แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - webmaster

หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 13
121




เปิดเว็บ"ฤาษีดัดตนดิจิตอล"
สอนท่ากายบริหารไทยทั่วโลก (ข่าวสด)

"เนคเทค" เปิดเว็บไซต์ "ฤาษีดัดตนฉบับดิจิตอล"
สอนวิธีการทำท่ากายบริหารแบบไทยเป็นครั้งแรกของโลก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่อุทยานการเรียนรู้ "ทีเคปาร์ค" ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)
พร้อมด้วยนายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)
และดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์
และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ร่วมแถลงข่าวการเปิดตัวเว็บไซต์ http://www.rusiedotton.thai.net

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า หลังจากเนคเทคได้รับประสานจากคณะกรรมการแห่งชาติ
ว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกของประเทศไทย
เพื่อพัฒนาท่ากายบริหาร "ฤาษีดัดตนฉบับดิจิตอล"
ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า คณะกรรมการองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์
และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ "ยูเนสโก"
ได้มีมติรับรองศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราช วรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)
ขึ้นทะเบียนเป็นเอกสารมรดกความทรงจำของโลก
ซึ่งการจารึกโคลงประกอบรูปฤๅษีดัดตน ถือเป็นส่วนหนึ่งของศิลาจารึกดังกล่าวด้วย
ดังนั้นนอกจากจะเป็นการเผยแพร่ท่าฤาษีดัดตนไปทั่วโลกแล้ว
ยังช่วยอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาของไทยไว้ในรูปแบบดิจิตอลออนไลน์เป็นครั้งแรกของโลก

ฤาษีดัดตนดิจิตอล

ดร.พันธ์ศักดิ์ ผอ.เนคเทค กล่าวว่า ในการวิจัยและพัฒนาฤาษีดัดตนฉบับดิจิตอล
แบ่งวิธีการออกเป็น 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย
ขั้นตอนที่ 1 ใช้ซอฟต์แวร์สามมิติขึ้นรูปฤาษีจำลองตามแบบ
การขึ้นรูปจะใช้ลักษณะโครงสร้างแบบไวร์เฟรม
และใช้เทคนิคการปั้นโพลีกอนในการสร้างโมเดลฤาษีสามมิติ
คำนึงถึงการสร้างโพลีกอน 2 ประเภทหลัก
คือ 1.ใช้ Face แบบ 3 จุด (Triangle) 2.ใช้ Face แบบ 4 จุด (Quad)
ซึ่งทั้ง 2 แบบจะให้ผลที่ดีในการทำโมเดลสามมิติให้มีความโค้งมนนุ่มนวล

ส่วนขั้นตอนที่ 2 เทคนิคในการสร้างภาพเคลื่อนไหว
ใช้วิธีเลียนแบบวิดีโอที่เรียบเหมือนการเคลื่อนไหวของมนุษย์
ทำให้ได้ภาพที่เหมือนจริงมากกว่า

และขั้นตอนที่ 3 ใช้เทคนิคการ Rendering ด้วย Grid Computing
ในการทำ Render เป็นการคำนวณแสงเงาตกกระทบวัตถุในโมเดลสามมิติ
ซึ่งอยู่ในรูปโพลีกอน หรือ NURBS ภายในโปรแกรมสามมิติต่างๆ
โดยแปรผันการใช้เวลา Render มากหรือน้อยเพียงใด
ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของ Model,Texture,Shading,Light
และคุณภาพของการกำหนดค่า Render
โดยจำเป็นต้องอาศัยศักยภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถสูง
ในด้านความเร็วประมวลผลและความเสถียรของระบบ
ได้รับความร่วมมือให้ใช้คอมพิวเตอร์กริด
ของศูนย์ไทยกริดแห่งชาติในการทำ Render ทั้งหมด


"ฤาษีดัดตนในรูปแบบดิจิตอล เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม
ของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์
ต่อการพัฒนาประเทศของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เพื่อเก็บรักษามรดกทางปัญญาของชาติไว้ และเพื่อเผยแพร่ให้คนทั่วโลก
นำไปใช้เป็นท่ากายบริหารได้ด้วย" ดร.พันธ์ศักดิ์กล่าว


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก...
ที่มา... http://health.kapook.com/view6994.html

123

























































พระครูภาวนาสุตาภรณ์ (พระมหาประเทือง พุทธรักขิโต)


124









คำนำ
 
          แผนภูมินี้สร้างขึ้นเมื่อปี 2535 โดยพยายามที่จะนำเอาคำสอนเรื่อง อริยสัจจ์ 4,   ขันธ์ 5, อายตนะ 6 และปฏิจจสมุปบาท มารวมไว้ในที่เดียวกัน ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของคำสอน ทำให้เข้าใจได้ง่าย   โดยเขียนขึ้นครั้งแรกบนแผ่นไวท์บอร์ด ที่วัดเพิ่มธรรมจำเริญสมัยจรรยาวราราม บ้านสำโรงบน ต.ทรายขาว อ.สอยดาว จว.จันทบุรี ต้องใช้เวลานานเกือบยี่สิบปี ศึกษา เรียนรู้ ทบทวนจากภาคปริยัติและปฏิบัติ จนเห็นว่า น่าจะสมบูรณ์พอควรแล้ว จึงนำแผนภูมินี้ออกไปเผยแพร่ทั้งภาคภาษาไทยและอังกฤษ   ผู้ที่เคยรับฟังคำอธิบายโดยตรงก็มีคำพูดเชิงสรุปว่า นี่เป็นแก่นคำสอนของพระพุทธเจ้าในแคปชูล เป็นคู่มือที่ใช้สำหรับค้นคำสอนของพระพุทธเจ้าได้เป็นอย่างดี
          ในโอกาสที่วัดท่าตอนพระอารามหลวง ได้่ทำพิธีเปิดพระเจดีย์แก้วอย่างเป็นทางการ วันที่ 21 – 28 กุมภาพัีนธ์ 2553 จึงเป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้แสดงมุทิตาจิตต่อวัดท่าตอนและพระราชปริยัติเมธี ที่เคยให้โอกาสปฏิบัติธรรม ณ เขตวิปัสสนา เป็นเวลา 4 ปี ซึ่งเป็นห้วงเวลาแห่งการสร้างพระเจดีย์แก้ว และขอมีส่วนร่วมในบุญกุศลครั้งนี้ ด้วยการแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์ผ่านแผนภูมิคำสอนนี้
          หวังว่า ท่านสาูธุชนทั้งหลายจะได้รับประโยชน์ตามกำลังสติปัญญาของท่าน ขออ้างคุณพระรัตนตรัย คุณครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิในวัดท่าตอนจงอภิบาลให้ท่านได้รับความสุขความเจริญและมีมรรคผล นิพพาน เป็นที่สุดทุกท่านทุกคนเทอญ




คำอธิบายการอ่าน แผนภูมิคำสอนพระพุทธเจ้า

1. วิธีอ่านแผนภูมิ
โครงสร้างของแผนภูมิ ประกอบด้วย อริยสัจจ์ 4, ขันธ์ 5, อายตนะ 6, ธาตุ 18 และ ปฏิจจสมุปบาท 12 ซึีงเป็นสาระสำคัญของคำสอนของพระพุทธเจ้า.    การแสดงธัมจักกัปปวัตนสูตร คำสอนครั้งแรกว่าด้วยอริยสัจจ์ 4 ผู้ฟังบรรลุธรรมสูงสุดเป็นพระโสดาบัน;   เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงอนัตตลักขณสูตร   ผู้ฟังปัญจวัคคีย์บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น   5 รูป;   พระพุทธเจ้าโปรดชฏิล 3 พี่น้องโยคีผู้บูชาไฟ ด้วยธรรมเทศนา อาทิตตปริยายสูตร ว่าด้วยอายตนะทั้ง 6 ดุจดังไฟทีทำให้สัตว์ทั้งหลายตกอยู่ในกองทุกข์   ผู้ฟังทั้งสิ้นกว่าหนึ่งพันรูป บรรลุอรหันต์;    และต่อมาเรารู้ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สำคัญสอนเรื่องทุกข์และการดับทุกข์   และเห็นว่าคำสอนที่ลึกซึ่งที่สุดเกี่ยวกับทุกข์ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง
 
ใครก็ตามที่ต้องการได้รับผลสูงสุดตามคำสอนของพระพุทธเิจ้าก็จะต้องกลับไปศึกษา ปฏิบัติและทบทวน ทำคำสอนเหล่านี้ให้แนบแน่นเข้าไปในจิตใจของเรา จนก้าวสู่อริยะภาวะทางจิตทางใจในชาตินี้
          1.1 โครงสร้างทั้งหมด คือ อริยสัจจ์ 4 โดยทุกขสภาวะได้แสดงไว้ในวงจรด้านซ้ายมือของแผนภูมิ,   สมุทัย จะเกิดขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่ (1) – (10),   ส่วนนิโรธ โดยความเ้ป็นจริง เมื่อมีความรู้สึกตัว ณ ตำแหน่งห่วงโซ่ใด เมื่อนั้นห่วงโซ่นี้ก็ขาดสะบั้นลงทันที แต่ในแผนภูมิจำเป็นต้องบอกไว้เป็นกลับลำดับ จาก (10) –(1), มรรค มีองค์ 8 นั้นลำดับไว้ในแนวนอน เป็นดุจดังแผนที่ชี้นำทางการปฏิบัติ   ส่วนทางด้านขวาของแผนภูมิเป็นมรรค 4 ผล 4 อันเป็นผลมาจากการเดินทางทางจิตว่า ได้ดำเนินมาแล้วมากน้อยเพียงไร กระทั้งเข้าถึงพระนิพพาน เป็นที่สุด
          1.2   เมื่อศึกษา ขันธ์ 5 เปรียบดังเราศึกษาองค์ประกอบการทำงานของรถยนต์ คือ ต้่องรู้ทุกส่วนประกอบโดยลักษณะและหน้าที่การทำงานของมัน คุณและโทษอย่างถูกต้อง
          1.3 เมื่อศึกษาปฏิจจสมุปบาท เปรียบเหมือนเราลงมือปฏิบัติ ทำลงไปเป็นปัจจุบันขณะ   ขณะ   ในแง่นี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะยังหลงเหลือความเป็นมิติทางอดีตและอนาคต และไม่มีวัฏฏะ 3 อย่างที่เข้าใจกัน    การเข้าใจให้ถูกต้อง สัมมาทิฏฐิ เป็นเบื้องต้นของมรรคมีองค์ 8
 
 
2. อริยสัจจ์ 4 เป็นโครงสร้างคำสอนหลัก ของพระพุทธเจ้า เริ่มต้นที่
 
         
ทุกข์ คือ ภาวะที่บีบคั้นจนไม่สามารถอยู่ในสภาวะเดิมได้   ทุกข์เริ่มที่ ชาติปิทุกขา ชราปิทุกขา มรณัง..........ว่าโดยย่ออุปาทานในขันธ์ 5 เป็นตัวทุกข์   วงจรแรกของทุกข์มี 2 วงจร วงจรเล็ก ๆ คือส่วนที่เปรียบเป็นกาย มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ปัจจุบันเรารู้แล้วว่า กายประกอบด้วยเซลล์ต่าง ๆ มีเกิดและตายตลอดเวลา   เพราะมีกาย จึงเป็นบาทฐานใหมีจิต มีความรู้สึกนึกคิด เป็นไปในอารมณ์ต่าง ๆ ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ และความคับแค้นใจทั้งหลาย   เป็นลักษณะทั่วไป 5 ชนิด และเสมือนมีเหตุจากภายนอกทำให้ทุกข์อีก 3 ชนิด และเมื่อรวมทั้งสิ้นแล้ว สรุปได้ว่าความทุกข์เกิดจากอุปาทานในขันธ์ 5
     เพราะความเกิดเป็นเบื้องต้นทั้งหมดของทุกข์ หากไม่มีเกิดก็คงไม่มีทุกข์   ดังนั้น เราจะต้องศึกษาว่า คำสอนว่าด้วยความเกิดเป็นอย่างไร ? พระพุทธเจ้าชี้ไว้ว่า มีความเกิดอยู่ 4 ประเภท คือ ชลาพุชะกำเนิด ออกลูกเป็นตัว อัญทชะกำเนิด ออกลูกเป็นใข่   สังเสทชะกำเนิด เกิดอยู่ในน้ำคราบน้ำใคล ที่ชื้นแฉะ คือพวกแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนประชากร   และโอปปาติกะกำเนิด พวกผุดเกิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน ตายแล้วหาซากศพไม่เจอ ซึ่งก็คืออารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายนี้ เวลาเกิดก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน ตายแล้วไปไหน
     ฉะนั้น ตรงนี้เองที่โยงไปสู่เรื่องขันธ์ 5 หรือโรงงานผลิตความคิดของคนเรา และจุดนี้จึงเป็นการกระทำของใจ ของมโนกรรม อันเป็นจุดเริ่มต้นของกรรมอื่น ๆ วจีกรรมและ กายกรรม ต่อไป
 
     สมุทัย เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
ในธัมจักกัปปวัตนสูตร ชี้ว่า เหตุแห่งทุกข์เกิดจากตัณหา 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหา นี่มักจะรู้กันโดยทั่วไป  แต่ก่อนที่จะมาถึงข้อความนี้ มีรายละเอียดของเวทนาที่ส่งทอดมาเป็นตัณหา คือ โปโนพภะวิภา –อันเป็นเครื่องให้มีการเกิดอีก, นันทิราคะสหคตา –อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิน,   ตัตระ ตัตราภินันทินี -เป็นเครื่องให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณืนั้น ๆ.
     ในชั้นหยาบ ที่คนส่วนมากเข้าใจได้ว่า เหตุแห่งทุกข์คือ ตัณหา ในชั้นกลาง เหตุแห่งทุกข์คือการหลงเพลินในเวทนา แล้วทำให้เกิดเวทนาที่เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง จึงนำไปสู่ตัณหา   ส่วนในชั้นละเอียดที่สุด คือ อวิชชาทำงาน เปลี่ยนเป็นสังขาร และอื่น ๆ จึงทำให้ปฏิจจสมุปบาทดำเนินไป.
     เหตุแห่งทุกข์ เกิดขึ้นตามลำดับตั้งแต่ลำดับ 1 ถึง 10 ต่อเนื่องกันไป
 
 
นิโรธ การดับทุกข์
     คือการทำให้ห่วงโซ่ของทุกข์ส่วนใดส่วนหนึ่งขาดสะบั้นลง ณ ที่ใดที่หนึ่งในลำดับเหตุทุกข์ตั้งแต่ 1 – 10  โดยการปฏิบัติก็คือการรู้สึกตัว เมื่อรู้สึกตัว มันก็ไม่คิด จิตก็ว่าง พุทธะน้อย ๆ ก็เกิดขึ้นในจิตในใจ
     โดยทางตัวหนังสือ ก็แสดงออกเป็นลำดับ ๆ ไป ดังนี้ :  ตัณหายะ อะเสสะ วิราคะ -ความคลายจากราคะตัณหาโดยไม่เหลือ,   นิโรโธ – ความดับตัณหาโดยไม่เหลือ, จาโค – ความสละตัณหาโดยไม่เหลือ, ปะฏินิสสัคโค –ความสลัดคืนตัณหาโดยไม่เหลือ, มุตติ –ความหลุดพันจากตัณหาโดยไม่เหลือ,   อะนาละโย –สิ้นความอาลัยในตัณหาโดยสิ้นเชิง.   ความดับทุกข์ก็ดับที่ที่ตัณหาเกิด เกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น   ซึ่งพื้นที่ของการเกิดตัณหาก็ที่อายตนะภายใน 6 อายตนะภายนอก 6
 
     มรรคมีองค์ 8 ทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์ และมรรค-ผล
     เริ่มต้นที่สัมมาทิฏฐิ แปลว่ามีความเห็นถูกต้้อง คือต้องมีความรู้ในอริยสัจจ์สี่ รู้ทุกข์และการดับทุกข์ ซึ่งก็คือ ความรู้สึกตัว มีภาวะที่ดู,   ดูแล้วให้เห็น, เห็นแล้วให้เข้าใจ, และเข้าใจแล้วอย่าเป็น;   สัมมาสังกัปปะ ดำริถูกต้อง ดำริออกจากกาม ดำริออกจากพยาบาท และดำริออกจากการเบียดเบียน;   ทั้งสองนี้สังเคราะห์เป็น ปัญญา;
     สัมมาวาจา การพูดจาถูกต้องชอบธรรม, สัมมากัมมันตะ การกระทำการงานถูกต้องชอบธรรม และ สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพถูกต้องชอบธรรม    ทั้ง 3 ข้อนี้สังเคราะห์เป็น ศีล;
     สัมมาวายามะ ความเพียรถูกต้อง, สัมมาสติ มีสติระลึกได้ถูกต้อง, และสัมมาสมาธิ มีสมาธิถูกต้องชอบธรรม, นี่ก็สังเคราะห์เป็นสมาธิ:
     มรรคมีองค์ 8 นี้เป็นดุจดังแผนที่ ที่จะต้องทำความเข้าใจให้แจ่มชัด ถูกต้อง ก่อนที่จะเริ่มเดินทาง จึงเขียนไว้ในแนวนอน เพื่อให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้และกรอบของสิ่งที่จะต้องรู้ ก่อนที่จะเดินทาง    ตรงนี้มีข้อสังเกตว่า มรรคมีองค์ 8 เริ่มต้นที่ปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ เราจะต้องศึกษา ใช้ปัญญาจากการฟังและการคิดด้่วยเหตุผลอย่างแจ่มชัด แล้วจึงลงมือปฏิบัติ   ดุจดังการเรียนขับรถ ต้องเข้าใจแจ่มชัดแล้วจึงลงมือขับ หรือปฏิบัติจริง ซึ่งจะเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่งที่ลุ่มลึกกว่าปัีญญาฟังและคิดรู้ คือภาวนาปัญญา
     มรรค 4 ผล 4 เป็นอีกมรรคที่รวมกันได้ 8 เช่นกัน แต่พูดถึงในฐานะที่ได้ดำเนินการแล้ว หรือเดินทางทางจิตแล้ว จนพบเห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริง   เดินมรรค และถึงผล อุปมา เช่นการเดินทางเมื่อแรกไปถึง ณ ที่เราจะไป แต่ไม่เคยไปมาก่อน เราย่อมได้มรรค แต่ยังไม่รู้ชัดตรงที่ไปถึงนัก ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจนกว่าจะแจ่มแจ้งขึ้นมา จนเป็นความคุ้นเคย ก็เรียกว่า ได้รับผล    ในแง่นี้ พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้เป็น 4 ระยะ คือ มรรคผล ขั้นพระโสดาบัน ขั้นพระสกิทาคามี ขั้นพระอนาคามี และขั้นพระอรหันต์ และที่สุดก็นิพพานอย่างสิ้นเชิง   เราจึงมีคำพูดว่า มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1   รวมเป็น 9   คนทั่วไปก็เลยถือเอาเลข   9 เป็นเลขมงคล.    ในส่วนนี้ได้เขียนแผนภูมิไว้ในแนวตั้ง และถือเอานิพพานเป็นจุดหมายสูงสุดไว้ที่มุมบน ด้านขวาของแผนภูมิ
 
 
3.   ขันธ์ 5 หรือองค์ประกอบ 5 อย่างของกระบวนการคิดได้้ของมนุษยชาติ
         
การศึกษาขันธ์ 5 อุปมาเหมือนกับการศึกษาองค์ประกอบของรถยนต์ ต้องทำความเข้าใจให้แจ่มชัดในทุก ๆ องค์ประกอบของรถ ก่อนที่จะนำไปใช้งานจริง
     รูปขันธ์ โดยทั่วไปจะอธิบายว่า รูปขันธ์ประกอบด้วย อายตนะภายใน 6 อย่าง (1)   ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ, อายตนะภายนอก 6 อย่าง (2) คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์, และ วิญญาณประจำช่องทวารนั้น(3) คือ วิญญาณทาง ตา วิญญาณทางหู วิญญาณทางจมูก วิญญาณทางลิ้น วิญญาณทางผิวกาย และวิญญาณทางใจ มโนวิญญาณ เป็นต้น สามอย่างนี้มากระทบกัน ผัสสะ (4) รวมเป็น 4 ขั้นตอนด้วยกัน   
การอธิบายอย่างนี้ ทำให้เราเห็นว่า นี่คือตัวเรา เป็นตัวเป็นตนของเรา เพราะเราเข้าใจอยู่เสมอว่า อายตนะทั้งหมดนี้เป็นเรา เป็นของเรา ณ ที่นี้จะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องอย่างน้อย 2 ประการ คือ
     ประการแรก สิ่งใดที่ไม่ได้ใช้ สิ่งนั่นมีค่าเท่ากับศูนย์ ฉะนั้น เมื่อรับรู้ตามความเป็นจริงทุกขณะ ขณะ จะเห็นว่า อายตนะเหล่านี้จะรู้สึกว่า มีมัน ก็ต่อเมื่อเราใช้มันเท่านั้น ดังนี้จึงทำให้เห็นได้ว่า ความเป็นตัวเป็นตนอย่างเแท้จริงไม่มี มันเป็นแต่เพียง ขณะรู้ทางตา ก็มีตา ขณะรู้ทางหู จึงมีหู ขณะรู้กลิ่นทางจมูก จึงมีจมูก ขณะรู้รสทางลิ้น จึงมีลิ้น ขณะรู้ผัสสะทางกาย จึงมีกาย และขณะรู้สึกนึกคิดทางใจ จึงนับว่ามีใจ
     ประการที่สอง ต้องแยกอายตนะภายในและภายนอกออกเป็นสองส่วน คือส่วนที่เป็นทวารทางกายมี 5 ช่องทวาร แต่ละทวารจะมีคู่กันโดยธรรมชาติ เป็นสัญญา (6) กล่าวคือ ตามีสัญญากับรูป ต้องคู่กับรูปเท่านั้น, หูมีสัญญาคู่กับเสียง   ต้่องคู่กับเสียงเท่านั้น, จมูกมีสัญญาคู่กับกลิ่น,   ลิ้นมีสัญญาคู่กับรส, ผิวกายมีสัญญาคู่กับโผฏฐัพพะเท่านั้่น จะผิดฝั่งผิดฝาไม่ได้
     เมื่อสภาวะธรรมทั้งสามเกิดกระทบกันเข้า เรียกว่า ผัสสะ(4) จึงทำให้เกิดเวทนา (5) เป็นความรู้สึกทางกาย ที่ติดมากับกายนี้ 3 อย่าง คือ อทุกขมสุขเวทนา เป็นเวทนาที่บ่งชี้ถึงความมีขีวิตของคนเรา เช่นเวลาเรานอนหลับ เมื่อตื่นขึ้นมาได้อีก ไม่กลายเป็นศพ ก็เพราะมีภวังค์ หรือมีเวทนานี่เอง    ส่วนสุขเวทนา และทุกขเวทนา เป็นเวทนาที่ช่วยรักษา ป้องกันให้้มีการจัดการอย่างถูกต้อง ให้กายดำเนินชีวิตไปได้ตามอัตตภาพ;   เมื่อเกิดผัสสะทางช่องทวารกายช่องใดช่องหนึ่ง จึงเป็นเสมือนการไขกุณแจรถยนต์ ไดสตาร์ทจะเริ่มทำงานก่อน และก็กระตุ้นให้ระบบเครื่องทำงานตามมา   ซึ่งก็คือ มันได้ไปกระตุ้นให้ มโนสัญญาเจตนา(7)ฟุ้งขึ้นมาร่วมกัน แปรเป็นธรรมารมณ์ ไปผัสสะ(4)ทางใจเป็นรอบที่สอง อันเป็นการนำไปสู่เวทนาทางใจต่อเนื่องจากเวทนาทางกาย ทำให้กระบวนการของสังขารทำงาน    อันมี ตัณหาในอารมณ์ทั้งหก(8)   วิตกในอารมณ์หก ความตรึก ครุ่นคิดในอารมณ์หก(9)   และ วิจารในอารมณ์หก คือความไตร่ตรองในอารมณ์หก(10)    เมื่อกระบวนการตั้งแต่ต้น ลำดับที่ (1) จนถึงลำดับที่ (10) จบสิ้น จึงเกิดเป็นความคิดเกิดขึ้น   หรืออาจจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ความคิดเป็นผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ของกระบวนการ ของโรงงานผลิตความคิดขึ้นมา    ความคิดดี ความคิดร้าย หรือความคิดที่เป็นกลาง ๆ ก็เป็นผลิตผล 3 แบบ ให้ผล 3 ทิศทางแก่ชีวิต   อันเป็นต้นทางของชีวิต ดังมีบาลีว่า สัพเพธัมมา เวทนาสโมสรณา   ธรรมทั้งหลายทั้งปวงประชุมลงที่เวทนา เริ่มต้นที่เวทนา.   สุขเวทนาก็ไปสวรรค์   ทุกขเวทนาก็ไปนรก   ส่วนอทุกขมสุขเวทนา ก็เป็นหนทางไปสู่นิพพาน.
     เวทนาขันธ์ ความรู้สึกเสวยอารมณ์ คำว่าเสวยก็คือ การกินนั่้นเอง แต่เราเลือกใช้คำนี้เพื่อให้เห็นความต่าง การกินทางกาย อาหารคือคำข้าว เป็นก้อนเป็นกำที่ป้อนเข้าปาก เรียกว่า กวฬิงการาหาร   แต่อาหารทางใจถ้าไม่สนใจแยกแยะให้ละเอียด เราจะไม่รู้ พระพุทธเจ้าแยกแยะไว้เป็น 3 อย่าง คือ ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ,   มโนสัญญเจตนาหาร อาหารคือสัญญาทางใจที่เก็บไว้ในสัญญาแลัวเจตนาระลึกถึงนำมาผัสสะทางใจครั้งใหม่อีกครั้ง,   และวิญญาณาหาร อาหารคือความรู้สึกตัวทางกาย ความรู้สึกตัวทางใจ
     ชีวิตคืออะไร ? ชีวิตก็คือการกิน การเสวยอารมณ์ฺ หากไม่มีการกิน การเสวยอารมณ์เสียแล้ว ชีวิตก็ตาย   คนทั่วไปเสวยอารมณ์ด้วยความรู้สึักที่เป็นตัวเป็นตน   ส่วนพระอริยะเจ้ามีการเสวยอารมณ์ แต่ไม่มีตัวตนเป็นผู้เสวยอารมณ์ จึงกล่าวว่า เป็นกิริยาของจิต เป็นธรรมชาติอย่างนั้นเอง
     เวทนาขันธ์ แบ่งเป็น เวทนา 3 อย่าง คือ อทุกขมสุขเวทนา สุขเวทนา และทุกขเวทนา ซึ่งเป็นเวทนาที่ติดมากับกายนี้   เป็นเวทนาที่รักษา ป้องกันรูป
     เวทนา 3 อย่าง ที่ประกอบด้วยอามิส เวทนาที่มีเหยื่อล่อ คือเสวยอารมณ์ทั้งหก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่มีผู้สร้า่งขึ้น โดยเจตนาให้เราหลงไหลติดยึด เสพติด หากเสวยไปแล้วก็ยากที่จะถอนตัวออกไปได้,   เวทนา 3 อีกอย่างหนึ่ง เป็นนิรามิสเวทนา คือไม่้มีเหยือล่อ กล่าวคือ ไม่มีใครจงใจจะล่อใจให้เราหลงเพลินไปตามนั้น ที่เป็นภายนอก คือ การเสวยอารมณ์ห้าอย่าง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เกิดโดยธรรมชาติอย่างนั้น ๆ เอง    นอกจากนี้ ก็คือการเสวยอารมณ์ทางใจ อันเนื่องมาจากการทำสมาธิภาวนา ก็จัดอยู่ในเวทนาประเภทนี้ด้วย
     ในกลุ่มของเวทนาขันธ์ ยังมีกาารแบ่งเป็นเวทนา 5 คือรวมเอาเวทนาทางกายและทางใจไว้ด้วยกัน คือ สุขเวทนา, ทุกขเวทนา   โสมนัสเวทนา โทมนัสเวทนา และอุเบกขาเวทนา   นอกจากนี้ยังแบ่งเป็นเวทนา 6 ซึ่งถือตามช่องทางของผัสสะ ที่นำไปสู่เวทนา ผัสสะทาง ตา นำไปสู่เวทนาทางตา ผัสสะทางหู นำไปสู่เวทนาทางหู เป็นต้น
     “สัพเพ ธัมมา เวทนา สโมสรณา - ธรรมทั้งหลายทั้งปวงประชุมลงที่เวทนา”   นี่ก็ง่ายที่จะเข้าใจได้ สุขเวทนา ก็ไปสวรรค์   ทุกขเวทนา ก็ตกนรก ส่วนอทุกขมสุขเวทนา รู้สึกกลาง ๆ ก็อยู่กับนิพพาน ใจเย็นเป็นนิพพาน.
 
     สัญญาขันธ์   ความจำได้หมายรู้
     หมวดหมู่ กลุ่มกองของสัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ที่มีโดยธรรมชาติ เป็นสัญชาติญาณของสัตว์ทั้งหลาย คือ ความจำกันได้เป็นคู่ ๆ ตามหน้าที่ของมัน คือ ตาย่อมคู่กับรูป, หูคู่กับเสียง, จมูกคู่กับกลิ่น , ลิ้นคู่กับรส, กายคู่กับผัสสะ, จะผิดคู่ผิดฝั่งผิดฝาไม่ได้   พระพุทธองค์สอนพระพาหิยะว่า เมื่อเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ได้ยิน เพียงเท่านี้ก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว เพราะจิตใจของท่านไมมีการปรุงแต่งเลย
     การสร้างสัญญา ความจำได้หมายรู้ เป็นสิ่งที่มีได้เฉพาะคนหรือมนุษย์เท่านั้น   สัตว์อื่นไม่มี     สัญญาที่เกิดจากเจตนาสร้างเป็นเครื่องมืออันแรกขึ้น คือ ภาษา เพราะมีภาษา จึงทำให้มีเจตนาในสัญญา ในรูป ในเสียง กลิ่น รส สัมผัสที่เกิดกับกาย   และสัญเจตนาในธรรมมารมณ์ที่เกิดกับใจ     เกิดเป็นรูปลักษณ์มากมาย      สัญญเจตนาในอารมณ์ 6   จึงเป็นบาทฐานให้แก่สังขารปรุงแต่งต่อไป 
     ภาษาเป็นสมมุติสัจจะ โดยตัวของมันเองไม่จริง มันจริงโดยสมมุติ เพราะมีการยอมรับ   ประโยชน์ของมัน จึงใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ติดต่อสัมพันธ์ ขณะเดียวกัน เมื่อสร้างขึ้นมาแล้ว มันกลายเป็นสิ่งถาวร คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง มันจึงกลายเป็นโทษ โดยเฉพาะอุปทานในสัญญา สัญญาในอดีต ในอนาคต ซึ่งเรื่องของเวลา มันเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง แต่มันก็จริงเพราะมนุษย์สร้างขึ้น และใช้งานได้จริงอีกด้วย นี่แหละที่ทำให้คนเรายากที่จะถอนตัวออกจากสมมุติสัจจะ และไม่สามารถเข้าถึงปรมัตถ์ได้โดยง่าย
 
     สังขารขันธ์ กองสังขาร ส่วนที่เป็นความ
ปรุงแต่งจิต ความที่จิตปรุงแต่ง
     กองสังขาร ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลาง ๆ คุณสมบัติของจิตมีเจตนาเป็นตัวนำที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต   การปรุงแต่งก็คือการนำเอาสิ่งต่าง ๆ มารวมกันเข้า จนในที่สุดก็ได้สิ่งใหม่สิ่งหนึ่ง เป็นผลสุดท้ายอันเป็นผลิตผลนั่นเอง   ผลของจิตสังขารก็คือ ความคิด
     กระบวนการของสังขาร ก็คือการเคลื่อนไหวที่เอาสัญญาต่าง ๆ ตามลำดับตั้งแต่ต้นจนที่สุด ผสมกันเข้าแ้ล้วเป็นความคิด   ซึ่งก็คือ ต้องอาศัยตลอดสายของกระบวนการ ในส่วนของสังขาร ในที่นี้มี 3 ขั้นตอน   คือ (8) ตัณหาในอารมณ์ 6, (9) วิตก ครุ่นคิดในอารมณ์ 6 และ (10) วิจาร ไตร่ตรองในอารมณ์ 6
     คำว่า สังขาร เมื่อนำไปใช้ในปฏิจจสมุปบาท จึงเป็นแต่เพียงความหมายว่า การเคลื่อนไหว หรือการเริ่มต้นเคลื่อนที่ของอวิชชา และอวิชชาก็ไม่เป็นอวิชชาอีกต่อไป   ตรงนี้เป็นจุดที่อธิบายผิดพลาดกัน
 
     วิญญาณขันธ์   กองวิญญาณ การรู้แจ้งในอารมณ์
     ส่วนที่เป็นการรู้แจ้งในอารมณ์   ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้่ง 6 คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ,   ตรงนี้เป็นเฉพาะส่วนที่อยู่ในรูปขันธ์เท่านั้น   แต่การรู้แจ้งในเวทนา การรู้แจ้งในสัญญา การรู้แจ้งในสังขาร ตลอดจนการรู้แจ้งวิญญาณในวิญญาณ    หรือรู้ในรู้ ทั้งหมดนี้จึงจะกล่าวได้ว่า เป็นวิญญาณขันธ์   อุปมาเหมือนกระแสไฟฟ้า ซึ่งเข้าไปปรากฎอยู่ในเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ จึงเรียกชื่อต่าง ๆ กันไป   แต่เมื่อใดไฟฟ้าดับ ทุกอย่างก็๋ไม่เหลือความเป็นอย่างนั้นอีกต่อไป   โดยนัยนี้ วิญญาณจึงเป็นตัวเชื่อมติดต่อกัน ทั้งที่เป็นภายในและภายนอกทางหมดทั้งสิ้น
               โดยสรุป ขันธ์ 5 เปรียบเหมือนโรงงานผลิตสินค้า สินค้าของขันธ์ 5 ก็คือ ความคิด ก็คือผลของมโนกรรมหรือผลของการทำงานของใจ นั่นเอง   คำถามทีว่า ความคิดของคนเราเกิดขึ้นได้อย่างไร และมาจากไหน ก็คงจะได้คำตอบอยู่ที่ตรงนี้   และนี่คือจุดเริ่มต้นทั้งหมดของชีวิตเรา ก่อนที่จะพูด ก่อนที่จะทำทางกาย ต้องมาจากการคิดก่อน ต้องมีการกระทำทางใจก่อน   คิดก่อนจึงพูด จึงทำลงไป
 
4. ปฏิจจสมุปบาท การเกิดขึ้ันพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน
     คำสอนว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท ได้รับการอธิบายว่า นี่เป็นคำสอนชั้นลึกซึ้งที่สุด ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท เข้าใจปฏิจจสมุปบาท ทำปฏิจจสมุปบาทให้แจ้งขึ้นในจิตของตนได้แล้ว ก็ได้ชื่อว่า เห็นพระพุทธเจ้า อยู่ร่วมกันกับพระพุทธเจ้าเป็นอย่างเดียวกันกับพระพุทธเจ้า    ดังนั้นนักปราชญ์ชาวพุทธจึงใส่ใจที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้กันอย่างมาก   มีคำอธิบายมากมาย   ในที่นี้จะขอร่วมส่วนในการนำเสนอแง่มุมที่ต่างออกไปจากคำอธิบายเดิม ๆ ที่เคยได้ศึกษากันมา
     การศึกษาปฏิจจสมุปบาท อาจจะอุปมาได้กับการเริ่มลงมือขับรถยนต์ด้วยตนเอง   ขณะัที่ขับรถย่อมเป็นปัจจุบันขณะ ตัวผู้ขับรถและรถยนต์ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่แยกจากกัน
     ในที่นี้ใช้สัญญาลักษณ์ของนาิฬิกา เป็นตัวแทน   ตำแหน่งอวิชชาอยู่มือนที่เลข 12 เป็นจุดเริ่มต้น
     อวิชชาปัจจยาสังขาร
     สังขารปัจจยาวิญญาณ
     วิญญาณปัจจยานามรูป
     นามรูปปัจจยาสฬายตนะ
     สฬายตนะปัจจยาผัสสะ
     ผัสสะปัจจยาเวทนา
     เวทนาปัจจยาตัณหา
     ตัณหาปัจจยาอุปาทาน
     อุปาทานปัีจจยาภพ
     ภพปัจจยาชาติ
     ชาติปัจจยาชรา มรณะ โสก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ฯ
     ชรา มรณะ ฯ ปัจจยา อวิชชาอีก
     หมุนวนอยู่เช่นนี้ จนไม่สามารถหาต้นหาปลายได้ เราเรียกว่า สังสารวัฏฏ์    อย่างไรก็ดี     จุดกำเนิดของปฏิจจสมุปบาทอยูที่อวิชชา หากอวิชชาอยู่ตรงแกนกลางของนาฬิกา เป็นที่ตั้งของเข็มนาฬิกา หากนาฬิกานี้ไม่มีเข็มบอกเวลา ทุกอย่างก็เป็นอันหยุดลง   เมื่อพิจารณาดูว่า กายของคนเรา ที่ตั้งของอวิชชาจะอยู่ตรงไหน ?   เราก็จะเห็นว่า อยู่ตรงสะดือ เพราะพ่อแม่หลงกัน จงเอาสะดือชนกัน เป็นเหตุให้เกิดสะดืออัีนใหม่ คือ อวิชชาตัวใหม่ ท่านจึงว่า กามคุณทำให้เกิดโลก ถ้าต้องการอยู่เหนือโลก ก็ต้องอยู่เหนือกามคุณ คือเห็นเป็นโทษที่จะทำให้เราต้องมาเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบสิ้น
     เมื่อเปรียบเทียบคำที่ใช้ในปฏิจจสมุปบาทกับขันธ์ 5 จะมีคำที่ใช้ตรงกัน เป็นลำดับ ดังนี้
     สังขาร -วิญญาณ -สฬายตนะ -ผัสสะ - เวทนา
     คำที่ปรากฎในรายละเอียด ในส่วนของสังขารขันธ์ คือ –ตัณหา - อุปาทาน (กรรม) -ภพ -ชาติ -ชรา –มรณะ ฯ
     ในวงจรนี้แบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน ที่เรามักจะได้ยินเสมอ ๆ โดยเฉพาะคำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ท่านพูดถึงปฏิจจสมุปบาทไว้เพียง 4 ตัว คือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน และกรรม โดยรวมเอา ตั้งแต่อวิชชา จนถึงเวทนา เป็น กิเลส เปรียบเหมือนกาวหรือยางเหนียว , ตัณหา, อุปาทาน ก็ตรงตัวตามวงจร,   ส่วนกรรมนั้น รวมเอา ภพ ชาติ ชรา มรณะ ฯ   คือ การที่หลงเข้าไปยึดว่าเป็นตัวเป็นตน เป็น กู เป็นของกูแล้ว จึงเป็นผู้สร้างกรรม ทำกรรมกันต่อไป
     วงจรปฏิจจสมุปบาทนี้ เมื่อพิจารณาคำที่อยู่ตรงกันข้าม โดยถือเอาคู่ของ อวิชชากับเวทนา เป็นเส้นแบ่งแล้ว ก็จะได้พื้นที่สองส่วน โดยให้เป็นสีฟ้าทึบ และสีฟ้าจาง ๆ อันเปรียบเสมือนเส้นแบ่งระหว่างในกับนอก   ส่วนด้านในเป็นกิเลส เป็นการทำงานของใจ ถ้ากิเลสไม่มี ใจก็ว่าง   ส่วนด้านนอกเป็นการแสดงออกของอาการทางกาย ที่สามารถสังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง นับต้ังแต่แววตา สีหน้า ท่าทาง กระทั้งออกอาการเต็มที่   คำที่ตรงกันข้ามนี้แบ่งได้เป็น 6 คู่ คือ
     อวิชชากับเวทนา เปรีืยบเหมือนเส้นแบ่งระหว่้างในกับนอก อุปมาเหมือนประตู เรายืนอยู่ตรงประตูแล้วดูใน ดูนอก เราจะเห็นชัดเจนที่สุด,   เมื่อดูจากการหมุนตามเข็มนาฬิกา อวิชชา เป็นจุดเริ่มของการหมุนด้านใน ส่วนเวทนาเป็นการหมุนด้านนอก คนที่ฝึกดีแล้ว สามารถรู้เท่าทันอาการภายใน จึงควบคุมอารมณ์ที่ไม่ดีไม่ให้เกิดได้ ด้วยการข่มไว้หรือด้วยภาวนาปัญญา   บางคนก็แสดงออกภายนอกแ้ล้ว จึงมารู้สึกภายหลัง อย่างนี้ก็เป็นกาารช้าไป มักทำผิดเสียก่อน จึงรู้สึกตัว
     สังขาร คู่กับตัณหา ข้างในอวิชชาเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนที่   ด้านนอกแสดงออกเป็นตัณหา โดยเฉพาะกามตัณหา คือการติดในอารมณ์ 6 รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์
     วิญญาณ คู่กับอุปาทาน   วิญญาณ คือติด ทำหน้าที่ดึงเอาอายตนะภายในและภายนอกมาติดกัน จึงเกิดผัสสะ ส่วนอุปาทานแสดงออกเป็น 4 อย่าง   กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน
     นามรูป คู่กันกับภพ ภายในเป็นความคิด ภายนอกเป็นภาวะเริ่มก่อตัว   เปรียบเหมือนคู่รักอยากมีลูกเป็นความคิด เริ่มตั้งครรภ์ เป็นภพ
     สฬายตนะคู่กับชาติ ภายในสร้างอายตนะภายใน 6 ส่วนภายนอกมีอายตนะทั้ง6 เรียบร้อยแล้ว
     ผัสสะคู่กับชรา มรณะ ฯ คือเกิดแล้วก็ดับ ทันทีที่ผัสสะเกิดขึ้ัน อายตนะก็ดับลง แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไป คือผัสสะ นี่เป็นด้านภายใน    ส่วนด้านนอกก็คือ ชราและตาย
     เพราะชราและมรณะ เป็นปัจจัยให้เกิด  อวิชชา ต่อไปอีก วงจรนี้ หรือสังสารวัฏฏ์นี้ จึงไม่ขาดสะบั้นลง หากแต่ดำเนินไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจบสิ้น.
 
     เมื่อมองเห็นอย่างนี้แล้ว ก็จะเห็นว่า คำอธิบายเดิมของอรรถกถาจารย์ยุคหลัง ที่ตั้งเป็นสมุฏฐานว่า มี อดีต   ปัจจุบัน และอนาคต    แล้วพยายามจะจัดหัวข้อต่าง ๆ ในปฏิจจสมุปบาทใส่ลงไป   ซึ่งสร้างความสับสนอย่างมาก
อีกอันหนึ่ง คือการแบ่้งเป็นวัฏฏะ 3 ว่า มีกิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ และวิบากวัฏฏ์ แล้วก็ทำในทำนองเดียวกันอีก
     เนื้อหาทำนองนี้ หลวงพ่อพุทธทาสเคยวิพากษ์วิจารณ์มาแล้ว   ซึ่งเป็นความอาจหาญที่นักปราชญ์บัญฑิตควรถือเป็นเยี่ยงอย่าง และควรจะทำจะเป็นเช่นนั้น   การรู้สึกต่อปัจจุบันขณะ แต่ละขณะ แต่ละขณะเท่านั้น จึงจะก้าวไปสู่โลกุตรธรรมได้จริง หรืออาจจะพูดได้ว่้า เพราะรู้สึกถึงสิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงมื หากไม่รู้สึกถึงมันสิ่งนั้นไม่ถูกใช้ แม้ภาวะมีอยู่ ก็คือไม่มีอยู่จริง ในขณะนั้น พูดโดยปรมัตถ์ทุกสิ่งมีเพราะความรู้สึก หากไม่รู้สึกกับมัน ทุกอย่างก็ว่างเปล่า กลับไปอยู่ธาตุเดิมแท้ของธรรมชาติ เป็นเช่นนั้นเอง
 
     สรุป
     เรื่องทั้งหมด มันเหมือนฝันไป    ต้นก็ว่าง ปลายก็ว่าง กลางมายา   แต่ผู้รู้ลึกซึ้งท่านว่า   ต้นก็ว่าง ปลายก็ว่าง กลางก็ว่างด้วย   ทำได้อย่างนี้ ความทุกข์ถึงจะมีก็น้อยเต็มทน.





แหล่งที่มาของข้อมูลจากลิงค์นี้ครับ
http://mr2chang.igetweb.com/index.php?mo=3&art=428241





125





ขอเชิญดาวน์โหลดไฟล์หนังสือได้จากลิงค์นี้ครับ
http://dungtrin.com/sati/sati.zip


ดาวน์โหลดไฟล์เสียงอ่านหน้งสื่อได้จากลิงค์นี้ครับ
http://dungtrin.com/sati/sound.htm



131
ละครทีวีกรรมลิขิต - ตอนกับดับกรรม













132
ละครทีวีกรรมลิขิต - ตอนกรรมผ่อนส่ง












133

ละครทีวีกรรมลิขิต - ตอนบัญชีบาป













134
ละครทีวีกรรมลิขิต - ตอนนางบาป













135
ละครทีวีกรรมลิขิต - ตอนเสือผู้หญิง












137
ธรรมะกับชีวิตประจำวัน เรื่อง หนทางสู่ความสำเร็จ

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า Where there is the will, there is the way. ที่ใดมีความปรารถนาอันแรงกล้า ที่นั่นย่อมมีหนทางเสมอ ขอเพียงแต่ให้มีความตั้งใจแน่วแน่ ที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นๆให้ได้ ด้วยความมุ่งมั่น ไม่ท้อถอย ย่อมมีหนทางนำเราไปสู่ความสำเร็จได้เสมอ


วิธีที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆที่เราต้องการ คือ การนำ อิทธิบาท 4 ไปปฏิบัติ


อิทธิบาท 4 (path of accomplishment; basis for success)
คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย มี 4 ประการดังนี้ คือ

1. ฉันทะ (will; aspiration)
ความพอใจในสิ่่งนั้น ปรารถนาที่จะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ - ไม่ว่าสิ่งที่เราพอใจ สิ่งที่เราปรารถนานั้น จะเป็นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่แล้ว กำลังดำเนินการอยู่แล้ว หรือเป็นสิ่งที่เราเพียงแต่คิดอยากจะทำ ความพอใจ ชอบในสิ่งนั้น เป็นคุณธรรมข้อแรกที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จได้

2. วิริยะ (energy; effort; exertion)
ความเพียรพยายาม ที่จะทำสิ่งนั้นอย่างไม่ท้อถอย ไม่เลิกล้มความตั้งใจเสียก่อน - เมื่อเราชอบในสิ่่งนั้นแล้ว ถ้าเป็นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เราต้องทำไปด้วยความขยันหมั่นเพียร ใช้ความพยายามทุ่มเททำในสิ่งนั้นให้สำเร็จ หรือถ้าเป็นสิ่งที่เราเพียงแต่คิดอยากจะทำ เราก็ต้องเพียรพยายามหาหนทางที่จะทำสิ่งที่เราปรารถนาให้ได้เสมอ เป็นคุณธรรมข้อที่สองที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จได้

3. จิตตะ (thoughtfulness; active thought)
ความคิดฝักใฝ่ เอาใจใส่อยู่กับสิ่งที่ทำ หนักแน่น มั่นคง ไม่โลเล - ในขณะที่เรากำลังทำงานนั้นๆอยู่ เราต้องดูแลเอาใจใส่จดจ่ออยู่กับงานที่เราทำนั้น ไม่วอกแวก ทำงานด้วยสมาธิ ไม่สะเพร่า หรือถ้าเป็นสิ่งที่เราปรารถนาอยากจะทำ เราก็ต้องมุ่งมั่น เตรียมตัวเราทุกวิถีทางที่จะได้ไปสู่จุดมุ่งหมายนั้นให้จงได้

4. วิมังสา (investigation; examination; reasoning; testing)
ความไตร่ตรอง หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง - ในขณะที่เราทำงานชิ้นนั้นๆ นอกจากจะทำด้วยความชอบ ทำอย่างต่อเนื่องด้วยความอุตสาหะพยายาม มีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำ ดูแลเอาใจใส่งานที่เราทำให้ดีแล้ว เรายังต้องหมั่นทบทวนดูว่า งานที่เราทำอยู่นั้น มีข้อบกพร่องอะไรบ้าง มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับงานของเราบ้าง สาเหตุของปัญหานั้นมาจากอะไร เราจะหาหนทางแก้ไขได้อย่างไร ถ้างานของเรา ไม่บกพร่อง ไม่มีปัญหา เราก็ยังต้องคิดไตร่ตรองให้ดีว่า เราจะมีหนทางปรับปรุงและพัฒนางานของเราให้ดีขึ้นได้ไหม ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นอีกได้ไหม เท่าไร เมื่อไร มีการวัดผลการทำงาน และมีการวางแผนขยายงาน



ถ้าเป็นแต่เพียงสิ่งที่เราใฝ่ฝันอยู่ มุ่งมั่นที่จะได้ทำในสิ่่งนั้น อยากประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นๆให้ได้ เราก็ต้องหมั่นไตร่ตรองดูว่า จะมีวิธีใดบ้าง ที่จะทำให้เราได้ทำงานนั้นสมใจปรารถนา เราต้องวางแผนให้ดี และทำทุกวิถีทาง ที่จะไปสู่สิ่งที่เราปรารถนาสิ่งที่เราต้องการให้จงได้ ถ้ายังทำไม่สำเร็จ เราก็ต้องหาวิธีใหม่ ทบทวนดูว่า วิธีที่เราใช้อยู่นั้น เป็นวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ ต้องปรับปรุงแก้ไขวิธีการอย่างไร จึงจะได้ทำในสิ่งที่เราใฝ่ฝันไว้


ยกตัวอย่างเช่น เราชอบกิจการร้านอาหาร เราเปิดร้านอาหารของเราเอง เราจัดหาแม่ครัวฝีมือดีมาทำอาหารที่ร้านของเรา มีรายการอาหารหลายอย่างให้ลูกค้าเลือก ราคาอาหารสมเหตุสมผล เราดูแลร้านอาหารของเราให้สะอาด จัดร้านให้ดูดี สวยงาม พนักงานบริการลูกค้าดี รวดเร็ว สุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใส บางวันมีลูกค้ามาที่ร้านมาก บางวันมีลูกค้ามาที่ร้านน้อย เราต้องหมั่นสังเกตว่า เพราะอะไร จึงมีลูกค้าเยอะ เพราะอะไรจึงมีลูกค้าน้อย ลูกค้าเหล่านั้นเป็นลูกค้าขาจร หรือ ขาประจำ เป็นคนที่ทำงานอยู่ใกล้ๆละแวกนั้น หรือเป็นคนที่แวะมาเที่ยวแถวนั้น ลูกค้าพอใจกับสินค้าและบริการหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน วัตถุดิบที่เราใช้ปรุงอาหาร เหลือมากไหมในแต่ละวัน หรือหามาไว้ไม่พอแก่ความต้องการ อาหารอะไรที่ลูกค้าสั่งบ่อย อาหารอะไรที่ลูกค้าไม่ค่อยสั่ง ควรเพิ่มจำนวนแม่ครัวหรือไม่


ถ้ากิจการไปได้ดี มีลูกค้าจำนวนมากแล้ว เราก็ยังต้องทบทวนดูว่า เราน่าจะขยายกิจการไหม หรือน่าจะเปิดสาขาต่อไปหรือไม่ ที่ไหนดี เปิดเมื่อไรดี ฯลฯ นี่คือการนำเอาหลักธรรม อิทธิบาท 4 มาใช้ในการทำงานทุกอย่าง ด้วยความชอบและพอใจในงานนั้น ขยันหมั่นเพียรในงานนั้น เอาใจใส่ดูแลงานนั้นให้ดี และ หมั่นทบทวน วัดผลงานของเราด้วย


อีกตัวอย่างหนึ่งเช่น ถ้าเราปรารถนาอยากไปศึกษาต่อต่างประเทศ เราก็ต้องมุ่งมั่นหาหนทางที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศให้ได้ ด้วยการเตรียมตัวให้พร้อมด้วยคุณสมบัติต่างๆ เช่น ผลการเรียนของเราต้องดีพอ ภาษาต่างประเทศของเราต้องดีพอ ฐานะการเงินของเราต้องดีพอ หรือถ้าฐานะการเงินไม่ดีพอ เราก็ต้องเลือกหาทุนอุดหนุน หรือหางานพิเศษทำเพื่อสะสมเงินไว้ให้เพียงพอกับค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ


เลือกประเทศที่เราอยากไป เลือกมหาวิทยาลัยที่เราอยากเรียน เลือกสาขาวิชาที่เราอยากศึกษาต่อ ดูคุณสมบัติของผู้สมัครเข้าเรียนในสาขาวิชานั้นว่ามีอะไรบ้าง เราขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งหรือไม่ ค่าใช้จ่ายที่จะเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศนั้น มีอะไรบ้าง มีทุนการศึกษาให้หรือไม่ นักศึกษามีสิทธิทำงานพิเศษหารายได้ด้วยหรือไม่ ใช้เวลาในการศึกษานานเท่าไร เราจะไปพักอาศัยที่ไหน


หรือ เราอาจใช้วิธี หมั่นอ่านประกาศเรื่องทุนการศึกษาต่่างๆ แล้วสมัครขอทุนไป ซึ่งอาจจะมีทุนการศึกษาให้ในสาขาวิชาที่เราต้องการจะศึกษาต่อ


เมื่อเรานำหลักธรรม อิทธิบาท 4 มาใช้เป็นหนทางนำไปสู่ความสำเร็จแล้ว เราต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน


ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน ได้ทำในสิ่่งที่ใจรักใจชอบ และประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ และในสิ่งที่ปรารถนากันถ้วนหน้านะครับ

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/pimahn/2008/04/20/entry-1




138
ทำไงจะเอาอิทธิบาท 4 ไปใช้กับลูกน้องได้

โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)


การจะให้พนักงานสักคน มี อิทธิบาท 4 กับงานนั้น คงต้องเริ่มจาก เราทำตัวเป็นต้นแบบก่อนครับ เพราะเมื่อลูกน้องเห็นเราเป็นต้นแบบแล้ว เขาถึงจะสามารถรับรู้ได้ว่า การทำงานจริงๆ นั้นควรจะทำเช่นใด

จากนั้น ก็พยายามสอนเขาทีละขั้น ทีละตอน การสอนงาน เป็นหน้าที่หนึ่งของหัวหน้างาน การสอน อิทธิบาท 4 ให้กับเขา ก็เพื่อจะให้เขาทำงานได้ดีที่สุด และ ได้ผลงานมากที่สุด ซึ่งการกระทำทั้งหมดของหัวหน้างาน ก็ควรจะมุ่ง และ สื่อไปทางพัฒนาลูกน้องให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานครับ ถ้าใจเราสะอาด ใส และ มุ่งประเด็นสำหรับประโยชน์สำหรับลูกน้อง ก็ค่อยๆทำดังนี้ครับ

ฉันทะ = ความพึงพอใจในการทำงานนั้น หรือ เต็มใจทำงานนั้น
ต้องแยกความรู้สึกของคนให้เห็นก่อนว่า การมีความพึงพอใจ หรือ เต็มใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น เกิดจากเหตุใด ซึงความคิดเห็นของผมนั้น คิดว่า การจะทำให้ใครเกิดความพึงพอใจ หรือ เต็มใจในการทำงานนั้น คนๆนั้นต้องมองเห็นคุณประโยชน์ของการทำงานเสียก่อน อย่างเช่น ทำแล้วได้ผลงาน ทำแล้วมีคนเห็น ทำแล้วมีคนอนุโมทนา สิ่งเหล่านี้ บางคนมองไม่ออกว่า การทำงานนั้นๆของเขาแล้วจะได้ผลอะไรตอบแทน เพราะคนเราต่างกัน ความคิดก็ต่างกัน ปัญญาก็ต่างกัน ดังนั้น หัวหน้างาน ต้องชี้แจงให้เห็นถึงคุณดังกล่าวที่บอกมาครับ

หรือ งานนั้น เป็นงานที่คนๆนั้นถนัด หรือ มีนิสัยพื้นฐานตรงกับงานนั้น ก็ต้องเปลี่ยน หรือ ต้องสอนพื้นฐานในการทำงานนั้นๆ ให้เขาเสียก่อน ที่เขาจะงานั้นได้จริงๆ หรือ อาจจะต้องช่วยกำกับ หรือ สอนงานนั้นอย่างละเอียดในช่วงแรก เพื่อให้เขามีความมั่นใจในการทำงานเหล่านั้นมากขึ้น และเมื่อมีความมั่นใจในการทำงาน เขาก็จะสามารถทำงานเหล่านั้นได้อย่างดีเช่นกัน
วิริยะ = พากเพียรในการทำงาน
ความเพียรในการทำงานนั้น เกิดจาก การประพฤติตนตามมงคลสูตรบทที่ว่า ทำงานไม่คั่งค้าง ซึ่งคนที่จะทำลักษณะนี้ได้ ก็คงต้องเป็นคนที่เคยสร้างบารมีทางด้านนี้มาก่อน แต่ถ้าลูกน้องไม่เป็นเช่นนี้ ก็คงต้องสร้างให้มี ให้เกิดขึ้น ถ้าทางธรรม ก็กำหนดเวลาในการนั่งสมาธิ ถ้าทางโลก ก็อาจจะต้องฝึกให้เขาทำงานอย่างพากเพียรครับ

การฝึกให้ลูกน้องมีความเพียรอย่างง่ายๆ คือ การนั่งข้างๆ หรือ ต้องนั่งให้มองเห็นลูกน้อง หรือ ทำให้ลูกน้องรู้สึกว่า เรากำลังดูเขาอยู่ เพราะลูกน้องส่วนใหญ่ เวลาเห็นหัวหน้างานมองอยู่จะทำงาน เช่นนั้นอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้เห็นผลงานของตน หรือ ทำให้เจ้านายเห็นว่าตนทำงานเต็มที่ การทำเช่นนี้ สามารถทำให้เกิดนิสัยกับเขาได้ โดยการชมเชยเขาอย่างจริงใจ กับการทำงานที่เป็นผลสำเร็จของเขา จะทำให้ลูกน้องเห็นคุณค่าของการทำงานอย่างเต็มที่นั้นๆได้

บางครั้ง ก็ต้องตั้งรางวัลเพื่อให้เขามีกำลังใจทำงานด้วย แต่จะตั้งในงานแรกๆ เพื่อดูศักยภาพของพวกเขาว่า เขามีความสามารถนะ และ ถ้างานเป็นงานอย่างเดิมๆ แล้วเขาทำงานตกลง ก็ให้นำเอางานที่เขาทำได้ดีแล้วในครั้งแรกมาเปรียบเทียบ เพื่อทำให้เข้าเห็นว่า เขาตั้งใจทำงานน้อยลง อันเนื่องจากสภาพแวดล้อมเดียวกัน งานเดียวกัน ตอนที่ตั้งรางวัลเขาสามารถทำงานได้ดี และ เต็มที่กว่า เป็นต้นครับ
จิตตะ = การมีจิตใจจดจ่อต่อการทำงาน
การจะมีจิตใจที่จดจ่อต่อการทำงานได้นั้น ต้องศึกษาองค์ประกอบสิ่งแวดล้อมของลูกน้อง รวมทั้งงานเหล่านั้น เป็นงานที่ลูกน้องถนัดในการทำหรือไม่

สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีจิตใจจดจ่อต่อการทำงานนั้น ก็จะเหมือนกับ สิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เรานั่งสมาธิ ได้ดี ต้องมีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำสมาธิ และ บรรยากาศเอื้อต่อการทำงาน อย่างเช่น ถ้าคนทำงานทางด้านความคิด แต่เขาต้องนั่งในที่ร้อน เหงื่อตก เขาจะมีสมาธิในการทำงานน้อยลง จิตใจที่จดจ่อกับงานก็น้อยลง หรือ คนที่ทำงานต้องใช้ความละเอียด แต่กลับมีเสียงเพลงคลอไปเบาๆ ก็หวังดีว่าเสียงเพลงจะทำให้ความรู้สึกผ่อนคลายลง แต่จะใช้ได้ไม่ดีกับคนที่ต้องการความละเอียด คนที่ทำงานละเอียดได้ จะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ เหมือนนั่งสมาธิในที่สงบ เพื่อทำให้จิตใจได้จดจ่อกับงานเหล่านั้นให้มากที่สุด

ถ้าสิ่งแวดล้อมของเขาดี แต่เป็นงานที่เขาไม่ถนัด หรือ ไม่สามารถทำได้ ก็จะไม่สามารถทำให้เขามีใจจดจ่อต่องานได้เช่นกัน ดังนั้น ควรมอบหมายงานที่แต่ละคนถนัดในด้านนั้นๆ หรือ ต้องสอนงานให้กับลูกน้องจนสามารถทำงานเหล่านั้นได้

ถ้าไม่มีใจจดจ่อต่อการทำงาน จนบางครั้ง การละทิ้งการงานกลางคันได้ ส่วนใหญ่มักเกิดจากคนที่ไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ หรือ ไม่รู้ว่าทำไปจะสำเร็จไม๊ หรือ ไม่มีความรู้ในการทำงาน ดังนั้น การสอดส่องลูกน้องอยู่เป็นประจำ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับหัวหน้างานที่ดี ต้องรู้ภาวะจิตใจของเขาด้วยว่า ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เขากำลังมีความรู้สึกเช่นใดกับงานนั้นๆ เมื่อรู้ถึงภาวะจิตใจของลูกน้อง ก็ต้องปรับความรู้สึกเหล่านั้นให้กลับมาเป็นปกติในการทำงานดังเดิม ซึ่งเรื่องนี้ก็แล้วแต่เคสครับ
วิมังสา = การพินิจ วิเคราะห์ และ เข้าใจในการทำงานนั้นๆ
การทำงานที่ได้ผลดีนั้น ต้องมีเรื่องนี้เข้ามาเป็นองค์ประกอบ ต้องใช้ปัญญาในการ พินิจ พิจารณา วิเคราะห์ หาเหตุ หาผล ของการทำงานต่างๆ ซึ่ง คนที่จะทำเช่นนี้ได้ดีมีน้อย ผมจำไม่ได้ว่า หลวงพ่อทัตตชีโว หรือ หลวงพ่อธรรมชโย ของพวกเรา เคยบอกแนวทางวิธีง่ายๆ ที่จะสร้าง วิมังสาให้เกิดขึ้นกับตัวเรา มันเป็นคำง่ายๆ แต่ลึกซึ้งมาก ท่านแค่ให้โอวาทในการทำงานว่า



"ทำให้ดี กว่าดีที่สุด"


นั่นหมายถึง เวลาเราทำงานแล้ว คิดว่าดีแล้ว ให้สังเกตุ และ วิเคราะห์งานที่ทำว่า เราสามารถทำได้ดีกว่านี้อีกหรือไม่ มีวิธีการใดที่จะทำได้ดีกว่านี้ หรือ ถ้าทำในครั้งต่อไป เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ผลดีกว่านี้ เป็นต้น ซึ่งถ้าทุกคนสามารถนำเอาคำหลวงพ่อมาใช้ ก็จะเปลี่ยนแปลงตนเองให้มีวิมังสาให้เกิดกับตนเองได้อย่างน่าอัศจรรย์

และ อีกโอวาทหนึ่ง ที่ผมได้รับจากหลวงพ่อฯ คือ



"ไม่ได้ ไม่ดี ไม่มี ไม่ได้... ต้องได้ ต้องดี ต้องมี ต้องได้"


คำว่า "ไม่ได้ ไม่ดี ไมมี ไม่ได้" เป็นคำที่บ่งบอกให้ใจของเรามุ่งมั่นว่าสิ่งที่จะทำนั้นในเมื่อรับงานมาแล้ว การจะบอกว่า ทำไม่ได้ นั้น ต้องไม่มี เพราะก่อนที่เจ้านายจะสั่งงานนั้น ก็ต้องคิดก่อนแล้วว่าน่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องแสวงหาหนทางเพื่อที่จะทำในหนทางอื่นๆอีก ไม่ใช่ว่า คิดว่าทำไม่ได้ก็จบกันไป หรือบางคนมักจะอ้างว่า ไม่มีสิ่งนั้น ไม่มีสิ่งนี้ ทั้งๆที่ตนเองยังไม่ได้พยายามหาเลยก็มี ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ต้องให้เขาคิด ว่า ถ้าไม่มีสิ่งนั้นแล้วจะหาสิ่งอื่นๆมาทดแทนได้หรือไม่ หรือ จะสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้อย่างไร และ เมื่อเริ่มทำแล้วก็ต้องทำให้ดี หากต้องแก้ไขก็ต้องแก้ไขให้ดีขึ้นเรื่อยๆ "ทำให้ดี กว่าดีที่สุด" ไง...

ส่วนประโยคหลังนั้น ผมก็ดัดแปลงสอนลูกน้องผมว่า "ต้องง่าย ต้องดี ต้องมี ต้องได้" เพื่อสร้างให้ลูกน้องของผม เชื่อในสิ่งที่จะทำ และ สร้างผลงานออกมาให้ง่ายต่อความเข้าใจของผู้ใช้ ต้องดีไม่มีปัญหา ต้องมีสิ่งที่ลูกค้าต้องการ สิ่งเหล่านี้ต้องทำได้ถ้าเราได้ทำ เพราะลูกค้าหวังว่าต้องได้จากเรา ดังนั้น เราก็ต้องตอบสนองให้ลูกค้าเห็นว่า เราก็ต้องทำได้ด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อความต้องการ กับสิ่งที่เราทำให้กับลูกค้านั้นตรงกัน ก็จะสร้างมูลค่าให้กับงานของเราเพิ่มมากขึ้น และ สามารถนำไปใช้งานได้จริงอีกด้วย เมื่อสิ่งที่เราทำนั้น กลายเป็นสิ่งที่ลูกค้าใช้งานได้อย่างดี และมีการชื่นชม ก็จะกลายมาเป็นแรงใจให้กับคนทำงานกลับมาเช่นกัน

ความเข้าใจในการทำงานนั้นๆ ก็กล่าวไว้แล้วว่า การรับรู้ภาวะจิตของลูกน้องนั้นสำคัญ ซึ่งต้องอาศัยการสังเกตุ และ การทดสอบความรู้สึกของพวกเขาบ่อยๆ เช่นอาจจะถามถึงปัญหาของงานต่างๆว่า เขามีปัญหาอะไร อย่างไร ก็ช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านั้น หรือ ชี้ให้เห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น คนเราไม่เหมือนกัน ดังนั้น สิ่งที่เราคิดได้ อาจจะเป็นสิ่งที่ยากสำหรับคนอื่นก็ได้ เราจึงต้องสังเกตุ และ ทดสอบลูกน้องว่า เข้าใจการงาน หรือ คำสั่งหรือไม่ โดยเฉพาะคำสั่ง บางครั้งอาจจะต้องให้ลูกน้องทวนคำสั่งให้ฟังเสียด้วยซ้ำ เพื่อให้รู้ว่า เขารับรู้คำสั่งต่างๆของเราจริงๆ ก่อนที่จะลงมือด้วย

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.ph...oup=24&gblog=2


139
อิทธิบาท 4

"อิทธิบาท 4" เป็นแนวทางการทำงานที่พระพุทธองค์ได้ทรงสดับไว้อย่างแยบคลาย อันประกอบด้วยแนวปฏิบัติ 4 ข้อ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ซึ่งใครๆก็ท่องได้ จำได้ แต่จะมีสักกี่คนที่ปฏิบัติได้ครบกระบวนความทั้ง 4 ข้อ อันเป็น 4 ขั้นตอนที่ต่อเนื่องหนุนเสริมกัน จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ ด้วยว่ามันเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงกันทั้ง 4 ข้อ จึงจะทำให้เราประสบผลสำเร็จในชีวิตและการงานได้ตามความมุ่งหวัง ผมขออธิบายดังต่อไปนี้

1) ฉันทะ คือ การมีใจรักในสิ่งที่ทำ ใจที่รักอันเกิดจากความศรัทธาและเชื่อมั่นต่อสิ่งที่ทำ จึงจะเกิดผลจริงตามควร เราคงเคยได้ยินคำว่า "ขอฉันทามติจากประชุม" บ่อยๆ หรือ "มีฉันทะร่วมกัน" ก่อนเลิกการประชุมบางอันเป็นเสมือนสัญญาระหว่างกันว่าเราจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ร่วมกันหรือละเว้นบางสิ่งร่วมกัน ซึ่งความเข้าใจในข้อนี้ผมคิดว่าถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะความหมายของ "ฉันทะ" นั้น ไม่ใช่แปลว่าเป็นสัญญาภาษากระดาษหรือสัญญาที่ให้ไว้กับมวลหมู่สมาชิกเท่านั้น หากแต่เป็นสัญญาใจและเป็นใจที่ผูกพัน เป็นใจที่ศรัทธาและเชื่อมั่นต่อสิ่งนั้นอยู่เต็มเปี่ยม จึงจะเกิดความเพียรตามมา เปรียบได้กับนักวิจัยที่ศรัทธาและเชื่อมั่นในแนวคิดแนวปฏิบัติของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นซึ่งอาจมีมากน้อยต่างกัน คงไม่มีใครบอกได้นอกจากตัวนักวิจัยเองและผลของงานที่เกิดขึ้นจริงเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะชน

การมีใจรัก ถือว่าสำคัญมาก ไม่ใช่ทำใจให้รักเพื่ออะไรสักอย่าง หรือ ห้ามใจไม่ให้รัก มันก็ยากยิ่งพอๆกัน เพราะรักดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความรักความศรัทธาของเราจริงๆ ขืนทำไปก็มีแต่จะทุกข์ทรมานแม้จะได้บางสิ่งที่มุ่งหวังแล้วก็ตาม ประการสำคัญเป็นการแอบแฝงมาจากความคิดอื่นศรัทธาอื่นหรือความเป็นอื่นที่เราพยายามหาเหตุและผลมาอธิบายว่า มันคือสิ่งเดียวกันเพื่อให้สามารถดำเนินไปได้หรือเพื่อให้ตัวเองสบายใจที่สุด แต่ถ้าเรามีใจศรัทธาอันแรงกล้าแล้ว พลังสร้างสรรค์ก็จะบังเกิดขึ้นกับเราอย่างมหัศจรรย์ทีเดียว

ทีนี้มาพูดถึงว่า "เราจะสร้างฉันทะให้เกิดขึ้นได้อย่างไร" พระพุทธองค์เคยสอนไว้ว่า มนุษย์เราต้องเลือกที่จะศรัทธาบางอย่างและหมั่นตรวจสอบศรัทธาของตัวเองว่าดีต่อตัวเองและดีต่อผู้อื่นอันรวมถึงสังคมโดยรวมหรือไม่ เมื่อดีทั้งสองอย่างก็จงมุ่งมั่นที่จะทำด้วยความตั้งใจ และหากไม่ดีก็จงเปลี่ยนแปลงศรัทธาเสียใหม่ ซึ่งเราต้องเลือก ไม่เช่นนั้นเราจะกลายเป็นคนที่สับสนไม่มีแก่นสารและเป็นคนไร้รากในที่สุด เมื่อเป็นคนไม่มีแก่นสารก็จะถูกชักชวนไปในทางที่ไม่ดีได้ง่ายนั่นเอง

หากจะฝึกฝนตนเอง อาจเริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราศรัทธาอะไรอยู่ เพราะคนเราเมื่อศรัทธาอะไรก็จะได้พบกับสิ่งนั้นเข้าถึงสิ่งนั้น ศรัทธาในเทคโนโลยีเราก็จะเข้าถึงเทคโนโลยี ศรัทธาต่อชาวบ้านเราก็จะเข้าถึงชาวบ้าน ศรัทธาต่อวัตถุก็จะเข้าถึงวัตถุ ศรัทธาต่อลาภยศสรรเสริญก็จะเข้าถึงลาภถึงยศเข้าถึงตำแหน่ง ศรัทธาต่อความรู้ก็จะเข้าถึงความรู้ หรือศรัทธาต่อหลักธรรมก็จะเข้าถึงธรรม หรือไม่ศรัทธาอะไรเลยก็ไม่เข้าถึงก็ไม่เข้าถึงอะไรเลย เพราะความศรัทธานำมาซึ่งมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อทำทุกอย่างให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราศรัทธานั่นเอง
ขณะเดียวกันก็ลองตรวจสอบตัวเองดูว่าสิ่งที่เราศรัทธากับสิ่งที่องค์กรของเราศรัทธานั้นตรงกันหรือไม่ หากตรงกันก็เรียรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตนหรือหากไม่ตรงกันก็เรียนรู้ที่จะให้โอกาสตัวเองไปสู่แห่งที่ที่เหมาะสมกว่า

2) วิริยะ คือ ความมุ่งมั่นทุ่มเท เป็นความมุ่งมั่นทุ่มเททั้งกายและใจ ที่จะเรียนรู้และทำให้เข้าถึงแก่นแท้ของสิ่งนั้นเรื่องนั้น ถ้าหากกระทำก็จะทำจนเชี่ยวชาญจนเป็นผู้รู้ ถ้าหากศึกษาก็จะศึกษาให้รู้จนถึงรากเหง้าของเรื่องราวนั้นๆ ดังนั้น คำว่า "วิริยะ" จึงหมายถึงความเพียรพยายามอย่างสูงที่จะทำตามฉันฑะหรือศรัทธาของตัวเอง หากเราไม่มีความเพียรแล้วก็อนุมานได้ว่าเรามีฉันทะหลอกๆ หรือศรัทธาหลอกๆ ทั้งโกหกตัวเองและหลอกผู้อื่น เพื่ออะไรนั้น ผลงานที่เขาทำจะชี้ชัดออกมาเองว่าทำเพื่ออะไร ดังนั้น นักวิจัยท้องถิ่น จึงต้องมีใจที่รักต่อคนท้องถิ่นและรักต่อการทำงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาคนท้องถิ่น อันเป็นศรัทธาสูงสุด หากไม่เป็นเช่นนั้น ก็ได้แต่เพียงศรัทธาปากเปล่าที่ไร้แม้เงาของความมุ่งมั่นและทุ่มเท หากแต่มีศรัทธาอื่นให้ครุ่นคิดและกระทำอยู่

วิริยะนี้มาคู่กับความอดทนอดกลั้น เป็นความรู้สึกไม่ย่อท้อต่อปัญหาและมีความหวังที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง โดยมีศรัทธาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ นำใจ และเตือนใจ ความอดทนเป็นเครื่องมือสำหรับคนใจเย็นและใจงามด้วย ไม่ใช่มุทะลุดุดันรบเร้าและรุ่มร้อน เพราะมันจะทำให้มีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย หรือสูญเสียความอดทนในที่สุด ดังนั้น ความวิริยะอุสาหะ จึงเป็นวิถีทางของบุคคลที่หาญกล้าและทายท้าต่ออุปสรรคใดๆทั้งมวล

ถามว่า "ความวิริยะมันเกิดจากอะไร" คำตอบก็คือ "เกิดจากศรัทธาหรือฉันทะนั่นเอง" และเป็นศรัทธาที่มั่นคงด้วยไม่ว่าจะมีอุปสรรค์ใดๆมากระทบก็ตามก็จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่อาจปล่อยวางหรือวางเฉยในบางเวลาบางสถานการณ์บ้าง เพื่อรอสภาวะที่เหมาะสมกว่า ความวิริยะไม่ใช่ความดุดันอย่างเอาเป็นเอาตายหรือต้องให้ได้เสมอ แต่มันคือความแยบยลและเลือกที่จะทำบางอย่างเพื่อรักษาศรัทธาไว้หรือเพื่อรอวาระที่เหมาะสมอันหมานถึงการบรรลุผลแห่งศรัทธา

ถ้าจะฝึกฝนเรื่องความวิริยะแล้วคงต้องเริ่มจากความคิดที่ว่า ต้องหมั่นฝึกฝนตนเองบ่อยๆ หมั่นทำหมั่นคิดหมั่นเขียนหมั่นนำเสนอและอย่าขี้เกียจ อย่ากลัวความผิดพลาดและจงกล้าแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของตัวเอง อย่าท้อต่องานหนักและงานมากให้คิดว่าทำมากรู้มากเก่งมากขึ้น อย่าบ่นว่าไม่มีเวลาเพราะเวลามีเท่าเดิม ฯลฯ

3) จิตตะ คือ ใจที่จดจ่อและรับผิดชอบ เมื่อมีใจที่จดจ่อแล้วก็จะเกิดความรอบคอบตาม คำนี้ยิ่งใหญ่มากโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มักจะใจแตกบ่อยๆหรือใจแตกยาวนาน มักหลงใหลได้ปลื้มไปกับวัตถุ เทคโนโลยี เที่ยวกลางคืน เรื่องเพศและยาเสพติด เมื่อใจแตกก็มักจะขาดความรับผิดชอบ คิดทำอะไรก็มักทำแบบสุกเอาเผากินพอให้เสร็จไปวันๆ ทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่างทำผิดๆถูกๆอยู่อย่างนั้น ชอบเอาดีใส่ตัวเองและให้ร้ายผู้อื่นตามมา อันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ตนเองและองค์กร ถ้าอยู่ในวัยเรียนก็จะเสียการเรียนเสียชื่อเสียงของโรงเรียนและพ่อแม่ก็เสียใจ ถ้าอยู่ในวัยทำงานก็จะเสียงานและองค์กรก็จะเสียงานด้วย

แต่ถ้าเรามีใจที่จดจ่อต่อสิ่งที่เราคิดเราทำและรับผิดชอบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการงานก็ตาม ทุกอย่างก็จะดีขึ้นไปเอง เราก็จะมีความรอบรู้มากขึ้นเรื่อยๆด้วยใจที่จดจ่อตั้งมั่นและใฝ่เรียนรู้ของเรา เมื่อมีความรอบรู้มากขึ้นก็จะเกิดความรอบคอบตามมา เมื่อมีความรอบคอบแล้วการตัดสินใจทำอะไรก็จะเกิดความผิดพลาดน้อยตามไปด้วย

ความรอบคอบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่รอบรู้ ดังนั้น การที่คนจะรอบรู้ได้นั้น ต้องหมั่นศึกษาเรียนรู้อยู่เป็นเนื่องนิจ ติดตามข่าวสารบ้านเมืองสม่ำเสมอ ต้องอ่านหนังสืออย่าให้ขาดและหลากหลายโดยไม่ยึดติดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ประการสำคัญต้องฝึกตั้งคำถามกับตัวเองกับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวเราพร้อมกับค้นหาคำตอบให้ได้ การฝึกสนทนากับผู้รู้บ่อยๆก็เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งเมื่อเราทำได้อย่างนี้แล้ว เราก็จะเป็นผู้ที่เข้าใกล้ความรอบรู้ไปโดยปริยาย

เมื่อเราเข้าใกล้ความรอบรู้แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะวิเคราะห์สังเคราะห์เนื้อแท้ของเรื่องราวนั้นๆ ออกมาสู่การตัดสินใจของหมู่คณะหรือแม้แต่เรื่องส่วนตัวของเราเอง ดังนั้น ความรอบคอบจึงแฝงไปด้วยความรอบรู้ตามสภาพจริงของมัน อันเป็นแนวปฏิบัติที่คนรุ่นใหม่ต้องสร้างให้เกิดเป็นนิสัยแก่ตนเอง ไม่ใช่ใช้ความเจ้าเล่ห์เพทุบายคอยหาโอกาสแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเองและพวกพ้องเหมือนคนในสังคมปัจจุบันที่เราเห็นกันดาดเดื่อน

ความรอบคอบนอกจากจะดำรงอยู่คู่กับความรอบรู้แล้ว ยังต้องอาศัยความดีงามเป็นเครื่องเตือนสติด้วย ถึงจะสามารถใช้จิตของเราพินิจพิจารณาและตรึกตรองในเนื้อแท้ของสิ่งต่างๆนั้นได้อย่างเหมาะสม เพราะความดีงามตามแบบอย่างของคุณธรรมตามหลักศาสนาและจริยธรรมของสังคมนั้นเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างปรกติสุข ไม่เช่นนั้นแล้วมนุษย์อาจเข่นฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวันแม้ว่ามนุษย์จะอุดมไปด้วยความรู้และความรอบคอบก็ตาม

4) วิมังสา คือ การทบทวนในสิ่งที่ได้คิดได้ทำมา อันเกิดจาก การมีใจรัก (ฉันทะ) แล้วทำด้วยความมุ่งมั่น (วิริยะ) อย่างใจจดใจจ่อและรับผิดชอบ (จิตตะ) โดยใช้วิจารณญาณอย่างรอบรู้และรอบคอบ จึงนำไปสู่การทบทวนตัวเอง และทบทวนองค์กรหรือทบทวนขบวนการ ทบทวนในสิ่งที่ได้คิดสิ่งได้ทำผ่านมาว่าเกิดผลดีผลเสียอย่างไร ทั้งที่เป็นเรื่องส่วนตัวของเราเองและเป็นเรื่องที่ร่วมคิดร่วมทำกับคนอื่น เพื่อปรับปรุงปรับแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น

การทบทวนเรื่องราวจากภายในของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากในยุคปัจจุบันที่ผู้คนเริ่มสับสนวุ่นวายอย่างเข้มข้น ทบทวนความคิดเพื่อตรวจสอบความคิดและการกระทำของเราว่าเราคิดหรือทำจากความคิดอะไร? พร้อมกับถามตัวเองว่าเราคิดอย่างนั้นเพื่ออะไร? เราทำสิ่งนี้เพื่ออะไร? เพื่อความสุขของตัวเองหรือเพื่อความสงบสุขของสังคม? ฯลฯ ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าเราควรจะอยู่ ณ จุดไหนของสังคมหรือเปลี่ยนแปลงตนอย่างไรไปสู่การสร้างสรรค์ตนเองและสังคมที่งดงาม

ในการวิจัยและการพัฒนานั้นเรามักจะใช้คำว่า "สรุปบทเรียน" เป็นการสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อดูว่าสิ่งที่คิดและทำมานั้นมันดำเนินไปในแนวทางที่วาดหวังหรือไม่ หรือว่าคิดไว้อย่างทำอีกอย่าง หรือคิดไว้แต่ไม่ได้ทำเลย หรือทำไปแล้วแต่ไม่ได้อย่างที่มุ่งหวัง ทั้งนี้จะได้วิเคราะห์ต่อไปว่า ที่มันสำเร็จมันเป็นเพราะอะไร และที่มันล้มเหลวมันเกิดจากอะไร เพื่อที่จะได้หาแนวทางแก้ไขหรือหาทางหลีกเลี่ยงผลเสียที่อาจเกิดขึ้น

การสรุปบทเรียนนั้น คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่า สรุปเมื่องานเดินทางมาได้ครึ่งทางหรือสิ้นสุดการทำงาน หรืออย่างดีที่สุดมีการทำแผนงานรายไตรมาส คือทุก 3 เดือน จึงสรุปบทเรียนครั้งหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วการสรุปบทเรียนควรจะทำให้อย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นการพูดคุยกันหลังเสร็จสิ้นการทำกิจกรรมทุกครั้ง หรือหลังเลิกงานแต่ละวัน หรือใช้วิธีการแบบไม่เป็นทางการ เพื่อสรุปบทเรียนของแต่ละคนให้ได้มากที่สุด หรือพูดคุยกับตัวเองบ้าง แต่ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงที่รู้สึกว่างและปลอดโปร่งจากเรื่องราวทั้งปวง ซึ่งควรทำให้เป็นนิจสิน

ดังนั้น "อิทธิบาท 4" จึงมีความหมายกับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการจะเดินทางไปในสู่ความสำเร็จในชีวิตและการงาน เพราะหากทำได้ตามกระบวนความแล้ว สังคมความรู้ ชุมชนความรู้ และปัจเจกชนความรู้ คงอยู่ไม่ไกลเกินฝัน ประการสำคัญ "อิทธิบาท 4" ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวจากหลักธรรมข้ออื่นๆอันเป็นองค์รวมและเชื่อมโยงถึงกัน เพียงแต่อธิบายคนละบทบาทเท่านั้น สิ่งสำคัญ เราได้ใคร่ครวญในเรื่องเหล่านี้มากน้อยเพียงใด เพราะ ในโลกปัจจุบัน โลกที่สั่งสมอวิชชามามากจนเกินล้น จึงกลายเป็นโลกที่ฉาบฉวยและวุ่นวายสูงสุด นั่นแปลว่าเราต้องฝึกฝนตนเองหลายเท่าตัวเพื่อจะเข้าใจและเข้าถึงหลักธรรมที่ก่อกำเกิดการพัฒนาที่จุดเริ่มต้นของตนเองอย่างแท้จริง

เขียนโดย Woman

ที่มา : http://thaifamilymental.blogspot.com/2007/10/4.html

140
อิทธิบาท ๔

โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้พระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย ได้ทรงเป็นพระภควาที่เราแปลทับศัพท์มาเป็นไทยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งมีความหมายประการหนึ่งว่าผู้จำแนกแจกธรรมสั่งสอนประชาชน ดังที่ได้ทรงจำแนกธรรมะออกเป็นหมวดธรรมต่างๆ และที่ตรัสรวมเข้าเป็นหมวดโพธิปักขิยธรรม ซึ่งกำลังแสดงอยู่นี้ ได้แสดงมาแล้วในหมวดที่ ๑ คือสติปัฏฐาน ๔ หมวดที่ ๒ คือ สัมมัปปธาน ๔ วันนี้จะแสดงหมวดที่ ๓ คือ อิทธิบาท ๔

คำว่า อิทธิบาท นั้น อิทธิเราแปลกันเป็นไทยอย่างหนึ่งว่าฤทธิ์ ดังที่มีแสดงไว้ในพุทธศาสนาเช่น อภิญญา ๖ วิชชา ๘ ซึ่งมีข้อ อิทธิวิธิ การแสดงฤทธิ์ได้ ดั่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงยกย่องพระโมคคัลลานะเป็นเอตทัคคะ คือเป็นพระสาวกผู้เลิศในทางมีฤทธิ์มาก


๏ ทางแห่งความสำเร็จ

อีกอย่างหนึ่งคำว่า อิทธิ แปลว่าความสำเร็จ ความสำเร็จแห่งการปฏิบัติ ขั้นหนึ่งๆ ก็เป็นอิทธิอย่างหนึ่ง จนถึงเป็นความสำเร็จอย่างสูง คือสำเร็จความรู้ธรรมเห็นธรรม อันเป็นภูมิอริยชน จนถึงความตรัสรู้อันเป็นความรู้สูงสุดในพุทธศาสนา ก็เป็นอิทธิคือความสำเร็จ คำว่า บาท นั้นแปลตามศัพท์ว่า เหตุที่ให้บรรลุถึง เหตุที่ให้ถึง อันได้แก่ปฏิปทาคือทางปฏิบัติ หรือมรรคคือทาง บาท แห่งอิทธิ ก็คือเหตุที่ให้บรรลุถึงความสำเร็จ หรือบรรลุถึงฤทธิ์ ทางปฏิบัติมรรคาคือทางแห่งฤทธิ์ หรือแห่งความสำเร็จ

พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงอิทธิบาทไว้ ๔ ประการ คืออิทธิบาทอันประกอบด้วย ความประกอบความเพียรด้วยสมาธิ ที่มีฉันทะคือความพอใจยังให้บังเกิดขึ้น ข้อ ๑ อิทธิบาทอันประกอบด้วย ความประกอบความเพียรด้วยสมาธิ ที่มีวิริยะคือความเพียรยังให้บังเกิดขึ้น ข้อ ๑ อิทธิบาทอันประกอบด้วยความเพียรด้วยสมาธิที่มีจิตตะความเอาใจใส่ยังให้บังเกิดขึ้นข้อ ๑ อิทธิบาทอันประกอบด้วยความประกอบความเพียรด้วยสมาธิ ที่มีวิมังสาความใคร่ครวญไตร่ตรองยังให้บังเกิดขึ้นข้อ ๑ เป็นอิทธิบาท ๔ ประการ

เพราะฉะนั้น อิทธิบาททั้ง ๔ ที่มาพูดย่อๆ ว่า ได้แก่ ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความเพียร จิตตะ ความเอาใจใส่ วิมังสา ความไตร่ตรองพิจารณา จึงเป็นการกล่าวอย่างย่อๆ


๏ ปธานะสังขาระ

แต่เมื่อกล่าวตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เอง ก็เป็นไปดั่งที่ได้ยกมาแสดงในเบื้องต้นนั้น คืออิทธิบาทนั้นมิใช่มีความสั้นๆ เพียง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา แต่ว่าจะเป็นอิทธิบาทได้ต้องประกอบด้วย ความประกอบความเพียร มาจากคำบาลีว่า ปธานะสังขาระ หรือ ปธานสังขาร

คำว่า ปธานะ ก็คือสัมมัปปธาน ๔ อันเป็นหมวดที่ ๒ นั้น สังขาระ คือสังขาร ก็ได้แก่สังขารคือความปรุงแต่ง ในที่นี้ใช้แปลว่าความประกอบ เพราะความประกอบนั้นก็คือปรุงแต่งนั้นเอง อย่างเช่น ประกอบไม้ให้เป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้ เป็นบ้านเป็นเรือน ก็คือเอาของหลายๆ อย่างมาประกอบกันเข้า ก็มีความหมายตรงกับคำว่าความปรุงแต่ง ซึ่งมีความหมายว่าต้องมีหลายอย่างมาประกอบกันเข้า อย่างปรุงอาหารก็ต้องมีของหลายอย่าง มาต้มมาแกงปรุงเป็นอาหารขึ้น เพราะฉะนั้น คำว่าความประกอบหรือความปรุงแต่ง จึงมีความหมายเป็นอันเดียวกัน และออกมาจากคำเดียวกันว่า สังขาร หรือ สังขาระ ความปรุงแต่งหรือความประกอบ ปธานสังขาร ก็คือประกอบความเพียร อันได้แก่สัมมัปปธาน ๔ ที่แสดงแล้ว

เพราะฉะนั้น คำว่าอิทธิบาทนั้นจึงรวมสัมมัปปธาน ๔ เข้ามาด้วย แต่ว่ามีขยายความออกไปว่า ความประกอบปธานะคือความเพียรนั้น ประกอบด้วยสมาธิที่มี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ยังให้บังเกิดขึ้น ก็คือธรรมะทั้ง ๔ ข้อนี้ อันได้แก่ฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสา ยังให้เกิดสมาธิขึ้น คือความตั้งใจมั่น ไม่กลับกลอกคลอนแคลน

สมาธิคือความตั้งใจมั่นนี้ที่ธรรมะทั้ง ๔ ข้อนั้นให้บังเกิดขึ้น ก็ทำให้เกิดความประกอบความเพียร อันเป็นสัมมัปธานทั้ง ๔ ข้อนั้น เพราะฉะนั้นฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสา จึงเป็นอธิปไตยคือเป็นใหญ่ อันจะนำให้เกิดสมาธิความตั้งใจมั่นเพื่อประกอบความเพียร อันเป็นสัมมัปปธานทั้ง๔ นั้น เมื่อเป็นดั่งนี้ จึงจะเป็นปฏิปทาความปฏิบัติหรือทางปฏิบัติ เป็นมรรคคือมรรคา คือทางแห่งอิทธิความสำเร็จ หรือแห่งฤทธิ์ทั้งหลาย


๏ อิทธิบาทเป็นเหตุให้สัมมัปปธานสำเร็จได้

ในหมวดสัมมัปปธาน ๔ นั้นก็ได้มีเริ่มตรัสท้าวมาถึงอิทธิบาททั้ง ๔ นี้ด้วยแล้ว คือดังที่ตรัสไว้ว่า ยังฉันทะคือความพอใจให้เกิดขึ้น พยายามเริ่มความเพียร ประคองจิตตั้งความเพียรขึ้นมา ในการระวังบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ในการละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ในการยังกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ในการรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว และปฏิบัติเพิ่มเติมให้บริบูรณ์

เพราะฉะนั้น ครั้นตรัสสัมมัปปธาน ๔ และมีท้าวมาถึงอิทธิบาท อันเป็นอุปการธรรมในการปฏิบัติสัมมัปปธานทั้ง ๔ นั้นด้วยแล้ว จึงมาตรัสถึงหมวดอิทธิบาท ๔ นี้ และก็ได้ตรัสว่าประกอบด้วย ความประกอบปธานะทั้ง ๔ นั้น ที่ตรัสว่า ปธานะสังขาระ ความประกอบความเพียร ด้วยสมาธิที่มีฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสาให้บังเกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น เมื่อแสดงความให้เนื่องกันแล้วจึงกล่าวได้ว่า อิทธิบาทดังที่ตรัสไว้นี้เองเป็นเหตุให้ประกอบปธานะ คือสัมมัปปธานทั้ง ๔ นั้นสำเร็จขึ้นได้ และความต้องการของอิทธิบาทในที่นี้ก็คือว่า เป็นเหตุให้ประกอบความเพียร อันเป็นสัมมัปปธานทั้ง ๔ นั้นได้สำเร็จ

โดยอาศัยฉันทะสมาธิ วิริยะสมาธิ จิตตะสมาธิ วิมังสาสมาธิ คือสมาธิที่มีฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสายังให้บังเกิดขึ้น


๏ สมาธิในสัมมัปปธาน

และเมื่อกล่าวจำเพาะสมาธิก็กล่าวได้ว่า ในการประกอบความเพียรอันเป็นสัมมัปปธานทั้ง ๔ นั้น จะต้องมีสมาธิ คือความตั้งใจมั่นเพื่อที่จะประกอบความเพียร เพื่อประกอบความเพียรอันเป็นสัมมัปธานทั้ง ๔ ข้อนั้น ถ้าขาดสมาธิเสียแล้วความประกอบความเพียรอันเป็นสัมมัปปธาน ๔ นั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะว่าจิตใจนี้ไม่ตั้งเพื่อที่จะทำให้สัมมัปปธานทั้ง ๔ นี้บังเกิดขึ้น คือจิตนี้ไม่ตั้งมั่นในอันที่จะระมัดระวัง อันเรียกว่า สังวรปธาน ในอันที่จะละ อันเรียกว่า ปหานปธาน ในอันที่จะปฏิบัติให้มีให้เป็นขึ้น อันเรียกว่า ภาวนาปธาน ในอันที่จะรักษากุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นไว้ไม่ให้เสื่อม และให้เพิ่มเติมให้สมบูรณ์ จึงต้องมีสมาธิคือความตั้งจิตมั่นในอันที่จะประกอบความเพียร สมาธิในที่นี้จึงมีความหมายว่าความตั้งจิตมั่นที่จะประกอบความเพียรทั้ง ๔ ข้อนั้น ไม่เปลี่ยนจิตเป็นอย่างอื่น

เพราะฉะนั้น จึงไม่หมายถึงการที่มานั่งปฏิบัติ ภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างที่เรียกว่าทำสมาธิกันทั่วๆ ไป แต่หมายเอาถึงความที่ตั้งจิตมั่นในอันที่จะประกอบความเพียร เมื่อมีความตั้งจิตมั่นดั่งนี้แล้ว การประกอบความเพียรอันเป็นสัมมัปปธานทั้ง ๔ ซึ่งตรัสเรียกในหมวดอิทธิบาทนี้ว่า ปธานสังขาร ปรุงแต่งความเพียร หรือประกอบความเพียร จึงจะบังเกิดขึ้นได้ แต่ว่าสมาธินั้นก็จำต้องอาศัยความมีฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสาทั้ง ๔ ข้อนี้ มาทำให้บังเกิดเป็นสมาธิขึ้น ถ้าขาดทั้ง ๔ ข้อนี้ สมาธิคือความตั้งจิตมั่นในอันที่จะประกอบความเพียรก็ไม่บังเกิด


๏ ความเนื่องกันของธรรมปฏิบัติ

เพราะฉะนั้น ธรรมะทั้ง ๔ ข้อนี้จึงมีความสำคัญ อันจะเป็นอุปการะแก่ความประกอบความเพียรทั้ง ๔ หากว่าจะกล่าวให้เนื่องกันมาจากสติปัฏฐาน ก็กล่าวได้ว่า สติปัฏฐานทั้ง ๔ นั้นเป็นข้อธรรมที่เป็นที่ตั้งของความปฏิบัติตั้งสติ เป็นหลักในการปฏิบัติธรรมทางจิต หรือว่าจิตภาวนา เป็นข้อปฏิบัติทางจิตภาวนาที่เป็นตัวหลัก หลักสำคัญ แต่ว่าจะต้องอาศัยอุปการะธรรมคือสัมมัปปธาน ๔ มาเป็นเครื่องอุปการะ ให้การปฏิบัติในสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้บังเกิดขึ้น เป็นไป และก้าวหน้า จนกระทั่งสำเร็จเป็นสติปัฏฐานทั้ง ๔ ขึ้นได้

และสัมมัปปธานทั้ง ๔ นี้เล่า ก็ต้องมีอิทธิบาททั้ง ๔ นี้เป็นอุปการะ ถ้าขาดสัมมัปปธาน ๔ สติปัฏฐานก็มีไม่ได้ จึงต้องมีสัมมัปปธาน ๔ ช่วย ถ้าขาดอิทธิบาททั้ง ๔ สัมมัปปธานทั้ง ๔ ก็มีไม่ได้ จะต้องมีอิทธิบาท ๔ ช่วย คือจะต้องมีฉันทะคือความพอใจในความประกอบความเพียร รักที่จะประกอบความเพียร ไม่เกลียดความประกอบความเพียร ไม่รังเกียจความประกอบความเพียร ไม่เฉยๆ ต่อความประกอบความเพียร ต้องมีความพอใจความรักที่จะประกอบความเพียร ข้อ ๑

ต้องมีวิริยะคือความเพียร คือความกล้าที่จะประกอบความเพียร วิริยะนั้นแปลว่าความกล้า และวิริยะคือความกล้านี้ก็ตรงกันข้ามกับความไม่กล้า คือความย่อหย่อน อันหมายถึงความเกียจคร้าน จะต้องมีความไม่เกียจคร้าน ความขยันลุกขึ้นประกอบความเพียร ก็คือมีจิตใจที่กล้าที่แข็ง ในอันที่จะประกอบกระทำความเพียรนั้นเอง ข้อ ๑

ต้องมีจิตตะคือมีจิต จิตที่ตั้งคือเอาใจใส่ดูแล จิตใจไม่ทอดทิ้งแต่จิตใจตั้งดูแล ถ้าขาดจิตใจตั้งดูแล จิตใจทอดทิ้งแล้ว ก็เกิดความประกอบความเพียรขึ้นไม่ได้ หรือเกิดขึ้นได้ก็ย่อหย่อน เพราะเมื่อไม่มีจิตเข้าประกอบก็เป็นไปไม่ได้ ต้องมีจิตเข้าประกอบ จิตต้องตั้งมั่น แน่วแน่ และดูแล ข้อ ๑

ต้องมีวิมังสาคือจิตที่ตั้งมั่นนั้นจะต้องดูแล ก็คือต้องมีวิมังสาคือความใคร่ครวญพิจารณา ให้รู้จักทางและมิใช่ทาง ให้รู้จักการปฏิบัติที่ตั้งขึ้นได้ หรือไม่ตั้งขึ้นได้ ที่ก้าวหน้าหรือถอยหลัง ด้วยเหตุอะไร จะต้องรู้ ในการปฏิบัติประกอบความเพียรของตน โดยเหตุโดยผล โดยถูกทางโดยผิดทาง อะไรที่เป็นเหตุให้ย่อหย่อนเป็นเหตุให้ผิดทาง ก็ต้องรู้ อะไรที่เป็นเหตุให้ความประกอบความเพียรตั้งอยู่และก้าวหน้า เมื่อถูกทางก็ให้รู้ เพื่อว่าความประกอบความเพียรนั้นจะได้ดำเนินขึ้นได้ และเป็นไปโดยถูกต้องไม่ผิดทาง


๏ ผลหลายอย่างในการปฏิบัติ

เพราะฉะนั้นทั้ง ๔ ข้อนี้สำคัญทั้งนั้น เพราะในการประกอบความเพียรนั้น จะต้องประสบกับผลที่บังเกิดขึ้นหลายอย่าง เป็นผลของกิเลสอันปฏิปักษ์ต่อสัมมัปปธาน คือความประกอบความเพียรที่ชอบก็มี เป็นผลของตัวความเพียรก็มี ซึ่งให้ผลปรากฏเป็นสุขก็มี เป็นทุกข์ก็มี และบังเกิดความประสบการณ์ในการปฏิบัติ ซึ่งมีเป็นขั้นตอน อาจจะเห็นนั่นเห็นนี่ในภายนอกก็มี จะต้องมีวิมังสาคือความใคร่ครวญพิจารณา ว่าสิ่งที่รู้ที่เห็นในระหว่างปฏิบัตินั้น บางอย่างก็เป็นอุปกิเลส คือเป็นเครื่องเศร้าหมองของปฏิปทาที่ปฏิบัติไปสู่ความตรัสรู้

ถ้าหากว่าขาดปัญญาที่รู้จักก็ไปสำคัญตนว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ บางทีก็ไปเกิดความกลัวเมื่อไปพบนิมิตที่น่ากลัว บางทีก็เกิดความเข้าใจผิดในเมื่อได้ประสบกับปีติสุขต่างๆ ที่บังเกิดขึ้น

ดังที่มีเล่าถึงว่าท่านที่ปฏิบัติธรรมในป่าบางท่าน เมื่อท่านปฏิบัติไปได้รับความรู้และความสุข จิตใจปลอดโปร่งสะอาด ถึงกับร้องขึ้นว่าเราสำเร็จแล้วดังนี้ก็มี และต่อมาเมื่อถึงวันรุ่งขึ้นจึงรู้สึกว่ายังไม่สำเร็จ เพราะในขณะที่จิตบริสุทธิ์สะอาดนั้นรู้สึกเหมือนไม่มีกิเลส แต่เมื่อพ้นจากการปฏิบัตินั้นแล้ว จิตกลับสู่ภาวะปรกติรับอารมณ์ทั้งหลาย จึงรู้ว่ายังมียินดียินร้าย ยังไม่สำเร็จ อย่างนี้ก็มี จึงต้องมีวิมังสาความใคร่ครวญพิจารณานี้ อันเป็นข้อสำคัญ และเมื่อมีทั้ง ๔ ข้อนี้แล้ว ก็ทำให้ได้สมาธิคือความตั้งใจมั่น ในอันที่จะประกอบความเพียร ความประกอบความเพียรจึงบังเกิดขึ้นได้

ดั่งนี้แหละจึงกล่าวได้ว่าเป็นอิทธิบาท ซึ่งมีฉันทะเป็นใหญ่เรียกว่าฉันทาธิบดี มีวิริยะเป็นใหญ่เรียกว่ามีวิริยาธิบดี มีจิตตะเป็นใหญ่เรียกว่ามีจิตตาธิบดี มีวิมังสาเป็นใหญ่เรียกวิมังสาธิบดี ก็จะนำให้ได้สมาธิในการประกอบความเพียร แล้วก็ทำให้ประกอบความเพียร ซึ่งเป็นสัมมัปปธานะ นำให้การปฏิบัติในสติปัฏฐานนั้นสำเร็จอิทธิ คือความสำเร็จในการปฏิบัติดังกล่าว ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป



.......................................................




คัดลอกมาจาก
เทปธรรมอบรมจิต ข้อความสมบูรณ์
อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ
http://www.mahayana.in.th/tsavok/tsavok.html

แหล่งที่มาของข้อมูล
ที่มา : http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=9678



141





อิทธิบาท 4

    
 คำว่า อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ

๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน

ฉันทะ คือความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ ตนถือว่า ดีที่สุด ที่มนุษย์เรา ควรจะได้ ข้อนี้ เป็นกำลังใจ อันแรก ที่ทำให้เกิด คุณธรรม ข้อต่อไป ทุกข้อ

วิริยะ คือความพากเพียร หมายถึง การการะทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาว จนประสบ ความสำเร็จ คำนี้ มีความหมายของ ความกล้าหาญ เจืออยู่ด้วย ส่วนหนึ่ง

จิตตะ หมายถึงความไม่ทอดทิ้ง สิ่งนั้น ไปจากความรู้สึก ของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็น วัตถุประสงค์ นั้นให้เด่นชัด อยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า สมาธิ อยู่ด้วยอย่างเต็มที่

วิมังสา หมายถึงความสอดส่องใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า ปัญญา ไว้อย่างเต็มที่


อธิบายขยายความด้านล่าง มีต่อ...


แหล่งที่มาของข้อมูล http://www.learntripitaka.com/scruple/Itibaht4.html



142













ชื่อบัญชี "ครอบครัวข่าว 3 ช่วยผู้ประสบอุทกภัย 54"
ธนาคารกรุงเทพ สาขาอาคารมาลีนนท์
บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 014-300-444-8

ยอดรวม วันที่ 18 ต.ค.54 : 152,991,645 บาท
อัพเดท ณ เวลา 16.00 น.







ชื่อบัญชี "ครอบครัวข่าว 3 ช่วยผู้ประสบอุทกภัย 54"
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซี พระราม 4
บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 468-0-15727-1

ยอดรวม วันที่ 18 ต.ค.54 : 105,208,412 บาท
อัพเดท ณ เวลา 16.00 น.




ร่วมบริจาคผ่านทาง SMS 

พิมพ์  3  ส่งมาที่หมายเลข  4567899
ค่าบริการครั้งละ 10 บาท (รวม vat 7%)
 

ครอบครัวข่าว 3 เปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย 
ศูนย์ครอบครัวข่าว 3 ช่วยผู้ประสบภัย ภาคกลาง อยุธยาพาร์ค(ติดถนนสายเอเชีย)

ภารกิจศูนย์ช่วยผู้ประสบภัย
1. จุดรับส่งและกระจายของยังชีพพร้อมเรือช่วยผู้ประสบภัย
2. ครอบครัวข่าว 3 ร่วมกับกู้ภัย จ.พระนครศรีอยุธยา มูลนิธิมิราเคิล ออฟโลฟมูลนิธิปอเต๊กตึ้ง และกองบังคับการตำรวจน้ำ ช่วยลำเลียงคนเจ็บป่วย คนชรา ออกจากพื้นที่ประสบภัย
3. เปิดศูนย์รับผู้อพยพ คนเจ็บป่วย และคนชรา โดยมีรถตู้คอนเทนเนอร์ 7 ตู้ไว้รองรับ
โทร. 081-851-4833 และ 081-851-7833




ดูความคืบหน้า คลิ้กที่นี่เลยครับ





143




ขอเชิญร่วมตักบาตรหลวงปู่อุดม ญาณรโต และครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน
ในวันพุธที่ 9 พ.ย. 2554 ณ กลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง


กลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน
สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
มหาวิทยาลัยรามคำแหง

              .......................................................

ขอเชิญร่วมตักบาตรพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จำนวน 10 รูป
ในวัน พุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2554
ณ บริเวณชั้นล่างอาคารสวรรคโลก(SWB) และ ที่ห้องกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน
มหาวิทยาลัยรามคำแหง อาคารสวรรคโลก(SWB) ชั้น 4 ห้อง 403
..............................................................




กำหนดการ


วัน พุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554





เวลา 07. 30 น. พ่อแม่ครูอาจารย์เดินทางมาถึง กลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง


อาคารสวรรคโลก (SWB) ชั้น 4 ห้อง 403


เวลา 08.00 น. เริ่มตักบาตรพ่อแม่ครูอาจารย์พร้อมพระติดตาม ณ บริเวณชั้นล่างอาคารสวรรคโลก (SWB)


รายนามพ่อแม่ครูอาจารย์ที่มิมนต์ในครั้งนี้


1.หลวงปู่อุดม ญาณรโต วัดป่าสถิตธรรมวนาราม อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ


2.หลวงปู่บุญกู้ อนุวัฑฒโน วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปรการ


3.หลวงปู่เจริญ ญาณวุฑโฒ วัดถ้ำปากเปียง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่


4.พระอาจารย์บุญทัน ฐิตสีโล วัดเขาเจริญธรรม อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์


( รวมพ่อแม่ครูอาจารย์และพระติดตามแล้วทั้งหมดประมาณ 10 รูป )


 


เวลา 08.30 น. พิธีรับศีล , เจริญพระพุทธมนต์ ณ ห้องกลุ่มพุทธธรรมกรรมฐาน มหาวิทยาลัยรามคำแหง


เวลา 09.00 น. ถวายภัตตาหารพ่อแม่ครูอาจารย์ , พ่อแม่ครูอาจารย์ฉันภัตตาหาร ( ท่านที่เตรียมสิ่งของเครื่องไทยทานต่างๆ


มาถวายพ่อแม่ ครูอาจารย์ท่านสามารถถวายได้หลังจากที่พ่อแม่ครูอาจารย์ฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว )


เวลา 10.30 น. แสดงพระธรรมเทศนา โดย พระอาจารย์บุญทัน ฐิตสีโล วัดเขาเจริญธรรม อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์



เวลา 11.30 น. เสร็จพิธี


...................................................................

สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่  www.kammatanclub.com
หรือ โทร. 084-1232750 , 082-1020323

.....................................................................

หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 13