กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ความอิจฉาที่เกิดในใจ ต้องใช้มุทิตากำราบ - พระพยอม กัลยาโณ

การที่คนเรามีความอิจฉาริษยาอยู่ในหัวใจจะทำให้โลกใบนี้เกิดความวุ่นวายเสียหายอย่างมากมาย เรียกว่าความริษยาจะนำโลกไปสู่ความหายนะได้อย่างร้ายกาจ ถ้าถามว่าแล้วมีหลักธรรมตัวไหนบ้างที่จะช่วยให้อาการอิจฉาริษยาที่อยู่ในตัวมนุษย์อย่างเราหลุดพ้นออกไปได้ คำตอบก็คือจะต้องมี “มุทิตา”

มุทิตาแปลว่าความยินดี หรือพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คือเมื่อผู้อื่นได้รับความสำเร็จ มีความสุข ความเจริญก้าวหน้า หากทำได้ก็จะไปเหยียบความริษยาที่อยู่ในใจไม่ให้ออกมา หากเราไม่มีมุทิตาจะรู้สึกทนไม่ได้ที่เห็นคนอื่นดีกว่า ใครรวยกว่า สวยกว่า ได้ดี มีหน้ามีตากว่า ทนไม่ได้

จริงๆแล้วในใจของปุถุชนก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดการอิจฉาตาร้อนกันไปทั้งหมด คำพูดที่ว่า “อิจฉาตาร้อน” อย่างนี้แสดงว่าตาไปเห็นเขาดีกว่า เห็นแฟนเขาสวยกว่า ดีกว่า แล้วเกิดอาการที่เรียกว่าทนยาก หรือไม่อยากทนเห็น ไม่อยากเห็นใครก้าวหน้ากว่า ใครเหนือกว่าเป็นต้องออกอาการทุรนทุราย กระสับกระส่าย ตีโพยตีพาย ร้อนเนื้อร้อนใจ คนอย่างนี้ไม่ช้าก็จะพบกับความหายนะ

ดังนั้น เราต้องเข้าใจว่าหากใครทำอะไรได้ดีกว่า เด่นกว่า ก็อย่าออกอาการเยาะเย้ยถากถาง หมั่นไส้ แต่ควรปลอบอาการตัวเองและยินดีกับคนอื่น หรือควรชมเขาบ้าง คนเราเมื่อได้ชมคนอื่นด้วยความจริงใจแล้วความริษยาก็จะจางหายไป ถ้าคิดแต่อิจฉาแล้วด่าทอคนที่ได้ดีกว่าเรื่อยๆก็เท่ากับว่าเราให้อาหารกับความริษยา

ทุกวันนี้ถ้าใครได้ดูรายการทางโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการข่าวประเภทเชิญแขกมาร่วมในรายการ รู้สึกได้เลยว่าผู้ที่มาร่วมรายการไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ นักวิชาการ หากเชิญมาคุยเรื่องการเมืองคนเหล่านั้นมักจะแสดงออกให้เห็นว่ามีความริษยาในตัวนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เผลอๆมีความอิจฉามากกว่าความเกลียดด้วยซ้ำไป หากมีความเกลียดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเกลียดมากๆเข้าก็จะเป็นความริษยาได้เหมือนกัน ทำให้นักวิชาการบางคนวิชาการล่มสลายที่ทนเห็นใครดีกว่าไม่ได้ คล้ายกับได้ดูละครน้ำเน่า เช่น ถ้าถามว่าคนที่บอกว่าเลวเขามีส่วนไหนบ้างที่ดี ก็จะบอกว่าเลวทั้งหมด ไม่มีส่วนดีเลย ไม่สามารถพูดส่วนที่ดีได้ เพราะถ้าพูดถึงส่วนดีของเขาแล้วจะทำให้ตนเองรู้สึกอึดอัด

เพราะฉะนั้นใครที่มีสันดานริษยาอยู่ในตัว หากเห็นใครได้ดีกว่าควรแสดงความยินดีกับเขา ใช้คำพูดชมบ้าง อวยพรบ้าง ทำให้เกิดมุทิตา แต่ก็มีเหมือนกันที่ปากพูดยินดี แต่ในใจลึกๆแล้วยังยินดีกับใครไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะทำให้ใจวุ่นวาย และถ้าคนในประเทศเป็นอย่างนี้มากๆเชื่อได้เลยว่าคนดีๆที่ไม่เป็นอย่างนี้คงต้องลำบากไปด้วย เพราะความริษยาทำให้คนบนโลกใบนี้วุ่นวาย

ที่บ้านซอโอที่อาตมาจำพรรษาอยู่นี้ 
ก็มีไม่น้อยที่ชาวบ้านอิจฉาชาวเขา
เพราะเห็นว่าเขามีมอเตอร์ไซค์
มีรถปิกอัพ มีไร่ มีนา
และบางคนก็ส่งลูกเรียนจนจบปริญญา
เรื่องอย่างนี้ยังมีความอิจฉากันเลย


มีคนบอกว่า “ฮิตเลอร์” เป็นชาวเยอรมันที่เกลียดพวกยิวมากที่สุด เพราะคนยิวเก่ง
และทำท่าว่าจะเก่งกว่าเยอรมันเสียทุกเรื่อง ก็เลยต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นเรื่องจริง
ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และแน่ใจได้เลยว่าจะต้องเกิดขึ้นอีกในปัจจุบันและอนาคต

หากคนเรายังไม่หมดความริษยาก็จะต้องเกิดเรื่องที่ทำลายล้างกันตลอดไป
เพราะฉะนั้นขอให้ฝึกลดความริษยาลงให้มากๆ เมื่อมันลดลงก็จะทำให้ความริษยาตายไปจากใจเรา
ความริษยาถือว่าเป็นปรปักษ์กับมุทิตา

ดังนั้น หากเรามีมุทิตาคือการรู้สึกยินดีกับคนอื่นที่ได้ดี ความริษยาจะฝ่อแล้วค่อยๆหายไปเอง
แต่ถ้ายังไม่ฝึกแสดงความยินดี  เมื่อเห็นใครได้ดีด้วยความจริงใจแล้วละก็
จะทำให้ตัวเองต้องตายด้วยความริษยาในไม่ช้า

เจริญพร

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข
ปีที่ 5 ฉบับที่ 220 วันที่ 15-21 สิงหาคม พ.ศ. 2552
หน้า 23 คอลัมน์ พระพยอมวันนี้
โดย  พระพยอม  กัลยาโณ
ความอิจฉาที่เกิดในใจ ต้องใช้มุทิตากำราบ - พระพยอม กัลยาโณ
2
เจตนา - หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

ผู้ปฏิบัติพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นไปตามเจตนาของตน เจตนาเป็นแม่เหล็กดึงดูดสำคัญมาก เจตนาว่าโดยย่อก็มีสองจำพวก จำพวกที่ต้องการพ้นทุกข์ในสงสารโดยแท้ย่อมเป็นโลกุตระเจตนา เจตนานั้นเล่าไม่มีท่านผู้ใดจะรับรองเจตนาได้ จะเท็จจริงประการใดก็ต้องเอาเจ้าตัวเป็นพยาน เว้นไว้แต่พระอรหันต์ที่ทรงเจโตปริญญะญาณเท่านั้น จะรู้จักเจตนาของท่านผู้อื่นได้โดยชัดแจ้ง เหลือนอกนั้นคาดคะเนเดาด้นผิดๆถูกๆทั้งนั้น และก็เดาผิดและด้นผิดนั้นแหละเป็นส่วนมากนัก

ถึงแม้ว่าจะเจตนาพ้นทุกข์ในสงสารโดยจริงจังก็ดี แต่ทว่าปฏิบัติผิดก็เนิ่นช้าอีก ถึงจะขยันหมั่นเพียรสักเพียงไรก็ตาม ถ้าปฏิปทาไปทางผิดแล้วก็ไม่คุ้มค่า ไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงได้โดยง่าย เช่นการเจริญกรรมะฐานไม่ถูกกับจริตเป็นต้น และข้อวัตรต่างๆบกพร่อง หรือขาดพระอาจารย์ที่ปฏิบัติถูกปฏิบัติชอบแนะนำ หรือขาดกัลยามิตรสหายที่ดีปลุกจิตใจให้ และสถานที่ไม่อำนวยอัตคัตฝืดเคืองเกินไป หรูหราเกลื่อนกล่นเกินไปไม่วิเวกวังเวงคลุกคลี

จะอย่างไรก็ตาม เมื่อผู้หวังพ้นทุกข์ในสงสารโดยแท้แล้ว สิ่งที่ขัดข้องภายนอกแล้ว ย่อมเป็นเรื่องเล็กน้อยไป เพราะจะช้าหรือเร็วก็ไม่มีการถอยหลังเสียแล้ว หนักก็เอาเบาก็สู้ สู้ทั้งนั้น เพราะตีความหมายว่าสู้กับกิเลสของตน กิเลสนั้นมันชวนสู้ในสิ่งที่ไม่ควรสู้ มันชวนถอยในสิ่งที่ไม่ควรถอย มันมีมายามากกว่าล้านๆนัยยะ แต่ก็เหลือวิสัยของสติปัญญาไปไม่ได้ ที่ว่าบาปไม่ชนะบุญนั้นเป็นของจริงผูกขาดอยู่แต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ไม่ต้องสงสัย

เจตนาโลกุตระชนะเจตนาโลกีย์ไปไม่ขบถคืน ปัญหาของโลกีย์จะรวมพลมาจากไหน
ก่อนจะเลื่อมใสในโลกุตระเล่าก็มิใช่ตื่นข่าว เป็นอจาระศรัทธาอยู่ในตัวแล้ว
เห็นภัยเกิดแก่เจ็บตายวิโยคพลัดพราก จิปาถะสารพัดฝังใจอยู่
มิได้คุ้นเชื่องพอที่จะลืมใจลืมธรรม

ลืมตัวตนอะไรเลย ความเพลินในโลกใดๆก็ผยองไม่ขึ้น เป็นตัวศีลสมาธิปัญญากลมกลืนเป็นกองทัพธรรมสามัคคีอยู่ ไม่ได้แตกแยกกันไปเข้าตู้เข้าหีบภายนอกที่ไหน ยิ่งสำเหนียกพิจารณาติดต่อเนืองๆ สติปัญญาก็สูงขึ้น ฝนตกอยู่บ่อยๆ แผ่นดินก็ชุ่มน้ำก็ขังขึ้นขังขึ้น ภาชนะไม่รั่วหงายรับฝนทนไม่ได้ก็ต้องเต็มด้วยน้ำ พิจารณาไตรลักษณ์เห็นประจักษ์แจ้งพร้อมลมออกเข้าอยู่ พร้อมด้วยอู่สติปัญญาไม่สุ่มเดาคาดคะเนไม่เรียงแบบ เห็นแยบคายกลมกลืนกันในปัจจุบันของธรรมและจิตติดต่ออยู่ ไม่มีอันใดก่อนไม่มีอันใดหลัง เป็นพลังจิตพลังธรรมแน่นหนามั่นคง ตัวหลงๆเหลงๆอวิชชาตัญหาอุปาทานเป็นต้น มันจะขี่ช้างสูบบุหรี่ ถือขอถือง้าวมาจากทิศไหนอีกเล่า ขอแต่ว่าเชื่อธรรมเชื่อวินัยเชื่อจิตเชื่อใจเชื่อสติเชื่อปัญญาตอนนี้ให้พออย่าได้ส่งส่าย ความหน่ายความคลายความหลุดความพ้นไม่ต้องร้องเรียกหาก็ได้ ฯ

ย้อนหลังคืนมาปรารภจำพวกผู้ที่อุปสมบทหรือบรรพชาในพระพุทธศาสนามา แต่มิได้มีเจตนาพ้นทุกข์โดยด่วนในปัจจุบันชาติ เพราะเหตุใดหนอ เพราะเหตุว่าบารมีในชาติก่อนยังอ่อนอยู่มากนัก ไม่สามารถจะหนุนในปัจจุบันชาติให้แข็งแกร่งแก่กล้าได้ ก็ต้องจำเป็นยินดีในม้าก้านกล้วยอยู่นั้นเอง เจตนาและความหวังพอเป็นนิสสัย พอใจเลื่อมใสในอนาคตตะกาล อนาคตตะกาลเบื้องหน้านั้นเทอญ ดังนี้เสมอๆ แต่ก็ยังดีกว่าท่านผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาลัทธิถือว่าไม่มีบาปไม่มีบุญอันหาประมาณมิได้ และยังดีกว่าท่านผู้เคารพนับถือนอกจากศาสนาพุทธไปอักโขอีก เรื่องท่านผู้อื่นเอามาฝืนปรารภไว้

ไฉนจึงเอาเรื่องจำพวกท่านผู้อื่นมาปรารภไว้ จะไม่เป็นอวดดียกตนข่มท่านดอกหรือประการใดล่ะ คำว่าธรรมก็ต้องยกอุทธาหรณ์กล่าวทั่วไปบ้าง เราไม่ออกชื่อพรรคพวกบุคคลเป็นการไม่กระเทือนเลย แม้ถึงอย่างนั้นเรื่องดีเรื่องชั่วก็มีทั่วไปในคำสอนของพระพุทธศาสนา ประวัติที่ดีเด่นก็ประวัติพระอริยะ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น เรื่องที่เลวทรามก็มีเรื่องพระเทวทัตเป็นต้น ฯ พระปุคคละปัญญัติ ก็กล่าวถึงจำพวกบุคคลทั่วไป เรียกว่ากล่าวตามเป็นจริงมิได้ดูหมิ่นกล่าวเท็จ เพราะทางใดดีท่านผู้ต้องการดีจะได้พยายามปฏิบัติเอา ถ้าจะปรารภอันใดที่ดีไม่ได้ เกรงจะผิดใจแต่ผู้ชอบชั่ว คนดีก็สืบโลกไปไม่ได้ คนชั่วบางรายก็ถอนตัวมาเป็นคนดีได้ เพราะเห็นโทษในชั่วของตน คนชั่วก็มาจากคนดีเพราะดียังไม่แน่นอน ไม่เหมือนพระโสดาบัน พระโสดาบันดีไปไม่ถอยหลังจนถึงที่สุดทุกข์โดยชอบ โลกีย์ดีโลกีย์ชั่วเป็นของไม่แน่นอน หมุนเวียนเปลี่ยนไป

มาสาละวนอยู่บรรดาท่านผู้เข้าสู่อนุปาทิเสสะนิพพานไปแล้ว
ก็ไปจากชั่วมาจากชั่วทั้งนั้น พระเทวทัต ก็จะพ้นจากชั่วแล้ว จะไปพระปัจเจกในอนาคต ฯ
ที่กล่าวว่าพระอรหันต์ไม่มีบาปไม่มีบุญนั้นเป็นของจริงแท้ เพราะเหตุว่า
พระอรหันต์นั้นสร้างบุญเต็มแล้ว จะเอาบุญไปเทใส่จิตใจขององค์ท่าน
ก็ไหลทิ้งเพราะเต็มแล้ว และองค์ท่านก็เว้นบาปพอแล้ว

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องควรเข้าใจให้ชัดทั้งนั้น มิฉนั้นแล้วจะทำตนให้เป็นสุขก่อนห่ามจะเลยเถิดแต่กิเลสความเดือดร้อนทางใจยังเป็นฟืนไฟเผาขันธสันดานอยู่ แล้วฟิตตัวเองให้อยู่เหนือบาป เหนือบุญแบบดื้อๆ บุญสร้างยังไม่พอ บาปก็เว้นหรือละยังไม่พอ ก็ย่อมอยู่เหนือบาปบุญยังไม่ได้ พระอรหันต์ประเภทใดๆก็ตาม ไม่มีขณะใจใดจะเดือดร้อนใจเท่าเม็ดงาขาริ้นเลย เพราะมารเดือดมารร้อนตามไม่ถึงใจพระอรหันต์ พระอรหันต์ทอดบังสกุลความเดือดร้อนทางจิตใจแล้วด้วยพระปัญญาญาณอันถ่องแท้ เป็นสัมมาญาณะแท้ไม่ปลอมแปลง เป็นสัมมาวิวุติแท้ ไม่มัดใจให้เดือดร้อน

ท่านผู้ต้องการให้เหือดแห้งจากทะเลหลง ต้องพิจารณาวิปัสนาอยู่แบบบรรจงไม่ลดละได้ สมาธิล้วนๆนั้นไซร้พักอยู่ได้เป็นบางครั้งบางคราว หมดกำลังแล้วก็ถอนออกมา เพราะอยู่ใต้อำนาจอนิจจะตาอันละเอียด หัดให้รู้ทุกกระเบียดแห่งอานิสงส์ ไม่ยืนยงคงถาวรถ้านอนใจ จิตติดสมาธิมากไม่อยากจะพอใจพิจารณาสังขาร นิพพิทาญาณก็ไม่เปิดประตู เพราะมัวแต่สำคัญว่าดูเราสงบได้ ใจชนิดนั้นธรรมชนิดนั้นเป็นขั้นพระพรหมโลก ยังมิได้ข้ามโอฆะแห่งโลกสงสาร ตัวอุปาทานยังติดต้อยห้อยดูอยู่ เพราะไม่มีการต่อสู้นิ่งอยู่ในหลุมเพาะ ทางที่เหมาะอย่าได้พักในสมาธินาน เปรียบเหมือนคนทำงานเมื่อพักอยู่นาน งานก็นานเสร็จสิ้น เมื่อไม่พักเสียเลยก็ไม่ได้กำลัง จงระวังอย่าให้เนิ่นช้า มุงเรือนยังไม่ทันเสร็จนั้นนา เมื่อฝนตกชุกมาก็หอบผ้าตะลีตะลานหาที่กำบัง อนิจจังฯ

เจตนา - หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
คัดลอกจาก หนังสือ ธรรมะหลวงปู่หล้า เขมปัตโต
วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ)ต. หนองสูงใต้ อ. หนองสูง จ. มุกดาหาร

3
ต่อ......

เพราะเหตุนั้น เราควรพยายามอบรมจิตใจให้เข้าใจชัด ให้เห็นชัดในความจริง ตลอดถึงรู้ นี้เป็นส่วนทุกข์เกิด
นี้เป็นส่วนให้ทุกข์เองตามธรรม ท่านแสดงอย่างไร มันก็ให้เห็นจริง แจ้งประจักษ์ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน
ส่วนนี้เป็นหนทางออกจากทุกข์ ส่วนนี้เป็น

ความดับทุกข์ เราก็ศึกษาตรวจตรองให้เป็นพยานแจ้งประจักษ์ ตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เหมือนเราทั้งหลาย กำลังประพฤติ หัดปฏิบัติจิตตภาวนาในปัจจุบันนี้ เป็นมรรคปฏิปทาที่พระพุทธเจ้าสอนว่า ควรเจริญ สติควรเจริญ สมาธิควรเจริญ ควรปฏิบัติ สติควรเจริญให้มีขึ้น เป็นไปในกายก็ได้ ในจิตก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้เกิดความรู้ ความจริง มีอยู่ในตัวของเรา ที่จะนำมาซึ่งความสุขและความทุกข์ เพียงสติตามระลึกกาย เช่น กายมีทุกข์เกิดขึ้น เราก็จะได้รู้ชัดว่า
ส่วนไหนส่วนทุกข์ ทุกข์เพราะเหตุใด

ถ้าเราพิจารณาไปไม่เหลือวิสัย เราก็จะได้เห็นทั้งเหตุ ทั้งผล

เวลาเราได้รับความสุข เราก็มีสติ พอที่จะระลึกได้ว่า เวลานี้เรามีความสุข มีความสงบ มีความสบาย
ความสุขเกิดขึ้นเมื่อไร ความสงบก็มีพร้อม ไม่วุ่นวาย ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง ผ่องใส

เพราะฉะนั้น เราก็รู้ชัดว่า มีความสุขที่เกิดขึ้นเพราะมาจากไหน เรามีสติอย่างไร
เราพิจารณาอย่างไร เรามีอารมณ์อันใด เราก็จะได้ทราบตัวของเราเองชัด เป็นพยานหลักฐาน


เพราะฉะนั้น การรู้ธรรม เห็นธรรม ไม่ใช่รู้เพราะคนอื่นบอก หรือคนอื่นรู้ เฉพาะที่เรามาปฏิบัติ
ตามที่ท่านสอนให้ถูกต้อง ตรงตาม เราเป็นผู้ปฏิบัติ เราเป็นผู้รู้ยิ่งกว่าใครๆ ทั้งหมดในตัวของเรา

เพราะฉะนั้น เราควรประพฤติ ปฏิบัติด้วยตนเอง ที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ให้เราสวด
เรามีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด
อันนี้เป็นความจริงเหมือนกัน เป็นสัจจธรรมเหมือนกัน

ถ้าเราพิจารณาดีแล้ว เราได้พึ่งเคราะห์กรรมของเราที่เรากระทำทุกวัน ส่วนที่อาศัยการกระทำของเราเท่านั้น ไม่ใช่คนอื่นจะทำแทนให้เรา เราเป็นคนดี เราก็ต้องเป็นผู้สร้างมา จึงปรากฏขึ้นมา ไม่ปรากฏแก่บุคคลผู้ไม่กระทำ เป็นความไม่ดี ก็บุคคลนั้นสร้างขึ้นมา ในตัวของเราเองแล้ว ก็ปรากฏขึ้นแก่ตัวของเราเอง จากตัวของเราเอง เมื่อเราก็เห็นอยู่ ประจักษ์อยู่อย่างนั้นน่ะ ศรัทธาของเราก็ตั้งมั่นไม่ง่อนแง่น คลอนแคลน เรียก อจลศรัทธา

เมื่อศรัทธาตั้งมั่น ความเชื่อตั้งมั่น อยู่ในจิตใจแล้ว บุคคลผู้นั้น ไม่ถอยหลังในการปฏิบัติ
ในการอบรมสมาธิ เพราะเห็นแจ้งประจักษ์ในใจ เป็นพยานหลักฐาน จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
ความสุขที่แท้จริง คือการอบรมจิต ที่พระพุทธเจ้าว่า

นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอย่างอื่นยิ่งกว่าการ อบรมจิตให้สงบไม่มี

เมื่อจิตของเราสงบในเวลาใด เวลานั้น ก็มีความสุข ในกาลใด จิตของเราไม่สงบ เพราะเหตุเกิดขึ้นกับจิตเองก็ดี จากภายนอกกระทบกระเทือนก็ดี ในกาลนั้นความสงบที่เคยมี จิตที่ละเอียดอย่างนั้น ก็หายไป ความทุกข์ก็เข้ามาแทน เราก็สามารถจับเหตุ จับผล ได้ทั้งสุขและทุกข์ ถ้าเรามีสติคอยกำกับ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ที่สิ่งที่เราชอบและพอใจ เช่น การภาวนา ความมุ่งหมาย เพื่อให้เรามีสติกำหนดรู้จิตใจของเรา เป็นการอบรมจิตใจไปในตัว ในเฉพาะปัจจุบัน คือ เรากำลังอยู่ที่ระลึก พุทโธ พุทโธ ก็เพื่อให้มีสติเข้าไปรักษาจิตนั้นเอง เพราะผู้ระลึกนั้น สติ ผู้รู้ว่าเราระลึกนั้นนะ อะไรที่อยู่ในจิต อารมณ์ทั้งหลายที่อยู่ในจิต ความสุข ความทุกข์ ความสงบ ไม่สงบ อันนั้นเป็นธรรม ธรรมารมณ์ที่มีอยู่ในจิต เพราะฉะนั้น ในทางเดียวกัน เราได้ทั้งธรรม เราได้รู้ทั้งธรรม รู้ทั้งจิต ที่มันมีอยู่ด้วยกัน ธรรมส่วนไหนที่ทำให้จิตสบาย ธรรมส่วนไหนที่ทำให้จิตไม่สบาย เราก็รู้ เพราะเหตุนั้น นักปฏิบัติที่เป็นนักสำรวจ มักจะกลับมาดูตัวเองมากกว่าจะเอาเรื่องของคนอื่น ส่องจิตใจของเราเอง แก้ไขปัญหาของเราเอง เมื่อเราแก้ปัญหาของเราเอง อย่างถูกต้องกับธรรมแล้ว บัณทิตผู้รู้ธรรมทั้งหลาย เขาเห็นถึงแม้ว่าเราไม่อวดอ้าง ว่าเราอย่างนั้น อย่างนี้ ท่านมองพลั๊บเดียว ท่านฟังคำพูดคำสองคำ ท่านรู้ว่าเป็นบัณฑิต หรือไม่ใช่บัณฑิต ที่แสดงออกมา คนมีสติ มีความคิดอันถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง

เพราะเหตุนั้น เราทั้งหลาย เรานั้นเองแหละเป็นผู้รู้ เรานั้นเองแหละเป็นผู้อบรมตัวของเรา
เพราะฉะนั้นเราควรเอาใจใส่ เราจะพ้นจากทุกข์ภัยได้ เพราะการอบรมจิตของเราเอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงแต่ชี้บอกทางเท่านั้น ส่วนการเดินให้ถึงนั้น
เราจะต้องใช้แรงกำลังของเราดำเนินไปให้ถึง ด้วยความเพียรของเราเอง

เพราะฉะนั้น การที่เราจะพ้นจากทุกข์ได้ ด้วยความพยายามของเราเท่านั้น
ไม่มีใครจะแทนเราได้ ขอให้เราทั้งหลายพยายามปฏิบัติ ไม่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย


เพราะการปฏิบัติธรรม การรู้ธรรม เห็นธรรมนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยสำหรับพวกเราเลย
ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย มีธรรมเสมอกันหมด แต่ตัวเราแยกเป็นหญิง เป็นชาย

ทำอาการ กิริยา ของโลกบัญญัติขึ้นมา ถ้าการแยกเป็นส่วน เป็นผม เป็นขน เป็นเล็บ เป็นฟัน เป็นหนัง เป็นเนื้อ อาการ 32 แล้วเท่ากันหมด เพราะฉะนั้น อาจสามารถจะรู้ได้เหมือนกันหมด ส่วนไหนเป็นอย่างไร เป็นของสะอาด เป็นของไม่สะอาด เป็นของเที่ยง เป็นของไม่เที่ยง มีความทุกข์อย่างไร เราก็สามารถค้นพบอยู่ในนี้ ด้วยสติอันดี ด้วยจิตอันดีนี้เอง เราจะเกิดความหลง หรือเกิดความฉลาด เราก็สามารถที่จะอบรมให้จิตใจของเราให้เห็นที่ถูกต้องได้ ให้เกิดความฉลาดได้ ให้เป็นมรรค เป็นหนทางปฏิบัติขึ้นมา ด้วยความฉลาดและพยายามของเราทุกๆ คน

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรพยายาม วิริเยนะ ทุกฺขมจฺเจติ คนจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียรเท่านั้น ไม่มีใครขี้เกียจ ขี้คร้าน ไม่เอาใจใส่ เลินเล่อเผลอตัวมัวเมา ให้จิตเลื่อนลอยไปตามกระแสของโลก ตามคลื่นของโลกแล้วพ้นจากทุกข์ เป็นอรหัตอรหันต์ ไม่มีในอดีตที่ผ่านมา ไม่ทราบกี่หมื่น กี่พันปี แม้พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงสั่งสอน ก็ล้วนแต่ว่า บุคคลที่จะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรมีสติ ให้ระลึกชอบ ให้มีความเพียรชอบ
แล้วตั้งใจปฏิบัติอย่างนี้อยู่เสมอ วันหนึ่งข้างหน้าของเราจะถึงฝั่ง
อันพ้นจากทุกข์แน่นอน


เพราะเหตุนั้น ขอให้เราทั้งหลาย พยายามปฏิบัติดูจิตใจของเรา โดยเฉพาะเจาะจงในปัจจุบัน อย่าให้เผลอตัว สังเกตดูอยู่นั้นแหละ จิตสบายก็ให้รู้ว่าสบาย จิตไม่สบาย เราก็ไม่ต้องเดือดร้อน กับเรื่องไม่สบาย ก็เป็นเรื่องของเวทนา เรื่องผู้รู้ เราหน้าที่รู้เท่านั้นแหละ ขอให้รู้ต่อเนื่องกันไป อย่าเผลอไปตามอาการสบายหรือไม่สบาย อย่าเผลอไปตามอาการสงบ หรือไม่สงบ อันนั้นเป็นเรื่องของสังขาร มันแต่งมันเอง มันมีตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เรื่องผู้รู้สังขาร มันก็เหนือสังขารอีก

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายพึงเข้าใจให้ถูกต้องแล้วพยายามดูเรื่องสงบ ไม่สงบ อย่าเอามันมาเป็นเครื่องกังวล เราแต่เพียงแต่ ดูไป พุทโธ ดูไป ดูไป ดูไป มันค่อยละเอียดไปเอง สังขารมันจะแต่งมรรค แต่งผลให้เรา ให้เรารู้อีก ถ้าสังขารชอบ ทุกอย่างมันก็ชอบไปด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยิน ได้ฟังแล้ว จดจำไว้ให้ดี นำเข้ามาอบรม เราก็จะได้ประสบความสุข ความเจริญในชีวิตของเรา

ยุติเพียงเท่านี้ก่อน ให้กำหนดภาวนาจนสมควรแก่เวลา

พ้นทุกข์ด้วยความเพียรชอบ - หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ
วัดป่าเขาน้อย อ. เมือง จ. บุรีรัมย์

คัดลอกจาก หนังสือ "ธรรมลังการ"
ซึ่งพิมพ์เนื่องในโอกาสที่หลวงปู่เจริญอายุครบ ๘๑ ปี
เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๓

4
พ้นทุกข์ด้วยความเพียรชอบ - หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

เราทั้งหลาย เตรียมตัว ตั้งสติระลึก สำรวมกายของเรา ตั้งสติระลึก สำรวมวาจา
หยุดการสนทนาปราศรัยกันชั่วคราว เราจะได้ปฏิบัติจิตตภาวนา
ที่เราได้ตั้งใจมา เราจะมาปฏิบัติต่อเนื่องกันมาตามลำดับ

การภาวนา เป็นเรื่องที่ละเอียด จะต้องอาศัยความสงบ สงัด จะต้องอาศัยความวิเวก
จะต้องอาศัยความสำรวมเพราะเหตุนั้น ถ้าหากว่าภายนอกไม่สงบ ก็ก่อกวนภายใน ยากจะสงบได้


เพราะฉะนั้น เราก็ตรวจตรองดู สำรวมจากภายนอกคือกาย ให้เรียบร้อย ถ้าเราไม่สำรวมแล้ว กายของเราก็จะเป็นเหตุ อาศัยความไม่สำรวม ไปก่อกวนสะเทือนจิตใจของเรา เช่นเดียวกัน วาจาก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่มีสติสำรวม ละเว้นแล้ว เป็นเรื่องกระทบกระเทือน ก่อกวนจิตใจ ทำให้จิตใจของเราได้สัมผัสแต่อารมณ์หยาบๆ จะละเอียดไปได้ยาก เพราะการสำรวมกาย สำรวมวาจานี้ เป็นพื้นฐานรองรับซึ่งสมาธิ คือ ความสงบและความมั่นคง

คำพูดอีกอย่างหนึ่ง การสำรวมกาย สำรวมวาจา ท่านเรียกว่า รักษาศีล คือ ความสำรวมกาย วาจา ให้เรียบร้อย ทำไมการสำรวมกายสำรวมวาจา ท่านจึงเรียกว่าศีล เพราะเป็นเครื่องปิดประตู ทางกาย ทางวาจา ไม่ให้อารมณ์ภายนอกอันเป็นอกุศล มาก่อกวนจิตใจเราได้ เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความสงบ ในส่วนของกายและวาจา กาย วาจา เพียงระลึกสำรวม ตั้งใจว่าเราไม่ทำ มันก็สงบได้ ไม่เหมือนใจ ส่วนใจเรานึกว่าจะให้สงบ แต่มันก็ไม่สงบทีเดียว จะต้องอาศัยการฝึก การอบรม ด้วยความสำรวม ระวังภายในจิตใจอีกชั้นหนึ่ง แต่จิตใจนี้ ถ้าหากว่าเราสำรวม อบรมได้ดีแล้ว ใช้การใช้งานได้ดียิ่งกว่า การอบรมใดๆ ทั้งหมด

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา พระองค์ทรงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย
เราไม่เห็นการฝึกอย่างอื่น ที่จะใช้การใช้งานได้ดี เหมือนกับการฝึกอบรมนี้เลย


จิตนี้หากว่าได้อบรม ฝึกฝนให้ดีแล้ว ย่อมใช้การใช้งานได้ดี

โดยอาศัยพุทธภาษิตข้อนี้ เราก็หยิบยกขึ้นมาพินิจพิจารณาเพื่อจะได้เห็น สมที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้ ให้เห็นแจ้งประจักษ์ ในจิตใจของเราด้วย ให้เข้าใจอันถูกต้อง ว่าการฝึกฝนจิต หรือจิตที่ได้รับการฝึกฝนดีแล้ว ย่อมใช้การใช้งานได้ดีจริงๆ ไม่ว่าฝึกฝนวิชาการใดๆ ในโลก ก็ย่อมคล่องแคล่วทำให้สำเร็จในวิชาการนั้นๆ มีความเจริญก้าวหน้าไปตามลำดับ โลกที่มีความเจริญทางวิชาการ ก็เพราะวิชาการเหล่านั้น มาปรากฏ มีจิตเป็นเครื่องรับรอง เป็นเครื่องแสดงออก เป็นเครื่องค้นคว้า คิดขึ้นมา กระทำให้ปรากฏเห็นแจ้งประจักษ์แก่โลกทั่วๆ ไป

เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าจิตนี้เป็นสิ่งที่ละเอียด ไม่สามารถที่จะเอาสิ่งใดมาจับได้ แต่สิ่งที่ละเอียดนี้
ก็มีพลังที่สามารถเป็นรูปธรรม ด้วยอำนาจสติปัญญา ที่เกิดขึ้นทางจิตใจ ให้เป็นรูป เป็นวัตถุปรากฏขึ้นมา
ที่แสดงความสามารถอาศัยจิตละเอียดๆ นั้นแหละ เป็นต้นเหตุ ก่อขึ้นมา สร้างขึ้นมา จึงปรากฏ

เพราะเหตุนั้น จิตจึงเป็นสิ่งที่สำคัญตามหลักธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า
เป็นเหตุผลแห่งความจริงที่เราควรเชื่อ และรับรองได้ไม่ต้องสงสัย
เพราะฉะนั้น การอบรมฝึกฝนจิต เรียกว่า จิตตภาวนา จึงเป็นงานที่สำคัญยิ่ง

เราทั้งหลาย ควรให้ความสำคัญ ในการภาวนา อบรมตัวของเราเองว่า เป็นกิจที่เราควรจะเอาใจใส่ อย่ามองดูดาย สักแต่ว่าทำ เมื่อเราทำเล่นๆ ความรู้ปรากฏออกมาก็เป็นของไม่แน่นอน ไม่จริงจัง ถ้าเราทำอย่างจริงจัง ตั้งใจเพื่อให้รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ เพื่อให้เห็นในธรรมที่เรายังไม่เห็น เพื่อให้ถึงในธรรมที่เรายังไม่ถึง ถ้าเราไม่ลดละความเพียรพยายาม ย่อมมีผลปรากฏตอบแทนในตัวเรา ได้แจ้งประจักษ์ สัมผัสในธรรมนั้นๆ ให้ปรากฏขึ้นในตัวของเรา ไม่ต้องสงสัย ไม่มีใครตั้งแต่เกิดมาแล้ว ก็ได้รู้ธรรม เห็นธรรม แล้วจึงปฏิบัติ ทุกๆ คน ล้วนแต่มาจากความไม่รู้ทั้งนั้น เกิดมาล้วนแต่มีความไม่รู้ทุกคน ที่มีความรู้ ความฉลาด ล้วนแต่เรามาฝึกมาอบรม ได้สัมผัสจากสิ่งที่มีอยู่ในโลก มีประการต่างๆ ถ้าใครมีความเพียรพยายาม อบรมฝึกฝน เอาใจใส่ สำเหนียกศึกษาในทางใดมาก ผู้นั้นก็ชำนิชำนาญ ได้รับการฝึกฝนจากสิ่งนั้นๆ แล้วมาใช้การในสิ่งเหล่านั้น

สำเร็จประโยชน์ ให้เกิดความสุขจากการฝึกฝน แน่นอน ทำให้บุคคลนั้น มีความเจริญในชีวิตจิตใจ
ถ้าหากเรามาฝึกฝนในทางธรรม เราก็ย่อมได้ความรู้ ความฉลาด ในการงาน ในทางธรรม ตามกำลังที่เราฝึกฝน
หรือสามารถที่จะอบรมได้ มีผู้ได้ประสบผลความสำเร็จจากการปฏิบัติที่แท้จริง เป็นจำนวนมากต่อมาก
ท่านเหล่านั้นล้วนแต่เป็นผู้ฝึกฝนจิตใจแล้ว

เพราะเหตุนั้น เราทั้งหลาย ควรทำความพอใจ ใจเป็นของละเอียด เราควรพยายามเป็นนักสังเกต นักตรวจตราจิตใจของเรา เรียกว่า โอปนยิโก น้อมเข้ามาหาจิตใจของเรา เปรียบเทียบให้มาก เห็นสิ่งไหนไม่ดี แล้วก็รับผลไม่ดี เวลามีผล เราก็ศึกษาไปหาเหตุ เวลามีเหตุ เราก็ศึกษาไปหาผล เรียกว่า อนุโลม ปฏิโลม เราก็จะได้เป็นเยี่ยงอย่าง ได้ผลลัพธ์อันถูกต้อง เป็นตัวอย่าง เป็นหลักวิชาการ หรือเป็นหลักสูตรการดำเนินเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น

เพราะธรรมะนั้น เหตุกับผลตรงกัน ไม่บิดเบือนเหมือนสิ่งอื่น
สิ่งอื่นอาจจะเหตุอย่างหนึ่ง ผลออกมาอย่างหนึ่งก็ได้ หลอกลวงให้คนหลง ก็ได้


ส่วนธรรมะ ไม่เคยหลอกลวงใครเลย เป็นไปตามสูตรของธรรมะ ให้ปรากฏรู้ได้ ถ้าเราเข้าใจถูกต้อง การเรียนธรรมะง่ายกว่าวิชาทางโลก เพราะทางโลกต้องใช้อุบาย เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ บิดเบือน ส่วนธรรมะนี้ ตรงไปตรงมา เหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพทธเจ้าว่า ทุกฺขํ อริยสฺจจํ ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา ทุกข์เป็นของจริงอย่างประเสริฐ หรือเป็นของจริงที่พระอริยเจ้าได้ค้นพบแล้ว ท่านเชื่อมั่น มีอะไร คือ มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย

ในข้อนี้ เป็นสิ่งที่เปิดเผยอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เป็นสิ่งปกปิด แม้แต่ ความเกิดมาแล้ว เจ็บตายอย่างไร ในอดีตมีอย่างไร จนถึงปัจจุบันนี้ มีอยู่อย่างนั้น ไม่เคยเปลี่ยนแปลง สิ่งใดที่ก่อกวนทำให้คนทุกข์ เพราะการกระทำอย่างนั้นให้มีทุกข์ เกิดขึ้นอย่างนั้น ตั้งแต่อดีตจนถึงสมัยปัจจุบัน เมื่อใครกระทำแล้ว ประกอบแล้ว ย่อมได้รับผล คือ ความทุกข์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย

ความโลภ เมื่อเกิดขึ้นในบุคคลแล้ว ทำให้จิตบุคคลนั้นมีความทุจริต ทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง
ทางจิตใจบ้าง แล้วก็ให้ผลเป็นทุกข์ ตั้งแต่อดีตมาอย่างไร แม้ในปัจจุบัน บุคคลที่ถูกทางโลกครอบงำ
ย่อมประพฤติทุจริต ทางกาย วาจา ใจ แล้วก็เป็นทุกข์ ไม่มี

ใครนิยมชมชอบ เช่นเดียวกัน บุคคลที่มีสติปัญญาดี
เห็นโทษของความโลภ แล้วสำรวมจิต ไม่มีความโลภ พยายามแก้ไข

การแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีพ ก็หาด้วยสติ หาด้วยปัญญา ไม่ให้อกุศลเหล่านั้นครอบงำได้
บุคคลผู้นั้นก็มีความงาม ได้รับความนิยม ชมชอบ นับถือจากประชาชน เพราะเป็นกุศลที่ในจิต
มีผลงานออกมา อยู่ที่ไหนไว้เนื้อเชื่อใจ

เช่นตัวอย่าง การกระทำสุจริตด้วยกาย การกระทำสุจริตด้วยวาจา พูดแต่ความสัตย์ ความจริง
กายกระทำแต่กรรมที่สะอาด ไม่เบียดเบียนตน และบุคคลผู้อื่น ได้รับความนิยมชมชอบ
วางใจในสังคมทั่วไป อยู่ที่ไหนก็ไม่ได้รับความเดือดร้อน เป็นเหตุให้เขาเคารพนับถือ
เชื่อมั่นในคำพูดของบุคคลเหล่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีผลอย่างนี้ตั้งแต่อดีต

ที่พระพุทธเจ้าทรงพาสาวก ประพฤติ ปฏิบัติ ได้รับผลดีมาอย่างไร และในปัจจุบันในธรรมส่วนนี้
สังคมยังรับรองว่าเป็นคนดี รับรองเป็นคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจ จะไปอยู่ในถิ่นฐานสถานใด
ก็ไว้เนื้อเชื่อใจ ไว้ใจไม่ทำลายให้เกิดความเสียหาย ในสถานที่นั้นๆ เรียกว่า บุคคลผู้มีสิริมงคลก็ว่าได้


เพราะฉะนั้น การอบรมจิตใจ ให้ได้รับความฉลาด สามารถมองเห็น ทางดีตามความเป็นจริง และไม่ดีตามความเป็นจริง ตลอดถึงรู้ทุกข์ตามความเป็นจริง ธรรมะ แล้วเราปฏิบัติความจริงเท่านั้น เปิดเผยให้แจ้งประจักษ์ ก็มีความเชื่อมั่น สร้างศรัทธาเพิ่มขึ้น ในธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และในกรรม การกระทำของเรา ว่าที่เราทำนี้ไม่เป็นหมัน ไม่มีความสงสัยว่า เราตายไปแล้ว เราจะเกิดจริงไหมหนอ บุญที่เรากระทำนี้จะเป็นสมบัติของเรา ติดตามจริงไหมหนอ ความดีที่เราทำมีจริงไหมหนอ สิ่งเหล่านี้ ถ้าเราไม่ตรวจตรา พินิจพิจารณาให้เกิดปัญญาขึ้น ได้ยินที่ท่านพูดแล้ว จิตใจยังไม่เชื่อมั่น เพราะความลังเลใจ ไม่แจ้งประจักษ์ เป็นตัวขัดขวางบุญกุศลที่เรายังไม่ได้ เราก็ไม่แน่นอนในใจได้ลงไป มีสิ่งขัดขวางเล็กๆ น้อยๆ
เราก็ทำไม่ได้ เพราะกำลังยังอ่อน ไม่ต่อสู้

มีต่อ.....

5
จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส - หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ต่อไปนี้ให้พากันตั้งใจนั่งสมาธิภาวนา ปล่อยวางอารมณ์ภายนอกภายในออกไปให้หมด ตั้งใจบริกรรมภาวนา วันนี้เป็นวันสิริมงคลวันหนึ่ง เป็นวันอุโบสถในทางพุทธศาสนา ให้พวกเราทั้งหลายได้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติภาวนา ที่ถ้ำผาปล่องนี้สถานที่ที่เราอาศัยอยู่ เป็นสถานที่สิริมงคล เมื่อเรามาสู่สถานที่สิริมงคลแล้ว อย่าปล่อยให้จิตใจฟุ้งซ่านไปที่อื่น จงตั้งอกตั้งใจภาวนา ดำเนินกายภายในดวงจิตดวงใจ
           คำว่าภาวนานี้ ได้แก่สงบจิตสงบใจ ไม่ให้ใจวุ่นวาย คิดถึงบ้านเรือน คิดถึงลูกหลาน วุ่นวายไปภายนอก ให้พากันระลึกถึงมรณภัย มรณกรรมฐานมันใกล้เข้ามาทุกวันทุกคืน ไม่ใช่ว่าเราอยู่ที่เก่า สังขารธรรมทั้งหลาย รูปร่างกายของเราทุกคน มีความเจ็บไข้ได้ป่วย มีความชำรุดทรุดโทรม เสื่อมไปสิ้นทุกวันคืน แม้ผู้ที่ยังเด็กยังหนุ่ม ก็อย่าประมาทมัวเมาว่าข้าพเจ้าไม่แก่ การตายไม่เฉพาะแต่คนแก่ บางคนคนหนุ่มนั้นตายก่อนคนแก่ก็มี คนแก่ยังยืนยาวคราวไกลไปก็มี ทุกคนจงระลึกถึงมรณภัยคือความตาย ไม่มีทางหลบหลีก แม้หลบหลีกได้ว่า ในเวลาเราหนุ่มแน่น กำลังดีไม่ตาย เมื่อถึงวัยแก่วัยชราก็ไม่มีทางหลบ จำเป็นต้องแตกดับทำลาย
           แต่ผู้ใดภาวนาดี ละกิเลสความโกรธหมดไป ละกิเลสความโลภหมดไป ละกิเลสความหลงหมดไป ผู้นั้นก็ไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อนประการใด แม้ความตายมาถึงเข้า ท่านก็ยอมตาย คือ ท่านเห็นแล้วว่า ตายเป็นเรื่องของธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม มันกระจัดกระจายไปเขาก็เรียกว่าตาย ใช้การไม่ได้ เขาก็เรียกว่าตาย จิตใจมันไม่ได้ตาย
           จิตใจไม่ได้ตายนั้น ย่อมส่อแสดงให้เห็นแล้วว่า แม้พระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่เราว่าท่านดับขันธ์เข้าสู่นิพพานแล้ว มันก็เป็นแต่ว่าดวงจิตดวงใจของท่านส่วนหนึ่ง ร่างกายของท่านแตกดับไป แต่จิตใจเป็นของไม่ตาย แต่จิตนี้เมื่อละกิเลสราคะ โทสะ โมหะ หมดไปแล้ว ออกจากจิตใจไปแล้ว เหลือแต่จิตอันบริสุทธิ์ผ่องใส จะอยู่ที่ใดเป็นอะไร ก็ ชื่อว่าอยู่ในนิพพาน ไม่มีเรื่องราวอะไร ที่จะมาทำให้ท่านเป็นทุกข์เป็นร้อน อย่างสามัญชนคนเราทั่วไป
           คนเราทั่วไปที่มันทุกข์มันร้อนอยู่ ก็คือว่ากิเลสทางตา ได้แก่ รูป ตาเห็นรูปก็เกิดกิเลส หูได้ยินเสียงก็เกิดกิเลส เพราะกิเลสมันยังไม่ดับ จึงจำเป็นต้องตั้งอกตั้งใจภาวนา อย่ามีความท้อถอย ผู้ใดท้อถอยชื่อว่าเป็นผู้มัวเมา จะต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ในภพน้อยภพใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด ยุ่งเหยิงอยู่ด้วยกิเลสกาม วัตถุกาม
 
           ตั้งแต่วันนี้ไป ให้พากันตัดบ่วงห่วงอาลัย อารมณ์สัญญาที่คิดถึงบ้านถึงเรือน ถึงลูกถึงหลาน ถึงอะไรต่อมิอะไรให้ตัดขาด ว่าสถานที่เรานั่งสมาธิภาวนาอยู่นี้ เท่ากันกับว่าเป็นสถานที่วิเศษ เป็นทางที่จะให้เราทุกคนละกิเลสให้หมดไปสิ้นไปได้ ถ้าตั้งใจภาวนา แต่ไม่ใช่ว่าสถานที่จะมาละกิเลสให้เรา ใจเรานี้แหละภาวนาละกิเลสเอาเอง
           กิเลสนั้น เมื่อผู้ใดเลิกได้ละได้แล้ว ไม่เลือกว่าเณร ไม่เลือกว่าพระ ไม่เลือกว่าจะสมมุติว่า เป็นธรรมยุต เป็นมหานิกาย อะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ใช่สมมุตินั้นละกิเลส การละกิเลสมันเป็นเรื่องภายในจิตใจของแต่ละดวงจิตดวงใจ ผ้าขาวผ้าเหลืองไม่ได้มาละกิเลสให้ สถานที่ก็ไม่ได้มาละกิเลสให้แก่เรา จิตใจเรานั้นเองเป็นผู้ละกิเลส
           เมื่อภาวนาพุทโธๆ เมื่อภาวนามรณกรรมฐานได้ทุกลมหายใจเข้าออก จนดวงจิตดวงใจผู้รู้อยู่นี้ไม่ไปไหน อยู่ภายในสงบนิ่งแน่วเป็นดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่ภายในจิตใจได้ตลอดเวลา นั่นแหละต้นทางที่จะเป็นไปเพื่อละกิเลส ตัดกิเลสตัณหาได้ เพราะกิเลสตัณหานั้นมีอยู่ภายใน ไม่ใช่มีแต่ภายนอก
 
           เมื่อคนเราจิตไม่สงบระงับ ก็เข้าใจว่าสิ่งภายนอกเป็นกิเลส รูปเป็นกิเลส เสียงเป็นกิเลส กลิ่นเป็นกิเลส รสโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นกิเลส ความจริงตัวกิเลสจริงๆ ก็คือจิตใจผู้รู้อยู่ภายในใจของเราทุกคนนี้แหละ ในจิตดวงผู้รู้นั้น มีกิเลสราคะอยู่ที่นั้น มีกิเลสโทสะอยู่ที่นั้น มีกิเลสโมหะอยู่ที่นี้ เมื่อใดการภาวนาละกิเลสภายในใจของเรา ยังไม่พร้อมมูลบริบูรณ์แล้ว อาสวะกิเลสเหล่านี้ก็ต้องอยู่ในใจตลอดเวลา
           การภาวนาละกิเลสต้องละภายใน ไม่ใช่ละภายนอก ภายนอกนั้นเป็นแต่ว่าอุปกรณ์กิเลส เราให้คิดดูดีๆว่า ถ้าหากว่า คน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นกิเลส ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเราฆ่าคนทั้งโลกนี้ให้ตายหมด ยังเหลือแต่เราคนเดียว กิเลสเรามันจะหมดไปสิ้นไปหรือไม่ มันก็ยังไม่หมด คนทั้งโลก สัตว์ทั้งโลก สมมติว่าให้เขาตาย ไปหมดเสีย กิเลสของเรามันจะหมดไปไหม มันก็ไม่หมด เมื่อไม่หมดแสดงว่าอันนั้นก็ไม่ใช่ตัวกิเลส
           ตัวกิเลสจริงๆ ก็จิตเรานี่แหละ จิตขี้เกียจขี้คร้านภาวนา จิตไม่รักษาศีล จิตไม่มีทาน จิตไม่มีศีล จิตไม่มีภาวนา จิตไม่ละกิเลส เมื่อจิตไม่ละกิเลสก็นี่แหละคือตัวกิเลส ตัวกิเลสเป็นตัวอย่างไร ตัวกิเลสก็เป็นตัวเหมือนตัวเรานั่นเอง ขาสอง แขนสอง ศีรษะหนึ่ง ดวงใจครองอยู่ในร่างกายอันนี้ นั่นแหละตัวกิเลส

           ดูเวลากิเลสความโกรธมันเกิดขึ้น ตาแดง ตาพอง ทุบต่อย ตีกัน ประหัตประหาร ฆ่าฟันรันแทงกัน อะไรมันตี อะไรมันทำ ก็คือจิตนั่นแหละมาใช้รูปร่างกายนี้ ให้ดุด่าว่าร้ายออกมา จนถึงรบราฆ่าฟันกันเป็นธรรมดาโลก นั่นแหละ กิเลสมันอยู่ภายใน แต่เวลามันจะทำ มันมาใช้รูปขันธ์นี้ให้ทำ รูปขันธ์ร่างกายนี้มันไม่ได้กลัวบุญกลัวบาป มันเป็นเพียงธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เท่านั้น สุดแท้แต่จิตที่มีกิเลสหรือไม่มีกิเลสภายในใช้ให้ทำอะไร มันก็ทำ
 
           นี่แหละร่างกายสังขาร ตัวกิเลสก็ตัวเราทุกคนนั่นแหละ จิตเราทุกคนนั่นแหละ กิเลสความโลภ กิเลสความไม่อิ่มไม่พอในวัตถุข้าวของทรัพย์สินเงินทอง กิเลสกาม วัตถุกาม มันอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ที่กายนี้ อยู่ที่จิตนี้แหละ ดวงจิตนั่นแหละเป็นตัวกิเลสราคะตัณหา แล้วเวลามันใช้ ก็มาใช้รูปขันธ์ ทำให้เกิดลูกมา เกิดหลานมา เป็นทุกข์เป็นร้อนวุ่นวาย มันมาจากไหน ก็มาจากจิต จิตราคะตัณหา
           พระภิกษุสามเณร แม่ขาว นางชีอยู่ดีๆไม่ได้ ต้องสึกไป ก็เพราะอะไร ก็เพราะอำนาจกิเลสโลภะ กิเลสราคะตัณหา ไม่ภาวนาละกิเลสในจิตใจอันนี้ออกไป เมื่อกามตัณหา ภวตัณหามีอยู่ในจิต ไม่เลิกไม่ละ ไม่สงบระงับ มันก็วุ่นวายสร้างภพสร้างชาติขึ้นมา สร้างรูปสร้างนามขึ้นมา มันมีอยู่ภายใน ไม่ใช่อยู่ภายนอกอย่างเดียว ตัวสำคัญมันอยู่ที่จิต ทีนี้พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์รู้ว่ากิเลสทั้งหลายแหล่พาให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันอยู่ที่ดวงจิต พระองค์ก็เอาดวงจิตภาวนาทุกลมหายใจเข้าออก พระองค์ควบคุมจิตใจไม่ให้วิ่งหนีไปที่อื่น ทบทวนกระแสเข้ามาสู่ภายในดวงจิตดวงใจ ดวงที่รู้อยู่ภายใน ตอนแรกๆ ก็เอาลมหายใจเป็นที่ยึดเหนี่ยว คือว่าเอาลมหายใจเป็นที่สังเกต ลมเข้าไปจิตผู้รู้อยู่ที่นี้ดูจิตดูลม ไม่ให้หลง จิตเข้ามาจิตออกไป ตามอยู่ที่ลมนี้ ผู้รู้ว่าลมก็คือจิตนั่นเอง

           แต่ว่าจิตใจของคนเรานั้น จะหาเป็นตัวเป็นตน เหมือนคนเหมือนวัตถุข้าวของไม่ได้ ไม่มีตัว ไม่มีตัวแต่มีอำนาจใหญ่ อำนาจกิเลสมันใหญ่ เหมือนกับธาตุลม ธาตุอากาศ ลมไม่มีตัวตน เวลามีลมแรงๆพัดมา พัดเอาบ้านเรือนตึกรามพังทลายไป นั่นลมไม่มีตัวแต่ทำไมมันมีกำลัง นี่แหละจิตใจคนเรานี้ก็เหมือนกัน จิตใจที่ยังมีกิเลส มันก็ใช้ให้เป็นไปตามอำนาจกิเลส
           จิตใจที่มุ่งหวังเป็นทางพ้นทุกข์พ้นภัย ในโลก ในวัฏฏสงสาร ต้องเป็นทานบารมี การทำบุญให้ทาน ศีลบารมี รักษากาย วาจา จิตของตน ไม่ให้ทำผิดในหลักศีลห้า ศีลแปดขึ้นไป เมื่อบำเพ็ญประกอบกระทำอยู่ในสิ่งเหล่านี้ จิตใจของเราทุกคนก็ย่อมมีกำลังแก่กล้าในกองการกุศล ในการภาวนาละกิเลส ไม่ปล่อยให้ความลังเลสงสัยมาอยู่ในจิตในใจ ไม่ว่าจะนั่งจะนองจะยืนจะเดินไปมาที่ไหน
           ภาวนามรณกรรมฐานเตือนจิตใจนี้อยู่เสมอ ว่าชีวิตของเรานี้ต้องถึงซึ่งความตาย ที่ใครคิดว่าเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ก็จะไปโรงพยาบาลให้มันดีมันหาย มันไม่มีทางที่จะหายได้ มันนับวันนับคืน นับชั่วโมงนาทีวินาที มันใกล้ไปสู่ความตายทุกวันเวลา เมื่อมันเจ็บไข้ได้ป่วยได้ แล้วจะไม่ตายนั้นไม่ได้ มันต้องตายแน่ๆ มันแสดงให้เห็นแล้วว่าหนีไม่พ้น เมื่อหนีไม่พ้นแล้วนั้น มันก็มีทางพ้นอยู่ก็คือการภาวนา เอาจิตใจให้มันหลุดมันพ้นออก ไม่ให้ใจหลงใจเมามาอยู่ภายในนี้
 
           ท่านจึงมีวิธีการภาวนาพุทโธ ภาวนามรณกรรมฐาน ภาวนาลมหายใจ เพื่อให้จิตใจเราทุกดวงจิตดวงใจสงบระงับ ตั้งมั่นเป็นดวงหนึ่งดวงเดียว เดี๋ยวนี้จิตมันฟุ้งไปซ่านไปมัวเมาไป ไม่มีที่สุดที่สิ้น เลยวุ่นวายอยู่อย่างนั้นเอง
           พระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านมีความสุขกาย สบายใจ ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย เพราะท่านภาวนาละกิเลส ภาวนาละกิเลสนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เมื่อใดยังมีกิเลสราคะ โทสะ โมหะอยู่ เราอย่าได้ถอยความเพียร มันจะคิดไปที่ไหน อย่าไปตามอำนาจกิเลสที่มันคิด ให้มาอยู่ภายในดวงจิตดวงใจของตนให้ได้

           ใจเป็นธาตุรู้มีอยู่ในใจทุกๆคน การภาวนาไม่ใช่ว่าเรามาภาวนามาปรุงมาแต่งเอาใจใหม่ มันไม่ใช่อย่างนั้น ใจมันมีอยู่แล้ว จิตมันมีอยู่แล้ว แต่จิตนี้เป็นจิตที่หลงใหลไปตามจิตสังขาร จิตวิญญาณ จิตกิเลส จิตตัณหา มันดิ้นรนวุ่นวายไปตามกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาตลอดเวลา หาเวลาสงบระงับไม่ได้
           ท่านจึงสอนว่า ให้สงบจิตสงบใจลงไป ภาวนาพุทโธ ให้จิตใจมาจดจ่อในพุทโธ สงบระงับลงไป ไม่ต้องไปตามอารมณ์อะไรของใครทั้งหมด เรื่องราวอดีตอนาคตมันอยู่ข้างหน้า อนาคตกาลก็อย่าไปเป็นทุกข์เป็นร้อน อดีตที่มันล่วงมาแล้ว สิ่งเหล่านั้นมันก็ล่วงมาแล้ว จิตอย่าไปหลงไปยึดเอามา เดี๋ยวนี้เวลานี้ ดวงจิตดวงใจภาวนาอยู่ที่นี้ นั่งอยู่ที่นี้บริกรรมอยู่ที่นี้ จิตอย่าวุ่นวายไปที่อื่น ให้รวมจิตใจเข้ามา ตั้งให้มั่น เอาให้มันจริง

           เมื่อเอาจิตใจสงบระงับตั้งมั่นแล้ว จิตใจดวงที่สงบระงับตั้งมั่นนี้ก็จะมองเห็นทีเดียวว่า กิเลสราคะไม่ดีอย่างไร ก็จะได้ทำการละกิเลสราคะ ตัดต้นตอให้มันหมดไปสิ้นไป กิเลสโทสะไม่ดีอย่างไร ต้นตอของกิเลสโทสะมันอยู่ที่ไหน จะได้ตัดละกิเลสความโกรธออกไป กิเลสความหลงไม่ดีอย่างไร จะได้ทำความเพียรละกิเลสความหลงให้หมดสิ้นไป เมื่อเลิกเมื่อละถอนออกไปหมดแล้ว จิตใจก็จะเย็นสบาย มีความสุขไม่ทุกข์ร้อนประการใด

           เหตุนั้น การภาวนาทำความเพียรปฏิบัติบูชา ในทางพุทธศาสนานี้ จงตั้งจิตเจตนาลงให้มั่นคง อย่าได้ให้ใจอ่อนแอท้อแท้กลัวตาย การสร้างบุญบารมี ภาวนาละกิเลสมันไม่ตาย ถ้าหากว่าผู้ใดภาวนาเด็ดเดี่ยวแล้วก็ตายเอาตายเอา จะมีพระพุทธเจ้าได้หรือ เพราะว่าภาวนาเคร่งเครียดเข้าไปก็ตาย ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ภาวนามากเข้าไปจะได้เป็นพระอรหันต์ก็ไม่ได้ มันตายเสียก่อน ถ้ามันเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีพระซิ ที่มันมีพระอยู่ก็คือว่ามันไม่ตาย

จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส - หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
บ้านจอมยุทธ

6
ต่อ......

นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย สถาบัน ๓ สถาบัน
ทั้งช่วยสังคมได้ดีและก็ทำลายสังคม
นึกไปด้วย ๓ สถาบัน  ใครนึกออกไหม

 
๑.๑.สถาบันวัด  ช่วยสังคมได้มาก และทำลายสังคมได้มาก
๒.๒.สถาบันโรงเรียน  ช่วยสังคมได้มากและทำลายสังคมได้มาก
๓.๓.สถาบันครอบครัว  ครอบครัวเดี๋ยวนี้ทำลายสังคมมาก ไม่ได้ดูลูกเลย ติดยาเสพติดกันมากมาย  ไม่ได้รักลูกคิดปลูกฝังเลย  ให้ลูกตั้งต้นฝึกรับปรึกษาให้ลูกได้ดีมีปัญญา  มีวิชาตั้งตนให้คนเป็นเป็นเด็กดีให้มั่งไม่ได้หรือ  นี่ทำลายสังคม อาตมาไปที่ราชบุรี  เยาวชนติดยาเสพติด ๘๐๐ คน ศาลเยาวชนไปให้ไว้ ๔๐,๐๐๐ บาท ติดยาเสพติด  พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน  ท่านนายก  ตรงนี้ไม่ได้ดูแลลูกเลย  เลิกกันเนี่ยควรจะอย่าทิ้งลูกได้ไหม  นี่ทำลายสังคมเมืองไทย  นี่แหละเมืองไทยจะไปไม่รอด  ติดยาเสพติดกันมากมายเหลือเกิน  ทั้งกระทั่งมหาวิทยาลัย  แล้วครูบาอาจารย์ก็ขายยาเสพติด  จับได้ที่วัดอัมพวันเลย  ครู  นักเรียน  ก็พ่อแม่ให้มาขายยาเสพติดอีก  เป็นความจริง  นี่สถาบันพ่อแม่ไม่ได้ดูลูกเลย  ติดยาเสพติด  พ่อแม่ทะเลาะกัน ก็ขอเจริญพร ยุคใหม่สมัยนี้ขอบิณฑบาตอย่าทะเลาะกันได้ไหม หนักนิดเบาหน่อยให้อภัยกัน

   นึกถึงความผูกพันกันมานานแล้วก็ขอเจริญพรความรักก็แปลว่าความผูกพัน  มีความดีต่อกัน  จะไม่ทะเลาะกันเลยผูกพัน  อาตมาเคยถามหลายคน  ไม่รู้เลยหรือแหมวันมาราธอน เอ๊ย ขอโทษ  วันวาเลนไทน์  รักกันแค่วันเดียวหรือนั่นแหละคือมาราธอน  รักกันวันเดียวไม่ได้  อย่าไปหาหมอดูว่าวันได้เดือนถึง แล้วแต่งงานกันจิตใจเข้ากันได้ไหม เข้าสเป็คกันไหมเป็นดอกเตอร์ด้วยกันไหม  ฐานะเท่ากันไหม  ถ้าเห็นอกเห็นใจกัน  รักกันวันเดียวหรือ  เลยมาราธอนเลย   เจอเช้าได้เย็น  ได้เย็นทิ้งเช้า  เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้แย่มาก  รู้มาก  ผอ.คนเดี๋ยวนี้รู้มากไม่รู้จริง  บางคนเป็นดอกเตอร์  ไม่เอางานเลย  ไม่เอางานเลย ดอกเตอร์ที่สิงห์บุรีนะ  แต่ดอกเตอร์ที่นี่ดีทุกคนเลย ดอกเตอร์ที่นี่ดีที่สุด แต่ดอกเตอร์วัดอัมพวันแย่มาก  ไม่เอาการเอางาน  รู้มากไม่รู้จริง  รู้จริงคืออย่างไรค่ะ  ผอ.รู้จริงคืออย่างไร  รู้จริงต้องทำได้  ทำไม่ได้รู้ไม่จริง  นี่รู้จริงทำโรงเรียนขึ้นมานี้รู้จริงต้องทำ  รู้จำต้องท่อง  รู้แจ้งต้องคิดก่อนถูกไหม  หรือไม่ถูก  วันนี้ก็จะหมดเวลาแล้ว  จะพูดอีกสักวันหนึ่งก็เกรงใจ  เดี๋ยวจะเพลขึ้นดีไหม เอ้าหนูฟังมหานิยมอยู่ที่ไหน วิชาความรู้ หมั่นเรียนเป็นดอกเตอร์  ถ้าหนูไม่มีวิชาความรู้  ไม่มีใครมองหน้าหนู  เสียวงศ์ตระกูล  เสน่ห์อยู่ที่ไหน  ถามอีกข้อเดียวก็จบ  ใครตอบได้  เสน่ห์อยู่ที่ไหน  อ่อนน้อมถ่อมตน ถูกต้องแต่ยังไม่เข้า สเป็ค  อ่อนน้อมถ่อมตน  ปากหวานตัวอ่อนมือเป็นหงอน  ไปลามาไหว้นะแต่เสน่ห์ขอตอบให้ฟังเสน่ห์อยู่ที่คุณธรรม  ถ้าคนไหนมีศีลธรรม  มีคุณธรรมแล้วมีเสน่ห์นะอันนี้  ก็หมดเวลาที่ชี้แจงแสดงบรรยายเป็นมงคลชีวิต โรงเรียนสาธิตขอฝากญาติโยมนะทุกคนสามีภรรยาอย่าทะเลาะกันและก็พูดกันเป็นมงคลนะ  ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  ถ้าคนไหนบ้านไหนทะเลาะกันบ้านนั้นบ้านยักษ์  บ้านอัปมงคล  ขอร้อง  ขอบิณฑบาต  ตั้งแต่วันนี้อย่าทะเลาะกัน  สร้างความดีต่อกัน มาร่วมสามัคคีสามีภรรยาเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้านตั้งแต่วันนี้  เพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้านคือ โรงเรียนสาธิตของเราอย่าทะเลาะกัน  ทะเลาะกันมันเสียสมองเป็นอัปมงคล  ถ้าเราพูดดีต่อกัน  อ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก  ลมปากหวานหูมิรู้หายเป็นมงคล  เป็นมหามงคลชีวิต  บ้านนั้นจะเป็นใหญ่เป็นโต  เป็นเศรษฐี  มหาเศรษฐี  เงินไหลนองทองไหลมาถ้ามัวนั่งทะเลาะกันอารมณ์เศร้าหมอง  เงินจะไหลออกทองไหลออก  นั้นบอกกันไม่ได้  ขอฝากไว้  ในวันนี้ด้วย เพราะฉะนั้นขอให้เงินไหลนองทองไหลมาให้ได้  ในวันนี้วันสาธิติ  วันสาธิต  วันปฐมนิเทศบอกเหตุของชีวิต เป็นข้อคิดของมงคล  ก็ขอฝากมงคลไว้  ในโอกาสนี้โดยทั่วหน้ากัน  ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว  ก็ขออนุโมทนาสาธุกาล  แก่ท่านทั้งหลาย  อย่าอิจฉาริษยากัน  โปรดรักกัน  ดีกว่าเกลียดกัน  ไปไหนรักกันไว้เถิด  ประเสริฐที่สุด  เกลียดกันไม่ดีเลย  อย่าผูกพยาบาทต่อกันไร้เหตุผล  ไม่มีเหตุผลแต่ประการใด  อย่างอิจฉากัน  มีของอะไรก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้  ของกินไม่แบ่งกันกิน  แบ่งกันใช้มันจะเน่า  เรื่องเก่าไม่เล่ามันจะลืม  แบ่งกันกินแบ่งกันใช้  มันจะเน่าเรื่องเก่าไม่เล่ามันก็จะลืม  ฝากไว้ค่ำคืนและฝันหวาน  ชีวิตนี้จะแจ่มใสและแจ่มแจ้งแดงแจ๋  ในอนาคตต่อไปดีไหมคะ  ดีมาก 

ขอฝากไว้นะ อิจฉาริษยาจะมีเหตุ ๕ ประการ พวกคณาจารย์ทั้งหลายโปรดทราบด้วยเถิด

๑.๑.เป็นสาเหตุทำให้แตกแยกความสามัคคี
๒.๒.เป็นอุปสรรคในการประสานที่ดี
๓.๓.เสียขวัญและกำลังใจต่อผู้ปฏิบัติงานร่วมกัน
๔.๔.เป็นการสร้างศัตรูให้กับตัวเอง
๕.๕.ขาดกำลังใจต่อผู้ปฏิบัติงาน ขาดความจริงใจต่อเพื่อร่วมง
าน

   ขอฝากไว้ ๕ ประการ  ไม่อย่างนั้นแตกความสามัคคีกันหมด  อย่าอิจฉาริษยากัน  มีอะไรก็แบ่งปันกันกิน แบ่งกันใช้  อย่างนินทาว่าร้ายใส่ร้ายป้านสีซึ่งกันและกัน  จงรักสามัคคี สร้างความดีร่วมกันตั้งแต่บัดนี้  ขออนุโมทนาสาธุการ  แล้วก็ท่านนายกสมาคมผู้ปกครอง  อาตมาเห็นใจและซึ่งใจท่านมาก  ท่านรวยน้ำใจมาก  ใจกว้างอัธยาศัยดี  เป็นคนโอบอ้อมอารี  สร้างความดีร่วมกันเช่นนี้หาได้ยาก  แล้วก็ท่านผู้นี้ท่านเป็นผู้เสียสละ  เสียสละอย่างดีเท่าไหร่เท่ากัน ไม่ยั่นเลย  พร้อมทั้งให้กำลังใจครูบาอาจารย์  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ให้กำลังใจมากที่สุดคือ ผู้อำนวยการ กอบรัตน์รัตนะแก้ว ๓ ประการ มีเนาวรัตน์เก้า  เพิ่มเติมเสริมส่ง  ชีวิตดำรงศาสตร์  มีทั้งเพชรดีมณีแดง เขียวใสแสงมรกต เหลือใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำโกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาล  สังวาลย์สายไพฑูรย์
 
พร้อมด้วยมีเนาวรัตน์ ๙ ประการ  งานถึงสำเร็จ

๑.๑.ขยันเอาการ
๒.๒.งานสะอาด
๓.๓.ฉลาดรอบคอบ
๔.๔.ชอบระวัง
๕.๕.ตั้งใจตรง
๖.๖.จงเที่ยงธรรม
๗.๗.นำทางถูก
๘.๘.ปลูกสติ
๙.๙.รับผิดชอบ


   ก้าวหน้าสำเร็จความปรารถนา อาตมภาพขออนุโมทนาสาธุกาลแก่เจ้าของโรงเรียนสาธิต ก็ขอถวายเป็นพระราชกุศลต่อบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า  สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ตลอดกระทั่งสมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปริณายก ที่ท่านร่วมอนุโมทนาและเป็นปี ๗๒ พรรษา ของพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า จะได้ถวายเป็นพระราชกุศลในวันนี้
 
   ท่านทั้งหลายจะได้ฟังพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เป็นมหามงคลสืบต่อไป ในโอกาสนี้อีกด้วย ขอทุกคนผู้ปกครองและเจ้าภาพ เจ้าของโรงเรียนสาธิตทุกท่าน จงถวายเป็นพระราชกุศลให้ในหลวงบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า  ที่พระองค์ทรงเหนื่อยยากมามากหลาย  ทรงพระราชทานพระราชดำริออกมาถึง ๑,๘๐๐ พระราชดำริ  ให้เราได้สาธิตกันมาทำประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบมา  ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย  อำนาจบุญกุศลทั้งหลายที่เราร่วมใจสามัคคีสร้างโรงเรียนที่ดี  โรงเรียนดีมีปัญญาให้กับกุลบุตรธิดาลูกหลานชาติไทยในอนาคต  เจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรโดยทั่วหน้ากัน  ขอทุกท่านจงประสบแต่ความสุขสันต์นิรันดร์  ขอจงเจริญจตุรพิตรพรชัย ๔ ประการ  มีอายุขอให้ยืนนาน  วัณโณผิวพรรณผ่องใส  สุขัง  ขอให้สุขภาพกายอนามัยทุกท่านโปรดได้ใจดี  โรคภัยไข้เจ็บมีก็โปรดหาย  สิ่งทั้งหลายที่จะคิดไว้โอกาสหน้าไว้ในบัดนี้     จงพัฒนาเกิดความสำเร็จเผด็จผล  สมเจตจำนงความมุ่งมาดปรารถนาด้วยกันทุกท่าน ณ โอกาสบัดนี้เทอญ  ขอเจริญพรทุกท่าน

การแสดงพระธรรมเทศนา - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม

7
การแสดงพระธรรมเทศนา - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม

การแสดงพระธรรมเทศนา
พระราชสุทธิญาณมงคล
ณ ลานธรรมชั้น ๗ โรงเรียนสาธิตประสานมิตร
วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ เวลา ๙.๓๐ น – ๑๑.๐๐ น
.

วันนี้ขอโอกาส  ไม่ใช่จะแสดงธรรมแบบขึ้นธรรมาสน์  อย่างที่เขาทำกันไม่ต้องพนมมือตลอด วันนี้ขออนุญาตบรรยายธรรม  วันนี้ให้ชื่อเรื่องว่า “มงคลชีวิต”  ชีวิตแก้ปัญหา  ชีวิตแร้นแค้น  ชีวิตต้องมีแบบแปลนและแผนผัง  ก็ขอฝากไว้วันนี้เป็นวันมหามงคล  เป็นวันเจริญซึ่งของอายุแผนผังของชีวิต  คือทำอะไรมีระเบียบแบบแผน  แบบแปลน เป็นต้น  ก็ขอกล่าวอนุโมทนาสาธุการในวันมงคลชีวิตของตนและของส่วนรวมร่วมกัน  วันนี้เป็นวันมหามงคลเปิดโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร  สร้างโรงเรียนสำเร็จทันเวลาเรียกว่ามงคลชีวิต  โรงเรียนนี้สำเร็จได้อาศัยร่วมใจ  อาศัยสามัคคีธรรมนำสันติสุข  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีกำลังใหญ่นั้น  ได้แก่ท่านนายกสมาคมผู้ปกครอง  ท่านมีกำลังแข็งแรงทั้งพละกำลังกาย  กำลังใจ  กำลังสติปัญญา  กำลังแก้ไขปัญหาทุกอย่างทุกด้าน  ตลอดกระทั่งครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะผู้เสริมส่งดลบันดาลนั้น  ก็คงจะไม่ผิด  รองศาสตราจารย์ ดร.สุมณฑา    พรหมบุญ   ณ อยุธยา  อธิการบดีนั้น เป็นผู้ใหญ่ในสถานที่นี้  ผู้ร่วมน้ำใจได้แก่ครูบาอาจารย์ทุกคน  ผู้บริหารดำเนินงานก็คงจะไม่ผิด  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กอบรัตน์  เรืองผกา  ผู้มีชีวิตชีวาและงอกงามไม่เกินกุลบุตรกุลธิดาที่นั่งอยู่ ณ บัดนี้  รดน้ำพรวนดินต้นไม้ก็งอกงามตามระเบียบ  แต่บางแห่งเสียใจงอกแล้วหงิก  งอแล้วก็เข้าเมรุไม่เห็นมีผลงานอะไร  วันนี้ก็ขอชี้แจง ๓ รายการ ๓ ข้อย่อใจความเท่านั้น  เพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายเพื่อเป็นมงคลชีวิตนี้
 
  ต่อนี้ไปก็ขอชี้แจงแสดงบรรยาย คติธรรม เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่มงคลของท่าน ณ โอกาสบัดนี้
 
   ขอเจริญพร  เจริญสุขโดยทั่วกัน ณ บัดนี้  เอามือลงนั่งตามสบาย พนมมือมันเมื่อย  เมื่อยหนักเข้าก็ไม่มีกำลังใจฟัง  วันนี้เราก็มาเยี่ยมญาติธรรม  มาเยี่ยมบุคคลผู้เป็นปราชญ์เปรื่องเรืองปัญญา  โรงเรียนสาธิตสำเร็จได้ด้วยความสามัคคี  สร้างความดีร่วมกัน  ต้องสำเร็จก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีเงินมีทองมากมายก่ายกอง กำลังใจมันสร้างสำเร็จทุกอย่าง ถ้าคนเราขาดกำลังใจ  กำลังใจตกไม่มีใครให้กำลังใจเลยไม่มีใครสนับสนุน  ไหนเลยเล่างานชิ้นนี้จะสำเร็จได้ตามเป้าหมาย  ใช้เงินจำนวนมากถึงจะเงินมากมายก่ายกองก็ตาม  ขอเจริญพรให้ข้อคิดเป็นไตเติ้ลข้อแรก ออกแขกวันนี้ออกไตเติ้ลให้ฟังว่าลิเก  ละครชีวิต  บอกเรื่องดี  ออกแขกดี  เล่นดีตลอดรายการ  นี่เล่นดีตลอดจนจบ วันนี้วันฉลองชีวิตเป็นมงคลที่เราสำเร็จตามเป้าหมายและจุดประสงค์ของเรา ออกแขกดี  บอกหน้าพาทย์ดี  เรื่องดี  เรื่องอะไรคะ  มีคนชื่อ อาจารย์พรจันทร์ มีไหม นวลจันทร์ด้วยและก็พรจันทร์ด้วย จันทวิมล สวยผ่องอำพัน ใจเยือกเย็นอัธยาศัยโอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สงเคราะห์ทุกคนวางตนเป็นกลาง  ยิ้มตลอดกาลเวลา  หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มพราย  มีความหมาย  มีเมตตาอยู่ในจิต  คิดอยู่ในใจ  ต้องการอารีอารอบ  เผื่อแผ่ทุกประการขออนุโมทนาสาธุการ  สวยน่ารัก  บางแห่งไปดูแล้วสวยน่าเกลียด มันไม่น่ารัก  เหลียวซ้ายแลขวาดูท่านนายกสมาคมผู้ปกครอง  จิตใจท่านปรองดอง  ใจซื่อมือสะอาด  เฉียบขาดเป็นธรรม  สร้างกิจกรรมให้มีประโยชน์ต่อท่านสาธุชน  สร้างประโยชน์สุข  กิจกรรมที่มีประโยชน์  กิจกรรมชีวิตมีประโยชน์ต่อประชาชน  กิจกรรมนั้นเป็นชีวิตที่รุ่งเรืองวัฒนาสถาพร  เป็นอากรบ่อเกิดของนักปราชญ์ราชกวีมีปัญญา  มีการแก้ปัญหาสมปรารถนาทุกประการ  อาตมาดีใจมาก  วันนี้ดีใจอย่างสุดซึ้งเราก็มีส่วนร่วม  ร่วมสามัคคี  สร้างความดีร่วมกันเป็นสายสัมพันธ์ให้เราเป็นปึกแผ่นแน่นหนาด้วยความรักสามัคคี  เรามาร่วมใจกันเช่นนี้ก็สำเร็จพลันทันเวลา ก็ขอเจริญพรท่าน  ผู้อำนวยการโรงเรียน ท่านมีพลังสูงในจิตใจ  เข้มแข็งอดทนต่อสู้ต่อเหตุการณ์ตลอดมา  แล้วคุณหนูทุกคนโปรดทราบชีวิตนี้ต่อสู่ขันติธรรม  ‘ขันติเป็นสมบัติของนักต่อสู้  ความรู้เป็นสมบัติของนักปราชญ์  ความสามารถเป็นสมบัติของนักประกอบกิจ   ความมีระเบียบเป็นสมบัติของผู้ดี’  ผู้ดีทำงานต้องมีระเบียบ  มีระบบ  มีระเบียบเพียบด้วยวินัย  มีความหมายดังที่ได้กล่าวแล้ว  อาตมาดีใจกับท่านทั้งหลายแล้วก็ผู้ปกครอง  กุลบุตรธิดาทั้งหลายที่อยู่โรงเรียนสาธิตทั้งโรงเรียนประถมและมัธยม ทั้งพี่น้องสาธุชนทั้งหลายต่าง ๆ ทั่ว ๆ ไป ได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของโรงเรียนด้วยกัน แต่โรงเรียนสาธิต โรงเรียนร่วมรักสมัครสมานสามัคคีร่วมในเช่นนี้ หายากมากก็ขอเจริญพรว่าถ้าพบว่าเราเริ่มต้นในขณะนี้ก็จะไม่สำเร็จ  เพราะเศรษฐกิจไม่เป็นมรรคไม่เป็นผล  เพราะเราเริ่มต้นตั้งแต่บุญวาสนาของท่านทั้งหลาย  ได้มีสิทธิเป็นเจ้าของโรงเรียน  สามัคคีคนละเล็กคนละน้อยก็มาเป็นปึกแผ่นแน่นหนาก็มาเป็นโรงเรียนขึ้นมาได้ ณ บัดนี้  ปูนหินเหล็กอยู่คนละทิศคนละทาง  ก็มาสร้างรวมน้ำใจมาเป็นปึกแผ่นแน่นหนาเป็นอาคารขึ้นมา  นี่แหละท่านทั้งหลาย  โรงเรียนพังหลายชั้น  หลายห้อง  เราก็สามารถทำได้  แต่ขอฝากข้อคิดไว้สักข้อ  ถ้าคนฟังนะ  กอบรัตน์  คนพังทำไม่ได้  และแตกแยกกันไปนะรับรองทำอะไรไม่ได้เลย  อย่าให้เหมือนกรุงศรีอโยธยาราชธานี  เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐  ประเทศไทยเข้ายุคนี้แล้ว  เขายุค พ.ศ.๒๓๑๐  ก็ขอฝากข้อคิดเบื้องต้นไว้ ค่ายบางระจัน ๗-๘ ครั้ง  ราษฎรสามัคคีกัน  ชาวบ้านสามัคคีกันฆ่าแม่ทัพพม่าตายถึง ๗ คน โดยไม่มีฝีมือ  แต่ใช้ฝีมือผู้หญิง  ผู้หญิงเก่ง  ต้องยกย่องผู้หญิง  ผู้หญิงเป็นคนฆ่าแม่ทัพพม่าตายไม่ใช่นายจัน  หนวดเขี้ยว  ไม่ใช่หลวงสรรค์  พันเรือง  แต่ต้องให้เกียรติผู้หญิง  เพราะสามารถฆ่าแม่ทัพมีฝีมือของหงสาวดีได้  น่าจะตีความตรงนี้  ผู้หญิงทำงานสำเร็จได้เยอะ  ทำไมดูถูกผู้หญิงนัก นี่จะเข้ายุคดูถูกผู้หญิง  ทุกสิ่งจะไร้ความหมายขอฝากท่านไปคิดกันนะ  อย่าดูถูกผู้หญิง คุณหญิงปล้อง  อำเภอโคกทอง เรียกว่า อำเภอวิเศษไชยชาญหัวตะพานกบเจา พม่าฆ่าสามีเขาตาย สามีเป็นท่านขุนเป็นกำนัน  ภรรยาผู้หญิงนุ่งผ้าตะเบงมานถือดาบ ๒ มือ รวมพลได้ ๔๐๐ สร้างวัดสี่ร้อยขึ้น  อำเภอวิเศษไชยชาญหัวตะพานกบเจา  อยากจะเรียนถามใครเป็นคนตั้ง  จะให้รางวัล ๑๐๐ ล้าน  จะยกโรงเรียนนี้ให้  ใครตอบได้  ใครเป็นคนตั้งอำเภอวิเศษไชยชาญ แต่ก่อนนี้ชื่ออำเภอโคกทอง  ไม่ใช่อำเภอวิเศษไชยชาญ  แต่คุณหญิงปล้องนำสมัครพรรคพวก ๔๐๐ คนตามพม่าไปค่ายบางระจัน  ทำไมพม่าไปอยู่ค่ายบางระจันเพราะเหตุใด  อย่าลืมนะคนไทยเป็นไส้ศึก ทูลเกล้าฯ พระเจ้าอยู่หัว ไม่ให้รบนะ นี่ไอ้พระยาพาล จะเข้ายุคพระยาพาลแล้วนะ   อย่าพาลเชียวนะ  เพราะจะเข้ายุคพระยาพาล  ห้ามไม่ให้รบ  พม่ายกมาบอกยังไม่พร้อม  ให้ถอยหลังไปอยู่บางระจันก่อนจนกว่ากรุงศรีอยุธยาพร้อม  แล้วให้เผากรุงศรีอยุธยาเสีย  นี่คนไทยแท้ ๆ  ก็ขอฝากไว้ในที่ประชุม  เข้ายุคคนไทยเป็นอย่างนี้แล้ว  อย่างลืมเศรษฐกิจตก  นักบริหารโกงสะบัด  แตกแยกกันเพราะดังกล่าวแล้ว  วันนี้ต้องขอพูด  วันนี้พูดไม่กลัวนะนี่เพราะมาพูดที่โรงเรียนของเราเอง  เป็นอย่างนั้นนะกอบรัตน์  ผู้หญิงต้องเดินทางไปไม่ต้องใช้อะไรเลย  นายจัน  หนวดเขี้ยว หลวงสรรค์ พันเรือง  เป็นผู้ใหญ่บ้าน  กำนัน  จะมีฝีมือรบหรือ  ทำไมจะฆ่าแม่ทัพตายถึง ๗ ทัพ ครั้งที่ ๘ โดนเผาหมด  ทำไมทหารสักคนออกมาช่วยไม่ได้ปืนกระบอกหนึ่งก็ไม่ให้  เพราะเหตุใด  น่าจะตีความเพราะไอ้พระยาพาล  อย่าให้มีพระยาพาลอยู่ได้  ปลูกเรือนอย่าคร่อมตอ  จะเสียโอกาสและเวลา  ทุกคนไม่รู้เลยหรือนี่  วันนี้มาแย้มพรายให้ฟังว่าตกยุคสมัยนั้น ๆ จะเข้ายุคนี้แล้ว  ระวังนะอย่าแตกความสามัคคี  จงรักสามัคคี สร้างความดีร่วมกัน  อย่างแตกความสามัคคี ถ้าแตกแล้วโรงเรียนสร้างไม่ได้  มีเงินหมื่นล้านก็สร้างไม่ได้  อย่างลืมพี่น้องที่รัก  ผู้หญิงหัวสมองใส  แก้ไขปัญหาได้อย่างดี  ผู้หญิงยกย่องกันบ้างไม่ได้หรือ  ดีไม่ดีเดี๋ยวให้เป็นนายกไปเลยถ้าเขาตั้ง  ทำไมเป็นไม่ได้  ผู้หญิงก็เป็นได้นี่ผู้หญิงหรือเปล่านี่  เห็นไหม  ไม่เป็นหรือก็ดูมานานนะว่าผู้หญิงสามารถ  ท่านนายกสมาคมว่าผู้หญิงสามารถไหม  นั่นสามารถก็จริงปราดเปรื่องก็จริง  แต่ใครเป็นผู้มีเมตตาสูงกว่านี้ตอบ  ที่นั่งอยู่นี่ต้องตอบแบบนี้  อย่าตอบให้มันออกไปนอกทาง  ขอฝากไว้ผู้หญิงก็มีพลังเหมือนกับผู้ชาย แต่แล้วคุณหญิงปล้องเดินตามไปสุพรรณบุรี  ค่ายบางระจัน  ทำไมฆ่าแม่ทัพได้  ใครฆ่าแม่ทัพตาย ๗ คน คำตอบคือผู้หญิง คือคุณหญิงปล้องไปบางระจันร้องเพลงอีแซว หัดเพลงอีแซว  พวกคณาจารย์จำกันไว้บ้าง  หัดเด็กร้องเพลงอีแซว  พม่ายกมาเก่ง  แต่แล้วผู้หญิงแต่งตัวสวย ๆ เอาเหล้า  เห็ดเป็ดไก่เอาไปเลี้ยง  เอามีดพกไว้ตรงนี้  แซว  แซว  ร้องเพลงอีแซว  พม่าเขว  พอพม่าเขวก็แทงคอ  จึงเรียกเพลงพม่าเห่มาจนถึงทุกวันนี้ จำไว้เอาไปสอนกันบ้าง  คนไทยอย่าหยิ่งโยโสแมลงป่อง  เดี๋ยวนี้คนไทยเข้าสมัยกรุงศรีอยุธยาราชธานีแล้ว  หยิ่งโยโสแมลงป่องด่ากันตลอด  แตกความสามัคคีตลอด  ท่านนายกสมาคมเชื่ออาตมา  อาตมาคำนวณเก่ง  แต่ไม่เก่ง  องค์นี้เป็นลูกศิษย์ผู้คำนวณเก่ง  แซวไปแซวมาฆ่าแม่ทัพตายกลับส่งมาใหม่อีกก็ตายอีก  ร้องเพลงอีแซวเกิดขึ้นที่สิงห์บุรี บางระจัน  คนแต่งเพลงอีแซวก็คืออำเภอโคกทอง ตาย ๗ คน  แต่คนที่ ๘ ไม่ตาย  ไอ้รามัญไปรับอาสาหงสาวดีมาทำลายค่ายบางระจัน  ถ้าทำลายได้จะตั้งเป็นหัวหน้ากอง  ทำลายได้ผู้หญิงมีจุดอ่อน  ทำลายที่ผู้หญิง  ผู้หญิงมีจุดอ่อน  อย่าลืมขอฝากพวกโยมผู้หญิง  นี่จุดอ่อนของลูกผู้หญิงคือหึงหวง  แหย่ให้หึงหวงเขาเลิกเลยแหย่กลับไปเลย  ผู้หญิงมีจุดอ่อนคืออารมณ์ไหวติง  โยมผู้หญิงถ้าไม่ไหวติง  เข้มแข็งอดทนรับรองเก่งกว่าผู้ชาย  ผู้หญิงอ่อนไหวติง  กระทบไม่ได้  โกรธ  ถ้าผู้หญิงเข้มแข็งอดทนรับรองผู้ชายสู้ไม่ได้  เพลงอีแซวเกิดขึ้นบางระจัน  จำไว้ด้วยดอกเตอร์จำไว้นะ  จะได้ไปสอนนิสิต นักศึกษาได้สอนให้มันตรงเป้า  เลยสรุปใจความเพื่อให้ไม่เสียเวลา  พระเจ้ากรุงธนบุรี ก็กลับมากู้กรุงศรีอยุธยาได้จึงตั้งอำเภอโคกทองเป็นอำเภอวิเศษไชยชาญหัวตะพานกบเจา พระเจ้ากรุงธนบุรีผู้ตั้ง  หลักฐานที่วัดมี  ตอบไม่ได้หรือ  ไม่รู้มีมานาน  อำเภอโคกทองมีทองเยอะเลย  พระเจ้ากรุงธนบุรีชนะทัพแล้วก็ว่าสำคัญที่สุดเป็นด่านพม่าเข้าสู่บางระจัน  อำเภอวิเศษไชยชาญ  ชาญชัยจากผู้หญิง  อำเภอวิเศษไชยชาญหัวตะพานกบเจา  ยังมีเรื่องอีกเยอะ  เดี๋ยวจะเสียเวลา  เราไม่ใช่มาพูดเรื่องนี้  แต่มาพูดน้อมให้นึกถึงอดีตว่าจะเป็นแบบกรุงศรีอยุธยาราชธานีแตกทัพ  ประเทศจึงเศรษฐกิจตก  ตกเพราะแตกความสามัคคี  จำไว้เอาไปสอนอย่าแตกความสามัคคี  รักกัน  ผูกพันกันหน่อย  อยากจะเรียนถามท่านทั้งหลาย  มนุษย์ชอบอะไรดอกเตอร์จำไว้ด้วย  มนุษย์ชอบ ๑๐ อย่าง  ถ้าพูดแล้วท่านจะเห็นด้วย  ชอบอะไรในชีวิต ที่มาพูดกันเรื่องชอบอะไรในชีวิต  ถ้ามีชอบและทำได้ ๑๐ ข้อนี้ จะเกิดสามัคคี จะไม่แตกแยกกัน นักบริหารจะไม่โกง  จะเข้ายุคกรุงศรีอยุธยาแล้ว  จะมีฆ่ากันแหลกราญ  รักกันไม่มีเลย  ขอฝากไว้ใครจะทำดีต้องค้าน ค้านจะไปรอดหรือ  ใครจะทำดีไม่ได้  ก็ขอให้ไตเติ้ล  ความดีคือศัตรู  ท่านอาจารย์พรจันทร์  เข้าใจหรือยัง  สร้างโรงเรียนนี้มีศัตรู  ศัตรูคืออะไร  ศัตรูคืออุปสรรค  ความดีนี้เป็นอุปสรรคเหลือเกิน  ความชั่วไม่มีอุปสรรคหลั่งไหลไปได้  ความชั่วก็คือหละหลวม  เหลาะแหละ  เหลวไหล  ไม่เอาตราชั่งขึ้นมาชู เอาตราชูขึ้นมาชั่ง  เห็นด้วยไหมคะ  ความดีนั้นคือศัตรู  ศัตรูนั้นคืออุปสรรคของชีวิต  ถ้าเราผ่านอุปสรรคชนะได้รับรองศัตรูก็ไม่มี  งานจึงสำเร็จ เช่น โรงเรียนสาธิต ผอ.กอบรัตน์ปวดหัวจะตายแล้วจะตายอีก  นี่คือศัตรู  เราจึงแผ่เมตตาให้ศัตรูเป็นมิตรพิชิตมาร  นั้นคืออุปสรรคจะได้กระจายหายไป  งานจะได้สำเร็จเสร็จพลันทันเวลา  คือโรงเรียนสาธิต  ถูกหรือไม่ประการใด  ถ้าไม่ถูกค้าน  ค้านเดี๋ยวนี้พวกฝ่ายค้านมันมาก  ค้านซะแหลก นี่คือศัตรู ศัตรูคือความดีจำไว้เลย  บางทีนายกสมาคมความดีเป็นศัตรู  คืออุปสรรคที่ท่านนายกผ่านงานมามากมายมีอุปสรรคไหม  มีแน่นอน  นั่นคือศัตรู  แต่แล้วเราแผ่เมตตาใช้เมตตาตัวเดียว  ก็พิชิตงาน  ก็พิชิตมาร  สำเร็จเสร็จพลันทันเวลา  นี่แหละหลวงพ่อองค์นี้ตั้งว่าหลวงพ่อชนะมาร ชนะศัตรู  พิชิตมาร  ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น  หรืออย่างไรก็แล้วแต่เถอะนะเราไม่ว่ากัน  นี้มาพูดให้ฟังหลวงพ่อพิชิตมารชนะหมดทุกด้าน  ก็ขอฝากไว้อย่างนี้  นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย  เป็นอย่างนี้แหละหนอ  เพราะฉะนั้นการจะสร้างโรงเรียนสาธิตให้สำเร็จได้  แสนจะยากลำบากไม่ใช่เป็นของง่าย  แต่เราร่วมรักสามัคคี  สร้างความดีร่วมกันเป็นประโยชน์และเสร็จทันเวลา  เหนื่อยยากหายไปเลยวันนี้  ผอ.กอบรัตน์ หายเหนื่อยไหม ๆ  ตอบให้มันดังหน่อยไม่ได้หรือ  หายเหนื่อยอาจารย์กอบรัตน์  ทำคนเดียวไม่ได้ อาศัยครูบาอาจารย์ แหม! ครูบาอาจารย์ที่โรงเรียนสาธิตเนี่ย ดร.ประเสริฐ โอ้โฮ รวยและสวยทุกคน  เราดูเมื่อกี้เดินทางมาเหนื่อย  พอเข้าสาธิตเห็นครูบาอาจารย์ยิ้มแย้มแจ่มใสตั้งใจสนทนาเจรจาไพเราะสงเคราะห์เอื้อเฟื้อ  ขาดเหลือคอยดูแขก  ไม่แปลกลูกค้ามาสาธิต  ลูกค้ามาสาธิตยิ้มแย้มตลอดเลย  เราก็ลูกค้าก็ให้ไปห้าหมื่น  ไม่ใช่หรือ  หายเหนื่อยเลยลงจากรถมาเห็นยิ้ม ๆ  อย่างนี้  หายเหนื่อยเลย เพราะสรุปใจความว่าความสำเร็จของมนุษย์  มนุษย์ที่ต้องการมากในชีวิตมี ๑๐ ประการ  ที่เรานำมานี้ มี ๑๐ ประการ ผอ.กอบรัตน์ รู้ไหมค่ะ (เสียง ผอ.ตอบ) นี่ที่เราทำสำเร็จมาได้ เพราะมนุษย์ชอบที่สุด ท่านนายกสมาคมก็ลองพิจารณาด้วยนะว่าถูกไหม
 
๑.๑.ความรัก  ไปไหนให้คนเกลียดชอบไหม  ชอบให้คนรักไหม  เราก็อย่าไปเกลียดเขานะ 
ถ้าเราชอบความรัก  ขอให้ทุกคนจงโปรดรักกันสมัครสมานสามัคคี  สร้างความดีร่วมกัน 
เข้าใจไหมค่ะ 
๒.๒.ความนิยมชมชอบ
๓.๓.ความเลื่อมใสศรัทธา
๔.๔.ความมีไมตรีจิตมิตรภาพ
๕.๕.ความเอาใจใส่
๖.๖.ความเคารพนับถือ
๗.๗.ความเมตตา
๘.๘.ความเห็นอกเห็นใจกัน
๙.๙.ความเป็นกันเอง  ไม่ถือเนื้อถือตัว เข้ากับเด็กกับผู้ใหญ่ได้
๑๐.๑๐.ความเป็นธรรมชาติ อย่าฟู่ฟ่า อย่าหรูหรา อย่างฟุ้งเฟ้อ อย่าโค้กเค้ก


   เห็นด้วยไหมนี่ ๑๐ ประการ  มนุษย์ต้องการมากไม่มีใครเห็นเลยหรือนี่ นี่แหละ ๑๐ ประการนี้  ทำให้โรงเรียนสาธิตสำเร็จ  ญาติโยมข้างหลังเห็นด้วยเหรอ สภาจะได้ลงมติจะได้ไม่ค้าน  อย่าค้านหน่อยได้ไหม  สภาสาธิตอย่าค้านมาช่วยกันแก้ดีไหม  ท่านนายกสมาคมดีไหม ขาดช่วยกันเติมเกินช่วยกันตัดเพื่อประหยัดเวลาสาธิต  ถูกไหมท่านนายกฯ  พอจะมาพูดที่นี่ต่อไปได้ไหม  ได้หรือ  โอ้โฮ ดอกเตอร์เห็นด้วยไหม  ขอให้รักกันดีกว่าเกลียดกัน  ขอให้พี่น้องจงแผ่เมตตาให้ศัตรูเป็นมิตรเสีย  อย่างให้ศัตรูไว้ในใจ  มีศัตรูนอกไม่เป็นไร  อย่ามีศัตรูในใจ  ท่านดอกเตอร์พรจันทร์  เป็นดอกเตอร์  องค์นี้ตั้งให้  ขนาดนี้ไม่เป็นไรดอกเตอร์จะแค่ไหน  แล้วดอกเตอร์เขาจะทำอะไร  นี่ก็เหมือนกันท่านนายกสมาคมควรจะเป็นดุษฎีบัณฑิต  ให้หน่อยได้ไหม ดร.สุมณฑา มาหรือเปล่า  ไม่ใช่นี่ให้ดุษฎีบัณฑิตตั้งแต่วันนี้บันทึกเดี๋ยวนี้  ดำเนินงาน  อย่าเดี๋ยว ขนาดนี้ไม่ให้หรือ แล้วที่เขาให้ ๆ ไม่เห็นเขาทำอะไร ท่านนายกมีประโยชน์มากไพศาลจริง นะเนี่ยน่าจะเป็นดุษฎีบัณฑิตแน่นอน  ให้กำลังใจกันบ้างไม่ได้หรือ  มีความรู้ขนาดนี้  นี่รู้จริงเสียด้วยรู้แล้วทำด้วยสมองแน่เมตตาครบเลย  มีความดีที่มนุษย์ต้องการ ๑๐ ข้อ ท่านนายกมีหมด  ที่พูดเมื่อกี้มีหมดใจซื่อมือสะอาด  เฉียบขาดเป็นธรรม  ไม่เคยกินนอกกินใน  ไม่มีศัตรูในใจ  ศัตรูภายนอกเรื่องเล็ก  ทุกคนมีศัตรูภายนอกทั้งนั้น  มีคนเกลียดคนรักไม่เท่ากัน  ก็ขอเจริญพร  อย่าให้มีศัตรูในใจ  โกงใครได้ไม่เป็นไร  อย่าโกงตัวเองได้ไหม  กอบรัตน์เข้าใจไหมนี่  อย่าโกงตัวเอง  โกหกคนอื่นไม่เป็นไร  แต่อย่าโกหกตัวเองนะ  โกหกตัวเองนี่มันเลวที่สุด  โกงตัวเองมันเลวที่สุด  ท่านนายกเห็นด้วยไหม  อย่าโกงตัวเอง  ในเมื่อไม่โกงตัวเองไม่โกหกตัวเอง  แล้วไหนเลยเราจะไปโกหกคนอื่น  เราลักสตางค์พ่อแม่ได้นะ  ทำไมจะไปลักคนอื่นไม่ได้  อย่านะอย่าลัก  คนนี้ลักสตางค์ยายไปซื้อเครื่องลูกเสือ  ยายบอกไม่มีใครเธอคนเดียว  จำไว้เลยนะ  ถ้าลักใครอย่ารับ  ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายลักสตางค์ยาย  องค์นี้ลักสตางค์ยาย ๑๐๐ สมัยนั้น  เป็นเด็กผู้ชาย  ยายให้ ๑๐ บาทไม่พอ  “ เอ๋ย เหลือกินเหลือใช้ “ แน่ยายบอก  ยายแกเคยไปเป็นลูกเสือหรือ และเราก็เห็นหนออยู่ที่หมอนหนอ เดี๋ยวจะต้องหยิบหนอ ยายสอนดีมาก ขึ้นเรือนต้องล้างเท้าและจะต้องเดินช้า ๆ เจอผู้ใหญ่ต้องคลาน อ่อนน้อมถ่อมตน ปากหวานตัวอ่อน  มือเป็นหงอน นอบน้อมกตัญญู  เชิดชูระเบียบเพียบด้วยวินัย  ตั้งใจศึกษา นำมาพ้นทุกข์  เป็นสุขอนันต์  เป็นหลักสำคัญ  คุณหนูจำใส่ใจ  เข้าใจไหมนี่ ไม่รู้เรื่อง ยายสอนดี  สอนแล้วก็ใช้กับยายเลย  เดินเบาแมวสู้ไม่ได้  เดินอย่าลงส้น  เดินต้องเดินค่อย ๆ อย่าเอาส้นลง  ยายสอนดี  พอถึงเวลาตาเราเข้า ยายนอนหลับ  เราจะลักสตางค์ก็เดินอย่างนั้นตามที่สอน  ยายนอนหลับไม่ตื่นเลย ฟีด ๆ ๆ เลย หยิบมา ๕๐๐ เลยนี่จำไว้นะ  อย่าเดินลงส้นลงอะไรไม่ได้  เข้าใจไหมค่ะ  เผื่อเราจะลักสตางค์  จำไว้นะ  แล้วลักสตางค์ใครไปแล้วนี้ถ้าเขาถามอย่ารับ  องค์นี้ไม่รับ  ไปเอาของใครเขามาอย่ารับนะ  ยายบอกไม่มีใคร  เธอเอาไปแน่  เธอเอาไปแน่  เราบอก  ผมไม่ได้เอาไป  รับรองสาบานได้เราก็สาบานให้ฟ้าผ่า  แต่ฉลาดการสาบานอย่าบอกว่าตาย  ให้ฟ้าผ่าเฉย ๆ  นี่ผ่าแล้วที่วัด คนนั่งอย่างนี้ผ่าเราคนเดียว แต่เราเข้าใจสาบานไม่ได้บอกว่าตายเลยไม่ตายจนบัดนี้  อันนี้ขอฝากไว้ทุกคนก็ขอฝากไว้ว่า  จะเป็นพ่อแม่ก็ดีปู่ย่าตายายอย่าลัก  ต้องขออนุญาต  เราจะบอกว่านี่เป็นของพ่อแม่เราไม่ได้  การไปบวชเหมือนกัน  ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดา  บวชให้ไม่ได้  ถ้าเราจะไปบวชนะดอกเตอร์  ไม่ได้รับอนุญาตจากแม่ตัว  บวชไม่ได้เรามีแม่ตัวใช่ไหม  มีแม่ตัวคือภรรยาไงเล่า  ถ้าภรรยาไม่อนุญาต  บวชให้ไม่ได้  เดี๋ยวมาด่าอุปัชฌาย์  นี่เหตุผลที่น่าฟังนะ  ขอสรุปใจความให้ฟังว่าการสร้างโรงเรียนนี้เหมือนการสร้างคนให้มีวิชาความรู้  อาตมาถือว่าเป็นโบสถ์หลังแรกของชาวพุทธ  แต่คนไทยชาวพุทธที่ไม่สนใจและไม่เข้าใจชอบสร้างโบสถ์ให้กับวัด  สร้างศาลา  สร้างโรงเรียนไม่สนใจ  ตรงกันข้ามแล้วถ้าไม่มีโรงเรียนแล้ว  ไม่มีโบสถ์หลังแรกไปบวชได้อย่างไร  บวชไม่ได้  โรงเรียนเป็นโบสถ์ประจำชีวิตของคน แน่นอนถ้าเราไม่มีโรงเรียนแล้วจะได้มีความรู้ความเข้าใจ  ขอเจริญพรว่า ยกไตเติ้ลให้ฟัง  นกไม่มีปีก  ไม่มีขน  คนไม่มีความรู้  บินได้ไหม  นกต้องมีขนมีปีก  คนต้องมีความรู้  คนขาดขนบินไปไม่ได้  โรงเรียนนี้สำคัญมาก  บางคนเนี่ยพูดถึงบ้านนอกนะ นี่อาตมาพระบ้านนอก  แต่ในกรุงเทพฯ  ไม่ทราบ  เรามันบ้านนอกคอกนา  มันป่าเถื่อน  ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ  บ้านนอกไม่นิยมสร้างโรงเรียนเสียแล้ว  คนแก่คนเฒ่านิยมสร้างวัด  สร้างโบสถ์  แต่บอกว่าสร้างโรงเรียนด้วยกันยาย  ไม่เอา  ไม่เข้าใจ แต่พอพูดให้เข้าใจแล้ว โอ.เค.  โรงเรียนเป็นโบสถ์หลังแรก  ถ้าไม่มีโบสถ์หลังแรก  บวชไม่ได้  บวชแปลว่าเรียน ไม่ได้เลยดังนั้นก็ขอเจริญพรว่า โรงเรียนก็สำคัญ  คนมีความรู้  นกมีปีกมีขน คนมีความรู้บินได้  จะขอถามหนู ๆ ทุกคน  ตั้งใจฟังทางนี้  มหานิยมอยู่ที่ไหน  ตอบเอาพวกเธอนะ  พวกผู้ใหญ่อย่าตอบ  มหานิยมอยู่ที่ไหน ออกไตเติ้ลให้แล้ว  ถ้าหนูจำไตเติ้ลได้หนูจะตอบได้  หนูสักคน  ตอบสักคนหนึ่ง  สาธิตมัธยมหรือประถมนี่  ประถมตอบเลยอย่าให้เสียหน้า ผอ.นะ  ตอบมหานิยมอยู่ที่ไหน ตอบไวด้วย  คิดให้มันไวคิดหนอซิ  เอ้าหนู ๒ คน ตอบ  “ ยิ้มแย้มแจ่มใส”  ก็ถูกเหมือนกันแต่ไม่ตรงเป้าของไซเคิ้ล  ไม่ถูกสเป็ค  เอาละ  หลวงพ่อจะตอบเองเถอะ ฟังแล้วจะเถียงไม่ขึ้น  ญาติโยมฟังด้วยนะ  มหานิยมอยู่ที่วิชาความรู้  ถ้าคนไม่มีวิชาความรู้  ไม่มีใครนิยมชมชอบ  จำได้ได้ไหมตอบใหม่เอ้าตอบ  มหานิยมอยู่ที่ไหน นั่น  ถ้าไม่เรียนก็ไม่รู้  ไม่ดูก็ไม่เห็น  ไม่ฟังก็ไม่ได้ยิน  ไม่ทำหรือจะเป็น จะลำเค็ญย่ำแย่จนแก่ตายเท่งทึง เข้าใจไหม  จำไว้เลยนะ  ถ้าหนูไม่ยอมเรียนหนังสือไม่มีวิชาความรู้  คนจะนิยมชมชอบเธอไหม  ไม่นิยม  พนมมือพูดกับพระไม่ใช่ดุหรอกพูดให้จริง  คนพูดจริงมักจะพูดกระแทก  เจริญพร หลวงพ่อเจ้าขา โอ๊ยปากหวานก้นเปรี้ยวเลี้ยวลดคดเคี้ยว  คนพูดตรงไปตรงมาจะพูดไม่เพราะท่านนายก  คนพูดเพราะระวังยิ้มมาแล้ว  ยิ้มตอนกู้เป็นศัตรูตอนทวง  เอ้าหนูมหานิยมอยู่ที่วิชาความรู้เรียนหนังสือให้เป็นดอกเตอร์ เอามือลง ถ้าไม่ยอมเรียนจะไม่รู้เรื่อง  นี่คนที่จังหวัดสิงห์บุรี พ.ศ. ๒๕๐๐ พ่อเป็นจับกัง  แม่รับจ้างซักรีดอยู่สิงห์บุรีเมื่อ ๒๕๐๐ เป็นลูกศิษย์วัดอัมพวัน สวดพาหุงมหากาได้ นั่งกรรมฐาน  จนในที่สุด นามสกุลแซ่ตั๊ง  ยกของขึ้นรถ สิงห์บุรี-ลพบุรี สวดมนต์ค่ะ ลูกชาย ๓ คนเป็นดอกเตอร์หมดทั้ง ๓ คน  สวดมนต์ไหว้พระขยัน  อ่อนน้อมถ่อมตน  ปากหวานตัวอ่อนมือเป็นหงอน  ไปลา  มาไหว้  และเขาจะไปโรงเรียนเนี่ยทุกวันเขาจะไหว้พ่อแม่เขา ๓ หน  ไหว้พ่อ ๓ หน ไหว้แม่ ๓ หน  จะอ่อนน้อมถ่อมตนตลอดรายการ  คนที่สวดมนต์ไหว้พระตั้งแต่เล็กๆ ว่านอนสอนง่าย  คนที่ปากกล้าขาแข็งไม่สวดมนต์  ไปก็ไม่ลามาก็ไม่ไหว้  เถียงพ่อเถียงแม่  เถียงคำไม่ตกฝาก  เลว  ว่านอนสอนยาก  เพราะคนปากกล้าขาแข็ง  ถ้าหากสอนลูกตั้งแต่สวดมนต์ไหว้พระเนี่ย  อย่างอาราธนาศีลอาราธนาธรรมนี้ได้ตั้งแต่เล็ก ๆ รับรอง อ่อนน้อมถ่อมตนแล้วก็ขยันหมั่นเพียร  อาตมาก็ไปฝากคนโตที่ไหนรู้ไหมลอสแองเจลิส  สหรัฐอเมริกา  เพราะขยันหมั่นเพียร  อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย  ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น  ชื่อโกวิไล  หมอบรรจบ ออกจากโคกสำโรงไปอยู่รัฐลอสแองเจลิส  ตั้งร้านขายอาหาร  เราหมดทุนแล้วเป็นหนี้เป็นสินเขาที่โคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  ก็ไปอยู่นั่น  รวยมหาศาล  ลูกก็เป็นดอกเตอร์เลย ฝากคนนี้ไปช่วยล้างชามเอาสตางค์ไว้เรียนปริญญาตรี โท เอก  เก่งมากและภาษาอังกฤษเก่งตั้งแต่สิงห์บุรีแล้ว เนี่ยคนจะเก่งเนี่ย  หนามแหลมใครไปเสี้ยม   มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง มันจะแหลมออกมาจากท้องแม่มัน  บางคนแหลมเหมือนกันแหลมเหมือนส้นช้าง  ไอ้คนมันเป๋อมันจะขี้เกียจ ไม่ได้สนใจในความดีอันนี้  ผลที่สุดทำอย่างไร  ไปอยู่ก็ช่วยล้างชาม  เขาให้เงินเดือน  ไปอยู่บ้านท่านอย่างนิ่งดูดายปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น  เข้าเมืองตาหลิ่ว  หลิ่วตาตาม  อย่าไปขัดคอเขา จำแม่น คนจะดีมันจำแม่น อย่าไปขัดคอเขา คนไม่ดีมันจะจำของชั่วของมัน เมื่อไปก็ล้างชามเรียบร้อย  พอเห็นฝรั่งมามากมาทาน  อาบน้ำแต่งตัวใหม่  แต่งสูทเลยช่วยเสริฟ  ไม่ใช่หน้าที่ หน้าที่เขาล้างชามช่วยเสริฟเลย  แล้วพูดภาษาอังกฤษเก่งเนี่ยคนเก่ง มันเก่งตั้งแต่เล็ก ๆ ช่วยเสริฟช่วยอะไรต่ออะไร ก็หัดพูดภาษาไปด้วย  เลยไปรู้จักกับพวกฝรั่งที่มากิน  บริการดี  ต้อนรับดีก็รู้จักหนักเข้าก็ชอบชวนไปบ้าน  เลยโกวิไลก็ให้ ๒ แรง  เงินที่ได้ดอลล่าห์ให้จากล้างชามให้เสริฟด้วย  แล้วก็ไปเสริฟเขาก็พูดเก่ง  มีอัธยาศัยก็ได้เงินทิปอีกแล้ว  แถมเขาชวนไปบ้านคนนี้เขาเป็นอาจารย์ที่สหรัฐอเมริกา เอาเข้ามหาวิทยาลัยเลย นี่คนมีอัธยาศัย ก็ขอเจริญพรคนดีจะมีอัธยาศัย มีน้ำใจเลยผลสุดท้ายเอาน้องไปเป็นดอกเตอร์ ๓ คนไม่ต้องใช้เงินพ่อแม่เลย ลูกสาว ๒ คนเป็นเถ้าแก่เนี้ย ขายทองที่เยาวราช นามสกุลแซ่ตั๊ง

มีต่อ......

8
 สวัดดีครับผมสมาชิกน้องใหม่ขอรายงานตัวขอฝากตัวเนื้อฝากตัวด้วยครับ
9
004 - ปริยัติ ปฎิบัติ ปฏิเวธ - พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม
10
003 - กายใจที่บริสุทธิ์ - พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม
หน้า: [1] 2 3 ... 10