แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - นายเสรี ลพยิ้ม

หน้า: [1] 2 3 ... 40
1
จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส - หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ต่อไปนี้ให้พากันตั้งใจนั่งสมาธิภาวนา ปล่อยวางอารมณ์ภายนอกภายในออกไปให้หมด ตั้งใจบริกรรมภาวนา วันนี้เป็นวันสิริมงคลวันหนึ่ง เป็นวันอุโบสถในทางพุทธศาสนา ให้พวกเราทั้งหลายได้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติภาวนา ที่ถ้ำผาปล่องนี้สถานที่ที่เราอาศัยอยู่ เป็นสถานที่สิริมงคล เมื่อเรามาสู่สถานที่สิริมงคลแล้ว อย่าปล่อยให้จิตใจฟุ้งซ่านไปที่อื่น จงตั้งอกตั้งใจภาวนา ดำเนินกายภายในดวงจิตดวงใจ
           คำว่าภาวนานี้ ได้แก่สงบจิตสงบใจ ไม่ให้ใจวุ่นวาย คิดถึงบ้านเรือน คิดถึงลูกหลาน วุ่นวายไปภายนอก ให้พากันระลึกถึงมรณภัย มรณกรรมฐานมันใกล้เข้ามาทุกวันทุกคืน ไม่ใช่ว่าเราอยู่ที่เก่า สังขารธรรมทั้งหลาย รูปร่างกายของเราทุกคน มีความเจ็บไข้ได้ป่วย มีความชำรุดทรุดโทรม เสื่อมไปสิ้นทุกวันคืน แม้ผู้ที่ยังเด็กยังหนุ่ม ก็อย่าประมาทมัวเมาว่าข้าพเจ้าไม่แก่ การตายไม่เฉพาะแต่คนแก่ บางคนคนหนุ่มนั้นตายก่อนคนแก่ก็มี คนแก่ยังยืนยาวคราวไกลไปก็มี ทุกคนจงระลึกถึงมรณภัยคือความตาย ไม่มีทางหลบหลีก แม้หลบหลีกได้ว่า ในเวลาเราหนุ่มแน่น กำลังดีไม่ตาย เมื่อถึงวัยแก่วัยชราก็ไม่มีทางหลบ จำเป็นต้องแตกดับทำลาย
           แต่ผู้ใดภาวนาดี ละกิเลสความโกรธหมดไป ละกิเลสความโลภหมดไป ละกิเลสความหลงหมดไป ผู้นั้นก็ไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อนประการใด แม้ความตายมาถึงเข้า ท่านก็ยอมตาย คือ ท่านเห็นแล้วว่า ตายเป็นเรื่องของธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม มันกระจัดกระจายไปเขาก็เรียกว่าตาย ใช้การไม่ได้ เขาก็เรียกว่าตาย จิตใจมันไม่ได้ตาย
           จิตใจไม่ได้ตายนั้น ย่อมส่อแสดงให้เห็นแล้วว่า แม้พระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่เราว่าท่านดับขันธ์เข้าสู่นิพพานแล้ว มันก็เป็นแต่ว่าดวงจิตดวงใจของท่านส่วนหนึ่ง ร่างกายของท่านแตกดับไป แต่จิตใจเป็นของไม่ตาย แต่จิตนี้เมื่อละกิเลสราคะ โทสะ โมหะ หมดไปแล้ว ออกจากจิตใจไปแล้ว เหลือแต่จิตอันบริสุทธิ์ผ่องใส จะอยู่ที่ใดเป็นอะไร ก็ ชื่อว่าอยู่ในนิพพาน ไม่มีเรื่องราวอะไร ที่จะมาทำให้ท่านเป็นทุกข์เป็นร้อน อย่างสามัญชนคนเราทั่วไป
           คนเราทั่วไปที่มันทุกข์มันร้อนอยู่ ก็คือว่ากิเลสทางตา ได้แก่ รูป ตาเห็นรูปก็เกิดกิเลส หูได้ยินเสียงก็เกิดกิเลส เพราะกิเลสมันยังไม่ดับ จึงจำเป็นต้องตั้งอกตั้งใจภาวนา อย่ามีความท้อถอย ผู้ใดท้อถอยชื่อว่าเป็นผู้มัวเมา จะต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ในภพน้อยภพใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด ยุ่งเหยิงอยู่ด้วยกิเลสกาม วัตถุกาม
           ตั้งแต่วันนี้ไป ให้พากันตัดบ่วงห่วงอาลัย อารมณ์สัญญาที่คิดถึงบ้านถึงเรือน ถึงลูกถึงหลาน ถึงอะไรต่อมิอะไรให้ตัดขาด ว่าสถานที่เรานั่งสมาธิภาวนาอยู่นี้ เท่ากันกับว่าเป็นสถานที่วิเศษ เป็นทางที่จะให้เราทุกคนละกิเลสให้หมดไปสิ้นไปได้ ถ้าตั้งใจภาวนา แต่ไม่ใช่ว่าสถานที่จะมาละกิเลสให้เรา ใจเรานี้แหละภาวนาละกิเลสเอาเอง
           กิเลสนั้น เมื่อผู้ใดเลิกได้ละได้แล้ว ไม่เลือกว่าเณร ไม่เลือกว่าพระ ไม่เลือกว่าจะสมมุติว่า เป็นธรรมยุต เป็นมหานิกาย อะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ใช่สมมุตินั้นละกิเลส การละกิเลสมันเป็นเรื่องภายในจิตใจของแต่ละดวงจิตดวงใจ ผ้าขาวผ้าเหลืองไม่ได้มาละกิเลสให้ สถานที่ก็ไม่ได้มาละกิเลสให้แก่เรา จิตใจเรานั้นเองเป็นผู้ละกิเลส
           เมื่อภาวนาพุทโธๆ เมื่อภาวนามรณกรรมฐานได้ทุกลมหายใจเข้าออก จนดวงจิตดวงใจผู้รู้อยู่นี้ไม่ไปไหน อยู่ภายในสงบนิ่งแน่วเป็นดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่ภายในจิตใจได้ตลอดเวลา นั่นแหละต้นทางที่จะเป็นไปเพื่อละกิเลส ตัดกิเลสตัณหาได้ เพราะกิเลสตัณหานั้นมีอยู่ภายใน ไม่ใช่มีแต่ภายนอก
           เมื่อคนเราจิตไม่สงบระงับ ก็เข้าใจว่าสิ่งภายนอกเป็นกิเลส รูปเป็นกิเลส เสียงเป็นกิเลส กลิ่นเป็นกิเลส รสโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นกิเลส ความจริงตัวกิเลสจริงๆ ก็คือจิตใจผู้รู้อยู่ภายในใจของเราทุกคนนี้แหละ ในจิตดวงผู้รู้นั้น มีกิเลสราคะอยู่ที่นั้น มีกิเลสโทสะอยู่ที่นั้น มีกิเลสโมหะอยู่ที่นี้ เมื่อใดการภาวนาละกิเลสภายในใจของเรา ยังไม่พร้อมมูลบริบูรณ์แล้ว อาสวะกิเลสเหล่านี้ก็ต้องอยู่ในใจตลอดเวลา
           การภาวนาละกิเลสต้องละภายใน ไม่ใช่ละภายนอก ภายนอกนั้นเป็นแต่ว่าอุปกรณ์กิเลส เราให้คิดดูดีๆว่า ถ้าหากว่า คน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นกิเลส ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเราฆ่าคนทั้งโลกนี้ให้ตายหมด ยังเหลือแต่เราคนเดียว กิเลสเรามันจะหมดไปสิ้นไปหรือไม่ มันก็ยังไม่หมด คนทั้งโลก สัตว์ทั้งโลก สมมติว่าให้เขาตาย ไปหมดเสีย กิเลสของเรามันจะหมดไปไหม มันก็ไม่หมด เมื่อไม่หมดแสดงว่าอันนั้นก็ไม่ใช่ตัวกิเลส
           ตัวกิเลสจริงๆ ก็จิตเรานี่แหละ จิตขี้เกียจขี้คร้านภาวนา จิตไม่รักษาศีล จิตไม่มีทาน จิตไม่มีศีล จิตไม่มีภาวนา จิตไม่ละกิเลส เมื่อจิตไม่ละกิเลสก็นี่แหละคือตัวกิเลส ตัวกิเลสเป็นตัวอย่างไร ตัวกิเลสก็เป็นตัวเหมือนตัวเรานั่นเอง ขาสอง แขนสอง ศีรษะหนึ่ง ดวงใจครองอยู่ในร่างกายอันนี้ นั่นแหละตัวกิเลส
           ดูเวลากิเลสความโกรธมันเกิดขึ้น ตาแดง ตาพอง ทุบต่อย ตีกัน ประหัตประหาร ฆ่าฟันรันแทงกัน อะไรมันตี อะไรมันทำ ก็คือจิตนั่นแหละมาใช้รูปร่างกายนี้ ให้ดุด่าว่าร้ายออกมา จนถึงรบราฆ่าฟันกันเป็นธรรมดาโลก นั่นแหละ กิเลสมันอยู่ภายใน แต่เวลามันจะทำ มันมาใช้รูปขันธ์นี้ให้ทำ รูปขันธ์ร่างกายนี้มันไม่ได้กลัวบุญกลัวบาป มันเป็นเพียงธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เท่านั้น สุดแท้แต่จิตที่มีกิเลสหรือไม่มีกิเลสภายในใช้ให้ทำอะไร มันก็ทำ
           นี่แหละร่างกายสังขาร ตัวกิเลสก็ตัวเราทุกคนนั่นแหละ จิตเราทุกคนนั่นแหละ กิเลสความโลภ กิเลสความไม่อิ่มไม่พอในวัตถุข้าวของทรัพย์สินเงินทอง กิเลสกาม วัตถุกาม มันอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ที่กายนี้ อยู่ที่จิตนี้แหละ ดวงจิตนั่นแหละเป็นตัวกิเลสราคะตัณหา แล้วเวลามันใช้ ก็มาใช้รูปขันธ์ ทำให้เกิดลูกมา เกิดหลานมา เป็นทุกข์เป็นร้อนวุ่นวาย มันมาจากไหน ก็มาจากจิต จิตราคะตัณหา
           พระภิกษุสามเณร แม่ขาว นางชีอยู่ดีๆไม่ได้ ต้องสึกไป ก็เพราะอะไร ก็เพราะอำนาจกิเลสโลภะ กิเลสราคะตัณหา ไม่ภาวนาละกิเลสในจิตใจอันนี้ออกไป เมื่อกามตัณหา ภวตัณหามีอยู่ในจิต ไม่เลิกไม่ละ ไม่สงบระงับ มันก็วุ่นวายสร้างภพสร้างชาติขึ้นมา สร้างรูปสร้างนามขึ้นมา มันมีอยู่ภายใน ไม่ใช่อยู่ภายนอกอย่างเดียว ตัวสำคัญมันอยู่ที่จิต ทีนี้พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์รู้ว่ากิเลสทั้งหลายแหล่พาให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันอยู่ที่ดวงจิต พระองค์ก็เอาดวงจิตภาวนาทุกลมหายใจเข้าออก พระองค์ควบคุมจิตใจไม่ให้วิ่งหนีไปที่อื่น ทบทวนกระแสเข้ามาสู่ภายในดวงจิตดวงใจ ดวงที่รู้อยู่ภายใน ตอนแรกๆ ก็เอาลมหายใจเป็นที่ยึดเหนี่ยว คือว่าเอาลมหายใจเป็นที่สังเกต ลมเข้าไปจิตผู้รู้อยู่ที่นี้ดูจิตดูลม ไม่ให้หลง จิตเข้ามาจิตออกไป ตามอยู่ที่ลมนี้ ผู้รู้ว่าลมก็คือจิตนั่นเอง
           แต่ว่าจิตใจของคนเรานั้น จะหาเป็นตัวเป็นตน เหมือนคนเหมือนวัตถุข้าวของไม่ได้ ไม่มีตัว ไม่มีตัวแต่มีอำนาจใหญ่ อำนาจกิเลสมันใหญ่ เหมือนกับธาตุลม ธาตุอากาศ ลมไม่มีตัวตน เวลามีลมแรงๆพัดมา พัดเอาบ้านเรือนตึกรามพังทลายไป นั่นลมไม่มีตัวแต่ทำไมมันมีกำลัง นี่แหละจิตใจคนเรานี้ก็เหมือนกัน จิตใจที่ยังมีกิเลส มันก็ใช้ให้เป็นไปตามอำนาจกิเลส
           จิตใจที่มุ่งหวังเป็นทางพ้นทุกข์พ้นภัย ในโลก ในวัฏฏสงสาร ต้องเป็นทานบารมี การทำบุญให้ทาน ศีลบารมี รักษากาย วาจา จิตของตน ไม่ให้ทำผิดในหลักศีลห้า ศีลแปดขึ้นไป เมื่อบำเพ็ญประกอบกระทำอยู่ในสิ่งเหล่านี้ จิตใจของเราทุกคนก็ย่อมมีกำลังแก่กล้าในกองการกุศล ในการภาวนาละกิเลส ไม่ปล่อยให้ความลังเลสงสัยมาอยู่ในจิตในใจ ไม่ว่าจะนั่งจะนองจะยืนจะเดินไปมาที่ไหน
           ภาวนามรณกรรมฐานเตือนจิตใจนี้อยู่เสมอ ว่าชีวิตของเรานี้ต้องถึงซึ่งความตาย ที่ใครคิดว่าเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ก็จะไปโรงพยาบาลให้มันดีมันหาย มันไม่มีทางที่จะหายได้ มันนับวันนับคืน นับชั่วโมงนาทีวินาที มันใกล้ไปสู่ความตายทุกวันเวลา เมื่อมันเจ็บไข้ได้ป่วยได้ แล้วจะไม่ตายนั้นไม่ได้ มันต้องตายแน่ๆ มันแสดงให้เห็นแล้วว่าหนีไม่พ้น เมื่อหนีไม่พ้นแล้วนั้น มันก็มีทางพ้นอยู่ก็คือการภาวนา เอาจิตใจให้มันหลุดมันพ้นออก ไม่ให้ใจหลงใจเมามาอยู่ภายในนี้
           ท่านจึงมีวิธีการภาวนาพุทโธ ภาวนามรณกรรมฐาน ภาวนาลมหายใจ เพื่อให้จิตใจเราทุกดวงจิตดวงใจสงบระงับ ตั้งมั่นเป็นดวงหนึ่งดวงเดียว เดี๋ยวนี้จิตมันฟุ้งไปซ่านไปมัวเมาไป ไม่มีที่สุดที่สิ้น เลยวุ่นวายอยู่อย่างนั้นเอง
           พระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านมีความสุขกาย สบายใจ ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย เพราะท่านภาวนาละกิเลส ภาวนาละกิเลสนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เมื่อใดยังมีกิเลสราคะ โทสะ โมหะอยู่ เราอย่าได้ถอยความเพียร มันจะคิดไปที่ไหน อย่าไปตามอำนาจกิเลสที่มันคิด ให้มาอยู่ภายในดวงจิตดวงใจของตนให้ได้
           ใจเป็นธาตุรู้มีอยู่ในใจทุกๆคน การภาวนาไม่ใช่ว่าเรามาภาวนามาปรุงมาแต่งเอาใจใหม่ มันไม่ใช่อย่างนั้น ใจมันมีอยู่แล้ว จิตมันมีอยู่แล้ว แต่จิตนี้เป็นจิตที่หลงใหลไปตามจิตสังขาร จิตวิญญาณ จิตกิเลส จิตตัณหา มันดิ้นรนวุ่นวายไปตามกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาตลอดเวลา หาเวลาสงบระงับไม่ได้
           ท่านจึงสอนว่า ให้สงบจิตสงบใจลงไป ภาวนาพุทโธ ให้จิตใจมาจดจ่อในพุทโธ สงบระงับลงไป ไม่ต้องไปตามอารมณ์อะไรของใครทั้งหมด เรื่องราวอดีตอนาคตมันอยู่ข้างหน้า อนาคตกาลก็อย่าไปเป็นทุกข์เป็นร้อน อดีตที่มันล่วงมาแล้ว สิ่งเหล่านั้นมันก็ล่วงมาแล้ว จิตอย่าไปหลงไปยึดเอามา เดี๋ยวนี้เวลานี้ ดวงจิตดวงใจภาวนาอยู่ที่นี้ นั่งอยู่ที่นี้บริกรรมอยู่ที่นี้ จิตอย่าวุ่นวายไปที่อื่น ให้รวมจิตใจเข้ามา ตั้งให้มั่น เอาให้มันจริง
           เมื่อเอาจิตใจสงบระงับตั้งมั่นแล้ว จิตใจดวงที่สงบระงับตั้งมั่นนี้ก็จะมองเห็นทีเดียวว่า กิเลสราคะไม่ดีอย่างไร ก็จะได้ทำการละกิเลสราคะ ตัดต้นตอให้มันหมดไปสิ้นไป กิเลสโทสะไม่ดีอย่างไร ต้นตอของกิเลสโทสะมันอยู่ที่ไหน จะได้ตัดละกิเลสความโกรธออกไป กิเลสความหลงไม่ดีอย่างไร จะได้ทำความเพียรละกิเลสความหลงให้หมดสิ้นไป เมื่อเลิกเมื่อละถอนออกไปหมดแล้ว จิตใจก็จะเย็นสบาย มีความสุขไม่ทุกข์ร้อนประการใด
           เหตุนั้น การภาวนาทำความเพียรปฏิบัติบูชา ในทางพุทธศาสนานี้ จงตั้งจิตเจตนาลงให้มั่นคง อย่าได้ให้ใจอ่อนแอท้อแท้กลัวตาย การสร้างบุญบารมี ภาวนาละกิเลสมันไม่ตาย ถ้าหากว่าผู้ใดภาวนาเด็ดเดี่ยวแล้วก็ตายเอาตายเอา จะมีพระพุทธเจ้าได้หรือ เพราะว่าภาวนาเคร่งเครียดเข้าไปก็ตาย ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ภาวนามากเข้าไปจะได้เป็นพระอรหันต์ก็ไม่ได้ มันตายเสียก่อน ถ้ามันเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีพระซิ ที่มันมีพระอยู่ก็คือว่ามันไม่ตาย

จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส - หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
บ้านจอมยุทธ


2
การแสดงพระธรรมเทศนา - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม

การแสดงพระธรรมเทศนา
พระราชสุทธิญาณมงคล
ณ ลานธรรมชั้น ๗ โรงเรียนสาธิตประสานมิตร
วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ เวลา ๙.๓๐ น – ๑๑.๐๐ น.


วันนี้ขอโอกาส  ไม่ใช่จะแสดงธรรมแบบขึ้นธรรมาสน์  อย่างที่เขาทำกันไม่ต้องพนมมือตลอด วันนี้ขออนุญาตบรรยายธรรม  วันนี้ให้ชื่อเรื่องว่า “มงคลชีวิต”  ชีวิตแก้ปัญหา  ชีวิตแร้นแค้น  ชีวิตต้องมีแบบแปลนและแผนผัง  ก็ขอฝากไว้วันนี้เป็นวันมหามงคล  เป็นวันเจริญซึ่งของอายุแผนผังของชีวิต  คือทำอะไรมีระเบียบแบบแผน  แบบแปลน เป็นต้น  ก็ขอกล่าวอนุโมทนาสาธุการในวันมงคลชีวิตของตนและของส่วนรวมร่วมกัน  วันนี้เป็นวันมหามงคลเปิดโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร  สร้างโรงเรียนสำเร็จทันเวลาเรียกว่ามงคลชีวิต  โรงเรียนนี้สำเร็จได้อาศัยร่วมใจ  อาศัยสามัคคีธรรมนำสันติสุข  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีกำลังใหญ่นั้น  ได้แก่ท่านนายกสมาคมผู้ปกครอง  ท่านมีกำลังแข็งแรงทั้งพละกำลังกาย  กำลังใจ  กำลังสติปัญญา  กำลังแก้ไขปัญหาทุกอย่างทุกด้าน  ตลอดกระทั่งครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะผู้เสริมส่งดลบันดาลนั้น  ก็คงจะไม่ผิด  รองศาสตราจารย์ ดร.สุมณฑา    พรหมบุญ   ณ อยุธยา  อธิการบดีนั้น เป็นผู้ใหญ่ในสถานที่นี้  ผู้ร่วมน้ำใจได้แก่ครูบาอาจารย์ทุกคน  ผู้บริหารดำเนินงานก็คงจะไม่ผิด  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กอบรัตน์  เรืองผกา  ผู้มีชีวิตชีวาและงอกงามไม่เกินกุลบุตรกุลธิดาที่นั่งอยู่ ณ บัดนี้  รดน้ำพรวนดินต้นไม้ก็งอกงามตามระเบียบ  แต่บางแห่งเสียใจงอกแล้วหงิก  งอแล้วก็เข้าเมรุไม่เห็นมีผลงานอะไร  วันนี้ก็ขอชี้แจง ๓ รายการ ๓ ข้อย่อใจความเท่านั้น  เพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายเพื่อเป็นมงคลชีวิตนี้
 
   ต่อนี้ไปก็ขอชี้แจงแสดงบรรยาย คติธรรม เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่มงคลของท่าน ณ โอกาสบัดนี้
 
   ขอเจริญพร  เจริญสุขโดยทั่วกัน ณ บัดนี้  เอามือลงนั่งตามสบาย พนมมือมันเมื่อย  เมื่อยหนักเข้าก็ไม่มีกำลังใจฟัง  วันนี้เราก็มาเยี่ยมญาติธรรม  มาเยี่ยมบุคคลผู้เป็นปราชญ์เปรื่องเรืองปัญญา  โรงเรียนสาธิตสำเร็จได้ด้วยความสามัคคี  สร้างความดีร่วมกัน  ต้องสำเร็จก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีเงินมีทองมากมายก่ายกอง กำลังใจมันสร้างสำเร็จทุกอย่าง ถ้าคนเราขาดกำลังใจ  กำลังใจตกไม่มีใครให้กำลังใจเลยไม่มีใครสนับสนุน  ไหนเลยเล่างานชิ้นนี้จะสำเร็จได้ตามเป้าหมาย  ใช้เงินจำนวนมากถึงจะเงินมากมายก่ายกองก็ตาม  ขอเจริญพรให้ข้อคิดเป็นไตเติ้ลข้อแรก ออกแขกวันนี้ออกไตเติ้ลให้ฟังว่าลิเก  ละครชีวิต  บอกเรื่องดี  ออกแขกดี  เล่นดีตลอดรายการ  นี่เล่นดีตลอดจนจบ วันนี้วันฉลองชีวิตเป็นมงคลที่เราสำเร็จตามเป้าหมายและจุดประสงค์ของเรา ออกแขกดี  บอกหน้าพาทย์ดี  เรื่องดี  เรื่องอะไรคะ  มีคนชื่อ อาจารย์พรจันทร์ มีไหม นวลจันทร์ด้วยและก็พรจันทร์ด้วย จันทวิมล สวยผ่องอำพัน ใจเยือกเย็นอัธยาศัยโอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สงเคราะห์ทุกคนวางตนเป็นกลาง  ยิ้มตลอดกาลเวลา  หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มพราย  มีความหมาย  มีเมตตาอยู่ในจิต  คิดอยู่ในใจ  ต้องการอารีอารอบ  เผื่อแผ่ทุกประการขออนุโมทนาสาธุการ  สวยน่ารัก  บางแห่งไปดูแล้วสวยน่าเกลียด มันไม่น่ารัก  เหลียวซ้ายแลขวาดูท่านนายกสมาคมผู้ปกครอง  จิตใจท่านปรองดอง  ใจซื่อมือสะอาด  เฉียบขาดเป็นธรรม  สร้างกิจกรรมให้มีประโยชน์ต่อท่านสาธุชน  สร้างประโยชน์สุข  กิจกรรมที่มีประโยชน์  กิจกรรมชีวิตมีประโยชน์ต่อประชาชน  กิจกรรมนั้นเป็นชีวิตที่รุ่งเรืองวัฒนาสถาพร  เป็นอากรบ่อเกิดของนักปราชญ์ราชกวีมีปัญญา  มีการแก้ปัญหาสมปรารถนาทุกประการ  อาตมาดีใจมาก  วันนี้ดีใจอย่างสุดซึ้งเราก็มีส่วนร่วม  ร่วมสามัคคี  สร้างความดีร่วมกันเป็นสายสัมพันธ์ให้เราเป็นปึกแผ่นแน่นหนาด้วยความรักสามัคคี  เรามาร่วมใจกันเช่นนี้ก็สำเร็จพลันทันเวลา ก็ขอเจริญพรท่าน  ผู้อำนวยการโรงเรียน ท่านมีพลังสูงในจิตใจ  เข้มแข็งอดทนต่อสู้ต่อเหตุการณ์ตลอดมา  แล้วคุณหนูทุกคนโปรดทราบชีวิตนี้ต่อสู่ขันติธรรม  ‘ขันติเป็นสมบัติของนักต่อสู้  ความรู้เป็นสมบัติของนักปราชญ์  ความสามารถเป็นสมบัติของนักประกอบกิจ   ความมีระเบียบเป็นสมบัติของผู้ดี’  ผู้ดีทำงานต้องมีระเบียบ  มีระบบ  มีระเบียบเพียบด้วยวินัย  มีความหมายดังที่ได้กล่าวแล้ว  อาตมาดีใจกับท่านทั้งหลายแล้วก็ผู้ปกครอง  กุลบุตรธิดาทั้งหลายที่อยู่โรงเรียนสาธิตทั้งโรงเรียนประถมและมัธยม ทั้งพี่น้องสาธุชนทั้งหลายต่าง ๆ ทั่ว ๆ ไป ได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของโรงเรียนด้วยกัน แต่โรงเรียนสาธิต โรงเรียนร่วมรักสมัครสมานสามัคคีร่วมในเช่นนี้ หายากมากก็ขอเจริญพรว่าถ้าพบว่าเราเริ่มต้นในขณะนี้ก็จะไม่สำเร็จ  เพราะเศรษฐกิจไม่เป็นมรรคไม่เป็นผล  เพราะเราเริ่มต้นตั้งแต่บุญวาสนาของท่านทั้งหลาย  ได้มีสิทธิเป็นเจ้าของโรงเรียน  สามัคคีคนละเล็กคนละน้อยก็มาเป็นปึกแผ่นแน่นหนาก็มาเป็นโรงเรียนขึ้นมาได้ ณ บัดนี้  ปูนหินเหล็กอยู่คนละทิศคนละทาง  ก็มาสร้างรวมน้ำใจมาเป็นปึกแผ่นแน่นหนาเป็นอาคารขึ้นมา  นี่แหละท่านทั้งหลาย  โรงเรียนพังหลายชั้น  หลายห้อง  เราก็สามารถทำได้  แต่ขอฝากข้อคิดไว้สักข้อ  ถ้าคนฟังนะ  กอบรัตน์  คนพังทำไม่ได้  และแตกแยกกันไปนะรับรองทำอะไรไม่ได้เลย  อย่าให้เหมือนกรุงศรีอโยธยาราชธานี  เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐  ประเทศไทยเข้ายุคนี้แล้ว  เขายุค พ.ศ.๒๓๑๐  ก็ขอฝากข้อคิดเบื้องต้นไว้ ค่ายบางระจัน ๗-๘ ครั้ง  ราษฎรสามัคคีกัน  ชาวบ้านสามัคคีกันฆ่าแม่ทัพพม่าตายถึง ๗ คน โดยไม่มีฝีมือ  แต่ใช้ฝีมือผู้หญิง  ผู้หญิงเก่ง  ต้องยกย่องผู้หญิง  ผู้หญิงเป็นคนฆ่าแม่ทัพพม่าตายไม่ใช่นายจัน  หนวดเขี้ยว  ไม่ใช่หลวงสรรค์  พันเรือง  แต่ต้องให้เกียรติผู้หญิง  เพราะสามารถฆ่าแม่ทัพมีฝีมือของหงสาวดีได้  น่าจะตีความตรงนี้  ผู้หญิงทำงานสำเร็จได้เยอะ  ทำไมดูถูกผู้หญิงนัก นี่จะเข้ายุคดูถูกผู้หญิง  ทุกสิ่งจะไร้ความหมายขอฝากท่านไปคิดกันนะ  อย่าดูถูกผู้หญิง คุณหญิงปล้อง  อำเภอโคกทอง เรียกว่า อำเภอวิเศษไชยชาญหัวตะพานกบเจา พม่าฆ่าสามีเขาตาย สามีเป็นท่านขุนเป็นกำนัน  ภรรยาผู้หญิงนุ่งผ้าตะเบงมานถือดาบ ๒ มือ รวมพลได้ ๔๐๐ สร้างวัดสี่ร้อยขึ้น  อำเภอวิเศษไชยชาญหัวตะพานกบเจา  อยากจะเรียนถามใครเป็นคนตั้ง  จะให้รางวัล ๑๐๐ ล้าน  จะยกโรงเรียนนี้ให้  ใครตอบได้  ใครเป็นคนตั้งอำเภอวิเศษไชยชาญ แต่ก่อนนี้ชื่ออำเภอโคกทอง  ไม่ใช่อำเภอวิเศษไชยชาญ  แต่คุณหญิงปล้องนำสมัครพรรคพวก ๔๐๐ คนตามพม่าไปค่ายบางระจัน  ทำไมพม่าไปอยู่ค่ายบางระจันเพราะเหตุใด  อย่าลืมนะคนไทยเป็นไส้ศึก ทูลเกล้าฯ พระเจ้าอยู่หัว ไม่ให้รบนะ นี่ไอ้พระยาพาล จะเข้ายุคพระยาพาลแล้วนะ   อย่าพาลเชียวนะ  เพราะจะเข้ายุคพระยาพาล  ห้ามไม่ให้รบ  พม่ายกมาบอกยังไม่พร้อม  ให้ถอยหลังไปอยู่บางระจันก่อนจนกว่ากรุงศรีอยุธยาพร้อม  แล้วให้เผากรุงศรีอยุธยาเสีย  นี่คนไทยแท้ ๆ  ก็ขอฝากไว้ในที่ประชุม  เข้ายุคคนไทยเป็นอย่างนี้แล้ว  อย่างลืมเศรษฐกิจตก  นักบริหารโกงสะบัด  แตกแยกกันเพราะดังกล่าวแล้ว  วันนี้ต้องขอพูด  วันนี้พูดไม่กลัวนะนี่เพราะมาพูดที่โรงเรียนของเราเอง  เป็นอย่างนั้นนะกอบรัตน์  ผู้หญิงต้องเดินทางไปไม่ต้องใช้อะไรเลย  นายจัน  หนวดเขี้ยว หลวงสรรค์ พันเรือง  เป็นผู้ใหญ่บ้าน  กำนัน  จะมีฝีมือรบหรือ  ทำไมจะฆ่าแม่ทัพตายถึง ๗ ทัพ ครั้งที่ ๘ โดนเผาหมด  ทำไมทหารสักคนออกมาช่วยไม่ได้ปืนกระบอกหนึ่งก็ไม่ให้  เพราะเหตุใด  น่าจะตีความเพราะไอ้พระยาพาล  อย่าให้มีพระยาพาลอยู่ได้  ปลูกเรือนอย่าคร่อมตอ  จะเสียโอกาสและเวลา  ทุกคนไม่รู้เลยหรือนี่  วันนี้มาแย้มพรายให้ฟังว่าตกยุคสมัยนั้น ๆ จะเข้ายุคนี้แล้ว  ระวังนะอย่าแตกความสามัคคี  จงรักสามัคคี สร้างความดีร่วมกัน  อย่างแตกความสามัคคี ถ้าแตกแล้วโรงเรียนสร้างไม่ได้  มีเงินหมื่นล้านก็สร้างไม่ได้  อย่างลืมพี่น้องที่รัก  ผู้หญิงหัวสมองใส  แก้ไขปัญหาได้อย่างดี  ผู้หญิงยกย่องกันบ้างไม่ได้หรือ  ดีไม่ดีเดี๋ยวให้เป็นนายกไปเลยถ้าเขาตั้ง  ทำไมเป็นไม่ได้  ผู้หญิงก็เป็นได้นี่ผู้หญิงหรือเปล่านี่  เห็นไหม  ไม่เป็นหรือก็ดูมานานนะว่าผู้หญิงสามารถ  ท่านนายกสมาคมว่าผู้หญิงสามารถไหม  นั่นสามารถก็จริงปราดเปรื่องก็จริง  แต่ใครเป็นผู้มีเมตตาสูงกว่านี้ตอบ  ที่นั่งอยู่นี่ต้องตอบแบบนี้  อย่าตอบให้มันออกไปนอกทาง  ขอฝากไว้ผู้หญิงก็มีพลังเหมือนกับผู้ชาย แต่แล้วคุณหญิงปล้องเดินตามไปสุพรรณบุรี  ค่ายบางระจัน  ทำไมฆ่าแม่ทัพได้  ใครฆ่าแม่ทัพตาย ๗ คน คำตอบคือผู้หญิง คือคุณหญิงปล้องไปบางระจันร้องเพลงอีแซว หัดเพลงอีแซว  พวกคณาจารย์จำกันไว้บ้าง  หัดเด็กร้องเพลงอีแซว  พม่ายกมาเก่ง  แต่แล้วผู้หญิงแต่งตัวสวย ๆ เอาเหล้า  เห็ดเป็ดไก่เอาไปเลี้ยง  เอามีดพกไว้ตรงนี้  แซว  แซว  ร้องเพลงอีแซว  พม่าเขว  พอพม่าเขวก็แทงคอ  จึงเรียกเพลงพม่าเห่มาจนถึงทุกวันนี้ จำไว้เอาไปสอนกันบ้าง  คนไทยอย่าหยิ่งโยโสแมลงป่อง  เดี๋ยวนี้คนไทยเข้าสมัยกรุงศรีอยุธยาราชธานีแล้ว  หยิ่งโยโสแมลงป่องด่ากันตลอด  แตกความสามัคคีตลอด  ท่านนายกสมาคมเชื่ออาตมา  อาตมาคำนวณเก่ง  แต่ไม่เก่ง  องค์นี้เป็นลูกศิษย์ผู้คำนวณเก่ง  แซวไปแซวมาฆ่าแม่ทัพตายกลับส่งมาใหม่อีกก็ตายอีก  ร้องเพลงอีแซวเกิดขึ้นที่สิงห์บุรี บางระจัน  คนแต่งเพลงอีแซวก็คืออำเภอโคกทอง ตาย ๗ คน  แต่คนที่ ๘ ไม่ตาย  ไอ้รามัญไปรับอาสาหงสาวดีมาทำลายค่ายบางระจัน  ถ้าทำลายได้จะตั้งเป็นหัวหน้ากอง  ทำลายได้ผู้หญิงมีจุดอ่อน  ทำลายที่ผู้หญิง  ผู้หญิงมีจุดอ่อน  อย่าลืมขอฝากพวกโยมผู้หญิง  นี่จุดอ่อนของลูกผู้หญิงคือหึงหวง  แหย่ให้หึงหวงเขาเลิกเลยแหย่กลับไปเลย  ผู้หญิงมีจุดอ่อนคืออารมณ์ไหวติง  โยมผู้หญิงถ้าไม่ไหวติง  เข้มแข็งอดทนรับรองเก่งกว่าผู้ชาย  ผู้หญิงอ่อนไหวติง  กระทบไม่ได้  โกรธ  ถ้าผู้หญิงเข้มแข็งอดทนรับรองผู้ชายสู้ไม่ได้  เพลงอีแซวเกิดขึ้นบางระจัน  จำไว้ด้วยดอกเตอร์จำไว้นะ  จะได้ไปสอนนิสิต นักศึกษาได้สอนให้มันตรงเป้า  เลยสรุปใจความเพื่อให้ไม่เสียเวลา  พระเจ้ากรุงธนบุรี ก็กลับมากู้กรุงศรีอยุธยาได้จึงตั้งอำเภอโคกทองเป็นอำเภอวิเศษไชยชาญหัวตะพานกบเจา พระเจ้ากรุงธนบุรีผู้ตั้ง  หลักฐานที่วัดมี  ตอบไม่ได้หรือ  ไม่รู้มีมานาน  อำเภอโคกทองมีทองเยอะเลย  พระเจ้ากรุงธนบุรีชนะทัพแล้วก็ว่าสำคัญที่สุดเป็นด่านพม่าเข้าสู่บางระจัน  อำเภอวิเศษไชยชาญ  ชาญชัยจากผู้หญิง  อำเภอวิเศษไชยชาญหัวตะพานกบเจา  ยังมีเรื่องอีกเยอะ  เดี๋ยวจะเสียเวลา  เราไม่ใช่มาพูดเรื่องนี้  แต่มาพูดน้อมให้นึกถึงอดีตว่าจะเป็นแบบกรุงศรีอยุธยาราชธานีแตกทัพ  ประเทศจึงเศรษฐกิจตก  ตกเพราะแตกความสามัคคี  จำไว้เอาไปสอนอย่าแตกความสามัคคี  รักกัน  ผูกพันกันหน่อย  อยากจะเรียนถามท่านทั้งหลาย  มนุษย์ชอบอะไรดอกเตอร์จำไว้ด้วย  มนุษย์ชอบ ๑๐ อย่าง  ถ้าพูดแล้วท่านจะเห็นด้วย  ชอบอะไรในชีวิต ที่มาพูดกันเรื่องชอบอะไรในชีวิต  ถ้ามีชอบและทำได้ ๑๐ ข้อนี้ จะเกิดสามัคคี จะไม่แตกแยกกัน นักบริหารจะไม่โกง  จะเข้ายุคกรุงศรีอยุธยาแล้ว  จะมีฆ่ากันแหลกราญ  รักกันไม่มีเลย  ขอฝากไว้ใครจะทำดีต้องค้าน ค้านจะไปรอดหรือ  ใครจะทำดีไม่ได้  ก็ขอให้ไตเติ้ล  ความดีคือศัตรู  ท่านอาจารย์พรจันทร์  เข้าใจหรือยัง  สร้างโรงเรียนนี้มีศัตรู  ศัตรูคืออะไร  ศัตรูคืออุปสรรค  ความดีนี้เป็นอุปสรรคเหลือเกิน  ความชั่วไม่มีอุปสรรคหลั่งไหลไปได้  ความชั่วก็คือหละหลวม  เหลาะแหละ  เหลวไหล  ไม่เอาตราชั่งขึ้นมาชู เอาตราชูขึ้นมาชั่ง  เห็นด้วยไหมคะ  ความดีนั้นคือศัตรู  ศัตรูนั้นคืออุปสรรคของชีวิต  ถ้าเราผ่านอุปสรรคชนะได้รับรองศัตรูก็ไม่มี  งานจึงสำเร็จ เช่น โรงเรียนสาธิต ผอ.กอบรัตน์ปวดหัวจะตายแล้วจะตายอีก  นี่คือศัตรู  เราจึงแผ่เมตตาให้ศัตรูเป็นมิตรพิชิตมาร  นั้นคืออุปสรรคจะได้กระจายหายไป  งานจะได้สำเร็จเสร็จพลันทันเวลา  คือโรงเรียนสาธิต  ถูกหรือไม่ประการใด  ถ้าไม่ถูกค้าน  ค้านเดี๋ยวนี้พวกฝ่ายค้านมันมาก  ค้านซะแหลก นี่คือศัตรู ศัตรูคือความดีจำไว้เลย  บางทีนายกสมาคมความดีเป็นศัตรู  คืออุปสรรคที่ท่านนายกผ่านงานมามากมายมีอุปสรรคไหม  มีแน่นอน  นั่นคือศัตรู  แต่แล้วเราแผ่เมตตาใช้เมตตาตัวเดียว  ก็พิชิตงาน  ก็พิชิตมาร  สำเร็จเสร็จพลันทันเวลา  นี่แหละหลวงพ่อองค์นี้ตั้งว่าหลวงพ่อชนะมาร ชนะศัตรู  พิชิตมาร  ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น  หรืออย่างไรก็แล้วแต่เถอะนะเราไม่ว่ากัน  นี้มาพูดให้ฟังหลวงพ่อพิชิตมารชนะหมดทุกด้าน  ก็ขอฝากไว้อย่างนี้  นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย  เป็นอย่างนี้แหละหนอ  เพราะฉะนั้นการจะสร้างโรงเรียนสาธิตให้สำเร็จได้  แสนจะยากลำบากไม่ใช่เป็นของง่าย  แต่เราร่วมรักสามัคคี  สร้างความดีร่วมกันเป็นประโยชน์และเสร็จทันเวลา  เหนื่อยยากหายไปเลยวันนี้  ผอ.กอบรัตน์ หายเหนื่อยไหม ๆ  ตอบให้มันดังหน่อยไม่ได้หรือ  หายเหนื่อยอาจารย์กอบรัตน์  ทำคนเดียวไม่ได้ อาศัยครูบาอาจารย์ แหม! ครูบาอาจารย์ที่โรงเรียนสาธิตเนี่ย ดร.ประเสริฐ โอ้โฮ รวยและสวยทุกคน  เราดูเมื่อกี้เดินทางมาเหนื่อย  พอเข้าสาธิตเห็นครูบาอาจารย์ยิ้มแย้มแจ่มใสตั้งใจสนทนาเจรจาไพเราะสงเคราะห์เอื้อเฟื้อ  ขาดเหลือคอยดูแขก  ไม่แปลกลูกค้ามาสาธิต  ลูกค้ามาสาธิตยิ้มแย้มตลอดเลย  เราก็ลูกค้าก็ให้ไปห้าหมื่น  ไม่ใช่หรือ  หายเหนื่อยเลยลงจากรถมาเห็นยิ้ม ๆ  อย่างนี้  หายเหนื่อยเลย เพราะสรุปใจความว่าความสำเร็จของมนุษย์  มนุษย์ที่ต้องการมากในชีวิตมี ๑๐ ประการ  ที่เรานำมานี้ มี ๑๐ ประการ ผอ.กอบรัตน์ รู้ไหมค่ะ (เสียง ผอ.ตอบ) นี่ที่เราทำสำเร็จมาได้ เพราะมนุษย์ชอบที่สุด ท่านนายกสมาคมก็ลองพิจารณาด้วยนะว่าถูกไหม
 
๑.๑.ความรัก  ไปไหนให้คนเกลียดชอบไหม  ชอบให้คนรักไหม  เราก็อย่าไปเกลียดเขานะ 
ถ้าเราชอบความรัก  ขอให้ทุกคนจงโปรดรักกันสมัครสมานสามัคคี  สร้างความดีร่วมกัน  เข้าใจไหมค่ะ 
๒.๒.ความนิยมชมชอบ
๓.๓.ความเลื่อมใสศรัทธา
๔.๔.ความมีไมตรีจิตมิตรภาพ
๕.๕.ความเอาใจใส่
๖.๖.ความเคารพนับถือ
๗.๗.ความเมตตา
๘.๘.ความเห็นอกเห็นใจกัน
๙.๙.ความเป็นกันเอง  ไม่ถือเนื้อถือตัว เข้ากับเด็กกับผู้ใหญ่ได้
๑๐.๑๐.ความเป็นธรรมชาติ อย่าฟู่ฟ่า อย่าหรูหรา อย่างฟุ้งเฟ้อ อย่าโค้กเค้ก


   เห็นด้วยไหมนี่ ๑๐ ประการ  มนุษย์ต้องการมากไม่มีใครเห็นเลยหรือนี่ นี่แหละ ๑๐ ประการนี้  ทำให้โรงเรียนสาธิตสำเร็จ  ญาติโยมข้างหลังเห็นด้วยเหรอ สภาจะได้ลงมติจะได้ไม่ค้าน  อย่าค้านหน่อยได้ไหม  สภาสาธิตอย่าค้านมาช่วยกันแก้ดีไหม  ท่านนายกสมาคมดีไหม ขาดช่วยกันเติมเกินช่วยกันตัดเพื่อประหยัดเวลาสาธิต  ถูกไหมท่านนายกฯ  พอจะมาพูดที่นี่ต่อไปได้ไหม  ได้หรือ  โอ้โฮ ดอกเตอร์เห็นด้วยไหม  ขอให้รักกันดีกว่าเกลียดกัน  ขอให้พี่น้องจงแผ่เมตตาให้ศัตรูเป็นมิตรเสีย  อย่างให้ศัตรูไว้ในใจ  มีศัตรูนอกไม่เป็นไร  อย่ามีศัตรูในใจ  ท่านดอกเตอร์พรจันทร์  เป็นดอกเตอร์  องค์นี้ตั้งให้  ขนาดนี้ไม่เป็นไรดอกเตอร์จะแค่ไหน  แล้วดอกเตอร์เขาจะทำอะไร  นี่ก็เหมือนกันท่านนายกสมาคมควรจะเป็นดุษฎีบัณฑิต  ให้หน่อยได้ไหม ดร.สุมณฑา มาหรือเปล่า  ไม่ใช่นี่ให้ดุษฎีบัณฑิตตั้งแต่วันนี้บันทึกเดี๋ยวนี้  ดำเนินงาน  อย่าเดี๋ยว ขนาดนี้ไม่ให้หรือ แล้วที่เขาให้ ๆ ไม่เห็นเขาทำอะไร ท่านนายกมีประโยชน์มากไพศาลจริง นะเนี่ยน่าจะเป็นดุษฎีบัณฑิตแน่นอน  ให้กำลังใจกันบ้างไม่ได้หรือ  มีความรู้ขนาดนี้  นี่รู้จริงเสียด้วยรู้แล้วทำด้วยสมองแน่เมตตาครบเลย  มีความดีที่มนุษย์ต้องการ ๑๐ ข้อ ท่านนายกมีหมด  ที่พูดเมื่อกี้มีหมดใจซื่อมือสะอาด  เฉียบขาดเป็นธรรม  ไม่เคยกินนอกกินใน  ไม่มีศัตรูในใจ  ศัตรูภายนอกเรื่องเล็ก  ทุกคนมีศัตรูภายนอกทั้งนั้น  มีคนเกลียดคนรักไม่เท่ากัน  ก็ขอเจริญพร  อย่าให้มีศัตรูในใจ  โกงใครได้ไม่เป็นไร  อย่าโกงตัวเองได้ไหม  กอบรัตน์เข้าใจไหมนี่  อย่าโกงตัวเอง  โกหกคนอื่นไม่เป็นไร  แต่อย่าโกหกตัวเองนะ  โกหกตัวเองนี่มันเลวที่สุด  โกงตัวเองมันเลวที่สุด  ท่านนายกเห็นด้วยไหม  อย่าโกงตัวเอง  ในเมื่อไม่โกงตัวเองไม่โกหกตัวเอง  แล้วไหนเลยเราจะไปโกหกคนอื่น  เราลักสตางค์พ่อแม่ได้นะ  ทำไมจะไปลักคนอื่นไม่ได้  อย่านะอย่าลัก  คนนี้ลักสตางค์ยายไปซื้อเครื่องลูกเสือ  ยายบอกไม่มีใครเธอคนเดียว  จำไว้เลยนะ  ถ้าลักใครอย่ารับ  ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายลักสตางค์ยาย  องค์นี้ลักสตางค์ยาย ๑๐๐ สมัยนั้น  เป็นเด็กผู้ชาย  ยายให้ ๑๐ บาทไม่พอ  “ เอ๋ย เหลือกินเหลือใช้ “ แน่ยายบอก  ยายแกเคยไปเป็นลูกเสือหรือ และเราก็เห็นหนออยู่ที่หมอนหนอ เดี๋ยวจะต้องหยิบหนอ ยายสอนดีมาก ขึ้นเรือนต้องล้างเท้าและจะต้องเดินช้า ๆ เจอผู้ใหญ่ต้องคลาน อ่อนน้อมถ่อมตน ปากหวานตัวอ่อน  มือเป็นหงอน นอบน้อมกตัญญู  เชิดชูระเบียบเพียบด้วยวินัย  ตั้งใจศึกษา นำมาพ้นทุกข์  เป็นสุขอนันต์  เป็นหลักสำคัญ  คุณหนูจำใส่ใจ  เข้าใจไหมนี่ ไม่รู้เรื่อง ยายสอนดี  สอนแล้วก็ใช้กับยายเลย  เดินเบาแมวสู้ไม่ได้  เดินอย่าลงส้น  เดินต้องเดินค่อย ๆ อย่าเอาส้นลง  ยายสอนดี  พอถึงเวลาตาเราเข้า ยายนอนหลับ  เราจะลักสตางค์ก็เดินอย่างนั้นตามที่สอน  ยายนอนหลับไม่ตื่นเลย ฟีด ๆ ๆ เลย หยิบมา ๕๐๐ เลยนี่จำไว้นะ  อย่าเดินลงส้นลงอะไรไม่ได้  เข้าใจไหมค่ะ  เผื่อเราจะลักสตางค์  จำไว้นะ  แล้วลักสตางค์ใครไปแล้วนี้ถ้าเขาถามอย่ารับ  องค์นี้ไม่รับ  ไปเอาของใครเขามาอย่ารับนะ  ยายบอกไม่มีใคร  เธอเอาไปแน่  เธอเอาไปแน่  เราบอก  ผมไม่ได้เอาไป  รับรองสาบานได้เราก็สาบานให้ฟ้าผ่า  แต่ฉลาดการสาบานอย่าบอกว่าตาย  ให้ฟ้าผ่าเฉย ๆ  นี่ผ่าแล้วที่วัด คนนั่งอย่างนี้ผ่าเราคนเดียว แต่เราเข้าใจสาบานไม่ได้บอกว่าตายเลยไม่ตายจนบัดนี้  อันนี้ขอฝากไว้ทุกคนก็ขอฝากไว้ว่า  จะเป็นพ่อแม่ก็ดีปู่ย่าตายายอย่าลัก  ต้องขออนุญาต  เราจะบอกว่านี่เป็นของพ่อแม่เราไม่ได้  การไปบวชเหมือนกัน  ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดา  บวชให้ไม่ได้  ถ้าเราจะไปบวชนะดอกเตอร์  ไม่ได้รับอนุญาตจากแม่ตัว  บวชไม่ได้เรามีแม่ตัวใช่ไหม  มีแม่ตัวคือภรรยาไงเล่า  ถ้าภรรยาไม่อนุญาต  บวชให้ไม่ได้  เดี๋ยวมาด่าอุปัชฌาย์  นี่เหตุผลที่น่าฟังนะ  ขอสรุปใจความให้ฟังว่าการสร้างโรงเรียนนี้เหมือนการสร้างคนให้มีวิชาความรู้  อาตมาถือว่าเป็นโบสถ์หลังแรกของชาวพุทธ  แต่คนไทยชาวพุทธที่ไม่สนใจและไม่เข้าใจชอบสร้างโบสถ์ให้กับวัด  สร้างศาลา  สร้างโรงเรียนไม่สนใจ  ตรงกันข้ามแล้วถ้าไม่มีโรงเรียนแล้ว  ไม่มีโบสถ์หลังแรกไปบวชได้อย่างไร  บวชไม่ได้  โรงเรียนเป็นโบสถ์ประจำชีวิตของคน แน่นอนถ้าเราไม่มีโรงเรียนแล้วจะได้มีความรู้ความเข้าใจ  ขอเจริญพรว่า ยกไตเติ้ลให้ฟัง  นกไม่มีปีก  ไม่มีขน  คนไม่มีความรู้  บินได้ไหม  นกต้องมีขนมีปีก  คนต้องมีความรู้  คนขาดขนบินไปไม่ได้  โรงเรียนนี้สำคัญมาก  บางคนเนี่ยพูดถึงบ้านนอกนะ นี่อาตมาพระบ้านนอก  แต่ในกรุงเทพฯ  ไม่ทราบ  เรามันบ้านนอกคอกนา  มันป่าเถื่อน  ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ  บ้านนอกไม่นิยมสร้างโรงเรียนเสียแล้ว  คนแก่คนเฒ่านิยมสร้างวัด  สร้างโบสถ์  แต่บอกว่าสร้างโรงเรียนด้วยกันยาย  ไม่เอา  ไม่เข้าใจ แต่พอพูดให้เข้าใจแล้ว โอ.เค.  โรงเรียนเป็นโบสถ์หลังแรก  ถ้าไม่มีโบสถ์หลังแรก  บวชไม่ได้  บวชแปลว่าเรียน ไม่ได้เลยดังนั้นก็ขอเจริญพรว่า โรงเรียนก็สำคัญ  คนมีความรู้  นกมีปีกมีขน คนมีความรู้บินได้  จะขอถามหนู ๆ ทุกคน  ตั้งใจฟังทางนี้  มหานิยมอยู่ที่ไหน  ตอบเอาพวกเธอนะ  พวกผู้ใหญ่อย่าตอบ  มหานิยมอยู่ที่ไหน ออกไตเติ้ลให้แล้ว  ถ้าหนูจำไตเติ้ลได้หนูจะตอบได้  หนูสักคน  ตอบสักคนหนึ่ง  สาธิตมัธยมหรือประถมนี่  ประถมตอบเลยอย่าให้เสียหน้า ผอ.นะ  ตอบมหานิยมอยู่ที่ไหน ตอบไวด้วย  คิดให้มันไวคิดหนอซิ  เอ้าหนู ๒ คน ตอบ  “ ยิ้มแย้มแจ่มใส”  ก็ถูกเหมือนกันแต่ไม่ตรงเป้าของไซเคิ้ล  ไม่ถูกสเป็ค  เอาละ  หลวงพ่อจะตอบเองเถอะ ฟังแล้วจะเถียงไม่ขึ้น  ญาติโยมฟังด้วยนะ  มหานิยมอยู่ที่วิชาความรู้  ถ้าคนไม่มีวิชาความรู้  ไม่มีใครนิยมชมชอบ  จำได้ได้ไหมตอบใหม่เอ้าตอบ  มหานิยมอยู่ที่ไหน นั่น  ถ้าไม่เรียนก็ไม่รู้  ไม่ดูก็ไม่เห็น  ไม่ฟังก็ไม่ได้ยิน  ไม่ทำหรือจะเป็น จะลำเค็ญย่ำแย่จนแก่ตายเท่งทึง เข้าใจไหม  จำไว้เลยนะ  ถ้าหนูไม่ยอมเรียนหนังสือไม่มีวิชาความรู้  คนจะนิยมชมชอบเธอไหม  ไม่นิยม  พนมมือพูดกับพระไม่ใช่ดุหรอกพูดให้จริง  คนพูดจริงมักจะพูดกระแทก  เจริญพร หลวงพ่อเจ้าขา โอ๊ยปากหวานก้นเปรี้ยวเลี้ยวลดคดเคี้ยว  คนพูดตรงไปตรงมาจะพูดไม่เพราะท่านนายก  คนพูดเพราะระวังยิ้มมาแล้ว  ยิ้มตอนกู้เป็นศัตรูตอนทวง  เอ้าหนูมหานิยมอยู่ที่วิชาความรู้เรียนหนังสือให้เป็นดอกเตอร์ เอามือลง ถ้าไม่ยอมเรียนจะไม่รู้เรื่อง  นี่คนที่จังหวัดสิงห์บุรี พ.ศ. ๒๕๐๐ พ่อเป็นจับกัง  แม่รับจ้างซักรีดอยู่สิงห์บุรีเมื่อ ๒๕๐๐ เป็นลูกศิษย์วัดอัมพวัน สวดพาหุงมหากาได้ นั่งกรรมฐาน  จนในที่สุด นามสกุลแซ่ตั๊ง  ยกของขึ้นรถ สิงห์บุรี-ลพบุรี สวดมนต์ค่ะ ลูกชาย ๓ คนเป็นดอกเตอร์หมดทั้ง ๓ คน  สวดมนต์ไหว้พระขยัน  อ่อนน้อมถ่อมตน  ปากหวานตัวอ่อนมือเป็นหงอน  ไปลา  มาไหว้  และเขาจะไปโรงเรียนเนี่ยทุกวันเขาจะไหว้พ่อแม่เขา ๓ หน  ไหว้พ่อ ๓ หน ไหว้แม่ ๓ หน  จะอ่อนน้อมถ่อมตนตลอดรายการ  คนที่สวดมนต์ไหว้พระตั้งแต่เล็กๆ ว่านอนสอนง่าย  คนที่ปากกล้าขาแข็งไม่สวดมนต์  ไปก็ไม่ลามาก็ไม่ไหว้  เถียงพ่อเถียงแม่  เถียงคำไม่ตกฝาก  เลว  ว่านอนสอนยาก  เพราะคนปากกล้าขาแข็ง  ถ้าหากสอนลูกตั้งแต่สวดมนต์ไหว้พระเนี่ย  อย่างอาราธนาศีลอาราธนาธรรมนี้ได้ตั้งแต่เล็ก ๆ รับรอง อ่อนน้อมถ่อมตนแล้วก็ขยันหมั่นเพียร  อาตมาก็ไปฝากคนโตที่ไหนรู้ไหมลอสแองเจลิส  สหรัฐอเมริกา  เพราะขยันหมั่นเพียร  อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย  ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น  ชื่อโกวิไล  หมอบรรจบ ออกจากโคกสำโรงไปอยู่รัฐลอสแองเจลิส  ตั้งร้านขายอาหาร  เราหมดทุนแล้วเป็นหนี้เป็นสินเขาที่โคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  ก็ไปอยู่นั่น  รวยมหาศาล  ลูกก็เป็นดอกเตอร์เลย ฝากคนนี้ไปช่วยล้างชามเอาสตางค์ไว้เรียนปริญญาตรี โท เอก  เก่งมากและภาษาอังกฤษเก่งตั้งแต่สิงห์บุรีแล้ว เนี่ยคนจะเก่งเนี่ย  หนามแหลมใครไปเสี้ยม   มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง มันจะแหลมออกมาจากท้องแม่มัน  บางคนแหลมเหมือนกันแหลมเหมือนส้นช้าง  ไอ้คนมันเป๋อมันจะขี้เกียจ ไม่ได้สนใจในความดีอันนี้  ผลที่สุดทำอย่างไร  ไปอยู่ก็ช่วยล้างชาม  เขาให้เงินเดือน  ไปอยู่บ้านท่านอย่างนิ่งดูดายปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น  เข้าเมืองตาหลิ่ว  หลิ่วตาตาม  อย่าไปขัดคอเขา จำแม่น คนจะดีมันจำแม่น อย่าไปขัดคอเขา คนไม่ดีมันจะจำของชั่วของมัน เมื่อไปก็ล้างชามเรียบร้อย  พอเห็นฝรั่งมามากมาทาน  อาบน้ำแต่งตัวใหม่  แต่งสูทเลยช่วยเสริฟ  ไม่ใช่หน้าที่ หน้าที่เขาล้างชามช่วยเสริฟเลย  แล้วพูดภาษาอังกฤษเก่งเนี่ยคนเก่ง มันเก่งตั้งแต่เล็ก ๆ ช่วยเสริฟช่วยอะไรต่ออะไร ก็หัดพูดภาษาไปด้วย  เลยไปรู้จักกับพวกฝรั่งที่มากิน  บริการดี  ต้อนรับดีก็รู้จักหนักเข้าก็ชอบชวนไปบ้าน  เลยโกวิไลก็ให้ ๒ แรง  เงินที่ได้ดอลล่าห์ให้จากล้างชามให้เสริฟด้วย  แล้วก็ไปเสริฟเขาก็พูดเก่ง  มีอัธยาศัยก็ได้เงินทิปอีกแล้ว  แถมเขาชวนไปบ้านคนนี้เขาเป็นอาจารย์ที่สหรัฐอเมริกา เอาเข้ามหาวิทยาลัยเลย นี่คนมีอัธยาศัย ก็ขอเจริญพรคนดีจะมีอัธยาศัย มีน้ำใจเลยผลสุดท้ายเอาน้องไปเป็นดอกเตอร์ ๓ คนไม่ต้องใช้เงินพ่อแม่เลย ลูกสาว ๒ คนเป็นเถ้าแก่เนี้ย ขายทองที่เยาวราช นามสกุลแซ่ตั๊ง

มีต่อ......


3
ประวัติ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ  วัดอรัญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
นามเดิม  เหรียญ ใจขาน
สมณศักดิ์  พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
เกิด  วันที่ ๘ มกราคม ๒๔๕๕ ตรงกับวันพุธ ขึ้น๒ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด
สถานที่เกิด  ตำบลบ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงไหม่ จังหวัดหนองคาย
บิดา  นายผา ใจขาน
มารดา  นางพิมพา ใจขาน
พี่น้อง ร่วมบิดา มารดาเดียวกัน ๗ คน (เสียชีวิตแต่ยังเล็ก ๖ คน)
        ร่วมบิดาเดียวกัน แต่ต่างมารดา ๒ คน
อาชีพเดิม  กสิกรรม
ออกบวช  เดือนมกราคม ๒๔๗๕
สถานที่บวช  อุโบสถวัดบ้านหงษ์ทอง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
พระอุปัชฌาย์  ท่านพระครูวาปีดิฐวัตร
พระกรรมวาจาจารย์  พระอาจารย์พรหม
สังกัดเดิม  มหานิกาย
ญัตติใหม่  ธรรมยุติกนิกาย
แปรญัตติใหม่เมื่อ  วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๔๗๖
สถานที่แปรญัตติ  วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี
พระอุปัชฌาย์  ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์
พระกรรมวาจาจารย์  พระครูประสาทคณานุกิจ

ประวัติหลวงปู่
ก่อนบวช - พรรษาแรก


หลวงปู่ได้เล่าไว้ในอัตตโนประวัติไว้ว่า ท่านเกิดในครอบครัว ใจขาน เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2455 ครอบครัวมีอาชีพทำนา ทำสวนและเลี้ยงสัตว์ มีพี่น้องด้วยกัน 7 คนแต่ได้เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็กทุกคน เมื่อหลวงปู่มีอายุได้ 10 ขวบ มารดาท่านก็ได้เสียชีวิตลง ไม่นานบิดาท่านก็มีภรรยาใหม่ หลวงปู่จึงได้ไปอยู่อาศัยกับคุณยายจนอายุได้ 13 ปีเรียนหนังสือจบ ท่านจึงได้ย้ายไปอยู่กับบิดา ช่วยบิดาและมารดา ทำงานร่วมกับพี่น้อง ที่เป็นลูกของมารดาใหม่อย่างขยันขันแข็ง

ครั้นเมื่อท่านมีอายุได้ 20 ปี ก็มีความปรารถนาจะออกบวช โดยพิจารณาเห็นว่าชีวิตนี้เกิดมาแล้ว ทำงานไม่รู้จักจบจักสิ้น ตายแล้วก็ไม่ได้อะไรติดตัวไป โลกนี้มีทั้งสุขและทุกข์ แต่ความสุขที่ว่านี้เป็นความสุขชั่วคราวที่ไม่ยั่งยืน มันเป็นเพียงเหยื่อล่อ ให้คนเราติดอยู่ในทุกข์เท่านั้น คนเราเกิดมาแล้วที่สุดก็ต้องตายด้วยกันทุกคน ร่างกายนี้เมื่อจิตละไปแล้ว ก็ต้องแตกสลายออกจากกัน ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เมือพิจารณาดังนี้แล้ว ท่านจึงไปขออนุญาตบิดาและมารดาเพื่อขอลาบวช

เมื่อท่านบิดาได้อนุญาตแล้ว ท่านก็ได้บวช ณ อุโบสถวัดบ้านหงษ์ทอง มีท่านพระครูวาปีดิฐวัตร เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระอาจารย์พรหม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อเดือนมกราคม 2475 บวชแล้วจึงกลับมาอยู่วัดโพธิ์ชัย บ้านหม้อ โดยท่านอาจารย์วัดโพธิ์ สอนให้ท่านภาวนาอนุสติ10 ท่านก็ได้ท่องเอา แล้วบริกรรมไปเรื่อยๆตั้งแต่พุทธานุสติ ธรรมานุสติ ไปจนถึงอุปสมานุสติแล้วจึงตั้งใหม่

ครั้นถึงเดือนพฤษภาคมปีนั้นเอง ท่านจึงได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดศรีสุมัง ท่านจึงได้เข้าไปเรียนถามวิธีเจริญภาวนา กับท่านอาจารย์บุญจันทร์ รองเจ้าอาวาส ซึ่งได้รับคำสอนให้เลือกเอากรรมฐานบทใดบทหนึ่ง ที่ถูกกับนิสัยของตน บริกรรมเฉพาะบทเดียวเท่านั้น พร้อมกับแนะนำให้บริกรรมพุทโธเป็นอารมณ์ ท่านจึงได้บริกรรมพุทโธมาตั้งแต่นั้น พอถึงเดือนธันวาคมสอบนักธรรมเสร็จ ท่านจึงได้เดินทางกลับวัดโพธ์ชัย

ในระหว่างนั้นบิดาท่านได้นำหนังสือของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม มาถวายหลวงปู่ เมื่ออ่านแล้วท่านรู้สึกสนใจในเรื่องกายานุปัสสนา ซึ่งในหนังสือได้แนะนำ ให้พิจารณากายแยกย่อยไปเป็นส่วนต่างๆ ให้สติได้รู้ว่า ร่างกายนี้ไม่ได้มีอะไรเป็นของตนสักอย่างเดียว เมื่อท่านพิจารณาได้ดังนี้จึงมีดำริจะออกไปอยู่ในป่า

แต่ท่านก็ยังไม่อาจตัดสินใจได้เพราะใจหนึ่งอยากสึกไปครองเรือน แต่อีกใจหนึ่ง อยากออกปฏิบัติธรรมตามที่ตั้งใจไว้ ท่านจึงได้นั่งสมาธิตัดสินใจ แล้วท่านก็ได้คำตอบว่าไม่สึกถึง 3 ครั้ง ซึ่งไม่นานท่านจึงได้ ออกจากวัดไปอยู่ป่าที่ ผาชัน ริมฝั่งแม่น้ำโขง พร้อมกับศึกษาต่อกับท่านอาจารย์กู่ ธัมมทินโน ซึ่งท่านก็ได้รับฟังจนเข้าใจดี

ธรรมยุติ พรรษาที่ ๑ - ๕

ครั้นปี 2476 หลวงปู่ได้พบกับท่านอาจารย์บุญมา ฐิตเปโต ท่านอาจารย์บุญมาได้พาท่านไปบวชเป็นธรรมยุติที่วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี ในพรรษาแรก ท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าสาระวารี จ.อุดรธานี เมื่อออกพรรษาแล้วท่านจึงได้ธุดงค์ขึ้นไปพักวิเวก ที่ถ้ำผาปู่ และถ้ำผาบิ้ง จังหวัดเลย

พอปี 2477 ท่านจึงได้กลับลงมาจำพรรษาที่วัดอรัญวาสี จ.หนองคาย ในพรรษานี้ ท่านเล่าว่าท่านได้ตั้งใจบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก ซึ่งท่านมีความตั้งใจดังนี้คือ 1.จะไม่นอนกลางวัน 2.เมื่อค่ำลงจะทำความเพียร จนถึง 4 ทุ่มจึงจำวัด พอถึงตี 2 จึงลุกขึ้นทำความเพียรต่อ จนถึงสว่าง พอออกพรรษา ท่านจึงได้ธุดงค์ไปอยู่ที่ถ้ำผาบิ้งอีก พอถึงเดือนหก จึงกลับมาที่วัดป่าบ้านค้อ ในวันออกพรรษาปีนั้นเอง ท่านก็เกิดรักผู้หญิงเข้าคนหนึ่ง ท่านจึงได้รีบหนีกลับมาอยู่ที่วัดอรัญญบรรพต แต่ก็ไปเกิดรักใหม่จนท่านตัดสินใจว่าจะลาสึก และจึงได้เดินทางไปหาพระอุปัชฌาย์เพื่อลาสึก แต่ในคืนวันนั้นเอง ท่านได้พิจารณาเห็นถึงความทุกข์ในโลก จนในที่สุดท่านจึงคลายจากความอยากสึกลง จากนั้นท่านจึงได้กลับไปจำพรรษาที่วัดป่าสาระวารีอีกครั้ง เป็นพรรษาที่ 3 พอย่างเข้าเดือน 10 ท่านก็ล้มป่วยลง พอออกพรรษา บิดาจึงได้พาท่านกลับมารักษาตัว ที่วัดอรัญญบรรพต ท่านเล่าว่าเจ็บครั้งนั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอด

ครั้นต่อมาการภาวนาก็ทำให้จิตสงบลงเรื่อยๆ จนสงบดีแล้ว แต่พอมีเรื่องต่างๆเข้ามากระทบ เช่นทางตา ก็ทำใจจิตใจหวั่นไหว แก้อย่างไรก็ไม่ตก ท่านจึงได้คิดถึงท่านอาจารย์มั่น ทั้งๆที่ท่านไม่ได้รู้จักเลย เพียงแต่เคยได้ยินมาว่าท่านเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ หลวงปู่จึงได้ชวนเพื่อนภิกษุรูปหนึ่ง เดินทางมาหาท่านอาจารย์มั่นด้วยกันที่ จ.เชียงราย

ในคืนวันหนึ่งที่ยังเดินไปไม่ถึงหมู่บ้าน จึงนอนอยู่ในป่าข้างทาง คืนนั้นท่านได้นิมิตเห็นท่านอาจารย์มั่น พอถึงรุ่งเช้าท่านก็ได้ทราบว่าเพื่อนภิกษุก็ได้นิมิตเห็นท่านอาจารย์มั่นเช่นกัน พอสอบถามถึงลักษณะที่ปรากฏก็ทราบว่าเป็นเช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี ทำให้ท่านแน่ใจว่า จะต้องได้พบท่านอาจารย์มั่นอย่างแน่นอน

ครั้นเมื่อเดินทางไปถึง จ.เชียงใหม่ ไปที่วัดเจดีย์หลวง ได้พบกับหลวงตาเกต ซึ่งได้พาท่านไปพบพระอาจารย์มั่น ที่ป่าละเมาะใกล้ๆโรงเรียนแม่โจ้ ในวันนั้นท่านอาจารย์ได้ให้โอวาทแก่หลวงปู่ว่า ธรรมดาเขาทำนาทำสวน เขาไม่ได้ทำใส่บนอากาศเลย เขาทำใส่พื้นดินนี้แหละจึงได้รับผล ฉันใด โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลาย ควรพิจารณาร่างกายนี้แหละเป็นอารมณ์ จนเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในนามในรูปนี้ ด้วยอำนาจแห่งปัญญานั้นแหละ จึงจะเป็นทางหลุดพ้นได้ ไม่ควรติดในความสงบโดยส่วนเดียว

พรรษาที่ ๖ - ๑๘

ในพรรษาที่ 6 ท่านได้รับการแต่งตั้งจากท่านพระอาจารย์มั่นให้จำพรรษาที่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ พร้อมกับพระอาจารย์เนียม และพระอาจารย์อ่อนศรี ครั้นออกพรรษาแล้วจึงได้ออกธุดงค์ ไปบนเขาดอยพระเจ้า พร้อมกับท่านพระอาจารย์มั่น และพระรูปอื่น รวม 6 รูปด้วยกัน นับตั้งแต่หลวงปู่ได้พบท่านพระอาจารย์มั่น ในปี 2481 เป็นต้นมา หลวงปู่ก็ยิ่งเลื่อมใสท่านพระอาจารย์มั่นมากขึ้นตามลำดับ ท่านจึงตัดสินใจธุดงค์อยู่ทางภาคเหนือต่อ จำพรรษาที่เชียงใหม่รวมทั้งสิ้น 10 ปี และ อ.เถิน จ.ลำปาง อีก 3 ปี ซึ่งในครั้งนั้นมีพระอาจารย์ที่ร่วมธุดงค์ด้วยทางภาคเหนือ ได้แก่ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์กู่ หลวงปู่สิม หลวงปู่ชอบ และหลวงปู่ขาว เป็นต้น

โดยในพรรษาที่ 7-9 ได้อยูจำพรรษากับท่านอาจารย์กู่ และท่านอาจารย์สิมที่วัดสันต้นเปา จ.เชียงใหม่ และในพรรษาที่ 10 ได้จำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์แม่หนองหาร กับหลวงปู่ชอบ ซึ่งในพรรษานั้นหลวงปู่ชอบได้มาชวนให้ท่านไปธุดงค์ที่ประเทศพม่า แต่ท่านลองนั่งสมาธิแล้วเห็นว่า หนทางไม่ปลอดโปร่ง ท่านจึงได้ปฏิเสธหลวงปู่ชอบไป ซึ่งในภายหลัง ท่านได้พบกับหลวงปู่ชอบอีกครั้ง ท่านจึงได้ถามถึงการไปพม่า ซึ่งได้รับคำตอบว่าไปพม่าครั้งนั้น ได้รับความลำบากมาก

ตั้งแต่พรรษาที่ 11-14 ท่านได้อยู่จำพรรษาที่สำนักสงฆ์ ในระหว่างนี้ท่านได้พบกับหลวงปู่ชอบ และหลวงปู่ขาว จึงได้ชวนกันไปวิเวกตามเขาและถ้ำ แต่ในภายหลังหลวงปู่ขาวไม่สบาย ท่านจึงกลับลงมา แต่ไม่นานหลวงปู่ชอบก็ชวนขึ้นไปอีก ท่านเล่าว่าในคืนหนึ่ง ขณะที่นั่งสมาธิอยู่ ก็เกิดความรู้สึกในจิตว่า "ระวังอย่าประมาท คืนนี้เสือใหญ่มา" ท่านจึงได้นั่งสมาธิอยู่ ก็ไม่เห็นมีอะไร นานเข้าท่านจึงจำวัด รุ่งเช้าท่านก็ไดไปปฏิบัติท่านอาจารย์ชอบ พร้อมเรียนถามท่านว่าเห็นนิมิตอะไรหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าเห็นอุบาสกมาบอกให้ระวังเสือ ท่านจึงได้นั่งสมาธิคอยแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อหลวงปู่เหรียญทราบดังนั้นแล้ว ท่านจึงได้ไปสำรวจรอบๆที่พัก ก็ได้เห็น รอยเสือคุ้ยดินเป็นระยะๆ เมื่อท่านออกบิณฑบาต ก็เห็นรอยเสืออยู่ตามทาง ท่านจึงได้แผ่เมตตาให้ ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่มีเสือไปหาอีกเลย

ในพรรษาที่ 15 และ 17-18 ได้จำพรรษาอยู่ที่ อ.เถิน จ.ลำปาง ซึ่งระหว่างที่หลวงปู่ได้จำพรรษาอยู่ที่ จ.ลำปาง นี้ ก็ได้พาบิดาไปบวช ณ วัดเชตวัน จ.เชียงใหม่ และได้อุปการะท่านมาโดยตลอด ส่วนในพรรษาที่ 16 หลวงปู่ได้ไปจำพรรษาที่ จ.เชียงใหม่ ไม่นานท่านก็ได้ไปธุดงค์ต่อที่ประเทศลาว ที่นั่นท่านได้เห็นนิมิตอนาคตของประเทศลาว ได้ความว่าต่อไปประเทศลาวจะหาความสงบได้ยาก ท่านจึงเดินทางกลับประเทศไทย

เมื่อหลวงปู่กลับมาประเทศไทย ท่านก็ได้เจอกับหลวงปู่เทสก์ ซึ่งหลวงปู่เทสก์ก็ได้ชวนท่านไปเผยแผ่ธรรมะทางภาคใต้ ซึ่งในการเดินทางครั้นนั้น มีทั้งพระและเณร รวมทั้งหมด 9 รูป ในระหว่างเดินทางทางเรือ ท่านก็ได้พิจารณาเห็นธรรมะดังนี้

"เรือที่นายช่างต่อดีแล้วอย่างแข็งแรง เมื่อถูกคลื่นกระทบแล้วไม่เสียหายฉันใด จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกฝนให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้าย่อมไม่หวั่นไหวก็ฉันนั้น"

พรรษาที่ ๑๙ - ปัจจุบัน

ดังนั้นในพรรษาที่ 19-20 ท่านจึงจำพรรษาที่สำนักสงฆ์ ต.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา 2 พรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วจึงไปวิเวกตามถ้ำใน จ.พังงานั้นเอง ครั้นเมื่อใกล้จะเข้าพรรษาก็ได้มีผู้นิมนต์ให้จำพรรษาที่เมืองพังงา ขณะที่ท่านได้ไปบำเพ็ญอยู่ที่ถ้ำหลักเมือง หน้าถ้ำมีศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตั้งอยู่ มีการขอบัตร ขอเบอร์ ทรงเจ้า ฆ่าสัตว์สังเวยทุกปี วันแรกก่อนที่ท่านจะเข้าถ้ำ ท่านจึงเข้าไปในศาล เห็นหิน 2 ก้อนฝังดินอยู่ แต่พ้นดินอยู่ส่วนหนึ่ง ท่านจึงสวมรองเท้าขึ้นไปเหยียบหินทั้ง 2 ก้อนแล้วกล่าวว่า ได้ยินว่าเจ้าพ่อหลักเมืองมาอาศัยอยู่ที่นี้หรือ ถ้ามาอยู่ที่นี่จริงขอให้เจ้าพ่อคอยฟังธรรมะนะ อาตมาจะแสดงธรรมให้ญาติโยมฟังอยู่หน้าถ้ำนี้แหละ แล้วท่านก็เข้าไปในถ้ำ บำเพ็ญสมณธรรมได้ 2 เดือน ก็มีโยมเข้าไปสร้างศาลาหลังเล็กๆให้ ต่อมาก็มีผู้ซื้อที่ดินจัดทำเสนาสนะให้อยู่จำพรรษา มีพระจำพรรษาด้วยกัน 5 รูป มีญาติโยมไปนั่งสมาธิและฟังธรรมทุกคืน

ในวันอุโบสถวันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งซึ่งไปดูการเข้าทรงมา มาจำศีลอุโบสถที่วัด เล่าว่าในวันที่มีการเข้าทรงกัน เจ้าพ่อในร่างคนทรงบอกว่า ต่อไปอย่ามาขอเบอร์ และฆ่าสัตว์สังเวยอีกเพราะมันเป็นบาป มีคนถามว่าเมื่อก่อน เจ้าพ่อยังบอกลูกหลานอยู่ ทำไมจึงว่ามันบาป เจ้าพ่อตอบว่า เมื่อก่อนท่านยังไม่รู้ว่าบาปเป็นอะไร แต่พอได้ฟังธรรมจากพระกรรมฐานที่มาแสดงที่หน้าถ้ำ ท่านจึงรู้ว่ามันเป็นบาป แล้วบอกว่า ต่อไปถ้าจะเอาของมาสังเวยก็ขอให้เอา ขนม ผลไม้ มาบวงสรวง ตอนนี้ท่านก็จำศีลภาวนาอยู่เสมอ หลวงปู่บอกว่าการไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในครั้งนั้น ได้ผลมากพอสมควร

ท่านได้อยู่บำเพ็ญสมณกิจที่สำนักสงฆ์นั้นมาจนขออนุญาตสร้างวัดได้สำเร็จ ตั้งชื่อว่า วัดประชาสันติ อยู่วัดนี้ได้ 6 ปี จึงย้ายมาอยู่ วัดสันติวราราม อีก 2 ปี จึงย้ายกลับไปอยู่วัดอรัญญบรรพต ตั้งแต่ปี 2502-ปัจจุบัน

มรณภาพ

๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ประวัติ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
ฉลอง ๙๑ ปี พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)


4
ปุจฉา วิสัชชนา กับ ท่าน ว.วชิรเมธี

๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน ?
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ
ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ

๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี ?
( ๑ ) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
( ๒ ) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
( ๓ ) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
( ๔ ) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง
 
๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี ?
ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ
แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน ?
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จักแบ่งเวลาให้งาน
รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน
อย่าเสียแฟนเพราะงาน

๕. โกรธ ! ถูกเพื่อนนินทา ?
โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณเป็นคนโชคดี
จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง

๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี ?
( ๑ ) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
( ๒ ) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
( ๓ ) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา
 
๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร ?
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้

๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี ?
( ๑ ) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
( ๒ ) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
( ๓ ) เรียงลำดับความสำคัญของงาน สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ

๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร ?
โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า
คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา
ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา
ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี ?
( ๑ ) หางานใหม่
( ๒ ) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
( ๓ ) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
( ๔ ) ทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่

๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย ?
คนที่ด่าคนอื่น สะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย

๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม ?
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน ?
ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน

๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี ?
มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร ?
( ๑ ) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
( ๒ ) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร
( ๓ ) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

๑๖. สวดมนต์บทไหนดี ?
( ๑ ) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
( ๒ ) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
( ๓ ) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้ คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง

๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี ?
( ๑ ) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
( ๒ ) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
( ๓ ) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส เนื่องเพราะหนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด

๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก ?
( ๑ ) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
( ๒ ) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอ ดภัย
( ๓ ) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน

๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทา จะตีจากดีไหม ?
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน

๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ ?
ผู้รู้บอกว่า
ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ
กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ
ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน
มองอย่างพินิจจะพบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

ปุจฉา วิสัชชนา กับ ท่าน ว.วชิรเมธี


5
การทำสติรู้ที่จิต – หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

   การฟังธรรม  หมายถึงการฟังจิตของเรา  เราพึงตั้งขั้อสังเกตลงที่จิตของเราว่าในปัจจุบันนี้จิตของเราเป็นอย่างไร  จิตของเราฟุ้งซ่านเรารู้จิตของเราคิดกุศล อกุศล คิดถึงบาป ถึงบุญเรารู้ ทำสติรู้ตัวเดียว เราเรียนธรรม  ฟังธรรม เพื่อเป็นคู่มือในการปฏิบัติ คำสอนของพระพุทธเจ้า  ศีล  ปัญญา  เป็นแต่เพียงหลักทฤษฏีสำหรับชี้แนวทางให้ผู้ศึกษาปฎิบัติได้ดำเนินตามเพื่อทำจิตเข้าไปสู่ความรู้จริงเห็นจริงในสภาพความเป็นจริงของทุกสิ่งทุกอย่าง

   สถานที่อันเป็นที่ปฏิบัติธรรมย่อมประกอบด้วยลักษณะ ๔ อย่าง ซึ่งเรียกว่า สัปปายะ ๔ คือ
   ๑.อาวาสสัปปายะ  สถานที่อยู่เป็นที่สบายพอที่จะเป็นที่กันแดด  กันฝน  กันลม  กันหนาว  กันร้อน  และอาศัยเป็นที่นั่ง ที่นอน  ที่ยืน ที่เดินได้สะดวกสบายพอสมควรอันนี้เรียกว่า  อาวาสสัปปายะ คือที่อยู่ที่อาศัยเป็นที่สบาย
   ๒.อาหารสัปปายะ   หมายถึงอาหารสำหรับเลี้ยงชีวิตให้เป็นอยู่วัน
หนึ่ง ๆ พอมีพอฉัน พอมีพอรับประทาน   พอจุนเจือชีวิตให้เป็นอยู่ พอมีกำลังกายกำลังใจประพฤติปฏิบัติ ไม่ขัดข้อง นี้เรียกว่า อาหารสัปปายะ 
   ๓.ธรรมสัปปายะ  หมายถึงในสถานที่นั้นมีผู้ซึ่งมีคุณวุฒิพอให้คำแนะนำพร่ำสอน  มีสหธรรมิกพอมีภูมิจิตภูมิใจ ให้ข้อแนะนำตักเตือนกันในข้อวัตรปฏิบัติอันถูกต้องสงสัยอะไรก็มีที่ไต่ที่ถามปรึกษาหารือ มีครูบาอาจารย์คอยให้การฝึกฝนอบรมอยู่เป็นประจำ อันนี้เรียกว่า ธรรมสัปปายะ ประการสุดท้าย
   ๔.ปุคคลสัปปายะ  หมายถึงบุคคลเป็นที่สบายคือสหธรรมิก  นักบวช อุบาสก  อุบาสิกา  ประพฤติตน เคร่งครัด มัธยัสถ์อยู่ในสิกขาบทวินัย สำรวมกาย  วาจา  และใจของตนเอง มีปกติเพ่งโทษของตนเอง ไม่เพ่งโทษคนอื่น คอยจับผิดตนเอง ไม่คอยจับผิดคนอื่น มุ่งหน้าแต่จะแก้ไขปัญหาหัวใจของตนเอง และปรับปรุงความเป็นของตัวเองให้เป็นจริงตามที่เราตั้งใจจะให้เป็น จะเป็นอะไรก็ได้แต่ในเฉพาะสถาบันของเรานี้ เราปฏิบัติธรรมเพื่อความเป็นพระ เป็นเณร เป็นอุบาสก อุบาสิกา เป็นแม่ขาวนางชี เพื่อความเป็นจริงตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า อันนี้เรียกว่า ปุคคลสัปปายะ วิถีทางปรับบุคคลให้เป็นปุคคลสัปปายะ ท่านมีหลักการที่จะปฏิบัติคือ

   ๑.สีลสามัญญตา  มีศีล ความสำรวมในสิกขาบทวินัย สำรวมในพระปาฎิโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธองค์ทรงห้าม ทำข้อที่ทรงอนุญาต พิจารณาปรับปรุงตัวอยู่เป็นนิจเป็นผู้ไม่ประมาทในสิกขาบทวินัยน้อยใหญ่ สำรวมระวังรักษา อันนี้เรียกว่าสีลสามัญญตา ความเสมอกันโดยศีลในสังคมของพระภิกษุสงฆ์ ถ้ามีการประพฤติผิดศีล ย่อหย่อน ย่อมมีกรณีพิพาทกันเกิดขึ้น เพราะผู้ที่มุ่งที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในเมื่อเห็นความประพฤติเลวทรามของบางผู้บางคนก็อดที่จะว่ากล่าวตักเตือนกันไม่ได้ ในเมื่อเกิดมีการตักเตือนเข้า ผู้ที่รับฟังไม่ยอมรับ ถือว่าเป็นการอวดดิบอวดดีอยากดัง ก็ทำให้เกิดมีเรื่องขัดใจกันกระทบกระทั่งทะเลาะเบาะแว้งขึ้นในวงการของคณะสงฆ์อันนี้เป็นลักษณะของผู้ที่มีศีลไม่เสมอกัน จึงเกิดความทะเลาะวิวาทกัน เพราะฉะนั้น ผู้ที่มุ่งหวังความงามในพระธรรมวินัย ขอได้โปรดปรับปรุงศีลของตนเองให้มีความสม่ำเสมอกันกับท่านผู้ทรงศีลทรงธรรมอื่น ๆ เราจะได้เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ได้ชื่อว่าเป็นพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างแท้จริง
   ๒.ทิฐิสามัญญตา   ความเสมอกันโดยความเห็นว่าอะไรว่าตามกัน ทำวัตรสวดมนต์ด้วยกัน ฟังเทศน์ด้วยกัน ศึกษาธรรมด้วยกัน ฉันด้วยกัน กินด้วยกัน นอนคนละที่ เข้าห้องน้ำคนละที เข้าพร้อมกันไม่ได้ เพราะผิดขนบธรรมเนียม ถ้าเรามีความเสมอกันโดยความเห็น ไม่ขัดแย้งซึ่งกันและกัน มีอะไรเกิดขึ้นอาศัยอุปัชฌาย์ อาจารย์เป็นหลัก เป็นคนกลางที่คอยประสาน ปรึกษาหารือในข้อวัตรปฏิบัตินั้น ๆ เพื่อปรับความเห็นให้ตรงกัน อันนี้เรียกว่า  ทิฐิสามัญญตา   ความเสมอกันโดยความเห็น ผู้ที่มาสู่สังคมของพุทธบริษัทต้องถือตามหลักธรรมคุณที่ว่า  มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในเบื้องกลาง มีความงามในเบื้องปลาย

   อาทิกัลยาณัง   มีความงามในเบื้องต้น หมายถึงความงามด้วยการสังวรระวังในสิกขาบทวินัย คือมีศีลบริสุทธิ์

   มีความงามในท่ามกลางเรียกว่า  มัชเฌกัลยาณัง  หมายถึงทำใจให้มั่นคงมุ่งตรงต่อการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทำให้มีสมาธิเกิดขึ้น ปริโยสานกัลยาณัง  งามในเบื้องปลายอบรมสติปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรมตามความเป็นจริง เพื่อจะได้เป็นอุบายขจัดกิเลสอาสวะซึ่ง ดองอยู่ในสันดาน  ให้ถึงซึ่งความบริสุทธิ์ – สะอาด สำเร็จ มรรค ผล นิพพาน อันนี้ได้ชื่อว่างามในที่สุด เพราะฉะนั้นสำนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายจำเป็นจะต้องปรับปรุงความเข้าใจให้มีความเห็นถูกต้องตรงกัน ถ้าหากมีการประพฤติขัดกันเพียงนิด ๆ หน่อย ๆ การปฏิบัติธรรมจะไม่ก้าวหน้า เพราะฉะนั้น จึงขอเตือนซึ่งบางท่านอาจจะมีกิเลสและอารมณ์อันแสดงแบบไม่สวยไม่งามสำหรับเพื่อนฝูงหรือหมู่คณะ ทำให้หมู่เกิดตะขิดตะขวงใจ เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม ก็ขอได้โปรดสังวรระวัง และอีกนัยหนึ่งในที่นี่ เรามีครูบาอาจารย์เป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภิกษุสงฆ์สามเณรในวัดนี้ ซึ่งล้วนแต่บวชจากอุปัชฌาย์นี้องค์เดียว ส่วนที่บวชจากที่อื่นเข้ามาสู่สังคมนี้มีจำนวนน้อย เพราะฉะนั้นเราไม่ได้เลือกว่าใครมาจากไหนอย่างไร เราเข้ามาสู่พระธรรมวินัยด้วยกัน เป็นสมณศากยบุตร เป็นโอรสของพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวกัน  เพราะฉะนั้น จึงควรจะปรับปรุงความเข้าใจซึ่งกันและกัน  ให้พิจารณาดูความดีของกันและกัน อย่าไปคอยจ้องดูแต่ความผิด ให้พยายามนึกหาความดีของกันและกันให้มาก ๆ การยกโทษติเตียนหมู่คณะ ถ้าหากว่าเพื่อหวังที่จะก่อความเจริญรุ่งเรื่อง คือติให้ได้สติเพื่อจะได้ปรับตัวให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบใหม่ อันนี้เป็นการติหรือตำหนิเพื่อก่อ ไม่ใช่เพื่อทำลาย ทีนี้การตำหนิมุ่งที่จะทำลายโดยไม่มีเจตนาที่จะมุ่งดีหวังดี เช่นอย่างมีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไปเที่ยวโพนทนาถึงในบ้านในเมือง เป็นเหตุให้วิพากษ์วิจารณ์ ทีนี้การยกโทษตำหนิติเตียนกันนี่เป็นบาปมาก ถ้าไปตำหนิพระที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ มีศีลบริสุทธิ์มีจิตใจบริสุทธิ์ ถึงไม่หมดกิเลสแต่ก็มีความมุ่งดีหวังดี และปฏิบัติธรรมอย่างตรงไปตรงมา ถ้าเราไปตำหนิติเตียนไปยกโทษในทางเสีย ๆ หาย ๆ บาปจะสะท้อนเข้ามาถึงตัวเองเพราะเป็นการทำลายท่านผู้มีคุณธรรม เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ขอให้ทุกคนทุกท่านสังวรระวังให้จงหนัก

   เรื่องของบาปนี่ถ้าเราดูกันเผิน ๆ ก็ไม่มีอะไรที่จะน่าเป็นบาป คำสอนของพระพุทธเจ้านี่บางทีเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นบาป มากก็เป็นบาป ความจริงมันก็บาปจริง ๆ ทำน้อยก็บาปน้อย ทำมากก็บาปมาก เช่นอย่างเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ อย่างในเรื่องสามาวดี มีพระเถรีท่านหนึ่งชื่อนางขุชุชตรา เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระสมณโคดม เป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฏก ในบรรดาสาวิกาทั้งหลายก็มีท่านผู้นี้แหละเก่งที่สุด แต่ท่านผู้นี้มีบาปติดตัวเป็นคนหลังค่อมสาเหตุเนื่องจากท่านไปนึกตำหนิพระปัจเจกพุทธเจ้าในสมัยหนึ่งท่านเป็นนางสนมในพระราชวังเมืองหนึ่งที่ประเทศอินเดีย ในสมัยของพระเจ้าพรหมทัตซึ่งนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าไปรับบิณฑบาตที่ในวังทุกวัน

ทีนี้อยู่มาวันหนึ่งนางสนมคนนั้นเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าหลังค่อมไปบิณฑบาต บางทีเวลาเล่นกันก็ลากเอาผ้ากำพลมาห่ม  เอาขันมาอุ้ม ทำทีเป็นพระบิณฑบาตแล้วก็ทำหลังค่อมเลียนแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า ทีนี้หลังจากนั้นพอนางตายแล้ว เกิดในชาติใดภพใดก็เกิดเป็นคนหลังค่อม จนกระทั่งมาถึงศาสนาของพระพุทธเจ้าเรานี้ก็ยังเป็นคนหลังค่อมอยู่ นอกจากนั้นก็ยังเป็นคนใช้เขาทุกภพทุกชาติ   เพราะสาเหตุที่ได้ไปใช้นางภิกษุณีซึ่งเป็นพระอรหันต์ หยิบของส่งให้นิดเดียวเท่านั้นแหละ  บาปกรรมอันนั้นทำให้นางต้องไปเป็นคนใช้เขาทุกภพทุกชาติ แต่อานิสงส์ที่ทำให้นางได้เป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฏก ก็พระปัจเจกพุทธเจ้าจำนวนนั้นอีกนั้นแหละไปบิณฑบาต ชาวบ้านใส่ของให้เป็นของร้อน ท่านก็จับถือบาตรของท่านเดี๋ยวเปลี่ยนมือเปลี่ยนไม้อยู่บ่อย ๆ นางมีกำไลแขนงอยู่ ๘ อันก็เลยเอาเข้าไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าเพื่อให้ท่านได้รองมือกันร้อน

พระอานิสงส์อันนี้ทำให้นางเกิดมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดแตกฉานในพระไตรปิฏกในเมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ในเมื่อพูดถึงเรื่องบาปมันก็บาปมาก  พูดถึงเรื่องบุญ มันก็บุญมากเหมือนกันเพราะฉะนั้น บุญเล็ก ๆ น้อย ๆ บาปเล็ก ๆ น้อย ๆ ผู้ที่มุ่งที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจึงไม่ควรประมาท   ควรสังวรระวัง โอ่งซึ่งเขาตั้งเปิดปากไว้ในกลางแจ้ง ย่อมไม่เต็มด้วยน้ำฝนที่ตกลงมาทีละหยดทีละหยาดฉันใด บุญกุศลที่เราทำ หรือบาปที่เราทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ย่อมไม่เต็ม แต่เมื่อฝนตกลงมาบ่อย ๆ ตุ่มก็เต็มไปด้วยน้ำ บุญที่เราทำบาปที่เราทำบ่อย ๆ ก็ทำให้จิตใจของเราเต็มไปด้วยบุญด้วยบาปเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้มีความฉลาดย่อมไม่ดูหมิ่นบาปบุญแม้เพียงเล็กน้อย บาปนิดหน่อยก็ไม่ทำบุญนิดหน่อยก็ย่อมทำ…..ทำสะสมไว้ทีละน้อยๆ

คนเรานี้ทำดีได้กันทุกคน ถ้ารักดี แต่ถ้าเราไม่รักดี เราจะทำดีไม่ได้ คนชั่วทำความชั่วได้ง่าย แต่คนชั่วทำดีได้ยาก คนดีก็ทำดีได้ง่ายเหมือนกัน แต่คนดีทำชั่วได้ยาก นี่เรื่องของเรื่องเป็นอย่างนี้ อันนี้ขอฝากทุกท่านไว้พิจารณา เวลานี้ก็จวนจะออกพรรษาอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนวกะทั้งหลายก็ควรจะได้รีบเร่งสมาธิภาวนา อะไรที่พอจะหาติดตัวไปได้ เช่น อาราธนาศีล อาราธนาเทศน์ อาราธนาพระปริต นำไหว้พระสวดมนต์ที่ยังขาดตกบกพร่องอยู่ ก็ขอให้ขวนขวายเร่งท่องบ่นสาธยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการปฏิบัติทำสมาธิ ซึ่งมีจังหวะที่จะพึงปฏิบัติอย่างนี้คือ ในช่วงใดพอที่จะบริกรรมภาวนาพอให้จิตติดอยู่กับคำบริกรรมภาวนาได้ก็ว่ากันไป ในช่วงใดระงับใจไม่อยู่ มันไม่อยู่กับคำบริกรรมภาวนา มีแต่ความคิดฟุ้งซ่านก็กำหนดทำสติตามรู้ความคิดนั้นไป ในช่วงใดจิตขี้เกียจคิด มันไม่อยากคิดก็หาเรื่องมาให้มันคิด ทำสติกับความคิดนั้นให้แจ่มชัด คือให้รู้ชัด ๆ เข้า

อันนี้คือหลักการปฏิบัติแบบสากล การปฏิบัติสมาธิแบบนี้ย่อมไม่มีอุปสรรค สมาธิไม่ขัดขวางต่องาน  งานก็ไม่ขัดขวางต่อการทำสมาธิ เพราะเราทำสติอยู่ตลอดทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เราทำสติเป็นสำคัญ แม้ว่าความรู้เห็นอย่างธรรมดา ก็เป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ เราทำสติกับสิ่งนั้นแม้ทำสมาธิจิตสงบลงไปแล้วเห็นนิมิตอะไรต่าง ๆ หรือรู้อะไรดี ๆ ขึ้นมา อันนั้นก็เป็นแต่เพียงเครื่องรู้ของจิตเครื่องระลึกของสติ  เราทำสติรู้เป็นตัวสำคัญ.

การทำสติรู้ที่จิต – หลวงพ่อพุธ ฐานิโย


6
ตาวิเศษ - หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

มาลืม ตาวิเศษ  คือ ความรู้สึกตัว คุณลองเอามือทั้งสองข้าง มาวาง คว่ำไว้บนเข่า คุณก็รู้ว่าขณะนี้มือของคุณอยู่ที่ไหน ต่อไปคุณก็ตะแคงมือ ข้างขวาตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้เห็นนะ  แล้วคุณก็ยกมือขึ้นข้างขวาตรงๆพอประมาณ คุณก็รู้อีกเห็นอีก  แล้วคุณก็เอามือข้างขวามาวางไว้ที่ตัก  คุณก็รู้อีก เห็นอีก ต่อไปคุณก็ตะแคงมือข้างซ้ายตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้นะ แล้วคุณยก มือข้างซ้าย ขึ้นตรงๆ พอประมาณ คุณก็รู้อีก แล้วคุณเอามือ ข้างซ้ายมาวาง ซ้อนมือข้างขวา คุณก็รู้อีกเห็นอีก รู้เห็นมือทั้งสองข้าง อยู่ตรงไหน ให้รู้ซื่อๆ ตรงๆ  อย่ารู้แบบเพ่ง  รู้แบบสดชื่นใจ  ตาคุณก็ไม่ต้องหลับ  ทอดสายตาพอดี อย่าก้มเกินไป และอย่ามองไปไกลเกินไป ให้มีความรู้สึกตัวอยู่ที่มือนะ
         
   ต่อไปคุณก็กำหนดยกมือข้างขวาขึ้นเหนือมือข้างซ้ายหน่อยเดียว คุณก็รู้อีก  เคลื่อนไหวมือทีไรให้รู้ มีเจตนาใส่ใจให้รู้สึกตัว แล้วคุณยกมือ ข้างขวาออกไปข้างๆ  คุณก็รู้อีกเห็นอีก  รู้เห็นจริงๆนะ แล้วคุณเอามือ ข้างขวาตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้อีก แล้วคุณคว่ำมือข้างขวาลงไว้บนเข่า คุณก็รู้อีก ให้รู้เป็นครั้งๆ ไป ต่อไปคุณยกมือข้างซ้ายขึ้นหน่อยเดียว คุณก็รู้อีก  แล้วคุณ ยกมือข้างซ้ายออกไปข้างๆ คุณก็รู้นะ แล้วคุณวางมือข้างซ้ายลงตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้เห็นอีก แล้วคว่ำมือซ้ายลงบนเข่า คุณก็รู้อีกเห็นอีก รู้เห็นจริงๆ รู้ที่กาย ที่มือของคุณ

          เอามือของคุณเป็นนิมิต เป็นวัตถุอุปกรณ์ ผลิตความรู้สึกตัว ถ้าคุณรู้ อยู่อย่างนี้นานๆ พบเห็นอยู่อย่างนี้นานๆ หาวิธีที่จะรู้เห็นอยู่ตลอดเวลา  นอกจาก นั้นคุณก็อาจเปลี่ยนอิริยาบถได้

           เดินจงกรม การเดินกำหนดยาวประมาณ 11 ก้าว อย่าให้ยาวจนเกิน ไป ถ้าสั้นก็ประมาณ 5 ก้าว ให้กลับซ้ายที กลับขวาที ให้คุณกำหนดรู้เห็น เหมือนคุณกำหนดมือของคุณที่เคลื่อนไหวเป็นจังหวะไป คุณก้าวทีไรให้รู้ทุกที รู้ทุกก้าว อย่ารู้แบบเพ่ง ให้รู้เป็นครั้งๆไป เหมือนเรานับ หนึ่ง สอง สาม         แต่ไม่ให้นับ ไม่ต้องว่าซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ไม่ต้องว่าอะไร  ให้รู้สึกตัว ว่าก้าวไปก็พอแล้ว ให้รู้ซื่อๆ ตรงๆ อย่าพึงไปเอาเหตุเอาผลอะไร เอาความชอบ ไม่ชอบอะไร ให้รู้แบบบริสุทธิ์ อิสระ อย่ารู้แบบบูดบึ้งคร่ำเครียด

         ให้ทำจิตใจสบายๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส ขยันรู้ หาวิธีที่จะรู้อยู่เสมอ วัตถุที่จะให้รู้ก็มีอยู่จริง มือเคลื่อนไหวทีไร ก็รู้จริงๆ ไม่ใช่คิดรู้นะ  เป็นการ สัมผัสเอานะ เจตนาสร้างเอา ขยันรู้ มากรู้ เป็นวันหลายวันไป ทำใหม่ๆ บางทีมันอาจหลงไปบ้าง ช่างมัน ไม่เป็นไร ตั้งต้นเอาใหม่ ก็รู้ได้อีก
 
   คุณเคยรู้อยู่อย่างนี้สักหนึ่งวันมีบ้างไหม หรือหากว่า คุณพอจะมีเวลา ฝึกตัวเอง ให้รู้สึกตัวอยู่อย่างนี้สักเจ็ดวันจะดีไหม ชีวิตของเราก็มาถึงปูนนี้แล้ว เราอยู่กับตัวรู้ หรือว่าอยู่กับตัวหลง

            การที่จะเปลี่ยนอิริยาบถ  ก็ต้องกำหนดรู้  แม้แต่ความคิดที่จะเปลี่ยน  เราก็ต้องรู้ทันความคิด อย่าให้ความคิดนำไป ให้ความรู้สึกตัวนำไป  หาโอกาส รู้เห็นอย่างนี้มากๆ เข้า เราตั้งใจดูรู้อยู่ที่กาย มันอาจเกิดอาการต่างๆ ให้เราหลง เราตั้งใจจะดูกายเคลื่อนไหวไปมา แต่มันจะมีสิ่งที่จะทำให้เราหลงไป เช่น เวทนา  ความปวดเมื่อย มันเกิดขึ้นของมันเอง เป็นอาการของกาย  เราไม่ได้ไปหาดูมัน  มันเกิดขึ้นมาเองของมัน  อย่าเข้าไปเป็นนะ ให้เห็นมันนะ  อย่ามีตนอยู่ในเวทนา มันเป็นเวทนาของมันเอง

          เรามีตาวิเศษแล้ว เราจะเป็นผู้ดูแล้ว ไม่ใช่เป็นผู้เป็นแล้วนะ อะไร เกิดขึ้นมาเราก็ดู    ไม่มีตนอยู่ในเวทนา ดูมันเห็นมัน มันมีอยู่เป็นอยู่ของมัน อย่างนี้ อะไรเกิดขึ้นมาเราก็เป็นผู้ดู  ที่มันปวดมันเมื่อยนั้น ภาษาธรรม เรียกว่าเวทนา  ภาษาคนเรียกว่ามันสุขมันทุกข์ มันมีอยู่เป็นอยู่คู่กับรูป ทุกข์แบบนี้มันแก้ไม่ได้ มีแต่บรรเทา  อย่าเข้าไปเป็น เข้าไปเกี่ยวข้อง กับอาการ อย่างนี้ให้ถูก ไม่ใช่ตัวตนอะไร

        นี่ตาวิเศษ เราก็เห็นแล้วว่ามันเป็นของมันเช่นนั้นเอง มันมีอยู่เป็นอยู่ ของเขา ใครจะรู้หรือไม่รู้  เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้น  มันเป็นธรรมชาติของเขา อยู่อย่างนั้น  เป็นอาการของเขาอยู่   อย่างนั้น ไม่ใช่ตัวตนอะไร

          ต่อไปมันก็ไปเห็นจิตใจที่มันคิดขึ้นมาอีก  ไม่ให้ไปดูมัน มันคิดขึ้นมาเอง มันลักคิดขึ้นมาเองนะ เราก็เห็นมันอีก อย่าเข้าไปในความคิด อย่ามีตนอยู่ ในความคิด เรามีตาวิเศษแล้ว มีแต่ดูไป เห็นไปตะพึดตะพือไป แล้วเราก็ กลับมาดูกายเห็นกาย ที่มันเคลื่อนไหวไปมาอยู่นี่ เจตนายกมือ เคลื่อนไหว ไปมาอยู่นี่ เดินจงกรมอยู่นี่ หรือเวลาที่เราไม่ได้เคลื่อนไหวมือ เราก็อยู่ใน อิริยาบถอื่น ก็ดูไปเห็นไป ให้ชำนาญในการดูการเห็นไป มีแต่เป็นผู้เห็น ไม่ได้ เข้าไปเป็นผู้เป็น

        แต่ก่อนมีแต่เป็นไปกับอาการต่างๆ  หมดตัวไปกับความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว  ความหิว บัดนี้เราก็รู้จักแยกออกเป็น ว่ากายนี้อันหนึ่ง เวทนาความปวดความเมื่อย ความร้อน ความหนาว ความหิว ก็อันหนึ่ง  ตัวลักคิดไปนั่นก็อันหนึ่ง คิดที่ไม่ได้ตั้งใจคิด เราก็เห็นแล้ว
 
      อย่าไปเชื่อมันทั้งหมดนะความลักคิดนี่   ทำตามความลักคิดทั้งหมดไม่ได้ อย่าให้มันหลอกเอาได้ จะเกิดการผิดพลาดได้

      ความคิดนั้น มันมีอยู่สองลักษณะ คือ ตั้งใจคิดอันหนึ่ง ลักคิดขึ้นมา เองก็อีกอันหนึ่ง  พอเราจะตั้งใจดูกาย มันก็คิดโน้นคิดนี้ไป  อย่าหลงไปกับมัน  อย่ามีตนอยู่ในความคิด  มาดูกายที่มันเคลื่อนไหวอยู่นี่ เจตนาเคลื่อนไหวอยู่นี่ อาศัยกายเป็นนิมิต  เป็นหลัก  เป็นที่เกาะ  เหมือนเราเกาะอยู่หลัก ที่ปักไว้กลาง น้ำไหล เวลาใดเราวางมือมันก็พัดพาเราไป เราก็แหวกว่ายขึ้นมาจับอยู่ที่หลักอีก อันนี้ก็เช่นกัน เวลาที่มันลักคิดไป  คุณก็อย่าหลงไปตามความลักคิดนะ ให้กลับมาดูกายที่มันเคลื่อนไหวอยู่นี่

      นี่ตาวิเศษ มาดูอยู่อย่างนี้ให้มันชำนาญ  ให้มันคุ้นเคยอยู่กับกายไปก่อน อย่าพึ่งไปยุ่งกับความคิด เหมือนกับเราดูหนังสือ  ดูไปดูมามันก็ติด มันจำได้นะ มันรู้เรื่อง ตัวลักคิดก็อันหนึ่ง  ตั้งใจคิดก็อันหนึ่ง เวลาใดที่มันลักคิดไป เราก็รู้สึกตัว คล้ายกับว่า ทักท้วงตัวลักคิด    เมื่อมันลักคิดทีไรรู้ทันมัน  ก็เท่า กับว่าเราได้สอนมัน หัวเราะเยาะมันก็ได้ พอเราเห็นว่ามันลักคิด  ความลักคิด มันก็หยุด มันไม่ประสีประสาอะไร มันไม่ยิ่งใหญ่อะไรหรอก  แต่ถ้าเราไม่รู้ทันมัน มันก็ยิ่งใหญ่ ดึงลากเราไปกับมันได้

     บางทีมันก็มีอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นคู่กับความคิด กลายไปเป็นอารมณ์  ฟุ้งซ่าน  ลังเลเลสงสัย ง่วงเหวาหาวนอนไป เกิดอาการอึดอัดขัดเคืองไป ปรุงแต่ง ไปต่างๆนานา คุณก็อย่าพึงเข้าไปจำนนต่อมัน  ให้ดูมัน เรามีตาวิเศษ แล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นกับกาย กับจิตใจเรา เราก็เป็นผู้ดูมันทั้งนั้น สนุกดู สนุกเห็นมัน มันก็ไม่มีอะไรมาก ดูเข้าจริงๆ มันสรุปให้ว่า  มีแต่กาย เวทนา จิต และธรรม (สติปัฏฐาน 4)  ที่มันเกิดขึ้นกับกาย กับจิตใจ
 
   กายมันก็มีคู่ ความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว หิวกระหาย นั้นมันเป็นอาการของกาย จิตที่มันคิดโน่นคิดนี่ มันก็มีคู่เช่นกัน เช่นความ คิดฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย  ความง่วงเหงาหาวนอน หมู่นี้มันเป็นอาการ ของจิต ให้ดูมันเห็นมัน

     เรามีตาวิเศษแล้ว  ยิ่งดูไปเท่าไรก็ยิ่งเห็นแจ้งเท่านั้น การดูการเห็น มันเป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียนที่ดี ภาวะที่ดูนี้มันก็เกิดความชำนาญ เห็นอะไรมันก็รู้แจ้งไปเอง  แต่ก่อนเราก็ไม่เคยพบเห็น พอพบเห็นเข้าบ่อยๆ มันก็เห็นแจ้งเหมือนเราเห็นผู้คน  ก็จำหน้าจำตากันได้  รู้ถึงนิสัยใจคอ ว่าเป็นคนดีคนชั่วอย่างไร ควรคบหรือไม่ควรคบอย่างไร มันสรุปให้เรา ว่ามันคืออะไร

      กาย เวทนา จิต ธรรม นี้  มันก็คือ รูป กับ นาม เท่านั้น นั่งอยู่นี่ เดินอยู่นี่ คือรูป คิดไปโน่นไปนี่นั้นคือ นาม มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วยกัน แยกกันไม่ออก ถ้าแยกจากกันเมื่อไรก็เน่าไปเลย  ตาวิเศษมันพบเห็นเข้า รู้แล้วพบเห็น เข้าจริงๆ และเป็นจริง มีอยู่เป็นอยู่อย่างนั้น  รูปนี้มันเป็นดุ้น เป็นก้อน ฉิบหายเพราะร้อนเพราะหนาวหิวกระหายหลายๆ อย่าง  ตัวรู้สึกคิดนึก พาลุกพาเดินเคลื่อนไหว รู้อะไรได้นั้นเป็นนาม   มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วย กัน  นั่งอยู่นี้คือ รูป  คิดไปโน้นคือ นาม

     ตาวิเศษมันพบเห็นเข้า  รู้แล้วพบปะเข้าจริงๆ แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้ง ถูกมันหลอกมาตั้งนาน หมดเนื้อหมดตัวไปกับอาการต่างๆของรูปของนาม จำนนต่ออาการต่างๆที่มันสั่งการ สั่งให้หัวเราะ ร้องไห้ สั่งให้รักให้ชัง ทำตามความโกรธ โลภ หลง นึกว่าตัวตนไปเสียทั้งหมด  เป็นขี้ข้ารับใช้ต่อ อาการต่างๆ  จำนนต่ออาการต่างๆที่มันสั่งการ  รูปมันเป็นดุ้นเป็นก้อน  คือ ร่างกายนี้ มันเป็นทาสของนาม เขาสั่งให้ทำอะไรๆ ก็ทำไปหมดทุกอย่าง สั่งให้กินเหล้า  สูบบุหรี่ สั่งให้เอาปืนมายิงตัวเองก็ทำ  สั่งให้แขวนคอตัวเองก็ทำ  สั่งให้กินยาพิษก็กิน   เฉพาะรูปนี้ทำอะไรไม่เป็นดอกนะ ทำดีก็ไม่เป็น ทำชั่ว ก็ไม่เป็น
 
      การยกมือเคลื่อนไหวไปมาอยู่นี้  อะไรมันสั่ง สั่งให้ลุก สั่งให้เดิน สั่งให้นั่ง สั่งให้หัวเราะและร้องไห้ อะไรมันสั่ง  ก็พึ่งมาพบเห็นตัวการมันเข้าแล้วบัดนี้นะ   ที่แท้ก็คือ นาม มันเป็นนาย   รูปกาย มันเป็นบ่าว  ตาวิเศษมาพบเห็นเข้า  พบกับ ความจริงเข้า  มันเปิดเผยออกมา  รูป มันเป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น  ฉิบหายเพราะร้อนหนาวเจ็บไข้ได้ป่วย   ตัวรู้สึกคิดนึกพาลุกพาเดินเคลื่อนไหว รู้อะไรได้นั้นคือ นาม  มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วยกันดังที่ว่ามา

        ตาวิเศษพบเห็นเข้า มันเปิดเผยออกมา รูปมันเป็นธรรมของมันอยู่อย่างนั้น  และมีอาการต่างๆ เป็นคู่กับรูป เช่นความเจ็บไข้ได้ป่วย ความร้อน ความหนาว  นามสัมผัสไม่ได้ แต่มันก็มีอำนาจ มันป่าเถื่อนนะ  ไม่เป็นธรรมต่อรูป  เฉพาะรูปมันก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว  รูปนี้จริงๆ  มันเป็นธรรมชาติ แต่มันก็มีอาการ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูป  เช่นความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว ความ หิวกระหาย มันเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับรูป มันก็กลับไปทบทวนอีกทีหนึ่ง ถ้ารูปไม่รู้จักร้อนหนาว  หิวกระหาย มันก็ไม่ใช่รูป มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น แต่ก่อนเรายังไม่พบเห็น  ก็เอาอาการต่างๆเหล่านั้นมาลงโทษตัวเอง เป็นตัวตน อยู่ในอาการเหล่านั้น

         พอมารู้แจ้งเข้า ก็มอบให้อาการของมันไป ไม่เอามาลงโทษเหมือน เมื่อก่อน  มันไม่ใช่ตัวตนอะไร แต่ก่อนหิวก็เป็นทุกข์ใจ ร้อนหนาวก็เป็นทุกข์ใจ เรื่องของรูป อาการของรูป ก็เอามาเป็นทุกข์ใจ  เรื่องของนาม อาการ ของนามก็เอามาเป็นทุกข์กาย  ทั้งรูปและนามไม่เป็นธรรมต่อกัน  เอามาเป็นตัว เป็นตน  เอาอาการของรูป เอาอาการของนาม มาเป็นตัวเป็นตน มีตัวตนอยู่ใน อาการเหล่านั้นเต็มไปหมด

     พอมาพบเห็นเข้า  ก็มอบให้ธรรมชาติ และอาการของมันไป มันไม่ใช่ตัวตนอะไร มีที่วางมีที่ปล่อย ปลงลงได้ บางอย่างก็บรรเทา  บางอย่าง ก็กำหนดรู้  บางอย่างก็ละออกไป ไม่ได้เอามาเป็นตัวตนเหมือนเมื่อก่อน รู้จัก แจกแจงแยกออกไป ตัวกูก็ลดหดหายไปได้จริงๆ  หลุดพ้นออกจากทุกข์ได้บ้างแล้วบัดนี้นะ

     นามก็คือความรู้สึกคิดนึก  มันก็เป็นธรรมชาติ  และมีอาการเช่นกับรูป  เช่นความลักคิดปรุงแต่ง โกรธ โลภ หลง อึดอัดขัดเคือง เป็นอาการย้อมจิตใจ คือนาม มันไม่ใช่จิตใจ แต่มันเกิดขึ้นกับจิตใจ

     ตาวิเศษเห็นแจ้ง  ว่านั่นคืออาการของนาม ไม่ใช่ธรรมชาติของนาม มันเป็นเพียงอาการเท่านั้น  ถ้าเราไม่รู้แจ้งมันก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ทำลายผู้คน มามากต่อมากแล้ว  มีตัวตนอยู่ในอาการว่าเราโกรธ เป็นผู้โกรธ ทำตามความ โกรธ จนเสียผู้เสียคนมามาก   เกิดเป็นปัญหาต่อสังคม ตาวิเศษเห็นแจ้งเข้า ก็รู้จักแยกแยะออก  จิตใจจริงๆแต่เดิมปกติอยู่ บริสุทธิ์อยู่ แต่อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับจิตใจ ทำให้จิตเศร้าหมองขุ่นมัว  อุปมาเหมือนเมฆมาปิดบังดวงจันทร์ ทำให้เกิดความมืดบอด ไม่เห็นความจริง  เหมือนกับองคุลีมาลได้กล่าวเป็น ภาษิตไว้ว่า

   “แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้ง ประมาทลุ่มหลงมืดบอด บัดนี้เราไม่ประมาท เหมือนเมื่อก่อนแล้วหลุดพ้นจากความมืดบอดแล้ว เหมือนดวงจันทร์พ้น แล้วจากเมฆฉะนั้น”

       ตาวิเศษรู้จักแยกออกจากกันอีก  อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูปกับนามนั้น มันเป็นของที่ไม่เที่ยง  เช่นความโกรธ  โลภ หลง มันไม่เที่ยง เราทำตามมัน ไม่ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะตัวลักคิดนี้นะ คิดขึ้นมาแล้วเกิดโกรธ โลภ หลง มันเป็นกิเลสตัณหาไป  เป็นราคะปรุงแต่งเป็นสังขารไป กลายเป็นภพเป็นชาติไป มันเกิดมันดับอยู่อย่างนั้น
 
        พอเรามีตาวิเศษรู้แจ้งทันมัน  มันก็จบลงอย่างง่ายดาย  มันไม่ใหญ่โต อะไร แล้วมันก็สรุปให้เรา คือ เหตุปัจจัย

         มีแต่ตัวรู้สึกตัว   กับความหลงตัวเท่านั้น   ถ้าเรามีความรู้สึกตัว  ทุกอย่าง มันก็ปกติ  ความรู้สึกตัว เป็นปู่เป็นย่าของความดี ความถูกต้อง เป็นที่เกิดแห่ง ศีล สมาธิ และ ปัญญา
 
     ตัวหลงคือ โมหะ  ก็เป็นปู่เป็นย่าของอกุศลทั้งหลาย  เป็นที่เกิดของ ความโกรธ โลภ หลง เกิดสังขารปรุงแต่ง เป็นทุกข์

       ถ้าเรามีความรู้ตัว  คือ ตาวิเศษดวงนี้ เหมือนกับว่าเราเป็นเจ้าของบ้าน คนดูแลบ้าน  ถ้าบ้านมีเจ้าของก็ปกติปลอดภัย
 
         ความลักคิดนี้มันเถื่อน มันเป็นโสเภณีจิต จิตที่ไม่มีผู้ดูแล  ไม่มีเจ้าของ มันจะคิดอะไรก็ได้  แต่ก่อนเป็นอยู่อย่างนั้น เรายังไม่มีตาวิเศษ เราไม่เห็นมัน บัดนี้เราเห็นมันๆก็อาย ถ้ามันลักคิดทีไร เรารู้ทัน ก็เท่ากับเราได้สอนมันแล้ว เป็นบทเรียนที่ดี เป็นประสบการณ์ที่ดี  เหมือนกับเราสอนลูก ครูสอนนักเรียน  เวลาใดที่ลูกทำผิดเราสอน นักเรียนทำผิดเราสอน  เราเฉลยให้เขา เขาก็ได้ความ ฉลาด  นั้นเป็นบทเรียนที่มีค่ามาก  จงใส่ใจตอนนั้นให้มากๆ  มันเป็น จุดอ่อน จุดผิด   ถูกอยู่ตรงนั้น เวลาใดที่มันผิด เราไม่เห็นมัน  ความผิดก็เอา ไปฟรีเลย เคยตัวจนเป็นนิสัย ก็ด้านไปเลย ทำผิดอย่างหน้าด้านๆไปเสีย

         เรามีตาวิเศษแล้ว เห็นตัวลักคิด แต่ก่อนเราไม่รู้ บัดนี้เรารู้ทันตัวลักคิด รู้ทันทุกครั้งที่   มันลักคิด  พอเห็นมันก็หยุด ก็ชื่อว่าได้สอนมันแล้ว ได้สอนจิต แล้ว ถ้าไม่มีตัวดูมันก็หลงคิดไป  นี่เราเป็นเจ้าของบ้าน เราเฝ้าบ้าน

          แต่ก่อนนี้มันง่ายที่จะหลงคิด บัดนี้มันง่ายที่จะรู้  มีประสบการณรู้เท่า รู้ทัน รู้แจ้ง ว่ามันเป็นอาการอย่างไร เป็นธรรมชาติอย่างไร
 
     ตาวิเศษก็เห็นแจ้งว่า  อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูปกับนามนั้น มัน เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอนอะไร  เหมือนกับว่ามันเป็นของขยะ มันเป็น ของไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตนอะไร   มันก็ไม่ยึดถือว่า เป็นตัว เป็นตนอะไร มันเอาไปทิ้งลงในขยะ คือ ไตรลักษณ์

       ความไม่เที่ยง  ความทุกข์  ความไม่ใช่ตัวตน  มันเป็นขยะ  ความโกรธ โลภ หลง หมู่นั้นมันเป็นขยะ  บัดนี้มันมีที่ทิ้ง  มันเห็นที่ทิ้ง  เหมือนกับว่า ถังขยะอยู่หน้าบ้านของท่าน มันมีที่ทิ้ง ก็เกิดการสะอาดขึ้นมาแล้วบัดนี้  ไม่มีขยะเหมือนเมื่อก่อนนะ แต่ก่อนมีแต่ขยะเต็มไปหมด มีรอยรัก รอยแค้น รอยได้ รอยเสีย โลภ โกรธ หลง เต็มไปหมด บัดนี้มันสะอาดจริงๆ

    ภาวะที่ดูแล้วเห็น  เห็นแล้วไม่ได้เข้าไปเป็นนี้ เหมือนกับว่าเข้าอู่ซ่อม ก็ว่าได้นะ มันก็ปกติคืนมาได้จริงๆนะ  มันไม่มีรอย  ถ้าจะเปรียบอีกอย่างหนึ่ง  ก็เหมือนกับว่า  กายใจของเรานี้ เปรียบเสมือนรถมือสอง เคยถูกชนมา ใช้มา มาก  ทรุดโทรมไปหมดเลยนะ   บัดนี้เหมือนกับเข้าอู่ซ่อม ความรู้สึกตัวนี้แหละ เป็นอู่ ภาวะที่ดูที่เห็น ไม่ได้เข้าไปเป็น เป็นนายช่างซ่อม  ก็ทำให้กายใจคืนสู่ ความปกติคืนมาได้จริงๆ  ใหม่เอี่ยมจริงๆ  ล่วงพ้นภาวะเก่าได้จริงๆ

มีต่อ......


7
บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ธรรมะปฏิสันถาร
.......................
   เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พุทธศักราช 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จ
พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมหลวงปู่เป็นการส่วนพระองค์ เมื่อทั้งสองพระองค์ทรงถามถึง
สุขภาพอนามัยและการอยู่สำราญแห่งอิริยาบถของหลวงปู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระราชปุจฉาว่า
"หลวงปู่ การละกิเลสนั้น ควรละกิเลสอะไรก่อน" ฯ
   หลวงปู่ถวายวิสัชนาว่า
   "กิเลสทั้งหมดเกิดรวมอยู่ที่จิต ให้เพ่งมองดูที่จิต อันไหนเกิดก่อน ให้ละอันนั้นก่อน"
****************************

หลวงปู่ไม่ฝืนสังขาร
.....................
   ทุกครั้งที่ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์เสด็จเยี่ยมหลวงปู่
หลังจากเสร็จพระราชกรณียกิจในการเยี่ยมแล้ว เมื่อจะเสด็จกลับ
ทรงมีพระดำรัสคำสุดท้ายว่า
 
ขออาราธนาหลวงปู่ให้ดำรงขันธ์อยู่เกินร้อยปี เพื่อเป็นที่
เคารพนับถือของปวงชนทั่วไป หลวงปู่รับได้ไหม" ฯ
   ทั้งๆ ที่พระราชดำรัสนี้เป็นสัมมาวจีกรรม
ทรงประทานพรแก่หลวงปู่โดยพระราชอัธยาศัย
หลวงปู่ก็ไม่กล้ารับ และไม่อาจฝืนสังขาร จึงถวายพระพรว่า

   "อาตมาภาพรับไม่ได้หรอก แล้วแต่สังขารเขาจะเป็นไปของเขาเอง"
***********************

ปรารภธรรมะเรื่องอริยสัจสี่
.........................
   พระเถระฝ่ายกัมมัฏฐานเข้าถวายสักการะหลวงปู่
ในวันเข้าพรรษาปี 2499 หลังฟังโอวาทและข้อธรรมอันลึกซึ้งข้ออื่นๆ แล้ว
 หลวงปู่สรุปใจความ อริยสัจสี่ให้ฟังว่า

      "จิตที่ส่งออกนอก         เป็นสมุทัย
       ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก   เป็นทุกข์
       จิตเห็นจิต            เป็นมรรค
       ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต      เป็นนิโรธ"
************************

สิ่งที่อยู่เหนือคำพูด
........................
   อุบาสกผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง สนทนากับหลวงปู่ว่า
"กระผมเชื่อว่า แม้ในปัจจุบันพระผู้ปฏิบัติถึงขั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ก็คงมีอยู่ไม่น้อย เหตุใดท่านเหล่านั้นจึงไม่แสดงตนให้ปรากฏ
เพื่อให้ผู้สนใจปฏิบัติทราบว่าท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมนั้นๆ แล้ว
เขาจะได้มีกำลังใจและมีความหวัง เพื่อเป็นพลังเร่งความเพียร
ในทางปฏิบัติให้เต็มที่" ฯ
   หลวงปู่กล่าวว่า
   "ผู้ที่เขาตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดว่าเขารู้แล้วซึ่งอะไร เพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งหมด"
*************************

หลวงปู่เตือนพระผู้ประมาท
.......................
   ภิกษุผู้อยู่ด้วยความประมาท คอยนับจำนวนศีลของตนแต่ในตำรา
คือ มีความพอใจภูมิใจกับจำนวนศีลที่มีอยู่ในคัมภีร์ ว่าตนนั้นมีศีลถึง 227 ฯ
   "ส่วนที่ตั้งใจปฏิบัติให้ได้นั้น จะมีสักกี่ข้อ"
************************

จริง แต่ไม่จริง

.........................
   ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทำสมาธิภาวนา เมื่อปรากฏผลออกมาในรูปแบบต่างๆ
ย่อมเกิดความสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา เช่น เห็นนิมิตในรูปแบบที่ไม่ตรงกันบ้าง
ปรากฏในอวัยวะร่างกายของตนเองบ้าง ส่วนมากมากราบเรียนหลวงปู่เพื่อให้ช่วยแก้ไข
หรือแนะอุบายปฏิบัติต่อไปอีก มีจำนวนมากที่ถามว่า ภาวนาแล้วก็เห็น
นรก สวรรค์ วิมานเทวดา หรือไม่ก็เป็นองค์พระพุทธรูปปรากฏอยู่ในตัวเรา
สิ่งที่เห็นเหล่านี้เป็นจริงหรือ ฯ
   หลวงปู่บอกว่า
   "ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง"
*************************

แนะวิธีละนิมิต
.........................
   ถามหลวงปู่ต่ออีกว่า นิมิตทั้งหลายแหล่ หลวงปู่บอกว่ายังเป็นของภายนอกทั้งหมด
จะเอามาทำอะไรยังไม่ได้ ถ้าติดอยู่ในนิมิตนั้นก็ยังอยู่แค่นั้น ไม่ก้าวต่อไปอีก
จะเป็นด้วยเหตุที่กระผมอยู่ในนิมิตนี้มานานหรืออย่างไร จึงหลีกไม่พ้น
นั่งภาวนาทีไร พอจิตจะรวมสงบก็เข้าถึงภาวะนั้นทันที
หลวงปู่โปรดได้แนะวิธีละนิมิตด้วยว่า
 
ทำอย่างไรจึงจะได้ผล ฯ

   หลวงปู่พูดว่า
   "เออ นิมิตบางอย่างมันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า
วิธีละได้ง่ายๆ ก็คือ อย่าไปดูสิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น ให้ดูผู้เห็น แล้วสิ่งที่ไม่อยากเห็นนั้นก็จะหายไปเอง"
************************

เป็นของภายนอก
........................
   เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2524 หลวงปู่อยู่ในงานประจำปีวัดธรรมมงคล สุขุมวิท กรุงเทพฯ
มีแม่ชีพราหณ์หลายคนจากวิทยาลัยครูพากันเข้าไปถามทำนองรายงานผลของการปฏิบัติวิปัสสนาให้หลวงปู่ฟังว่า
เขานั่งวิปัสสนาจิตสงบแล้ว เห็นองค์พระพุทธรูปอยู่ในหัวใจเขา บางคนว่า ได้เห็นสวรรค์เห็นวิมานของตัวเองบ้าง
บางคนว่าเห็นพระจุฬามณีเจดีย์สถานบ้าง พร้อมทั้งภูมิใจว่า เขาวาสนาดี ทำวิปัสสนาได้สำเร็จ ฯ

   หลวงปู่อธิบายว่า
   "สิ่งที่ปรากฏเห็นทั้งหมดนั้น ยังเป็นของภายนอกทั้งสิ้น จะนำเอามาเป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก"

บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

หลวงปู่ฝากไว้
บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา
ของพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
รวบรวมบันทึกไว้ โดย
พระโพธินันทมุนี(อดีตพระครูนันทปัญญาภรณ์)
๑ ก.ค.๒๕๒๘


8
แก้ความเข้าใจ ความหมายของบุญ ที่แคบและเพี้ยนไป
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)


บุญกุศลนี้ มีทางทำ ให้เกิดขึ้นได้มากมาย แต่ข้อสำคัญ อยู่ที่จิตใจของโยมเอง
แต่เมื่อเราต้องการให้จิตใจผ่องใส อะไรจะมาช่วยทำ ให้ผ่องใสได้
ตอนนี้เราอาศัยพระประธาน แต่พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า มีวิธีปฏิบัติหลายอย่าง
ที่จะทำให้เกิดบุญกุศล วันนี้จึงขอพูดเรื่องบุญนิดๆหน่อยๆ เพราะคำว่าบุญ
เป็นคำสำคัญในพระพุทธศาสนา และเวลานี้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
คำว่า “บุญ” ก็แคบมาก หรือบางที ก็ถึงกับเพี้ยนไป

แง่ที่ ๑ ยกตัวอย่าง ที่ว่าบุญมีความหมายแคบลงหรือเพี้ยนไปนี่ เช่น เมื่อเราพูดว่าไปทำบุญทำทาน
โยมก็นึกว่าทำบุญ คือถวายข้าวของแก่พระสงฆ์ บุญก็เลยมักจะจำ กัดอยู่แค่ทาน คือ การให้
แล้วก็ต้องถวายแก่พระเท่านั้น จึงเรียกว่า บุญ ถ้าไปให้แก่ชาวบ้าน เช่น ให้แก่คนยากจน
คนตกทุกข์ยากไร้ เราเรียกว่าให้ทาน ภาษาไทยตอนหลังนี้ จึงเหมือนกับแยกกันระหว่าง
ทำบุญกับให้ทาน ทำบุญ คือถวายแก่พระ ให้ทาน คือให้แก่คฤหัสถ์ชาวบ้าน
โดยเฉพาะคนตกทุกข์ได้ยาก

เมื่อเพี้ยนไปอย่างนี้นานๆ คงต้องมาทบทวนกันดู เพราะความหมายที่เพี้ยนไปนี้
กลายเป็นความหมายในภาษาไทย ที่บางทียอมรับกันไปจนคิดว่าถูกต้องด้วยซํ้า
แต่พอตรวจสอบด้วยหลักพระศาสนาแล้ว ก็ไม่จริง เพราะว่าทานนั้นเป็นคำ กลางๆ

การถวายของแก่พระ ที่เราเรียกว่าทำ บุญนั้น เมื่อว่าเป็นภาษาบาลี
จะเห็นชัดว่าท่านเรียกว่าทานทั้งนั้น แม้แต่ทำ บุญอย่างใหญ่ที่มีการถวายของแก่พระมากๆ
เช่นถวายแก่สงฆ์ ก็เรียกว่า สังฆทาน ทำบุญทอดกฐิน ก็เรียกว่ากฐินทาน
ทำบุญทอดผ้าป่า ก็เป็น บังสุกุลจีวรทาน ไม่ว่าถวายอะไร ก็เป็นทานทั้งนั้น
ถวายสิ่งก่อสร้างในวัด จนถวายทั้งวัด ก็เรียกเสนาสนทาน หรือวิหารทาน ทานทั้งนั้น

ในแง่นี้ จะต้องจำไว้ว่า ทานนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำบุญ
เมื่อเราพูดว่าทำบุญ คือ ถวายของพระ บุญก็เลยแคบลงมาเหลือแค่ทานอย่างเดียว
 ลืมนึกไปว่า ยังมีวิธีทำบุญอื่นๆ อีกหลายอย่าง นี้ก็เป็นแง่หนึ่งละ

แง่ที่ ๒ ก็คือความแคบในแง่ที่เมื่อคิดว่า ถ้าให้แก่คนตกทุกข์ได้ยาก หรือแก่ชาวบ้าน
ก็เป็นทานแล้ว ถ้าเข้าใจเลยไปว่า ไม่เป็นบุญ ก็จะยุ่งกันใหญ่ ที่จริงไม่ว่าให้แก่ใคร
ก็เป็นบุญทั้งนั้น จะต่างกันก็เพียงว่า บุญมาก บุญน้อยเท่านั้นเอง

การวัดว่าบุญมากบุญน้อย เช่นในเรื่องทานนี้
ท่านมีเกณฑ์ หรือมีหลักสำหรับวัดอยู่แล้วว่า

๑. ตัวผู้ให้ คือทายกทายิกา มีเจตนาอย่างไร
๒. ผู้รับ คือปฏิคาหก มีคุณความดีแค่ไหน
๓. วัตถุ หรือของที่ให้ คือไทยธรรม๑ บริสุทธิ์ สมควร เป็นประโยชน์เพียงใด

ถ้าปฏิคาหก คือผู้รับ เป็นผู้มีศีล มีคุณธรรมความดี ก็เป็น
บุญมากขึ้น ถ้าปฏิคาหกเป็นคนไม่มีศีล เช่นเป็นโจรผู้ร้าย เราก็ได้บุญน้อย
เพราะดีไม่ดีให้ไปแล้ว เขากลับอาศัยผลจากของที่เราให้ เช่น
ได้อาหารไปกินแล้วร่างกายแข็งแรง ก็ยิ่งไปทำการร้ายได้มากขึ้น กลับเกิดโทษ

วัตถุสิ่งของที่ถวาย ถ้าบริสุทธิ์ ได้มาโดยสุจริต เป็นของที่
เป็นประโยชน์ มีคุณค่าแก่ผู้ที่รับไป สมควรหรือเหมาะสมแก่ผู้รับนั้น
เช่น ถวายจีวรแก่พระสงฆ์ แต่ให้เสื้อแก่คฤหัสถ์ เป็นต้น ก็เป็นบุญมาก

ส่วนตัวผู้ให้ก็ต้องมีเจตนาที่เป็นบุญเป็นกุศล ตั้งใจดี
ยิ่งถ้าเจตนานั้นประกอบด้วยปัญญา ก็มีคุณสมบัติดีประกอบมากขึ้น ก็ยิ่งได้บุญมาก

เป็นอันว่า การให้เป็นทานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะถวายแก่พระหรือ
จะให้แก่คฤหัสถ์ชาวบ้าน จึงต้องมาทบทวนความหมายกันใหม่ว่า
๑.ได้บุญ ไม่ใช่เฉพาะถวายแก่พระ
๒.บุญ ไม่ใช่แค่ทาน

*************************
แก้ความเข้าใจ ความหมายของบุญ ที่แคบและเพี้ยนไป
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)

จากหนังสือ ก้าวไปในบุญ


9
สนทนาธรรมตามกาลเป็นมงคลอุดม  - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

กาเลน ธมฺมสฺสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
การปฤกษาไต่ถาม หรือการสดับธรรมตามกาล ตามสมัย
พระบรมศาสดาตรัสว่าเป็นมงคลความเจริญอันอุดมเลิศ


หมู่เรา ต่างคนก็มุ่งหน้าเพื่อศึกษามาเองทั้งนั้น
ไม่ได้ไปเชื้อเชิญนิมนต์มา
ครั้นมาศึกษามาปฏิบัติก็ต้องทำจริงปฏิบัติจริง
ตามเยี่ยงอย่างพระบรมศาสดาจารย์เจ้า
และสาวกขีณาสวะเจ้าผู้ปฏิบัติมาก่อน

เบื้องต้นพึงพิจารณา สัจจธรรมคือของจริงทั้ง 4 ได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
อันท่านผู้เป็นอริยบุคคล ได้ปฏิบัติกำหนดพิจารณามาแล้ว เกิด เราก็เกิดมาแล้ว
คือร่างกายอันเป็นอยู่นี้มิใช่ก้อนเกิดหรือ? แก่ เจ็บ ตาย ก็ก้อนอันนี้แล
เมื่อเราพิจารณา อยู่ในอิริยาบถทั้ง 4 เดินจงกรมบ้าง ยืนกำหนดพิจารณาบ้าง
นอนกำหนดพิจารณาบ้าง จิตจะรวมเป็นสมาธิ รวมน้อยก็เป็นขณิกสมาธิ
คือจิตรวมลงภวังค์หน่อยหนึ่งแล้วก็ถอนออกมา ครั้นพิจารณาอยู่ไม่ถอย
จนปรากฏเป็นอุคคหนิมิต จะเป็นนอกก็ตาม ในก็ตาม

ให้พิจารณานิมิตนั้นจนจิตวางนิมิตรวมลงสู่ภวังค์
ตำรงอยู่นานพอประมาณแล้วถอยออกมา
สมาธิในชั้นนี้เรียกว่า อุปจารสมาธิ
 
พึงพิจารณานิมิตนั้นเรื่อยไป จนจิตรวมลงสู่ภวังค์เข้าถึงฐีติจิต เป็น อัปปนา
สมาธิปฐมฌาน ถึงซึ่งเอกัคคตา ความมีอารมณ์เดียว ครั้นจิตถอยออกมา
ก็พึงพิจารณาอีกแล้วๆ เล่าๆ จนขยายแยกส่วนเป็นปฏิภาคนิมิตได้ต่อไป
คือพิจารณาว่าตายแล้วมันจะเป็นอะไรไปอีก มันจะต้องเปื่อยเน่า
ผุพังยังเหลือแต่ร่างกระดูก กำหนดทั้งภายใน
คือกายของตนทั้งภายนอกคือกายของผู้อื่น

โดยให้เห็นส่วนต่างๆ ของร่างกายว่าส่วนนี้เป็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ
เส้นเอ็นน้อยใหญ่มีเท่าไร กระดูกท่อนน้อยท่อนใหญ่มีเท่าไร โดยชัดเจนแจ่มแจ้ง
กำหนดให้มันเกิดขึ้นมาอีกแล้วกำหนดให้มัน ยืน เดิน นั่ง นอน
แล้วตายสลายไปสู่สภาพเดิมของมัน
คือไปเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ถึงฐานะเดิมของมันนั้นแล

เมื่อกำหนดจิตพิจารณาอยู่อย่างนี้ ทั้งภายนอกทั้งภายใน ทำให้มาก ให้หลาย
ให้มีทั้งตายเก่าตายใหม่ มีแร้งกาสุนัขยื้อแย่งกัดกินอยู่ ก็จะเกิดปรีชาญาณขึ้น
ตามแต่วาสนาอุปนิสัยของตน ดังนี้แล ฯ

สนทนาธรรมตามกาลเป็นมงคลอุดม  - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

บ้านจอมยุทธ


10
ความเสียสละกับความเห็นแก่ตัว - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ความเสียสละกับความเห็นแก่ตัวผิดกันมากนะ
ถ้าการเสียสละไปที่ไหนเย็นไปหมด

ถ้าความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัว
เอารัดเอาเปรียบ ไปที่ไหนร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ


ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคม นี่แถวทางของกิเลสเป็นอย่างนั้น แถวทางของธรรมไปที่ไหน
สมัครสมานได้หมดเรียกว่าธรรม การทำบุญให้ทานนอกจากผู้มาเกี่ยวข้องได้รับการเสียสละ
จากเราแล้วบุญกุศลเป็นของเราๆ อันที่ออกไปนั้นเป็นส่วนหยาบนะ วัตถุต่างๆ ที่เราไปทานนั้น
เป็นส่วนหยาบที่จะยังกุศลเป็นส่วนละเอียดให้เกิดขึ้นภายในใจ ให้พากันเข้าใจ

วัตถุที่ทานไปนั้นไม่ได้ขึ้นสวรรค์-นิพพานที่ไหน ความเสียสละออกไปจากใจนี่
จะหนุนเราให้ไปสวรรค์นิพพาน โดยอาศัยวัตถุหยาบเป็นเครื่องหนุน ให้พากันจำเอาไว้

จอมปราชญ์ทั้งหลายชมเชยตลอด ทานบารมี พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์มีทานบารมี
เป็นพื้นฐานทุกพระองค์ไม่เว้นเลย การเสียสละเป็นพื้นฐานสำหรับโพธิสัตว์ที่ปรารถนา
ความเป็นพระพุทธเจ้า มีความเสียสละเป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นบริษัทบริวารท่านจึงมากทีเดียว
บรรดาโพธิสัตว์ที่ไหนบริษัทบริวารมาก มากจริงๆ เพราะความเสียสละ

เสียสละจนกระทั่งถึงชีวิตจิตใจท่านก็เสียสละได้
เวลาไปจนตรอกจนมุมนี้ เช่นพาเพื่อนฝูงบริษัทบริวารไปเที่ยวหากิน
ถูกนายพรานเขาดัก เขาจะฆ่าให้ฉิบหายหมด ท่านเป็นหัวหน้าไปโพธิสัตว์
นี่ดูซิถ้าธรรมดาหัวหน้าจะแหวกหนี ปล่อยให้บริษัทบริวารตายเรียบเลย
นี้ไม่เป็นอย่างนั้น

เวลาไปเจอข้าศึกที่เขาดักข้างหน้าไม่มีทางออกแล้ว
จำเป็นจริงๆ ไม่มีทางออกท่านสู้เลย ท่านเตือนบริษัทบริวารให้วิ่งย้อนหลังให้หมด
เราจะเข้าสู่สงครามคนเดียวตัวเดียว วิ่งเข้าหานายพราน
เขาดักหน้าดักหลัง แทนที่จะพาเพื่อนฝูงหรือใครวิ่งหนี ไม่ไปนะ

นี่ละความเสียสละท่าน

ความเสียสละกับความเห็นแก่ตัว - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


11
ความดีของพระพุทธศาสนา - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

ความดีของพระพุทธศาสนา
พระราชสุทธิญาณมงคล

   
(ที่ยกมาหนึ่งในล้าน)

   การฆ่าสัตว์  และฆ่ามนุษย์  เพื่อบูชายันหมดไป
   หลักคำสอนเรื่องอนิจจัง  เกิดขึ้น
   หลักคำสอนเรื่องอนัตตา  เกิดขึ้น

   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนมีเมตตาซึ่งกันและกัน
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักหักห้ามใจ
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักสิทธิเคารพสิทธิ
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนมีคำสัตย์ไม่กลับกลอก
   พระพุทธศาสนา  ชี้ให้เห็นสติปัญญาเป็นเรื่องที่สำคัญ

   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักให้อภัย
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักสงเคราะห์ผู้ที่มีกำลังที่ด้อยกว่า
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนกตัญญูต่อผู้มีพระคุณทั้งหลาย
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนไม่ประมาท  มัวเมาหลงไหล
   พระพุทธศาสนา  สอนให้คนรู้จักสามัคคี

   พระพุทธศาสนา  ชี้สิ่งที่เป็นโทษกับชีวิต (อบายมุข ๖)
   มีบุคคลกลุ่มหนึ่งออกบวชเป็นดุจถ่วงของสังคม
   ญาติของผู้ออกบวชเป็นดุจถ่วงอีกทางหนึ่ง
   คุณธรรมที่เป็นนามธรรมถูกแปลออกมาเป็นรูปธรรม
   เกิดบุคคลผู้เสียสละในทางพระศาสนาขึ้นมากมาย

   เกิดผู้รับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ขึ้นมามากมาย
   เกิดมีผู้รักชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ขึ้นมากมาย
   ทำให้คนทั้งชาติเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
 
   เป็นนักค้าขาย  ก็ขายยาเสพติดให้โทษ  ขายคน  หลอกลวงคนไปขาย
   เป็นลูกก็อกตัญญู  สำนึกคุณของพ่อแม่ผู้มีพระคุณให้กำเนิดมาไม่ได้
   เป็นพ่อแม่  ก็ไม่รับผิดชอบต่อลูก  ละเลยต่อภาระหน้าที่

ความดีของพระพุทธศาสนา - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

ความดีของพระพุทธศาสนา
พระราชสุทธิญาณมงคล


12
แสงสว่างทั้งหลายสว่างเหนือปัญญาไม่มี - 22 ส.ค.26 - หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม





13
งานหลวงปู่หลุย - 28 ธค 27 - หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

14
จิตวิเวก 28 ส.ค.41 - หลวงปู่ขาน ฐานวโร





youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

15
การบริหารเวลา 12 ก.ย.41 - หลวงปู่ขาน ฐานวโร




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

16
11 - ตั้งสมณศักดิ์ สื่อความหมายอะไร - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

17
10 - ถวายเทียน 9 วัด ได้บุญมากพอไหม - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

18
คาถารัก รับ"วาเลนไทน์" จากท่าน ว.วชิรเมธี

พระนักเทศน์ชื่อดัง "ว.วชิรเมธี" มอบคาถาแด่หนุ่มสาววัยรุ่นผู้กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก เนื่องในเทศกาลวันวาเลน์ไทน์ แนะ "รักด้วยสมอง แต่อย่ารักขึ้นสมอง" ชี้วาเลนไทน์ปีนี้ตรงเทศกาลตรุษจีน หลายบ้านเชื้อสายจีนจัดไหว้เจ้า สอนวัยรุ่นสืบทอดธรรมเนียมบรรพบุรุษ เตือนพ่อแม่และครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ ซื้อหาไม่ได้ตามห้างสรรพสินค้า ปฏิบัติหน้าที่ลูกหลานที่ดีก่อนค่อยออกไปเที่ยวกับคนรักก็ยังไม่สาย
       
       วันนี้ (13 ก.พ.) พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว. วชิรเมธี พระนักเขียนและนักเทศน์ชื่อดัง กล่าวว่า สำหรับปีนี้เนื่องด้วยเทศกาลขึ้นปีใหม่ของคนจีนและเทศกาลแห่งความรักของตะวันตกบังเอิญเป็นช่วงเดียวกัน จึงอยากฝากคำแนะนำเกี่ยวกับความรักทั้งในรูปแบบของรักแบบคนรักและรักแบบครอบครัวเพื่อเป็นข้อคิดให้เด็ก เยาวชน ตลอดจนคนหนุ่มสาวนำไปคิดและปฏิบัติให้เหมาะสมกับเทศกาลและสถานการณ์
       
       "สำหรับคนหนุ่มคนสาวหรือคนมีแฟนที่กำลังตั้งหนั้นตั้งตารอวันแห่งความรัก 14 ก.พ. ก็ขอให้รักด้วยสมอง แต่อย่ารักขึ้นสมอง เป็นเรื่องสำคัญมาก วัยรุ่นบ้านเราส่วนใหญ่มักจะรักขึ้นสมอง คิดว่าความรักเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความรักเป็นแค่บันไดขั้นหนึ่งของชีวิตเท่านั้น และสำหรับคู่รักที่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนที่กำลังชั่งใจว่าจะเลือกไปเที่ยวกับคนรักดีหรือจะไปไหว้เจ้ากับบรรพบุรษดีนั้น พระอาจารย์แนะนำว่าควรเลือกทางสายกลาง"
       
พระมหาวุฒิชัย กล่าวต่อไป
อยากให้วัยรุ่นและคนหนุ่มสาว
ให้ความสำคัญต่อสถาบันครอบครัวก่อน
และอยู่ร่วมไหว้เจ้าไหว้บรรพบุรุษ กับครอบครัวเสียก่อน
จากนั้นค่อยนักคนรักออกไปเที่ยวก็ยังไม่สาย

       
       "ที่แนะนำให้เดินสายกลางก็เพราะ ถ้าเรารักแฟนจนขึ้นสมอง เลือกออกไปกับแฟน เราก็จะไม่ได้ใจพ่อแม่ แต่ถ้าเราจะเอาใจพ่อแม่ ให้ความสำคัญกับครอบครัวอย่างเดียว เราก็ไม่ได้ใจแฟน ทางที่ดีคือหาทางออกที่จะดูแลทั้งสองทางให้ได้พร้อมๆ กัน ก็คืออาจจะอยู่กับครอบครัว ให้เวลากับครอบครัว อยู่ไหว้เจ้าตามธรรมเนียมของที่บ้านให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยออกไปกับแฟน และสำหรับคนที่กำลังคิดจะทิ้งที่บ้านและออกไปกับแฟนเลยโดยไม่สนใจหรือใส่ใจกับธรรมเนียบปฏิบัติของครอบครัวนั้น อยากเตือนว่าสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา เป็นสิ่งที่มีค่า เราไม่สามารถหาซื้อพ่อแม่ได้ตามห้างสรรพสินค้า ถ้าไม่มีพวกท่านก็ไม่มีเราในทุกวันนี้ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญแก่พ่อแม่และครอบครัวเป็นอันดับ1 อยากให้เด็กวัยรุ่นเปลี่ยนมุมมองจากความรักที่มีต่อคนรักแบบชู้สาว มาเข้าใจและซาบซึ้งกับความรักและความสัมพันธ์ในครอบครัว อันนี้ก็ความรักนะคุณโยม ความรักในครอบครัวนี้ยิ่งใหญ่ นั่นก็คือความกตัญญูไงล่ะ"
       
       พระนักเทศน์ผู้มีคำสอนดีๆ มาฝากสังคมอย่างสม่ำเสมอท่านนี้ ยังได้ฝาก "คาถารัก"
มอบแด่ประชาชนทุกคนในช่วงเทศกาลแห่งความรัก เป็นแผนที่ชีวิตเพื่อนำไปศึกษา
ให้ถ่องแท้และนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์กับชีวิตว่า
       
"จงรักชาติแต่อย่าคลั่งชาติ จงรักดีแต่อย่าติดดี
จงรักงานแต่อย่าบ้างาน จงรักเงินแต่อย่าบูชาเงิน
จงรักมนุษยชาติแต่อย่าหลงลืมคนที่อยู่รอบๆ ตัวเรา
และที่สำคัญจงรักคนที่เขาเกลียดเรา
เพราะเขามีต้นทุนคือความรักในหัวใจน้อยเกินไป
ถ้าคุณสามารถรักคนที่เกลียดคุณ และเห็นคุณเป็นศัตรูได้
มันจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก

อยากให้พึงระลึกไว้ด้วยว่า ความรักที่ลอยพ้นอัตตา
คือรักที่สามารถเยียวยาโลกทั้งผอง"


พระมหาวุฒิชัยทิ้งท้าย

คาถารัก รับวาเลนไทน์ - ท่าน ว.วชิรเมธี
     
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กุมภาพันธ์ 2553 14:49 น.


19
ส่วนผสมของเหล้า มีไรมั่งมาดูกัน - พระพยอม กัลยาโณ

ส่วนผสมของเหล้า
วันหนึ่งไอ้ขี้เมามันเดินเข้ามาหาพระในวัด... มันบอกว่า
หลวงพี่ชอบด่าคนกินเหล้า... ว่าโง่ยิ่งกว่าหมา...
อยากจะทดสอบหลวงพี่หน่อย... ที่หลวงพี่บอกว่าเหล้าไม่ดีนะ...
หลวงพี่รู้หรือ เปล่าว่า... เหล้านะมีส่วนผสมอะไรบ้าง..?

หลวงพ่อก็ตอบไปว่า..เรื่องง่ายๆ... ทำไมพระจะไม่รู้ คนโบราณเขาเล่าว่า...
เหล้ามันผสมด้วยเลือดสัตว์ 5 ชนิด... คือ...

1. เลือดเสือ... กินเข้าไปแล้วดุมาก...มึงช่วยหามกูไปตีกับมันหน่อย...
 
2. เลือดงู....กินแล้วเดินไม่ตรงทาง...คดไปคดมา...

3. เลือดนก......กินแล้วคุยทั้งวันทั้งคืน...ไม่รู้เอาเรื่องอะไรมาพูด...
 
4. เลือดหมู..... กินแล้วนอนตรงไหนก็นอนได้..หมาเลียปากก็ไม่รู้สึก...
 
5. เลือดหมา....กินแล้วเห่าตะพึด...กระทั้งลูกเมียตัวเองมันก็จะกัด...

พูดเสร็จอาตมาก็รีบเดินเข้ากุฏิ...เพราะพระไม่มีประกันชีวิต..

จากคำเทศนาของ
พระพิศาลธรรมพาที (พระพยอม กัลยาโณ)


20
บุญที่ถูกลืม... - พระไพศาล วิสาโล

“ คุณนายแก้ว ” เป็นเจ้าของโรงเรียนที่ชอบทำบุญมาก
เป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าทอดกฐินอยู่เนือง ๆ
ใครมาบอกบุญสร้างโบสถ์วิหารที่ไหน ไม่เคยปฏิเสธ
เธอปลื้มปิติมากที่ถวายเงินนับแสน
สร้างหอระฆังถวายวัดข้างโรงเรียน
แต่เมื่อได้ทราบว่านักเรียนคนหนึ่งไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน
ค้างชำระมาสองเทอมแล้ว
เธอตัดสินใจไล่นักเรียนคนนั้นออกจากโรงเรียนทันที


“ สายใจ ” พาป้าวัย ๗๐ และเพื่อนซึ่งมีขาพิการ
ไปถวายภัตตาหารเช้าที่วัดแห่งหนึ่ง
ซึ่งมีเจ้าอาวาสเป็นที่ศรัทธานับถือของประชาชนทั่วประเทศ
เช้าวันนั้นมีคนมาทำบุญคับคั่ง จนลานวัดแน่นขนัดไปด้วยรถ
เมื่อได้เวลาพระฉัน ญาติโยมก็พากันกลับ
สายใจพาหญิงชราและเพื่อนผู้พิการ
เดินกะย่องกะแย่งฝ่าแดดกล้าไปยังถนนใหญ่
เพื่อขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน
ระหว่างนั้นมีรถเก๋งหลายสิบคันแล่นผ่านไป
แต่ตลอดเส้นทางเกือบ ๓ กิโลเมตร
ไม่มีผู้ใจบุญคนใดรับผู้เฒ่าและคนพิการขึ้นรถเพื่อไปส่งถนนใหญ่เลย
เหตุการณ์ทำนองนี้มิใช่เป็นเรื่องแปลกประหลาดในสังคมไทย

“ ชอบทำบุญแต่ไร้น้ำใจ ”

เป็นพฤติกรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่ชาวพุทธ

ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า
คนไทยนับถือพุทธศาสนากันอย่างไร จึงมีพฤติกรรมแบบนี้กันมาก
เหตุใดการนับถือพุทธศาสนา จึงไม่ช่วยให้คนไทย
มีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่ทุกข์ยาก
การทำบุญไม่ช่วยให้คนไทย มีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นเลยหรือ
หากสังเกตจะพบว่าการทำบุญของคนไทย มักจะกระทำต่อสิ่งที่อยู่สูงกว่าตน
เช่น พระภิกษุสงฆ์ วัดวาอาราม พระพุทธเจ้า เป็นต้น
แต่กับสิ่งที่ถือว่าอยู่ต่ำกว่าตน เช่น คนยากจน หรือสัตว์น้อยใหญ่
เรากลับละเลยกันมาก (ยกเว้นคนหรือสัตว์ที่ถือว่าเป็น “ พวกกู ” หรือ “ ของกู ”)
แม้แต่เวลาไปทำบุญที่วัด เราก็มักละเลย สามเณรและแม่ชี
แต่กุลีกุจอเต็มที่กับพระสงฆ์


อะไรทำให้เราชอบทำบุญ กับสิ่งที่อยู่สูงกว่าตน
ใช่หรือไม่ว่า เป็นเพราะเราเชื่อว่าสิ่งสูงส่งเหล่านั้น
สามารถบันดาลความสุข
หรือให้สิ่งดี ๆ ที่พึงปรารถนาแก่เราได้
เช่น ถ้าทำอาหารถวายพระ บริจาคเงินสร้างวัดหรือพระพุทธรูป
ก็จะได้รับความมั่งมีศรีสุข มีอายุ วรรณะ สุข พละ เป็นต้น
หรือช่วยให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ มีความสุขสบายในชาติหน้า
ในทางตรงข้ามสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าเรานั้น
ไม่มีอำนาจที่จะบันดาลอะไรให้เราได้
หรือไม่ช่วยให้เราสุขสบายขึ้น
เราจึงไม่สนใจที่จะช่วยเหลือเผื่อแผ่ ให้แก่สิ่งเหล่านั้น
นั่นแสดงว่าที่เราทำบุญกันมากมาย
ก็เพราะหวังประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ
ดังนั้นยิ่งทำบุญด้วยท่าทีแบบนี้ ก็ยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้น
ผลคือจิตใจยิ่งคับแคบ ความเมตตากรุณาต่อผู้ทุกข์ยากมีแต่จะน้อยลง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การทำบุญแบบนี้กลับจะทำให้ได้บุญน้อยลง
แน่นอนว่าประโยชน์ย่อมเกิดแก่ผู้รับอยู่แล้ว
เช่น หากถวายอาหาร อาหารนั้นย่อมทำให้พระสงฆ์
มีกำลังในการศึกษาปฏิบัติธรรมได้มากขึ้น
แต่อานิสงส์ที่จะเกิดแก่ผู้ถวายนั้นย่อมไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
เพราะเจือด้วยความเห็นแก่ตัว
ยิ่งถ้าทำบุญ ๑๐๐บาทเพราะหวังจะได้เงินล้าน
บุญที่เกิดขึ้นย่อมน้อยลงไปอีก
เพราะใช่หรือไม่ว่านี่เป็นการ  “ ค้ากำไรเกินควร ”


บุญที่ทำในรูปของการถวายทานนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเงินก็ตาม
จุดหมายสูงสุดอยู่ที่ การลดความยึดติดถือมั่นในตัวกูของกู
ยิ่งลดได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้นิพพาน อันเป็นประโยชน์สูงสุด
ที่เรียกว่า “ ปรมัตถะ ” ซึ่งสูงกว่าสวรรค์ในชาติหน้า ( สัมปรายิกัตถะ)
หรือความมั่งมีศรีสุขในชาตินี้ (ทิฏฐธัมมิกัตถะ)
 
แต่หากทำบุญ เพราะหวังแต่ประโยชน์ส่วนตน
อยากได้เข้าตัวมาก ๆ แทนที่จะสละออกไป ก็ยิ่งห่างไกลจากนิพพาน
หรือกลายเป็นอุปสรรค ขวางกั้นนิพพานด้วยซ้ำ
อันที่จริงอย่าว่าแต่นิพพานเลย
แม้แต่ความสุขในปัจจุบันชาติ ก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก
เพราะจิตที่คิดแต่จะเอานั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์

ในทานมหัปผลสูตร อังคุตตรนิกาย
พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระสารีบุตรว่า
ทานที่ไม่มีอานิสงส์มาก ได้แก่

“ทานที่ให้อย่างมีใจเยื่อใย
ให้ทานอย่างมีจิตผูกพัน
ให้ทานอย่างมุ่งหวังสั่งสมบุญ ”


รวมถึง ทานที่ให้เพราะต้องการเสวยผลในชาติหน้า เป็นต้น


พิจารณาเช่นนี้ก็จะพบว่าทานที่ชาวพุทธไทยส่วนใหญ่ทำกันนั้น
หาใช่ทานที่พระองค์สรรเสริญไม่
นอกจากทำด้วยความมุ่งหวังประโยชน์ในชาติหน้าแล้ว
ยังมักมีเยื่อใยในทานที่ถวาย กล่าวคือทั้ง ๆ ที่ถวายให้พระสงฆ์ไปแล้ว
ก็ยังไม่ยอมสละสิ่งนั้นออกไปจากใจ แต่ใจยังมีเยื่อใยในของชิ้นนั้นอยู่

เช่น เมื่อถวายอาหารแก่พระสงฆ์แล้ว
ก็ยังเฝ้าดูว่าหลวงพ่อจะตักอาหาร “ ของฉัน ” หรือไม่
หากท่านไม่ฉัน ก็รู้สึกไม่สบายใจ คิดไปต่าง ๆ นานา
นี้แสดงว่ายังมีเยื่อใยยึดติดผูกพันอาหารนั้นว่าเป็นของฉันอยู่
ไม่ได้ถวายให้เป็นของท่านอย่างสิ้นเชิง
เยื่อใยในทานอีกลักษณะหนึ่งที่เห็นได้ทั่วไป
ก็คือ การมุ่งหวังให้ผู้คนรับรู้ว่าทานนั้น ๆ ฉันเป็นผู้ถวาย
 
ดังนั้นตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ของใช้ต่าง ๆ ไม่ว่า ถ้วย ชาม แก้วน้ำ หม้อ โต๊ะ เก้าอี้
ตลอดจนขอบประตูหน้าต่างในโบสถ์ วิหารและศาลาการเปรียญ
จึงมีชื่อผู้บริจาคอยู่เต็มไปหมด กระทั่งพระพุทธรูปก็ไม่ละเว้น
ราวกับจะยังแสดงความเป็นเจ้าของอยู่
หาไม่ก็หวังให้ผู้คนชื่นชมสรรเสริญตน
การทำบุญอย่างนี้ จึงไม่ได้ละความยึดติดถือมั่นในตัวตนเลย
หากเป็นการประกาศตัวตนอีกแบบหนึ่งนั่นเอง


การทำบุญแบบนี้ แม้จะมีข้อดีตรงที่ช่วยอุปถัมภ์วัดวาอาราม
และพระสงฆ์ให้ดำรงอยู่ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง
ก็ไม่ส่งเสริมให้ผู้คน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน
โดยเฉพาะการช่วยเหลือ ผู้ทุกข์ยากหรือไร้อำนาจวาสนา
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่เมืองไทยมีวัดวาอารามใหญ่โตและสวยงามมากมาย
แต่เวลาเดียวกัน ก็มีคนยากจนและเด็กถูกทอดทิ้งเป็นจำนวนมาก
ไม่นับสัตว์อีกนับไม่ถ้วนที่ถูกละเลย หรือถูกปลิดชีวิตแม้กระทั่งในเขตวัด


อันที่จริงถ้ามองให้กว้างกว่าการทำบุญ
ก็จะพบปรากฏการณ์ในทำนองเดียวกัน
นั่นคือคนไทยนิยมทำดี กับคนที่ถือว่าอยู่สูงกว่าตน
แต่ไม่สนใจที่จะทำดี กับคนที่ถือว่าต่ำกว่าตน
เช่น ทำดี กับเจ้านาย คนรวย ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง
ทั้งนี้ก็เพราะเหตุผลเดียวกัน คือคนเหล่านั้นให้ประโยชน์แก่เราได้
( หรือแม้เขาจะให้คุณได้ไม่มาก แต่ก็สามารถให้โทษได้ )


ประโยชน์ในที่นี้ ไม่จำต้องเป็นประโยชน์ทางวัตถุ
อาจเป็นประโยชน์ทางจิตใจก็ได้
เช่น คำสรรเสริญ หรือการให้ความยอมรับ
ประการหลังคือ เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนไทย
ขวนขวายช่วยเหลือฝรั่งที่ตกทุกข์ได้ยากอย่างเต็มที่

แต่กลับเมินเฉย หากคนที่เดือดร้อนนั้น
เป็นพม่า มอญลาว เขมร หรือกะเหรี่ยง
ใช่หรือไม่ว่า คำชื่นชมของพม่าหรือกะเหรี่ยง
ความหมายกับเรา น้อยกว่าคำสรรเสริญของฝรั่ง


บุคคลจะได้ชื่อว่าเป็นคนใจบุญ
ไม่ใช่เพราะนิยมทำบุญ กับสิ่งที่อยู่สูงกว่าตนเท่านั้น
หากยังยินดีที่ จะทำบุญกับสิ่งที่เสมอกับตน
หรืออยู่ต่ำกว่าตนอีกด้วย
แม้เขาจะไม่สามารถให้คุณให้โทษแก่ตนได้
ก็ช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ
ทั้งนี้เพราะมิได้หวังผลประโยชน์ใด ๆ
นอกจากความปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์
นี้คือกรุณาที่แท้ในพุทธศาสนา
การทำดีโดยหวังผลประโยชน์
หรือยังมีการแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติอยู่
ย่อมไม่อาจเรียกว่าทำด้วยเมตตากรุณาอย่างแท้จริง

จะว่าไปแล้ว ไม่เพียงความใจบุญหรือความเป็นพุทธเท่านั้น
แม้กระทั่งความเป็นมนุษย์ก็วัดกันที่ว่า
เราปฏิบัติอย่างไรกับคนที่อยู่ต่ำกว่าเรา หรือมีอำนาจน้อยกว่าเรา
หาได้วัดที่การกระทำต่อคน ที่อยู่สูงกว่าเราไม่

ถ้าเรายังละเลยเด็กเล็ก ผู้หญิง คนชรา คนยากจน คนพิการ คนป่วย
รวมทั้งสัตว์เล็กสัตว์น้อย แม้จะเข้าวัดเป็นประจำ บริจาคเงินให้วัด
อุปถัมภ์พระสงฆ์มากมาย ก็ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นคนใจบุญ
เป็นชาวพุทธ หรือเป็นมนุษย์ที่แท้


ไม่ผิดหากจะกล่าวว่า นี้เป็นเครื่องวัดความเป็น
ศาสนิกที่แท้ในทุกศาสนาด้วย
แม้จะปฏิบัติตามประเพณี พิธีกรรมทางศาสนาอย่างเคร่งครัด
แต่เมินเฉยความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์
หรือยิ่งกว่านั้น คือกดขี่ บีฑา ผู้คนในนามของพระเจ้า
ย่อมเรียกไม่ได้ว่าเป็นศาสนิกที่แท้
จะกล่าวไปใยถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ในแง่ของชาวพุทธ การช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยากเดือดร้อน
ทั้ง ๆ ที่เขาไม่สามารถให้คุณให้โทษแก่เราได้
เป็นเครื่องฝึกใจให้มีเมตตากรุณา
และลดละความเห็นแก่ตัวได้เป็นอย่างดี
ยิ่งทำมากเท่าไร จิตใจก็ยิ่งเปิดกว้าง อัตตาก็ยิ่งเล็กลง
ทำให้มีที่ว่างเปิดรับความสุขได้มากขึ้น
ยิ่งให้ความสุขแก่เขามากเท่าไร
เราเองก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น


สมดังพุทธพจน์ว่า

“ ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข ”
เป็นความสุขที่ไม่หวังจะได้รับ
แต่ยิ่งไม่อยาก ก็ยิ่งได้
ในทางตรงข้ามยิ่งอยาก ก็ยิ่งไม่ได้

 
เมื่อใจเปิดกว้าง ด้วยเมตตากรุณา
เราจะพบว่าไม่มีใคร ที่อยู่สูงกว่าเราหรือต่ำกว่าเรา
ถึงจะเป็นพม่า มอญ ลาว เขมร กะเหรี่ยง ลัวะ ขมุ
เขาก็มีสถานะเสมอเรา คือเป็นเพื่อนมนุษย์
และเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย กับเรา

แม้แต่สัตว์ ก็เป็นเพื่อนเราเช่นกัน
จิตใจเช่นนี้คือจิตใจของชาวพุทธ
และเป็นที่สถิตของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
การทะนุบำรุงพุทธศาสนาที่แท้
ก็คือการบำรุงหล่อเลี้ยงจิตใจเช่นนี้
ให้เจริญงอกงามในตัวเรา

ในลูกหลานของเรา และในสังคมของเรา
หาใช่การทุ่มเงิน สร้างโบสถ์วิหารราคาแพง ๆ
หรือสร้างพระพุทธรูป ให้ใหญ่โตที่สุดในโลกไม่

ดังนั้นเมื่อใดที่เราเห็นคนทุกข์ยาก
ไม่ว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน
เชื้อชาติอะไร ต่ำต้อยเพียงใด อย่าได้เบือนหน้าหนี
ขอให้เปิดใจรับรู้ความทุกข์ของเขา
แล้วถามตัวเองว่าเราจะช่วยเขาได้หรือไม่ และอย่างไร

เพราะนี้คือโอกาสดีที่เราจะได้ทำบุญ
ลดละ อัตตาตัวตน และบำรุงพระศาสนาอย่างแท้จริง

บุญที่ถูกลืม...- พระไพศาล วิสาโล
ที่มา  ทำดี.เน็ต

คัดลอกจาก...มติชน ฉบับเดือน มีนาคม 2552


21
แหล่งเกิดความทุกข์ – หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
อาทิตย์ ที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๕


ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย
ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว
ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังให้ดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควรแก่เวลา

วันนี้ในตอนเช้าฝนตกลงมาห่าใหญ่ที่วัดชลประทานฯ น้ำที่ข้างบันใดศาลามากหน่อย ญาติโยมที่เดินขึ้นศาลาก็ต้องลุยน้ำนิดหน่อยอันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ฝนฟ้าอากาศมันก็ต้องตกไปตามเรื่องตามราว เราอยู่ในโลกก็ต้องการทั้งแดดทั้งฝน แต่ว่าความต้องการของมนุษย์นี่บางทีมันก็ขัดกัน บางที่ฝนตกไม่ชอบ บางทีแดดออกไม่ชอบ ลมพัดจัดก็ไม่ชอบ อย่างโน้นอย่างนี้ ก็ไม่ใคร่เป็นที่ชอบใจ อะไรๆ ในโลกนี้ ก็ไม่ใคร่เป็นที่ชอบใจ อะไรๆ ในโลกนี่จะเหมือนใจทุกอย่างไม่ได้ สิ่งทั้งหลายก็เป็นไปตามอำนาจของธรรมชาติ เราก็ต้องปลูกความรู้สึกในใจให้เกิดความพอดีๆ กับสิ่งเหล่านั้น คือให้รู้สึกในใจให้เกิดความพอดีๆ กับสิ่งเหล่านั้น คือให้รู้สึกพอใจแล้วก็สบาย แต่ถ้าไม่รู้สึกพอใจในเรื่องอะไรๆ ก็เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน

ในทางธรรมะจึงสอนเราให้รู้จักสันโดษ หมายความว่า พอใจในสิ่งที่เราประสพอยู่เฉพาะหน้า คืออะไรเกิดขึ้นเฉพาะหน้า เราก็นึกพอใจในสิ่งนั้น ความพอใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า คือสันโดษ เป็นศิลปะของความสุขความสบายในทางจิตใจ ในขณะใดที่เรามีความพอใจในเรื่องอะไรๆ ที่เกิดขึ้น เราก็รู้สึกสบายใจ ยิ้มได้ แต่ว่าในขณะใดที่เรารู้สึกขัดใจ ไม่ชอบใจ ในสิ่งที่เกิดมีอยู่เฉพาะหน้า ในขณะนั้นเราก็มีความทุกข์ มีความไม่สบายใจ อันความทุกข์ความเดือดร้อนใจนี่ ใครๆ ก็ไม่ค่อยชอบ ไม่ค่อยต้องการแต่ว่าพอเผลอ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นในตัวเราได้ ที่ความทุกข์เกิดขึ้นได้ ก็เพราะความประมาท เผลอไป ไม่ได้ใช้ปัญญาคิดจึงตรึกตรองในเรื่องนั้น มองอะไรก็มองแต่เพียงแง่เดียว ไม่มองไปในแง่ที่ว่า มันเป็นความจริงอย่างไร คุณ โทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ ของสิ่งนั้นเป็นอย่างไร เรามองไม่ชัดเจนตามที่เป็นจริง เมืองมองเห็นอะไรๆไม่ชัดเจนตามที่มันเป็นจริง ก็เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนในใจได้

เพราะฉะนั้น ในทางพระพุทธศาสนา จึงมีหลักคำสอนว่า จงมองทุกสิ่งทุกอย่างตามที่มันเป็นจริง ท่านใช้ศัพท์เทคนิคในทางธรรมะว่า ยถาภูตญาณทัสสนะ คำว่า "ยถาภูตญาณทัสสนะ" ถ้าแปลก็หมายความว่า "เห็นอะไรๆ ทุกอย่างตามที่มันเป็นจริงๆ" ความจริงของสิ่งนั้นมันเป็นอย่างไร เราก็มองให้เห็นชัดในสิ่งนั้น ในขณะใดที่เรามองเห็นสิ่งนั้น ชัดแจ้งตามที่มันเป็นจริง ความหลงไม่มี ความยึดถือในสิ่งนั้นก็ไม่มี ใจเราก็ว่างจากความยึดถือ เมื่อใจว่างจากความยึดถือ เราก็มีความสงบใจ

เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านจึงสอนเราให้หัดมองอะไรทุกอย่าง ที่ผ่านเข้ามาในวิถีชีวิตของเรา ให้รู้ชัดเห็นชัดตามที่เป็นจริงอยู่ตลอดเวลา อันการที่เราจะมองอะไรให้เห็นชัดนั้น ก็ต้องศึกษาให้รู้ธรรมะ เพื่อเอามาใช้เป็นแว่นประกอบการมอง ประกอบการพิจารณาในสิ่งนั้นๆ จะได้รู้เข้าใจชัดเจนขึ้น เราจึงต้องมาวัดฟังธรรมบ้าง อ่านหนังสือทางศาสนาบ้าง สนทนาแลกเปลี่ยน ความคิดความเห็นในด้านธรรมะกับผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจบ้าง

แต่ว่าในเรื่องการสนทนากันนั้น อยากจะแนะนำไว้อันหนึ่ง คืออย่าสนทนากันด้วยความยึดติดในทิฏฐิ ความคิดความเห็นของตน คนเราเวลาที่สนทนาอะไรกันมักจะโต้เถียงกันหน้าดำหน้าแดง การเถียงกันในรูปอย่างนั้นเป็นการพูดธรรมะที่ไม่เป็นธรรมะ แต่ว่าเอาตัวของตัวเข้าไปพูด ตัวของตัวก็เป็นตัวแห่งความยึดความติดในทิฏฐิอะไรบางสิ่งบางประการ สำคัญว่าเรื่องของตัวนั้นเป็นเรื่องถูก เรื่องของผู้อื่นเป็นความผิด ทีนี้เมื่อไปคุยกับใคร ถ้าเขาพูดอะไรไม่ตรงกับความคิดความเห็นของตัว ก็คัดค้านสิ่งนั้นไปหมด อย่างนี้ก็ไม่เกิดปัญญา

พระพุทธเจ้าของเราท่านแนะนำในเรื่องอย่างไร ท่านบอกว่า "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอได้ฟังใครก็ตาม พูดอะไรๆ ที่เกี่ยวกับธรรมะ
เกี่ยวกับข้อปฏิบัติเธออย่าคัดค้าน อย่ายอมรับในเรื่องนั้น"

ท่านให้หลักไว้ ๒ ประการ คือ อย่าคัดค้าน แล้วก็อย่ายอมรับทันที ให้เธอฟังไว้แล้วเอาไปพิจารณาด้วยปัญญาของเธอ เปรียบเทียบกับสิ่งที่เราเคยรู้เคยเข้าใจ ถ้าสิ่งนั้นมันเข้ากันได้ กับเรื่องที่เคยเรียนเคยศึกษา ก็ยอมรับสิ่งนั้นได้ แต่ถ้าหากว่าเอาไปคิดไปตรอง ด้วยอุบายที่แยบคายแล้ว แต่มันเข้ากันไม่ได้กับอะไรๆ หลายๆ อย่างหลายประการ เราก็ไม่ไปยึดในความคิดความเห็นนั้น การสนทนากันในแง่อย่างนี้ ไม่มีเรื่องทะเลาะกับใครไม่มีการที่จะเถียงอะไรๆ กัน ให้เป็นความวุ่นวาย เพราะเรารับฟัง ใครพูดอะไรๆ เราก็ฟังด้วยใจเย็น ถ้าจะพูดคัดค้านหรือท้วงติง ก็พูดด้วยใจเย็นๆ ไม่พูดด้วยอารมณ์ร้อน
 
อันการพูดเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าเราพูดด้วยอารมณ์ร้อน มักจะเสียเปรียบ แต่ถ้าพูดด้วยอารมณ์เย็นๆ มักจะได้เปรียบ เพราะปัญญามันไม่เกิด เมื่อไปกำลังลุกอยู่ในใจ แต่ปัญญาจะเกิดเมื่อในสงบ เพราะฉะนั้น บุคคลใดที่ทำอะไรด้วยใจที่ร้อน มักจะเสียหาย แต่ถ้าทำอะไรๆ ด้วยใจที่ เย็น ความทุกข์ความเดือดร้อนจะไม่เกิดขึ้น อันนี้มันก็ต้องฝึกฝนเหมือนกัน เมื่อจะไปพูดอะไรกับใคร หรือจะต้องสนทนาพาทีในเรื่องใด ก็ต้องเตือนตัวเองไว้ก่อนว่า เย็นๆ อย่าร้อน อย่าพูดด้วยอารมณ์ แต่พูดด้วยเหตุผล
 
สิ่งใดไม่ควรพูดก็อย่าไปพูด สิ่งใดที่ควรพูดจึงพูด แล้วเรื่องที่ควรพูดก็เหมือนกัน ต้องดูเวลา ต้องดูบุคคล ต้องดูสถานที่ ต้องดูเหตุการณ์ ว่าถ้าเราพูดออกไปแล้ว มันจะขัดกับอะไรบ้าง เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง หรือไม่เป็นประโยชน์แก่เราผู้พูดหรือไม่ ถ้าหากว่าเราพูดออกไปแล้วไม่ได้เรื่อง คือไม่ให้ประโยชน์แก่ผู้ฟัง เราเองผู้พูดก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เป็นการพูดออกไปเพื่อจะแสดงว่า เรารู้ในเรื่องนั้น เป็นการพูดเพื่ออวดตัว อวดกิเลส อันมีอยู่ในใจของตัวให้คนอื่นรู้ว่าตัวมีกิเลสเท่านั้น การพูดในรูปเช่นนั้นไม่ได้สาระอะไร แต่ถ้าหากว่าเราพูดด้วยปัญญา เราก็พิจารณาเสียก่อนว่า เรื่องที่เราจะพูดออกไปนั้น เป็นเรื่องจริงเรื่องดีมีประโยชน์ เหมาะแก่เวลา แก่บุคคล แก่เหตุการณ์ สถานที่เราจะพูดหรือไม่ ถ้าได้คิดทบทวนไตร่ตรองอย่างนี้แล้วผู้นั้นจะเป็นผู้พูดแต่เรื่องดีมีประโยชน์ ปากของคนนั้นจะไม่เสีย แล้วใครๆ ก็ไม่ติไม่ว่าบุคคลนั้น ในเรื่องเกี่ยวกับการพูดเป็นอันขาด อันนี้เป็นเรื่องสำคัญอยู่
 
เพราะว่าคนเราอยู่ในสังคมนี่มันตัองพบปะกัน มีการสนทนากัน ในเรื่องอะไรต่างๆ อยู่ตลอดเวลา จึงต้องใช้หลักธรรมะเข้าไปเป็นเครื่องประกอบ ให้การพูดจาวิสาสะได้เป็นไปในทางที่ถูกที่ชอบตามกฎเกณฑ์ ตามหลักพระพุทธศาสนา อันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะขอฝากญาติโยมทั้งหลาย ได้นำไปใช้ในการปฏิบัติในกิจในชีวิตประจำวัน ประการหนึ่ง

ในวันอาทิตย์ก่อนได้พูดถึงเรื่องหลักในทางพระพุทธศาสนา คือเรื่องสำคัญที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านนำมาสอนแก่ชาวโลกทั้งหลาย เรื่องสำคัญที่พระองค์นำมาสอนนั้น คือเรื่องอะไร ได้บอกให้ญาติโยมทั้งหลายได้ทราบแล้วว่า คือ เรื่องอริยสัจจ์สี่ อันเป็นเรื่องหลักเรื่องสำคัญเป็นคำสอนในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเราควรจะได้ศึกษาแล้วนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

พระผู้มีพระภาคตรัสเรื่องนี้ขึ้นไว้ ก็เพราะว่าพระองค์ทรงทราบดีว่า ชีวิตของมนุษย์นี่มีความทุกข์ มีความเดือดร้อน ด้วยปัญหาต่างๆ หลายอย่างปลายประการ ทรงต้องการจะให้มนุษย์รู้จักวิธีแก้ไขปัญหาชีวิตของตน จึงได้วางหลักอริยสัจสี่ประการเหล่านี้ไว้ ถ้าจะพูดกันไปแล้ว ก็หมายความว่า อริยสัจจ์สี่ประการเป็นธรรมนูญสำหรับชีวิตที่เราควรจะนำมาใช้ในชีวิตประจำววัน ถ้าเรานำหลักนี้มาใช้ ในชีวิตประจำวันอย่างจริงจังเราก็จะอยู่ด้วยความสุขความสงบในโลกนี้ ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน ในชีวิตจิตใจของเรา จึงเป็นเรื่องที่ควรจะได้ทำความเข้าใจกัน ในเรื่องต่อไปนี้

เรื่องที่ควรจะทำความเข้าใจกันก็คือข้อธรรมะ ที่เราจะพึงเรียน ในเรื่องอริยสัจจสี่นี้
มันมีอะไรบ้าง ท่านแบ่งไว้เป็น ๔ เรื่อง คือ

เรื่องของความทุกข์
เรื่องเหตุให้เกิดความทุกข์
เหตุให้เกิดทุกข์ เรียกตามภาษาธรรมะว่า สมุทัย แปลว่าเหตุให้เกิดทุกข์
การดับทุกข์ได้ เรียกว่า "นิโรธ" ทางที่จะปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เรียกว่า "มรรค"
เรียกย่อๆ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
คนโบราณเขาต้องการให้คนจำอะไรง่ายๆ จึงเอาแต่ตัวนำของชื่อนั้นๆ มา เขาเรียกว่า หัวใจ
หัวใจของอริยสัจสี่ก็คือ "ทุ" หมายถึงความทุกข์ "สะ" หมายถึงสมุทัย "นิ" หมายถึง นิโรธ "มะ"
หมายถึง มรรค เขาจึงจำง่ายๆ ว่า ทุ สะ นิ มะ

แต่ว่าคนโบราณเขาสอนเพื่อให้จำ คนที่ได้หัวใจอริยสัจไปแล้วไม่ได้เอาไปใช้ในทางแก้ทุกข์ แต่เอาไปใช้เป็นคาถาอาคมไป
เอาไปใช้เป็นคาถานั่นคาถานี่ ฝอยกันร้อยแปด เป็นเรื่องไสยศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องของพระพุทธศาสนา

เรื่องของพระพุทธศาสนาเขาให้จำหัวใจ ก็เพื่อจะให้ระลึกกันง่ายๆ เช่น เราท่องได้ว่า ทุ สะ นิ มะ เวลาเราจะนึกถึงตัวจริงของอริยสัจ เราก็รู้ว่า ทุ คือทุกข์ สะ คือสมุทัย นิ คือนิโรธ หมายถึงความดับทุกข์ มะ คือมรรคอันประกอบด้วยองค์แปด ในเรื่องอื่นๆ ท่านก็มักผูกหัวใจสั้นๆ ให้คนเราไปท่องจำ เพราะสมัยก่อนนี้ไม่มีหนังสือตำรับตำรา ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร คนที่ไปเรียนอะไรนี่ต้องท่องให้จำ ทีนี้การท่องจำ ถ้าจะท่องให้หมดก็ต้องใช้เวลานาน จึงต้องย่อสิ่งที่จะเรียนนั้น เอาแต่หัวใจ เพื่อให้จำง่าย แล้วจะได้เอาไปเป็นหลักในการศึกษาต่อไป

เพราะฉะนั้น จึงขอให้ญาติโยมจำเอาหัวใจนี้ไว้ด้วย ว่า ทุ สะ นิ มะ ทุ คือทุกข์ สะ คือสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์
นิ ก็คือนิโรธ หมายถึงความดับทุกข์ได้ มะ คือ มรรค ประกอบด้วยองค์แปด อันเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์

คำว่าทุกข์ นั้นหมายถึงอะไร หมายถึงความไม่สบายที่เกิดขึ้นทางกายทางใจ ทุกข์ทางกายก็มี ทุกข์ทางใจก็มี แต่ว่าความจริงตัวทุกข์แท้ๆ มันอยู่ที่ใจ เพราะว่าใจของเรานี่เป็นหัวหน้าของเรื่องการเป็นอยู่ ความคิดความนึกอยู่ที่ใจนั้น มันมี ๒ เรื่อง เรียกว่า เหตุทางกาย แล้วก็เหตุที่เกิดกับใจเอง เหตุทางร่างกายนั้น ก็คือสภาพร่างกายที่ไม่ปกติ เช่นว่า ปวดแข้งปวดขา มีความเจ็บไข้ได้ป่วย อันเป็นเรื่องของธรรมดาสังขาร  ร่างกายคนเราเกิดมาแล้ว มันก็ต้องมีการเจ็บการไข้เป็นเรื่องธรรมดา ถ้ารักษาอนามัยดีก็เจ็บไข้ได้ป่วยน้อย แต่ถ้ารักษาอนามัยไม่ดีเราก็เจ็บไข้ได้ป่วยมาก เวลาใดร่างกายมันผิดปกติก็เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ทางใจ ความทุกข์นั้นเขาเรียกว่าเป็นความทุกข์เนื่องจากร่างกาย ทีนี้ ความทุกข์เรื่องใจล้วนๆ มันเป็นเรื่องเนื่องเกี่ยวกับความอยากที่เกิดขึ้นในใจ อยากในเรื่องอะไรต่างๆ ร้อยแปดพันประการ ขณะใดใจอยากในอะไร ก็เกิดความทุกข์เพราะเรื่องนั้น ถ้ายังไม่ได้สมใจก็เป็นทุกข์ ได้มาสมใจแล้วก็ยังเป็นทุกข์ต่อไป มันมีปัญหาที่จะให้เกิดความทุกข์ทั้งมี และไม่มี ทั้งได้ และไม่ได้เรียกว่าเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ทั้งนั้น สำหรับบุคคลผู้ไม่มีปัญญา

แต่ถ้าบุคคลใดมีปัญญารู้เท่ารู้ทัน เวลาได้ก็ไม่เป็นทุกข์ เวลาไม่ได้เขาก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะเรื่องนั้นๆ ที่ไม่ทุกข์นั่นก็เพราะว่า รู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ ดับไป นั้น มันมีสภาพตามที่เป็นจริงอย่างไร ก็ไม่มีความทุกข์จากเรื่องนั้น อันนี้เป็นเรื่องความทุกข์ที่เราควรรู้ไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น ในธรรมะหรือว่าในพระสูตร ท่านแยกความทุกข์เกี่ยวกับอริยสัจจ์นี้ไว้ ดังที่เราสวดมนต์

ถ้าหากว่าคนที่สวดมนต์เช้าได้เราได้ เราก็สวดว่า ชาติปิทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ ชราปิ ทุกขา ความแก่ ก็เป็นทุกข์ มรณัมปิ ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์ อยู่ร่วมกับคนที่เราไม่ชอบ กับสิ่งที่เราไม่ชอบเป็นความทุกข์ ความโศกความเหี่ยวแห้งใจ ความร่ำไรรำพัน ในเรื่องปัญหาต่างๆ ก็เป็นความทุกข์ รวบรัดให้ย่อๆ สั้นๆ การเข้าไปยึดถือในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขานั่นแหละเป็นก้อนทุกข์ใหญ่

ท่านแจกความทุกข์ให้ญาติโยมฟัง นี้มีอันหนึ่งซึ่งสำคัญ คือ เรื่อง ชาติทุกข์ เรียกว่าความเกิดเป็นทุกข์ มันหมายถึงอะไร ที่เรียกว่าความเกิดเป็นทุกข์ ก่อนๆ นี้เราได้ฟังคำอธิบายว่าการเกิดในครรภ์มารดา การคลอดออกมาจากครรภ์เรียกว่าเป็นการเกิดที่เป็นทุกข์ อันนี้ถ้าหากว่าเรามาศึกษาในแง่นั้นจะไม่ช่วยให้การแก้ปัญหาอะไรได้ แต่ถ้าหากเราเข้าใจอีกแง่หนึ่ง ไม่ได้เข้าใจตามแง่นั้น แต่เข้าใจว่าชาติคือความเกิดนั้นหมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเข้าไปยึดถืออะไรว่า เป็นตัวเรา เป็นของเราขึ้นมา ในขณะใดที่ใจของเรา เกิดความรู้สึกยึดถือในเรื่องอะไรขึ้นมาแล้ว ในขณะนั้นแหละ เรียกว่าชาติเกิดขึ้นในใจของเรา ความเกิดแห่งความยึดถือ หลงใหล มัวเมาในเรื่องอะไรต่างๆ คือ ชาติปิทุกขา เรียกว่า ความเกิดมันเป็นทุกข์

อ้ายที่เกิดมาจากท้องแม่นั่นมันเกิดมาแล้ว แล้วก็พ้นมาแล้ว อันนั้นจะเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ต่อมาอีก มันก็ไม่สมควร เพราะมันผ่านพ้นมาไกลแล้ว แต่ว่าความเกิดแห่งความยึดถือที่เกิดขึ้นในใจของเรา จะเป็นชาติทุกข์ตลอดเวลา เรานั่งอยู่ ณ ที่ใด ยืนอยู่ ณ ที่ใด นอนอยู่ในที่ใด พอใจของเราไปยึดในอะไรเข้ามา เรารู้สึกอย่างไร เช่นเรานึกไปถึงเงินที่อยู่ในตู้ นึกถึงเพชรนิลจินดา นึกถึงรายได้ นึกถึงเงินที่เขากู้ยืมไป ดอกเบี้ยยังไม่ส่งตามเวลา แล้วก็นึกอะไรๆ หลายเรื่องหลายประการขึ้นในใจ ใจขณะนั้นรู้สึกอย่างไร ญาติโยมลองสำรวจตัวเอง ถ้าสำรวจตัวก็จะพบว่า มันเป็นทุกข์ พอนึกถึงเรื่องเหล่านั้นขึ้นมา ก็เกิดความทุกข์

ความทุกข์เกิดเพราะเรื่องอะไร เพราะเรานึกว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา เงินทองของเรา เพชรนิลจินดาของเรา งานการนั้นของเรา ลูกของเรา หลานของเรา สามีภรรยาของเรา กิจการอย่างนั้นเป็นของเรา ชาติของเรา บ้านเมืองของเรา คิดไปหลายแง่หลายมุม ในขณะใดที่เราคิดในเรื่องอะไร ด้วยอำนาจความยึดความติดในสิ่งนั้น ขณะนั้นก็เป็นความทุกข็เกิดขึ้น ให้จำหลักอันนี้ไว้เป็นเบื้องต้น

คือให้รู้ว่า ในขณะใดใจเกิดความยึดติดในเรื่องอะไรขึ้นมา ในขณะนั้นเราจะเป็นทุกข์ เมื่อจำคำนี้ไว้ได้แล้วก็ต้องเอาไปพิจารณาเอาไปค้นคว้า การค้นคว้านั้น อย่าไปค้นจากตำรับตำราหนังสืออะไรเลย แต่ค้นคว้าจากชีวิตของเราเอง จากกิจกรรมที่เราทำอยู่ทุกวันทุกเวลา จากความรู้สึกในชีวิตประจำของเรานี่แหละ ว่าเมื่อมีความคิดอะไรเกิดขึ้น แล้วมันเป็นอย่างไรต่อไป ให้ลองสังเกต ว่างๆ แล้วลองสังเกตความเป็นอยู่ของเราเอง

เช่นเราเกิดความคิดอย่างนั้นขึ้นในใจ มันเป็นความคิดที่ร้อนหรือเย็น เป็นสุขหรือว่าเป็นทุกข์ มีควมกังวลห่วงใย หรือว่ามีความสงบสบายใจ ให้ญาติโยมลองนำไปพิจารณาคอยสังเกตุตัวเรา คอยสังเกตุจิตใจของเราแล้วเราจะพบความจริงว่า ตัวความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ มันทุกข์เพราะว่า เรายึดถือนั่นเองแหละ ไม่ใช่ทุกข์เพราะเรื่องอะไร พอเกิดความยึดถือในใจ ในเรื่องอะไรก็ตาม เราก็มีความทุกข์เพราะสิ่งนั้น อันนี้แหละคือความหมายของคำว่า ชาติปิ ทุกขา ที่ญาติโยมสวดมนต์ว่า ชาติปิทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ หมายถึงว่าความรู้สึกยึดถือในเรื่องอะไรๆ เกิดขึ้นในใจของเราในขณะใด ความทุกข์หยั่งลงสู่ชีวิตของเราเมื่อนั้น อันนี้คือหลักแท้จริงของอริยสัจ ในเรื่องชาติ ความเกิดที่เป็นทุกข์ ถ้าเราเข้าใจชาติความเกิดในรูปนี้

การที่จะสลัดความทุกข์ออกไปตัวเรานั้นมันง่าย แต่ถ้าเราไปเข้าใจในแง่ว่า เกิดจากท้องมารดา แล้วตายเข้าโลงเป็นชาติหนึ่ง มันก็แก้อะไรไม่ได้ เพราะว่าความเกิดนั้นมันผ่านพ้นมาแล้ว เป็นมานานแล้ว สมบูรณ์ทุกสิ่งทุกประการ ไม่ใช่วิถีทางแก้ไขความทุกข์ตามหลักของพระพุทธศาสนา ในหลักธรรมะทางพระพุทธศาสนา ต้องการชี้ให้เราเข้าใจว่า ความทุกข์เกิดจากความยึดถือในเรื่องอะไร ต่างๆ ในขณะใดที่ความยึดถือในเรื่องอะไรเกิดขึ้นในใจก็เรียกว่า ชาติ เกิดขึ้นแล้วชาติหนึ่ง

และเมื่อเกิดความรู้สึกอย่างนั้นขึ้น มันก็สร้างต่อไป ที่เรียกว่า มีภพ คำว่า "ภพ" ก็หมายถึงว่า "ความคิดที่เราส่งไปในเรื่องนั้นๆ" ส่งไปในเรื่องกามารมณ์ เรียกว่า เกิดในกามภพ ถ้าเราส่งไปในเรื่องเกี่ยวกับรูปก็เรียกว่ารูปภพ ถ้าส่งไปในเรื่องที่ไม่มีรูปมีร่างเป็นความคิดฝันของเราเอง ก็เรียกว่า ไปเกิดอยู่ในอรูปภพ จิตของเรามันเป็นไปเกิดในกามภพก็ได้ ในรูปภพก็ได้ ในอรูปภพก็ได้ สุดแล้วแต่ความคิดที่มันเกิดขึ้นในใจเรา สร้างอารมณ์ขึ้นในใจของเรา แล้วในขณะที่เรานั่งคิดนั่งฝัน นั่งสร้างอารมณ์ประเภทต่างๆ ขึ้นในใจนั้น ขอให้เข้าใจว่า นั่นแหละรากฐานของความทุกข์ ความเดือดร้อน เป็นทุกข์เพราะอะไร เป็นทุกข์เพราะเราไปยึดว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา แล้วเราก็คิดต่อไปว่าให้สิ่งนั้นอยู่กับเราตลอดไป

แต่ว่าสิ่งนั้นคงจะไม่อยู่ตลอดไปเราก็มีความวิตกกังวล กลัวว่าสิ่งนั้นจะแตกสลายไป กลัวขโมยมันจะมาลักเอาไป กลัวว่าเราจะเจ็บไข้ได้ป่วย เราจะจากสิ่งนั้นไป ความคิดอันอื่นที่ตามมาจากความยึดถือประการต้นนั้นอีกมากมายหลายเรื่อง อันล้วนแต่เป็นเรื่องที่สร้างความทุกข์เพิ่มขึ้นในใจของเราทั้งนั้น อันนี้แหละคือ ชาติปิทุกขา เป็นเรื่องที่ควรจะเข้าใจให้ตรง ถูกต้องไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น

ถ้าเราเข้าใจคำว่า ชาติปิ ทุกขา ถูกตรงแล้วมันเป็นการง่าย ที่จะศึกษาในเรื่องอื่นต่อ ไป แต่ถ้าเข้าใจคำว่า ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ไม่ถูกแล้ว การแก้ไขปัญหาชีวิตย่อมจะเป็นการไม่สะดวก เพราะจะไปแก้ที่ไกล ไม่ได้แก้ที่ตัวเรา ไม่ได้แก้ที่ตรงจุด แต่ไปแก้อยู่รอบๆ จุด เหมือนกับคนที่คันสันหลัง แล้วก็ให้คนอื่นเกาให้ คนที่เกานั้นเขาไม่รู้ว่าคันตรงไหน ก็เที่ยวเกาตรงนั้นเกาตรงนี้ เราก็บอกว่ามันยังไม่ถูก เกาใหม่ คนนั้นก็เกาอีก ก็ยังไม่ถูก เกาใหม่เพราะคนเกาไม่รู้ ว่าจุดมันอยู่ตรงไหน แล้วจะเกาให้ถูกจุดได้อย่างไร แต่ถ้าเขารู้ว่าจุดคันมันอยู่ตรงไหน ไม่ต้องไปเกาให้เสียเวลา เอาไปจุดเข้าที่ตรงจุดนั้นเลย เรียกว่าจุดถูกที่คันเราก็ร้องว่า ดี ขึ้นมาทันที ฉันใด

ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์นั้นเกิดจากความยึดถือในเรื่องอะไรต่างๆ ด้วยความหลงใหล ด้วยความงมงาย ความมัวเมาในสิ่งนั้นจนเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ขึ้น เราก็แก้ที่จุดนั้นแหละ แก้ที่จุดความยึดถือ เราก็แก้ง่ายขึ้น เพราะเรารู้จักจุดมัน เหมือนกับรู้ว่าคันตรงไหน แล้วเกาได้ถูกจุดทันที อันนี้ประการหนีงซึ่งอยากให้โยมเข้าใจถูกตรงไว้ ในเรื่อง ชาติปิ ทุกขา ส่วน ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์ ทุกข์อย่างไรอันนี้ไม่ยาก อันเรื่องความแก่เป็นทุกข์ โยมๆ ที่ฟังเทศน์เป็นคนแก่ส่วนมาก

เมื่อเป็นคนแก่รู้ว่าความแก่เป็นทุกข์อย่างไร นั่งอยู่จะลุกขึ้นมันเป็นอย่างไร นอนแล้วจะลุกขึ้นมันเป็นอย่างไร จะเดินมันเป็นอย่างไร จะเคลื่อนไหวอิริยาบถสักย่างสักก้าวมันเป็นอย่างไร จะกินอาหาร จะนุ่งจะห่ม จะพูดจา จะนึกถึงอะไรสักเรื่องหนึ่งที่ผ่านมามันเป็นอย่างไร ญาติโยมลองทบทวนดู พอทบทวนดูก็จะรู้ได้ทันทีว่า เออ ไม่ได้ ความเคลื่อนไหวอิริยาบถก็ไม่สะดวก ขัดไปหมด ปวดเอวปวดหลังเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องของความชรา ชำรุดทรุดโทรมในร่างกาย มันเป็นทุกข์เรื่องอย่างนี้ประการหนึ่ง

มีต่อ ......


22
โลกมนุษย์เป็นสถานที่สร้างกรรม - หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ

        โลกมนุษย์นี้ เป็นสถานที่สร้างกรรมโดยเฉพาะ คนที่เกิดมาในโลกนี้ มีการสร้างกรรมกันหมดทุกคน พระพุทธเจ้าสร้างบารมีก็มาสร้างในโลกมนุษย์ บารมีที่เต็มเปี่ยมสมบูรณ์ก็เต็มอยู่ในโลกมนุษย์นี้ มีดวงตาเห็นธรรมมีสติปัญญา ละอาสวกิเลสตัณหาก็ละกันในโลกมนุษย์นี้ หรือ พระอรหันต์อริยสาวกก็เช่น เดียวกันก็ได้มาบำเพ็ญบารมีอยู่ในโลกมนุษย์นี้ จนได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ก็ ได้บรรลุธรรมในโลกมนุษย์นี้ หรือผู้จะไปตกนรกอเวจี ไปเกิดเป็นเปรต เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน เป็นอสุรกาย ก็ทำกรรมชั่วอยู่ในโลกมนุษย์นี้เช่นกัน ฉะนั้น โลกมนุษย์จึงเป็นศูนย์กลางเป็นต้นทางของจิตวิญญาณ ที่จะไปท่องเที่ยวในวัฏ จักรอื่นต่อไป หรือเหมือนกับท่าอากาศยาน ใครต้องการไปเที่ยวที่ไหนประเทศ ใดก็ตีตั๋วไปสายการบินนั้น ๆ นี้ฉันใด ใครอยากจะไปสู่ภพไหนชาติใดก็สร้าง กรรมประเภทนั้น ๆ ผลของกรรมจะเป็นเครื่องบินพาท่านไปเอง ตามปกติแล้ว จิตวิญญาณไปเกิดในที่ไหนจะติดใจพอใจอยู่ในที่แห่งนั้น ถ้าได้เกิดในโลกมนุษย์ ก็จะมีความห่วงความอาลัยไม่อยากไปในภพไหนเลย ความห่วงความยินดีนี้เองจึง เป็นตัวถ่วงใจผูกใจเอาไว้ จะเข้าใจว่าโลกมนุษย์นี้มีความสุขดีแล้ว มีสิ่งให้เสพ สุขได้ตามใจชอบ ต้องการในสิ่งใดก็พอหาได้ อยากชมวิวทิวทัศน์ความสวยงาม ของโลกก็มีดู อยากสัมผัสในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ถูกใจก็หาสัมผัสได้
 
          พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า โลกมนุษย์นี้มีความงามงอนเหมือนราชรถ มีคำต่อ ไปว่า มีผู้โง่เขลาเท่านั้นข้องอยู่ ผู้มีสติปัญญาที่ฉลาดรอบรู้หาข้องอยู่ไม่ ถ้าเรา ใช้วิจารณญาณพิจารณาในคำสอนของพระพุทธเจ้าในบทนี้จะเป็นอุบายสอนใจตัว เองได้เป็นอย่างดี ผู้ที่มีความทุกข์เดือดร้อนใจ มีสาเหตุเนื่องจากไม่ยอมรับความจริง สิ่งใด ไม่ถูกใจไม่ชอบใจก็จะเกิดความรู้สึกรับในสิ่งนั้นไม่ได้ เป็นในลักษณะเข้าข้างตัว เอง ไม่ยอมรับในสิ่งที่ไม่ถูกใจ ไม่ว่าสิ่งใดจะต้องให้เป็นไปตามใจชอบทั้งหมด ไม่ยืดหยุ่น มีความเห็นอย่างไร มีความเข้าใจเป็นอย่างไร ก็อยากให้สิ่งทั้งหมด เป็นไปตามความเข้าใจอย่างนั้น นี้คือศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของโลกไม่ทั่วถึง ไม่เข้าใจในกระแสโลกที่มีอยู่เป็นอยู่ตามความเป็นจริง การศึกษาธรรมก็คือศึกษา หลักของธรรมชาติคือความเป็นจริง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมีการตั้งอยู่ชั่วขณะ แล้ว ก็เปลี่ยนแปลงไปหรือดับไป ความเข้าใจและความเห็นของคนเราย่อมแตกต่างกัน จะให้ทุกคนมีความเห็นเป็นอย่างเดียวกันนั้นเป็นไปไม่ได้ ความเห็นของนักปราชญ์บัณฑิตก็มีความเห็นเป็นอีกอย่างหนึ่ง ความเห็นของคนพาลสันดานชั่วก็ เป็นอีกอย่างหนึ่ง ในโลกนี้มีทั้งนักปราชญ์และคนพาลอยู่ร่วมกัน ความคิดความ เห็นย่อมมีความแตกต่างกันไปเป็นธรรมดา ถ้าหากคบกับนักปราชญ์ก็จะไม่มี ปัญหา เกิดขึ้น เมื่อจำเป็นจะต้องได้อยู่ในกลุ่มคนพาลก็ต้องหาทางออกที่ยืดหยุ่น อ่านนิสัยของคนพาลสันดานชั่วให้เข้าใจ ในธาตุแท้ของคนพาล มีความ ประพฤติเป็นอย่างไร คนพาลก็คือคนพาล จะเอาอะไรให้สมบูรณ์แบบไม่ได้ คน ที่ใจต่ำทรามการทำการพูดเขาไม่ได้คิดถึงเหตุและผล เขาก็จะทำจะพูดให้ถูกกับใจ เขาเท่านั้นเอง จะเอาความประพฤติในการทำการพูดของคนพาลให้ถูกกับความ ต้องการของเราทั้งหมดไม่ได้ ต้องรู้จักให้อภัยกับคนประเภทนี้ เพราะเขายังไม่มี สติปัญญารับผิดชอบในการทำการพูดของเขาได้ บัณฑิตกับคนพาลก็มีความอยากอยู่ในตัว แต่ใช้ความอยากที่แตกต่างกัน การทำกรรมก็ทำไปคนละอย่างกัน
        คำว่ากรรม ก็คือการกระทำทางกาย และ วาจามโนกรรมเป็นใหญ่เป็นประธานในความอยากทั้งปวง การทำทางกายและ วาจาจะออกมาจากความอยากของใจนี้ทั้งหมด การทำผิดทำถูก พูดผิดพูดถูกจะ เป็นผลสะท้อนเข้าหาใจ ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาของความอยากต้องแก้กันที่ใจนั้น คือ ความเห็น ความเห็นนี้เองจึงเป็นเข็มทิศให้ใจได้เป็นไป ถ้าใจมีความเห็น ชอบก็จะเป็นความอยากไปในทางที่ถูก ถ้าใจมีความเห็นผิดก็จะเกิดความอยากไป ในทางที่ผิด จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มีการกระทำกรรมชั่วต่อไปยาวนาน และ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดการพูดผิดทำผิดเกิดขึ้น ฉะนั้นความเห็นที่ประกอบด้วย ความอยาก จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิบัติธรรม เพราะความอยากยังเป็นดาบ สองคม ความอยากของคนพาลจะเป็นผลนำไปสู่ทุคติโดยถ่ายเดียว ความอยาก ของนักปราชญ์บัณฑิตจะเป็นผลนำไปสู่สุคติและส่งผลให้ถึงพระนิพพานได้ ดัง บาลีว่า ตณฺหาย ตรติ โอฆํ ตัณหาคือความอยากจะเป็นพลังส่งให้ผู้ปฏิบัติได้ข้ามพ้นไปจากโอฆสงสาร ผู้จะนำเอาตัณหาคือความอยากมาปฏิบัติให้เกิดผลดีได้ ผู้นั้นจะต้องมีสติปัญญาที่ดี มีความฉลาดรอบรู้ตามหลักความเป็นจริง ให้เป็นไป ตามไตรลักษณ์อยู่เสมอ หรืออย่างน้อยให้มีสติปัญญาฉลาดรอบรู้ในการบำเพ็ญ ความดีคือบุญกุศล ผู้จะบำเพ็ญบุญกุศลได้ผู้นั้นก็ต้องรู้จักบาปอกุศล ว่าการทำ บาปทำอย่างไร ผลของบาปเป็นอย่างไร ถ้าเข้าใจในบาปอกุศลดี มีหิริความ ละอายในการทำบาป โอตตัปปะ มคี วามกลัวต่อผลของบาปที่จะตามสนองแก่ตัว เอง ผู้นั้นก็จะเลือกทำแต่กรรมดี คือบุญกุศลตลอดไป จนกว่าจะได้เข้าสู่มรรค ผลนิพพาน

โลกมนุษย์เป็นสถานที่สร้างกรรม - หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ

บ้านจอมยุทธ


23
11 - จาคะบารมี - 19 ส.ค.2500 - ท่านพ่อลี ธมฺมธโร




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม

24
11 - ความสำคัญของพระพุทธศาสนา - พระอาจารย์วัน อุตฺตโม




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม




หน้า: [1] 2 3 ... 40