กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
01 - 10 - พุทธวจนะในธรรมบท - อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก

3
ต่อ......

อาตมาเคยไปอบรมเทศน์เรื่อง ทาน ศีล อยู่ทางออสเตรเลีย พอเทศน์เสร็จแล้ว มีคนไทยบอกว่า เขาไม่อยากฟังเท่าไร เรื่องทาน ศีล เขารู้แล้ว เขาอยากจะฟังแต่ปรมัตถธรรม เรื่องสมาธิภาวนาสูงๆ เราก็เลยไม่อยากพูดมาก เมื่อเขาพูดอย่างนั้น เราก็พูดไปกลางๆ ว่า อ้าว! นึกว่าพระพุทธเจ้า แสดงศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางที่สมบูรณ์บริบูรณ์ ถ้าหากขาดศีลแล้ว สมาธิมันจะมั่นคงได้อย่างไร ถ้าเราไปพิจารณาโดยอารมณ์ สิ่งที่มากระทบ สมมติว่า เราทำผิดศีลนะ ผิดศีลแล้วสิ่งที่มากระทบคืออะไรบ้าง ที่ทำให้เราไม่สงบ ที่ทำให้เราเดือดร้อน เมื่อเราประพฤติผิดแล้ว ไม่รักษาศีลแล้ว มันต้องมีเรื่องกระทบมาก มีเรื่องก่อกวนมาก เพราะไปฆ่าเขา เขาก็ไม่ชอบ หรือไปลักของเขา เขาก็ไม่ชอบ ประพฤติผิดประเวณี มันก็จะมีแต่ปัญหา มันจะมีสมาธิได้อย่างไร เมื่อไปกินเหล้า แล้วไปโกหกอยู่อย่างนั้น เราพิจารณาดูศีลจึงเป็นฐานรองที่สำคัญที่สุด แม้ศีลห้า ถ้าเราตรวจดู ถ้าเราชอบดื่มเหล้าอย่างนี้ สมาธิมันจะตั้งได้อย่างไร แต่ละข้อๆ ทำไมจึงว่า ศีลเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ

เพราะฉะนั้น พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านรู้ธรรมส่วนละเอียดเท่าไร ส่วนศีลของท่าน ท่านก็รักษาให้บริสุทธิ์ ท่านไม่ได้ปล่อยละเลย ที่เราเลื่อมใสเพราะว่าศีลท่านบริสุทธิ์ ยิ่งเป็นพระอรหันต์ ยิ่งสะอาดกว่าปุถุชนอีก ท่านบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ เหมือนกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉันไม่หลง อยากทำอะไรก็ทำ อยากพูดอะไรก็พูด ไม่มีในวิสัยของพระพุทธเจ้า ท่านยิ่งสำรวม ยิ่งรักษา ยิ่งเป็นเนติแบบฉบับทุกอย่าง ท่านไม่ได้ปล่อยเลยจนมรณภาพ จนดับขันธ์สู่ปรินิพพาน พระอริยสงฆ์ก็เหมือนกัน

พระกัสสปะ เคยปฏิบัติธุดงควัตร แต่เบื้องต้นอย่างไร เมื่อท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว
ท่านก็ยังปฏิบัติอยู่อย่างนั้น ท่านรักษาของท่านอยู่อย่างนั้นด้วยปกติ


ทีนี้มีปัญหาว่าถ้าท่านไม่รักษา กิเลสจะกลับกำเริบกลับมาอีก? มีอีกไหม? ถึงกิเลสไม่มี ท่านก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ ถึงจะไม่กำเริบอีก ท่านก็ทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะอะไร? เพราะถึงกิเลสอาสวะ ที่จะตบแต่งภพชาติข้างหน้า หรือกาลต่อไปแต่งไม่ได้แล้ว แต่เมื่อการกระทำที่ไม่ดี ที่ผิด เมื่อทำได้เหมือนปุถุชนคนอื่นทำทั่วไปแล้ว เสียงจากปุถุชนที่ไม่รู้ต้องเข้าหูท่านแน่นอน มีเสียงตำหนิติเตียนแน่นอน หูต้องได้ยินแน่นอน เพราะหูมันเป็นวิบาก กายก็ยังเป็นวิบาก แต่อดีตมาเป็นผลปัจจุบัน เพราะฉะนั้น กายก็ต้องมีเจตนา มีขันธ์ ยังเหลืออยู่ ก็ต้องมีผัสสะ มีเวทนาอยู่ เพราะกายไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ประสาทหู ประสาทตา ประสาทจมูก ประสาทลิ้น ที่อยู่วิญญาน ส่วนนี้เป็นส่วนวิญญาณวิบากไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ย่อมรับรู้ สิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นเราไม่ควรมองข้าม เมื่อเราทั้งหลายต้องการความมั่นคงของการปฏิบัติ เพื่อให้มีผลใหญ่ ให้มีอานิสงส์ ความสำรวม ตั้งอยู่ในศีล สำรวมกาย สำรวมวาจา โดยความระมัดระวัง ก็เท่ากับเราสร้างสติอยู่ตลอดเวลา เมื่อสติของเรามีการระลึกการกระทำ ควบคุมการกระทำ ควบคุมการพูดของเราไม่ให้ผิด เป็นการทุจริต ในทางกาย ทางวาจาแล้ว ชื่อว่าเราเดินตามทาง เมื่อเราเดินตามทางที่ตรงถูกต้องแล้ว นับแต่ตั้งแต่ก้าวแรก เราก็ขยับเข้าใกล้จุดหมายปลายทางทุกก้าวไป

แต่ถ้าเราเดินทางผิดแล้ว ก้าวไปเท่าไร มันก็ยิ่งห่างจากความจริง
ห่างจากจุดหมายปลายทาง ยิ่งเราก้าวไปนานเท่าไร รวดเร็วเท่าไร
ยิ่งจะห่างเร็วมากขึ้นเพราะมันผิดทาง


เพราะฉะนั้น ทางคือศีล เราก็ควรพยายามสำเหนียกศึกษา สำรวมระวังเข้ามา แล้วก็พยายามที่จะช่วยกัน
เป็นเครื่องอุดหนุนกัน ถ้าคนหนึ่งไม่มีสติ คนหนึ่งมีสติ พยายามสำรวม พยายามสงบ หนักเข้าๆ
ก็มีความสำรวม ความเรียบร้อย ความงาม ความสงบ นี่ทำให้มีพลังทางกาย ทางใจด้วย

เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีศีล สำรวมกาย วาจา เป็นพื้นฐาน สะอาดแล้ว เราจะใช้สติสำรวมใจ เพราะเราปิดประตูสองประตูได้แล้ว ข้าศึกมันเข้ามาก่อกวนไม่ได้ ประตูทั้งสองซึ่งปิดคือ ประตูกายและประตูวาจา ศัตรูเข้ามาไม่ได้ ยังมีประตูใจ อาจจะเล็ดลอดเข้ามาได้ เราก็ตั้งสติเฉพาะประตูเดียว ไม่ต้องกังวลประตูอื่น เราก็สามารถที่จะเอาชัยชนะต่ออารมณ์ที่มาก่อกวนจิตใจของเราให้มัวหมอง ทำให้จิตใจของเราไม่สะอาด เราอยู่ในประตูเดียว มีช่อง มีโอกาสที่เรามีกำลัง ที่จะเอาชัยชนะได้มากกว่า ถ้าประตูของเราไม่มั่นคง เข้าทางกายก็ได้ เข้าทางวาจาก็ได้ เข้าทางจิตใจก็ได้ แต่สติมีอันเดียว เวลามาอยู่ประตูนี้ ประตูนั้นก็ว่าง เป็นช่องว่างให้ศัตรูเข้ามา

เพราะฉะนั้น เราพึงตั้งสัจจะอธิษฐาน รักษาประตูหรือปิดประตูของเราให้ดี เหลือประตูอันเดียว แล้วพยายาม แต่สมัยพุทธกาล ท่านจึงอุปมาร่างกายของเราเปรียบเสมือนจอมปลวกใหญ่อันหนึ่ง ร่างกายของเรามีหกประตู คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นประตูหกด้วยกัน ท่านว่าเมื่อต้องการจับสวยจัง สวยจังมันเข้าไปอยู่ในจอมปลวกนั้น เมื่อต้องการจับสวยจังแล้ว ท่านว่าให้ปิด ให้อุดประตูทั้ง 5 ให้แน่น แล้วเราก็เปิดไว้ช่องหนึ่ง สำหรับเราอยู่เฝ้า ต้องคอยคุมตามช่องนั้น ขุดไปๆ ก็จะได้พบตัวสวยจัง จับตัวสวยจังได้เพราะมันออกไปทางไหนไม่ได้ เราปิดแล้วทีนี้ ถ้าหากว่าเราไม่ปิด หรือปิดไม่หมด มีช่องใดช่องหนึ่ง ตัวสวยจังมันก็กลัวตายเหมือนกัน ไม่อยากตายเหมือนกัน มันก็ต้องดิ้นหาช่องออก เมื่อเห็นช่องไหนออกได้ มันก็ออกไป เลยจับตัวมันไม่ได้ จิตใจของเราก็เหมือนกัน มันมีประตูออก

เพราะฉะนั้น ท่านจึงให้สำรวม ให้เหลือแต่ประตูเดียว รักษาประตูเดียวให้ดี การรักษาปฏิบัติให้ดี
เกี่ยวเนื่องด้วยการงานทางจิตใจ เป็นสิ่งที่ละเอียดมาก จะบังคับมากโดยวิธีการเหมือนกับเราทำงานอย่างอื่น
ของหยาบก็ไม่ได้ เราจะปล่อย มันก็กลับตัวเร็ว เหมือนน้ำอยู่ในใบบัว


การประคับประคองจิต เหมือนประคับประคองน้ำอยู่ในบัวนี้แหละ
ให้ถือว่าอย่างนั้น น้ำที่อยู่ในใบบัว กลิ้งไปกลิ้งมา นี่เผลอไม่ได้


การภาวนา ที่ดูจิตของเราที่ทำจิตใจให้สงบเหมือนกับว่า เราสำรวมระวังน้ำในใบบัวนั้น เรากับน้ำในใบบัว เราจะกำแรงก็ไม่ได้ เราจะเคลื่อนไหวแรงมากก็ไม่ได้ เราก็ต้องพยายามทำด้วยใจดี ใจระมัดระวัง ไม่ใช่เป็นของหนัก ใบบัวนี่ไม่หนักเลย เราจะถึงได้โดยจิตใจที่เที่ยงตรง นี่ก็เหมือนกัน เรามามองดูด้วย ทิฏฐุชุกัมม์ ทำความเห็นให้ตรงด้วยอุบายแยบคาย กระทำจิตใจของเราให้เห็นตรง เห็นรวบรัดเข้ามา โดยเฉพาะ ธรรมทั้งหลาย มีใจถึงก่อน สำเร็จด้วยใจ เรารวบรัดเอาที่นี้ เราดูที่ใจ แล้วใจทั้งหลายมันก็ต้องมีอยู่ ในที่นี้ ถ้าไม่มีใจแล้ว ธรรมทั้งหลายจะเป็นกุศล อกุศล อดีต อนาคต ปัจจุบัน ก็ไม่มีในที่นี้

เพราะฉะนั้น เมื่อเรารวบรัดอยู่ที่ใจฉะนี้แล้ว เราก็พยายามเหมือนกันกับว่า เราตั้งใจอย่าให้มันดิ้นรนไปตามอารมณ์ต่างๆ ที่หลอกไป สิ่งที่กระทบหระเทือนเหมือนกับน้ำในใบบัวที่มันกลิ้งไปตามสิ่งที่กระทบกระเทือน เราก็พยายามดูให้ตั้งมั่นด้วย แม้แต่ลมหายใจ ก็ละเอียดตามลำดับ แม้แต่ความรู้ ก็ละเอียดตามลำดับ ทำความสบายด้วย ถ้าจิตใจไม่สบายขัดข้องอะไรต่างๆ เราก็ใช้อุบาย ทำไมมันคิดไม่ดี มันก็ยังคิดได้ คิดไม่ให้สงบ มันก็ยังคิดได้ มันสร้างขึ้นได้ เราจะสร้างความสงบ ไม่ได้หรือ เราจะสร้างความดีในใจ ไม่ได้หรือ ความไม่ดีก็ยังคิดได้ มันก็ต้องได้ซิ ไปได้แต่ทางเดียวทางนี้ไม่ได้ ได้ยังไง

ธรรมเป็นคู่นี่ เพราะฉะนั้น เราพยายามคิดแต่จะให้มันสงบ คือคำว่า ความสงบ นี่คือ ไม่ใช่ว่ามันไม่มีอะไรเสียเลย

คำว่า ความดับ มันมีอยู่ แต่สิ่งที่ดับก็คือทุกข์ สิ่งที่รู้มันต้องมีอยู่ ใครจะไปดับความรู้ได้ เหมือนกับแสงสว่าง เมื่อเป็นธรรมชาติ ใครจะไปดับได้ เมื่อเราต้องการมืด เราก็ดับตาของเรา ถึงจะมีแสงสว่างอยู่เท่าไหร่ก็ตาม แต่ตาของเราหลับแล้ว มันก็มืดได้เหมือนกัน เมื่อเราต้องการแก้มืด ก็ไม่ต้องไปดับดวงอาทิตย์ ไม่ต้อง เราไม่ต้องไปหาอันอื่น เพราะมีอยู่แล้ว เรามาแก้ที่ดวงตาของเรานั้นแหละ เราลืมตาขึ้นมา โผล่ขึ้นมา ได้สัมผัสกับแสงสว่าง เราก็ได้เห็นรูปต่างๆ ผลที่สุดเราก็มาแก้ที่ตาของเรา เพราะสว่างก็มีอยู่แล้ว วัตถุก็มีอยู่แล้ว จะมืดหรือจะสว่างมันอยู่ที่ตาของเรา ฉันใดก็ดี ธรรมทั้งหลายมีอยู่แล้ว ที่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ได้ตรัสรู้ในโลกนี้ ในชาติมนุษย์นี้ ในเดือนปีอันนี้ ในจักรวาลอันนี้ ในดวงอาทิตย์อันนี้ ในโลกอันนี้ ในธรรมอันนี้ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อันนี้ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ไม่ใช่จะมีแต่เฉพาะเรา กิเลสทั้งหลาย ก็ไม่ใช่เพิ่งมีแต่เฉพาะเราเกิดสุดท้ายภายหลัง มันมีตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ความทุกข์ไม่ใช่เพิ่งมี แต่พวกเรามีแต่อดีตมานานแล้ว เป็นของประจำโลก เป็นของประจำธรรม พระพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้โลก ตรัสรู้ธรรม ที่มีอยู่แล้ว เพราะอาศัยพระองค์มาแก้ดวงตาของพระองค์ให้ใสสะอาด สมามรถมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่ละเอียด ที่คนทั้งหลายไม่เห็น ที่คนธรรมดาไม่เห็น ที่คนธรรมดาไม่รู้ พระองค์เห็นแล้ว ศึกษาจนรู้จนเข้าใจ ในสิ่งที่พระองค์รู้ พระองค์เห็นนั้นๆ เอาใช้ให้เกิดประโยชน์ ความสุขอย่างพึงพอใจ

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรสำเหนียกศึกษาให้เข้าใจธรรมะที่ละเอียด ในส่วนที่ละเอียด ในส่วนที่หยาบ ในส่วนที่ประณีต เราก็ต้องใช้สติ ใช้ปัญญาให้เหมาะสม ในธรรมนั้นๆ ในส่วนนั้นๆ เราก็จะเห็นได้ ธรรมส่วนละเอียด แต่สติปัญญาของเราหยาบ อารมณ์จิตใจของเราหยาบ มันก็รับกันไม่ได้ รับไว้ส่วนละเอียดไม่ได้ ที่เหลืออยู่ก็เหลือแต่ส่วนหยาบที่เสมอกัน เมื่อเราต้องการรู้เห็นธรรมะส่วนละเอียด จะต้องอาศัยความสงบ จะต้องอาศัยความวิเวก ต้องอาศัยสติ ต้องอาศัยความเพียร เราก็ต้องหาที่สงบ ที่วิเวก ต้องมีสติ มีความเพียร ไม่ลดละ ไม่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรพยายามสำเหนียกศึกษา เฉพาะที่เรามีโอกาสอันดี เหมือนในสมัยเวลานี้ ในปัจจุบันนี้ เป็นโอกาสที่ดีไม่น้อย เป็นสิ่งที่ง่ายในปัจจุบันนี้ แต่อาจจะเป็นสิ่งที่หายากในอนาคตก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเหมาะสมในการที่เราจะศึกษาประพฤติปฏิบัติแล้ว ควรจะสละเวลา

ตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจัง จะอยู่บ้านก็ตาม จะอยู่ป่าก็ตาม ให้พยายามตั้งใจประพฤติปฏิบัติอยู่ในธรรมเหล่านั้น ถ้าเราทั้งหลายปฏิบัติได้อยู่อย่างนี้แหละ ความรู้ของเรา เกี่ยวด้วยธรรมะย่อมปรากฏ มีบทบาทในจิตใจ ให้เราได้สัมผัสความพึงพอใจ ความหนักแน่น ความสงบสุข ย่อมเกิดขึ้นในตัวของเราแน่นอน เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว พากันจดจำไว้ให้ดี นำไปประพฤติปฏิบัติตาม ด้วยความไม่ประมาท เราก็จะได้ประสบพบเห็น ความสุข ความเจริญ ดังกล่าวมา สมควรแก่เวลายุติเพียงเท่านี้

สติรักษาจิต - หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

4
สติรักษาจิต - หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

เมื่อสมัยพุทธกาลนั้น ท่านฟังเทศน์ตั้งใจฟังจริงๆ ฟังด้วยศรัทธาความเชื่อ ฟังด้วยความเลื่อมใส ฟังด้วยความตั้งใจ นำไปปฏิบัติจริงๆ อยู่ในหลักว่าตั้งใจฟังด้วยความเคารพ จดจำคำที่ท่านแสดงเอาไว้ โดยความเอื้อเฟื้อเคารพ แล้วนำไปตรวจตรองพิจารณาด้วยความเคารพ แล้วปฏิบัติตามด้วยความเคารพ ความเคารพต่อพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็เท่ากับความเคารพต่อพระพุทธเจ้า ก็เท่ากับความเคารพต่อพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้านั้น ทรงเป็นผู้ค้นคว้าจนได้บรรลุธรรม ส่วนพระธรรมนั้นก็เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตาม เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ก็อาศัยพระธรรมนั้น เพราะฉะนั้น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้ง 3 อย่าง แยกออกโดยเนื้อความ แต่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยหลักความจริง

เพราะฉะนั้น การฟังด้วยความเคารพ ก็เพื่อผลประโยชน์แก่ตัวเราเอง เพื่อจะได้ถอนความเห็นผิด
เพื่อจะได้ถอนความเข้าใจผิด เพื่อจะได้อ่อนน้อม เพื่อจะได้ปฏิบัติถูกต้องได้ง่าย
เพื่อปฏิบัติตรงทางได้ง่าย เพราะจิตมันอ่อนมันน้อม

ความเคารพก็คือ การอ่อนการน้อม ธรรมะจะละเอียด คดเคี้ยวอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่อ่อนน้อมตาม
มันก็เข้ากันได้ ไม่ขัด ไม่ติด เพราะอาศัยความเคารพ อาศัยความเลื่อมใส


ความเคารพนี้ ก็ต้องอาศัยเป็นผู้ที่ว่าง่ายสอนง่าย เข้าใจถูกต้องง่าย จิตมันค่อยอยู่ในหลักความจริงได้ง่าย ไม่มัวรีรอ เพราะสงสัย เพราะกลัว เพราะไม่รู้ เพราะหลง ทำให้เนิ่นช้า ผู้มีสติปัญญาดี มาพูดสิ่งที่จริงแล้ว จิตดวงนั้น ผลลัพธ์มันตรงกัน เข้าใจกันถูกต้องได้เร็ว ไม่ต้องสงสัยโน่นๆ นี่ๆ เหมือนกับคนที่รู้จัก มีความรู้ ภูมิรู้ได้เรียนหลักวิขาการเสมอกัน มีความรู้เท่ากัน เขาพูดในหลักวิชาการ บทนั้นบทนี้ ก็เข้าใจทันทีด้วยกัน รับรองมั่นคงด้วยกัน คนหนึ่งเข้าใจ คนหนึ่งไม่รู้ เมื่อพูดแล้ว เมื่อเขาไม่เข้าใจ เขาก็ไม่รับรอง เขาก็หาแต่ข้อขัดแย้ง เพราะเขาไม่เห็นด้วย เพราะเขาไม่เข้าใจอย่างนี้แล้ว ผลที่สุดการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลงานก็เลยล่าช้า ไม่ทันเวลา ไม่ทันต่อเหตุการณ์ เพราะมัวแต่หาอยู่ ตกลงกันไม่ได้
เราทั้งหลายฟังธรรม ถ้าเราตกลงได้ง่ายกับธรรมะ คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็รู้ เห็นง่าย สงบง่าย

ทีนี้สติของเรา ยังไม่ทันเข้าใจหลักธรรมอันถูกต้องยอมรับตามความจริง เพราะถึงได้ยินได้ฟัง
หรือนานๆ ได้ยินได้ฟัง คิด นึกน้อมไปในเรื่องอื่นนี้มีอยู่ตลอดเวลา


เพราะฉะนั้นการรู้ธรรมนี่ มันมีโอกาสน้อยเหลือเกิน ไม่มีช่องว่างในจิตในใจ ให้ธรรมได้ไปยึดอยู่ ให้มีอิทธิพลในความรู้ทางธรรม อิทธิพลทางโลกเหนือจิตใจของเรามากกว่า ทั้งเวลา ทั้งความรู้ ตลอดถึงความชำนาญ ถึงความคล่องแคล่ว เรื่องทางโลกมันคล่องแคล่วว่องไว รวดเร็วกว่าเพราะเหตุนั้น ทางโลกจึงมีบทบาทต่อจิตใจของเรา ทำให้เราอยู่กระทบกระเทือนแบบโลกๆ อยากจะเข้าไปสู่ธรรม ธรรมก็ไม่มีกำลังช่วยเราเพียงพอ

เพราะฉะนั้น เราควรพยายามเปิดประตูช่องกว้างให้ฝ่ายธรรมะ เพื่อให้มีกำลังเท่าเทียมกันกับทางโลก หรือให้เหนือกว่าทางโลกก็ยิ่งดี ให้พยายามโอปนยิโก น้อมเข้ามา เห็นอะไรอย่างอื่นก็น้อมเข้ามาให้เป็นธรรม เห็นส่วนไม่ดี ให้น้อมเข้ามาเป็นของจริง เป็นทุกข์ เป็นสัจจะ เป็นของจริงที่มีอยู่ประจำโลก มีให้เราได้พบ ได้รู้ ได้พิจารณา เราสร้างปัญญาไม่ให้ลุ่มหลง

ส่วนความสุขที่มีอยู่ในจิตใจของเรา เราก็ควรรู้ไปตามความเป็นจริง เป็นสัจจะ เป็นธรรมความจริง เพราะความสุขมีอยู่จริงในโลก ถ้าความสุขไม่มีแล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์จะได้ความสุขมาอย่างไร ? ความสุขมันมีอยู่แล้ว แต่เราไม่สามารถเอามาเป็นสมบัติของจิตใจ หรือตั้งอยู่ในจิตใจของเราได้ เพราะสิ่งอื่นขัดขวาง หรือบรรจุสิ่งอื่นมันเต็มแล้ว ถึงเราอยากจะเอาเข้าไปก็เข้าไม่ได้ อยู่ไม่ได้ เข้าได้นิดๆ หน่อยๆ มันก็อยู่ไม่ได้ หลุดออกไปๆ

เพราะฉะนั้น เราควรพยายามหาโอกาส เอาธรรมะในส่วนที่ให้เกิดความสงบ เกิดความสุขมาอยู่ในจิตใจของเราให้มาก ธรรมะที่จะมาปรากฏในจิตเรานี้ ต้องอาศัยโอปนยิกธรรม คือ เราน้อมเอามาใส่ใจ น้อมธรรมเข้ามาในใจ อันนี้ก็เป็นจิตระลึกเข้ามาสู่จิตใจของเรา ให้เราได้อ่านธรรมที่มีอยู่ในใจของเราให้มาก จะเป็นส่วนไม่ดี คือความทุกข์ ความรำคาญ ความวุ่นวาย ทางกาย ทางวาจา ทางจิตใจ เป็นส่วนธรรม ส่วนที่ไม่ดี ที่เราควรเบื่อหน่าย ควรเห็นทุกข์เห็นโทษ เห็นเป็นสิ่งที่น่ากลัว แล้วเราไม่มัวเมาประมาทในธรรมนั้นๆ เราพยายามที่ไม่ให้จิตใจไปพัวพันในธรรมนั้นๆ เหมือนกับเราเห็นไฟ หรือเห็นยาพิษ เราไม่ประมาท ไม่ควรจะเอาใส่ลิ้น ไม่ควรเอาใส่ปาก มันเป็นภัยอันตรายต่อสุขภาพ เราควรระมัดระวังไม่ให้ยาพิษเหล่านั้น ไปแปดเปื้อนการบริโภคต่างๆ มันติดเศษเหลือเข้าไปทำอันตราย เมื่อเราเห็นชัดว่ายาพิษเป็นยาพิษแล้ว ส่วนอาหารเป็นอาหาร ส่วนยาพิษให้เป็นยาพิษ เมื่อเราเห็นชัดแล้ว เราก็บริโภค ส่วนที่เป็นอาหาร พอเหมาะพอควร บำรุงร่างกายของเรา ชีวิตก็จะอยู่ได้ตามปกติธรรมดาฉันใด จิตใจของเราก็เหมือนกัน

ยาพิษที่เราทั้งหลายเบื่อไม่ต้องการ ก็คือทุกข์นั่นเอง เมื่อทุกข์มันจะเจือปนอยู่ในประเภทใดๆ
เราก็พยายามสำรวม ระมัดระวังที่มาจากเหตุ คือความหลง


เพราะฉะนั้น เราควรมีสติรักษาตัวของเราไม่ให้หลง ให้ตั้งอยู่ในสติ มีความรู้ความจริง สิ่งใดเป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ เป็นไปเพื่อความสะสมต่อกองกิเลส เป็นไปเพื่อความอยากได้ เป็นไปเพื่อการประกอบกับกองทุกข์ เป็นไปเพื่อความคลุกคลี มัวเมาประมาท นี้ไม่ใช่ธรรมส่วนที่ดี เป็นธรรมที่เราควรละ เราควรทิ้ง ธรรมประเภทนี้มีอยู่ในใจ ก็ควรชำระสะสาง อย่าไปคิดว่ามีมากๆ แล้วเราจะมีความสุข อย่าคิดเลย ได้สิ่งนั้น ได้สิ่งนี้มีความสุข สิ่งที่เราว่าหามา ได้มา ถ้าพูดถึงความจริงแล้ว มันเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจของเราหลงตัวสมุทัยโดยไม่รู้ตัว ถ้าเราไม่ฉลาด สิ่งเหล่านั้น กลับกลายมาเป็นสมุทัย เป็นปัจจัยให้ทุกข์เกิด เหมือนความรัก

ความรักนี่ จะเป็นสมุทัยก็ได้ ถ้าเราไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ปิยโต ชายเต โสโก ปิยโต ชายเต ภยํ ความทุกข์ ความโศก เกิดขึ้นเพราะความรัก ความรักมีอยู่ที่ไหน ความหวงแหน ความอาลัย ความอาวรณ์ ความเป็นภาระ จะต้องคุ้มครองดูแลเอาใจใส่ ไม่อยากให้มันเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น อยากให้เป็นของเราอยู่ตลอดเวลา เวลาสิ่งเหล่านั้นมันไม่เป็นไปตามความต้องการของเราก็ทุกข์อีก เกิดความโศก ความเสียใจเศร้าใจ เพราะฉะนั้นท่านจึงว่า เมื่อความรักเกิดขึ้น เราก็ต้องรู้เรื่องของความชังบ้าง มันเป็นของคู่กัน เมื่อความชังเกิดขึ้น เราก็เว้นช่องว่างให้มีความรักเหลืออยู่บ้าง อย่าไปชังทั้งหมด เพื่อให้จิตใจของเราได้อยู่กลางๆ ความรักกับความชัง จะได้อยู่เป็นขอบป้องกันเรา เป็นรั้วป้องกันเรา อย่าให้รักทั้งหมด อย่าให้ชังทั้งหมด เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ดีเราก็พยายามสอดส่องสิ่งที่ดีบ้าง มีอยู่ในนั้น เมื่อเราเห็นสิ่งใดที่เป็นโทษ ที่ว่าเป็นโทษเป็นทุกข์ เราก็มองดูให้ดีๆ อาจจะมีความสุขส่วนหนึ่งในที่นั้น

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า พระองค์ได้ความสุขจากากรที่พระองค์ไปทนทุกข์ทรมานต่อสู้ เพื่อศึกษา เพื่อให้รู้ทุกข์ ถ้าพระองค์ไม่ทำอย่างนั้น พระองค์ได้แต่ตั้งจิตปณิธานว่าให้เรามีความสุขแต่ฝ่ายเดียว พระองค์คงจะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเลย กายก็ไม่อยากให้กระทบกระเทือน ถูกแดด ถูกร้อน ถูกหนาว ถูกโหยหิว อะไรต่างๆ อยากจะให้มันอยู่โดยไม่มีอะไร ให้มันสบายเอิบอิ่มอยู่อย่างนั้น ถ้าเป็นเช่นนั้น พระองค์ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เหตุอย่างนั้น ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะรัก เพราะชัง เพราะไปหลงรัก หลงชัง หลงสุข หลงทุกข์ ปรารถนาแต่ความสุข แล้วก็เกลียดทุกข์ พระองค์ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะมีวิธีการอย่างนั้น พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้ธรรม ได้ความสุข เพราะพระองค์ไม่หลงสิ่งเหล่านั้น ฝึกหัดจิตให้เข้มแข็ง ให้รู้เท่า ให้รู้ความจริงสิ่งเหล่านั้น ว่าสิ่งเหล่านั้นกับเรานี่ จะแยกกันออกได้ไหม จะเป็นอันเดียวกันจริงๆ หรือ เมื่อมาแยกไปๆ พิจารณา อ้าว! เขาก็ไม่เป็นอะไร เราก็ไม่เป็นอะไร เหมือนกับแขนของเราสองอันนี่ ข้างนี้มันก็ไม่มีเสียงอะไร มันก็ไม่เป็นอะไร เพียงแต่เห็นเท่านั้น เพียงรู้สึกข้างเดียว เราจะทำอย่างไรมันก็ไม่มีเสียง ถ้ามีข้างหนึ่งมารับกันนะ เสียงมันก็ออกมา แต่ก่อนเสียงไม่มี พอเราตบปั๊บเสียงออกมา ให้มันเกิดตามมา เพราะการที่มือสองอันนี้เป็นเหตุอันหนึ่ง มือสองอันแล้วไปหระทบกันนี้ ก็เป็นเหตุอันหนึ่ง ถ้ามือสองอันนี่ ต่างคนต่างไม่กระทบกัน เสียงก็ไม่เกิด หรือมือสองอันเคลื่อนไหวทำอะไรก็ได้ แต่อย่าให้มันกระทบกัน เคลื่อนไหวของมันเอง เสียงก็ไม่เกิด

เพราะฉะนั้น ทุกข์ทั้งหลาย ท่านเรียกว่าอาศัย การเกิด ไม่มีโดยตรง โดยเฉพาะมันอาศัยการเกิด เหมือนข้าวสุกนี่ มันต้องอาศัยการเกิด ไม่มีข้าวสุกโดยตรง ข้าวสุกโดยตรงมันจะไปแสวงหาข้าวสุกโดยตรงๆ โดยดั้งเดิมไม่ได้ ต้องมาจากข้าวสาร ได้มาจากข้าวเปลือก ได้มาจากลำต้นที่ปลูกขึ้นในดิน อาศัยน้ำ อาศัยแผ่นดิน มันอาศัยการเกิดอย่างนั้น จึงมามีข้าวสุก แล้วมาบาน บริโภคเป็นเนื้อ เป็นหนัง เป็นบุคคล มีชีวิตเกิดขึ้นมา ต้องอาศัยการอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่โดยตรง

เรื่องธรรมะก็เช่นเดียวกัน เรื่องความสุข ความทุกข์ ก็เหมือนกัน เป็นแต่เพียงอาศัยการเกิดเท่านั้น ถ้าหากจิตของเราหนักแน่น ผู้รู้ของเราฝึกรู้ความจริงให้หนักแน่น ไม่ให้หวั่นไหวในสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงก็ดี สิ่งที่มันกระทบกระเทือนก็ดี เพียงแต่รู้เท่าแล้วพยายามรักษาจิตไม่ให้มัวหมอง ไม่ให้เศร้าใจ ไม่ให้ทุกข์ใจ เพราะสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลง สิ่งที่มันเกิดดับ เรามารู้เท่าสิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริงแล้ว เมื่อเราศึกษาหนักเข้าค่อยชำนาญขึ้นมา ค่อยเห็นสิ่งที่เราผ่านไป ที่เราได้เฉยไป ผ่านไปๆ เราก็ทบทวนดูว่าอาการ เหตุการณ์ภายนอกอย่างนี้ เมื่อแต่ก่อนเรายังไม่ได้อบรม เราทุกข์ขนาดไหน เราจะนอนไม่หลับ เราจะรับประทานอาหารไม่ได้ จะต้องมีปัญหา มีเรื่องราว ตั้งแต่เรามารู้ความจริง เรื่องเหล่านั้นก็ลดลงๆ น้อยลงๆ ที่นี้ความไม่สงบ ความกระทบกระเทือนในจิตในใจ ก็ค่อยน้อยลงไปด้วย ภาระอันหนักในจิตใจ ก็ค่อยน้อยลงไปด้วย ความเบาใจ ความสบายในใจก็ค่อยมากขึ้น อันนี้รู้ได้เฉพาะเราเท่านั้นแหละ คนอื่นไม่รู้เพราะมันเป็นที่จิตใจของเรา มันปรากฏที่จิตของเรา เมื่อเรารู้ของเราเป็นอย่างนี้ เราก็รับรองความจริง ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา เห็นผลของการปฏิบัติถูกด้วย ตรงด้วย ถ้าเราศึกษาก็ตามปฏิบัติก็ตาม ถ้าไม่ถูกไม่ตรง ก็ไม่เห็นชัดในใจ ก็ไม่มีพยานหลักฐานที่ให้เรามั่นใจ ถึงแม้ว่าเราจะได้ยินได้ฟังจากคำสอนก็ตาม ถ้าไม่ปรากฏในจิตใจ เลยไม่เป็นพยานให้เราเชื่อมั่นแน่วแน่ มีแต่ความสงสัย เพราะเรายังไม่สัมผัส

เพราะเหตุนั้น การปฏิบัติให้ปรากฏในจิตใจของเรา เป็นสิ่งที่จำเป็น เมื่อต้องการอยากรู้ธรรม ที่พระพุทธเจ้าสอนให้เราปฏิบัติ เรียกว่า มรรค โดยย่อๆ ที่สุดแล้ว ก็มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา เป็นแนวทาง เพราะฉะนั้น ศีล เป็นฐานรองสมาธิ สมาธิเป็นฐานรองรับปัญญา เมื่อฐานคือศีลไม่มั่นคง สมาธิซึ่งตั้งอยู่บนฐานก็อยู่ไม่ได้ ข้อนี้ถ้าเราไม่พิจารณาแล้ว บางแห่ง บางคณะ ที่พวกฝรั่งเขาว่าศีลไม่จำเป็น

มีต่อ......

5
จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส - หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

ต่อไปนี้ให้พากันตั้งใจนั่งสมาธิภาวนา ปล่อยวางอารมณ์ภายนอกภายในออกไปให้หมด ตั้งใจบริกรรมภาวนา วันนี้เป็นวันสิริมงคลวันหนึ่ง เป็นวันอุโบสถในทางพุทธศาสนา ให้พวกเราทั้งหลายได้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติภาวนา ที่ถ้ำผาปล่องนี้สถานที่ที่เราอาศัยอยู่ เป็นสถานที่สิริมงคล เมื่อเรามาสู่สถานที่สิริมงคลแล้ว อย่าปล่อยให้จิตใจฟุ้งซ่านไปที่อื่น จงตั้งอกตั้งใจภาวนา ดำเนินกายภายในดวงจิตดวงใจ

คำว่าภาวนานี้ ได้แก่สงบจิตสงบใจ ไม่ให้ใจวุ่นวาย คิดถึงบ้านเรือน คิดถึงลูกหลาน วุ่นวายไปภายนอก ให้พากันระลึกถึงมรณภัย มรณกรรมฐานมันใกล้เข้ามาทุกวันทุกคืน ไม่ใช่ว่าเราอยู่ที่เก่า สังขารธรรมทั้งหลาย รูปร่างกายของเราทุกคน มีความเจ็บไข้ได้ป่วย มีความชำรุดทรุดโทรม เสื่อมไปสิ้นทุกวันคืน แม้ผู้ที่ยังเด็กยังหนุ่ม ก็อย่าประมาทมัวเมาว่าข้าพเจ้าไม่แก่ การตายไม่เฉพาะแต่คนแก่ บางคนคนหนุ่มนั้นตายก่อนคนแก่ก็มี คนแก่ยังยืนยาวคราวไกลไปก็มี ทุกคนจงระลึกถึงมรณภัยคือความตาย ไม่มีทางหลบหลีก แม้หลบหลีกได้ว่า ในเวลาเราหนุ่มแน่น กำลังดีไม่ตาย เมื่อถึงวัยแก่วัยชราก็ไม่มีทางหลบ จำเป็นต้องแตกดับทำลาย

แต่ผู้ใดภาวนาดี ละกิเลสความโกรธหมดไป ละกิเลสความโลภหมดไป ละกิเลสความหลงหมดไป ผู้นั้นก็ไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อนประการใด แม้ความตายมาถึงเข้า ท่านก็ยอมตาย คือ ท่านเห็นแล้วว่า ตายเป็นเรื่องของธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม มันกระจัดกระจายไปเขาก็เรียกว่าตาย ใช้การไม่ได้ เขาก็เรียกว่าตาย จิตใจมันไม่ได้ตาย

จิตใจไม่ได้ตายนั้น ย่อมส่อแสดงให้เห็นแล้วว่า แม้พระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่เราว่าท่านดับขันธ์เข้าสู่นิพพานแล้ว มันก็เป็นแต่ว่าดวงจิตดวงใจของท่านส่วนหนึ่ง ร่างกายของท่านแตกดับไป แต่จิตใจเป็นของไม่ตาย แต่จิตนี้เมื่อละกิเลสราคะ โทสะ โมหะ หมดไปแล้ว ออกจากจิตใจไปแล้ว เหลือแต่จิตอันบริสุทธิ์ผ่องใส จะอยู่ที่ใดเป็นอะไร ก็ชื่อว่าอยู่ในนิพพาน ไม่มีเรื่องราวอะไร ที่จะมาทำให้ท่านเป็นทุกข์เป็นร้อน อย่างสามัญชนคนเราทั่วไป

คนเราทั่วไปที่มันทุกข์มันร้อนอยู่ ก็คือว่ากิเลสทางตา ได้แก่ รูป ตาเห็นรูปก็เกิดกิเลส หูได้ยินเสียงก็เกิดกิเลส เพราะกิเลสมันยังไม่ดับ จึงจำเป็นต้องตั้งอกตั้งใจภาวนา อย่ามีความท้อถอย ผู้ใดท้อถอยชื่อว่าเป็นผู้มัวเมา จะต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ในภพน้อยภพใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด ยุ่งเหยิงอยู่ด้วยกิเลสกาม วัตถุกาม

ตั้งแต่วันนี้ไป ให้พากันตัดบ่วงห่วงอาลัย อารมณ์สัญญาที่คิดถึงบ้านถึงเรือน ถึงลูกถึงหลาน ถึงอะไรต่อมิอะไรให้ตัดขาด ว่าสถานที่เรานั่งสมาธิภาวนาอยู่นี้ เท่ากันกับว่าเป็นสถานที่วิเศษ เป็นทางที่จะให้เราทุกคนละกิเลสให้หมดไปสิ้นไปได้ ถ้าตั้งใจภาวนา แต่ไม่ใช่ว่าสถานที่จะมาละกิเลสให้เรา ใจเรานี้แหละภาวนาละกิเลสเอาเอง กิเลสนั้น เมื่อผู้ใดเลิกได้ละได้แล้ว ไม่เลือกว่าเณร ไม่เลือกว่าพระ ไม่เลือกว่าจะสมมุติว่า เป็นธรรมยุต เป็นมหานิกาย อะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ใช่สมมุตินั้นละกิเลส การละกิเลสมันเป็นเรื่องภายในจิตใจของแต่ละดวงจิตดวงใจ ผ้าขาวผ้าเหลืองไม่ได้มาละกิเลสให้ สถานที่ก็ไม่ได้มาละกิเลสให้แก่เรา จิตใจเรานั้นเองเป็นผู้ละกิเลส

เมื่อภาวนาพุทโธๆ เมื่อภาวนามรณกรรมฐานได้ทุกลมหายใจเข้าออก จนดวงจิตดวงใจผู้รู้อยู่นี้ไม่ไปไหน อยู่ภายในสงบนิ่งแน่วเป็นดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่ภายในจิตใจได้ตลอดเวลา นั่นแหละต้นทางที่จะเป็นไปเพื่อละกิเลส ตัดกิเลสตัณหาได้ เพราะกิเลสตัณหานั้นมีอยู่ภายใน ไม่ใช่มีแต่ภายนอก

เมื่อคนเราจิตไม่สงบระงับ ก็เข้าใจว่าสิ่งภายนอกเป็นกิเลส รูปเป็นกิเลส เสียงเป็นกิเลส กลิ่นเป็นกิเลส รสโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นกิเลส ความจริงตัวกิเลสจริงๆ ก็คือจิตใจผู้รู้อยู่ภายในใจของเราทุกคนนี้แหละ ในจิตดวงผู้รู้นั้น มีกิเลสราคะอยู่ที่นั้น มีกิเลสโทสะอยู่ที่นั้น มีกิเลสโมหะอยู่ที่นี้ เมื่อใดการภาวนาละกิเลสภายในใจของเรา ยังไม่พร้อมมูลบริบูรณ์แล้ว อาสวะกิเลสเหล่านี้ก็ต้องอยู่ในใจตลอดเวลา
การภาวนาละกิเลสต้องละภายใน ไม่ใช่ละภายนอก ภายนอกนั้นเป็นแต่ว่าอุปกรณ์กิเลส เราให้คิดดูดีๆว่า ถ้าหากว่า คน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นกิเลส ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเราฆ่าคนทั้งโลกนี้ให้ตายหมด ยังเหลือแต่เราคนเดียว กิเลสเรามันจะหมดไปสิ้นไปหรือไม่ มันก็ยังไม่หมด คนทั้งโลก สัตว์ทั้งโลก สมมติว่าให้เขาตายไปหมดเสีย กิเลสของเรามันจะหมดไปไหม มันก็ไม่หมด เมื่อไม่หมดแสดงว่าอันนั้นก็ไม่ใช่ตัวกิเลส

ตัวกิเลสจริงๆ ก็จิตเรานี่แหละ จิตขี้เกียจขี้คร้านภาวนา จิตไม่รักษาศีล จิตไม่มีทาน จิตไม่มีศีล จิตไม่มีภาวนา จิตไม่ละกิเลส เมื่อจิตไม่ละกิเลสก็นี่แหละคือตัวกิเลส ตัวกิเลสเป็นตัวอย่างไร ตัวกิเลสก็เป็นตัวเหมือนตัวเรานั่นเอง ขาสอง แขนสอง ศีรษะหนึ่ง ดวงใจครองอยู่ในร่างกายอันนี้ นั่นแหละตัวกิเลส

ดูเวลากิเลสความโกรธมันเกิดขึ้น ตาแดง ตาพอง ทุบต่อย ตีกัน ประหัตประหาร ฆ่าฟันรันแทงกัน อะไรมันตี อะไรมันทำ ก็คือจิตนั่นแหละมาใช้รูปร่างกายนี้ ให้ดุด่าว่าร้ายออกมา จนถึงรบราฆ่าฟันกันเป็นธรรมดาโลก นั่นแหละ กิเลสมันอยู่ภายใน แต่เวลามันจะทำ มันมาใช้รูปขันธ์นี้ให้ทำ รูปขันธ์ร่างกายนี้มันไม่ได้กลัวบุญกลัวบาป มันเป็นเพียงธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เท่านั้น สุดแท้แต่จิตที่มีกิเลสหรือไม่มีกิเลสภายในใช้ให้ทำอะไร มันก็ทำ

นี่แหละร่างกายสังขาร ตัวกิเลสก็ตัวเราทุกคนนั่นแหละ จิตเราทุกคนนั่นแหละ กิเลสความโลภ กิเลสความไม่อิ่มไม่พอในวัตถุข้าวของทรัพย์สินเงินทอง กิเลสกาม วัตถุกาม มันอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ที่กายนี้ อยู่ที่จิตนี้แหละ ดวงจิตนั่นแหละเป็นตัวกิเลสราคะตัณหา แล้วเวลามันใช้ ก็มาใช้รูปขันธ์ ทำให้เกิดลูกมา เกิดหลานมา เป็นทุกข์เป็นร้อนวุ่นวาย มันมาจากไหน ก็มาจากจิต จิตราคะตัณหา

พระภิกษุสามเณร แม่ขาว นางชีอยู่ดีๆไม่ได้ ต้องสึกไป ก็เพราะอะไร ก็เพราะอำนาจกิเลสโลภะ กิเลสราคะตัณหา ไม่ภาวนาละกิเลสในจิตใจอันนี้ออกไป เมื่อกามตัณหา ภวตัณหามีอยู่ในจิต ไม่เลิกไม่ละ ไม่สงบระงับ มันก็วุ่นวายสร้างภพสร้างชาติขึ้นมา สร้างรูปสร้างนามขึ้นมา มันมีอยู่ภายใน ไม่ใช่อยู่ภายนอกอย่างเดียว ตัวสำคัญมันอยู่ที่จิต

ทีนี้พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์รู้ว่ากิเลสทั้งหลายแหล่พาให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันอยู่ที่ดวงจิต พระองค์ก็เอาดวงจิตภาวนาทุกลมหายใจเข้าออก พระองค์ควบคุมจิตใจไม่ให้วิ่งหนีไปที่อื่น ทบทวนกระแสเข้ามาสู่ภายในดวงจิตดวงใจ ดวงที่รู้อยู่ภายใน ตอนแรกๆ ก็เอาลมหายใจเป็นที่ยึดเหนี่ยว คือว่าเอาลมหายใจเป็นที่สังเกต ลมเข้าไปจิตผู้รู้อยู่ที่นี้ดูจิตดูลม ไม่ให้หลง จิตเข้ามาจิตออกไป ตามอยู่ที่ลมนี้ ผู้รู้ว่าลมก็คือจิตนั่นเอง

แต่ว่าจิตใจของคนเรานั้น จะหาเป็นตัวเป็นตน เหมือนคนเหมือนวัตถุข้าวของไม่ได้ ไม่มีตัว ไม่มีตัวแต่มีอำนาจใหญ่ อำนาจกิเลสมันใหญ่ เหมือนกับธาตุลม ธาตุอากาศ ลมไม่มีตัวตน เวลามีลมแรงๆพัดมา พัดเอาบ้านเรือนตึกรามพังทลายไป นั่นลมไม่มีตัวแต่ทำไมมันมีกำลัง นี่แหละจิตใจคนเรานี้ก็เหมือนกัน จิตใจที่ยังมีกิเลส มันก็ใช้ให้เป็นไปตามอำนาจกิเลส

จิตใจที่มุ่งหวังเป็นทางพ้นทุกข์พ้นภัย ในโลก ในวัฏฏสงสาร ต้องเป็นทานบารมี การทำบุญให้ทาน ศีลบารมี รักษากาย วาจา จิตของตน ไม่ให้ทำผิดในหลักศีลห้า ศีลแปดขึ้นไป เมื่อบำเพ็ญประกอบกระทำอยู่ในสิ่งเหล่านี้ จิตใจของเราทุกคนก็ย่อมมีกำลังแก่กล้าในกองการกุศล ในการภาวนาละกิเลส ไม่ปล่อยให้ความลังเลสงสัยมาอยู่ในจิตในใจ ไม่ว่าจะนั่งจะนองจะยืนจะเดินไปมาที่ไหน

ภาวนามรณกรรมฐานเตือนจิตใจนี้อยู่เสมอ ว่าชีวิตของเรานี้ต้องถึงซึ่งความตาย ที่ใครคิดว่าเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ก็จะไปโรงพยาบาลให้มันดีมันหาย มันไม่มีทางที่จะหายได้ มันนับวันนับคืน นับชั่วโมงนาทีวินาที มันใกล้ไปสู่ความตายทุกวันเวลา เมื่อมันเจ็บไข้ได้ป่วยได้ แล้วจะไม่ตายนั้นไม่ได้ มันต้องตายแน่ๆ มันแสดงให้เห็นแล้วว่าหนีไม่พ้น เมื่อหนีไม่พ้นแล้วนั้น มันก็มีทางพ้นอยู่ก็คือการภาวนา เอาจิตใจให้มันหลุดมันพ้นออก ไม่ให้ใจหลงใจเมามาอยู่ภายในนี้

ท่านจึงมีวิธีการภาวนาพุทโธ ภาวนามรณกรรมฐาน ภาวนาลมหายใจ เพื่อให้จิตใจเราทุกดวงจิตดวงใจสงบระงับ
ตั้งมั่นเป็นดวงหนึ่งดวงเดียว เดี๋ยวนี้จิตมันฟุ้งไปซ่านไปมัวเมาไป ไม่มีที่สุดที่สิ้น เลยวุ่นวายอยู่อย่างนั้นเอง


พระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านมีความสุขกาย สบายใจ ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย เพราะท่านภาวนาละกิเลส ภาวนาละกิเลสนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เมื่อใดยังมีกิเลสราคะ โทสะ โมหะอยู่ เราอย่าได้ถอยความเพียร มันจะคิดไปที่ไหน อย่าไปตามอำนาจกิเลสที่มันคิด ให้มาอยู่ภายในดวงจิตดวงใจของตนให้ได้

ใจเป็นธาตุรู้มีอยู่ในใจทุกๆคน การภาวนาไม่ใช่ว่าเรามาภาวนามาปรุงมาแต่งเอาใจใหม่ มันไม่ใช่อย่างนั้น ใจมันมีอยู่แล้ว จิตมันมีอยู่แล้ว แต่จิตนี้เป็นจิตที่หลงใหลไปตามจิตสังขาร จิตวิญญาณ จิตกิเลส จิตตัณหา มันดิ้นรนวุ่นวายไปตามกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาตลอดเวลา หาเวลาสงบระงับไม่ได้

ท่านจึงสอนว่า ให้สงบจิตสงบใจลงไป ภาวนาพุทโธ ให้จิตใจมาจดจ่อในพุทโธ สงบระงับลงไป ไม่ต้องไปตามอารมณ์อะไรของใครทั้งหมด เรื่องราวอดีตอนาคตมันอยู่ข้างหน้า อนาคตกาลก็อย่าไปเป็นทุกข์เป็นร้อน อดีตที่มันล่วงมาแล้ว สิ่งเหล่านั้นมันก็ล่วงมาแล้ว จิตอย่าไปหลงไปยึดเอามา เดี๋ยวนี้เวลานี้ ดวงจิตดวงใจภาวนาอยู่ที่นี้ นั่งอยู่ที่นี้บริกรรมอยู่ที่นี้ จิตอย่าวุ่นวายไปที่อื่น ให้รวมจิตใจเข้ามา ตั้งให้มั่น เอาให้มันจริง

เมื่อเอาจิตใจสงบระงับตั้งมั่นแล้ว จิตใจดวงที่สงบระงับตั้งมั่นนี้ก็จะมองเห็นทีเดียวว่า กิเลสราคะไม่ดีอย่างไร ก็จะได้ทำการละกิเลสราคะ ตัดต้นตอให้มันหมดไปสิ้นไป กิเลสโทสะไม่ดีอย่างไร ต้นตอของกิเลสโทสะมันอยู่ที่ไหน จะได้ตัดละกิเลสความโกรธออกไป กิเลสความหลงไม่ดีอย่างไร จะได้ทำความเพียรละกิเลสความหลงให้หมดสิ้นไป เมื่อเลิกเมื่อละถอนออกไปหมดแล้ว จิตใจก็จะเย็นสบาย มีความสุขไม่ทุกข์ร้อนประการใด

เหตุนั้น การภาวนาทำความเพียรปฏิบัติบูชา ในทางพุทธศาสนานี้ จงตั้งจิตเจตนาลงให้มั่นคง อย่าได้ให้ใจอ่อนแอท้อแท้กลัวตาย การสร้างบุญบารมี ภาวนาละกิเลสมันไม่ตาย ถ้าหากว่าผู้ใดภาวนาเด็ดเดี่ยวแล้วก็ตายเอาตายเอา จะมีพระพุทธเจ้าได้หรือ เพราะว่าภาวนาเคร่งเครียดเข้าไปก็ตาย ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ภาวนามากเข้าไปจะได้เป็นพระอรหันต์ก็ไม่ได้ มันตายเสียก่อน ถ้ามันเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีพระซิ ที่มันมีพระอยู่ก็คือว่ามันไม่ตาย

จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส - หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

6
ภาวนารู้เท่าทันทุกข์ - หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร

การปฏิบัติธรรมต้องเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ นั่ง นอน ยืน เดิน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถนะ พระต้องนั่งภาวนา เดินภาวนา ยืนรำพึง พุทโธ แล้วก็นอน แต่ “นอน” นั้นอย่าหลับ นี่แหละแก้ไม่ได้ ในตอนนี้แก้ไม่ได้ ชาติปิทุกขา พยาธิปิทุกขา มรณัมปิทุกขา ชราปิทุกขา เป็นโรคประจำตัวนะ แม้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็มีโรคประจำตัวพระองค์ พระสารีบุตรก็ดุจเดียวกัน มีโรคโลหิตออกจากทวารหนัก พระสารีบุตรต้องตายด้วยวิธีนี้เทียวนะ โลหิตออกมา เอากระโถนรองไปนะ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็เหมือนกัน โรคประจำชีวิตนี่

นี่แหละ คนหนึ่ง ๆ เป็นคลังของโรค เป็นเรือนของโรค เขาเรียกว่า อริยสัจ ๔ ของจริง แม้อุบาสก อุบาสิกา นั่งภาวนารู้จักของจริง ต้องวางนะ มันเป็นเรื่องของจริงนะ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์นะ การเจ็บการปวดน่ะมี มีอยู่เช่นนั้น เขาเรียก คลังของโรค เรือนของโรค เหตุนั้นพระอรหันต์ทั้งหลายท่านรู้เท่า ท่านไม่หวั่นไหว ไม่ถือขลังว่าเป็นตัวเป็นตน ท่านถือเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ของชีวิตนะ จะไปถึงไหนทราบไม่ได้นะชีวิต
แล้วอีกประการหนึ่ง เรื่องปาณาติบาตนั้น เรื่องอทินนาทานให้ผล เรื่องกาเมให้ผล เรื่องมุสาให้ผล เรื่องสุราให้ผล ศีลห้านี้ ควรนักควรหนาควรที่เราจะรักษา เป็นสมบัติอย่างยิ่งนะ ศีลห้านี้ ให้สำเร็จโสดาบัน อริยบุคคลนะ อำนาจศีลห้า อำนาจศีลแปดให้สำเร็จอนาคา น้องอรหันต์นะ
 
นี้แหละ คนหนึ่ง ๆ มีโรคประจำตัวนะ อย่างท่านอาจารย์มั่นก็มีอยู่ ท่านอาจารย์เสาร์ก็มีอยู่ อาตมาก็มีอยู่ นี่แหละ เป็นเรือนของโรค เป็นคบลังของโรค ประเดี๋ยวก็เจ็บโน้นเจ็บนี่อยู่ ป่วยไข้อยู่ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งแล้วในโลกนะ พึ่งไม่ได้ พึ่งได้แต่ศีล ๑ บำเพ็ญทาน ๑ ภาวนา ๑ อบรมดวงจิตนะ อันอื่นพึ่งไม่ได้หมดนะ คลังของโรคนี่เป็นคลังใหญ่ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเรื่อย ๆ นะ นั่งนานก็ไม่ได้ นอนนานไม่ลุกสักทีก็ไม่ได้
 
ยืนให้เลือดลงขานะ เดินนะ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถให้เสมอกัน
พระโยคาวจรเจ้าองค์ไหนเสมอกัน อายุยืน อย่านั่นนานนะ
 
เป็นโรคเหน็บชา อัมพาตนะ มันนั่นทับโลหิตนะ มันเดินไม่สะดวก ร่างกายเมื่อย แปล๊บ----เป็นโรคได้
นี่แหละ โรคนี้เป็นโรคประจำตัวของเรา ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณาทุกข์ นะ


ความเกิดเป็นทุกข์ใหญ่โตนะ เรามาเกิดในท้องมารดานะ แหม....ไอ้ทุกข์อันนี้ไม่ใช่เล่น ท่านพูดในพระไตรปิฎกนะ ท่านว่ามี ๓ ชนิด การที่เกิดของมนุษย์นะ หนึ่ง บิดามารดาเคล้าคลึงกันนะ สอง สัตว์เข้าสู่น้ำอสุจิประสมกันนะ ให้เมียเลี้ยง เลี้ยงเจ็ดวันแปรอย่างหนึ่ง เจ็ดวันแปรอย่างหนึ่งนะ เป็นห้าแห่ง เป็นตุ่มออกห้าแห่งนะ แขนสอง หัวหนึ่ง ขาสอง
 
ความทุกข์ของมนุษย์ที่เกิดในท้องมารดานั้น ทุกข์มาก คล้าย ๆ ลิงหนีฝนเข้าในโพรงไม้ หันหน้าเข้าทางหลังมารดา อาหารของเก่า ของใหม่โพกหัวเด็กนะ นี่แหละไม่ได้เหยียดขาเหยียดแข้ง คล้าย ๆ กับสัตว์ในโลกันต์นรก ทุกข์มาก เป็นชาติทุกข์ ไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ เดินก็ไม่ได้ ขยายตัวก็ไม่ได้ และอีกประการ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า เด็กที่ออกในท้องมารดานั้น มันใหญ่ในท้องแล้วออกมา ไม่ใช่ใหญ่ข้างนอกแล้วคลานเข้าไป มันเหมือนกับว่านายช้างควาญช้างนะ ไสช้างออกจากเพดานในช่องแคบ มันป่วนปั่นเหลือเกิน มารดาก็สละชีวิต เด็กก็ต้องสละชีวิต เป็นตายอย่างไรทราบไม่ได้นะ อาศัยนางพยาบาลมากที่สุด นางผดุงครรภ์เป็นผู้เอาออก คนไหนเอาออกไม่ได้ทางทวาร มันติดนะ ต้องตัดผ่าออก เพราะเครื่องมือมี แต่ก่อนเครื่องมือไม่มีต้องตายทั้งแม่ทั้งลูกเจียวนะ นี่แหละ....ชาติทุกข์ แล้วออกมาแล้วนะ นั่นเองแหละเป็นเรือนของโรค เป็นคลังของโรค เวลาเด็กป่วย บิดามารดาไม่ได้นอน รักลูกมากที่สุดนะ! เดี๋ยวก็เจ็บนั่นเจ็บนี่ เป็นหวัดเป็นไอ...อะไรทุกอย่าง
 
นี่แหละกว่าเราจะได้ชีวิตมาถึงขนาดนี้ เป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่งที่สุดนะ ให้ระลึกถึงธรรมะนะ มันไม่เที่ยงนะ ชีวิตนั้นไม่เที่ยง มันประกอบด้วยทุกข์นะ สิ่งใดมีทุกข์ สิ่งใดมีไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตนใช่ตัว เราอยู่ทุกวันไม่ว่าพระ ไม่ว่าคฤหัสถ์ต้องตาย ต้องเผา ต้องฝังกันนะ

นี้แหละพระอริยเจ้าระลึกถึงตนได้มากที่สุด คณะอุบาสกอุบาสิกาคนไหน พระเณรคนไหนไม่มีธรรมะเป็นวิหารธรรมอยู่ในจิต เป็นทุกข์มาก ปัญจขันธาทุกขา ทุกข์มากที่สุด หากว่ามีเรือนอยู่ สำเร็จโสดาบัน มีเรือนอยู่

ภาวนา พุทโธ แล้วถ้าจำศีล บริจาคทาน เรือน ๓ ประการนี้เป็นเรือนใหญ่ อยู่ในดวงจิต หากว่าความทุกข์มาถึงแล้วเข้าไปหาเรือน มีที่พักนะ มีศีล มีกัลยาณธรรมนะ คนไหนไม่ภาวนาพุทโธ ไม่รักษาศีล ไม่บำเพ็ญทาน คนนั้นเป็นทุกข์ใหญ่ ไม่มีเรือนที่จะเข้าพึ่งพาอาศัย เหล่านี้ ราคะ โทสะมันร้อน คล้าย ๆ แดดเดือนห้านะ ต้องเข้าพักในต้นไม่ใหญ่ ต้นไม้ในที่นี้เปรียบเหมือน พุทโธ เข้าไปใต้ต้นไม้ได้รับอากาศมาสี่ทิศ สำราญใจ

เหตุนั้น...ขอให้ตั้งอกตั้งใจให้กับ พุทโธ พุทโธ ไม่ใช่ของหนักนะ โอปนยิโก น้อมพุทโธเข้ามาในดวงใจนะ ภาวนาบริกรรม พุทโธ พุทโธ นะ จิตลงสู่ภวังค์ ความสงบอันนี้เกิดมาจากพุทโธ เกิดมาจากการภาวนานะ สุขุมมากที่สุด บางคนขนพองสยองเกล้า บางคนตัวใหญ่ ปีตินะ บางคนตัวเล็ก หาตัวไม่เห็นนะ นี้เรียกว่า ปีติ พุทโธ อำนาจพุทโธ ล้างหัวใจให้สะอาด
 
พยาธิทุกข์ เล่า...นี้แหละอย่าไปรังเกียจ พยาธิ อย่าไปรังเกียจนะ ของดี ของพระอริยเจ้าเชียวนะ
ไม่มีพยาธิทุกข์ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ไม่มี พระนิพพานก็ไม่มีเสียแล้ว
 
นี้แหละเป็นเครื่องปรับกัน ชาติทุกข์ ชราทุกข์ มรณาทุกข์ นี่เป็น “มรรค” นะ พิจารณาให้เห็นความตายของเราทุกคืน
อย่ามัวเมาเรื่อง โลภะ โทสะ โมหะ ให้ระลึกถึงตัว มีวิหารธรรมเหมือนว่าฝากเงินไว้กับธนาคารนะ เมื่อเวลาอับจนจะได้เบิกเอามาใช้

อีกประการหนึ่ง รักษาศีล ศีลห้าจะได้เมียงาม จะได้ผัวงาม จะได้ลูกหลานงาม แม้ความฉลาด พุทโธนี้ โอปนยิโก น้อมพุทโธเข้ามาในดวงจิต จับองค์ภาวนาพุทโธ พระพุทธเจ้าไม่ใช่คนโง่นะ คนฉลาด หากว่าพระองค์เข้ามาประทับในจิตใจของพวกเรา แม้เรามีหิริโอตตัปปะ เกรงกลัวในพระองค์ แล้วภาวนาพุทโธเข้าไป ความสงบมี เมื่อความสงบมี นั่นแหละเป็นความสุขใหญ่โต ไม่ร้อน มีวิหารธรรมเป็นเครื่องพักอยู่ในดวงจิต อุบาสกอุบาสิกานะ จิตสะอาดนะ จิตใจสูง นี่แหละข้อให้ตั้งอกตั้งใจอย่าประมาทนะ อย่า...!!!

การเจ็บการป่วยนี่เป็นของดีของพระอริเจ้าเชียวนะ จิตไม่เพลิดเพลิน พิจารณาเรื่องการตายเสมอ ๆ นะ
การตายอันนี้น่ะเราตายมาเรื่อย ๆ ทุกวันนี้นั่งอยู่ที่นี่ต้องตายนะ คือหมายความว่ามาสู่ท้องมารดามันใหญ่นะ
มันออกมา ออกจากท้อง ออกมาเป็นเด็กนะ ตายตอนเป็น


เด็กนะ มาเป็นหนุ่มนะ ตายเมื่อตอนเป็นหนุ่ม มาแก่ชรา ผมหงอกฟันหลุด หนังเป็นเกลียว กำลังก็น้อยถอยลงไป ให้เห็นในตอนนี้นะ ให้ภาวนาสังขารในตอนนี้เสีย อวัยวะของเรานะ เกิดมานะ “อัคคังมนุสเสสุ” นะ มนุษย์เป็นเลิศที่สุดนะ เลิศกว่าพระอินทร์ พระพรหมนะ มนุษย์นี่นะ เลิศกว่าอบายภูมิทั้งสี่นะนั่น มนุษย์นั้นมีทั้งอกุศล และกุศล ภาวนาเข้าไปนะเลือกเอามนุษย์เป็นพระพุทธเจ้า ไม่เอาพระอินทร์เอาพรหม เพราะมนุษย์เป็นเลิศ เลือกเอาได้ มนุษย์เป็นพระปัจเจกได้ เป็นพระอรหันต์ได้นะนั่น ของดีอยู่ในมนุษย์นะ แต่ของชั่วร้ายก็อยู่ในมนุษย์เหมือนกัน มนุสนรโก มนุสเปโต มนุสเดรัจฉาโน นะ...นั่น ทำไม่ดีเป็นอกุศลนะนั่น ที่เป็นกุศลนะ มนุสพรหมา มนุสเทวา มนุสโลกุตตร

นี้แหละฉันใดก็ดี ไม่มีที่พึ่งแล้วในโลกนะ นอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปแล้วนี่ขอให้ตั้งใจนะ การเจ็บการป่วยนั้น เป็นเรื่องธรรมดา เร่งความเพียรนะ อย่าประมาทนะ นั่น ใส่บาตรใส่พกนะ นั่น รักษาศีลนะนั่น....ศีลห้า แล้วก็ภาวนา “พุทโธ”นะ กิเลสของเรา เราหอบมาตั้งแต่อดีตชาติ มันประชุมกับปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นอนุสัยนะนั่น มันดองกันมานาน ดองกันนานนะนั่น มันคล้าย ๆ กับน้ำทะเลดองกันนานนะ กลายเป็นรสเค็มนะ ใช้ไม่ได้ แม้กิเลสของเรานะ ดองกันนาน เกิดราคะฆ่ากันได้ เกิดโทสะฆ่ากันได้ เกิดโมหะฆ่ากันได้นะ นั่น นี้แหละ ราคะ โทสะ เป็นของดีของพระอริยเจ้านะนั่น ไม่มีอันนี้ไม่ได้บวชนะ นั่น พระองค์ไม่เอาคนกระเทยบวช คนบวชมานะ คนมีกำลัง มีราคะ โทสะ โมหะ มีเหตุนะ นั่น มีเหตุนะ จึงใช้มรรคประหารเข้าไปประหารเข้าไปนะ
 
ปัญญาเห็นชอบ ดำริชอบ เห็นชอบ เห็นอวัยวะทุกส่วนมันแปรนี่นะ นี่เรียกว่าเห็นธรรมนะ เห็นชอบเข้าไปแล้วมันทำงานตึงตัง ๆ อยู่นะ เอามือคลำหัวใจเต้นตึ๊ก ๆ มันทำงานอยู่นะนั่น แล้วมันขยายออกนะนั่น อุจจาระปัสสาวะออกจากทั้งเก้าทวารนะนั่น พระอริยเจ้าท่านเห็นอยู่นี่นั่น ท่านไม่หวั่นไหว เรายังไม่เห็น เรายังหวั่นไหวกลัวตายอยู่นี่นั่น

มันเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่เกิดมานะ....อายุน้อยตาย คนนั้นทำปาณาติบาตมาแต่ก่อน...มีเงินมีทองเขาลักเอาไปนะ นั้นเราลักของเขามาแล้วนั่น...มีลูกมีเต้าหรือก็เป็นหญิงโสเภณีไป นั่นผู้หญิงนะ ผู้ชายโจรผู้ร้ายไปนะ เราทำไม่ดีมาแต่ก่อนแล้ว กาเมนะนั่น...แล้วมุสานะ เขามาหลอกลวงเอาเงินเอาทองไปนะ ไม่ได้ใช้นะ...แล้วก็สุราดื่มเข้าไปแล้ว เสียสตินะ กล้าหาญนะนั่น
 
หนังสือพิมพ์มีอยู่นะ เขาออกข่าวมานะนั่น กินเหล้านะปีใหม่นะ ฆ่ากันหลายรายนะ นี่มีการตายอยู่เรื่อย ๆ นะ นี่แหละเทวทูตมันเตือนอยู่เสมอเช่นนี้แหละ เราไม่ควรประมาทนะ ไม่ควรประมาทนะ ให้ระลึกถึงพุทโธพุทโธ เป็นที่พึ่งนะ...นั่น พึ่งคนอื่นไม่ได้ บิดามารดาพึ่งได้ชั่วคราวนะ พึ่งพระราชาก็พึ่งพระองค์ได้ชั่วคราวเมื่อยังมีชีวิตอยู่นะ
 
การเป็นการตายของเรานี่ฝากไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นะ นี้แหละเรือนของโรค คลังของโรคมนุษย์นะ ให้ระลึกเสมอ ให้ภาวนาเสมอนะนั่น นี่แหละอย่าส่งออกข้างนอกนะ ใจกล้าหาญ เอ้า...ตายก็ตายนะ ตายเราไม่ต้องง้อนะ ศีลเรามีแล้วนะ ทานเรามีแล้ว เราตายขณะนี้เราไปเกิดสวรรค์นะ เปลี่ยนอัตภาพมนุษย์ไปเกิดสวรรค์นะนั่น เรามีบริบูรณ์ ใส่บาตรอยู่เรื่อยนี่ แล้วรักษาศีลเรื่อยนี่นั่น แล้วก็ภาวนาชำระดวงจิตเรื่อย ๆ นะ นี้แหละคนนั้นน่ะ ไปสู่สุคติโลกสวรรค์นะ คนไหนมัธยัสถ์ตระหนี่ เกิดมาในภพใดชาติใดเป็นคนกำพร้าอนาถา ขอทานเขากินนะนั่น มีลูกมีเมียก็ไม่ว่าง่ายสอนง่าย ว่ายากสอนยากนะ เป็นผู้ชายเป็นโจรผู้ร้ายนำความทุกข์มาถึงบิดามารดานะนั่น
 
นี้แหละ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคท่านให้ภาวนาพุทโธฉลาดมาก พระองค์ไม่ใช่คนโง่นะ ฉลาดนะ
พระองค์ประทับอยู่ในจิตของใคร จีกควาก...ควากลงไป สงบนะ สิ่งไม่รู้ก็รู้ขึ้นมา
สิ่งไม่เห็นก็เห็นขึ้นมา อำนาจพุทโธน

 
นี้แหละเมื่อท่านทั้งหลายได้สดับตรับฟังแล้วนะ โอปนยิโก น้อมมาปฏิปัตติบูชา
พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ก็จะเห็นอานิสงส์ในพระพุทธศาสนาโดยง่าย

 
สมควรแก่เวลา ดังอาตมะอาตมาวิสัชนามา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.

ภาวนารู้เท่าทันทุกข์
หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร
เทศน์อบรมพระภิกษุ – สามเณร
วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒

ภาวนารู้เท่าทันทุกข์ - หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร

7
ปาฏิโมกขสังวรศีล - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

พระวินัย 5 คัมภีร์ สงเคราะห์ลงมาในปาฏิโมกขุทเทส เมื่อปฏิบัติไม่ถูกต้องตามพระวินัยย่อมเข้าไม่ได้ ผู้ปฏิบัติถูกตามพระวินัยแล้ว โมกฺขํ ชื่อว่าเป็นทางข้ามพ้นวัฏฏะได้ ปาฏิโมกข์นี้ยังสงเคราะห์เข้าไปหาวิสุทธิมรรคอีก เรียกว่า ปาฏิโมกขสังวรศีล ในสีลนิเทศ

สีลนิเทศนั้น กล่าวถึงเรื่องศีลทั้งหลาย คือ

ปาฏิโมกขสังวรศีล 1 - อินทรียสังวรศีล 1 - ปัจจยสันนิสสิตศีล 1 - อาชีวปาริสุทธิศีล 1 ส่วนอีก 2 คัมภีร์นั้นคือ สมาธินิเทศ และปัญญานิเทศ วิสุทธิมรรคทั้ง 3 พระคัมภีร์นี้สงเคราะห์เข้าในมรรคทั้ง 8 มรรค 8 สงเคราะห์ลงมาในสิกขาทั้ง 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อจะกล่าวถึงเรื่องมรรคแล้ว ความประโยคพยายามปฏิบัติดัดตนอยู่ ชื่อว่าเดินมรรค สติปัฏฐานทั้ง 4 ก็เรียกว่ามรรค อริยสัจจ์ 4 ก็ชื่อว่ามรรค เพราะเป็นกิริยาที่ยังทำอยู่ ยังมีการดำเนินอยู่

ดังภาษิตว่า "สจฺจานํ จตุโรปทา ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตา" สำหรับเท้าต้องมีการเดิน คนเราต้องไปด้วยเท้าทั้งนั้น ฉะนั้นสัจจะทั้ง 4 ก็ยังเป็นกิริยาอยู่ เป็นจรณะเครื่องพาไปถึงวิสุทธิธรรม วิสุทธิธรรมนั้นจะอยู่ที่ไหน? มรรคสัจจะอยู่ที่ไหน? วิสุทธิธรรมก็ต้องอยู่
ที่นั่น!

มรรคสัจจะไม่มีอยู่ที่อื่น มโนเป็นมหาฐาน มหาเหตุ วิสุทธิธรรมจึงต้องอยู่ที่ใจของเรานี่เอง ผู้เจริญมรรคต้องทำอยู่ที่นี้ ไม่ต้องไปหาที่อื่น การหาที่อื่นอยู่ชื่อว่ายังหลง ทำไมจึงหลงไปหาที่อื่นเล่า? ผู้ไม่หลงก็ไม่ต้องหาทางอื่น ไม่ต้องหากับบุคคลอื่น ศีลก็มีในตน สมาธิก็มีในตน ปัญญาก็มีอยู่กับตน

ดังบาลีว่า เจตนาหํ ภิกฺขเว สีลํ วทามิ เป็นต้น กายกับจิตเท่านี้ประพฤติปฏิบัติศีลได้ ถ้าไม่มีกายกับจิต จะเอาอะไรมาพูดออกว่าศีลได้ คำที่ว่าเจตนานั้นเราต้องเปลี่ยนเอาสระเอขึ้นบนสระอิ เอาตัว ต สะกดเข้าไป ก็พูดได้ว่า จิตฺตํ เป็นจิต จิตเป็นผู้คิดงดเว้นเป็นผู้ระวังรักษา เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติ ซึ่งมรรคและผลให้เป็นไปได้

พระพุทธเจ้าก็ดี พระสาวกขีณาสวเจ้าก็ดี จะชำระตนให้หมดจดจากสังกิเลสทั้งหลายได้ ท่านก็มีกายกับจิตทั้งนั้น เมื่อท่านจะทำมรรคและผลให้เกิดมีได้ก็ทำอยู่ที่นี่ คือที่กายกับจิต ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่ามรรคมีอยู่ที่ตนของตนนี้เอง เมื่อเราจะเจริญซึ่งสมถหรือวิปัสสนา ก็ไม่ต้องหนีจากกายกับจิต ไม่ต้องส่งนอก

ให้พิจารณาอยู่ในตนของตน เป็นโอปนยิโก แม้จะเป็นของมีอยู่ภายนอก เช่น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นต้น ก็ไม่ต้องส่งออกเป็นนอกไป ต้องกำหนดเข้ามาเทียบเคียงตนของตน พิจารณาอยู่ที่นี้ ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ เมื่อรู้ ก็ต้องรู้เฉพาะตน รู้อยู่ในตน ไม่ได้รู้มาแต่นอก เกิดขึ้นกับตนมีขึ้นกับตน ไม่ได้หามาจากที่อื่นไม่มีใครเอาให้ ไม่ได้ขอมาจากผู้อื่น จึงได้ชื่อว่า ญาณ ทสฺสนํ สุวิสุทธํ อโหสิ ฯลฯ เป็นความรู้เห็นที่บริสุทธิ์แท้ ฯลฯ

ปาฏิโมกขสังวรศีล - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

บ้านจอมยุทธ

8
เรียนกรรมฐานเพื่ออะไร - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ถ้าจะเทียบจิตของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านกับจิตของพวกเรา 
จิตของพวกเรานี้มันเหมือนยุงตีกันเหมือนยุงชกกัน   
ยุ่งกันอยู่อย่างนั้นไม่มีเวลาสงบ ยุ่งอยู่ตลอดเวลา

   จิตของท่านผู้บริสุทธิ์เหมือนน้ำนิ่งที่ใสสะอาดเต็มที่แล้วนิ่ง  แต่จิตที่บริสุทธิ์ไม่ได้เหมือนน้ำ เพราะจิตไม่ใช่วัตถุ แต่ก่อนก็เป็นจิต “สภายุง” ตีกันชกกันเหมือนจิตเราทุกคน จิตที่เป็นสภายุงชกกันต่อยกัน อยู่ตลอดวันจะมีกรรมการที่ไหนมาตัดสิน มาแยกออกพันกันกับอารมณ์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา   นักมวยขึ้นชกกันบนเวทีเขายังมีกรรมการแยกกรรมการตัดสิน แต่สภาจิต สภายุงนี้ไม่มีใครแยกใคร ต้องต่างคนต่างสู้กันอยู่บนเวที
   สภายุงหรือสภายุ่งไม่หยุดบนหัวใจ   ไม่มีเวลาให้น้ำพักแรงบ้างเลย แม้ล้มลุกคลุกคลานเพราะถูกต่อยก็ยอมทนทุกข์อยู่บนเวทีนั่นแหละ ไม่ทราบใครจะแยกใครหากจะมีผู้ไปแยกพอให้ได้หายใจบ้าง ก็ไม่อยากให้แยกทำไมจึงไม่อยากให้แยก?   ก็ธรรมดาจิตที่กำลังตกอยู่ในสภาพ “สภามวยยุง”   นี้  มันชุลมุนวุ่นวายด้วยความโลภ   ความโกรธ  ความลุ่มหลงมาก ไม่เห็นอะไรดีกว่าสิ่งเหล่านี้    มีสิ่งเหล่านี้เต็มหัวใจแล้ว ราวกับจะเหาะเหินเดินฟ้าได้  เพลินกับมันจนไม่รู้จักเป็นจักตาย   เหมือนไม่มี

ป่าช้ากับโลกเขาโน่นนะ มัวว่าแต่จะมั่งมีดีเด่นอยู่ตลอดเวลา ครูบาอาจารย์สั่งสอนไม่อยากฟัง  อรรถธรรมไม่อยากอ่าน  อ่านแต่ความโลภโกรธ หลง วันยังค่ำเกิดเป็นวันเวลาเตรียมหาแต่ความรื่นเริงด้วยข่าวนั้นข่าวนี้ ด้วยบทเพลงต่างๆ หลับและตื่น ในใจหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ความทุกข์นั้นยอมรับว่าทุกข์   แต่ไม่ยอมหาทางออกด้วยอุบายที่ชอบ ใจจึงเหมือนสภามวยไม่อยากให้ใครแยกออกจากสิ่งเหล่านี้ ปล่อยให้ตะลุมบอนกันไป

แบบไม่มีจุดหมายปลายทาง   เป็นอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน หลับตื่นลืมตา เต็มไปด้วยความอยากความหิวโหย
ด้วยอำนาจแห่งความโลภ ความโกรธ   ความลุ่มหลงงมงาย   ราวกับจะตายกับโลกเขาไม่เป็นด้วยอำนาจแห่งความโลภ

   ความทุกข์ที่ได้รับเพราะสิ่งเหล่านี้ทำพิษจนหาที่เก็บไม่ได้ ทุกข์ถึงขนาดน้ำตาร่วงไปด้วยในบางครั้งก็ยังพันกันอยู่ไม่ยอมหยุด ไม่ยอมให้ใครแยก คือ ไม่ยอมหวนระลึกเทียบอรรถเทียบธรรม  เครื่องนำออกจากทุกข์ไม่ยอมเทียบเหตุเทียบผล ความผิดถูก ดีชั่วสุขทุกข์อย่างไรบ้างเลย  ใจไม่ยอมคิดอ่านและเชื่อฟังสารคุณบุญบาปจากใครบ้างเลยนอกจากชุลมุนวุ่นวายอยู่กับเรื่องของตัวเอง ไม่ชอบให้ใครไปยุ่ง   ไม่ชอบให้ใครไปช่วยแยกช่วยเตือน

   ผู้สามารถแยกความทุกข์ของสัตว์ออกได้ด้วยอุบายที่ฉลาดแหลม ก็คือ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ รองลงมาก็ได้แก่ครูอาจารย์ที่ท่านเชี่ยวชาญทางด้านธรรมปฏิบัติแต่ใจไม่ใคร่ชอบ  ธรรมดาจิตใจสภามวยยุงนี้   มันไม่ค่อยชอบด้วยเหตุด้วยผลที่เป็นอรรถเป็นธรรม จึงหาความสุขไม่เจอ  เมื่อยังยุ่งอยู่ตราบใด ความสุขก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ตราบนั้น กี่ปี กี่เดือน ใจก็เป็นดังสภาพที่เคยเป็น ยุ่งกันอยู่ตลอดเวลา อารมณ์ใดเกิดขึ้นก็คล้อยตามมัน  เชื่อมันเสียทุกอย่าง   เพราะไม่มีเหตุผลเป็นเครื่องทดสอบกันพอจะแยกแยะให้รู้ผิด รู้ถูก พอมีทางฝืนกันบ้าง

   ถ้าพูดถึงใจที่รักใคร่ในอรรถในธรรมอยู่แล้ว ก็มีทางฝืนได้   ดังเราทั้งหลายประพฤติปฎิบัติกันอยู่เวลานี้ตามธรรมดาการปฏิบัติ   การฝึกหัดดัดแปลงตัวเองก็คือ การฝึก ทรมานจิตใจ การกดขี่บังคับจิตเพื่อไม่ให้พลิกแพลงไปในสิ่งที่ผิด   อารมณ์ที่ผิดก็ ต้องเป็นการฝืนและเป็นความลำบาก ที่เรียกว่าทำงานด้วยความทุกข์ลำบาก   แต่ก็ฝืนทำได้เพราะเล็งเห็นคุณค่าของงานผู้อบรมธรรมย่อมเป็นผู้หนักแน่นทางเหตุผล เหตุผลว่าอย่างไรก็พยายามทำตามนั้น   แม้จะยากลำบากก็ทนเพราะเชื่อเหตุเชื่อผล ได้แก่เชื่อธรรม

   ผู้ไม่เชื่อธรรม   ก็คือ   ผู้ไม่เชื่อเหตุเชื่อผล   ทำตามความชอบใจของตน และก็ความชอบใจเหล่านั้นแหละมันพาลงเหวลงบ่อ ให้จมดิ่งลงไปเรื่อยๆ จนหาทางฟื้นตัวไม่ได้  แต่ก็ไม่ยอมเห็นโทษ จึงเป็นความลำบากที่จะเจอความสุขความสบาย มนุษย์ที่ไม่มีขอบเขต เหตุผลมีมากเพียงไร  ก็เท่ากับช่วยกันก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงวุ่นวายมากเพียงนั้น

   ถ้าตามกำเนิดและฐานะมนุษย์เราดีอยู่มาก   เพราะมนุษย์เราฉลาด  ฉลาดหลายแง่ หลายมุมที่สัตว์ไม่เคยมีถ้าฉลาดตามมนุษยธรรม มนุษย์สามารถทำประโยชน์ให้แก่มนุษย์และสัตว์ได้มาก   ไม่มีสัตว์จำพวกใดเป็นคู่แข่งได้   แต่นี่ไม่เป็นเช่นนั้นกลับตรงข้าม มนุษย์มีมากเท่าไรมันยกตนเป็นหนึ่งเสมอ เข้าข้างตัว   เห็นแก่ตัวโดยอาศัยความฉลาดเข้าสนับสนุน      รู้สึกไม่มีใครเกินมนุษย์ที่ไร้เหตุผลไปได้   เมื่อการเข้าข้างตัวมีมาก ก็เห็นคุณค่าของคนอื่นมีน้อย นอกจากจะเห็นคุณค่าของตัวเด่นๆ เท่านั้น ทั้งๆ ที่ต้องอาศัยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่คุณค่าทั้งหลายก็มาเข้าตัวเสียเองนั่นน่ะ มนุษย์อุบาทว์ ขาดคุณธรรมในใจ น่าคบ น่าตายใจด้วยไหม?

มนุษย์ที่เกิดความเดือดร้อนอยู่ทุกวันเวลา   หรือแต่ไหนแต่ไรมาก็เพราะเหตุนี้เป็นส่วนใหญ่
ที่พาให้เป็นรวมแล้วก็เรื่องของกิเลส สิ่งสกปรกเป็นแนวหน้าพาให้ทำไม่ใช่เรื่องอื่นใด

ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจำต้องแยกระหว่าง ธรรม กับ กิเลส ออกเทียบเคียงคุณค่าสารคุณ
เพื่อถือเอาประโยชน์และชำระโทษตามความจริง จะเป็นอย่างไรก็ต้องแยกละ
ถ้าอยากเป็นมนุษย์ผู้ดีมีความสุขความสมหวัง

   สมมติว่า “จิต” เป็นสภายุง   เราก็พยายามแยกแยะจิตของเรา เฉพาะอย่างยิ่งระหว่าง ขันธ์ กับ จิต ที่เกิดความทุกข์ความลำบากในที่ใดจุดใด แต่ก่อนที่ไม่เคยพิจารณาขณะเป็นทุกข์  ไม่สบายกาย  แต่ใจมักเกิดความเดือดร้อนขึ้นภายในเสมอ ทั้งที่ใจไม่ได้เป็นไข้เลย ที่ใจเป็นทุกข์ด้วยนั้น ก็เพราะปกติไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เป็น แม้เป็นขึ้นก็อยากให้หาย   ความอยากทั้งนี้ มันเป็นเรื่องของ  “ตัณหา” คือความบกพร่องต้องการทำให้ใจหิวโหย  ทำความอยาก  ความปรารถนาอยู่ตลอดเวลา ถ้าอยากในทางผิดมากเพียงไร ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความทุกข์มากขึ้น และผลที่เกิดขึ้นจากความหิวโหย ก็คือ ความทุกข์นั่นเอง

   ผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่ควรปรารถนาอย่างนั้นโดยปราศจากเหตุผล  จะแก้ไขอย่างไร?ด้วยหยูกด้วยยาหรืออรรถด้วยธรรม?   ก็พิจารณาไปตามเหตุตามผลนั้นควรจะฉีดยาก็ฉีด ควรจะรับประทานยาก็รับประทาน  ควรอย่างไรก็ทำไปตามเหตุผลที่ควร   ระวังทางภายในคือ   ใจ  อย่าให้ไปยุ่งให้เกินเหตุ จนเป็นโรคตัณหา สมุทัย ขึ้นมาภายในใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่หนักมาก และทำให้เกิดความทุกข์มากยิ่งกว่าโรคทางกายเสียอีก เพราะทุกข์ทางกายเป็นทุกข์ในขันธ์ธรรมดา ใครๆ ก็เป็นได้

   ส่วนทุกข์ทางใจนี้เกิดเพราะอำนาจของกิเลส ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ผิดธรรมดา ทุกข์ทางร่างกายเป็นเพราะความแปรปรวน ความผิดปกติของธาตุ จึงเกิดขึ้นเป็น ธรรมดา   แต่ทุกข์ทางใจนี้ ร้อยทั้งร้อยเกิดขึ้นเพราะอำนาจของกิเลส ตัณหา ความหิวโหยทั้งนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจึงต้องใช้เหตุผล ทุกขปริเวทนาเป็นขึ้นที่ไหน ก็พิจารณาแก้ไขไปตามเรื่อง และให้ทราบเสมอว่านั้นเป็นอันหนึ่ง ซึ่งเป็นสมบัติกลางที่เราได้อาศัย   แต่ไม่ถือว่านั้นเป็นเรา  เป็นของเรา เป็นต้น นี่คือ วิธีการแยกแยะระหว่างขันธ์กับจิต   จะเป็นขึ้นมากน้อย   ก็ปฎิบัติไปตามเรื่อง   แก้ไขกันไปตามความสามารถที่จะเป็นไปได้ และพยายามรักษาจิตใจ อย่าให้กำเริบไปยึดไปถือไปวุ่นวายกับเขา จะเป็นทุกข์สองขั้น คือ   ทุกข์ทางกายเป็นเหตุเมื่อเพิ่มทุกข์เป็น ๒ ทุกข์ ก็ยิ่งเป็นทุกข์หนัก

   ผู้ปฏิบัติธรรมจึงใคร่ครวญด้วยสติปัญญา อย่าหละหลวมลืมตัว ไม่เหมือนผู้ไม่ ปฏิบัติธรรมทั่วๆไปเลยเวลาเกิดทุกข์ก็ต่างกัน ผู้ปฎิบัติธรรมพอมีทางหลบหลีกมีทางแยกแยะ มีทางผ่อนคลายด้วยอุบาย ถึงจะเป็นมากก็พอแบ่งเบาตัวได้ ไม่ได้ ยก แบก หาม กันทั้งหมดไม่ได้แบกกันทั้งความทุกข์กายและความทุกข์ใจ

   ระหว่างผู้ปฏิบัติธรรมกับผู้ไม่เคยปฏิบัติธรรมเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจึงผิดกันอยู่มาก

   การสอนธรรมนั้น คิดว่าสอนโดยถูกต้องตามที่เคยปฏิบัติมาและเข้าใจมาบ้างแล้ว ผู้ปฏิบัติธรรมพึงปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักธรรม  การปฏิบัติก็ปฏิบัติเรื่องธาตุ เรื่องขันธ์ ที่มันสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับใจเราตลอดเวลานี่แหละ จะปฎิบัติที่ไหน ปฏิบัติอย่างนี้ถูกเรื่องอื่นๆ ก็ถูก

   เรื่องภายนอกเกี่ยวโยงกับใครๆ สิ่งแวดล้อมใดๆ นั้นมันห่างจากตัวเราอยู่มาก ไม่เหมือนขันธ์กับจิตที่ติดแนบอยู่กับเรา   เมื่อถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรา มันติดอย่างสนิทแยกกันไม่ออก ที่แยกไม่ออกก็เพราะไม่แยกและไม่พยายามจะแยก   เพราะไม่เข้าใจแยกพยายามพิจารณาให้รู้   เมื่อพอเข้าใจบ้างแล้วก็พยายามแยก พยายามพิจารณาให้รู้ตามความจริงของมัน ตามสัดส่วนที่มันเป็นขึ้นมากน้อย

   เวลาปกติ ไม่เจ็บป่วยก็ทราบว่าธาตุขันธ์เป็นปกติเวลาแสดงความแปรปรวนขึ้นมาในลักษณะต่างๆก็ทราบว่าธาตุขันธ์แปรปรวน  แต่ใจอย่าให้แปรปรวนไปตาม   เพราะใจไม่มีโรคชนิดนั้น อย่าหาเรื่องโรค   คืออารมณ์ที่เกี่ยวกับร่างกายแปรปรวนนั้นเข้ามาแทรกสิงใจหรือเสียดแทงใจให้เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา เป็นโรคภายในใจอีกต่อหนึ่ง ซึ่งสำคัญและหนักมากกว่าโรคทางกาย

   นี่คือวิธีการเรียนเรื่องของตัว   ปฎิบัติต่อตัวเอง ปฏิบัติอย่างนี้ถูกต้องตามหลักธรรมจะไม่เดือดร้อนวุ่นวายมีความสงบสุขอยู่ภายใน  แม้โรคจะเกิดขึ้นในกายมากน้อยใจก็ไม่เป็นทุกข์ไปด้วย   เพราะเรื่องความตายนั้นมอบให้ธาตุขันธ์ไปเสีย   เรื่องความเป็นอยู่ของขันธ์   ก็มอบให้เป็นอยู่ธรรมดาของเขา ไม่ขัดขืนปีนเกลียวคติธรรมดาจะฝืนธรรม แม้ขันธ์เป็นอยู่    ก็เป็นอยู่เพื่อจะไป เพราะมีความแปรสภาพตามหลักธรรมชาติของเขาอยู่ตลอดเวลานาที ไม่มีพักกลางวัน กลางคืน   ยืนเดิน นั่ง นอนแปรอยู่อย่างนั้น เมื่อแปรไปมากก็แสดงอาการวิกลขึ้นมาให้เราทราบ ทุกระยะ เช่น เจ็บท้อง ปวดศีรษะ จับไข้ได้พยาธิต่างๆ การกำหนดรู้ขันธ์และอาการของขันธ์ ที่แสดงออกหรือไม่แสดงออก เรียกว่า “เรียนกรรมฐาน”

   “กรรม”  แปลว่าการกระทำ   “ฐาน”   คือที่ตั้งแห่งงาน คือ   ทำงานภายในกายในใจนี้  งานนี้เป็นงานใหญ่โตมาก   การรื้อภพ รื้อชาติ รื้อกิเลสตัณหา อาสวะ   ที่เป็นข้าศึกแห่งใจ   และเป็นเครื่องส่งเสริม “วัฏฎะ”  ให้ยืดยาวจะต้องรื้อที่กายและจิตนี้  จะต้องรื้อด้วยงานนี้ คือ การทำกรรมฐาน ดังท่านว่า  “เกสา โลมา   นขา ทันตาตะโจ”   เป็นต้น จิตมันยืดถือสิ่งเหล่านี้เป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นชีวิตจิตใจจริงๆ แต่เริ่มเกิดเป็นภพเป็นชาติมา  เส้นดำๆ   ยาวๆ   มันก็ว่า “ตน”   เสีย อะไรอยู่ในนี้ถือว่าเป็นตนเสียสิ้น  ผมก็ว่าเป็นตน ขน เล็บ ฟัน ก็ว่าเป็นตน ทุกสิ่งทุกอย่างที่สกปรกโสมมขนาดไหน ซึ่งมีอยู่ในกายนี้ ก็ว่าเป็นตน เป็นตนไปเสียหมด เพราะฉะนั้นตัวคนๆ   หนึ่งจึงเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกโสมม   ื้ืเมื่อสิ่งเหล่านี้มาเป็นตัวของเราอย่างแน่นหนาแล้ว   เราจะหาความสะอาดในจิตใจได้อย่างไร   เพราะเต็มไปด้วยความสกปรกแห่งการยึดการถือ?

   เพื่อความสะอาดภายในใจ จำต้องอาศัยสิ่งสกปรกโสมมเหล่านี้เป็น “ปุ๋ย” เป็นอาหารหล่อเลี้ยงธรรม คือ พิจารณาสิ่งเหล่านี้ด้วยปัญญา ให้เห็นแจ่มแจ้งชัดเจนไปโดยลำดับว่า  “นี่กองทุกขัง   นี่กองอนิจจัง   นี่กองอนัตตา” ต่างหาก มิใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของใครทั้งสิ้นเป็นแต่เพียงอาศัยกันชั่วระยะกาลเท่านั้น พอถึงกาลผ่านไปของเขา   นี่เรียกว่า    เรียนเพื่อรู้ เพื่อละ เพื่อเอาชนะกิเลสหรือเอาชนะตัวเอง   เนื่องจากใจเคยถือกิเลสเป็นตัวเป็นเรา เป็นของเรามานาน

   การพิจารณาร่างกายส่วนต่างๆ โดยสม่ำเสมอจิตก็มีหลักยึดและเป็นวิหารธรรมแก่ตัวเอง คือมีความร่มเย็น มีความสงบสบาย ไม่ฟุ้งซ่านรำคาญ ไม่เห่อเหิมไม่เดือดร้อนวุ่นวายไปตามกระแสโลก ที่พัดผันอยู่ตลอดเวลา

   เวลากุลบุตรจะบวชพระ ทำไมอุปัชฌาย์ทั้งหลายจึงสอน  “กรรมฐานห้า” ให้ทุกรายไป? แม้พระอุปัชฌาย์นั้นๆ   จะไม่สนใจกับกรรมฐาน  แต่กฎข้อบังคับซึ่ง เป็นหลักตายตัวของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ ในขณะที่กุลบุตรทั้งหลายบวชพระบวชเณรต้องสอนกรรมฐาน ๕ ให้ละเว้นกรรมฐานเสียมิได้ ถึงระยะที่จะต้องสอนกรรมฐานก็ต้องสอน   “เกสา  โลมา นขา ทันตา ตะโจ ตะโจ   ทันตา นขา โลมา เกสา”สอนอนุโลมให้พิจารณาแบบอนุโลมและพิจารณาแบบปฏิโลม  ถอยไปถอยมา   เพื่อให้เกิดความชำนิชำนาญให้เกิดความเข้าใจอันถูกต้อง   ละเอียดลออไปโดยลำดับๆ

   อุปัชฌาย์ทั้งหลาย เวลาบวชกุลบุตรต้องสอนกรรมฐานนี่ให้เพราะ นี่เป็นเครื่องมือ ที่ถือเป็นหลักปฏิบัติอันสำคัญในการถอดถอน กิเลส ตัณหา อาสวะ อุปาทานทั้งหลายออกได้ ท่านว่า “ตจ ปัญจกกรรมฐาน” กรรมฐานมีหนังเป็นที่ห้า ท่านจึงครอบว่าเป็นที่ห้า เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ  ตลอดอาการ ๓๒ มีหนังหุ้มห่อไว้ ตะโจคือ หนัง จึงเป็นที่รวมกรรมฐานทั้งหลาย

   ื้ื่เมื่อบอกกรรมฐานทั้ง   ๕ แล้ว ท่านก็อธิบายที่เกิดที่อยู่ ตลอดความแปรสภาพของกรรมฐานนั้นโดยละเอียด   เพื่อผู้เริ่มบวชใหม่จะได้เข้าใจในกรรมฐานบทนั้น   แล้วไปปฏิบัติตามจนรู้แจ้งเห็นจริงตามนั้นโดยลำดับแห่งการพิจารณาโดยสม่ำเสมอ   ใจย่อมไม่ตื่นเต้น   ไม่เห่อเหิมเพราะรู้ตามความจริงทั้งข้างนอก   ข้างใน   เนื่องจากเป็นสภาพเหมือนๆ กัน
   การพิจารณากรรมฐานดังกล่าว ย่อมกำจัดสิ่งเป็นภัยได้หลายอย่าง   อย่างน้อยก็ระงับภัยให้เบาลง เช่น เคยกลัวผี กลัวเปรต กลัวเสือ กลัวช้าง กลัวงู ไม่มีขอบเขตเหตุผลก็ พยายามบังคับจิตใจ ให้ตะล่อมเข้าวงเหตุผลได้   ดังคนเคยกลัวผีเป็นต้น ก็ซักถามผู้  กำลังกลัวผีว่า   “ผีที่ไหนมี นอกจากความคิดความปรุงแต่งของจิตคิดหลอกตัวเองต่างหากผีก็ผีซิ นี่คือป่าช้าอยู่แล้วในตัวเรานี้ร่างกายของเราก็ถูกบรรจุอะไรเข้าไว้ ไม่รู้กี่ซากกี่ศพสัตว์กี่ประเภทที่บรรจุเข้าไว้ในป่าช้าผีดิบอันนี้รู้อย่างนี้แล้ว จะไปตื่นเต้นหลงใหลกับป่าช้าที่ไหนอีก? ออกจากนี่ก็เดินเข้าไปเตาไฟ   เตาไฟในครัว มันเป็นที่เผาอะไรบ้าง?   ดูเอาในครัว ซึ่งเป็นที่ปรุงอาหารชนิดต่างๆ  เราไม่เห็นกลัว แต่ซากผีภายนอกแล้ว ส่วนซากเป็ด ซากไก่ซากปู ซากปลาและซากสัตว์ชนิดต่างๆ คณนาไม่จบที่นำเข้าไปเผา ไปต้มแกง อยู่ในครัวไฟ ไม่เห็นกลัวกัน   ทั้งนี้เพราะความเข้าใจมันไขว้เขวไปต่างๆ   ที่ให้เกิดเป็นภัยแก่ตัวเอง เช่น ความกลัวผีเป็นต้น

ความกลัวนั้นแลเป็นภัย เพราะความกลัวเป็นสาเหตุที่ผลักดันออกมาจากกิเลสโดยตรง จึงบีบคั้นจิตใจให้ได้รับความทุกข์ลำบาก   ื้ื่เมื่อพิจารณาว่าความกลัวเป็นตัวภัย   ซึ่งเกิดจากจิตใจ ไม่ใช่ผีเป็นภัย ใจก็ไม่กลัว ความรู้ชัดว่า จิต ผู้กลัวเสียเอง   เป็นภัยแก่ตัวเองเมื่อรู้ภัยคือตัวเสียเองแล้ว   ก็จะไม่เที่ยวกลัวลมกลัวแล้งที่ไหน   ให้เป็นบ้าเพิ่มขึ้นอีก   การเยี่ยมป่าช้านอกก็หมดปัญหาไปเองเพราะรู้ป่าช้าที่อยู่กับตัวแล้ว

การไปเยี่ยมป่าช้าทุกวัน  มีอะไรนะที่ป่าช้านั้น? ก็มีคนตายเก่าตายใหม่เกลื่อนอยู่ที่นั่น ทั้งหญิง ทั้งชายทั้งเด็ก ทั้งหนุ่มสาว เฒ่าแก่มีมาก เพศและวัยด้วย ซึ่งเป็นจำพวกที่หมดความหมายในร่างกายแล้วทั้งสิ้น

   เวลาไปเยี่ยมป่าช้า    ใจมีความหมายอย่างไรบ้าง? ในการเยี่ยม  ถ้าใจเป็นไปด้วยความเกลียด ความรังเกียจ   ความเบื่อหน่ายเกลียดชังแบบโลกๆ ก็ย่อมผิดทางของการเยี่ยมป่าช้า   ที่ถูกต้องพิจารณาปลงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งคนตายที่อยู่ในป่าช้า ทั้งพิจารณาให้เห็นเป็นอย่างนี้ไปทั่วโลกแดนดิน ว่าไม่มีรายใดจะฝืนความเป็นอย่างนี้ไปได้   ทั้งเขาทั้งเรามีสภาพเป็นอย่างนี้ด้วยกันเมื่อถึงคราวแล้ว   พิจารณาแล้ว  พิจารณาเล่าซ้ำๆ ซากๆ กลับไปกลับมาหลายตลบทบทวน เพื่อจิตได้เกิดความสลดสังเวชในความจริงนั้น   เกิดความชำนิชำนาญ และคล่องแคล่วแก่กล้าขึ้นมาโดยลำดับๆ อุปาทาน แม้จะเคยฝังลึกถึงขั้วหัวใจก็ต้องหมดไป หมดไป

   ค่าว่า “อุปาทาน” คือ ความยึดมั่น   ถือมั่น   ในขันธ์ว่าเป็นตน เที่ยวยึดนั่น ยึดนี่ไม่เป็นตัวของตัวโดยอิสระเสรี   จิตไปเที่ยวอาศัยอยู่ในสิ่งนั้นสิ่งนี้ ราวกับคนบ้านแตกสาแหรกขาด ไม่มีบ้านเรือนเป็นของตน   ไปเที่ยวขออาศัยเขาอยู่เป็นวันๆ   ลำพังตัวเองไม่มีอำนาจไม่มีวาสนา ไม่มีหลักมีเกณฑ์ ต้องอาศัยสิ่งเหล่านั้นมาเป็นอำนาจ วาสนา มาเป็นตัวของตัว  จึงเกิดความเดือดร้อนอยู่มิวาย เพราะความคิดผิดยึดผิด

   เมื่อพิจารณาแยกแยะหลายครั้งหลายหน   จนเห็นตามความจริงโดยลำดับ  ใจก็พอทรงตัวไว้ได้ แม้ยังรู้และปล่อยวางไม่ได้โดยสิ้นเชิง เมื่อสติปัญญามีกำลังพอตัวย่อมรู้ตลอดทั่วถึง ไม่ต้องอาศัยพึ่งพิงเขาด้วยอำนาจของอุปาทานอีก   เราก็เป็นตัวของเรา ขึ้นมา   ใจก็อยู่ด้วยความสงบร่มเย็นในขั้นเริ่มแรก   และขั้นกลาง   และมีความเกษมสำราญ ในขั้นปล่อยวางอุปาทานได้โดยสิ้นเชิง

   ท่านสอนกรรมฐาน ท่านสอนอย่างนี้ให้พิจารณาอย่างนี้ พิจารณามาก ยิ่งพิจารณามาก จิตยิ่งมีความกระจ่างแจ้งไปโดยลำดับ ทะลุปรุโปร่งไปทั้งภายนอกภายใน เป็นความสง่าผ่าเผย องอาจกล้าหาญ ไม่สะทกสะท้านกับอารมณ์ต่างๆ   ที่เคยเป็นภัยต่อใจเวลาใจชำนาญจริงๆ ในด้านความจริงเกี่ยวกับการพิจารณาร่างกาย   เพียงกำหนดปั๊บปัญญาจะทะลุไปทันทีทันใดไม่ว่าร่างกายของสัตว์ ของบุคคลภายนอก เมื่อสติปัญญามีความชำนิชำนาญแล้ว กำหนดสิ่งใด  ร่างใด จะพุ่งทะลุไปอย่างรวดเร็ว   พอตามองเห็นสัตว์เห็นบุคคล แต่สติปัญญาจะไม่มองเห็นธรรมดาของสัตว์ของบุคคลตามที่เป็นอยู่นั้นเลย แต่จะมองเห็นแบบกรรมฐาน แบบที่ตนเคยพิจารณามาแล้วอย่างไรนั่นแล   ไม่มองแบบธรรมดาที่เคยมองเคยรู้   แต่จะมองเป็นปัญญาภาคกรรมฐานไปทีเดียว  พอกำหนดปั๊บ ปัญญาจะพุ่งเข้าถึงจุดที่ตนเคยพิจารณามาแล้วอย่างไร นี่คือความชำนาญในการปฎิบัติธรรมจากกรรมฐานห้า

   เราเขียนหนังสือ ทีแรกเขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียนใหม่ ไม่เป็นตนเป็นตัว พออ่านออกบ้าง อ่านแล้วลืมบ้างลืมแล้วอ่าน เขียนแล้วลืม ลืมแล้วเขียนใหม่อยู่อย่างนั้นเขียนไปเขียนมาหลายครั้งหลายหนซ้ำๆ ซากๆ ก็เริ่มเป็นตนเป็นตัว อ่านออกเขียนได้เป็นลำดับๆ ต่อไปหลับตาเขียนก็ได้เพราะความชำนาญ แต่เวลาจะอ่านจะต้องลืมตาแม้จะชำนาญเพียงไร  มันผิดกันตรงนี้แหละ ชำนาญขนาดไหนก็ตาม  การอ่านหนังสือต้องลืมตาไม่ลืมตา ไม่เห็น ผิดกับเสียง

   การพิจารณากรรมฐานส่วนต่างๆ ทางด้านปัญญาเมื่อชำนาญแล้ว  หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น เพราะใจและปัญญาเป็นผู้รู้ เป็นผู้เห็นต่างหาก นี่ท่านเรียกว่า “งานกรรมฐาน คืองานรื้อโลก รื้อสงสาร รื้อภพ รื้อชาติ รื้อกิเลส  ตัณหา   รื้อด้วยการพิจารณาทางสติปัญญาเพราะฉะนั้น กรรมฐาน มีกรรมฐาน ๕ เป็นต้น จึงจำเป็นมากเวลาพระท่านบวช ต้องได้มอบกรรมฐานห้านี้เป็นอาวุธสำคัญ ฟาดฟันกิเลสตัณหาอาสวะ ความยึดมั่นถือมั่นสำคัญผิดต่างๆ ก่อนว่าสวย ว่างาม ว่าเป็นนิจจังคือ ความเที่ยงแท้ถาวร เป็นสุข เป็นอัตตา สติปัญญาทำลายกองสมมติที่หนาแน่นเหล่านี้ให้แตกกระจายไปจากจิตใจ   จิตใจจะได้เป็นตัวของตัว เพราะเห็นถูกต้องตามหลักธรรม จะไม่ยึดสิ่งนั้น พึ่งสิ่งนี้ ซึ่งเป็นของปลอมว่าเป็นตัวขึ้นมา   แล้วตัวก็กลายเป็นพวกจอมปลอมไปด้วยสิ่งเหล่านั้น หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้

ท่านสอนนี้ สอนเพื่อให้ใจได้หลักได้เกณฑ์ คือ รู้เห็นตามความเป็นจริง

   ผู้ปฏิบัติธรรมแบบนี้ย่อมเย็น   อยู่ที่ไหนก็เย็น อุบายต่างๆ   ผุดขึ้นทุกวันและรู้เท่าทัน อะไรมาสัมผัสสัมพันธ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย แม้อารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในใจก็รู้ทันเมื่อสติปัญญาอยู่กับตัวอยู่แล้ว  อะไรๆ ผ่านก็รู้ทันทั้งนั้น แต่ก่อนนั้นไม่ทันคิดเสียจนร้อนเป็นฟืนเป็นไฟก็ยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นอะไร กิเลสมาเอาเครื่องในไปกินหมด ยังเหลือแต่หนังห่อกระดูก ก็ยังไม่ทราบว่าอะไรหายไป เพราะสติไม่ทัน ปัญญาไม่มี ถ้าปลุกอยู่เรื่อยๆ ด้วยความเพียร สติก็มี สติก็แก่กล้า ปัญญาก็สามารถ อะไรมาสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือปรุงขึ้นภายในจิตใจ  จึงเหมือนปลุกสติปัญญาขึ้นพร้อมในขณะเดียวกัน   ทั้งพิจารณาอย่างรวดเร็ว และปล่อยวางได้อย่างทันอกทันใจ นี่คือความแคล่วคล่องว่องไวของสติปัญญาที่ท่านนักปฏิบัติเคยดำเนินมา   เป็นสติปัญญาที่เกรียงไกรทันสมัยกับกิเลสประเภทดาวเทียม

สติปัญญานั้นแลเป็นเครื่องมือสังหารกิเลส   ที่ก่อตั้งขึ้นมาเป็นภพ เป็นชาติ
ออกแม่แพร่ลูก แพร่หลานขึ้นมาตั้งบ้านเรือนอยู่ภายในใจสัตว์โลก


   เราต้องเรียนและปฏิบัติธรรม เพื่อตั้งเป็นกองทัพขึ้นต้านทานต่อสู้รบรันอย่างสะบั้นหั่นแหลกกัน จนกองทัพกิเลส ตลอดลูกหลาน ปู่ย่าตายายของมันถูกทำลายลงไปหมด ไม่ให้มีอะไรมีอะไรเหลืออยู่ภายในจิตใจ  นั่นแลภพชาติก็หมดไปเอง ความสุขชนิดอัศจรรย์เหนือโลกไม่ต้องไปเรียกร้องหาที่ไหน เมื่อกิเลสตัวก่อเหตุให้เกิดความทุกข์ความทรมานสลายตัวลงไปมากน้อย ความสุขก็เกิดขึ้นมา กิเลสสลายตัวไปหมด ความสุขก็ปรากฏเต็มภูมิภายในจิต เท่าที่จิตไม่มีความสุขก็เพราะกิเลสมาแย่งเอาไปกินหมดขนทุกข์มาให้เรารับเสวย พอฆ่ากิเลสตายหมดแล้ว ความสุขก็แสดงขึ้นมาอย่างเต็มภูมิท่านเรียกว่า “ปรมังสุขัง” อะไรเป็น “ปรมังสุขัง?”    ก็คือ   จิตดวงสิ้นกิเลสอย่างหมดจดงดงามนี่แหละเป็นสุขอย่างยิ่ง  ไม่มีอะไรจะสุขยิ่งกว่าจิตที่บริสุทธิ์ เพราะไม่มีอะไรมาแบ่งสันปันส่วนเอาไปกินไปครองใจเป็นธรรมล้วนๆ

   “ธัมโม ปทีโป” ก็หมายถึงความสว่างไสวแห่งธรรมในจิต จิตในธรรมนั่นเอง จิตนี้รู้อยู่กับตัว จิตประเภทนี้แล  เป็นจิตที่กล่าวไว้ในเบื้องต้น ถ้าเป็นน้ำนิ่งก็ใสสะอาด รสชาติก็กลมกล่อมจืดสนิท ไม่มีที่ต้องติ ไม่ได้เป็น “สภายุง” ให้ยุ่งอีกต่อไป   ที่เคยพูดว่าถ้าเป็นด้านวัตถุ   ก็ยกออกไปแข่งกับสามโลกธาตุนี้ได้  อย่างกระหยิ่มยิ้มย่องคล่องใจ ไม่มีโลกใดจะมาแย่งชัยชนะไปได้ ไม่มีคำว่า “แพ้” นอกจากทั้งสามโลกจะยอมกราบไหว้อย่างสนิทใจ เพราะเห็นได้ชัดด้วยตาเนื้อว่า “อ้อ! ธรรมแท้เป็นอย่างนี้”  และหูก็ฟังชัดว่า “ธรรมท่านได้ประกาศคุณภาพแห่งความจริงออกมาอย่างนี้!”  พร้อมกับตาก็เห็นธรรมอันอัศจรรย์นั้นด้วย หูก็ได้ยินธรรมแสดงกังวานออกมาด้วย

“เฮ้อ! จะว่าอย่างไรล่ะ? แล้วใครซึ่งต้องการความสุข ความเจริญ
ต้องการความดี ต้องการของวิเศษจะปฏิเสธได้?”  ไม่มีในโลกนี้ไม่มีแน่!

แต่ธรรมแท้ไม่เป็นอย่างนั้น ประกาศอย่างนั้น แสดงตัวอย่างนั้น โลกจึงไม่อาจมองเห็นได้ ฉะนั้นจึงต้องทำ
“กรรมดำ กรรมขาว” ไปด้วยความไม่รู้ เช่นเดียวกับเราๆ ท่านๆ  ทั่วโลกทั่วสงสาร จะตำหนิก็ตำหนิไม่ลง


   ใครแม้ต้องการความสุข ความวิเศษวิโสด้วยกันแต่เมื่อนิสัยไม่สามารถอาจรู้เห็นได้ก็จำเป็นต้องงมไปเป็นธรรมดา   เมื่อผู้ปฏิบัติไป รู้ไปเห็นไป ก็ทราบเฉพาะตัว ใครไม่รู้ แต่ตัวเองก็รู้อยู่กับตัวโดยเฉพาะประกาศให้คนอื่นเห็น   แสดงให้คนอื่นเห็นไม่ได้ แต่ธรรมอัศจรรย์นั้นก็แสดงอยู่กับตัวตลอดเวลา “อกาลิโก”   นี่แหละ ท่านว่าธรรมแท้รู้อยู่กับหัวใจนี่แหละ! อยู่กับผู้รู้นี้ ไม่อยู่ในที่ไหนๆ จงกำหนดลงไปในจิตนี้ อันใดที่มาเกี่ยวข้องพัวพันกับธรรมชาตินี้ ที่ทำให้มัวหมองไป ให้พยายามแก้ไข  ให้พยายามปัดเป่า  แยกแยะกันด้วยสติปัญญาอย่าท้อถอย นี่แหละ “ธรรมสาระ คือ ใจ” ยอดแห่งธรรมคือ ใจ ยอดแห่งความไว้วางใจ ก็คือใจที่บริสุทธิ์จากสิ่งที่จอมปลอมทั้งหลายแล้ว

   ศาสนาท่านสอนลงที่กายวาจาใจนี้ และใจนี้แหละคือ ภาชนะอย่างเอก เหมาะสม อย่างยิ่งกับธรรม   ไม่มีภาชนะใดที่จะเหมาะสมกับธรรมยิ่งกว่าใจ “มโน ปุพพังคมา ธัมมา มโน เสฏฐา มโน มายา”  ใจเป็นใหญ่  ใจเป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยใจ ลงที่นี่ ธรรมก็ไหลลงที่ใจที่อื่นไม่มี  ปล่อยวางที่ใจแล้วบริสุทธิ์ที่ใจแล้ว หมดปัญหาทั้งมวลในสมมติทั้งสามโลกธาตุ

วันนี้แสดงเพียงเท่านี้

เรียนกรรมฐานเพื่ออะไร - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

9


ขอเชิญร่วมพิธี ” ซิโกวเด็ก ” ประจำปีพุทธศักราช 2561 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ.2561 ได้ย้าย พิธีซิโกวเด็ก จากวัดหน้าพระเมรุ จังหวัด พระนครศรีอยุธยา มาที่ ณ สถานปฏิบัติธรรมวิปัสสนา พระมหาจักรพรรดิโพธิสัตว์กวนอิม ติดถนนใหญ่สายหมายเลข 347 อยู่ใกล้กับเทศบาลเมือง ตำบล ตลาดเกรียบ อำเภอ บางปะอิน จังหวัด พระนครศีอยุธยา หรือ ถัดจากโรงงานยาคูลท์ประมาณ 3 กิโลเมตร จึงขอเชิญพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปร่วมงานบุญในวันดังกล่าว


          พิธีกรรมทำบุญ / เผา / สวดส่งดวงวิญญาณที่ทารกคลอดก่อนกำหนด ( แท้ง ) ภาษาจีน เรียกว่า ” ซิโกวเด็ก ” ( ศพเด็กไม่มีญาติ ) การทำแท้งถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดทั้งทางโลกและทางธรรม ความผิดทางโลกนั้น ผู้ที่ลงมือทำแท้งและบุคคลที่ต้องการเอาทารกออก ถือว่ามีความผิดกฎหมายบ้านเมือง ส่วนทางธรรมถือว่าเป็นบาปหนัก นอกจากนี้วิบากกรรมของการทำแท้ง ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะผู้เป็นมารดาของเด็กเท่านั้น ฉะนั้น ผู้ที่มีส่วนร่วมให้การสนับสนุนการทำแท้ง ( ผู้แนะนำสถานที่ทำแท้ง , ผู้ที่พาไปทำแท้ง , ผู้ที่ออกค่าใช้จ่ายในการทำแท้ง ( ผู้ที่ให้ยืม หรือ ผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ ) , ผู้ที่บังคับให้ไปทำแท้ง เช่น บิดามารดาของผู้ตั้งท้อง และบิดาของเด็กที่ถูกทำแท้งก็มีความผิดและบาปติดตัว เช่นกัน ฯลฯ ) ล้วนได้รับผลกรรมจากการมีส่วนร่วมทำแท้งทั้งนั้น ทุกๆรายมักพบความหายนะในการดำเนินชีวิต บางคนทำมาหากินไม่ขึ้น การงานไม่ก้าวหน้า ค้าขายไม่เจริญ ครอบครัวแตกแยก การเงินฝืดเคืองขัดสนติดขัด เก็บเงินทองไม่อยู่ โชคลาภไม่มี สุขภาพไม่แข็งแรง เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่บ่อยครั้งหรือเป็นประจำ บางรายถึงกับมีเรื่องฟ้องร้องเป็นคดีความ ติดคุกติดตะราง ต้องล้มละลายหมดเนื้อหมดตัว หรือไม่ก็มีบุตรเป็นเด็กพิการไปเลยก็มี เพราะผลของกรรมจากผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนการทำแท้ง


อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.chakrapat.com/public-relations_00003/
10
พุทธปณิธาน - ชั่วโมงที่ 03 - 2 - งานสร้าง ศาสนทายาท




youtube.com/c/เสรีลพยิ้ม

google.com/+เสรีลพยิ้ม
หน้า: [1] 2 3 ... 10