกบิณฑบาตมาฉันให้เต็มอิ่มแล้ว
ขอให้ชาวศรัทธาช่วยทำทางจงกรมให้ 3 เส้น 3 แห่ง

เส้นที่ 1 บูชาคุณพระพุทธเจ้าจอมบรมครูผู้สอนสั่ง
เส้นที่ 2 บูชาพระธรรมเจ้า อันเป็นพระโอวาทอันศักดิ์สิทธิ์ “นิยยานิกธรรม”
           นำผู้ประพฤติปฏิบัติว่าให้พ้นไปจากทุกข์
เส้นที่ 3 บูชาคุณพระอริยสงฆ์ขัณสณะ ผู้หมดแล้วซึ่งกิเสลอาสวะทั้งหลายทั้งปวง

เมื่อได้อธิษฐานไว้อย่างนี้แล้วก็ได้ตั้งสัจจบารมีสำทับอีกที
หวังจะให้แน่นหามั่นคงเจ้าไปอีก คือ

ตอนเช้าฉันจังหันเสร็จ ทำกิจวัตร ทั้งปวงเรียบร้อยแล้ว
ต้องเดินจงกรมสำรวมจิต จนถึงตะวันเที่ยง นั่งสมาธิ 1 ชั่วโมง
ตั้งแต่บ่าย 2 โมง เป็นต้นไปเดินจงกรมเส้นพระธรรม
จนถึงบ่าย 4 โมง หยุดทำกิจวัตร มีการกวาดลานวัด
และตักน้ำใช้ น้ำฉัน และน้ำสรง

เมื่อเสร็จกิจวัตรทั้งหลายทั้งปวงแล้ว
ไปเดินจงกรมเส้นที่ 3 บูชาพระอริยสงฆ์ จนถึง 1 ทุ่ม
ต่อจากนั้นสวดมนต์ไหว้พระ การสวดมนต์ไหว้พระของท่านนั้น
เป็นการสวดแต่เพียงย่อ ๆ เท่านั้น เพราะจะเป็นการเปลืองเวลา
ในการที่จะปรารภความเพียรอย่างยิ่งยวด เพราะท่านกล่าวว่า
“เวลาของชีวิตเรามีน้อย วันเดือนมันเคลื่อนคล้อยลอยไป
ชีวิตเราก็ใกล้เข้าขยับเข้า จ่อปากมัจจุราชทุกทีๆ เราจะชักข้าไม่ได้แล้ว”
แล้วนั่งสมาธิต่อจนถึง 6 ทุ่ม จึงพักผ่อน

ตื่นมาเวลา 03.00 น. นั่งสมาธิต่อจนถึง 8 โมงเช้า จึงไปบิณฑบาต
โปรดเป็นกิจวัตรประจำวัน การนั่งสมาธิภาวนา บำเพ็ญเพียร
ท่านใช้บริกรรม “ทวัตติสสาการ” ตั้งแต่ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ
จนถึงอาการ 32 อนุโลมปฏิโลม ถอยกลับไปกลับมาไม่ให้เผลอสติ
ถ้าเผลอเมื่อไรต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งไป จนสติอยู่กับบริกรรมนั้น
บริกรรมอยู่อย่างนั้นจนจิตสงบไม่ออกไปเที่ยวใด ๆ อยู่กับบริกรรมตลอดเวลา
หนักเข้าแม้จะไปบิณฑบาต ตักน้ำ กวาดลานวัด ก็ไม่เผลอ
ในกรรมฐานที่ได้ตั้งไว้ อาการ 32 ชำนาญทั้งอนุโลมปฏิโลม (ผล)
จิตก็สงบอย่างเต็มที่ ปรากฏอารมณ์กับจิตขาดออกจากกัน ไม่ข้องเกี่ยวแก่กัน
ผู้รู้และความสว่างไสวอยู่ส่วนหนึ่ง อารมณ์ก็ปรากฏเป็นอีกส่วนหนึ่ง
อารมณ์เป็นของเปลี่ยนแปลงเกิด ๆ ดับ ๆ ไม่คงที่

เมื่อจิตได้หยั่งลงสู่ฐานของมันจริง ๆ แล้ว มันก็หดตัวเข้าไปสู่ความไม่รับรู้อะไรทั้งหมดทั้งสิ้น
แต่ก็มิได้ติดอยู่ในแสงอันสว่างไสว หรือความสงบนั้น ปัญญาพุ่งขึ้นมาเหมือนน้ำพุ
มันทำงานของมันเอง เหมือนเครื่องยนต์ที่สมบูรณ์ด้วยเครื่องสัมภาระ
มีน้ำมัน ลม ไฟ อย่างสมบูรณ์และบริบูรณ์

ต่อจากนั้นก็ค้นคิดเรื่องไตรลักษณ์ จนแจ้งประจักษ์ในใจ ไม่ข้องใจ ไม่สงสัยในเรื่องนั้น ๆ
นับว่าตั้งแต่เข้ามาในพุทธศาสนา จิตใจได้รับความสงบเยือนเย็น เป็นผลมาจากการปฏิบัติอย่างแท้จริง
จึงทำเกิดความสว่างไสวในจิต จนมองเห็นโลกได้อย่างแท้จริง

นับแต่ขณะโลกธาตุไหวฟ้าดินถล่มวัฏจักรภายในจิตจมหายไปแล้ว ธาตุขันธ์และจิตใจทุกส่วน
ต่างเป็นอิสระไปตามธรรมชาติของตนไม่ถูกจับจองกดถ่วงจากฝ่ายใด อินทรีย์ห้า
อายตนะหกทำงานตามหน้าที่ของมันจนกว่าธาตุขันธ์จะหาไม่ โดยไม่มีการทะเลาะวิวาท
กระทบกระทั่งกันดังที่เคยมา

(การทะเลาะท่านหมายถึง ความไม่ลงรอยระหว่างสิ่งภายใน
กับสิ่งภายนอกสัมผัสกัน ทำให้เกิดความยินดียินร้าย
กลายเป็นความสุขทุกข์ขึ้นมา และเกี่ยวโยงกันไปเหมือนลูกโซ่
ไม่มีเวลาจบสิ้นลงได้)
 
คดีต่างๆ ภายในจิตที่มีมากและวุ่นว่ายยิ่งกว่าคดีใดๆ ในโลกได้ยุติลงอย่างราบคาบ
นับแต่ขณะศาลสถิตยุติธรรมได้สร้างขึ้นภายในใจโดยสมบูรณ์แล้ วเรื่องก่อกวนลวนลามต่างๆ
ไม่มีประมาณ ซึ่งเคยยึดจิตเป็นสนามเต้นรำ และทะเลาะวิวาทบาดหมางไม่มีเวลาสงบลงได้
เพราะอวิชชาตัณหาเป็นหัวหน้า บงการบัญชางานให้โกลาหลวุ่นว่าย ร้อยแปดพันประการนั้น
ได้สงบลงอย่างราบรื่นชื่นใจ กลายเป็นโลกร้างว่างเปล่าภายในจิต ผลิตวิชาธรรมแทนอธรรม
กิจนอกการภายในได้เป็นไปโดยธรรมสม่ำเสมอ ไม่มีอริศัตรูมาก่อกวนวุ่นวาย ตาเห็น หูได้ยิน
จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส เย็นร้อนอ่อนแข็ง ใจรับทราบอารมณ์ต่างๆ
เป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่อาจเอื้อมปีนเกลียวยุแหย่แปรรูปคดีให้ผิดเป็นถูก
ผูกเป็นแก้ แย่เป็นดี ผีเป็นคน พระเป็นเปรต เปรตกลับเป็นคนดี
แม้เป็นหรือตาย ก็มีความสุข
 
นี่คือท่านผู้นิรทุกข์ปราศจากเครื่องร้อยรัด ด้วยประการทั้งปวง

ขณะที่องค์หลวงปู่ขาวท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์
คัดเอามาจากประวัติหลวงพ่อทูลครับ
คงเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนอีกแล้ว...

" หลวงปู่ก็ได้เล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาแล้วหลายสิบปี
หลวงปู่เล่าให้ฟังอย่างละเอียดติดต่อกัน เหมือนกับว่าประสบการณ์นั้น
เพิ่งเกิดขึ้นเพียง ๒ - ๓ วันนี้เอง กิริยาท่าทางการแสดงออก
หลวงปู่จำได้อย่างแม่นยำทีเดียว

หลวงปู่เล่าถึงเหตุที่ทำให้เกิดปัญญาในครั้งนั้นว่า
ในบ่ายวันหนึ่ง ได้ลงไปสรงน้ำที่เชิงดอย เป็นเวลาที่ชาวนากำลังเก็บเกี่ยวข้าว
เมื่อมองดูทุ่งนา ก็ล้วนแต่มีข้าวแก่เหลืองเต็มไปหมด ในตอนนั้นน้ำก็ยังไม่ได้สรง
ในขณะที่ดูข้าวในนาเขาอยู่นั้น มีความคิดเกิดขึ้นที่ใจว่า
เมล็ดข้าวนี้เกิดมาจากอะไร มีอะไรเป็นเหตุให้เมล็ดข้าวเกิดขึ้น

ก็คิดตอบทันทีว่า เมล็ดข้าวเกิดขึ้นจากเมล็ดข้าวเอง เพราะเมล็ดข้าวนั้นมีเชื้อพาให้เกิด
เมื่อคนเอาเมล็ดข้าวที่มีเชื้อนั้นไปหว่านลงบนพื้นดิน เชื้อของเมล็ดข้าวนั้น
ก็เริ่มแตกตุ่มออกมาจากเมล็ดข้าวนั้น ทีแรกก็เป็นตุ่มขาว ๆ เล็ก ๆ
มีรากหยั่งลงไปในพื้นดิน แล้วดูดเอาปุ๋ยต่าง ๆ จากพื้นดินมาเป็นอาหาร
ต่อมาก็มีต้นข้าวเล็ก ๆ งอกออกมาจากเมล็ดข้าวนั้น หลายวันต่อมา
ก็งอกงามเหมือนกับต้นหญ้า เมื่อได้ประมาณ ๑ เดือน เขาก็ถอนขึ้นมา
แยกออกไปปลูกในพื้นดินอีก ต้นข้าวก็ใหญ่ขึ้นแก่ขึ้น เมื่อโตเต็มที่แล้ว
ก็ออกรวงเป็นเมล็ดข้าวเปลือกอ่อน ๆ จากนั้นเมล็ดข้าวเปลือกอ่อน ๆ ก็แก่ขึ้น
มีเมล็ดข้าวสารเกิดขึ้นในเมล็ดข้าวเปลือกนั้น และมีเชื้อติดอยู่กับหัวเมล็ดข้าว
เมื่อแก่แล้ว ชาวนาก็จะเก็บเอาเมล็ดข้าวที่มีเชื้อนั้นไว้ เพื่อจะไว้ใช้ทำพันธุ์ต่อไป
เมล็ดข้าวที่จะได้เกิดขึ้นมาใหม่ ก็เหมือนกันกับเมล็ดข้าวเก่านี่เอง

หลวงปู่อธิบายต่อไปว่า เมล็ดข้าวที่มีเชื้ออยู่นี้ เมื่อไปตกอยู่กับพื้นดินที่ชุ่มเมื่อไร
ก็จะเกิดเป็นต้นขึ้นมาอีก แต่ถ้าแกะเอาเปลือกนอกมันออกทิ้งไป แล้วใช้เล็บมือ
แกะเอาหัวเชื้อที่เมล็ดข้าวออกทิ้งไปเสีย เมล็ดข้าวที่เหลือถึงจะเอาไปหว่านลงในพื้นดิน
ที่ชุ่มไปด้วยน้ำและปุ๋ย เมล็ดข้าวนั้นก็จะไม่เกิดเป็นต้นขึ้นมาอีกเลย หรือเอาเมล็ดข้าวเปลือกนั้น
ไปคั่วด้วยไฟให้ร้อนไหม้ เมื่อนำมาหว่านบนพื้นดินก็จะไม่เกิดอีกเช่นกัน
 
เพราะเชื้อในเมล็ดข้าวนั้นได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว จึงหมดเหตุหมดปัจจัย
ที่จะทำให้เมล็ดข้าวเกิดขึ้นมาได้อีก เมื่อพิจารณาเมล็ดข้าวเสร็จแล้วก็ โอปนยิโก
น้อมเอาเมล็ดข้าวนั้นเข้ามาหากาย และน้อมเข้ามาหาใจ แล้วใช้ปัญญาพิจารณาต่อไปว่า
ต้นข้าวทั้งหมดเหมือนกันกับร่างกายเรา เมล็ดข้าวนั้นเหมือนกันกับใจเรา
เชื้ออยู่ในหัวเมล็ดข้าวนั้นเหมือนกันกับกิเลส ตัณหา อวิชชา การใช้เล็บมือแกะหัวเชื้อ
ที่อยู่ในเมล็ดข้าวทิ้งไป ก็เหมือนกันกับได้ใช้สติปัญญากำจัดกิเลส ตัณหา อวิชชา
ออกจากใจได้แล้ว ถ้าใจไม่มีเชื้อที่จะพาให้เกิดเป็นภพเป็นชาติอีก ร่างกายนี้จะมีมาจากที่ไหน
ฉะนั้น เรื่องของใจและเรื่องกิเลส ตัณหา อวิชชา ที่มีอยู่ในใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องกำจัดให้หมดไป
ในชาตินี้ให้ได้ เพื่อจะไม่ให้ภพชาติของเรายืดเยื้อในการไปเกิดใหม่อีกต่อไป

ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ในช่วงที่หลวงปู่เอาเมล็ดข้าวมาพิจารณาด้วยปัญญานี้เอง
จึงเป็นจุดเริ่มต้นของวิปัสสนาญาณที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าดูเพียงผิวเผินก็เหมือนกับใช้ความคิด
พิจารณาธรรมดา ไม่แตกต่างกันกับความคิดพิจารณาของนักปฏิบัติทั่ว ๆ ไป แต่มีอีกอย่างหนึ่ง
ที่ไม่เหมือนกัน นั่นคือ กำลังของใจ กำลังของสติ กำลังของปัญญา และกำลังบารมี
ที่มาบรรจบกันพอดี เรียกว่า บารมีที่อบรมสะสมมาแล้วในอดีตชาติทั้งหมด และบารมี
ที่หลวงปู่ได้ภาวนาปฏิบัติ สะสมอินทรีย์ที่แก่กล้ามาในชาตินี้ ตลอดทั้งกำลังความเพียรอื่นใด
ที่หลวงปู่ได้บำเพ็ญมาแล้วทั้งอดีตและปัจจุบัน เมื่อรวมตัวกันได้แล้วจึงได้เกิดกำลังขึ้น
เรียกว่า กำลังของวิปัสสนาญาณ นั่นเอง กำลังของวิปัสสนาญาณนี้จะประหารกิเลส
ตัณหา อวิชชา ให้หมดไปจากใจทันที เพราะกำลังของวิปัสสนาญาณนี้ เหนือกว่า
กำลังของกิเลสตัณหาทั้งปวง กำลังของวิปัสสนาญาณนี้เอง
จึงเป็นจุดเด่นเฉพาะตัวของผู้ที่จะได้บรรลุธรรม

หลังจากนั้น หลวงปู่ก็ได้สรงน้ำ และใช้กระบอกไม้ไผ่ ตักเอาน้ำสะพายกลับมากุฏิทันที
ในระหว่างที่เดินกลับนี้ หลวงปู่ก็ใช้อิริยาบถเดินจงกรม โดยใช้ปัญญาพิจารณา
ในสัจธรรมอยู่ตลอด ปัญญานี้จะมีความต่อเนื่องกันจากเมล็ดข้าวดังที่ได้อธิบายมาแล้ว
เพื่อเป็นอุบายสอนใจอยู่ตลอดเวลา พิจารณาด้วยปัญญาประกอบเหตุผลให้เป็นไปตามความเป็นจริง
ให้ใจได้เห็นทุกข์ โทษ ภัย ในชาติ คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ว่า
ไม่มีอะไรเป็นของของเราอยู่ตลอดเวลา ปัญญาที่นำอุบายธรรม มาสอนใจนั้นห้าวหาญเด็ดเดี่ยวมาก
จะพิจารณาเรื่องใดก็รู้เห็นชัดเจนไปทั้งหมด อุบายปัญญา ที่นำมาพิจารณานั้นก็เป็นอุบายเก่า ๆ
ที่เคยใช้มาแล้วทั้งหมด แต่ก่อนพิจารณาไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะใจยังไม่ยอมรับความจริงในสิ่งนั้น ๆ
แต่เมื่อวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นที่ใจได้แล้ว ก็จะประหารกิเลสตัณหาอวิชชาที่มีอยู่ในใจให้หมดไป

นั่นคือ ใจยอมรับตามความเป็นจริงทั้งหมด จะรู้เห็นในความเกิด แก่ เจ็บ และตาย
ว่าเป็นทุกข์ เป็นโทษ เป็นภัย ที่น่ากลัวไปเสียทั้งหมด ชาติคือ ความเกิดในอดีตที่ผ่านมา
ก็มีแต่ทุกข์ โทษ ภัย ในชาติปัจจุบันนี้ก็มีแต่ทุกข์ โทษ ภัย เต็มอยู่ในกายในใจทั้งหมด
อนาคตที่จะไปเกิดในภพชาติต่อไป ก็จะมีแต่ทุกข์ โทษ ภัย เหมือนในชาติปัจจุบันนี้เอง
ใจจึงมีความกลัวในการเกิดเป็นอย่างยิ่ง และเบื่อหน่ายในธาตุขันธ์ที่จะไปเกิดเอาภพชาติอีกต่อไป

ในตอนเย็นวันนั้น หลวงปู่เดินจงกรมใช้ปัญญาพิจารณาอยู่ตลอด เมื่อค่ำมืดหลวงปู่ก็ขึ้นไป
ภาวนาที่กุฏิต่อไป หลวงปู่เล่าว่า การขึ้นไปภาวนาที่กุฏินั้นใช้อุบายในการทำสมาธิ เมื่อใช้สติ
กำหนดจิตนิดเดียวเท่านั้น ก็ลงสู่ความสงบเต็มที่ หลวงปู่ว่า นับแต่ปฏิบัติภาวนามาหลายปี
เพิ่งรู้จักจิตสงบเป็นสมาธิในครั้งนี้เอง แต่ก่อนจิตมีความสงบเหมือนกับสายฟ้าแลบแวบเดียว
ก็ถอนออกมา แล้วจึงใช้ปัญญาพิจารณาด้วยอุบายธรรมต่าง ๆ ตลอด
แต่บัดนี้ จิตมีความสงบหนักแน่นแน่วแน่มาก

หลวงปู่จำคำสอนของหลวงปู่มั่นที่สอนไว้ว่า ขาว ถ้าจิตมีความสงบถึงฐานของสมาธิแล้ว
อย่าไปบังคับให้ถอนนะ ปล่อยให้อยู่ในความสงบนั้นไป จนจิตได้มีความอิ่มตัวในสมาธินั้น ๆ
ได้เวลาแล้วจิตก็จะถอนออกมาเอง เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว ก็ให้ใช้ปัญญาพิจารณาต่อไป

ในคืนนั้น หลวงปู่ข่าวได้ปฏิบัติตามโอวาทของหลวงปู่มั่นได้เป็นอย่างดี
ในที่สุด หลวงปู่ขาวก็ได้ตัดกระแสวัฏจักรให้ขาดไปจากใจในคืนนั้นเอง ฉะนั้น วิปัสสนาญาณ
จึงเป็นญาณที่คมกล้า เป็นญาณที่มีกำลัง เป็นญาณที่เกิดขึ้นเพื่อตัดกระแสของกิเลส
ตัณหา อวิชชา โดยตรง เมื่อตัดกระแสของอาสวะกิเลสทั้งปวงหมดไปจากใจแล้ว
วิปัสสนาญาณก็สลายไป ไม่ได้ตั้งอยู่นาน และไม่มีวิปัสสนาญาณใดเกิดขึ้นมาอีกเป็นรอบสอง
เพราะไม่มีกิเลส ตัณหา อวิชชา เหลืออยู่ภายในใจอีกแล้ว

หลวงปู่ขาวพูดว่า ในเวลาจวนจะสว่างของคืนนั้น กิเลส ตัณหา อวิชชา
ที่เป็นเจ้าครองหัวใจมานาน กับวิปัสสนาญาณที่เกิดมาต่อสู้กันนั้น
ถือว่าเป็นมหาสงครามเลยทีเดียว กิเลส ตัณหา อวิชชา ก็มีความเหนียวแน่น
ไม่ยอมหลุดออกไปจากใจ และเกาะยึดติดที่ใจเอาไว้ไม่ยอมปล่อยวาง แต่ก็ทนต่อกำลัง
ของวิปัสสนาญาณไม่ไหว วิปัสสนาญาณจึงได้ฆ่ากิเลสให้ตายคายกิเลสออก สำรอกให้กิเลสหลุด
จิตก็เข้าถึงวิมุตินิพพานในคืนนั้นแล เป็นอันว่าสงครามระหว่างกิเลสตัณหากับสติปัญญา
ที่ห้ำหั่นกันมาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ก็ได้สิ้นสุดลงในเวลาจวนสว่างของคืนนั้นเอง

หลังจากที่สนทนากับหลวงปู่จนได้เวลาอันสมควร ก็ต้องลาหลวงปู่กลับไปกุฏิ หลวงปู่ได้สั่งว่า
คืนต่อไปมาคุยธรรมะกันอีกนะ คุยกันยังไม่จบ นับแต่เฮารู้ธรรมมานี่ก็หลายปี ยังไม่เคยสนทนาธรรม
กับใครยาวถึงขนาดนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดให้ใครฟัง เพราะไม่รู้ภาษากัน หลวงปู่พูดว่า
ในครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เคยได้พูดเรื่องธรรมกับอาจารย์มหาบัว แต่ก็ไม่ได้พูดกันนาน
เพราะไปในงานกิจนิมนต์ด้วยกัน จากนั้นมาก็เพิ่งมีท่านนี่แหละ พาให้ผมได้พูดธรรมะอีก"

ปรากฏการณ์ทางจิตเมื่อเข้าถึงธรรม - หลวงปู่ขาว อนาลโย


หน้า: [1] 2 3 ... 38