แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - นายเสรี ลพยิ้ม

หน้า: [1] 2 3 ... 47
1
07 - ศูนย์พุทธโลก ที่เชื่อมสามัคคี และมีดีให้เขาฯ 2-พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)




@เสรี ลพยิ้ม ขอแนะนำ ธรรมะ 1

youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม






2
06 - ศูนย์พุทธโลก ที่เชื่อมสามัคคี และมีดีให้เขาฯ 1-พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)




@เสรี ลพยิ้ม ขอแนะนำ ธรรมะ 1

youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

5
08 - สัมมาทิฎฐิ , บุคคลควรแก่การเคารพ - พระอาจารย์วัน อุตฺตโม




@เสรี ลพยิ้ม ขอแนะนำ ธรรมะ 1

youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

7
ตาวิเศษ - หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

มาลืม ตาวิเศษ  คือ ความรู้สึกตัว คุณลองเอามือทั้งสองข้าง มาวาง คว่ำไว้บนเข่า คุณก็รู้ว่าขณะนี้มือของคุณอยู่ที่ไหน ต่อไปคุณก็ตะแคงมือ ข้างขวาตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้เห็นนะ  แล้วคุณก็ยกมือขึ้นข้างขวาตรงๆพอประมาณ คุณก็รู้อีกเห็นอีก  แล้วคุณก็เอามือข้างขวามาวางไว้ที่ตัก  คุณก็รู้อีก เห็นอีก ต่อไปคุณก็ตะแคงมือข้างซ้ายตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้นะ แล้วคุณยก มือข้างซ้าย ขึ้นตรงๆ พอประมาณ คุณก็รู้อีก แล้วคุณเอามือ ข้างซ้ายมาวาง ซ้อนมือข้างขวา คุณก็รู้อีกเห็นอีก รู้เห็นมือทั้งสองข้าง อยู่ตรงไหน ให้รู้ซื่อๆ ตรงๆ  อย่ารู้แบบเพ่ง  รู้แบบสดชื่นใจ  ตาคุณก็ไม่ต้องหลับ  ทอดสายตาพอดี อย่าก้มเกินไป และอย่ามองไปไกลเกินไป ให้มีความรู้สึกตัวอยู่ที่มือนะ
         
   ต่อไปคุณก็กำหนดยกมือข้างขวาขึ้นเหนือมือข้างซ้ายหน่อยเดียว คุณก็รู้อีก  เคลื่อนไหวมือทีไรให้รู้ มีเจตนาใส่ใจให้รู้สึกตัว แล้วคุณยกมือ ข้างขวาออกไปข้างๆ  คุณก็รู้อีกเห็นอีก  รู้เห็นจริงๆนะ แล้วคุณเอามือ ข้างขวาตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้อีก แล้วคุณคว่ำมือข้างขวาลงไว้บนเข่า คุณก็รู้อีก ให้รู้เป็นครั้งๆ ไป ต่อไปคุณยกมือข้างซ้ายขึ้นหน่อยเดียว คุณก็รู้อีก  แล้วคุณ ยกมือข้างซ้ายออกไปข้างๆ คุณก็รู้นะ แล้วคุณวางมือข้างซ้ายลงตั้งไว้บนเข่า คุณก็รู้เห็นอีก แล้วคว่ำมือซ้ายลงบนเข่า คุณก็รู้อีกเห็นอีก รู้เห็นจริงๆ รู้ที่กาย ที่มือของคุณ

          เอามือของคุณเป็นนิมิต เป็นวัตถุอุปกรณ์ ผลิตความรู้สึกตัว ถ้าคุณรู้ อยู่อย่างนี้นานๆ พบเห็นอยู่อย่างนี้นานๆ หาวิธีที่จะรู้เห็นอยู่ตลอดเวลา  นอกจาก นั้นคุณก็อาจเปลี่ยนอิริยาบถได้

           เดินจงกรม การเดินกำหนดยาวประมาณ 11 ก้าว อย่าให้ยาวจนเกิน ไป ถ้าสั้นก็ประมาณ 5 ก้าว ให้กลับซ้ายที กลับขวาที ให้คุณกำหนดรู้เห็น เหมือนคุณกำหนดมือของคุณที่เคลื่อนไหวเป็นจังหวะไป คุณก้าวทีไรให้รู้ทุกที รู้ทุกก้าว อย่ารู้แบบเพ่ง ให้รู้เป็นครั้งๆไป เหมือนเรานับ หนึ่ง สอง สาม         แต่ไม่ให้นับ ไม่ต้องว่าซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ไม่ต้องว่าอะไร  ให้รู้สึกตัว ว่าก้าวไปก็พอแล้ว ให้รู้ซื่อๆ ตรงๆ อย่าพึงไปเอาเหตุเอาผลอะไร เอาความชอบ ไม่ชอบอะไร ให้รู้แบบบริสุทธิ์ อิสระ อย่ารู้แบบบูดบึ้งคร่ำเครียด

         ให้ทำจิตใจสบายๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส ขยันรู้ หาวิธีที่จะรู้อยู่เสมอ วัตถุที่จะให้รู้ก็มีอยู่จริง มือเคลื่อนไหวทีไร ก็รู้จริงๆ ไม่ใช่คิดรู้นะ  เป็นการ สัมผัสเอานะ เจตนาสร้างเอา ขยันรู้ มากรู้ เป็นวันหลายวันไป ทำใหม่ๆ บางทีมันอาจหลงไปบ้าง ช่างมัน ไม่เป็นไร ตั้งต้นเอาใหม่ ก็รู้ได้อีก
 
   คุณเคยรู้อยู่อย่างนี้สักหนึ่งวันมีบ้างไหม หรือหากว่า คุณพอจะมีเวลา ฝึกตัวเอง ให้รู้สึกตัวอยู่อย่างนี้สักเจ็ดวันจะดีไหม ชีวิตของเราก็มาถึงปูนนี้แล้ว เราอยู่กับตัวรู้ หรือว่าอยู่กับตัวหลง

            การที่จะเปลี่ยนอิริยาบถ  ก็ต้องกำหนดรู้  แม้แต่ความคิดที่จะเปลี่ยน  เราก็ต้องรู้ทันความคิด อย่าให้ความคิดนำไป ให้ความรู้สึกตัวนำไป  หาโอกาส รู้เห็นอย่างนี้มากๆ เข้า เราตั้งใจดูรู้อยู่ที่กาย มันอาจเกิดอาการต่างๆ ให้เราหลง เราตั้งใจจะดูกายเคลื่อนไหวไปมา แต่มันจะมีสิ่งที่จะทำให้เราหลงไป เช่น เวทนา  ความปวดเมื่อย มันเกิดขึ้นของมันเอง เป็นอาการของกาย  เราไม่ได้ไปหาดูมัน  มันเกิดขึ้นมาเองของมัน  อย่าเข้าไปเป็นนะ ให้เห็นมันนะ  อย่ามีตนอยู่ในเวทนา มันเป็นเวทนาของมันเอง

          เรามีตาวิเศษแล้ว เราจะเป็นผู้ดูแล้ว ไม่ใช่เป็นผู้เป็นแล้วนะ อะไร เกิดขึ้นมาเราก็ดู    ไม่มีตนอยู่ในเวทนา ดูมันเห็นมัน มันมีอยู่เป็นอยู่ของมัน อย่างนี้ อะไรเกิดขึ้นมาเราก็เป็นผู้ดู  ที่มันปวดมันเมื่อยนั้น ภาษาธรรม เรียกว่าเวทนา  ภาษาคนเรียกว่ามันสุขมันทุกข์ มันมีอยู่เป็นอยู่คู่กับรูป ทุกข์แบบนี้มันแก้ไม่ได้ มีแต่บรรเทา  อย่าเข้าไปเป็น เข้าไปเกี่ยวข้อง กับอาการ อย่างนี้ให้ถูก ไม่ใช่ตัวตนอะไร

        นี่ตาวิเศษ เราก็เห็นแล้วว่ามันเป็นของมันเช่นนั้นเอง มันมีอยู่เป็นอยู่ ของเขา ใครจะรู้หรือไม่รู้  เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้น  มันเป็นธรรมชาติของเขา อยู่อย่างนั้น  เป็นอาการของเขาอยู่   อย่างนั้น ไม่ใช่ตัวตนอะไร

          ต่อไปมันก็ไปเห็นจิตใจที่มันคิดขึ้นมาอีก  ไม่ให้ไปดูมัน มันคิดขึ้นมาเอง มันลักคิดขึ้นมาเองนะ เราก็เห็นมันอีก อย่าเข้าไปในความคิด อย่ามีตนอยู่ ในความคิด เรามีตาวิเศษแล้ว มีแต่ดูไป เห็นไปตะพึดตะพือไป แล้วเราก็ กลับมาดูกายเห็นกาย ที่มันเคลื่อนไหวไปมาอยู่นี่ เจตนายกมือ เคลื่อนไหว ไปมาอยู่นี่ เดินจงกรมอยู่นี่ หรือเวลาที่เราไม่ได้เคลื่อนไหวมือ เราก็อยู่ใน อิริยาบถอื่น ก็ดูไปเห็นไป ให้ชำนาญในการดูการเห็นไป มีแต่เป็นผู้เห็น ไม่ได้ เข้าไปเป็นผู้เป็น

        แต่ก่อนมีแต่เป็นไปกับอาการต่างๆ  หมดตัวไปกับความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว  ความหิว บัดนี้เราก็รู้จักแยกออกเป็น ว่ากายนี้อันหนึ่ง เวทนาความปวดความเมื่อย ความร้อน ความหนาว ความหิว ก็อันหนึ่ง  ตัวลักคิดไปนั่นก็อันหนึ่ง คิดที่ไม่ได้ตั้งใจคิด เราก็เห็นแล้ว
 
      อย่าไปเชื่อมันทั้งหมดนะความลักคิดนี่   ทำตามความลักคิดทั้งหมดไม่ได้ อย่าให้มันหลอกเอาได้ จะเกิดการผิดพลาดได้

      ความคิดนั้น มันมีอยู่สองลักษณะ คือ ตั้งใจคิดอันหนึ่ง ลักคิดขึ้นมา เองก็อีกอันหนึ่ง  พอเราจะตั้งใจดูกาย มันก็คิดโน้นคิดนี้ไป  อย่าหลงไปกับมัน  อย่ามีตนอยู่ในความคิด  มาดูกายที่มันเคลื่อนไหวอยู่นี่ เจตนาเคลื่อนไหวอยู่นี่ อาศัยกายเป็นนิมิต  เป็นหลัก  เป็นที่เกาะ  เหมือนเราเกาะอยู่หลัก ที่ปักไว้กลาง น้ำไหล เวลาใดเราวางมือมันก็พัดพาเราไป เราก็แหวกว่ายขึ้นมาจับอยู่ที่หลักอีก อันนี้ก็เช่นกัน เวลาที่มันลักคิดไป  คุณก็อย่าหลงไปตามความลักคิดนะ ให้กลับมาดูกายที่มันเคลื่อนไหวอยู่นี่

      นี่ตาวิเศษ มาดูอยู่อย่างนี้ให้มันชำนาญ  ให้มันคุ้นเคยอยู่กับกายไปก่อน อย่าพึ่งไปยุ่งกับความคิด เหมือนกับเราดูหนังสือ  ดูไปดูมามันก็ติด มันจำได้นะ มันรู้เรื่อง ตัวลักคิดก็อันหนึ่ง  ตั้งใจคิดก็อันหนึ่ง เวลาใดที่มันลักคิดไป เราก็รู้สึกตัว คล้ายกับว่า ทักท้วงตัวลักคิด    เมื่อมันลักคิดทีไรรู้ทันมัน  ก็เท่า กับว่าเราได้สอนมัน หัวเราะเยาะมันก็ได้ พอเราเห็นว่ามันลักคิด  ความลักคิด มันก็หยุด มันไม่ประสีประสาอะไร มันไม่ยิ่งใหญ่อะไรหรอก  แต่ถ้าเราไม่รู้ทันมัน มันก็ยิ่งใหญ่ ดึงลากเราไปกับมันได้

     บางทีมันก็มีอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นคู่กับความคิด กลายไปเป็นอารมณ์  ฟุ้งซ่าน  ลังเลเลสงสัย ง่วงเหวาหาวนอนไป เกิดอาการอึดอัดขัดเคืองไป ปรุงแต่ง ไปต่างๆนานา คุณก็อย่าพึงเข้าไปจำนนต่อมัน  ให้ดูมัน เรามีตาวิเศษ แล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นกับกาย กับจิตใจเรา เราก็เป็นผู้ดูมันทั้งนั้น สนุกดู สนุกเห็นมัน มันก็ไม่มีอะไรมาก ดูเข้าจริงๆ มันสรุปให้ว่า  มีแต่กาย เวทนา จิต และธรรม (สติปัฏฐาน 4)  ที่มันเกิดขึ้นกับกาย กับจิตใจ
 
   กายมันก็มีคู่ ความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว หิวกระหาย นั้นมันเป็นอาการของกาย จิตที่มันคิดโน่นคิดนี่ มันก็มีคู่เช่นกัน เช่นความ คิดฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย  ความง่วงเหงาหาวนอน หมู่นี้มันเป็นอาการ ของจิต ให้ดูมันเห็นมัน

     เรามีตาวิเศษแล้ว  ยิ่งดูไปเท่าไรก็ยิ่งเห็นแจ้งเท่านั้น การดูการเห็น มันเป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียนที่ดี ภาวะที่ดูนี้มันก็เกิดความชำนาญ เห็นอะไรมันก็รู้แจ้งไปเอง  แต่ก่อนเราก็ไม่เคยพบเห็น พอพบเห็นเข้าบ่อยๆ มันก็เห็นแจ้งเหมือนเราเห็นผู้คน  ก็จำหน้าจำตากันได้  รู้ถึงนิสัยใจคอ ว่าเป็นคนดีคนชั่วอย่างไร ควรคบหรือไม่ควรคบอย่างไร มันสรุปให้เรา ว่ามันคืออะไร

      กาย เวทนา จิต ธรรม นี้  มันก็คือ รูป กับ นาม เท่านั้น นั่งอยู่นี่ เดินอยู่นี่ คือรูป คิดไปโน่นไปนี่นั้นคือ นาม มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วยกัน แยกกันไม่ออก ถ้าแยกจากกันเมื่อไรก็เน่าไปเลย  ตาวิเศษมันพบเห็นเข้า รู้แล้วพบเห็น เข้าจริงๆ และเป็นจริง มีอยู่เป็นอยู่อย่างนั้น  รูปนี้มันเป็นดุ้น เป็นก้อน ฉิบหายเพราะร้อนเพราะหนาวหิวกระหายหลายๆ อย่าง  ตัวรู้สึกคิดนึก พาลุกพาเดินเคลื่อนไหว รู้อะไรได้นั้นเป็นนาม   มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วย กัน  นั่งอยู่นี้คือ รูป  คิดไปโน้นคือ นาม

     ตาวิเศษมันพบเห็นเข้า  รู้แล้วพบปะเข้าจริงๆ แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้ง ถูกมันหลอกมาตั้งนาน หมดเนื้อหมดตัวไปกับอาการต่างๆของรูปของนาม จำนนต่ออาการต่างๆที่มันสั่งการ สั่งให้หัวเราะ ร้องไห้ สั่งให้รักให้ชัง ทำตามความโกรธ โลภ หลง นึกว่าตัวตนไปเสียทั้งหมด  เป็นขี้ข้ารับใช้ต่อ อาการต่างๆ  จำนนต่ออาการต่างๆที่มันสั่งการ  รูปมันเป็นดุ้นเป็นก้อน  คือ ร่างกายนี้ มันเป็นทาสของนาม เขาสั่งให้ทำอะไรๆ ก็ทำไปหมดทุกอย่าง สั่งให้กินเหล้า  สูบบุหรี่ สั่งให้เอาปืนมายิงตัวเองก็ทำ  สั่งให้แขวนคอตัวเองก็ทำ  สั่งให้กินยาพิษก็กิน   เฉพาะรูปนี้ทำอะไรไม่เป็นดอกนะ ทำดีก็ไม่เป็น ทำชั่ว ก็ไม่เป็น
 
      การยกมือเคลื่อนไหวไปมาอยู่นี้  อะไรมันสั่ง สั่งให้ลุก สั่งให้เดิน สั่งให้นั่ง สั่งให้หัวเราะและร้องไห้ อะไรมันสั่ง  ก็พึ่งมาพบเห็นตัวการมันเข้าแล้วบัดนี้นะ   ที่แท้ก็คือ นาม มันเป็นนาย   รูปกาย มันเป็นบ่าว  ตาวิเศษมาพบเห็นเข้า  พบกับ ความจริงเข้า  มันเปิดเผยออกมา  รูป มันเป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น  ฉิบหายเพราะร้อนหนาวเจ็บไข้ได้ป่วย   ตัวรู้สึกคิดนึกพาลุกพาเดินเคลื่อนไหว รู้อะไรได้นั้นคือ นาม  มันเป็นของสองอย่างที่อยู่ด้วยกันดังที่ว่ามา

        ตาวิเศษพบเห็นเข้า มันเปิดเผยออกมา รูปมันเป็นธรรมของมันอยู่อย่างนั้น  และมีอาการต่างๆ เป็นคู่กับรูป เช่นความเจ็บไข้ได้ป่วย ความร้อน ความหนาว  นามสัมผัสไม่ได้ แต่มันก็มีอำนาจ มันป่าเถื่อนนะ  ไม่เป็นธรรมต่อรูป  เฉพาะรูปมันก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว  รูปนี้จริงๆ  มันเป็นธรรมชาติ แต่มันก็มีอาการ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูป  เช่นความปวดความเมื่อย ความร้อนความหนาว ความ หิวกระหาย มันเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับรูป มันก็กลับไปทบทวนอีกทีหนึ่ง ถ้ารูปไม่รู้จักร้อนหนาว  หิวกระหาย มันก็ไม่ใช่รูป มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น แต่ก่อนเรายังไม่พบเห็น  ก็เอาอาการต่างๆเหล่านั้นมาลงโทษตัวเอง เป็นตัวตน อยู่ในอาการเหล่านั้น

         พอมารู้แจ้งเข้า ก็มอบให้อาการของมันไป ไม่เอามาลงโทษเหมือน เมื่อก่อน  มันไม่ใช่ตัวตนอะไร แต่ก่อนหิวก็เป็นทุกข์ใจ ร้อนหนาวก็เป็นทุกข์ใจ เรื่องของรูป อาการของรูป ก็เอามาเป็นทุกข์ใจ  เรื่องของนาม อาการ ของนามก็เอามาเป็นทุกข์กาย  ทั้งรูปและนามไม่เป็นธรรมต่อกัน  เอามาเป็นตัว เป็นตน  เอาอาการของรูป เอาอาการของนาม มาเป็นตัวเป็นตน มีตัวตนอยู่ใน อาการเหล่านั้นเต็มไปหมด

     พอมาพบเห็นเข้า  ก็มอบให้ธรรมชาติ และอาการของมันไป มันไม่ใช่ตัวตนอะไร มีที่วางมีที่ปล่อย ปลงลงได้ บางอย่างก็บรรเทา  บางอย่าง ก็กำหนดรู้  บางอย่างก็ละออกไป ไม่ได้เอามาเป็นตัวตนเหมือนเมื่อก่อน รู้จัก แจกแจงแยกออกไป ตัวกูก็ลดหดหายไปได้จริงๆ  หลุดพ้นออกจากทุกข์ได้บ้างแล้วบัดนี้นะ

นามก็คือความรู้สึกคิดนึก  มันก็เป็นธรรมชาติ  และมีอาการเช่นกับรูป  เช่นความลักคิดปรุงแต่ง
โกรธ โลภ หลง อึดอัดขัดเคือง เป็นอาการย้อมจิตใจ คือนาม มันไม่ใช่จิตใจ แต่มันเกิดขึ้นกับจิตใจ

     ตาวิเศษเห็นแจ้ง  ว่านั่นคืออาการของนาม ไม่ใช่ธรรมชาติของนาม มันเป็นเพียงอาการเท่านั้น  ถ้าเราไม่รู้แจ้งมันก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ทำลายผู้คน มามากต่อมากแล้ว  มีตัวตนอยู่ในอาการว่าเราโกรธ เป็นผู้โกรธ ทำตามความ โกรธ จนเสียผู้เสียคนมามาก   เกิดเป็นปัญหาต่อสังคม ตาวิเศษเห็นแจ้งเข้า ก็รู้จักแยกแยะออก  จิตใจจริงๆแต่เดิมปกติอยู่ บริสุทธิ์อยู่ แต่อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับจิตใจ ทำให้จิตเศร้าหมองขุ่นมัว  อุปมาเหมือนเมฆมาปิดบังดวงจันทร์ ทำให้เกิดความมืดบอด ไม่เห็นความจริง  เหมือนกับองคุลีมาลได้กล่าวเป็น ภาษิตไว้ว่า

“แต่ก่อนเราไม่รู้แจ้ง ประมาทลุ่มหลงมืดบอด บัดนี้เราไม่ประมาท
เหมือนเมื่อก่อนแล้วหลุดพ้นจากความมืดบอดแล้ว
เหมือนดวงจันทร์พ้น แล้วจากเมฆฉะนั้น”


       ตาวิเศษรู้จักแยกออกจากกันอีก  อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรูปกับนามนั้น มันเป็นของที่ไม่เที่ยง  เช่นความโกรธ  โลภ หลง มันไม่เที่ยง เราทำตามมัน ไม่ได้อีกแล้ว โดยเฉพาะตัวลักคิดนี้นะ คิดขึ้นมาแล้วเกิดโกรธ โลภ หลง มันเป็นกิเลสตัณหาไป  เป็นราคะปรุงแต่งเป็นสังขารไป กลายเป็นภพเป็นชาติไป มันเกิดมันดับอยู่อย่างนั้น
 
พอเรามีตาวิเศษรู้แจ้งทันมัน  มันก็จบลงอย่างง่ายดาย  มันไม่ใหญ่โต อะไร แล้วมันก็สรุปให้เรา คือ เหตุปัจจัย

มีแต่ตัวรู้สึกตัว   กับความหลงตัวเท่านั้น   ถ้าเรามีความรู้สึกตัว  ทุกอย่าง มันก็ปกติ  ความรู้สึกตัว
เป็นปู่เป็นย่าของความดี ความถูกต้อง เป็นที่เกิดแห่ง ศีล สมาธิ และ ปัญญา


8
ธรรมสามัคคี - หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ความสามัคคีเป็นสิ่งที่โลกต้องการเสมอมา เพราะเป็นธรรมที่มีคุณค่ามาก ยากจะหาอะไรเสมอได้ ตลอดสัตว์นานาชนิดที่ถือความพร้อมเพรียงสามัคคีเป็นชีวิตจิตใจ เช่น พวกมด มีมดแดงเป็นต้น เขาไม่ยอมให้อะไรเข้าไปรุกล้ำได้เลย เป็นต้องช่วยกันรุมกัดแบบเอาชีวิตเข้าแลกเลยทีเดียว แม้ตัวเล็กทีท่าไม่น่าเกรงขามก็ตาม แต่ใจที่รักพวกรักรวงรัง รักความสามัคคีและสละชีวิตด้วยความพร้อมเพรียง เพื่อทรงหมู่ทรงคณะอยู่ได้นั้น มิได้เล็กไปตามร่างเลย ใครอยากเห็นความสำคัญในความพร้อมเพรียงเพื่อสมบัติคือรวงรัง ไข่ และลูกอ่อนของเขา ก็ลองเอามือหรือไม้ไปแหย่หรือจ่อเข้าที่รังเขาดู จะเห็นความคึกคักกล้าหาญในการต่อสู้ของเขาแต่ละตัวจนหมดทั้งรัง แสดงออกมาทันทีไม่ชักช้า

ขณะที่เกิดเหตุต่าง ๆ จากศัตรูนั้น ต่างตัวจะตั้งท่าต่อสู้ และวิ่งสับสนอลหม่านเพื่อบอกเหตุอันตรายแก่กันและกันอย่างไม่ชักช้าเลย เมื่อทราบเหตุตัวอยู่ในรังก็จะรีบออกมาช่วยกันอย่างชุลมุนวุ่นวายชนิดไม่กลัวตายใด ๆ ทั้งสิ้น ต่างตัวต่างรุมกัดคนละที่ละทางแบบล็อกตายไม่ยอมปล่อยวาง ถ้าจับก้นตัวที่กัดดึงออก หัวต้องขาดคาติดกับคนโดยไม่ยอมปล่อยวาง อันเป็นลักษณะถอยทัพกลับแพ้เลย จะต่อสู้จนตายหรือต้องชนะศัตรูเท่านั้น เป็นความจริงใจของเขาที่เป็นนักต่อสู้ ตัวที่ตายก็ตายไป ตัวที่ยังก็รุมกัดชนิดโหมกันทั้งรัง หากสู้กำลังของศัตรูไม่ไหวก็ยอมตายกันทั้งรังด้วยท่าต่อสู้ ถ้าชีวิตยังมีเหลือตายก็ให้ยังเหลือด้วยกันแบบนักต่อสู้เพื่อชาติของเขา  คำว่าถอยทัพยอมรับความปราชัยพ่ายแพ้ และต่างตัวต่างวิ่งหนีเพื่อเอาตัวรอดนั้นไม่มีในพวกมดแดงที่ฝังใจในความรักชีวิตของกันและกันเลย รวงรังและไข่พร้อมลูกอ่อนเป็นที่รวมแห่งชีวิตและความรักสงวนของเขา ใครๆ จะไปแตะต้องไม่ได้ ถ้าไม่อยากเห็นฤทธิ์แห่งความเอาจริงเอาจังของเขาที่เป็นชาตินักรบโดยสมบูรณ์แสดงออกในขณะนั้น

มดแดงเป็นสัตว์ที่รักชาติและความพร้อมเพรียงสามัคคีแท้ชาติหนึ่ง มนุษย์เราหากธรรม ๒ ข้อนี้ยังไม่ซึมซาบถึงใจ จึงควรสะดุดใจและนำคติของเขามาปฏิบัติบ้าง คงจะเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์มากมาย การขาดคุณธรรม คือความรักกันและความสามัคคีกัน ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยซึ่งจะควรนอนใจ มดแดงแม้จะไม่มีความรู้ลึกซึ้งกว้างขวางเหมือนมนุษย์ที่ไปเรียนข้ามทวีปแบกใบประกาศนียบัตรมาอวดกันก็ตาม แต่ความรู้และการกระทำของเขาน่าสรรเสริญและเป็นคติได้ดี ไม่เพียงสักแต่ว่าเขาเป็นมดที่อยู่ใต้อำนาจแห่งการเย่อหยิ่ง และเบียดเบียนทำลายของผู้หาความรู้สึกตัวและเมตตามิได้ ทั้งที่ตัวเองสู้เขาไม่ได้ในคุณธรรมบางประเภทดังกล่าวมา การรักษาสมบัติมีรังเป็นต้น เขารักษาตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ประมาท นอนขับกล่อมกันอยู่ในรังคอยอันตรายด้วยความเพลิดเพลินจนลืมตัว

เขามีการอยู่เวรกันเป็นประจำและเที่ยวตรวจตราตามบริเวณรอบรังมิได้ขาด อยู่ที่ปากรังบ้าง ตามบริเวณข้างนอกรังทั่ว ๆ ไปบ้าง เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นเขาจะวิ่งถึงกันเพื่อบอกเหตุทันที แล้วพร้อมกันออกตรวจตราต่อสู้ การหากินก็แบ่งกันไปเป็นพวก ๆ เมื่อได้อาหารมาก็กินด้วยกัน ไม่มีการแย่งชิงกันกิน และไม่มีการแอบซ่อนอาหารไว้กินลำพังตัวเดียว ไม่รังแกกันทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ เวลามีเหตุอันตรายเกิดขึ้นก็ช่วยกันต่อสู้ด้วยความกล้าหาญชาญชัย ไม่หวาดกลัวท้อถอยหรือหลบหลีกปลีกหนีเอาตัวรอดว่าเป็นยอดดี โดยปล่อยให้เพื่อนๆ ตาย อาการทุกอย่างของเขาดังกล่าวมา มนุษย์เรายังอาจสู้เขาไม่ได้ ซึ่งน่าอับอายที่ความรู้ความสามารถมีมากแต่สู้สัตว์ เช่น มดแดงไม่ได้

ผู้เขียนยิ่งตัวขี้ขลาดหวาดกลัวที่สุด ไม่มีใครในโลกที่ว่าขี้ขลาดอ่อนแอจะมาหาญสู้ได้ ถ้าไม่อยากแพ้บนเวทีขี้ขลาดของคนไม่เป็นท่า ฉะนั้นเมื่อพูดถึงความบกพร่องแห่งคุณธรรมที่สู้มดไม่ได้ จึงอดที่จะเอาเรื่องของตัวออกมาตีแผ่ไม่ได้ เพื่อท่านผู้อ่านทั้งหลายได้ทราบบ้างว่า พระขี้ขลาดอ่อนแอก็ยังมีในศาสนาถึงกับใครมาแข่งไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แต่ถ้าเป็นความขยันหมั่นเพียร ความกล้าหาญชาญชัยที่น่าชมเชยแล้ว ยอมแพ้แต่ยังไม่ขึ้นเวที

ความสามัคคีตามหลักธรรมท่านกล่าวไว้ว่า เป็นรากฐานแห่งความมั่นคงของหมู่คณะตลอดคนทั้งชาติ มีความสามัคคีเป็นพื้นฐานรับรองไว้ หากขาดความสามัคคีเสียอย่างเดียวแม้แต่ร่างกายก็ทนอยู่ไม่ได้ ย่อมแตกสลายอย่างไม่มีปัญหา แต่ความสามัคคีจะมีได้โดยสมบูรณ์ต้องอาศัยแต่ละคนเห็นความสำคัญของส่วนรวมที่อาศัยกันอยู่ ไม่เห็นว่าสำคัญเฉพาะตัวคนเดียว เมื่อคนเราเห็นความสำคัญของกันและกัน ว่ามีคุณค่าเสมอกันในความเป็นมนุษย์ที่อาศัยกัน การแสดงออกย่อมไม่เป็นภัยต่อกัน นอกจากเป็นคุณถ่ายเดียวเท่านั้น ไม่เป็นคนเห็นแก่ตัวจัด อันเป็นเหตุให้เอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ และเป็นเครื่องส่งเสริมความโลภมากไม่มีขอบเขตเหตุผล เล็งเห็นแก่ได้ถ่ายเดียวอันเป็นช่องทางให้หลวมตัว จนลืมเพื่อนมนุษย์ว่าเป็นอะไรไป คนเราจะมีความร่ำรวยและเสวยสุขอยู่คนเดียว ในท่ามกลางแห่งความทุกข์ร้อนของผู้อื่นเป็นจำนวนมากนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ หากเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ปราชญ์ท่านคงสอนให้ตั้งบ้านเรือนบนศีรษะมนุษย์มานานแล้ว

ความเห็นแก่ตัวจัดอันเป็นมิตรสหายของความโลภไม่มีเพียงพอนี้ นอกจากเป็นภัยแก่ตัวอย่างลึกลับที่เจ้าตัวไม่อาจมองเห็นแล้ว ยังเป็นภัยแก่ผู้อื่นอย่างไม่มีประมาณ ท่านจึงสอนให้ละให้ปล่อยวางพอมีทางเย็นใจบ้าง สำหรับตัวเองและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันซึ่งเป็นสัตว์ขี้ขลาดอยู่คนเดียวไม่ได้ จะได้เห็นคุณค่าของกันและกันพออยู่กันได้เป็นผาสุก คนเราอาศัยใครและสิ่งใด ควรถือผู้นั้นและสิ่งนั้นเป็นสำคัญ ไม่เหยียบย่ำทำลายอันเป็นลักษณะคนเนรคุณไม่มีความเจริญจีรังถาวร

อยู่เรือนให้รักษาเรือน หมั่นปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาดน่าอยู่อาศัยหรือหลับนอน ใช้เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเครื่องใช้สอยต่างๆ ให้หมั่นชะล้างซักฟอกและเก็บรักษาด้วยดี ไม่ทิ้งเกลื่อนกลาดสาดกระจายอันเป็นความเสียหายแก่สิ่งของและตัวเราเอง ทั้งเป็นการส่อนิสัยว่าไม่เอาไหน ไปอยู่กับใครก็ทำความหนักใจแก่ผู้รับให้อยู่ด้วย จนกลายเป็นคนโลกแคบแม้แผ่นดินถิ่นอาศัยมีอยู่มาก

อาศัยเมืองซึ่งเป็นสถานที่ของคนหมู่มาก ก็ให้ช่วยกันรักษาสถานที่อยู่และทำเลค้าขาย ตลอดถนนหนทางตรอกซอยที่ไปมาหาสู่กัน อย่าทิ้งอะไรให้เกลื่อนกลาดและทำให้สกปรกรกรุงรัง คอยแต่เทศบาลจะมาเก็บกวาดรักษาให้ เทศบาลก็คนเราก็คน ทำให้สกปรกก็ยังทำได้ ส่วนทำให้สะอาดทำไมจึงทำไม่ได้ต้องคอยเทศบาล หรือกลัวเทศบาลจะปรับไหมใส่โทษเอา ถ้าทำดีดังที่ว่าหากเทศบาลจับไปลงโทษก็กรุณาไปบอกผู้เขียน จะพามาเดินขบวนว่ะ สิ่งเหล่านี้เข้าใจว่าต้องทำได้ ถ้าไม่ทอดธุระเพราะความขี้เกียจเสียอย่างเดียว

อนึ่งสิ่งใดที่เป็นสมบัติส่วนรวม อย่าคะนองมือคะนองเท้าไปแตะต้องเตะถีบทำลาย จะกลายเป็นตัวบุ้งตัวหนอนทำลายบ้านเมือง ซึ่งเป็นของมีค่าสำหรับอาศัยแห่งคนในชาติ ไปบ้านใดเมืองใดให้ถือเหมือนถิ่นฐานบ้านเรือนของตน จะกันความคะนองต่างๆ และดัดนิสัยที่เคยเป็นมาเสียได้ ต่างคนต่างอยู่อาศัย ต่างคนต่างรักษาทั่วประเทศเขตแดน ความสง่างามน่าดูตลอดความมั่นคงหากเกิดขึ้นเองจากต่างคนต่างบำรุงรักษา ชาติเป็นของคนไทยทุกคน สมบัติของชาติเป็นของทุกคนที่อาศัย จึงควรช่วยกันบำรุงรักษาให้จีรังถาวร

ปกตินิสัยแล้วต้องขออภัยหากผิดพลาดจากความเป็นจริง คนไทยเราส่วนมากนับผู้เขียนด้วยคนหนึ่ง มักมีนิสัยชอบสะดวกมักง่าย ซึ่งออกมาจากความขี้เกียจนั่นเอง ทำอะไรจึงมักเอาความสะดวกเข้าว่ากัน ส่วนผลจะเป็นอย่างไรไม่ค่อยคำนึง สุดท้ายก็เป็นทำนองสุกเอาเผากิน สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ กฎหมายข้อบังคับระเบียบต่างๆ ฯลฯ ที่ตราไว้สำหรับคนไทยเป็นส่วนมาก เพราะเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งคนไทยเป็นผู้ตราเสียเอง ตลอดพระธรรมวินัยที่ทรงประทานไว้ด้วยความถูกต้องดีงามสำหรับสัตว์โลก และคนไทยที่เป็นชาวพุทธนำมาปฏิบัติ เพื่อความสงบสุขแก่ตนและส่วนรวม แต่ก็ไม่พ้นที่จะเอาความสะดวกมักง่ายตามใจตัวขี้เกียจเข้าไปทำลาย ผลที่ได้รับก็คือความเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้ละเมิดนั่นแล นอกจากนั้นยังทำให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อนเสียหายไปด้วยเพราะความสะดวกตามใจชอบเป็นผู้นำ

กาลใดที่จิตใจประชาชนห่างเหินจากศีลธรรม กาลนั้นความเดือนร้อนวุ่นวายนับวันทวีรุนแรงยิ่งขึ้น ลำพังกฎหมายเพียงอย่างเดียวซึ่งบังคับแต่ภายนอก คือกายวาจาเท่านั้น ย่อมไม่อาจให้ความสงบสุขแก่หมู่ชนได้เท่าที่ควร หากจิตใจคนเข้าใกล้ชิดสนิทกับศีลธรรม มีธรรมเป็นเครื่องปกครองใจ ย่อมไม่คิดไม่ทำในสิ่งที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น นอกจากมีความเมตตาสงสารเข้าเคลือบแฝง เพื่อความสงเคราะห์อนุเคราะห์แก่ผู้อื่นเท่านั้น คนที่ประพฤติทุจริตต่าง ๆ เช่น ลักขโมยปล้นจี้ แย่งชิงวิ่งราว ฉ้อราษฎร์บังหลวง คดโกงรีดไถเหล่านี้ เป็นการประกาศอยู่ในตัวว่าไม่มีศีลธรรมภายในใจและความประพฤติบ้างเลย คนไม่มีศีลธรรมในใจนั่นแล มักก่อเรื่องราวต่างๆ ให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่หมู่ชนอยู่เสมอมา

ดังนั้นศาสนาจึงมิใช่เรื่องเล็กน้อย แต่ศาสนาเป็นทั้งทำนบกั้นความรั่วไหลแตกซึมแห่งทรัพย์สมบัติ ไม่ให้รั้วไหลไปในทางไม่เกิดประโยชน์และเกิดโทษแก่เจ้าของ เป็นทั้งกำแพงกั้นจิตใจความประพฤติให้เดินออกตามช่องทางแห่งศีลธรรมที่เปิดไว้ ว่าทางนั้นถูกต้องชอบธรรม อันเป็นทางสมหวังดังใจหมายไม่เป็นอื่น ทางนั้นไม่ควรดำเนินจะนำทุกข์ร้อนมาสู่ตัวและผู้อื่นไม่มีประมาณทั้งปัจจุบันและอนาคต เป็นทั้งเพื่อนสนิทมิตรอันตายใจ

ตามหลักธรรมว่าพระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ให้ตกไปในที่ชั่วและให้เกิดสุขชนิดไม่มีใครสามารถหยิบยื่นให้ในโลก แม้พ่อแม่ บุตรธิดา สามีภรรยา ที่ถือว่ารักกันยิ่งกว่าใครและสิ่งใด ๆ ในโลกก็ไม่อาจหยิบยื่นให้ได้ เพื่อนใจของเราคือธรรม ธรรมคือแก้วสารพัดนึกของผู้มีความดีที่ได้สร้างไว้แล้วไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน เป็นทั้งกล้องส่องทางทั้งใกล้และไกล ให้ผู้ปฏิบัติบำเพ็ญเห็นสิ่งต่างๆ ทั้งโลกเมืองคน ทั้งโลกเมืองผี ทั้งโลกแห่งเทวดาอินทร์พรหม กระทั่งโลกุตระอันสูงสุด สิ่งกำบังทั้งหลายที่มวลสัตว์มัวเมา ได้แก่เจ้าจอมมืดคืออวิชชา ที่หุ้มห่อจิตใจอย่างมืดมิดมองไม่เห็นสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยซึ่งมีอยู่กับตัว จำต้องลูบคลำไปตามยถากรรม ธรรมเป็นเครื่องกำจัดความมืดบอดเหล่านี้ได้เป็นอย่างดีตามกำลังของความเพียรพยายาม ผู้มีความเพียรกล้าก็สามารถกำจัดได้โดยสิ้นเชิง เหลือเฉพาะดวงใจที่บริสุทธิ์กับวิมุตติพระนิพพาน เป็นคู่เคียงกันภายในใจดวงเดียว

ฉะนั้นศาสนธรรมจึงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก มีมนุษย์เป็นฐานสำคัญ โดยไม่เลือกชาติชั้นวรรณะ ไม่เลือกคนมีคนจน คนโง่คนฉลาด เมื่อยึดธรรมเป็นที่พึ่ง ธรรมย่อมเป็นที่พึ่งได้ตลอดไป การดำเนินการครองชีพทุกแขนง เช่น การจ่ายไม่รู้จักประมาณว่าควรไม่ควร จ่ายดะไปไม่มีขอบเขตเหตุผล จ่ายจนเป็นนิสัยที่เรียกว่านักจ่าย จ่ายจนเสียคนและเงินไม่มีค้างกระเป๋า เหล่านี้เรียกว่าความเหลิงในธรรม ความตระหนี่ถี่เหนียวจนตัวเองก็ยอมอดอยากทั้งที่สมบัติมีอยู่ ตระหนี่จนเข้ากับใครไม่ได้ คบกับใครเขาก็รังเกียจ สมบัติมีมากน้อยแทนที่จะเกิดประโยชน์ แต่กลับเป็นที่เกาะของความตระหนี่ไปจนวันตาย ก็เพราะความขาดธรรมเครื่องวิจารณ์ จึงไม่มีสติปัญญา คิดทำสมบัติให้เกิดประโยชน์ได้

เพราะความไม่มีธรรมจึงมักมีแต่ข้าศึกคือกิเลสย่ำยีอยู่รอบด้าน ทั้งที่โลกเขายกย่องว่ามีความสุข แต่ตัวเองกลับตกนรกหลุมลึกลับภายในใจไม่มีใครทราบได้ นอกจากเจ้าตัวเพียงคนเดียว เพราะความมีธรรมจึงพอจะทราบหรือทราบเรื่องนรกหลุมลึกลับนี้ได้ดี โดยไม่ต้องถามใครให้เสียเวลาและประกาศความโง่ของตัวให้โลกรำคาญเปล่าๆ ระหว่างคนตระหนี่ถี่เหนียวกับคนที่มีน้ำใจกว้างขวางชอบสงเคราะห์ให้ทาน ย่อมมีความสุขภายในใจผิดกันอยู่มาก ตลอดผิวพรรณ วรรณะก็ต่างกัน ระหว่างเพื่อนฝูงของคนทั้งสองก็มีมากน้อยต่างกันราวฟ้ากับดิน หินกับเพชรทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ธรรมท่านจึงสอนให้คนมีใจกว้างขวาง ด้วยเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย อย่างน้อยก็เพื่อความสมานความสนิทชิดชอบต่อกัน ยิ่งกว่านั้นมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายรักชอบ ให้ความเคารพนับถือ ไม่เป็นภัยต่อผู้ใด ไปที่ใดก็เป็นสุคโต ให้ความหวังและความพึ่งพิงร่มเย็นแก่เพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั่วไป ผิดกับความคับแคบถี่เหนียวที่มีแต่ความโลภคอยลิดรอน รีดไถ เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเป็นนิสัย ไปที่ใดไม่ค่อยมีผู้อยากคบค้าสมาคม เพราะกลัวเป็นเหยื่อที่ถูกเคี้ยวกลืนราวกับเมี่ยง คนเรามีหัวใจแม้จะแสนโง่เขลาเบาปัญญาเพียงไรก็อดทราบไม่ได้เมื่อถูกลิดรอนต้มตุ๋นบ่อยๆ เนื่องจากส่วนมากคนโง่และคนซื่อสัตย์สุจริตมักเป็นเหยื่อของคนประเภทร้อยสันพันคมกินไม่เลือกอยู่เสมอ ในที่ทุกสถานตลอดกาลทุกเมื่อแต่ไหนแต่ไรมา

ความเห็นแก่ตัวเป็นเครื่องทำลายญาติมิตรเพื่อนฝูง ความสามัคคีและสังคมตลอดความมั่นคงของชาติ ให้ร้าวรานแตกแยกจนถึงขั้นแตกทลายได้โดยไม่สงสัย ดังจะเห็นได้จากส่วนย่อยไปถึงส่วนใหญ่ เช่น ในวงงานบริษัทห้างร้านที่รวมกำลังกันดำเนินกิจการต่าง ๆ ตามเป้าหมาย แต่คนในวงงานเชื่อถือกันไม่ได้ คอยแต่จะเจาะจะไชสมบัติส่วนรวมให้รั่วไหลแตกซึม เพราะความเห็นแก่ตัวเป็นเครื่องบั่นทอนและทำลาย สุดท้ายก็ล้มละลายไปไม่รอด ดังนั้นท่านผู้เห็นการณ์ไกลของโลกที่รวมกันอยู่เป็นหมู่เป็นคณะ เป็นบ้านเมือง เป็นประเทศ จะได้อยู่กันเป็นผาสุกร่มเย็น ปราศจากภยันตรายต่างๆ มีความเห็นแก่ตัว เป็นต้น จึงสอนให้สละละวางภัยอันนี้ที่จะคอยขวางและทำลายผู้อื่นได้อย่างกว้างขวาง และสอนให้มีความสามัคคีในระหว่างเพื่อนฝูงและกิจการต่าง ๆ ทั่วประเทศเขตแดนที่มนุษย์ยังอาศัยกันอยู่ ให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง เพราะความสามัคคีเป็นกำลังสำคัญของหมู่ชนทุกชาติ จะเว้นเสียมิได้ถ้าไม่อยากเห็นชาติล่มจม ในธรรมมีว่า สามัคคี สามัคคานัง ตโป สุโข ความพร้อมเพรียงของหมู่ชนเป็นเครื่องทำลายอุปสรรคต่าง ๆ ให้เกิดสุข

คนและสัตว์ที่อยู่กันได้เพราะความสามัคคีแห่งธาตุต่าง ๆ ที่รวมกันอยู่ หากธาตุใดธาตุหนึ่งเกิดวิการขึ้นมาในร่างกาย นั่นคือกายเริ่มจะแตกสามัคคี เจ้าตัวก็เริ่มไม่สบายขึ้นมาตามส่วนวิการของธาตุมากน้อย จำต้องรีบรักษาให้หาย ไม่งั้นก็เป็นอันตรายถึงตายได้ สามีภรรยาแยกจากกันเพราะความแตกสามัคคี ด้วยความเห็นไม่ลงรอยกัน ย่อมเป็นความทุกข์มาก พ่อแม่กับลูกแตกสามัคคีกันเพราะความไม่ปรองดองกัน ย่อมเป็นความระส่ำระสาย คนในบ้านเดียวกันตลอดในประเทศเดียวกัน มีกฎหมายปกครองอันเดียวกัน เกิดการแตกแยกจากกันเพราะความรู้ความเห็นไม่ลงรอยกัน เพราะการยุแหย่ก่อกวนกัน เพราะการปลุกปั่นต่าง ๆ เกิดการประหัตประหารกันให้ล้มตายฉิบหายไปฝ่ายละมากๆ ทุกแห่งหนตำบลหมู่บ้านจนทั่วประเทศเขตแดน ยิ่งกว่าคนที่ไม่เคยได้รับการศึกษามาเลย เหล่านี้ล้วนเป็นความเสียหายอย่างคาดไม่ได้ประมาณไม่ถูก ทั้งนี้เพราะโทษแห่งความแตกสามัคคีพาให้เป็นไป

ความสามัคคีเท่านั้นจะสามารถรักษาสมบัติทั้งปวง พร้อมกับคนทั้งชาติให้ตั้งอยู่จีรังถาวรได้ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มต่างๆ ที่สำเร็จเป็นผืนขึ้นมาได้ เพราะความรวมแห่งเส้นด้ายเส้นไหมทั้งหลายที่นายช่างทอขึ้นเป็นผืนๆ เป็นไม้ๆ เป็นพับๆ ถ้วยชามหม้อไหไตถาดตลอดภาชนะเครื่องใช้สอยต่างๆ ย่อมสำเร็จขึ้นมาจากสิ่งทั้งหลายรวมตัวกัน

บ้านเรือน บริษัทห้างร้านที่ใหญ่มโหฬารต่าง ๆ ล้วนสำเร็จมาจากการรวมทัพสัมภาระเครื่องก่อสร้างต่างๆ มีไม้ เหล็ก ปูน หิน ทราย เป็นต้น ที่ยึดเหนี่ยวกันไว้ให้แน่นหนามั่นคง ควรแก่การอาศัยและเป็นอยู่หลับนอนได้อย่างสะดวกสบาย หากสิ่งเหล่านั้นเริ่มทรุดโทรมก็แสดงว่าเครื่องก่อสร้างต่างๆ เริ่มหมดกำลังแห่งการรวมตัว หากไม่รีบซ่อมแซมแก้ไขก็ต้องพังทลายลงในวันหนึ่งแน่นอน

หญ้าแพรกตามท้องนาเป็นเส้นเล็กๆ เมื่อนำมาเด็ดทีละเส้นก็ขาดได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อนำมามัดรวมกันจนเป็นมัดแล้ว ย่อมไม่อาจเด็ดให้ขาดได้อย่างง่ายดาย การรวมใจ รวมกาย รวมทรัพย์ รวมความคิดสติปัญญาในแง่ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมของคนหลายคนเข้ากันเป็นกำลังอันเดียวกันย่อมมีกำลังมาก สามารถยังกิจการต่าง ๆ แม้มากให้สำเร็จได้ด้วยอำนาจแห่งความสามัคคี

อนึ่งบ้านเมืองอันมีถนนหนทางตลาดร้านค้าที่ทุกคนต้องอาศัย สมบัติของชาติเป็นสมบัติของส่วนรวมที่คนในชาติต้องอาศัย ควรถือเป็นสำคัญและช่วยกันบำรุงรักษาให้สะอาดและมั่นคงถาวรเป็นคู่ของชาติบ้านเมือง ไม่ควรบ่อนทำลายด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งเป็นการทำลายชาติด้วยในขณะเดียวกัน

มีต่อ.....


9
การกำหนดรู้ตัณหานั้น กำหนดรู้ด้วยปริญญา 3 ประการ คือ

1.ญาตปริญญา คือความกำหนดรู้ชัดเจนว่า นี้รูปตัณหา นี้สัททตัณหา นี้คันธตัณหา
นี้รสตัณหา นี้โผฏฐัพพะตัณหา นี้ธัมมตัณหา อย่างนี้แลชื่อว่าญาตปริญญา
 
2.ตีรณปริญญา นั้นคือ ภิกษุกระทำตัณหาทั้ง 6 ให้เป็นของอันตนรู้แล้ว พิจารณาใคร่ครวญ
ซึ่งตัณหาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรคเสียดแทง เป็นต้น อย่างนี้แลชื่อตีรณปริญญา

3.ปหานปริญญา นั้นคือ ภิกษุมาพิจารณาใคร่ครวญ ฉะนี้แล้ว ละเสียซึ่งตัณหา บรรเทาเสีย
ถอนเสีย และกระทำให้สิ้นไป ให้ถึงซึ่งความไม่เป็นต่อไปอย่างนี้ และชื่อว่าปหานปริญญา

ปริญญา 3 ประการ - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


10
วิธีเจริญจิตภาวนา - หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

วิธีเจริญจิตภาวนาตามแนวการสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

๑. เริ่มต้นอิริยาบถที่สบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก ทำความรู้ตัวเต็มที่
และ รู้อยู่กับที่ โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตัว อย่างเดียว
 
รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อยๆ ให้ “รู้อยู่เฉยๆ”  ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ อย่าบังคับ
อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม
 
เมื่อรักษาได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ โดยไม่มีทางรู้ทันก่อน เป็นธรรมดาสำหรับผู้ฝึกใหม่
ต่อเมื่อจิตแล่นไป คิดไปในอารมณ์นั้นๆ จนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณา
เปรียบเทียบภาวะของตนเอง ระหว่างที่มีความรู้อยู่กับที่ และระหว่างที่จิตคิดไปในอารมณ์ว่า
มีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ

จากนั้น ค่อยๆ รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ต่อไป ครั้นพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ
จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีก จนอิ่มแล้ว ก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณา และรักษาจิตต่อไป
 
ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนัก ก็จะสามารถควบคุมจิตได้ และบรรลุสมาธิในที่สุด
และจะเป็นผู้ฉลาดใน "พฤติแห่งจิต" โดยไม่ต้องไปปรึกษาหารือใคร
 
ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์
และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร
ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อๆ ไป

ในกรณีที่ไม่สามารถทำเช่นนี้ ให้ลองนึกคำว่า "พุทโธ" หรือคำอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นเหตุเย้ายวน
หรือเป็นเหตุขัดเคืองใจ นึกไปเรื่อยๆ แล้วสังเกตดูว่า คำที่นึกนั้น ชัดที่สุดที่ตรงไหน
ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต
 
พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดกาล บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง
 
ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่
แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก
ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง
เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว
 
เมื่อกำหนดถูก และพุทโธปรากฏในมโนนึกชัดเจนดี
ก็ให้กำหนดนึกไปเรื่อย อย่าให้ขาดสายได้
ถ้าขาดสายเมื่อใด จิตก็จะแล่นสู่อารมณ์ทันที

เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว จึงจะรู้สึกตัวเองก็ค่อยๆ นึกพุทโธต่อไป
ด้วยอุบายวิธีในทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้น
ในที่สุดก็จะค่อยๆ ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้เอง
 
ข้อควรจำ ในการกำหนดจิตนั้น ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่
ในอันที่จะเจริญจิตให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการ
เจตจำนงนี้ คือ ตัว "ศีล"
 
การบริกรรม "พุทโธ" เปล่าๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียร
ทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในคราวต่อๆ ไป
 
แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
ดังนั้น ในการนึก พุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่อง ถึงความชัดเจน และความไม่ขาดสายของพุทโธ
จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ
 
เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้ หลวงปู่เคยเปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบ
ที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา
ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย
 
เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้
จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้
ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลา
และบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย


เมื่อจิตค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย ๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก ก็ค่อย ๆ ลดความรุนแรงลง
ถึงไปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าว ก็รู้สึกตัวได้เร็ว ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุทโธ ก็จะขาดไปเอง
เพราะคำบริกรรมนั้นเป็นอารมณ์หยาบ เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบ และคำบริกรรมขาดไปแล้ว
ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อยๆ
และสังเกตดูความรู้สึกและ “พฤติแห่งจิต” ที่ฐานนั้น ๆ บริกรรมเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง
สังเกตดูว่า ใครเป็นผู้บริกรรมพุทโธ

๒. ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น เมื่อมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น
ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป มาดูที่จิตต่อไปอีก ไม่ต้องกังวลใจ พยายามประคับประคองรักษา
ให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอๆ สติคอยกำหนดควบคุมอยู่อย่างเงียบๆ (รู้อยู่)
ไม่ต้องวิจารณ์กิริยาจิตใดๆ ที่เกิดขึ้น เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น เป็นไปเช่นนี้เรื่อยๆ
ก็จะค่อยๆ เข้าใจกิริยาหรือพฤติแห่งจิตได้เอง (จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต)
ทำความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด สังเกตอารมณ์ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ
 
๓. อย่าส่งจิตออกนอก กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก
เมื่อจิตเผลอคิดไปก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ
(รูปนิมิตให้ยกไว้ ส่วนนามนิมิตทั้งหลายอย่าได้ใส่ใจกับมัน)
 
ระวัง จิตไม่ให้คิดเรื่องภายนอก สังเกตการหวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ ๖

มีต่อ......


11
ทางพ้นทุกข์ - หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

การสำเร็จมรรคสำเร็จผล ไม่ได้สำเร็จที่อื่นที่ไกล สำเร็จที่ดวงใจของเรา
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านวางไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ท่านก็ไม่ได้วางไว้ที่อื่น วางที่กาย ที่ใจของเรานี้เอง
นี่เรียกว่า เป็นที่ตั้งแห่งธรรมวินัย
ความที่พ้นทุกข์ ก็จะพ้นจากที่ไหนเล่า
คือใจเราไม่ทุกข์ แปลว่าพ้นทุกข์

เพราะฉะนั้น ได้ยินแล้ว ให้พากันน้อมเข้าภายใน
ธรรมะคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า รวมไว้ในจิตดวงเดียว เอกํ จิตฺตํ
ให้จิดเป็นของเดิม จิตฺตํ ความเป็นอยู่ ถ้าเราน้อมเข้าถึงจิตแล้ว
ความสำเร็จอยู่ที่นั้น ถ้าเราไม่รวมแล้ว มันก็ไม่สำเร็จ ทำการทำงาน
ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ต้องรวมถึงจะเสร็จ ถ้าไม่รวมเมื่อไร ก็ไม่สำเร็จ

เอกํ ธมฺมํ มีธรรมดวงเดียว เวลานี้เราทั้งหลาย ขยายออกไปแล้ว
ก็กว้างขวางพิสดารมากมาย ถ้าวิตถารนัย
ก็พรรณนาไปถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
รวมเข้ามาแล้ว สังเขปนัยแล้ว มีธรรมอันเดียว
เอกฺ ธมฺมํ เป็นธรรมอันเดียว

เอกฺ จิตฺตํ มีจิตดวงเดียว นี่เป็นของเดิม ให้พากันให้พึงรู้ พึงเข้าใจต่อไป
นี่แหละต่อไป พากันให้รวมเข้ามาได้ ถ้าเราไม่รวมนี่ไม่ได้
เมื่อใดจิตเราไม่รวมได้เมื่อใด มันก็ไม่สำเร็จ

นี่แหละ ให้พากันพิจารณาอันนี้ จึงได้เห็นเป็นธรรม เมื่อเอาหนังออกแล้ว
ก็เอาเนื้อออกดู เอาเนื้อออกดูแล้ว ก็เอากระดูกออกดู เอาทั้งหมดออกดู
ไส้น้อย ไส้ใหญ่ ตับ ไต ออกมาดู มันเป็นยังไง มันเป็นคน หรือเป็นยังไง
ทำไมเราต้องไปหลง เออนี่แหละ พิจารณาให้มันเห็นอย่างนี้แหละ
มันจะละสักกายทิฐิแน่ มันจะละวิจิกิจฉา ความสงสัย จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
มันเลยไม่มี สีลพัตฯ ความลูบคลำ มันก็ไม่ลูบคลำ อ้อจริงอย่างนี้

เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้แล้ว จิตมันก็ว่าง
เมื่อรู้จักแล้วก็ตัด นี่มันจะได้เป็นวิปัสสนาเกิดขึ้น
อันนี้เรามีสมาธิแน่นหนาแล้ว ทุกขเวทนาเหล่านั้น
มันก็เข้าไม่ถึงจิตของเรา
เพราะเราปล่อยแล้ว เราวางแล้ว เราละแล้ว

ในภพทั้งสามนี้ เป็นทุกข์อยู่เรื่องสมมติทั้งหลาย จิตนั้นก็ละภพทั้งสาม
มันก็เป็นวิมุตติ หลุดพ้นไปหมด นี่ละเป็น วิมุตติ แปลว่า หลุดพ้น
จะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ จิตนั้นจะได้เข้าสู่ปรินิพพาน ดับทุกข์ในวัฏสงสาร
ไม่ต้องสงสัยแน่ เวียนว่ายตายเกิดในโลกอันนี้ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ วัฏสงสาร
ทำไมจึงว่า วัฏคือเครื่องหมุนเวียน สงสารคือ ความสงสัยในรูป เฮอ

ในสิ่งที่ทั้งหลายทั้งหมด มันเลย ไม่ละวิจิกิจฉาได้ซี
เดี๋ยวนี้เรารู้แล้ว ไม่ต้องวนเวียนอีก เกิดแล้วก็รู้แล้ว
ว่ามันทุกข์ ชราก็รู้แล้วมันทุกข์
พยาธิก็รู้แล้ว ว่ามันทุกข์ มรณะก็รู้แล้วมันทุกข์

เมื่อเราทุกข์เหล่านี้ ก็ทุกข์เพราะความเกิด เราก็หยุด ผู้นี้ไม่เกิด
แล้วใครจะเกิดอีกเล่า ผู้นี้ไม่เกิดแล้ว ผู้นี้ก็ไม่แก่ไม่ตาย ผู้นี้ไม่ตายแล้ว
อะไรจะมาเกิด มันไม่เกิด จะเอาอะไรมาตาย ดูซิ ใจความคิดของเรา

เดี๋ยวนี้เราเกิด เกิดแล้วก็ตาย
ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตายอยู่อย่างนี้
มันก็เป็นทุกข์ไม่แล้วสักที


ทางพ้นทุกข์ - หลวงปู่ฝั้น อาจาโร


12
อนัตตาพาสุขใจ - หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

เรื่อง อนัตตาพาสุขใจ
วันอาทิตย์ที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙


ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมปาฐกถา อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว
ขอให้ท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา.

พวกเราที่ทำการศึกษาข้อธรรมะ อันเป็นหลักคำสอน ในทางพระพุทธศาสนานั้น เมื่อศึกษาไปมากๆ เข้า แล้วก็นำธรรมะไปเป็นหลัก ในการพิจารณาในเรื่องเหตุการณ์อะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในชีวิตของเราก็ดี ในชีวิตเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ดี ตลอดจนถึงความเป็นไป ของสังคมในโลกนี้ เราก็ยิ่งเห็นความจริงของธรรมะมากยิ่งขึ้น คือเห็นความจริงของธรรมะ คือเห็นว่าธรมะนี้เป็นสัจจะ เป็นความจริงแท้ พระพุธทเจ้าท่านตรัสไว้ แล้วถ้าหากว่านำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ก็จะเป็นประโยชน์แก่ท่านอย่างมาก แต่ว่าเมื่อศึกษาดูกันให้ดีแล้ว มนุษย์เราในสมัยปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยจะได้ใช้ธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ที่ใช้ธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิตก็มีอยู่ แล้วก็มีความสบาย ไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อน ส่วนพวกที่ไม่ได้ใช้ธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิตนั้น ย่อมเกิดปัญหาด้วยประการต่างๆ สร้างความทุกข์ให้แก่ตนบ้าง สร้างความทุกข์ให้แก่บุคคลอื่นบ้าง ตลอดมา

ความจริงชาวโลกเราทั่วๆ ไปนั้น ได้ปฎิญาณตนตนว่าเป็นคริสต์ ปฏิญาณตนว่าเป็นอิสลาม ปฎิญาณตนว่าเป็นฮินดู พวกเราก็ปฎิญาณตนว่าเป็นพุทธบริษัท การปฎิญาณตนว่าเป็ผู้นับถือศาสนานั้น ถ้ามองดูกันให้ซึ้งอย่างแท้จริงแล้ว ก็จะพบความจริงว่ายังไม่สมกับคำปฎิญาณที่ได้กล่าวไว้ ยังไม่ได้นำธรรมะเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือ ในการบริหารตน บริหารงาน ตลอดจนถึงการบริหารประเทศบ้านเมือง เพื่อให้อยู่ในความสุขความสงบ ถ้าพิจารณาทั่วๆ ไปแล้วก็จะเห็นความจริงในข้อนี้ ญาติโยมลองพิจารณาดู เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกสมัยปัจจุบันนี้ ในประเทศต่างๆ ทั่วๆ ไป ในเหตุการณ์ที่เขาเรียกว่ารุนแรง แต่ว่าความจริงนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โต มองดูแล้วมันเรื่องเล็กนิดเดียว แต่นั้นแหละเข้าแบบที่เรียกว่า เส้นผมบังภูเขา เรื่องมันจะแก้ได้ง่ายๆ ไม่ใช่แก้ยาก แต่ว่าแก้ไม่ค่อยได้ สร้างปัญหากันจนให้นักการทูตทั้งหลายวิ่งว่อนไปตลอดเวลา

นักการทูตที่มีชื่อเสียงของโลก ต้องวิ่งไปประเทศนั้นประเทศนี้ เพื่อไปแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นๆ ลงทุนไม่ใช่น้อยในการเดินทาง เพราะต้องไปด้วยเครื่องบิน ด้วยความรวดเร็ว ต้องไปพักในที่ดีๆ หน่อย เพื่อรักษาเกียรติของประเทศชาติ แล้วก็ไปพูดจากัน คนที่มาพูดกันนั้นล้วนแต่เรียกตนเอง ว่าศาสนิกในศาสนานั้น ศาสนานี้ทั้งนั้น แต่ว่าเขาเอาศาสนาไปไว้เสียที่ไหน เอาพระผู้เป็นเจ้าที่ตนเคารพบูชา ไปไว้เสียที่ไหน ทำไมไม่เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ อันนี้เป็นเรื่องน่าคิด

แล้วก็มองเห็นว่า เขาไม่ได้เอามาใช้ บรรดาคำสอนในคัมภีร์ต่างๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นคำสอนในพระปิฏก ในพระเวทันตะของพราหมณ์ ในโกระอ่านของอิสลาม ในใบเบิลของคริสเตียน ไม่มีคำสอนใดที่สอนให้ยุ่งให้วุ่นวาย ให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ให้รบราฆ่าฟันกัน มีแต่คำสอนที่ว่า ไม่ให้จองเวรจองกรรมต่อกัน ให้หันหน้าเข้าหากัน ให้ประนีประนอมกันด้วยกันทั้งนั้น อันนี้เป็นคำสอนที่มีอยู่ทั่วๆ ไปในคัมภีร์ เราไปศึกษาก็จะมองเห็น

เช่นในศาสนาพราหมณ์ ขึ้นต้นก็โอมสานติ พูดแต่เรื่องสานติตลอดเวลา เรื่องสงบทั้งนั้น สวดมนต์สวดพรตอนท้ายก็ลงว่า โอมสานติทั้งนั้น หมายความว่า ความสงบ สวดอยู่ตลอดเวลา เรื่องความสงบนี้สวดอยู่เสมอ ศาสนาอิสลามก็บ่งชัด ว่าศาสนาแห่งสันติ เพราะคำว่า "อิสลาม" นั้นแปลว่าสงบ ไม่วุ่นวาย ศาสนาคริสเตียนก็มีคำสอน ประเภทที่ไม่ให้จองเวรจองภัยกับใครๆ สอนให้รู้จักให้อภัยเขา แม้ว่าเขาจะมาตบมาตีก็ไม่โกรธไม่เคือง อะไรอย่างนี้ ในพุทธศาสนาเราก็สอนอย่างนี้ ว่าเวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่ผูกเวรไว้ อันนี้มีเป็นคำสอนทั่วไป เรียกว่าเป็นหลักสากลก็ว่าได้

แต่ว่าชาวโลกกลับมองไม่เห็นหลักคำสอนนั้น ไม่เอามาใช้เป็นหลักในชีวิตประจำวัน อะไรมันปิดบังไว้ อะไรปิดไว้ไม่ให้เห็นคำสอนเหล่านี้ อันนี้แหละเป็นเรื่องที่เราควรจะได้พิจารณา ถ้าพิจารณาแล้ว ก็จะพบความจริงว่า สิ่งที่เขามาปิดบังไม่ให้เห็นคำสอนอันเป็นอมตะ อันเป็นข้อปฏิบัติ ที่จะนำผู้ปฏิบัติให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ความเดือดร้อนนี้ มีอยู่แต่มองไม่เห็น ที่มองไม่เห็นมีอะไรมาปิดบัง ม่านหนาที่ปิดบังปัญญาไม่ให้มองเห็นสิ่งนี้ ก็มีอยู่ตัวเดียวเท่านั้นที่สำคัญที่สุด คือความเห็นแก่ตัวนั่นเอง.

ตัวความเห็นแก่ตัวนั่นแหละเป็นมารร้ายที่มาปิดบังดวงตาคือปัญญา ไม่ให้มองเป็นอะไรถูกต้อง ไม่ให้นึกถึงหลักธรรมคำสอน ไม่ให้นึกถึงพระที่เราเคารพบูชา ไม่ให้ปฏิบัติตนตามหลักศาสนา ก็เรื่องความเห็นแก่ตัวนั่นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ปัญหาที่เราได้ยินกันอยู่ในข่าวทางวิทยุ เช่นปัญหาในประเทศอาฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ฝรั่งเข้าไปยึดครอง แต่มีคนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีจำนวนไม่ใช่น้อย เขาเรียกว่า คนผิวดำ คนผิวดำในอาฟริกา คนผิวขาวมองว่าไม่เป็นมนุษย์ไปเลย กีดกันทุกวิถีทาง เช่นไม่ให้เรียนเป็นหมอ ไม่ให้เรียนเป็นนักกฎหมาย ไม่ให้เรียนอะไรหลายอย่าง กีดกันไว้ไม่ให้เรียนวิชานั้นวิชานี้ เคยพบกับชนชาวอาฟริกันผิวดำ ถามว่าท่านเรียนอะไร แกก็บอกว่าเรียนวิชาธรรมดาๆ ไม่ได้เข้าไปเรียนเป็นหมออะไรกับเขาหรอก แกยอกว่าเรียนไม่ได้ที่นั่นเขาไม่ให้เรียน กฎหมายเขาไม่อนุญาต

กฎหมายหมายประเภทอย่างนี้ตั้งขึ้นเพื่ออะไร ตั้งขึ้นด้วยความคิดที่อคติที่สุด คือเห็นแก่ตัวนั่นเอง แล้วก็กีดคนต่างผิว ต่างศาสนา ต่างอะไรๆ หลายอย่าง ซึ่งล้วนแต่ว่าเป็นกำแพง กั้นไม่ให้คนเข้ามากัน มนุษย์เรานี่ยิ่งมีกำแพงกั้นมากเท่าใด มันก็ยิ่งวุ่นวายมากเท่านั้น เพราะกันเรื่องผิวบ้าง เรื่องศาสนาบ้าง เรื่องประเทศนั้น ประเทศนี้ ทวีปนั้น ทวีปนี้ เที่ยวถืออะไรมากเรื่อง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยก ไม่เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในสมัยก่อนนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไร เพราะว่าแขกดำทั้งหลายเขาก็เจียมเนื้อเจียมตัว ไม่แข็งข้อ แต่ว่าสมัยนี้มันมีลูกพี่ ชอบไปยุไปแหย่ที่นั่นที่นี่ให้มันเกิดความวุ่นวายไปทั่วทั้งโลก

ลูกพี่ที่เข้าไปยุไปแหย่ก็ไม่มีอะไร เห็นแก่ตัวอีกเหมือนกัน ไม่ใช่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม หรือว่าแก่ความสงบของโลก แต่ว่าก็เห็นแก่ตัว อยากจะให้มันวุ่นวายไปทุกหนทุกแห่ง ครั้นเมื่อวุ่นวายกันทุกหนทุกแห่ง ตัวก็จะจะได้สอดมือเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ต่อไป รวมความว่าไม่มีความรักที่บริสุทธิ์ ไม่มีความเมตตาปรานีที่แท้จริง นอกจากปากว่าเมตตา แต่มือไขว้อยู่ข้างหลัง ถือปืนจะจ้องยิงอยู่ตลอดเวลา มันเป็นในรูปอย่างนั้น คล้ายๆ กับภาพการ์ตูนที่เขาเขียนไว้ในสมัยหนึ่ง

เขาเขียนเป็นภาพบาดหลวงมือขวาถือคัมภีร์ มือซ้ายถือดาบไว้ข้างหลัง นั่นเป็นภาพหมายความว่า ทำท่าว่าจะไปสอนศาสนา แต่ว่าจะไปแสวงหาเมืองขึ้นด้วย แสวงหาวัตถุดิบในประเทศนั้นๆ ด้วย เป็นพวกจักรวรรดิ์นิยมนั่นเอง เขาเขียนภาพในรูปเช่นนั้น นี่ก็คือความเห็นแก่ตัวนั่นเอง เขามาแฝงอยู่ข้างหลัง จึงทำไปในรูปอย่างนั้น ปัญหาเรื่องผิว ความจริงมันไม่สลักสำคัญอะไร ถ้าเราถือว่ามนุษย์นี้เป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้เกิดมา ในศาสนาคริสต์ อิสลาม เขาถือว่าพระผู้เป็นเจ้า เป็นผู้สร้างมนุษย์ ก็มนุษย์จะผิดอะไร ก็เป็นบุตรพระผู้เป็นเจ้าทั้งนั้น ถ้าเราถือตามหลักศาสนานั้น มนุษย์เป็นบุตรพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างมา

ก็เรามันลูกพ่อเดียวกัน ลูกพ่อเดียวแม่เดียวกัน ให้มันเหมือนกันได้ไหม ดูอย่างในครอบครัวของเราหลายคนพี่น้องหน้าตามันเหมือนกัน เหมือนกับพิมพ์เดียวได้เมื่อไหร่ ผิวพรรณก็อาจไม่เหมือนกัน สติปัญญาก็อาจไม่เหมือนกัน นิสสัยใจคอก็อาจไม่เหมือนกัน บางคนสูงบางคนต่ำ บางคนดำบางคนขาว บางคนเป็นอย่างนั้นบางคนเป็นอย่างนี้ แต่ว่าเราอยู่กันได้ด้วยอะไร เราอยู่กันด้วยความเห็นอกเห็นใจ ด้วยความรักความเมตตา ด้วยความคิดว่าเราเป็นพี่น้องกัน เราเกิดมาจากพ่อแม่เดียวกัน เราก็อยู่กันด้วยความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือเจือจุนกัน ด้วยเรื่องต่างๆ ในวงกว้างก็ควรจะคิดในรูปอย่างนั้น นึกว่ามนุษย์เรานี้ เป็นครอบครัวใหญ่แห่งโลก ธรรมชาติหรือพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างเรามา เราก็ถือว่าเป็นพี่น้องกัน แล้วจะไปรบราฆ่าฟันกันทำไม จะไปรังเกียจกันด้วยเรื่องเล็กเรื่องน้อยมันเรื่องอะไร

ผิวดำผิวขาวมันก็เหมือนกัน จิตใจที่จะบรรลุธรรมะ จิตใจที่จะรักความสุข เกลียดความทุกข์ ก็เท่ากัน ไม่ได้มีความแตกกันที่ตรงไหน เหมือนกับในเรื่องสูตรเวยหล่าง ญาติโยมเคยอ่านหรือไม่ เวลาอุยเหน่ง หรือเวยหล่างไปถึงสำนักอาจารย์แล้ว อาจารย์ก็ถามว่าเจ้ามาจากไหน อุยเหน่งก็บอกว่ามาจากเมืองใต้ อาจารย์บอกว่า คนป่าคนดงมาเรียนธรรมะกับเขาด้วยหรือ อุยเหน่งก็ตอบคมคาย เขาตอบว่า ถึงแม้จะเป็นคนชาวใต้ สมมติว่าเป็นคนป่าคนดง แต่ใจที่จะบรรลุธรรมะมีเท่ากัน แปลว่ามีจิตที่จะเรียนธรรมะศึกษาธรรมะ ที่จะบรรลุธรรมะได้เท่ากัน เท่ากับคนในเมืองหลวง หรือว่าเหมือนกับคนในที่เจริญแล้ว อันนี้เป็นคำพูดที่มีความเสมอภาพกัน ให้เห็นว่าคนเราเสมอภาคกัน

ชาวโลกมักจะพูดกันว่า เสรีภาพ ภราดรภาพ สมภาพ เขาพูดกันหนักหนา ในประเทศฝรั่งเศส เขาเขียนไว้ตามกำแพง หลังจากการปฏิวัติใหญ่ เขียนว่า เสรีภาพ ภราดรภาพ สมภาพ แต่ว่ามันไม่เป็นภาพที่น่ารักอะไร เขียนไว้อย่างนั้นเอง ว่ากันไปอย่างนั้น แต่ว่ามันเป็นภาพที่เสรีก็ไม่ได้ เสมอกันก็ไม่ได้ ความเป็นพี่น้องก็มีไม่ได้ เพราะความเห็นแก่ตัวมันเข้าไปขวางไว้ เลยทำอะไรไม่สะดวกสบายไปตามๆ กัน เหมือนปัญหาเรื่องผิว ในอเมริกาก็ถือ คนอเมริกันมีความหยิ่ง ภูมิใจในตัวเองเหลือเกิน ว่าเป็นชนชาติที่เจริญ มีความก้าวหน้าในทางวิทยาการ สามารถจะไปถึงโลกพระจันทร์ได้ ส่งยานไวกิ้งไปถึงดาวพระอังคารได้ บังคับให้ขุดก็ได้ทำอะไรก็ได้ แล้วจะให้เอาดินนั้นกลับมาเมืองนี้ก็ได้

แต่ว่าในชีวิตส่วนตัวนั้น ยังมีกิเลสคลุมหัวอยู่ ยังรังเกียจแม้กระทั่งผิวดำผิวขาว ไม่สามารถจะเข้ากันได้ ในระหว่างคนที่อยู่ในประเทศเดียวกัน แล้วจะไปพูดให้ประเทศอื่นรักกันสามัคคีกัน ในบ้านของตัวแตกกันอยู่ตลอดเวลา แล้วจะไปชวนเพื่อนได้อย่างไร อันนี้มันก็ไม่มีอะไร เพราะความเห็นแก่ตัวมันเข้ามาขวางไว้ เห็นแก่ตัวว่าฉันเป็นฝรั่งผิวขาว แกมันอเมริกันนิโกร มันคนละพวกกันอยู่ตลอดเวลา นิโกรมันก็เรียนหนังสือได้ ก้าวหน้าได้ มันชกมวยเก่งกว่าฝรั่งเสียด้วยซ้ำไป นายโมฮัมหมัดอาลี มันก็เป็นนิโกรเหมือนกัน แต่ชกไม่มีใครจะเอาชนะมันได้ มันก็เก่งได้ เรียนเป็นดอกเตอร์ทางกฎหมายก็มี ทางอะไรก็มี

มีนิโกรคนหนึ่งเกิดในบ้านนายเป็นทาส สมัยที่เขาค้าทาสกัน แล้วแกก็พยายามไปศึกษาเล่าเรียน ไปโรงเรียนเห็นเขาเรียนก็เข้าไปเรียน ไม่มีชื่อในบัญชี แกก็บอกว่าทำไม่ชื่อผมไม่มี เขาบอกว่า ก็เธอยังไม่ได้เข้าเรียน เข้ามาเฉยๆ เขาบอกว่า ต้องจดชื่อไว้ด้วย ผมก็เป็นนักเรียนในโรงเรียนนี้เหมือนกัน เขาบอกว่าโรงเรียนนี้ไม่รับนักเรียนผิวดำ แกก็ต้องออกอีกแล้ว ก็เดินทางโดยไม่มีรองเท้าใส่ นุ่งกางเกงทำด้วยหนังแกะ ไม่ใช่เสื้อผ้าทำด้วยฝ้ายอะไรดอก ทำด้วยหนังแกะ เราลองนึกดูว่า หนังแกะมันรำคาญขนาดไหน เวลานุ่งไป แกก็นุ่งไปได้ ไปแห่งนั้นโรงเรียนนั้นเขารับให้เข้าเรียนได้ เพราะเป็นโรงเรียนพวกนิโกร แกก็ได้เรียน เรียนก็ไม่ใช่มีสตางค์กับเขา ไปอาสาล้างชามบ้าง กวาดขยะบ้าง ทำอะไรไปตามเรื่อง เรียนจนได้จบชั้นมัธยมศึกษา

แล้วต่อมาก็เป็นคนขอบค้นคว้า มีชื่อมีเสียงในทางด้านเกษตร ค้นคว้าด้านการเกษตรโดยเฉพาะเรื่องถั่วลิสง แกว่าถั่วลิสงมันทำอะไรได้บ้าง แกค้นคว้าถั่วลิสงทำประโยชน์ได้มากเรื่องมากอย่าง ค้นคว้าเป็นงานใหญ่ จนรัฐสภาต้องเชิญให้ไปอภิปรายเกี่ยวกับกฎหมายเรื่องถั่วลิสง เวลาแกไปสภาเขาส่งผู้แทนมาต้อนรับ คนที่มาต้อนรับก็เดินสวนไปสวนมา เอ๊ะคนไหนที่เขาให้มารับ แกแต่งตัวปอนๆ หิ้วกระเป๋าขาดๆ ลงมาจากรถไฟ เดินวนไปเวียนมา เขาก็ไม่รู้ว่าคนไหนจะมารับไปสภา แกก็ไปของแกเอง ไปถึงสภาแกก็บอกเขาว่า นี่แหละฉันนี่แหละที่จะมาอภิปรายกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องถั่วลิสง เขาบอกว่าส่งคนไปรับแล้ว ประเดี๋ยวคนรับกลับมา บอกว่าไม่เจอ แต่ว่านายคนนั้นมานั่งอยู่แล้ว นี่เขาก็มีเกียรติเหมือนกัน แม้ผิวดำก็มีเกียรติ

แล้วเวลาตายลงไปก็ต้องมีอนุสาวรีย์ไว้ ว่าเป็นนักค้นคว้าผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เราจะไปกีดกันผิวมันก็ไม่ได้ มันไม่มีอะไร เพียงแต่ว่าเลิกรังเกียจกันเท่านั้น คนก็ไม่ต้องฆ่ากัน เวลานี้ฆ่ากันตายไปมากแล้ว ในอาฟริกาใต้ เพราะเรื่องผิวเรื่องเดียว แล้วผู้มาปกครองบ้านเมืองก็ปลงไม่ตก ไม่รู้จะแก้อย่างไร ต้องไปเชิญนักการทูตมาเจรจา มันเรื่องนิดเดียวเท่านั้นเองไม่ใช่เรื่องมากอะไร ประกาศเลิกว่า ตั้งแต่นี้ไปคนผิวดำกับผิวขาวมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่กี่คำพูด บ้านเมืองมันก็สงบเรียบร้อย แต่ว่าทำไม่ได้ ทำไมจึงทำไม้ได้ ความเห็นแก่ตัว อยากจะเอารัดเอาเปรียบต่อไป กูมันใหญ่มานานแล้ว เอาเปรียบพวกผิวดำมานานแล้ว กูจะให้ลูกหลานแหลนโหลนเอาเปรียบต่อไป มันจะเอาเปรียบกันไม่รู้สักกี่ชั่วคน เพราะความเห็นแก่ตัว ไม่มีอะไร ตัวเดียวเท่านั้น ลดความเห็นแก่ตัวความสุขความสงบของบ้านเมือง เรื่องมันก็เรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไรอันนี้เป็นตัวอย่างเห็นง่ายๆ นี่ประเทศหนึ่ง

อีกประเทศหนึ่งเขาเรียกว่า โรดิเซีย ก็เหมือนกัน ฝรั่ง นายเอียนสมิท แกเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่เวลานี้ แกก็เป็นอยู่อย่างนั้นเอง นี่ความเห็นแก่ตัวจัด ทิฏฐิมานะมาก กิเลสรุนแรง พระราชินีแห่งอังกฤษยังไม่ให้ประเทศโรดิเซียเป็นอิสระ เพราะว่าจะประกาศให้มันเรียบร้อย ให้พวกผิวดำเขาได้มีสิทธิมีส่วนมั่ง พวกฝรั่งที่ไปทำมาหากินอยู่ในนั้นกลัวจะเสียประโยชน์ นั้นก็คือความเห็นแก่ตัว ไม่มีอะไร เลยก็ไม่รอให้สมเด็จพระราชินีประกาศอิสระภาพของประเทศนี้ ยึดเอาเสียเลย แล้วก็ปกครองต่อมา เวลานี้แขกดำมันก็จะสู้แล้ว เพราะมีพี่เลี้ยงเข้าไปหนุนหลังแล้ว เอาต้องสู้เลยเกิดปัญหาใหญ่ นายคิสซิงเจอร์นักการทูตใหญก็วิ่งไปวิ่งมาเจรจา เรื่องมันไม่มากอะไร ความจริงเรื่องนิดเดียว เอามาอยู่กันฉันท์พี่น้อง ผิวขาวกับผิวดำพี่น้องกันอยู่กันให้สบาย ทำมาหากินกันไปตามเรื่อง มีเท่านี้ ไม่มีอะไร แต่ว่ามันทำไม่ได้ ที่ทำไม่ได้เพราะอะไร ความเห็นแก่ตัว ตัวเดียวเข้ามาขวางไว้ เลยไม่สามารถจะทำอะไรลงไปได้ ให้มันเฉียบขาด นี่ตัวอย่างที่เห็นง่าย ๆ ว่าความเห็นแก่ตัว มันเป็นพิษเป็นภัย ทำลายสิ่งต่างๆ ในชีวิตในประเทศชาติบ้านเมืองให้เสียหาย เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน

ทีนี้เรามาดูเมืองไทยของเราว่า ความเห็นแก่ตัวมันสร้างสถานการณ์หรือไม่ สร้างปัญหาขึ้นในสังคมหรือไม่ เอาในเรื่องการบ้านการเมือง เราก็จะเห็นว่ามันมีพื้นฐานหนุนหลังอยู่ตัวเดียวเหมือนกัน คือความเห็นแก่ตัว พอมีความเห็นแก่ตัวก็มีพวกของตัว แล้วก็มีอะไรเป็นของตัวเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง ทำให้กินแหนงแคลงใจกัน ระแวงกัน กลัวว่าคนนั้นจะเด่นกว่าข้า ข้าจะด้อยกว่าแก ก็เลยเกิดการแข่งขันกัน ไม่ได้แข่งกันในรูปธรรมะ แต่แข่งขันกันด้วยอำนาจกิเลส เอาที่เป็นตัวพื้นฐานคือวู่วามเห็นแก่ตัว เอาตัวมาตั้งไว้ข้างหน้า แล้วก็รดน้ำพรวนดินกิเลสประเภทอื่นๆ เกิดขึ้นอีกเยอะแยะ แล้วเอามาใช้เป็นฐาน ในการปฏิบัติงาน ก็เกิดปัญหาขึ้นอีก ก่อความทุกข์ก่อความเดือดร้อนกันขึ้น ด้วยประการต่างๆ

นี่เขามีการโยกย้ายนายทหารกัน ก่อนจะโยกย้ายก็ แหมนักหนังสือพิมพ์ทำนายโชคชะตาราศรี ของมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่พวกนี้ เขียนไปคาดการณ์ไป คนนั้นจะอย่างนั้นคนนี้จะอย่างนี้ เขียนให้มันวุ่นวาย พวกเขียนไม่ใช่เรื่องอะไร หาเรื่องให้ได้เขียนก็แล้วกัน แล้วจะได้สตางค์ไปตามเรื่อง เพราะขายได้คล่องไป คนก็ชอบอ่าน คนเราก็แปลก ถ้าว่าเรื่องเขาทะเลาะกันอะไร ชอบอ่านชอบดู คนนั่งสอนคนเงียบนั่งๆ ไม่มีใครไปดู แต่ถ้าสองคนเถียงกันแล้ว ต้องไปดูหน่อย มันเป็นอย่างนั้นมนุษย์เรามันชอบ ชอบวุ่นวายไม่ชอบความสงบ ตรงไหนสงบไม่สนใจ แต่ถ้าตรงไหนวุ่นวายแล้วคนสนใจ นี่มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพวกนี้ก็เรียนจิตวิทยา บอกว่ามันต้องทำให้ยุ่ง ต้องทำให้วุ่นวาย คนจะได้ชอบอ่าน เลยเขียนให้วุ่น

คนนั้นควรอย่างนี้ แล้วก็ไปสัมภาษณ์คนนั้นอย่างนี้ คนที่ให้สัมภาษณ์อาตมาก็อ่านอยู่เหมือนกัน ลองอ่านดูแล้วพูดออกไปด้วยอารมณ์เหมือนกัน ด้วยความเห็นแก่ตัวอีกเหมือนกัน ไม่ได้พูดเพื่อชาติไม่ได้พูดเพื่อบ้านเมือง ไม่ได้พูดว่าบ้านเมืองเราเวลานี้ มันอยู่ในสภาพอย่างไร ควรจะให้สัมภาษณ์อย่างไร ให้มันเป็นไปเพื่อความสุขความสามัคคีหัหน้าเข้าหากัน แต่กลับพูดให้สัมภาษณ์ไปในแนวอื่นต่อไป วุ่นวายจนกว่าจะมีพระบรมราชโองกานออกมา พอมีพระบรมราชโองการออกมาแล้ว เรียบร้อย นึกว่าจะเรียบร้อย กลับไม่เรียบร้อยอีก บางคนไม่ชอบใจ ในการถูกย้ายไปอยู่ตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ คือว่ารู้สึกมันเสียศักดิ์ศรี มันด้อยไป

ศักดิ์ศรีความด้อยความเด่นมันอยู่ที่อะไร ก็อยู่ที่ตัว ไม่มีอะไร ตัวอัตตาตัวนี้สำคัญนักหนา อัตตามันมีอยู่พอมีอัตตาศักดิ์ศรีมันก็เกิดขึ้น อันนั้นอันนี้ก็เกิดขึ้น เพราะมีตัวเอาตัวไปใส่ไว้ บางทีก็ตัวใหญ่สำคัญกว่ากูนี่ใหญ่ ใครแตะต้องไม่ได้ กูจะต้องอยู่ตรงนี้ จะย้ายไปอยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้ ฉันไม่ไปฉันจะอยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้ ฉันจะอยู่ตรงนี้ต่อไป นี่คือความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้น พอเกิดอารมณ์ขึ้นมา ไม่เหมาะที่เขาย้ายไปไว้ที่นั่น ลืมอะไรไปหมด ลืมนึกถึงในหลวงซึ่งเป็นยอดที่เราบูชา ยอดคนที่เราควรบูชาในบ้านในเมือง พระราชโองการเป็นสิ่งที่เราต้องเคารพแล้ว ในหลวงมีพระบรมราชโองการ แต่งตั้งว่าให้ไปนั่งตรงนั้น ต้องไปไม่พออกไม่พอใจก็เงียบๆ ไว้ก่อน อย่าเอาอารมณ์ อย่าเอาความร้อนมาใช้ เป็นคนที่หนักแน่น มีเหตุผล นึกถึงชาติบ้านเมือง เรื่องมันก็ไม่ยุ่ง

แต่ว่าลืมไปหมด นึกถึงตัวอย่างเดียว พอนึกถึงตัว ก็ลืมชาติลืมประเทศ ลืมงานลืมการอะไรหมด แล้วก็อ้างว่าศักดิ์ศรีบ้างเรื่องอย่างนั้นมันต้องอย่างนี้ ไม่เคยมี ในประวัติศาสตร์ ที่เขาจะทำกันอย่างนี้ ความจริงมันมีมาตั้งบรมโบราณแล้ว อย่างนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าเราคิดไม่ถึง ไม่ได้คิดในแง่นั้น นึกอย่างเดียวว่าเขาทำฉันได้ คล้ายๆ กับที่เขาร้องเพลงว่า "ทำไมถึงทำกับฉันได้.." นึกไปในรูปอย่างนั้น พอนึกอย่างนั้นแล้ว ก็น้อยอกน้อยใจ ว่าแหมเราเขาย้ายไปอยู่ในที่เช่นนั้น เรามันเคยใหญ่ เอาไปไว้ตรงนั้นมันเป็นที่สอง ไม่เป็นที่หนึ่ง

คนเรามันต้องรู้จักว่า ถึงเวลาใหญ่บ้างเล็กบ้าง เพราะงานราชการนั้น เป็นงานที่เขามอบให้เราทำ ไม่ใช่งานที่เราเลือกทำได้ตามชอบใจ งานส่วนตัวที่ทำได้ตามชอบใจ ฉันจะนั่งเก้าอี้ เอาไปวางไว้บนนี้ก็ได้ นั่งนานๆ ย้ายมาบนนี้ก็ได้ นานๆ ย้ายไปมุมโน้นก็ได้ เตียงนอนก็เหมือนกัน นอนหันหน้าไปทางทิศเหนือ นานๆ ก็ย้ายไปทางทิศใต้เสียบ้าง ดูสิมันจะเป็นอย่างไรนานๆ ก็พลิกแพลงไปทางตะวันออกเสียมั่ง ทิศตะวันตก ไม่มีใครชอบพลิกแพลงไป กลัวจะตาย ถือโชคลางพวกนั้น แต่อาตมาเคยนอน หันหัวไปทางทิศตะวันตก ตั้งปีก็เรียบร้อย เวลาปาฐกถาก็ยังพูดได้ดีอยู่ ไม่เห็นอะไรเสียหาย เราเที่ยวถือกันไม่เข้าเรื่อง เพราะนี่งานของเรามันหมุนได้ ยกตำแหน่งนั้นให้ตัวเองได้ แต่ว่าของที่เขาได้ยินดีให้ ต้องยินดีรับ ตามที่เขาให้ เช่นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

จริงอยู่ในหลวงไม่ได้ทรงโปรดเอง เขาเสนอขึ้นไปตามระบอบราชการ แต่ถ้าเรามีความเคารพในพระองค์ท่าน เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มาเช่นนั้นแล้ว อย่าวู่วาม อย่าไปให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ไม่ได้อย่างนี้ไม่ได้ มันเสียศักดิ์ศรี พูดมากไป สมมติว่าจะกลับตัวทีหลัง ก็กลับยาก เพราะพูดถลำไปเยอะแยะแล้ว อย่างนี้มันก็ลำบาก คนเราไม่สำรวมปาก มันก็เดือดร้อนในภายหลัง เพราะฉะนั้นจะพูดอะไรต้องคิดต้องตรอง ยิ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ นายพลอะไร ต้องคิดมาก หนักแน่น แม่ทัพต้องหนักแน่น ไม่พูดอะไรให้มันวุ่นวาย ยับยั้งใจ บังคับตัวเองไว้ได้ บังคับคนทั้งกองทัพ ไม่ใช่น้อยแล้ว บังคับตนเองไม่ได้ แล้วจะเป็นแม่ทัพที่ดีได้อย่างไร มันก็น่าคิดในแง่นี้

มีต่อ .....


13
ภาวนารู้เท่าทันทุกข์ - หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร

ภาวนารู้เท่าทันทุกข์
หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร
เทศน์อบรมพระภิกษุ – สามเณร
วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒

 
การปฏิบัติธรรมต้องเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ นั่ง นอน ยืน เดิน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถนะ พระต้องนั่งภาวนา เดินภาวนา ยืนรำพึง พุทโธ แล้วก็นอน แต่ “นอน” นั้นอย่าหลับ นี่แหละแก้ไม่ได้ ในตอนนี้แก้ไม่ได้ ชาติปิทุกขา พยาธิปิทุกขา มรณัมปิทุกขา ชราปิทุกขา เป็นโรคประจำตัวนะ แม้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็มีโรคประจำตัวพระองค์ พระสารีบุตรก็ดุจเดียวกัน มีโรคโลหิตออกจากทวารหนัก พระสารีบุตรต้องตายด้วยวิธีนี้เทียวนะ โลหิตออกมา เอากระโถนรองไปนะ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็เหมือนกัน โรคประจำชีวิตนี่
 
นี่แหละ คนหนึ่ง ๆ เป็นคลังของโรค เป็นเรือนของโรค เขาเรียกว่า อริยสัจ ๔ ของจริง แม้อุบาสก อุบาสิกา นั่งภาวนารู้จักของจริง ต้องวางนะ มันเป็นเรื่องของจริงนะ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์นะ การเจ็บการปวดน่ะมี มีอยู่เช่นนั้น เขาเรียก คลังของโรค เรือนของโรค เหตุนั้นพระอรหันต์ทั้งหลายท่านรู้เท่า ท่านไม่หวั่นไหว ไม่ถือขลังว่าเป็นตัวเป็นตน ท่านถือเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ของชีวิตนะ จะไปถึงไหนทราบไม่ได้นะชีวิต
 
แล้วอีกประการหนึ่ง เรื่องปาณาติบาตนั้น เรื่องอทินนาทานให้ผล เรื่องกาเมให้ผล
เรื่องมุสาให้ผล เรื่องสุราให้ผล ศีลห้านี้ ควรนักควรหนาควรที่เราจะรักษา
เป็นสมบัติอย่างยิ่งนะ ศีลห้านี้ ให้สำเร็จโสดาบัน อริยบุคคลนะ อำนาจศีลห้า
อำนาจศีลแปดให้สำเร็จอนาคา น้องอรหันต์นะ
 
นี้แหละ คนหนึ่ง ๆ มีโรคประจำตัวนะ อย่างท่านอาจารย์มั่นก็มีอยู่ ท่านอาจารย์เสาร์ก็มีอยู่ อาตมาก็มีอยู่ นี่แหละ เป็นเรือนของโรค เป็นคบลังของโรค ประเดี๋ยวก็เจ็บโน้นเจ็บนี่อยู่ ป่วยไข้อยู่ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งแล้วในโลกนะ พึ่งไม่ได้ พึ่งได้แต่ศีล ๑ บำเพ็ญทาน ๑ ภาวนา ๑ อบรมดวงจิตนะ อันอื่นพึ่งไม่ได้หมดนะ คลังของโรคนี่เป็นคลังใหญ่ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเรื่อย ๆ นะ นั่งนานก็ไม่ได้ นอนนานไม่ลุกสักทีก็ไม่ได้
ยืนให้เลือดลงขานะ เดินนะ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถให้เสมอกัน พระโยคาวจรเจ้าองค์ไหนเสมอกัน อายุยืน อย่านั่นนานนะ
 
เป็นโรคเหน็บชา อัมพาตนะ มันนั่นทับโลหิตนะ มันเดินไม่สะดวก ร่างกายเมื่อย แปล๊บ----เป็นโรคได้
นี่แหละ โรคนี้เป็นโรคประจำตัวของเรา ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณาทุกข์ นะ
 
ความเกิดเป็นทุกข์ใหญ่โตนะ เรามาเกิดในท้องมารดานะ แหม....ไอ้ทุกข์อันนี้ไม่ใช่เล่น ท่านพูดในพระไตรปิฎกนะ ท่านว่ามี ๓ ชนิด การที่เกิดของมนุษย์นะ หนึ่ง บิดามารดาเคล้าคลึงกันนะ สอง สัตว์เข้าสู่น้ำอสุจิประสมกันนะ ให้เมียเลี้ยง เลี้ยงเจ็ดวันแปรอย่างหนึ่ง เจ็ดวันแปรอย่างหนึ่งนะ เป็นห้าแห่ง เป็นตุ่มออกห้าแห่งนะ แขนสอง หัวหนึ่ง ขาสอง
 
ความทุกข์ของมนุษย์ที่เกิดในท้องมารดานั้น ทุกข์มาก คล้าย ๆ ลิงหนีฝนเข้าในโพรงไม้ หันหน้าเข้าทางหลังมารดา อาหารของเก่า ของใหม่โพกหัวเด็กนะ นี่แหละไม่ได้เหยียดขาเหยียดแข้ง คล้าย ๆ กับสัตว์ในโลกันต์นรก ทุกข์มาก เป็นชาติทุกข์ ไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ เดินก็ไม่ได้ ขยายตัวก็ไม่ได้ และอีกประการ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า เด็กที่ออกในท้องมารดานั้น มันใหญ่ในท้องแล้วออกมา ไม่ใช่ใหญ่ข้างนอกแล้วคลานเข้าไป มันเหมือนกับว่านายช้างควาญช้างนะ ไสช้างออกจากเพดานในช่องแคบ มันป่วนปั่นเหลือเกิน มารดาก็สละชีวิต เด็กก็ต้องสละชีวิต เป็นตายอย่างไรทราบไม่ได้นะ อาศัยนางพยาบาลมากที่สุด นางผดุงครรภ์เป็นผู้เอาออก คนไหนเอาออกไม่ได้ทางทวาร มันติดนะ ต้องตัดผ่าออก เพราะเครื่องมือมี แต่ก่อนเครื่องมือไม่มีต้องตายทั้งแม่ทั้งลูกเจียวนะ นี่แหละ....ชาติทุกข์ แล้วออกมาแล้วนะ นั่นเองแหละเป็นเรือนของโรค เป็นคลังของโรค เวลาเด็กป่วย บิดามารดาไม่ได้นอน รักลูกมากที่สุดนะ! เดี๋ยวก็เจ็บนั่นเจ็บนี่ เป็นหวัดเป็นไอ...อะไรทุกอย่าง
 
นี่แหละกว่าเราจะได้ชีวิตมาถึงขนาดนี้ เป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่งที่สุดนะ ให้ระลึกถึงธรรมะนะ
มันไม่เที่ยงนะ ชีวิตนั้นไม่เที่ยง มันประกอบด้วยทุกข์นะ สิ่งใดมีทุกข์ สิ่งใดมีไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
ไม่ใช่ตนใช่ตัว เราอยู่ทุกวันไม่ว่าพระ ไม่ว่าคฤหัสถ์ต้องตาย ต้องเผา ต้องฝังกันนะ

นี้แหละพระอริยเจ้าระลึกถึงตนได้มากที่สุด คณะอุบาสกอุบาสิกาคนไหน
พระเณรคนไหนไม่มีธรรมะเป็นวิหารธรรมอยู่ในจิต เป็นทุกข์มาก
ปัญจขันธาทุกขา ทุกข์มากที่สุด หากว่ามีเรือนอยู่ สำเร็จโสดาบัน มีเรือนอยู่
 
ภาวนา พุทโธ แล้วถ้าจำศีล บริจาคทาน เรือน ๓ ประการนี้เป็นเรือนใหญ่ อยู่ในดวงจิต หากว่าความทุกข์มาถึงแล้วเข้าไปหาเรือน มีที่พักนะ มีศีล มีกัลยาณธรรมนะ คนไหนไม่ภาวนาพุทโธ ไม่รักษาศีล ไม่บำเพ็ญทาน คนนั้นเป็นทุกข์ใหญ่ ไม่มีเรือนที่จะเข้าพึ่งพาอาศัย เหล่านี้ ราคะ โทสะมันร้อน คล้าย ๆ แดดเดือนห้านะ ต้องเข้าพักในต้นไม่ใหญ่ ต้นไม้ในที่นี้เปรียบเหมือน พุทโธ เข้าไปใต้ต้นไม้ได้รับอากาศมาสี่ทิศ สำราญใจ
 
เหตุนั้น...ขอให้ตั้งอกตั้งใจให้กับ พุทโธ พุทโธ ไม่ใช่ของหนักนะ โอปนยิโก น้อมพุทโธเข้ามาในดวงใจนะ ภาวนาบริกรรม พุทโธ พุทโธ นะ จิตลงสู่ภวังค์ ความสงบอันนี้เกิดมาจากพุทโธ เกิดมาจากการภาวนานะ สุขุมมากที่สุด บางคนขนพองสยองเกล้า บางคนตัวใหญ่ ปีตินะ บางคนตัวเล็ก หาตัวไม่เห็นนะ นี้เรียกว่า ปีติ พุทโธ อำนาจพุทโธ ล้างหัวใจให้สะอาด
 
พยาธิทุกข์ เล่า...นี้แหละอย่าไปรังเกียจ พยาธิ อย่าไปรังเกียจนะ ของดี ของพระอริยเจ้าเชียวนะ
ไม่มีพยาธิทุกข์ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ไม่มี พระนิพพานก็ไม่มีเสียแล้ว
 
นี้แหละเป็นเครื่องปรับกัน ชาติทุกข์ ชราทุกข์ มรณาทุกข์ นี่เป็น “มรรค” นะ
พิจารณาให้เห็นความตายของเราทุกคืน อย่ามัวเมาเรื่อง โลภะ โทสะ โมหะ ให้ระลึกถึงตัว
มีวิหารธรรมเหมือนว่าฝากเงินไว้กับธนาคารนะ เมื่อเวลาอับจนจะได้เบิกเอามาใช้
 
อีกประการหนึ่ง รักษาศีล ศีลห้าจะได้เมียงาม จะได้ผัวงาม จะได้ลูกหลานงาม แม้ความฉลาด พุทโธนี้ โอปนยิโก น้อมพุทโธเข้ามาในดวงจิต จับองค์ภาวนาพุทโธ พระพุทธเจ้าไม่ใช่คนโง่นะ คนฉลาด หากว่าพระองค์เข้ามาประทับในจิตใจของพวกเรา แม้เรามีหิริโอตตัปปะ เกรงกลัวในพระองค์ แล้วภาวนาพุทโธเข้าไป ความสงบมี เมื่อความสงบมี นั่นแหละเป็นความสุขใหญ่โต ไม่ร้อน มีวิหารธรรมเป็นเครื่องพักอยู่ในดวงจิต อุบาสกอุบาสิกานะ จิตสะอาดนะ จิตใจสูง นี่แหละข้อให้ตั้งอกตั้งใจอย่าประมาทนะ อย่า...!!!

การเจ็บการป่วยนี่เป็นของดีของพระอริเจ้าเชียวนะ จิตไม่เพลิดเพลิน พิจารณาเรื่องการตายเสมอ ๆ นะ
การตายอันนี้น่ะเราตายมาเรื่อย ๆ ทุกวันนี้นั่งอยู่ที่นี่ต้องตายนะ คือหมายความว่ามาสู่ท้องมารดามันใหญ่นะ
มันออกมา ออกจากท้อง ออกมาเป็นเด็กนะ ตายตอนเป็น

เด็กนะ มาเป็นหนุ่มนะ ตายเมื่อตอนเป็นหนุ่ม มาแก่ชรา ผมหงอกฟันหลุด หนังเป็นเกลียว กำลังก็น้อยถอยลงไป ให้เห็นในตอนนี้นะ ให้ภาวนาสังขารในตอนนี้เสีย อวัยวะของเรานะ เกิดมานะ “อัคคังมนุสเสสุ” นะ มนุษย์เป็นเลิศที่สุดนะ เลิศกว่าพระอินทร์ พระพรหมนะ มนุษย์นี่นะ เลิศกว่าอบายภูมิทั้งสี่นะนั่น มนุษย์นั้นมีทั้งอกุศล และกุศล ภาวนาเข้าไปนะเลือกเอามนุษย์เป็นพระพุทธเจ้า ไม่เอาพระอินทร์เอาพรหม เพราะมนุษย์เป็นเลิศ เลือกเอาได้ มนุษย์เป็นพระปัจเจกได้ เป็นพระอรหันต์ได้นะนั่น ของดีอยู่ในมนุษย์นะ แต่ของชั่วร้ายก็อยู่ในมนุษย์เหมือนกัน มนุสนรโก มนุสเปโต มนุสเดรัจฉาโน นะ...นั่น ทำไม่ดีเป็นอกุศลนะนั่น ที่เป็นกุศลนะ มนุสพรหมา มนุสเทวา มนุสโลกุตตร
 
นี้แหละฉันใดก็ดี ไม่มีที่พึ่งแล้วในโลกนะ นอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปแล้วนี่ขอให้ตั้งใจนะ การเจ็บการป่วยนั้น เป็นเรื่องธรรมดา เร่งความเพียรนะ อย่าประมาทนะ นั่น ใส่บาตรใส่พกนะ นั่น รักษาศีลนะนั่น....ศีลห้า แล้วก็ภาวนา “พุทโธ”นะ กิเลสของเรา เราหอบมาตั้งแต่อดีตชาติ มันประชุมกับปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นอนุสัยนะนั่น มันดองกันมานาน ดองกันนานนะนั่น มันคล้าย ๆ กับน้ำทะเลดองกันนานนะ กลายเป็นรสเค็มนะ ใช้ไม่ได้ แม้กิเลสของเรานะ ดองกันนาน เกิดราคะฆ่ากันได้ เกิดโทสะฆ่ากันได้ เกิดโมหะฆ่ากันได้นะ นั่น นี้แหละ ราคะ โทสะ เป็นของดีของพระอริยเจ้านะนั่น ไม่มีอันนี้ไม่ได้บวชนะ นั่น พระองค์ไม่เอาคนกระเทยบวช คนบวชมานะ คนมีกำลัง มีราคะ โทสะ โมหะ มีเหตุนะ นั่น มีเหตุนะ จึงใช้มรรคประหารเข้าไปประหารเข้าไปนะ
 
ปัญญาเห็นชอบ ดำริชอบ เห็นชอบ เห็นอวัยวะทุกส่วนมันแปรนี่นะ นี่เรียกว่าเห็นธรรมนะ เห็นชอบเข้าไปแล้วมันทำงานตึงตัง ๆ อยู่นะ เอามือคลำหัวใจเต้นตึ๊ก ๆ มันทำงานอยู่นะนั่น แล้วมันขยายออกนะนั่น อุจจาระปัสสาวะออกจากทั้งเก้าทวารนะนั่น พระอริยเจ้าท่านเห็นอยู่นี่นั่น ท่านไม่หวั่นไหว เรายังไม่เห็น เรายังหวั่นไหวกลัวตายอยู่นี่นั่น

มันเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่เกิดมานะ....อายุน้อยตาย คนนั้นทำปาณาติบาตมาแต่ก่อน...มีเงินมีทองเขาลักเอาไปนะ นั้นเราลักของเขามาแล้วนั่น...มีลูกมีเต้าหรือก็เป็นหญิงโสเภณีไป นั่นผู้หญิงนะ ผู้ชายโจรผู้ร้ายไปนะ เราทำไม่ดีมาแต่ก่อนแล้ว กาเมนะนั่น...แล้วมุสานะ เขามาหลอกลวงเอาเงินเอาทองไปนะ ไม่ได้ใช้นะ...แล้วก็สุราดื่มเข้าไปแล้ว เสียสตินะ กล้าหาญนะนั่น
 
หนังสือพิมพ์มีอยู่นะ เขาออกข่าวมานะนั่น กินเหล้านะปีใหม่นะ ฆ่ากันหลายรายนะ นี่มีการตายอยู่เรื่อย ๆ นะ นี่แหละเทวทูตมันเตือนอยู่เสมอเช่นนี้แหละ เราไม่ควรประมาทนะ ไม่ควรประมาทนะ ให้ระลึกถึงพุทโธพุทโธ เป็นที่พึ่งนะ...นั่น พึ่งคนอื่นไม่ได้ บิดามารดาพึ่งได้ชั่วคราวนะ พึ่งพระราชาก็พึ่งพระองค์ได้ชั่วคราวเมื่อยังมีชีวิตอยู่นะ
 
การเป็นการตายของเรานี่ฝากไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นะ นี้แหละเรือนของโรค คลังของโรคมนุษย์นะ ให้ระลึกเสมอ ให้ภาวนาเสมอนะนั่น นี่แหละอย่าส่งออกข้างนอกนะ ใจกล้าหาญ เอ้า...ตายก็ตายนะ ตายเราไม่ต้องง้อนะ ศีลเรามีแล้วนะ ทานเรามีแล้ว เราตายขณะนี้เราไปเกิดสวรรค์นะ เปลี่ยนอัตภาพมนุษย์ไปเกิดสวรรค์นะนั่น เรามีบริบูรณ์ ใส่บาตรอยู่เรื่อยนี่ แล้วรักษาศีลเรื่อยนี่นั่น แล้วก็ภาวนาชำระดวงจิตเรื่อย ๆ นะ นี้แหละคนนั้นน่ะ ไปสู่สุคติโลกสวรรค์นะ คนไหนมัธยัสถ์ตระหนี่ เกิดมาในภพใดชาติใดเป็นคนกำพร้าอนาถา ขอทานเขากินนะนั่น มีลูกมีเมียก็ไม่ว่าง่ายสอนง่าย ว่ายากสอนยากนะ เป็นผู้ชายเป็นโจรผู้ร้ายนำความทุกข์มาถึงบิดามารดานะนั่น
 
นี้แหละ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคท่านให้ภาวนาพุทโธฉลาดมาก
พระองค์ไม่ใช่คนโง่นะ ฉลาดนะ
 
พระองค์ประทับอยู่ในจิตของใคร จีกควาก...ควากลงไป สงบนะ
สิ่งไม่รู้ก็รู้ขึ้นมา สิ่งไม่เห็นก็เห็นขึ้นมา อำนาจพุทโธนะ
 
นี้แหละเมื่อท่านทั้งหลายได้สดับตรับฟังแล้วนะ โอปนยิโก น้อมมาปฏิปัตติบูชา
พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ก็จะเห็นอานิสงส์ในพระพุทธศาสนาโดยง่าย

 
สมควรแก่เวลา ดังอาตมะอาตมาวิสัชนามา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.

ภาวนารู้เท่าทันทุกข์
หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร
เทศน์อบรมพระภิกษุ – สามเณร
วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒


พิมพ์แจกเป็นทาน
Download จาก   http://se-ed.net/philosophy/libra/index.shtml


14
โอวาทธรรม - หลวงปู่ดูลย์  อตุโล

แม้จบพระไตรปิฎกหมดแล้ว 
จำพระธรรมได้มากมายมีคนเคารพนับถือมาก 
ทำการก่อสร้างวัตถุได้อย่างมากมาย  หรือสามารถอธิบายถึง
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อย่างละเอียดแค่ไหนก็ตาม
 
ถ้ายังประมาทอยู่ ก็ยังว่าไม่ได้รสชาดของพระพุทธศาสนา
แต่ประการใด  เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของภายนอกเท่านั้น 
เมื่อพูดถึงประโยชน์ ก็เป็นประโยชน์ภายนอก

คือเป็นไปเพื่อสงเคราะห์สังคม  เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น
เพื่อสงเคราะห์อนุชนรุ่นหลัง หรือเพื่อสัญญลักษณ์ของศาสนาวัตถุ
ส่วนประโยชน์ของตนที่แท้นั้น คือ ความพ้นทุกข์ 
จะพ้นทุกข์ได้ก็ต่อเมื่อรู้จิตหนึ่ง

จิตที่ส่งออกนอก      เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก   เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง   เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต   เป็นนิโรธ

โอวาทธรรม - หลวงปู่ดูลย์  อตุโล
วัดบูรพาราม  อำเภอเมือง  จังหวัดสุรินทร์


15
อนุปาทาปรินิพาน - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงอนุปาทาปรินิพพานของพระอริยสาวก
ผู้บรรลุอากิญจัญญายตนสมาบัติ แก่อุปสีวมาณพ โดยหลีกเลี่ยงสัสสตวาทะ
และอุจเฉทวาทะทั้งสองเสีย จึงตรัสพระคาถาว่า

อจฉิยถา วาตเวเคณ จิตตา อตถํ ปเลติ น อุเปติ สงขํ เอวํ
มุนิ นาม  กายา วิมุตโต อตถํ ปเลติ น อุเปติ สงขํ


แปลว่า เปลวเพลิงอันกำลังลมพัดดับไปย่อมนับไม่ได้ว่าไปไหนฉันใด
ท่านผู้เป็นมุนี พ้นพิเศษแล้วจากนามกาย ย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้
นับไม่ได้ ว่าไปไหนฉันนั้น

วาตา อันว่าลมทั้งหลาย โดยปริยายในนิเทศ ว่าลมมาทิศบูรพา ปัจฉิม อุดร ทักษิณ
ลมมีธุลี ลมไม่มีธุลี ลมเย็น ลมร้อน ลมกล้า ลมเวรัมภา พัดมา แต่พื้นดินขึ้นไปได้โยชน์หนึ่ง
ลมปีกสัตว์ ปีกครุฑ ลมใบตาล ลมเปลวเพลิง อันกำลังลมเหล่านั้นพัดแล้ว
เปลวเพลิงย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมดังสงบรำงับไป ย่อมไม่ถึงซึ่งอันนั้น
ย่อมไม่ถึงซึ่งโวหาร ว่าเปลงเพลิงไปแล้วยังทิศโน้นๆ ดังนี้ฉันใด
 
บุคคลผู้บรรลุอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นเสขมุนีนั้น เป็นผู้พ้นวิเศษแล้วจากรูปกาย
ในกาลก่อนเป็นปกติ ให้มรรคที่ 4 เกิดขึ้นในสมาบัตินั้น เป็นผู้พ้นวิเศษแล้วจากนามกายอีก
เพราะความที่พ้นจากนามกาย อันท่านได้กำหนดรู้แล้ว เป็นอุปโตภาควิมุตติ พ้นวิเศษแล้ว
จากส่วนสองด้วย ส่วนสองเป็นขีณาสวะอรหันตร์ ถึงซึ่งอันไม่ตั้งอยู่คืออนุปาทาปรินิพพาน
แล้วตรัสพระคาถาต่อไปว่า

อตถํ ตสส น ปมาณมตถิ เยน นํ วชชํ ตํ ตสส นตถิ
สพเพสุ ธมเมสุ สมูหเตสุ สมูหตา วาทปถาปิ สพเพ


แปลว่า สิ่งสภาวะเป็นประมาณของพระขีณาสพอัสดงคตดับแล้วย่อมไม่มี
บุคคลทั้งหลายจะพึงกล่าวว่าท่านนั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นของท่านก็ไม่มีธรรมทั้งหลาย
มีขันธ์เป็นต้น อันพระขีณาสพถอนขึ้นพร้อมแล้ว แม้ทางวาทะทั้งปวงที่บุคคลจะพึงกล่าว
พระขีณาสพท่านก็ตัดขึ้นพร้อมแล้ว

สิ่งสภาวะอันเป็นธรรมนั้น ได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมไม่มีแก่ท่าน
ท่านละเสียแล้ว ตัดขึ้นพร้อมแล้ว ท่านเผาเสียด้วยเพลิงคือญาณแล้ว เมื่อขันธ์ อายตนะ
ธาตุ คติ อุบัติ ปฏิสนธิ ภพ สังขาร และวัฏฏะ ท่านถอนขึ้นเสียแล้ว ตัดเสียขาดแล้ว
มีอันไม่บังเกิดต่อไป เป็นธรรมดา วาทะ อันเป็นคลองเป็นทางที่จะกล่าวด้วยกิเลสและขันธ์
และอภิสังขาร ท่านเพิกถอน สละละวางเสียสิ้นทุกประการแล้ว ด้วยประการฉะนี้ฯ

4 ปริญญา 3 ประการ

การกำหนดรู้ตัณหานั้น กำหนดรู้ด้วยปริญญา 3 ประการ คือ

1.ญาตปริญญา คือความกำหนดรู้ชัดเจนว่า นี้รูปตัณหา นี้สัททตัณหา
นี้คันธตัณหา นี้รสตัณหา นี้โผฏฐัพพะตัณหา นี้ธัมมตัณหา อย่างนี้แลชื่อว่าญาตปริญญา
 
2.ตีรณปริญญานั้นคือ ภิกษุกระทำตัณหาทั้ง 6 ให้เป็นของอันตนรู้แล้ว พิจารณาใคร่ครวญ
ซึ่งตัณหาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรคเสียดแทง เป็นต้น อย่างนี้แล
ชื่อตีรณปริญญา

ปหานปริญญานั้นคือ ภิกษุมาพิจารณาใคร่ครวญ ฉะนี้แล้ว ละเสียซึ่งตัณหา
บรรเทาเสีย ถอนเสีย และกระทำให้สิ้นไป ให้ถึงซึ่งความไม่เป็นต่อไปอย่างนี้
และชื่อว่าปหานปริญญา

อนุปาทาปรินิพาน - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


16
บาปบันดาล บุญบันดาล - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

บาปบันดาล

ให้เกิดเป็นผู้หญิง  เพราะผิดศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร
ให้เกิดเป็นกะเทยบัณเฑาะก์  เพราะผิดศีลข้อกาเมฯ
ให้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน  เพราะความหลง
ให้เกิดเป็นเปรต  อสูรกาย  เพราะความโลภ

ให้เกิดเป็นสัตว์นรก  เพราะความโกรธ
ให้เกิดเป็นมนุษย์  ง่อย-บ้าใบ้-หูหนวก-ตาบอด-พิการต่างๆ
เพราะผิดศีลข้อปาณาติบาต

ให้โง่เขลา  เพราะดูถูกสติปัญญาผู้อื่น
ให้เกิดในตระกูลมิจฉาทิฏฐิ  เพราะดูถูกพระธรรม
ให้มีบุตรธิดาเป็นมิจฉาทิฏฐิ  เพราะกรรมที่ทำลายพระศาสนา
ให้มีโรคมากรักษาไม่หาย  กรรมที่ฆ่าสัตว์ที่มีศีล

ให้ยากจนค้นแค้นแสนเข็ญ  เพราะตระหนี่
ให้ไร้บริวาร  เพราะไม่เคยช่วยเหลือสงเคราะห์ใคร
ให้เกิดในตระกูลต่ำ  เพราะอิจฉาดูถูกผู้อื่น

บุญบันดาล

ให้มีเพศบริสุทธิ์  คือเป็นบุรุษ  เพราะไม่ล่วงศีล
ให้เกิดในโลกมนุษย์  ในตระกูลสัมมาทิฏฐิ
บุตร ธิดา คู่ครอง  เป็นสัมมาทิฏฐิ
ได้พบพระพุทธเจ้า  พระรัตนตรัย

มีจิตศรัทธาในพระรัตนตรัย  ในพระพุทธศาสนา
ได้ฟังธรรม  ได้ออกบวช  ได้บรรลุธรรม
ได้พบคบบัณฑิต  เป็นมิตรสหาย
มีบริวารที่ซื่อสัตย์  ปราศจากโรค  ฐานะร่ำรวย

ได้เกิดในตระกูลสูง  ได้เกิดในปฏิรูปเทศ
ตายเมื่อสิ้นอายุขัย  ไม่ประสบอุปทวเหตุ

บาปบันดาล บุญบันดาล - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม


17
เชิญร่วมบุญ เป็นเจ้าภาพ ซื้อตู้เย็นถวายวัด

ขอเชิญร่วมบุญเป็นเจ้าภาพซื้อตู้เย็นถวายวัด เพื่อเก็บอาหารในโรงครัว
โรงทานวัดศรีสว่างมงคล เนื่องจากเครื่องเดิมพังชำรุดเสียหาย เพราะใช้มานานแล้ว
งบประมาณ 6,500 บาท

ร่วมทำบุญได้ที่
 
พระสุทฺธิญาโณ    โทร.084-7972215
ธนาคารกรุงไทย  ออมทรัพย์ สาขาร้อยเอ็ด
บัญชีเลขที่        411 - 0 - 84205 - 0


24
อนาลโยวาท หลวงปู่ขาว อนาลโย

บางครั้งหลวงปู่ขาวเกิดความสงสัย เรียนถามท่านอาจารย์มั่น
ท่านยังดุเอา โดยท่านว่าถามเอาตามความชอบใจของตน
มิได้เล็งดูหลักธรรมคือความจริง ควรจะเป็นอย่างไรบ้าง
ความสงสัยที่เรียนถามนั้นมีว่า
 
…ในครั้งพุทธกาลตามประวัติว่า
มีผู้สำเร็จมรรคผลนิพพานมากและรวดเร็วกว่าสมัยนี้
ซึ่งไม่ค่อยมีท่านผู้ใดสำเร็จกัน แม้ไม่มากเหมือนครั้งโน้น
หากมีการสำเร็จได้ก็รู้สึกจะช้ากว่ากันมาก…

ท่านย้อนถามทันทีว่า
ท่านทราบได้อย่างไรว่า
สมัยนี้ไม่ค่อยมีท่านผู้ได้สำเร็จมรรคผลกัน
แม้สำเร็จได้ก็ช้ากว่ากันมากดังนี้

ท่านเรียนตอบท่านว่า
ก็ไม่ค่อยได้ยินว่าใครสำเร็จเหมือนครั้งโน้น
ซึ่งเขียนไว้ในตำราว่าสำเร็จกันครั้งละมากๆ
แต่ละครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม
โปรดตลอดการบำเพ็ญโดยลำพังในที่ต่างๆ
ก็ทราบว่าท่านสำเร็จโดยรวดเร็วและง่ายดายจริงๆ 
น่าเพลินใจด้วยผลที่ท่านได้รับ
 
แต่มาสมัยทุกวันนี้ ทำแทบล้มแทบตาย
ก็ไม่ค่อยปรากฏผลเท่าที่ควรแก่เหตุบ้างเลย
อันเป็นสาเหตุให้ผู้บำเพ็ญ ท้อใจและอ่อนแอต่อความเพียร

ท่านอาจารย์มั่นถามท่านว่า

ครั้งโน้นในตำราท่านแสดงไว้ด้วยหรือว่า ผู้บำเพ็ญล้วนเป็นผู้สำเร็จอย่างรวดเร็วและง่ายดายทันใจทุกรายไป
หรือมีทั้งผู้ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า ผู้ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ผู้ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า และผู้ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว
อันเป้นไปตามประเภทของบุคคล ที่มีภูมิอุปนิสัยวาสนายิ่งหย่อนต่างกัน

หลวงปู่ขาวเรียนตอบว่า
มีแบ่งภาคไว้ต่างๆ กันเหมือนกัน มิได้มีแต่ผู้สำเร็จอย่างรวดเร็วและง่ายดายอย่างเดียว
ส่วนผู้ปฏิบัติลำบากทั้งสำเร็จได้ช้าและปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็วก็มี แต่รู้สึกผิกับสมัยทุกวันนี้อยู่มาก
แม้จะมีแบ่งประเภทบุคคลไว้ต่างกันเช่นเดียวกับสมัยนี้

ท่านอาจารย์อธิบายว่า

ข้อนี้ขึ้นอยู่กับผู้แนะนำถูกต้องแม่นยำผิดกัน ตลอดอำนาจวาสนา ระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระสาวกและพวกเรา
ผิดกันอยู่มากจนเทียบกันไม่ได้ อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับความสนใจในธรรมต่างกันมาก สำหรับสมัยนี้กับสมัยพุทธกาล
แม้พื้นเพนิสัยก็ผิดกันกับครั้งนั้นมาก เมื่ออะไรๆก็ผิดกัน ผลจะให้เป็นเหมือนกันย่อมเป็นไปไม่ได้

เราไม่ต้องพูดเรื่องผู้อื่นสมัยอื่นให้เยิ่นเย้อไปมาก แม้ตัวเราเอง ยังแสดงความหยาบกระทบกระเทือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ทั้งที่เป็นนักบวชและนักปฏิบัติ ซึ่งกำลังเข้าใจว่า ตัวประกอบความเพียรอยู่เวลานั้น ด้วยวิธีเดินจงกรมอยู่บ้าง นั่งสมาธิภาวนาอยู่บ้าง
แต่นั้นเป็นเพียงกิริยาแห่งความเพียรทางกาย

ส่วนใจมิได้เป็นความเพียรไปตามกิริยาเลย
มีแต่ความคิดสั่งสมกิเลสความกระเทือนใจอยู่ตลอดเวลา
ในขณะที่เข้าใจว่าตนกำลังทำความเพียรด้วยวิธีนั้นๆ
ดังนั้นผลจึงเป็นความกระทบกระเทือนใจโดยไม่เลือกกาลสถานที่

แล้วก็มาเหมาเอาว่า ตนทำความเพียรรอดตาย ไม่ได้รับผลเท่าที่ควร
ความจริงตนเดินจงกรม นั่งสมาธิสั่งสมยาพิษ ทำลายตนโดยไม่รู้สึกตัวต่างหาก
มิได้ตรงตามความจริงตามหลักแห่งความเพียรเลย

ฉะนั้น ครั้งพุทธกาลที่ท่านทำความเพียรด้วยความจริงจังหวังพ้นทุกข์จริงๆ กับสมัยที่พวกเราทำเล่นราวเด็กกับตุ๊กตา
จึงนำมาเทียบกันไม่ได้ ขืนเทียบไปมากเท่าไร ยิ่งเป็นการขายกิเลส ความไม่เป็นท่าของตัวมากเพียงนั้น

ผมแม้เป็นคนในสมัยทำเล่นลวงๆ ตัวเองก็ไม่เห็นด้วยกับคำพูดดูถูกศาสนา และดูถูกตัวเองดังที่ท่านว่ามานั้น
ถ้าท่านยังเห็นว่าตัวยังพอมีสารคุณอยู่บ้าง ท่านลองทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้โดยถูกต้องดูซิ
อย่าทำตามแบบที่กิเลสพาฉุดลาดไปอยู่ทุกวี่ทุกวัน ทุกเวลา

แม้ขณะกำลังเข้าใจว่า ตนกำลังทำความเพียรอยู่มรรคผลนิพพาน ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้เป็นสมบัติกลาง
จะเป็นสมบัติอันพึงใจท่านในวันหนึ่งแน่นอนโดยไม่มีคำว่า ยากลำบากและสำเร็จได้ช้ามาเป็นอุปสรรคได้เลย
ขนาดที่พวกเราทำความเพียรแบบกระดูกจะหลุดออกจากกัน เพราะความขี้เกียจอ่อนแออยู่เวลานี้

ผมเข้าใจว่า เหมือนคนที่แสนโง่และขี้เกียจเอาสิ่งอันเล็กๆ เท่านิ้วมือไปเจาะภูเขาทั้งลูก แต่หวังให้ภูเขานั้นทะลุในวันเวลาเดียว
ซึ่งเป็นที่น่าหัวเราะ ของท่านผู้ฉลาดปราดเปรื่องด้วยปัญญาและมีความเพียรกล้าเป็นไหนๆ  พวกเราลองคิดดู
ประโยชน์แห่งความเพียร ของท่านผู้เป็นศากยบุตรพุทธสาวกในครั้งพุทธกาล

ท่านน่าสมเพชเวทนาเหลือประมาณ แต่หวังพระนิพพานด้วยความเพียรเท่าฝ่ามือนั้น
ลองคิดดู กิเลสเท่ามหาสมุทร แต่ความเพียรเท่าฝ่ามือ นั้นมันห่างไกลกันขนาดไหน
คนสมัยฝ่ามือแตะมหาสมุทร ทำความเพียรเพียงเล็กน้อย แต่ความหมายมั่นปั้นมือว่า
จะข้ามโลกสงสาร เมื่อไม่ได้ตามใจหวัง ก็หาเรื่องตำหนิศาสนาและกาลสถานที่ตลอด

คนสมัยนั้นสมัยนี้ ไม่ละอายการประกาศ  ความไม่เป็นท่าของตัว
ให้นักปราชญ์ท่านหัวเราะด้วยความอ่อนใจว่า
เราเป็นผู้หมดความสามารถโดยประการทั้งปวง

การลงทุนแต่เพียงเล็กน้อยด้วยความเสียดายเรี่ยวแรงแต่ต้องการผลกำไรล้นโลกล้นสงสาร
นั่นเป็นทางเดินของโมฆบุรุษโมฆสตรี ผู้เตรียมสร้างป่าช้าไว้เผาตัวและนอนจมอยู่ในกองทุกข์
ไม่ชมเชยศาสนธรรม ชมเชยกาลสถานที่และบุคคลในครั้งพุทธกาล แต่ตำหนิศาสนธรรม
ตำหนิกาลสถานที่และบุคคลในสมัยนี้ จึงเป็นคำชมเชยและติเตียนของโมฆบุรุษโมฆสตรี
ที่ปิดกั้นทางเดินของตน จนหาทางเล็ดลอดปลอดจากภัยไปไม่ได้ และเป็นคำถามของคนสิ้นท่า
เป็นคำถามของคนผู้ตัดหนามกั้นทางเดินของตัว มิได้เป็นคำถามเพื่อช่วยบุกเบิกทางเดิน
ให้เตียนโล่งพอมีทางปลอดโปร่งโล่งใจ เพราะความสนใจปลดเปลื้องตนจากกิเลสด้วยสวากขาตธรรม
อันเป็นมัชฌิมาที่เคยให้ความเสมอภาคแก่สัตว์โลก ผู้สนใจปฏิบัติตามโดยถูกต้องตลอดมาแต่อย่างใดเลย…..

อนาลโยวาท - หลวงปู่ขาว อนาลโย

(คัดลอกจากส่วนหนึ่งของ หนังสืออนาลโยวาท : หลวงปู่ขาว อนาลโย)


โพสท์ในลานธรรมเสวนาโดยคุณ : บัวในตม [ 17 ม.ค. 2545 ]


หน้า: [1] 2 3 ... 47