กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
15 - ลักษณะของจิต - พระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม
2
11 - ให้เรียนรู้ตัวเอง - หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ





youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม
3
06 - สติ - หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม
4
04 - อนัตตา - หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม
5
012 - บรรยายเหตุกาณ์ ก่อนพุทธปรินิพพาน - 14-11-52-01 - พระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม
6
01 - หลวงพ่อสมบูรณ์ ฉัตตสุวัณโณ - เส้นทางแห่งความไม่มีทุกข์




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม



7
รบกวนพี่ๆ เพื่อนๆ ช่วยดูพระรูปหล่อหลวงปู่หมุน รวยทันใจ พิมพ์เล็ก เนื้อทองทิพย์ หมายเลข 668 ดีไหมครับ






8
ตอบปัญหาชาวกรุงเทพ - โดย หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ

หลังจากที่ท่านกลับจากเชียงใหม่ เข้าพักที่วัดบรมนิวาสกรุงเทพ ฯ
ตามคำสั่งของ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ( ติสโส อ้วน ) ก่อนเดินทางไปอุดร ฯ
ในระยะที่ท่านพักอยู่ที่นั้น ปรากฏว่ามีคนมาถามปัญหากับท่านมาก
มีปัญหาของบางราย ที่แปลกกว่าปัญหาทั้งหลาย ซึ่งมีดังนี้

( จาก"ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตโต"
โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน )
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์( ติสโส อ้วน )
วัดบรมนิวาส กรุงเทพ ฯ

*******************************************

ชาวกรุงเทพ
ได้ทราบว่าท่านรักษาศีลองค์เดียว มิได้รักษาถึง ๒๒๗ องค์
เหมือนพระทั้งหลายที่รักษากันใช้ไหม

หลวงปู่มั่น
ใช่ อาตมารักษาเพียงอันเดียว

ชาวกรุงเทพ
ที่ท่านรักษาเพียงอันเดียวนั้นคืออะไร
หลวงปู่มั่น
คือใจ

ชาวกรุงเทพ
ส่วน ๒๒๗ นั้นท่านไม่ได้รักษาหรือ

หลวงปู่มั่น
อาตมารักษาใจไม่ให้คิดพูดทำในทางผิด อันเป็นการล่วงเกินข้อห้ามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้
จะเป็น ๒๒๗ หรือมากกว่านั้นก็ตาม บรรดาที่เป็นข้อบัญญัติห้าม อาตมาก็เย็นใจว่า
ตนมิได้ทำผิดต่อพุทธบัญญัติ ส่วนท่านผู้ใดจะว่าอาตมารักษาศีล ๒๒๗ หรือไม่นั้น
สุดแต่ผู้นั้นจะคิดจะพูดเอาตามความคิดของตน เฉพาะอาตมาได้รักษาใจอันเป็นประธาน
ของกายวาจาอย่างเข้มงวดกวดขันตลอดมา นับแต่เริ่มอุปสมบท

ชาวกรุงเทพ
การรักษาศีลต้องรักษาใจด้วยหรือ

หลวงปู่มั่น
ถ้าไม่รักษาใจจะรักษาอะไรถึงจะเป็นศีลเป็นธรรมที่ดีงามได้ นอกจากคนที่ตายแล้วเท่านั้น
จะไม่ต้องรักษาใจแม้กายวาจาก็ไม่จำต้องรักษา แต่ความเป็นเช่นนั้นของคนตาย
นักปราชญ์ท่านไม่ได้เรียกว่าเขามีศีล เพราะไม่มีเจตนาเป็นเครื่องส่องแสดงออก
ถ้าเป็นศิลได้ควรเรียกได้เพียงว่าศีลคนตาย ซึ่งไม่สำเร็จประโยชน์ตามคำเรียกแต่อย่างใด
ส่วนอาตมามิใช่คนตายจะรักษาศีลแบบคนตายนั้นไม่ได้ ต้องรักษาใจให้เป็นศีลเป็นธรรม
สมกับใจเป็นผู้ทรงไว้ทั้งบุญทั้งบาปอย่างตายตัว

ชาวกรุงเทพ
ได้ยินในตำราว่าไว้ว่ารักษากายวาจาให้เรียบร้อยเรียกว่าศีล
จึงเข้าใจว่าการรักษาศีลไม่จำเป็นต้องรักษาใจก็ได้
จึงได้เรียนถามอย่างนั้น

หลวงปู่มั่น
ที่ว่ารักษากายวาจาให้เรียบร้อยนั้นก็ถูก แต่กายวาจาจะเรียบร้อยเป็นศีลได้นั้น ต้นเหตุมาจากอะไร
ถ้าไม่เป็นมาจากใจ ผู้เป็นนาย คอยบังคับกายวาจาให้เป็นไปในทางที่ถูก เมื่อเป็นมาจากใจ
ใจจะควรปฏิบัติอย่างไรต่อตัวเองบ้าง จึงจะควรเป็นผู้ควบคุมกายวาจาให้เป็นศีลเป็นธรรม
ที่น่าอบอุ่นแก่ตัวเอง และน่าเคารพเลื่อมใสแก่ผู้อื่นได้ ไม่เพียงแต่ศีลธรรมที่จำเป็น
ต้องอาศัยใจเป็นผู้คอบควบคุมรักษาเลย แม้กิจการอื่น ๆ จำต้องอาศัยใจเป็นผู้ควบคุมดูแลโดยดี
การงานนั้น ๆ จึงจะเป็นที่เรียบร้อยไม่ผิดพลาดและทรงคุณภาพโดยสมบูรณ์ตามชนิดของมัน
การรักษาโรคเขายังค้นหาสมุฏฐานของมัน จะควรรักษาอย่างไรจึงจะหายได้เท่าที่ควร
ไม่เป็นโรคเรื้อรังต่อไป การรักษาศีลธรรมไม่มีใจเป็นตัวประธานพาให้เป็นไป

ผลก็คือความเป็นผู้มีศีลด่างพร้อย ศีลขาดศีลทะลุ ความเป็นผู้มีธรรมที่น่าสลดสังเวช
ธรรมพาอยู่ธรรมพาไปอย่างไม่มีจุดหมาย ธรรมบอ ธรรมบ้า ธรรมแตก ซึ่งล้วนเป็นจุดที่ศาสนา
จะพลอยได้รับเคราะห์กรรมไปด้วยอย่างแยกไม่ออก ไม่เป็นศีลธรรมอันน่าอบอุ่นแก่ผู้รักษา
และไม่น่าเลื่อมใสแก่ผู้อื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้างเลย อาตมาไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก
บวชแล้วอาจารย์พาเที่ยวและอยู่ตามป่าตามเขา เรียนธรรมก็เรียนไปกับต้นไม้ใบหญ้า
แม่น้ำลำธาร หินผาหน้าถ้ำ เรียนไปกับเสียงนกเสียงกา เสียงสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ
ตามทัศนียภามที่มีอยู่ตามธรรมชาติของมันอย่างนั้นเอง ไม่ค่อยได้เรียนในคัมภีร์ใบลาน
พอจะมีความรู้สแตกฉานทางศีลธรรม

การตอบปัญหาจึงเป็นไปตามนิสัยของผู้ศึกษาธรรมเถื่อน ๆ
รู้สึกจนปัญญา ที่ไม่สามารถค้นหาธรรมที่ไพเราะ เหมาะสม
มาอธิบายให้ท่านผู้สนใจฟัง อย่างภูมิใจได้

ชาวกรุงเทพ
คำว่าศีลได้แก่สภาพเช่นไร และอะไรเป็นเป็นศีลอย่างแท้จริง

หลวงปู่มั่น
ความคิดในแง่ต่าง ๆ อันเป็นไปด้วยความมีสติ รู้สิ่งที่ควรคิดหรือไม่ควร
ระวังการระบายออกทางทวารทั้งสาม คอยบังคับกายวาจาใจ ให้เป็นไปในขอบเขต
ของศีลที่เป็นสภาพปกติ ศีลที่เกิดจากการรักษาในลักษณะดังกล่าวมา
ชื่อว่ามีสภาพปกติไม่คะนองทางกายวาจาใจให้เป็นกิริยาที่น่าเกลียด

นอกจากความปกติดีงามทางกายวาจาใจของผู้มีศีลว่าเป็นศีลเป็นธรรมแล้ว
ก็ยากจะเรียกให้ถูกได้ว่าอะไรเป็นศีลเป็นธรรมที่แท้จริง เพราะศีลกับผู้รักษาศีลแยกกันได้ยาก
ไม่เหมือนตัวบ้านเรือนกับเจ้าของบ้านเรือนซึ่งเป็นคนละอย่าง ที่พอจะแยกกันออกได้ไม่ยากนัก
ว่านั่นคือตัวบ้าน และนั่นคือเจ้าของบ้าน
 
ส่วนศีลกับคนจะแยกจากกันอย่างนั้นเป็นการลำบากเฉพาะอาตมาแล้วแยกไม่ได้
แม้แต่ผลคือความเย็นใจที่เกิดจากการรักษาศีลก็แยกไม่ออก ถ้าแยกออกได้
ศีลก็อาจหลายเป็นสินค้ามีเกลื่อนตลาดไปนานแล้ว และอาจจะมีโจรมาแอบขโมยศีลธรรมไปขาย
จนหมดเกลี้ยงจากตัวไปหลายรายแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ศีลธรรมก็จะกลายเป็นสาเหตุ
ก่อความเดือดร้อนแก่เจ้าของเช่นเดียวกับสมบัติอื่น ๆ ทำให้พุทธศาสนิกชนเกิดความเอือมระอา
ที่จะแสวงหาศีลธรรมกัน เพราะได้มาก็ไม่ปลอดภัย

ดังนั้น ความไม่รู้ว่า "อะไรเป็นศิลอย่างแท้จริง" จึงเป็นอุบายวิธีหลึกภัยอันอาจเกิดแก่ศีล
และผู้มีศีลได้ทางหนึ่งอย่างแยบยลและเย็นใจ อาตมาจึงไม่คิดอยากแยกศีล
ออกจากตัวแม้แยกได้
 
เพราะระวังภัยยาก แยกไม่ได้อย่างนี้รู้สึกว่าอยู่สบาย
ไปไหนมาไหนและอยู่ที่ใด
ไม่ต้องเป็นห่วงว่าศีลจะหาย ตัวจะตายจากศีล
และกลับมาเป็นผีเฝ้ากองศีล
เช่นเดียวกับคนเป็นห่วงสมบัติ
ตายแล้วกลับมาเป็นผีเฝ้าทรัพย์
ไม่มีวันไปผุดไปเกิดได้ฉะนั้น.

ตอบปัญหาชาวกรุงเทพ - โดย หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ

9
เทศนาภาษาใจ ๑ - หลวงปู่ปุดดา ถาวโร

เทศนาภาษาใจ ๑
หลวงปู่ปุดดา ถาวโร
วันที่ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๒๔
ณ วัดอาวุธวิกสิตารา ศาลาธรรมสาร


ลำดับนี้ น้อมนมัสการคุณพระรัตนตรัยด้วยกายพระนาม วจีพระนาม มโนพระนาม โดยสัจจะเคารพแล้ว น้อมพระธรรมเทศนาคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแสดง เพิ่มพูนปัญญาบารมี ชาวพุทธทั้งหลายด้วยภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาได้มาเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ให้เกิดให้มีขึ้นที่กาย วาจา ใจ กาย วาจา ใจ นี้มีมาแต่อดีตแล้ว มาถึงปัจจุบันด้วย ตัวเรามาเกิด ก็มีปู่ มีย่า มีตา มียาย เป็นพื้นรองรับอยู่เสมอไป พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็มีพุทธมารดาบิดาเหมือนกัน จึงได้เป็น เหตุผลซึ่งกันและกัน

ทำไมมีพระพุทธเจ้าแล้ว มีพระธรรมแล้ว มีพระสงฆ์แล้ว จะต้องมีหมู่มนุษย์ธรรม เทวธรรม พรหมธรรม เข้าไปศึกษาในกุตตธรรม จึงได้มีเหตุมีผลเนื่องมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มาจนถึงปัจจุบันนี้และอนาคตหมดเมื่อไร ? ไม่มีหมด ธรรมชาติก็คือ กฎธรรมดา ถ้าไม่มีกาย วาจา จิต รองรับปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธเข้ามาเกิดในหมู่มนุษย์ไม่ได้ จะเป็นเทวดา เป็นพรหมไม่ได้ จะขึ้นไปเป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ โลกุตตรธรรมไม่ได้ กฎธรรมดาต้องมี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อย่างอุปัชฌาย์สอนภิกษุสามเณรในโบสถ์แล้ว ต้องมีอธิศีล ศีลอยู่ที่จิต อธิจิตรับได้ทั้งศีลทั้งสมาธิด้วย อธิปัญญารับได้ทั้งปัญญาด้วย ถ้าหากไม่มีกายกรรมสาม วจีกรรมสี่ สัมมาอาชีวะมาแต่อดีตแล้ว อยู่ในห้องก็เป็นคนไม่ได้ ในวินัยปิฎกห้ามไว้ไม่ให้ฆ่ามนุษย์ ทั้งในครรภ์และนอกครรภ์เป็นบาป กฎหมายสัมมาทิฐิ มนุษย์ธรรมมีมาแต่ในท้อง นอกท้องก็มี มนุษย์อย่างนี้คือมนุษย์ที่จะต้องรับพระธรรมเทศนาของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะไปรับถึงเทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม เพราะพื้นเดิมมีกาย วาจา จิตแล้วกายกรรมสาม ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เรียกว่า กายกรรมสาม วจีกรรมสี่ ไม่ได้พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เป็นสัมมาวาจาอยู่ในตัวของมันเอง สัมมาอาชีวะมีผัสสาหาร มโนสัญญเจตนาหาร วิญญาณหารอย่างที่เมื่อมาอยู่ในครรภ์มารดาก็ต้องอาศัยอาหารมารดานั่นเอง ส่งไปหล่อเลี้ยงร่างกายมาจนครบสิบเดือนแล้ว พระสาวกก็สิบเดือน เว้นไว้แต่องค์ที่พิเศษบางองค์ต้องอยู่นานกว่านั้น

เมื่อคลอดออกมาแล้วก็ไม่มีอะไร มีน้ำนมมารดานี่เอง พระเจ้าแม่น้าก็เป็นแม่เลี้ยงของ พระพุทธเจ้าของเรา
พระชนนีคลอดได้เจ็ดวันก็ทิวงคตไปแล้ว พระราชกุมารจะอยู่กับใครก็อยู่กับ พระแม่น้านี่เอง
พ่อเดียวกันแต่คนละแม่กับนันทกุมารเขามีมาอย่างนี้

ปัจจุบันนี้จะห้ามมนุษย์ไม่ให้มีมนุษย์ธรรมเทวธรรม พรหมธรรม จะไม่ให้มีโลกุตตรธรรมห้ามไม่ได้ ธรรมห้าไม่ได้ ฝ่ายดีก็ห้ามไม่ได้ ฝายสัมมาทิฐิก็มีจริง ฝ่ายมิจฉาทิฐิที่มนุษย์มีแต่ร่างกาย แต่จิตใจยังไม่เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ไม่เว้นจากกาม ไม่เว้นจากปาณาติบาต อทินนา กาเม มุสา สุราพวกหนึ่ง พวกหนึ่งนั้นเห็นโทษกายกรรม ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เห็นโทษของ กาเมมุสาวาท กิเลสสี่ตัวนี้ลามก จะเป็นเดรัจฉานหรือเป็นร่างกายมนุษย์ก็ลามก คบกิเลสลามกแล้วก็เสวยกรรมชั่ว กายไม่เว้นฆ่าสัตว์ไม่เว้นลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามอยู่ ยังมุสาวาทอยู่ก็เป็นอบายภูมิ ทั้งสี่ มันไม่ต่างกับเดรัจฉาน เปรต อสุรกายเลย มันเป็นพวกเดียวกัน แต่ต่างกายเนื้อหนังกัน

เพราะฉะนั้นอุปัชฌาย์จึงได้ถามว่า เกศามีหรือไม่ มี โลมา นขา ทันตา ตโจ มนุษย์โสสิ มีจริงหรือมีจริง ปุริโสสิ เป็นมนุษย์ชายจริงหรือ? จริง บรรพชาเปกขะไม่มีขัดข้อง อุปสัมปันโนมี ๒๕ รูป คัดค้านไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมา ถ้าหากว่าทำแบบเดิมอย่างอุปัชฌาย์สอน ๒๕ รูป ได้อบรมให้มีกายกรรมสาม วจีกรรมสี่ สัมมาอาชีวะ เมื่อมีอย่างนี้ก็พร้อมไปด้วยองค์ ๘ ประการเหมือนกัน กายกรรมสามมีศีล สามตัว วจีกรรมสี่ศีลสี่ตัว เป็นเจ็ดตัว พวกสัมมาอาชีวะเขาไม่ได้กินอาหารดิบ เขากินอาหารสุก เขาไม่ได้ร่วมกายกรรมสาม วจีกรรมสี่ สัมมาอาชีวะเขาไม่ร่วม จึงเป็นอุบาสก อุบาสิกาขึ้นได้

ทำไมอุบาสก ๗ ขวบ บรรลุพระโสดาได้ อุบาสิกาบรรลุพระโสดา ๗ ขวบได้ สามเณร ๗ ขวบ บรรลุอรหันต์ได้เพราะมีมาแต่พื้นเดิมรองรับแล้ว พอออกจากโบสถ์มาหรือว่าเดินมาแต่เจ็ดปีมาแล้ว ไปเรียนมากเข้า ๆ เอาขยะมูลฝอยอะไรผสมเข้าเอาโลภะมูล ๘ ผสมเข้า โทสะมูล ๒ โมหะมูล ๒ มาผสมเข้า เอาราคะมาถม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเข้า ถ้ามานั่งดูปัจจุบัน ภิกษุก็ตาม สามเณรก็ตาม อุบาสก อุบาสิกาก็ตาม กายเดียว จิตเดียว ไม่มีราคะ โทสะ พื้นมันดีแล้ว

ปกติกาย วาจา ปกติตา หู จมูก กาย ใจ อาจจะเป็นศีล ๘ ก็ได้ ศีล ๕ ก็ได้
ศีลอุโบสถก็ได้หรืออาจจะเป็นศีล ๑๐ ก็ได้ อาจจะเป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา
ในธรรมคุณนั้นก็ได้ในธรรมคุณนั้นมีกายนั่งกายเดียว
กายเดิน กายยืน กายนอนไม่มี จะอาบน้ำ ห่มผ้


ถ่ายมูตร ถ่ายคูถ ไม่มี กายขี้ กายเยี่ยวก็ไม่มี กายกินข้าว กินน้ำ ไม่มีผัสสาหาร มโนสัญญาเจตนาหาร วิญญาณหารเป็นปกติแล้ว ถึงนั่งอยู่อย่างนี้ก็เป็นปกติ นอน ยืน เดิน เป็นปกติ อาบน้ำ ห่มผ้า ถ่ายมูตร ถ่ายคูถ เป็นปกติ ไม่หลงเสียเลย จะบวชหรือไม่บวชไม่มีปัญหาอะไรมันหมดกิเลสแล้วก็แล้ววกันเท่านั้นเอง อายุ ๗ ขวบก็ได้ อายุ ๘๐ ปี ก็ได้ อย่างนี้น่านิยมในคำสอนของพระพุทธศาสนาว่า ปฏิเวธก็ขี้มาให้รู้จักทุกข์ ปฏิบัติให้รู้จักทุกข์กาย ทุกข์ใจ ให้พ้นทุกข์กาย ทุกข์ใจ นั่นเอง ปฏิเวธให้พ้นจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่นเอง เรียกว่าพ้นทุกข์แล้วอยู่กับธรรมะ อยู่กับปริยัติก็ได้ อยู่กับปฏิบัติก็ได้ ปฏิเวธธรรมก็ได้

ขอเชิญชวนพี่น้องชาวพุทธทั้งหลายให้พร้อมเพรียงกันเจริญกายบริสุทธิ์ปัจจุบันวาจาบริสุทธิ์ปัจจุบัน จิตบริสุทธิ์ปัจจุบัน ให้เป็นเหตุเป็นปัจจัยไปสู่ มนุษย์ธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม อย่างต่ำ ๆ ไปพักอยู่โสดา สกิทาอนาคาก็ได้ ถ้าไม่อยากพัก ก็ตัดสังโยชน์เสีย อนุสัยเจ็ดเสียแล้วไม่มีอวิชชาสวะไม่มี อวิชาสังโยชน์ ไม่มีอวิชานุสัย นั่นแหละเรียกว่า พ้นทุกข์ ไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือ ธรรมชาติแห่งธรรม ไม่ใช่ธรรมชาติแห่งสัตว์ ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุก ๆ วัน อย่างนี้เรียกว่าธรรมชาติของสัตว์ ธรรมชาติของธรรมะปกติอยู่ทุกวันนี้ ทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ปกติ ศีลปกติ สมาธิปกติ ปัญญาปกติ นี่แหละ ขอชักชวนพี่น้องชาวพุทธทั้งหลาย ให้เจริญโลกียธรรม โลกุตตรธรรม นิโรธธรรม นิพพานธรรม ด้วยความสวัสดี

เทศนาภาษาใจ ๑ - หลวงปู่ปุดดา ถาวโร

10
ปรากฏการณ์ทางจิตเมื่อเข้าถึงธรรม - หลวงปู่ขาว อนาลโย

...เหตุ...

ครั้นกาลต่อมาหลวงปู่ขาวได้โอกาสดีจึงขึ้นไปเที่ยววิเวกทางบ้านพวกชาวยางอีกครั้งหนึ่งไปพักบำเพ็ญภาวนาปรารภความเพียรอยู่ที่แม่สุนประมาณ 1 เดือน เร่งความเพียรอย่างอุกฤต ขณะที่เริ่มทำความเพียรอย่างเต็มที่นั้น คือ ช่วงที่ท่านเพิ่งหายจากป่วยไข้ใหม่ๆ ซึ่งเป็นมาตลอดพรรษาร่ายกายแข็งแรงดีขึ้นตามลำดับ รู้สึกเจริญอาหารท่านจึงตั้งปัญหาถามตนเองว่า

“ถ้าฉันอิ่ม อิ่มแล้วจะไปทำอะไร” ใจหนึ่งตอบว่า
“จะตั้งใจทำความเพียร”
“จริงหรือ” อีกใจหนึ่งถาม ใจหนึ่งตอบอีกว่า
“จริง” “
“เรายังไม่เชื่อตัวนะ ลิ้นมนุษย์ใจมนุษย์มันแสนจะหลายเหลี่ยมหลายคม แต่เราจะคอยดูว่ามันจะจริงหรือเท็จ
ถ้าเจ้าจะทำความเพียรจริง ๆ แล้วเราจะให้เจ้าฉันอิ่มหนำสำราญนั้นแหละ ” ใจหนึ่งตอบอีกว่า
“ลองดูก็แล้วกันเราจะเห็นกันในไม่ช้านี้”
ตั้งแต่นั้นมาท่านก็ออกบิณฑบาตมาฉันให้เต็มอิ่มแล้ว ขอให้ชาวศรัทธาช่วยทำทางจงกรมให้ 3 เส้น 3 แห่ง

เส้นที่ 1 บูชาคุณพระพุทธเจ้าจอมบรมครูผู้สอนสั่ง
เส้นที่ 2 บูชาพระธรรมเจ้า อันเป็นพระโอวาทอันศักดิ์สิทธิ์ “นิยยานิกธรรม” นำผู้ประพฤติปฏิบัติว่าให้พ้นไปจากทุกข์
เส้นที่ 3 บูชาคุณพระอริยสงฆ์ขัณสณะ ผู้หมดแล้วซึ่งกิเสลอาสวะทั้งหลายทั้งปวง

เมื่อได้อธิษฐานไว้อย่างนี้แล้วก็ได้ตั้งสัจจบารมีสำทับอีกที หวังจะให้แน่นหามั่นคงเจ้าไปอีกคือ
ตอนเช้าฉันจังหันเสร็จ ทำกิจวัตร ทั้งปวงเรียบร้อยแล้ว ต้องเดินจงกรมสำรวมจิต

จนถึงตะวันเที่ยง นั่งสมาธิ 1 ชั่วโมง
ตั้งแต่บ่าย 2 โมง เป็นต้นไปเดินจงกรมเส้นพระธรรม
จนถึงบ่าย 4 โมง หยุดทำกิจวัตร มีการกวาดลานวัด
และตักน้ำใช้ น้ำฉัน และน้ำสรง เมื่อเสร็จกิจวัตรทั้งหลายทั้งปวงแล้ว
ไปเดินจงกรมเส้นที่ 3 บูชาพระอริยสงฆ์
จนถึง 1 ทุ่มต่อจากนั้นสวดมนต์ไหว้พระ

การสวดมนต์ไหว้พระของท่านนั้นเป็นการสวดแต่เพียงย่อ ๆ เท่านั้น เพราะจะเป็นการเปลืองเวลา ในการที่จะปรารภความเพียรอย่างยิ่งยวด เพราะท่านกล่าวว่า “เวลาของชีวิตเรามีน้อย วันเดือนมันเคลื่อนคล้อยลอยไป ชีวิตเราก็ใกล้เข้าขยับเข้า จ่อปากมัจจุราชทุกทีๆ เราจะชักข้าไม่ได้แล้ว”

แล้วนั่งสมาธิต่อจนถึง 6 ทุ่ม จึงพักผ่อน
ตื่นมาเวลา 03.00 น. นั่งสมาธิต่อจนถึง 8 โมงเช้า
จึงไปบิณฑบาต โปรดเป็นกิจวัตรประจำวัน

การนั่งสมาธิภาวนา บำเพ็ญเพียร ท่านใช้บริกรรม “ทวัตติสสาการ” ตั้งแต่ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ จนถึงอาการ 32 อนุโลมปฏิโลม ถอยกลับไปกลับมาไม่ให้เผลอสติ ถ้าเผลอเมื่อไรต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งไป จนสติอยู่กับบริกรรมนั้น บริกรรมอยู่อย่างนั้นจนจิตสงบไม่ออกไปเที่ยวใด ๆ อยู่กับบริกรรมตลอดเวลา หนักเข้าแม้จะไปบิณฑบาต ตักน้ำ กวาดลานวัด ก็ไม่เผลอ ในกรรมฐานที่ได้ตั้งไว้ อาการ 32 ชำนาญทั้งอนุโลมปฏิโลม

...ผล...

จิตก็สงบอย่างเต็มที่ ปรากฏอารมณ์กับจิตขาดออกจากกัน ไม่ข้องเกี่ยวแก่กัน ผู้รู้และความสว่างไสวอยู่ส่วนหนึ่ง อารมณ์ก็ปรากฏเป็นอีกส่วนหนึ่ง อารมณ์เป็นของเปลี่ยนแปลงเกิด ๆ ดับ ๆ ไม่คงที่

เมื่อจิตได้หยั่งลงสู่ฐานของมันจริง ๆ แล้ว มันก็หดตัวเข้าไปสู่ความไม่รับรู้อะไรทั้งหมดทั้งสิ้นแต่ก็มิได้ติดอยู่ในแสงอันสว่างไสว หรือความสงบนั้น ปัญญาพุ่งขึ้นมาเหมือนน้ำพุ มันทำงานของมันเอง เหมือนเครื่องยนต์ที่สมบูรณ์ด้วยเครื่องสัมภาระ มีน้ำมัน ลม ไฟ อย่างสมบูรณ์และบริบูรณ์

ต่อจากนั้นก็ค้นคิดเรื่องไตรลักษณ์ จนแจ้งประจักษ์ในใจ ไม่ข้องใจ ไม่สงสัยในเรื่องนั้น ๆ นับว่าตั้งแต่เข้ามาในพุทธศาสนา จิตใจได้รับความสงบเยือนเย็น เป็นผลมาจากการปฏิบัติอย่างแท้จริง จึงทำเกิดความสว่างไสวในจิต จนมองเห็นโลกได้อย่างแท้จริง

นับแต่ขณะโลกธาตุไหวฟ้าดินถล่มวัฏจักรภายในจิตจมหายไปแล้ว ธาตุขันธ์และจิตใจทุกส่วนต่างเป็นอิสระไปตามธรรมชาติของตนไม่ถูกจับจองกดถ่วงจากฝ่ายใด อินทรีย์ห้า อายตนะหกทำงานตามหน้าที่ของมันจนกว่าธาตุขันธ์จะหาไม่ โดยไม่มีการทะเลาะวิวาทกระทบกระทั่งกันดังที่เคยมา

(การทะเลาะท่านหมายถึง ความไม่ลงรอยระหว่างสิ่งภายใน กับสิ่งภายนอกสัมผัสกัน
ทำให้เกิดความยินดียินร้าย กลายเป็นความสุขทุกข์ขึ้นมา และเกี่ยวโยงกันไปเหมือนลูกโซ่
ไม่มีเวลาจบสิ้นลงได้)


คดีต่างๆ ภายในจิตที่มีมากและวุ่นว่ายยิ่งกว่าคดีใดๆ ในโลกได้ยุติลงอย่างราบคาบ นับแต่ขณะศาลสถิตยุติธรรมได้สร้างขึ้นภายในใจโดยสมบูรณ์แล้ วเรื่องก่อกวนลวนลามต่างๆ ไม่มีประมาณ ซึ่งเคยยึดจิตเป็นสนามเต้นรำ และทะเลาะวิวาทบาดหมางไม่มีเวลาสงบลงได้ เพราะอวิชชาตัณหาเป็นหัวหน้า บงการบัญชางานให้โกลาหลวุ่นว่าย ร้อยแปดพันประการนั้น ได้สงบลงอย่างราบรื่นชื่นใจ กลายเป็นโลกร้างว่างเปล่าภายในจิต ผลิตวิชาธรรมแทนอธรรม กิจนอกการภายในได้เป็นไปโดยธรรมสม่ำเสมอ ไม่มีอริศัตรูมาก่อกวนวุ่นวาย ตาเห็น หูได้ยิน จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส เย็นร้อนอ่อนแข็ง ใจรับทราบอารมณ์ต่างๆ เป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่อาจเอื้อมปีนเกลียวยุแหย่แปรรูปคดีให้ผิดเป็นถูก ผูกเป็นแก้ แย่เป็นดี ผีเป็นคน พระเป็นเปรต เปรตกลับเป็นคนดี แม้เป็นหรือตายก็มีความสุขนี่คือท่านผู้นิรทุกข์ปราศจากเครื่องร้อยรัดด้วยประการทั้งปวง

ขณะที่องค์หลวงปู่ขาวท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์

คัดเอามาจากประวัติหลวงพ่อทูลครับ คงเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนอีกแล้ว...

" หลวงปู่ก็ได้เล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาแล้วหลายสิบปี หลวงปู่เล่าให้ฟังอย่างละเอียดติดต่อกัน เหมือนกับว่าประสบการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเพียง ๒ - ๓ วันนี้เอง กิริยาท่าทางการแสดงออก หลวงปู่จำได้อย่างแม่นยำทีเดียว หลวงปู่เล่าถึงเหตุที่ทำให้เกิดปัญญาในครั้งนั้นว่า

ในบ่ายวันหนึ่ง ได้ลงไปสรงน้ำที่เชิงดอย เป็นเวลาที่ชาวนากำลังเก็บเกี่ยวข้าว เมื่อมองดูทุ่งนา ก็ล้วนแต่มีข้าวแก่เหลืองเต็มไปหมด ในตอนนั้นน้ำก็ยังไม่ได้สรง ในขณะที่ดูข้าวในนาเขาอยู่นั้น มีความคิดเกิดขึ้นที่ใจว่า เมล็ดข้าวนี้เกิดมาจากอะไร มีอะไรเป็นเหตุให้เมล็ดข้าวเกิดขึ้น

ก็คิดตอบทันทีว่า เมล็ดข้าวเกิดขึ้นจากเมล็ดข้าวเอง เพราะเมล็ดข้าวนั้นมีเชื้อพาให้เกิด เมื่อคนเอาเมล็ดข้าวที่มีเชื้อนั้นไปหว่านลงบนพื้นดิน เชื้อของเมล็ดข้าวนั้นก็เริ่มแตกตุ่มออกมาจากเมล็ดข้าวนั้น ทีแรกก็เป็นตุ่มขาว ๆ เล็ก ๆ มีรากหยั่งลงไปในพื้นดิน แล้วดูดเอาปุ๋ยต่าง ๆ จากพื้นดินมาเป็นอาหาร ต่อมาก็มีต้นข้าวเล็ก ๆ งอกออกมาจากเมล็ดข้าวนั้น หลายวันต่อมาก็งอกงามเหมือนกับต้นหญ้า เมื่อได้ประมาณ ๑ เดือน เขาก็ถอนขึ้นมา แยกออกไปปลูกในพื้นดินอีก ต้นข้าวก็ใหญ่ขึ้นแก่ขึ้น เมื่อโตเต็มที่แล้วก็ออกรวงเป็นเมล็ดข้าวเปลือกอ่อน ๆ จากนั้นเมล็ดข้าวเปลือกอ่อน ๆ ก็แก่ขึ้น มีเมล็ดข้าวสารเกิดขึ้นในเมล็ดข้าวเปลือกนั้น และมีเชื้อติดอยู่กับหัวเมล็ดข้าว เมื่อแก่แล้ว ชาวนาก็จะเก็บเอาเมล็ดข้าวที่มีเชื้อนั้นไว้ เพื่อจะไว้ใช้ทำพันธุ์ต่อไป เมล็ดข้าวที่จะได้เกิดขึ้นมาใหม่ ก็เหมือนกันกับเมล็ดข้าวเก่านี่เอง

หลวงปู่อธิบายต่อไปว่า เมล็ดข้าวที่มีเชื้ออยู่นี้ เมื่อไปตกอยู่กับพื้นดินที่ชุ่มเมื่อไรก็จะเกิดเป็นต้นขึ้นมาอีก แต่ถ้าแกะเอาเปลือกนอกมันออกทิ้งไป แล้วใช้เล็บมือแกะเอาหัวเชื้อที่เมล็ดข้าวออกทิ้งไปเสีย เมล็ดข้าวที่เหลือถึงจะเอาไปหว่านลงในพื้นดินที่ชุ่มไปด้วยน้ำและปุ๋ย เมล็ดข้าวนั้นก็จะไม่เกิดเป็นต้นขึ้นมาอีกเลย หรือเอาเมล็ดข้าวเปลือกนั้นไปคั่วด้วยไฟให้ร้อนไหม้ เมื่อนำมาหว่านบนพื้นดินก็จะไม่เกิดอีกเช่นกัน เพราะเชื้อในเมล็ดข้าวนั้นได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว จึงหมดเหตุหมดปัจจัยที่จะทำให้เมล็ดข้าวเกิดขึ้นมาได้อีก

เมื่อพิจารณาเมล็ดข้าวเสร็จแล้วก็ โอปนยิโก น้อมเอาเมล็ดข้าวนั้นเข้ามาหากาย และน้อมเข้ามาหาใจ แล้วใช้ปัญญาพิจารณาต่อไปว่า ต้นข้าวทั้งหมดเหมือนกันกับร่างกายเรา เมล็ดข้าวนั้นเหมือนกันกับใจเรา เชื้ออยู่ในหัวเมล็ดข้าวนั้นเหมือนกันกับกิเลส ตัณหา อวิชชา การใช้เล็บมือแกะหัวเชื้อที่อยู่ในเมล็ดข้าวทิ้งไป ก็เหมือนกันกับได้ใช้สติปัญญากำจัดกิเลส ตัณหา อวิชชา ออกจากใจได้แล้ว ถ้าใจไม่มีเชื้อที่จะพาให้เกิดเป็นภพเป็นชาติอีก ร่างกายนี้จะมีมาจากที่ไหน ฉะนั้น เรื่องของใจและเรื่องกิเลส ตัณหา อวิชชา ที่มีอยู่ในใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องกำจัดให้หมดไปในชาตินี้ให้ได้ เพื่อจะไม่ให้ภพชาติของเรายืดเยื้อในการไปเกิดใหม่อีกต่อไป

ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ในช่วงที่หลวงปู่เอาเมล็ดข้าวมาพิจารณาด้วยปัญญานี้เอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของวิปัสสนาญาณที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าดูเพียงผิวเผินก็เหมือนกับใช้ความคิดพิจารณาธรรมดา ไม่แตกต่างกันกับความคิดพิจารณาของนักปฏิบัติทั่ว ๆ ไป แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนกัน นั่นคือ กำลังของใจ กำลังของสติ กำลังของปัญญา และกำลังบารมี ที่มาบรรจบกันพอดี เรียกว่า บารมีที่อบรมสะสมมาแล้วในอดีตชาติทั้งหมด และบารมีที่หลวงปู่ได้ภาวนาปฏิบัติ สะสมอินทรีย์ที่แก่กล้ามาในชาตินี้ ตลอดทั้งกำลังความเพียรอื่นใดที่หลวงปู่ได้บำเพ็ญมาแล้วทั้งอดีตและปัจจุบัน เมื่อรวมตัวกันได้แล้วจึงได้เกิดกำลังขึ้น เรียกว่า กำลังของวิปัสสนาญาณ นั่นเอง กำลังของวิปัสสนาญาณนี้จะประหารกิเลส ตัณหา อวิชชา ให้หมดไปจากใจทันที เพราะกำลังของวิปัสสนาญาณนี้ เหนือกว่ากำลังของกิเลสตัณหาทั้งปวง กำลังของวิปัสสนาญาณนี้เอง จึงเป็นจุดเด่นเฉพาะตัวของผู้ที่จะได้บรรลุธรรม

หลังจากนั้น หลวงปู่ก็ได้สรงน้ำ และใช้กระบอกไม้ไผ่ตักเอาน้ำสะพายกลับมากุฏิทันที ในระหว่างที่เดินกลับนี้ หลวงปู่ก็ใช้อิริยาบถเดินจงกรม โดยใช้ปัญญาพิจารณาในสัจธรรมอยู่ตลอด ปัญญานี้จะมีความต่อเนื่องกันจากเมล็ดข้าวดังที่ได้อธิบายมาแล้ว เพื่อเป็นอุบายสอนใจอยู่ตลอดเวลา พิจารณาด้วยปัญญาประกอบเหตุผลให้เป็นไปตามความเป็นจริง ให้ใจได้เห็นทุกข์ โทษ ภัย ในชาติ คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ว่าไม่มีอะไรเป็นของของเราอยู่ตลอดเวลา ปัญญาที่นำอุบายธรรมมาสอนใจนั้นห้าวหาญเด็ดเดี่ยวมาก จะพิจารณาเรื่องใดก็รู้เห็นชัดเจนไปทั้งหมด อุบายปัญญาที่นำมาพิจารณานั้นก็เป็นอุบายเก่า ๆ ที่เคยใช้มาแล้วทั้งหมด แต่ก่อนพิจารณาไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะใจยังไม่ยอมรับความจริงในสิ่งนั้น ๆ แต่เมื่อวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นที่ใจได้แล้ว ก็จะประหารกิเลสตัณหาอวิชชาที่มีอยู่ในใจให้หมดไป

นั่นคือ ใจยอมรับตามความเป็นจริงทั้งหมด จะรู้เห็นในความเกิด แก่ เจ็บ และตาย ว่าเป็นทุกข์ เป็นโทษ เป็นภัย ที่น่ากลัวไปเสียทั้งหมด ชาติคือ ความเกิดในอดีตที่ผ่านมา ก็มีแต่ทุกข์ โทษ ภัย ในชาติปัจจุบันนี้ก็มีแต่ทุกข์ โทษ ภัย เต็มอยู่ในกายในใจทั้งหมด อนาคตที่จะไปเกิดในภพชาติต่อไป ก็จะมีแต่ทุกข์ โทษ ภัย เหมือนในชาติปัจจุบันนี้เอง ใจจึงมีความกลัวในการเกิดเป็นอย่างยิ่ง และเบื่อหน่ายในธาตุขันธ์ที่จะไปเกิดเอาภพชาติอีกต่อไป

ในตอนเย็นวันนั้น หลวงปู่เดินจงกรมใช้ปัญญาพิจารณาอยู่ตลอด เมื่อค่ำมืดหลวงปู่ก็ขึ้นไปภาวนาที่กุฏิต่อไป หลวงปู่เล่าว่า การขึ้นไปภาวนาที่กุฏินั้นใช้อุบายในการทำสมาธิ เมื่อใช้สติกำหนดจิตนิดเดียวเท่านั้น ก็ลงสู่ความสงบเต็มที่ หลวงปู่ว่า นับแต่ปฏิบัติภาวนามาหลายปี เพิ่งรู้จักจิตสงบเป็นสมาธิในครั้งนี้เอง แต่ก่อนจิตมีความสงบเหมือนกับสายฟ้าแลบแวบเดียวก็ถอนออกมา แล้วจึงใช้ปัญญาพิจารณาด้วยอุบายธรรมต่าง ๆ ตลอด แต่บัดนี้ จิตมีความสงบหนักแน่นแน่วแน่มาก

หลวงปู่จำคำสอนของหลวงปู่มั่นที่สอนไว้ว่า ขาว ถ้าจิตมีความสงบถึงฐานของสมาธิแล้ว อย่าไปบังคับให้ถอนนะ ปล่อยให้อยู่ในความสงบนั้นไป จนจิตได้มีความอิ่มตัวในสมาธินั้น ๆ ได้เวลาแล้วจิตก็จะถอนออกมาเอง เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว ก็ให้ใช้ปัญญาพิจารณาต่อไป

ในคืนนั้น หลวงปู่ข่าวได้ปฏิบัติตามโอวาทของหลวงปู่มั่นได้เป็นอย่างดี ในที่สุด หลวงปู่ขาวก็ได้ตัดกระแสวัฏจักรให้ขาดไปจากใจในคืนนั้นเอง ฉะนั้น วิปัสสนาญาณจึงเป็นญาณที่คมกล้า เป็นญาณที่มีกำลัง เป็นญาณที่เกิดขึ้นเพื่อตัดกระแสของกิเลส ตัณหา อวิชชา โดยตรง เมื่อตัดกระแสของอาสวะกิเลสทั้งปวงหมดไปจากใจแล้ว วิปัสสนาญาณก็สลายไป ไม่ได้ตั้งอยู่นาน และไม่มีวิปัสสนาญาณใดเกิดขึ้นมาอีกเป็นรอบสอง เพราะไม่มีกิเลส ตัณหา อวิชชา เหลืออยู่ภายในใจอีกแล้ว

หลวงปู่ขาวพูดว่า ในเวลาจวนจะสว่างของคืนนั้น กิเลส ตัณหา อวิชชา ที่เป็นเจ้าครองหัวใจมานาน กับวิปัสสนาญาณที่เกิดมาต่อสู้กันนั้น ถือว่าเป็นมหาสงครามเลยทีเดียว กิเลส ตัณหา อวิชชา ก็มีความเหนียวแน่นไม่ยอมหลุดออกไปจากใจ และเกาะยึดติดที่ใจเอาไว้ไม่ยอมปล่อยวาง แต่ก็ทนต่อกำลังของวิปัสสนาญาณไม่ไหว วิปัสสนาญาณจึงได้ฆ่ากิเลสให้ตายคายกิเลสออก สำรอกให้กิเลสหลุด จิตก็เข้าถึงวิมุตินิพพานในคืนนั้นแล เป็นอันว่าสงครามระหว่างกิเลสตัณหากับสติปัญญาที่ห้ำหั่นกันมาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ก็ได้สิ้นสุดลงในเวลาจวนสว่างของคืนนั้นเอง

หลังจากที่สนทนากับหลวงปู่จนได้เวลาอันสมควร ก็ต้องลาหลวงปู่กลับไปกุฏิ หลวงปู่ได้สั่งว่า คืนต่อไปมาคุยธรรมะกันอีกนะ คุยกันยังไม่จบ นับแต่เฮารู้ธรรมมานี่ก็หลายปี ยังไม่เคยสนทนาธรรมกับใครยาวถึงขนาดนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดให้ใครฟัง เพราะไม่รู้ภาษากัน หลวงปู่พูดว่า ในครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เคยได้พูดเรื่องธรรมกับอาจารย์มหาบัว แต่ก็ไม่ได้พูดกันนานเพราะไปในงานกิจนิมนต์ด้วยกัน จากนั้นมาก็เพิ่งมีท่านนี่แหละ พาให้ผมได้พูดธรรมะอีก"

คัดมาจากส่วนหนึ่ง ของหนังสือ ใต้จิตสำนึก
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005233
โดยคุณ : อยากรู้ [ 17 พ.ค. 2545 ]

ปรากฏการณ์ทางจิตเมื่อเข้าถึงธรรม - หลวงปู่ขาว อนาลโย

หน้า: [1] 2 3 ... 10