กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
วิธีปฏิบัติของผู้เล่าเรียนมาก - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์วินัยมาก มีอุบายมากเป็นปริยายกว้างขวาง
ครั้นมาปฏิบัติทางจิต จิตไม่ค่อยจะรวมง่าย ฉะนั้นต้องให้เข้าใจว่า
ความรู้ที่ได้ศึกษามาแล้ว ต้องเก็บใส่ตู้ใส่หีบไว้เสียก่อน

ต้องมาหัดผู้รู้คือจิตนี้ หัดสติให้เป็นมหาสติ หัดปัญญาให้เป็นมหาปัญญา
กำหนดรู้เท่ามหาสมมติ-มหานิยม อันเอาออกไปตั้งไว้ว่าอันนั้นเป็นอันนั้น
เป็นวันคืนเดือนปี เป็นดินฟ้าอากาศ กลางหาวดาวนักขัตตฤกษ์สารพัดสิ่งทั้งปวง

อันเจ้าสังขารคือการจิตหาออกไปตั้งไว้บัญญัติไว้ว่า เขาเป็นนั้นเป็นนี้ จนรู้เท่าแล้ว
เรียกว่ากำหนดรู้ทุกข์ สมุทัย เมื่อทำให้มาก-เจริญให้มาก รู้เท่าเอาทันแล้ว จิตก็จะรวมลงได้

เมื่อกำหนดอยู่ก็ชื่อว่าเจริญมรรค หากมรรคพอแล้ว นิโรธก็ไม่ต้องกล่าวถึง
หากจะปรากฏชัดแก่ผู้ปฏิบัติเอง เพราะศีลก็มีอยู่ สมาธิก็มีอยู่
ปัญญาก็มีอยู่ในกาย วาจา จิตนี้ ที่เรียกว่า อกาลิโก ของมีอยู่ทุกเมื่อ
โอปนยิโก เมื่อผู้ปฏิบัติมาพิจารณาของที่มีอยู่  ปจฺจตฺตํ จึงจะรู้เฉพาะตัว
 
คือมาพิจารณากายอันนี้ให้เป็นของอสุภะ เปื่อยเน่า แตกพังลงไป
ตามสภาพความจริงของภูตธาตุ  ปุพฺเพสุ ภูเตสุ ธมฺเมสุ
ในธรรมอันมีมาแต่เก่าก่อน สวางโร่อยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน

ผู้มาปฏิบัติพิจารณาพึงรู้อุปมารูปเปรียบดังนี้

อันบุคคลผู้ทำนา ก็ต้องทำลงไปในแผ่นดิน ลุยตมลุยโคลนตากแดดกรำฝน
จึงจะเห็นข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวสุกมาได้ และได้บริโภคอิ่มสบาย
ก็ล้วนทำมาจากของมีอยู่ทั้งสิ้นฉันใด

ผู้ปฏิบัติก็ฉันนั้น เพราะ ศีล สมาธิ ปัญญา
ก็มีอยู่ใน กาย วาจา จิต ของทุกคน ฯ


วิธีปฏิบัติของผู้เล่าเรียนมาก - หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ที่มา  บ้านจอมยุทธ

2
ธรรมเทศนา - 9 ส.ค.2545 - หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

……..ญาติโยมทั้งหลายที่มีศรัทธาตั้งใจมาศึกษาปฏิบัติธรรม  เป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนามาก  จะว่ามีหวัง หากเราชาวพุทธมาศึกษาเรื่องภาวนานี้ มันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ความรู้สึกของหมู่หลวงพ่อ เหมือนว่า อาจจะเป็นแม่ เวลาป้อนข้าวใส่ปากลูก ลูกกินข้าวกลืนลง ก็ดีใจ คิดว่าลูกจะต้องเจริญเติบโต ด้วยความเป็นแม่เมื่อเอานมให้ลูก ซึ่งลูกเราดื่มนมหมดขวดครึ่งขวด แล้วก็มีหวังว่า ลูกเราต้องเจริญเติบโต หมู่หลวงพ่อที่เป็นพระสงฆ์ก็มีทางเดียวเท่านี้ ที่จะนำศาสนา ที่จะเข้าถึงศาสนาได้ คือต้องปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมก็คือ ต้องมาเจริญสติ เพราะตัวสติมันเป็นต้นกำเนิดเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนา เช่น

พระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าของพวกเราได้ดำเนินมา ได้ปฏิบัติมา จนพระองค์ได้ตรัสว่า

 …….วิสุทธิญาณ  การเจริญสติทุกปี มันเป็นทางอันเอก เป็นทางเดินของจิตใจเรา ทางเดินของร่างกายเราก็มีมิตรภาพ มีสุขุมวิท มีเพชรเกษม ไปทุกภาค สู่จุดหมายปลายทางได้ การเดินทางจิตใจก็ต้องมีทางเหมือนกัน แต่หมู่หลวงพ่อคิดว่าพบทางพอสมควร คิดว่าจะไม่ผิด มาทางนี้แหละ ทางเดินทางของจิตใจเรา มามีความรู้สึกตัว ความรู้สึกตัวต้องเป็นคู่กับกายกับใจ ถ้ากายใจไม่มีความรู้สึกตัว เดี๋ยวความหลงมันจะเข้ามาแทน หากความหลงเข้ามาแทน มันก็หลงทาง ไม่พบทาง มืดแปดด้าน โกรธจนตาย ทุกข์จนตายก็มี ไม่พบทิศพบทาง เป็นชีวิตที่มืดบอด ความโกรธอย่างเดียวก็ยังโกรธอีก ความทุกข์อย่างเดียวก็ยังทุกข์อีก ความหลงก็ยังหลงอยู่อีกได้ มองไม่เห็นทาง เหมือนคนหลงทาง หลงอยู่นั่นแหละ แต่ถ้าได้ทาง มันจะไม่หลง มันก็เดินคล่อง ไม่เสียเวลา ไม่ต้องไปทุกข์ ไม่ต้องไปโกรธ ไม่ต้องไปวิตกกังวลเศร้าหมอง ชีวิตเราไม่ควร เป็นอย่างนั้น เหมือนกับเราได้พบทางก็จะเดินสบาย  ทางใจ มีสติมันก็เรียบๆยิ่งกว่ามิตรภาพ ยิ่งกว่าเพชรเกษม เอเชีย สุขุมวิท อันนั้นยังมีรถมีรา มีไฟแดง ไฟเขียว แต่ว่าทางจิตใจนี้ ถ้าเป็นทางฟรีเวย์ ก็เป็นในประเทศสหรัฐ หลวงพ่อเคยไปอยู่ประเทศสหรัฐ ทางของเขาเรียกว่าฟรีเวย์ ผ่านได้ตลอด ของเราอย่างดีก็อะไรล่ะ ไฮเวย์ เท่านั้นเอง ไม่กี่กิโล แค่ในกรุงเทพฯ ทางเดินของจิตใจนี้ สติปัฏฐานสี่ นี้มันเป็นฟรีเวย์ ผ่านได้ ไม่ต้องไปสะดุดกับความทุกข์ ไม่ต้องไปสะดุดกับความโกรธ ความโลภ ความหลง ไม่ต้องไปสะดุดกับกับความวิตกกังวล  มันขึ้นทางได้เรียบ เหมือนชีวิตที่ราบเรียบ ไม่สะดุด พวกเรามัวสะดุดอยู่  ไม่ได้  คล้ายๆกับว่ามาทางนี้ ๆ อยากจะเชิญชวน ถ้าเป็นอาหารใจก็ดื่มลงไปให้กายให้ใจเรานี้ได้สัมผัสซึมซับกับความรู้สึกตัว  นั่งอยู่ที่ไหน กายอยู่ที่นั่น ใจอยู่ที่นั่น สติอยู่ที่นั่น กายกับใจกับสติ เป็นคู่กัน เราให้มันเป็นคู่กัน ลองดู นานๆนะ มันจะเกิดอะไรขึ้นกับกายกับใจ มีสติอยู่กับกายมีสติอยู่กับจิตใจ ตรงนี้เราต้องมีความเพียรตรงนี้

   แต่รูปแบบที่เราทำก็เป็นสูตรที่สำเร็จจริงๆ พลิกมือขึ้น  ยกมือขึ้น รู้จริงๆ ยกมือขึ้นก็รู้ วางมือลงก็รู้ ก้มลงก็รู้ ไม่ต้องไปถามใคร เป็นปัจจัตตังทันที เราเห็นเองรู้เอง แล้วก็ไม่ต้องไปรอ เสี้ยววินาทีไม่ต้องรอ พลิกมือขึ้นก็รู้ ยกมือขึ้นก็รู้  รู้ปั๊บทันที นี้มันของจริง ของจริงมันต้องพิสูจน์ได้ ไม่ต้องไปวาดมโนภาพ ไม่ต้องไปคิดว่าจะเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องไปคิด ลองสัมผัสเอาจริงๆ รู้สึกตัว ๆถ้าเรายกมือสร้างจัวหวะ 14 จังหวะ ถ้าทำพอดีๆ 14 จังหวะ จังหวะหนึ่งก็วินาทีหนึ่ง 14 วินาทีก็ได้ 14 รู้  14รู้ก็ได้14 วินาที รูปแบบของการสร้างจังหวะ ชั่วโมงหนึ่งก็ 3600 วินาที  ถ้าเรารู้ทุกวินาที เราก็ได้ความรู้สึกตัว 3600 รู้ มันเป็นกอบเป็นกำ ถ้ารู้ก็ไม่หลง ถ้าสัมผัสความรู้สึกตัว หนึ่งวันสองวัน  หรือพระพุทธเจ้าว่าผู้ใดมีสติอยู่กับกายกับใจอย่างต่อเนื่อง มีอานิสงส์สองประการ  หนึ่งวันถึงเจ็ดวัน หนึ่งเดือนถึงเจ็ดเดือน หนึ่งปีถึงเจ็ดปี เกิดอานิสงส์สองประการ สูงสุดคือเป็นพระอรหันต์ คือผู้ไกลจากข้าศึก ชีวิตราบเรียบเป็นอริยเจ้า ชีวิตที่ไม่มีข้าศึก ชีวิตที่ไม่มีภัย สองประการ พระพุทธเจ้าท้าทาย แล้วในหมู่ชาวพุทธเราบกพร่องตรงนี้นะ ตรงอื่นไม่บกพร่อง
 
ดูที่พุทธมณฑลนี้ อะไรก็ใหญ่โต ประเทศเราเป็นเมืองพุทธ อะไรก็สำเร็จทั้งนั้น นอกจากความรู้สึกตัว อยู่กับกายอยู่กับจิต อันนี้ยังมีไม่มาก พวกเราจึงเสริมตรงนี้ หมู่หลวงพ่อได้ทราบข่าวจากคุณปรีชา คุณหมอกำพล พวกเราทุกท่านโดยเฉพาะที่นี่พุทธมณฑล กำหนดทุกเดือนแต่นานๆหลวงพ่อจะได้มาสักที หลวงพ่อดีใจ ตั้งใจมาศรัทธามาแต่ไม่ผิดศีลเพราะมาสอนธรรมนี้ไปได้เจ็ดวัน หมู่หลวงพ่อที่เป็นพระสงฆ์ก็ศรัทธามาในพรรษา บอกพระสงฆ์ที่อยู่ในวัด วันที่ 12 ก็จะกลับ ที่นี่เป็นงานที่เป็นเรื่องที่กระตือรือร้นมาก ถ้าเราได้มีสติรู้สึกกายที่มันเคลื่อนไหว  จิตใจที่มันคิด มันจะเกิดอะไรขึ้น ให้เราสัมผัสกับความรู้สึกตัวดู เอากายไปจุ่ม เอาใจไปจุ่มเอา มันจะเป็นอะไร พอมันสงบก็รู้สึกตัว รู้สึกได้สิบนาที ยี่สิบนาที สามสิบนาที เป็นชั่วโมงไป  ถ้าได้รู้เป็นชั่วโมง สองชั่วโมงไป ความรู้กับความหลงมันจะต่างกัน เราก็จะรู้จักเลือก ใจมันจะรู้จักเลือก มันจะรู้จักเอา  อะไรที่เป็นธรรม ความหลงไม่เป็นธรรม ความรู้สึกตัวเป็นธรรม รู้จักเลือก นั่นมันกาย กายนี้มันยังช่วยตัวมันได้ ถ้ามันร้อนก็อาบน้ำ ถ้ามันหนาวก็ห่มผ้า ถ้ามันหิวก็หากิน ถ้ามันปวดมันเมื่อย ก็พักผ่อนหลับนอน แต่ใจนี้ถ้าไม่หัดมันไม่รู้เลย ทุกข์มันก็ยังเอา ความโกรธ ความรัก ความชัง มันเอาหมด ความยินดียินร้ายมันเอาหมด บางทีมันเอาความทุกข์มากกว่า  เอาความหลงมากกว่า บางคนต้องซื้อเอาความหลง หาเรื่องให้มันหลง อยู่นิ่งไม่เป็น ซุกซนมาก บางชีวิตไม่เคยฝึก
 
แต่ถ้าเรามาฝึกให้มันมีความรู้สึกตัวนี่มันก็พอที่จะได้สัมผัสดู ความรู้สึกตัว เป็นอย่างนี้ มันจะรู้จักจัดสรร เข้าข้างความรู้สึกตัว แต่ถ้าเราไม่เคยฝึก มันจะไม่รู้จักเข้าข้าง มันจะกระโจนไปหลายๆแบบ วิ่งเข้าไปไปเอาสุขเอาทุกข์ไปเอารักเอาชัง ไปเอาความโกรธ ไปเอาความวิตกกังวลเศร้าหมองไปโลด ถ้าเราฝึกให้รู้สึกตัวหนึ่งวัน สองวัน มันจะมาหาความรู้สึกตัว เพราะความรู้สึกตัวเป็นธรรม ความหลงไม่เป็นธรรม ยิ่งความโกรธยิ่งไม่เป็นธรรมใหญ่ ความทุกข์ก็ไม่เป็นธรรมใหญ่ มันจะรู้จักเลือก จิตใจเราจะรู้จักเลือก ทางที่มันถูกต้องและปลอดภัย ทีนี้ถ้าเราไม่ฝึกมันไม่เป็น ก็ทำไม่เป็น ไม่ได้รู้ ไม่ใช่ความรู้ ทุกท่านมีความรู้อยู่แล้ว เรียนจบอะไรมาหลายๆอย่าง สำเร็จในอาชีพการงานมาแล้ว แต่ว่ารู้จิตใจนี้ยังไม่สัมผัสกับชีวิตที่มันเป็นความถูกต้อง ความถูกต้องเกิดจากเหตุจากผล  เกิดจากเหตุปัจจัยต่างๆ อะไรที่มันผิดมันถูก รู้ไป
เช่นรู้ว่าโกรธมันไม่ดีเราก็รู้อยู่ ทุกข์มันไม่ดี เราก็รู้อยู่ แต่ก็ยังโกรธอยู่ ทั้งที่รู้ว่าความโกรธมันไม่ดี ความทุกข์มันไม่ดี เราก็ยังโกรธอยู่ เรายังทุกข์อยู่ บางทีความรู้มันใช้ไม่ได้ มันต้องสัมผัสเอา เอาความรู้ไปแก้ เอาเหตุเอาผลมันใช้ไม่ได้ เหตุผลยังไม่เป็นธรรมบางทีเหตุผล ยังเป็นสมมุติบัญญัติด้วยซ้ำไป บางทีเหตุผลก็ทำให้ฆ่ากันตายก็ได้ด้วยเหตุด้วยผล การปฏิบัติธรรมนี้ มันไปจุ่มมันไปสัมผัสเอา ไม่ใช่เหตุผล มันเหนือเหตุผลมันเป็นปรมัตถ์ เหตุผลยังเป็นสมมุติบัญญัติ  ที่เป็นเหตุปัจจัย แต่ถ้าถึงปรมัตถ์แล้ว ไม่ใช่เหตุไม่ใช่ผล เป็นการที่ไปสัมผัสประจักษ์แจ้ง เห็นความโกรธเห็นความไม่โกรธไม่ใช่เห็นผล ความโกรธไม่เป็นธรรม ความไม่โกรธเป็นธรรม เราสัมผัสดูแล้วความหลงไม่เป็นธรรม ความไม่หลงเป็นธรรม เราสัมผัสดูแล้ว ไม่ต้องไปถามใคร ความจริงของจริงไม่มีปัญหา ถามไม่ได้ มีแต่คำตอบแล้วตัวเองต้องตอบเอาเองด้วยไม่ใช่คนอื่นตอบให้ นี้คือปรมัตถ์ คือของจริง

พวกเราจึงมาทำตรงนี้กัน  สามวันสี่วันมาลองดู มาพิสูจน์มาทดสอบ เอากายพิสูจน์เอาใจไปพิสูจน์กับความรู้สึกตัว มันจะเกิดอะไรขึ้น อย่าเพิ่งไปเห็นก่อนเห็น ผิดก่อนผิด ถูกก่อนถูก อย่าเพิ่งไปคิด บางทีหาคำตอบจากความคิด มันอาจจะไม่ถูก ความคิดนี้แล้วแต่ใครคิดยังไง  ใครก็คิดได้ เอาเหตุเอาผลไปคิด ความคิดไม่จีรังยั่งยืน ถ้าเราไปเจอเข้าจริงๆ เจอความรู้เจอความหลง ไม่ใช่ความคิด พอมันหลงอยู่ รู้สึกตัว โอ! มันใช้ได้ ไม่ใช่เหตุไม่ใช่ผล ไปจุ่มไป มันเป็นอย่างนี้ ถ้ามันโกรธทีไร มีสติ ความโกรธก็หายไป ก็ใช้ได้ จิตใจเราก็ดีขึ้น บริสุทธิ์มากขึ้นมีประสบการณ์มากขึ้น มีบทเรียนเพิ่มขึ้น อันนี้นะ ของจริงไม่ต้องไปยื่นให้กัน ให้ไปตอบไปสัมผัสดูให้ไปลองสัมผัสดู ไปจุ่มลองดู เอากายเอาใจไปจุ่มความรู้สึกตัว พยายามที่จะใส่ความรู้สึกตัว เพิ่มความรู้สึกตัวกับกาย

เราก็มีเจตนามีรูปแบบ มีรูปแบบให้ทำ ให้ทุกคนเอามือวางไว้ตรงเข่า ลองดู เอามือสองข้างวางบนเข่า รู้จักหัวเข่ามั้ย อย่าไปวางไว้ที่อื่น นี้ต้องคว่ำไว้อย่างนี้ ดูหลวงพ่อ จุดประสงค์มืออยู่ที่เข่าอย่างนี้นะ วางหรือยัง เอามือไว้ที่เข่าหรือยัง ใครเป็นผู้รู้ว่ามืออยู่ไหน วางแล้วนะ มั่นใจไหมว่ามืออยู่บนเข่า มั่นใจมั้ย ถ้าหลวงพ่อบอกว่ามือของท่านทั้งหลายอยู่ข้างหลัง จะเชื่อมั้ย ตอบได้มั้ย หลวงพ่อว่ามือของท่านอยู่ข้างหลัง เชื่อมั้ย ไม่เชื่อ ทำไมถึงไม่เชื่อ เราเห็นอยู่ เรารู้อยู่ ใครเป็นผู้เห็น เราเองเห็นหรือผู้อื่นเห็นให้ อะไรที่มันเห็นว่ามืออยู่บนเข่า ตาหรือ หลับตาดูรู้มั้ยว่ามืออยู่บนเข่า มันไม่ใช่ตา มันรู้ว่ามืออยู่บนเข่า นั่นแหละเรียกว่าสติปัฏฐาน มันมีที่ตั้ง ปัฏฐาน ฐานแปลว่าที่ตั้ง เอามือมาตั้งไว้บนเข่าให้สติอยู่กับมือ พลิกมือข้างขวาตั้งไว้  รู้จักมือข้างขวามั้ย พลิกตั้งไว้มือข้างขวา ถ้าตั้งให้ทำอย่างนี้ ถ้าคว่ำให้ทำอย่างนี้ เรียกว่าตั้งตะแคงไว้ ตั้งไว้ ตะแคงหรือยัง ตะแคงกับคว่ำเหมือนหรือต่างกันมั้ย มั่นใจมั้ยว่าตัวเองตั้งไว้ ยกขึ้นพอประมาณ อย่ากด อย่าขึงเครียด อย่าเพ่ง ทำเบาๆให้รู้ ว่ารู้แล้ว ๆ เอามาวางประกบไว้หน้าท้อง ตะแคงข้างซ้ายตั้งไว้ ยกขึ้น รู้ มาประกบมือข้างขวา รู้สึกว่ามันอยู่ยังไง สองข้างมันอยู่ตรงไหน รู้ เลื่อนมือข้างขวาเหนือมือข้างซ้าย รู้ เลื่อนไปข้างขวา ลำดับ ซ้ายไปขวา ยกออกไปข้างๆ รู้นะ  ตั้งไว้ คว่ำลง สบายๆ อมยิ้มไว้ อย่าไปว่ามันยาก เลื่อนมือซ้ายขึ้นมา รู้ เลื่อนออกไปข้างๆ รู้ วางลงเข่า ตั้งไว้รู้ คว่ำลงรู้ มันจะมีความรู้สึกตัว เป็นครั้งๆ ถ้าเรานับมันจะเป็น 14 ครั้ง เอามือวางไว้บนเข่าอีก ถ้าเรานับมันจะมี 14 ครั้ง 14 รู้ ลองนับดู 1รู้  2รู้  3 รู้  4รู้……..14รู้    เอาอีก  ทำให้มันรู้เป็นจังหวะพอดีๆ แต่ว่าไม่ต้องนับนะ  รู้…รู้….รู้    วินาทีหนึ่ง รู้ทีหนึ่ง อย่าช้าเกินไป ถ้ามันหลงไป เรากลับมาๆ รู้ที่มือนี้ ให้มันคุ้นเคยกับอิริยาบท อย่าไปหลง อย่าไปเพ่ง อย่าไปนับ  รู้แล้ว ๆ ๆ รู้เป็นครั้งๆ  รู้ไม่ใช่รู้แบบยาว อันนั้นจะเป็นสมถะ มันจะไม่เห็นความคิด แต่ความคิดมันจะไม่เกิด อันนี้เราไม่กลัวความคิด มันจะเกิดอะไรขึ้นมา เราจะได้เห็นมัน แล้วเราจะได้กลับมา วางมือไว้ รู้มั้ย ความรู้สึกตัว ๆ ไม่ใช่ความคิด แล้ว มันเป็นเรื่องของการประกอบความรู้สึกตัว เป็นเรื่องประกอบ เป็นเรื่องสัมผัส ไม่ใช่คิด ไม่ใช่จำ เอากายไปรู้เอา แม้บางทีใจมันคิด มันก็รู้ เวลาใดที่มันคิด ความคิดที่ไม่ได้ตั้งใจ คิดไปเอง เราก็อย่าไปตามความคิด เรากลับมาอยู่กับมือ มันคิดไปโน่น ให้กลับมาอยู่กับมือ อย่าหลงไปในความคิด มันจะหลงไปในความคิดบ้าง มันจะหลงไปในความปวดความเมื่อยบ้าง ก็พยายามกลับมาให้เป็น    กลับมาหามือให้เป็น อย่าไปทางอื่น ปฏิบัติคือกลับมา ๆ หาที่ตั้งไว้ ตั้งไว้ตรงนี้ แม้มันจะหลุดไปหลุดอีกก็กลับมาแล้วกลับมาอีก ก็ยิ่งดีๆใหญ่ เหมือนเด็กน้อยตั้งไข่ พอมันล้มก็ลุกขึ้นมา พอล้มอีกก็ลุกขึ้นมาอีก ก็แข็งแรง การหกล้มของเด็กน้อยหัดเดิน หัดนั่ง มันก็ดี ทำให้แข็งแรง ว่าแต่อย่ายกมันขึ้นมา ให้เขาลุกเอง บอกลุกขึ้น ๆ ๆ เราอย่าไปช่วยเขา  ตัวเราก็เหมือนกัน ถ้ามันหลงไปก็กลับมาอีก กลับมาที่ตั้งอยู่ เรามีที่ตั้งอยู่นี่ที่ตั้งของเรา คือ 14 จังหวะนี้ตั้งไว้ หันไปกี่ครั้งกี่หนก็ตั้งไว้ ก็ธรรมดา คนทำงาน ก็มีเรื่องอื่นเกิดขึ้น เหมือนพวกเราที่ทำงาน ความปวดความเมื่อยก็มี เหงื่อไหลไคลย้อยก็มี แต่เราก็ยังทำงานอยู่ หรือชาวนาปลูกข้าว แม้ว่าแดดร้อน หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน มันก็มีความเมื่อยความเหนื่อยก็มี แต่ชาวนาก็ต้องปลูกข้าวไปเรื่อยๆ หรือเกี่ยวข้าวไปเรื่อยๆ ปวดมือ ปวดเมื่อย อะไรต่างๆ ปวดก็ปวดไป
 
ฉันใดก็ดีการเจริญสติก็เหมือนกัน บางทีเราจะปวดเมื่อย ก็อย่าให้ความปวดเมื่อย ทำให้เราหยุดทำความเพียร  ความปวดความเมื่อยรู้ รู้แล้วก็กลับมา เหมือนเรานั่งทำงาน ตั้งแต่3โมงจนบ่าย 3 โมง สิบกว่าชั่วโมง อันนี้ก็หัดเหมือนกัน ถ้ามันจะปวดจะเมื่อยก็ขัดขืน ปรับปรุงหรือบรรเทาเล็กๆน้อยๆ อย่าให้เวทนามันปวดมันเมื่อยเป็นใหญ่ ถ้าความปวดความเมื่อยทำให้เราหยุดทำความเพียร เหมือนความปวดความเมื่อย ที่เราทำงาน งานมันก็ไม่เสร็จ งานเราก็ไม่เสร็จ  ความร้อนความหนาว มาให้เราหยุดทำงาน งานก็ไม่เสร็จให้เราเห็น แล้วก็รู้จักกลับมา มันจะสร้างความอดทนไปในตัว สร้างความเข้มแข็งไปในตัว สร้างบทเรียนสร้างประสบการณ์ไปในตัว บางทีอาจจะง่วง  ก็พยายามปลุกตัวเราให้ตื่น ปลุกให้ตัวเองให้ตื่น วิธีใดที่ทำให้เราตื่น ตื่นจากความง่วงหามา มันไม่มีสูตรสำเร็จสอนกัน ต้องหามา อาจจะลุกขึ้นเดิน อาจจะมองท้องฟ้า อาจจะเอามือลูบหน้าลูบตัว หรือไปล้างหน้า อะไรต่างๆ อย่าให้ความง่วงมันยิ่งใหญ่ จนเรายอมทิ้งสติ หาวิธีดับใส่มัน ถ้าเราได้หัดก็ดี ได้บทเรียนจากความง่วง ได้บทเรียนจากความหลง ได้บทเรียนจากความทุกข์ อะไรเกิดขึ้นมาเราจะได้มีความรู้สึกตัว ความง่วงทำให้เรามีความรู้สึกตัว ความปวดทำให้เรามีความรู้สึกตัว ความหลงทำให้เรามีความรู้สึกตัว ความคิดทำให้เรารู้สึกตัว มีแต่บทเรียนทั้งนั้น ได้บทเรียนจากความหลงบ้าง ได้บทเรียนจากความปวดเมื่อย ได้บทเรียนจากอะไรๆต่างๆเยอะแยะ เพราะความรู้สึกตัวมันเป็นตัวเฉลยเรื่องของกายของใจ มันใช้ได้หมด มันเป็นสัจจธรรม ความรู้สึกตัว ไปเกี่ยวข้องกับกายกับใจได้ มันไม่เหมือนอันอื่น
 
ไม่เหมือนยารักษาโรค ถ้าปวดท้องก็ต้องใช้ยาแก้ปวดท้อง ถ้าปวดหัวก็ใช้ยาแก้ปวดหัว เรื่องของกายของใจ เอาสติไปใส่ มันใช้ได้ ความหลงทำให้รู้ ความง่วงทำให้รู้ ความคิดทำให้รู้ มันสะดวกการเจริญสติ มันสะดวก ๆมากๆ มีโอกาสจะรู้ได้ทุกแบบ กระพริบตาก็รู้ได้ หายใจก็รู้ได้ นอกจากยกมือสร้างจังหวะแล้ว หัดไปอยู่จุดนั้นจุดนี้บ้างก็ได้ บางทีมันทำไปนานๆ อาจล้า  เราต้องรู้จักเปลี่ยนอิริยาบทใหม่  ปรับปรุงตัวเองบ้าง อยู่ท่านี้นานเกินไป  ครึ่งรู้ครึ่งหลงเราต้องปรับแผนใหม่ ตั้งต้นใหม่ให้มัน ให้ความรู้สึกตัวมันเด่นๆ อยู่ในฉากใดฉากหนึ่ง เหมือนกับนับถ่ายภาพ ถ้ามีมุมมองไม่สวยไม่เด่น แล้วก็หาจุดที่มันเด่นๆหาเอา ถ้านั่งไปๆมันง่วง ลุกขึ้น เดินจงกรมให้ความรู้มันเด่น อย่าให้ความง่วงความหลงมันเด่นก็ปรับไปเรื่อยๆ ทำไปทำมา ความรู้สึกตัวมันเด่นมันเป็นใหญ่ มันก็มีอำนาจ ง่ายที่จะรู้ถ้าเราทำไม่เป็นก็ง่ายที่จะหลง แต่ถ้าความหลงมันยิ่งใหญ่แล้วก็ เป็นภาระเราจึงพยายาม หัดใหม่ๆ นี้ พยายามทำให้มันแม่นยำ ให้มันชัดเจน การยกมือสร้างจังหวะ อย่าทำสักว่าทำ ใส่ความรู้สึกตัวเข้าไป ถ้าไม่รู้สึกตัว ก็อย่าไปพลิกมือ ทำช้าๆไว้ ใส่ใจลงไป รู้ รู้ ดีดหัวใส่ ให้มันมั่นใจ รู้  รู้ เอาให้มันมั่นใจ มันรู้จริงๆ อย่าสักแต่ว่าทำเฉยๆ มันจะได้นิสัยได้ปัจจัย ง่ายที่จะรู้
 
บางทีจะเข้าใจธรรมะรู้แจ้งได้ไว ถ้าเราครึ่งรู้ครึ่งหลง มันเริ่มต้นไม่ดี ก็จะเป็นเรื่องไม่ดีไป  มันง่วงเหงาหาวนอนบ้าง ถ้ามันนั่งสัปหงกอยู่ มันก็นั่งสัปหงกอยู่นั่นแหละ ก็จะเป็นอยู่อย่างนั้น มันต้องตื่นตัว ๆ รู้สึกตัว อมยิ้มไว้  วางใบหน้าวางใจวางกายอย่าไปคิดว่ามันยุ่งมันยาก เรียกว่าพอจะทำความเพียรนี่ มันยากมันเย็น ให้ทำไปสบายๆ เราไม่ได้เอาผิดเอาถูก จะเป็นยังไงไม่เป็นไรๆ  หลงบ้างไม่เป็นไร ทำสนุกๆ ถ้าทำแบบกระฟัดกระเฟียด ใจระมัดระวังเกินไป อาจจะหนักนะ อาจจะเกิดความง่วงได้ง่าย ถ้าทำแบบไม่เป็นไร ผิดไม่เป็นไร ให้รู้ไปสนุก

…………นะ ฉลาดด้วยกายกับใจใจ เรียกว่าปัญญา ได้ความฉลาดจากกายจากใจ ความรอบรู้ในกองสังขาร เรียกว่าปัญญา สังขารก็คือกาย … จิตตสังขาร มันมีมาก จะรู้แจ้ง  เรื่องกายเรื่องใจ ก็ไม่มีอะไรหรอกชีวิตเรา เรียนให้มันจบ ถ้าเรียนไม่จบมันก็เป็นโจทก์เรา เราจะต้องเป็นจำเลยของกายของใจอยู่เสมอ รับใช้มัน เป็นทาสมันด้วย มันบังคับผลักไส ถ้าเรียนให้มันรู้แจ้ง เฉลยมันได้ผ่านได้ตลอด เรื่องกายเรื่องใจ แต่ถ้าเราไม่รู้ โอ! กิเลสก็พันห้าตัณหาก็ร้อยแปด ถ้ามาศึกษาแต่หนุ่มแต่น้อยดีมาก หมู่หลวงพ่อจะเป็นเพื่อน  ทำให้ไม่ได้ ตัวใครตัวเรา ท่านหลงเองท่านก็ต้องแก้ความหลงเอง ถ้ามันหลงลงไปก็จะได้แก้เป็นตัวรู้ ถ้ามันเด่นลงไป เราจะได้แก้เป็นตัวรู้ ถ้าทุกข์ลงไป จะได้แก้เป็นตัวรู้ เอาความรู้สึกตัวไปใส่ความทุกข์ เอาความรู้สึกตัวไปใส่ความหลง เอาความรู้สึกตัวไปใส่ความง่วงเหงาหาวนอน มันอยู่ไม่ได้  ว่าแต่ให้เราใส่ใจ มีศรัทธา พอผิดนิดผิดหน่อยก็ โอย!  ไม่ไหวๆ  อันนั้นไม่ใช่นะ สู้ ฮึดสู้สักหน่อย อย่าอ่อนแอนะ ถ้าเราทำอยู่ไม่เหลือวิสัย เราจะทำได้นะ หลวงพ่อจะเป็นเพื่อน มีปัญหาอะไรก็ถามได้  คิดว่าจะไม่พาหลงทิศหลงทาง นะ สามวันสี่วันนี้…..   

(เอ้า ต่อไปจะมอบให้ อาจารย์ณรงค์…..) 

ธรรมเทศนา - 9 ส.ค.2545 - หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

3
วิถีแห่งความรู้แจ้ง - พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช

วิถีแห่งความรู้แจ้ง
ความในใจ


เพื่อนนักปฏิบัติจำนวนมากให้ความรักความเมตตาแวะเวียนไปสนทนาธรรมกับผู้เขียนเสมอ ส่วนมากมัก
ถามถึงแนวทางปฏิบัติที่ผู้เขียนดำเนินมา เป็นเหตุให้ผู้เขียนต้องพูดคุยในเรื่องเดิมๆ อยู่แทบทุกวัน
ผู้เขียนจึงเขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อทุ่นแรงตนเอง หากเพื่อนนักปฏิบัติท่านใดต้องการทราบแนวทางปฏิบัติ
ของผู้เขียน อ่านแล้วคงพอทราบได้ จะช่วยให้การสนทนาสั้นลง เป็นการประหยัดเวลาได้ทั้งสองฝ่าย

พระปราโมทย์ ปาโมชโช
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๕


ใจความ

๑. สิ่งใดคือจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา - ความพ้นทุกข์สิ้นเชิง
๒. ความทุกข์คืออะไร - ความไม่สบายกาย และความไม่สบายใจ หรือทุกข์ที่เนื่องด้วยกาย
และทุกข์ที่เกิดจากจิต เช่นความแก่ เจ็บ ตาย การเผชิญกับสิ่งที่ไม่ชอบ การพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ
ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ (ภพ) คือทุกข์
๓. ความทุกข์เกิดจากอะไร - ตัณหา ซึ่งมีที่มาจากความไม่เข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติ (อวิชชา)
๔. ทางแห่งความดับทุกข์ - มรรคมีองค์ ๘ หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อลงเป็นการเจริญสติ ซึ่งเป็นเครื่องมือ
เฝ้าสังเกตการณ์จนเข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติ เมื่อเห็นตามความเป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย
คลายกำหนัดแล้วหลุดพ้น และย่อมรู้ว่าหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์แล้ว
๕. การเจริญสติคืออะไร - คือการระลึกรู้ (ข้อ ๖) ถึงสภาวธรรม (ข้อ ๗) ที่กำลังปรากฏ (ข้อ ๘)
ตามความเป็นจริง (ข้อ ๙)

๖. การระลึกรู้ทำอย่างไร - แทบทุกคนระลึกรู้ได้อยู่แล้วตามธรรมชาติ แค่รู้ไปตามธรรมชาติโดยไม่เติมแต่ง
สิ่งใดลงไปในการรู้นั้น ก็จะรู้สภาวธรรมได้ / สภาวธรรมรู้ง่ายกว่าที่คิดไว้มากนัก
๗. สภาวธรรมคืออะไร - คือรูปธรรมและนามธรรมอันเป็นปรมัตถธรรมที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายจิตใจ
อันเป็นที่ตั้งแห่งกองทุกข์นี้ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นความคิดฝันหรือจินตนาการเอาเอง
๘. ที่กำลังปรากฏหมายถึงอะไร - หมายถึงสภาวธรรมที่ปรากฏเป็นอารมณ์ปัจจุบันในขณะจิตต่อหน้านี้
ผู้ปฏิบัติต้องไม่หน่วงอาลัยถึงสภาวธรรมในอดีต และไม่กังวลถึงสภาวธรรมในอนาคต
๙. ตามความเป็นจริงหมายถึงอะไร - หมายถึงรู้สภาวะตรงตามที่มันเป็น และไม่เข้าไปแทรกแซงสภาวะ
เหล่านั้นด้วยความอยาก(ตัณหา) และความเห็นผิด (ทิฏฐิ)
๑๐. ระลึกรู้แล้วได้อะไร - ๑. ได้ความอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของจิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  ๒. ได้ความละอาย
และเกรงกลัวต่อบาป  ๓. ได้ความสมบูรณ์แห่งศีล  ๔. ได้ความตั้งมั่นของจิตหรือสัมมาสมาธิ 
๕. ได้สัมมาทิฏฐิ เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และเข้าใจธรรมชาติ  ๖. ได้ความเบาบางจางคลาย
จากความยึดถือทั้งหลาย และ   ๗. ได้ความหลุดพ้นและความรู้เกี่ยวกับความหลุดพ้น

ขยายความ

๑. จุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา

๑.๑ พระพุทธศาสนาเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่มุ่งตอบปัญหาที่ว่า ทำอย่างไรเราจะเข้าถึงความพ้นทุกข์
อย่างสิ้นเชิงได้
๑.๒ คนทั้งหลายมักมองข้ามเรื่องความพ้นทุกข์ เพราะไม่เห็นความจริงของชีวิตว่า ที่เราต้องดิ้นรน
กระเสือกกระสนอยู่ทุกวันนี้ ก็เพื่อหนีทุกข์กันทั้งนั้น แม้แต่การศึกษาศาสตร์สาขาอื่นๆ ก็ด้วยความหวังว่า
จะได้ใช้เป็นวิชาชีพ หรือสร้างความบันเทิงใจ หรือเป็นประโยชน์อย่างอื่น อันเป็นการผ่อนคลายความทุกข์
ของชีวิตนั่นเอง ซึ่งศาสตร์เหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นควรแก่การศึกษา แต่หากเข้าใจพุทธศาสตร์ซึ่งมุ่งแก้ทุกข์
โดยตรงด้วย ก็ย่อมช่วยให้ชีวิตมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

๑.๓ บางคนอาจมองเลยไปอีกว่า พระพุทธศาสนามองโลกแง่ร้ายเกินไป คือมองว่าชีวิตมีแต่ความทุกข์
ประเด็นนี้ต้องขอแขวนไว้ก่อนเป็นการชั่วคราว เพราะถ้าอธิบายกันในขณะนี้ก็จะกลายเป็นข้อถกเถียง
ทางปรัชญาไป

๒. ความทุกข์คืออะไร

๒.๑ พระพุทธศาสนามองความทุกข์ไว้อย่างลึกซึ้งและหลายแง่มุม มากกว่าความทุกข์ที่พวกเรา
รู้จักกันทั่วๆ ไป กล่าวคือ

๒.๑.๑ ทุกขเวทนา คือความทุกข์ทั่วไปที่พวกเรารู้จักกันอยู่แล้ว ได้แก่ความทุกข์กายทุกข์ใจนั่นเอง
สำหรับผู้ที่ไม่เคยเจริญสติอาจรู้สึกว่า นานๆ ทุกขเวทนาจึงเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง แต่ผู้ที่เจริญสติอยู่
จะพบว่า ทุกขเวทนาเกิดขึ้นบ่อยมาก เช่นถ้าเรามีสติรู้กายอยู่ จะพบว่าความทุกข์เหมือนสัตว์ร้าย
ที่วิ่งตามทำร้ายเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องคอยเปลี่ยนอิริยาบถ ต้องกิน ต้องดื่ม ต้องขับถ่าย
ต้องเช็ดล้าง ต้องเกา ฯลฯ
 
แทบไม่ได้หยุดพักเลย บางคราวมีความป่วยไข้อันเป็นความบีบคั้นที่รุนแรง และท้ายที่สุดเมื่อหมดกำลัง
วิ่งหนีทุกข์ เราก็จะถูกความทุกข์ทำร้ายเอาจนตาย
ยามใดที่ทุกขเวทนาบรรเทาลง เราจะรู้สึกว่าเป็นสุข แต่ไม่นานเลย ความทุกข์ก็ตามมาทันอีกคราวหนึ่ง
หากมีสติรู้อยู่ที่จิตใจก็จะพบว่า จิตของเราเกิดความเครียดขึ้นแทบตลอดเวลา ยามใดมีความเครียดน้อยลง
ก็รู้สึกเป็นสุข ยามใดมีความเครียดมากขึ้นก็รู้สึกเป็นทุกข์

๒.๑.๒ ทุกขลักษณะ ทุกข์ชนิดนี้ไม่ใช่ความทุกข์ในความหมายทั่วไปที่ใครๆ ก็รู้จัก แต่มันเป็นลักษณะทั่วไป
ของสิ่งที่เป็นสังขาร(คือร่างกายจิตใจและสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย) ที่ว่า สังขารทั้งหลายไม่อาจคงทนอยู่ได้ตลอดไป
ดังนั้น ตามความหมายนี้ กระทั่งความสุขก็มีลักษณะเป็นความทุกข์เช่นกัน คือมีความทนอยู่ไม่ได้
เรื่องทุกขลักษณะนี้จะเห็นชัดขึ้น เมื่อได้ลงมือเจริญสติแล้ว ในชั้นนี้จึงควรทราบไว้เพียงนี้ก่อน
๒.๑.๓ ทุกขสัจจ์ ทุกข์ชนิดนี้เป็นทุกข์ที่ลึกซึ้งกว่าทุกข์อย่างอื่น เพราะเป็นการมองความทุกข์
อย่างพระอริยบุคคล หากเราฟังธรรมอย่างผิวเผินอาจรู้สึกว่าทุกขสัจจ์ไม่ใช่เรื่องที่ลึกซึ้งอะไรนัก
เพราะพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งที่ไม่รัก
การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และความไม่สมปรารถนา เป็นทุกข์ ความเศร้าโศกร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย
ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ใครๆ ก็ทราบว่าเป็นความทุกข์เช่นกัน
ความลึกซึ้งของทุกขสัจจ์อยู่ตรงที่ว่า

๒.๑.๓.๑ สภาวะที่เป็นทุกข์ แต่ไม่มีผู้เป็นทุกข์ เพราะพระอริยบุคคลย่อมเห็นความจริงว่า
ในโลกนี้ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มีแต่ธรรมชาติบางอย่างที่มารวมตัวกันเข้าชั่วคราว
แล้วโลกสมมุติเรียกว่าสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เท่านั้นเอง ซึ่งธรรมชาติที่ว่านั้นก็คือรูป(ธรรม)
และนาม(ธรรม)ทั้งหลายนั่นเอง
๒.๑.๓.๒ ลำพังมีรูปและนามมาประกอบกันแล้ว ก็ยังไม่ทำให้ทุกข์เกิดขึ้น ต่อเมื่อมีความอยากแล
ะความยึดมั่นเกิดขึ้นแล้วนั่นแหละ ทุกข์จึงเกิดขึ้น กล่าวโดยสรุปก็คือ เมื่อเกิดความอยาก/ความยึดถือ
ก็เกิดภพหรือความมี/ความเป็นขึ้นมา แล้วก็ต้องทุกข์เพราะความมี/ความเป็นนั้น เช่นเมื่อยึดรูปนาม
กลุ่มหนึ่งว่าเป็นตัวเรา และยึดรูปนามกลุ่มอื่นว่าเป็นสามี/ภรรยาของเรา ก็จะต้องทุกข์เพราะ
ความเป็นภรรยา/สามี ถ้าเป็นนักศึกษาก็ทุกข์อย่างนักศึกษา เป็นอาจารย์ ก็ทุกข์อย่างอาจารย์
 เป็นพ่อแม่ก็ทุกข์อย่างพ่อแม่ เป็นนักปฏิบัติธรรมก็ทุกข์อย่างนักปฏิบัติธรรม เป็นต้น
 
พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสอนว่า ภพ(อุปาทานขันธ์)ทั้งปวง ล้วนแต่เป็นทุกข์ทั้งสิ้น
การเจริญสติเป็นทางสายเดียวที่จะทำให้เรารู้แจ้งถึงสัจจธรรมเหล่านี้ได้

๒.๒ ความทุกข์ที่พระพุทธศาสนาสอนให้มุ่งปฏิบัติเพื่อให้พ้นไปในเบื้องต้นได้แก่ความทุกข์ทางใจที่เกิดจาก
ความถือมั่นในรูปธรรมและนามธรรมทั้งปวง หรือทุกขสัจจ์นี่เอง ซึ่งความยึดมั่นถือมั่นเกิดจากความ
ไม่เข้าใจลักษณะที่แท้จริงของรูปและนามที่ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ (ลักษณะ) และเป็นอนัตตา ส่วนทุกขเวทนา
ทางกายในชาติปัจจุบันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องแก้ไขตามสถานการณ์เป็นคราวๆ ไป
โดยอยู่ในสภาพที่ว่า แม้กายทุกข์ แต่ใจไม่ทุกข์ด้วย

วิถีแห่งความรู้แจ้ง - พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช

4
โอวาทธรรม 1 - 10 - หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

1. ธรรม คือ ของจริงของแท้ เป็นแก่นของโลก ธรรม แปลว่า ของเป็นอยู่ทรงอยู่สภาพ ตามเป็นจริง
เป็นอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น เรียกว่า ธรรม ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ เป็นธรรมทั้งนั้น เรียก ชาติธรรม
ชราธรรม พยาธิธรรม มรณธรรม ทำไมจึงเรียกว่า ธรรม คือทุกๆคนจะต้องเป็นเหมือนกันหมด
(ธรรมเทศนาเรื่อง ธรรมะ)

2. สมบัติที่มนุษย์ต้องการ ไม่ทราบว่าจะกอบโกยเอาไปถึงไหน ได้มาก็เพียงแต่เอาเลี้ยงชีวิตเท่านั้น
เลี้ยงชีวิตให้นานตายหน่อย นั่นละ ประโยชน์ของมนุษย์สมบัติเพียงแค่นั้นแหละ

3. เราเกิดมาในโลกนี้ จะเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์ต่างๆ ก็ตามเถอะ เรียกว่าอยู่ในแวดวง ของมัจจุราชทั้งนั้น
หรือเปรียบเหมือนกับอยู่ในคุกในตาราง (รอความตาย) ด้วยกันทุกคน จะทำอะไรอยู่ก็ตาม
จะเป็นผู้ดีวิเศษวิโสเท่าไรก็ช่าง แม้แต่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า สรีระร่างกายของพระองค์ ยังปล่อยให้
พญามัจจุราชทำลายได้ แต่ตัวจิตของพระองค์ เป็นผู้พ้นแล้ว ไม่ยอมให้มัจจุราชข่มขี่ได้เลย
(ธรรมเทศนาเรื่อง มัจจุราช)

4. ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้เป็นเพียงสักแต่ว่าเป็นธาตุสี่เท่านั้น แต่คนเราไปสมมติ
แล้วหลงสมมติตนเองต่างหาก มันก็ต้องยุ่งและเดือดร้อนด้วยประการทั้งปวง
(อัตตโนประวัติ)

5. มนุษย์เราพากันสมมติ เรียกเอาตามความชอบใจของตนว่านั่นเป็นคน นั่นเป็นสัตว์
เป็นนั่นเป็นนี่ต่างๆนานาไป แต่ก้อนธาตุนั้นมันก็หาได้รู้สึกอะไรตามสมมติของคนไม่
มันมีสภาพเป็นอยู่อย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้นตามเดิม สมมติว่า หญิง ว่าชาย ว่าหนุ่ม ว่าแก่
ว่าสวย ไม่สวย ก้อนธาตุอันนั้นก็ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย หน้าที่ของมันเมื่อมาประชุมกันเข้า
เป็นก้อนแล้ว อยู่ได้ชั่วขณะหนึ่งแล้วมันก็แปรไปตามสภาพของมัน ผลที่สุดมันก็แตกสลาย
แยกกันไปอยู่ตามสภาพเดิมของมันเท่านั้นเอง
(ธาตุ-ขันธ์-อายตนะ สัมพันธ์)

6. เมื่อเรามาฝึกหัดปฏิบัติธรรม จนเห็นเรื่องโทษของตนเองแล้ว ค่อยชำระสะสางให้มันหมดไปๆ
ก็จะเป็นคุณแก่ตนในอนาคตข้างหน้า ได้ชื่อว่าไม่เสียชาติที่เกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์ แล้วยังมาพบ
พระพุทธศาสนา และยังมาพบครูบาอาจารย์ ที่สอนให้เราละกิเลสอีกด้วย
(ธรรมเทศนาเรื่องแก่นของการปฏิบัติ)

7. แท้ที่จริงธรรมะคือตัวของเรานี้ทุกคนก็มีแล้ว ครบมูลบริบูรณ์ทุกอย่าง แต่เราไม่ได้สร้างสม
อบรมให้เห็นธรรมะที่มันมีในตนของตน ธรรมะแทรกอยู่ในขันธโลกอันนี้ หากใช้อุบายปัญญา
พิจารณากลั่นกรองด้วยวิธี 3 อย่าง มีศีล สมาธิ ปัญญา ดังอธิบายแล้ว ธรรมะ จะปรากฎในตัวของตน
(ธรรมเทศนาเรื่องวิจัยธรรมออกจากโลก)

หลวงปู่เทสก์กับท่านเจ้าคุณพระราชวุฒาจารย์ ( หลวงปู่ดุลย์ อตุโล )

8. การศึกษาพระพุทธศาสนา ถ้าจะให้เข้าใจถูกต้องแล้ว ต้องให้มีทั้งปริยัติคือ การศึกษา
และปฏิบัติตามความรู้ที่ได้ศึกษามานั้นให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการปฏิบัติ ถ้าไม่ยืนตัว อยู่ในไตรสิกขา
คือ ศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว จะไม่มีความถูกต้องอันจะให้เกิดความรู้ ในสัจธรรมได้เลย
มรรคปฏิปทาอันจะให้ถึงสัจธรรมนั้น ก็ต้องรวมศีล สมาธิ ปัญญา ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
แล้วปฏิเวธธรรมจึงจะเกิดขึ้นได้
(ธรรมเทศนา เรื่อง พุทธบริษัทพึงปฏิบัติตนเช่นไร)

9. คนที่จะข้ามโอฆะได้ต้องมีศรัทธาเสียก่อน ถ้าไม่มีศรัทธาเสียอย่างเดียวก็หมดทาง ที่จะข้ามโอฆะได้
ศรัทธาจึงเป็นของสำคัญที่สุด เช่น เชื่อมั่นในกรรม เชื่อผลของกรรม ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว
แต่ว่าศรัทธาอันนั้น เป็นเบื้องต้นที่จะทำทาน ถ้ามีศรัทธาแล้ว ไม่อดเรื่องการทำทาน อยู่ที่ไหนก็ทำได้
ทำมากก็ได้ ทำน้อยก็ได้ ไม่ต้องเลือกวัตถุในการทำทาน จะเป็นข้าว น้ำ อาหาร หมากพลู บุหรี่ ฯลฯ
สารพัดสิ่งเป็นทาน ได้ทั้งหมด แม้แต่ใบไม้ ใบตอง ใบหญ้า ก็เป็นทานได้ เราทำด้วยความเชื่อมั่นว่า
สิ่งนี้ทำไปแล้วจะเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้น ๆ ก็อิ่มอกอิ่มใจขึ้นมาก็เป็นบุญนั่นแหละ ศรัทธา
มันทำให้อิ่มอกอิ่มใจ ทำให้เกิดบุญ ซาบซึ้งถึงใจทุกอย่างไม่ลืมเลย อันนั้นจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัย
ให้ข้ามโอฆะ
(ธรรมเทศนา เรื่องหลักการปฏิบัติธรรม)

10. กายและจิตอันนี้เป็นบุญกรรมและกิเลสนำมาตกแต่งให้ เมื่อนำมาใช้โดยหาสาระมิได้
ถึงแม้จะมีอายุยืนนาน ก็ปานประหนึ่งว่าหาอายุมิได้ (คือไม่มีประโยชน์) สมกับพุทธพจน์ ที่พระองค์ตรัสว่า

โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ อุทยพฺพยํ เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต อุทยพฺพยํ
แปลว่า บุคคลใดมีชีวิตอยู่ร้อยปี แต่เขามิได้พิจารณาเห็นความเกิดดับ (ของอัตภาพนี้)
ผู้นั้นสู้ผู้เขามีชีวิตอยู่วันเดียว แต่พิจารณาเห็นความเกิดความดับไม่ได้
(ธรรมเทศนาเรื่องวันคืนล่วงไป ๆ)


โอวาทธรรม 1 - 10 - หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

5
ต่อ......

ผู้ที่จะศึกษาธรรมจริงๆ นั้น ต้องเป็นคนตรง
ต้องตรงจริงๆ จึงจะไม่เอนเอียง คือไม่เข้าข้างตัวเอง
ธรรมต้องเป็นธรรมตามความเป็นจริง

เช่น การให้ การให้ทานจริงๆนั้น  ไม่ใช่ให้เพื่อหวังผลตอบแทน
ไม่ใช่ให้ เพื่อหวังให้เขารักใคร ไม่ใช่ให้เพื่อหวังว่า วันหลังเขาจะให้ตอบ
การให้ทานนั้น ต้องเป็นจิตใจที่สะอาด ปราศจากอกุศล
 
จิตเกิดดับเร็วมาก เดี๋ยวเป็น อกุศล เดี๋ยวเป็นกุศล
ไม่ใช่ว่า จะเป็นกุศลตลอดเวลา
เป็นกุศลตลอดเวลา หรือไม่ใช่ว่าจะเป็นอกุศลตลอดเวลา
 
“กุศล” เป็นสภาพธรรมที่ดีงาม   เป็นเหตุให้เกิดผลที่ดี
“อกุศล” เป็นสภาพธรรมที่ไม่ดี เป็นโทษ เป็นเหตุให้เกิดผลที่ไม่ดี

 
เมื่อไม่ฟังพระธรรมก็ไม่รู้ ความจริงของสภาพธรรม ความรู้ก็มีหลายขั้น
ความรู้ขั้นได้ยินได้ฟัง พระธรรม เป็นความรู้ขั้นที่ไม่สามารถดับความเห็นผิด
และอกุศลทั้งหลายได้ เป็นเพียงความรู้ขั้น ละคลายความไม่รู้ จากการที่ไม่เคย
ได้ยินได้ฟังเท่านั้น

เรื่องความโกรธกับความไม่โกรธนั้น ถ้าสะสมปัญญามาก็จะรู้ว่า 
“ไม่โกรธดีกว่า”  แต่ถ้าไม่ได้สะสมปัญญามา ก็คิดว่าต้องโกรธ
ต้องโต้ตอบ จะให้คิดเท่าไร ก็คิดไม่ออกว่าไม่โกรธดีกว่าโกรธ

ฉะนั้นจึงต้องพิจารณาให้เห็นโทษของอกุศล และเห็นประโยชน์ของกุศล
แล้วอบรมเจริญกุศลเพิ่มขึ้น ลองดูคนที่เรารู้จัก บางคนจิตใจดี  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ช่วยเหลือคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง ไม่พูดว่าร้ายใครเลย  และทำให้คนที่
เข้าใจผิดกันเข้าใจกัน และสมัครสมานกลมเกลียวกันได้ มีการกระทำ
ที่เป็นกุศลศีล คือการประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทางกาย ทางวาจา

แต่บางคนก็ตรงกันข้าม มีแต่เรื่องริษยา เรื่องโกรธ นึกถึงแต่ความไม่ดีต่างๆ
มีความประพฤติทางกาย ทางวาจาซึ่งไม่เหมาะไม่ควร ทำให้คนอื่นเดือดร้อน
พูดคำที่ไม่นึกถึงคนฟัง ซึ่งถ้าเราเป็นคนฟัง ก็จะรู้สึกว่าไม่ชอบฟังคำอย่างนี้
แต่เมื่อเป็นคนพูด ก็ลืมคิด และไม่รู้ว่า ขณะนั้นก็เป็นอกุศล

“ทาน”  การให้นั้น เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว คนที่ตระหนี่มาก
ก็ยากที่จะให้ได้ จิตที่ให้ทานเป็นกุศล เป็นจิตที่ดีงาม เป็นปัจจัยให้เกิด
กุศลวิบากคือผลที่ดี พระผู้มีพระภาค ตรัสไว้ในพระสูตรว่า
“ถ้าผู้ใดรู้ผลของทาน เหมือนเรารู้แล้วไซร้
ผู้นั้นย่อมไม่บริโภคก่อนที่จะให้ทานเลย”

อย่างคนในบ้านเราที่อยู่ด้วยกัน  ทุกคนชอบอาหารรสอร่อย
ถ้าเรามีอาหารรสอร่อยแล้วบริโภคคนเดียว รู้สึกเหมือนจะติดคอ
เพราะรู้ว่าคนอื่นก็อยากจะลิ้ม อยากจะชิมอาหารอร่อยๆ ด้วย
ฉะนั้น ถ้าแบ่งให้เขาแต่แรก ก็สุขใจทั้งเราทั้งเขา ไม่ใช่เก็บไว้หลายๆ วัน
จนเกือบจะเสียแล้ว จึงเอามาให้เขา เพราะถึงอย่างไรเราก็จะให้
ก็ให้ตั้งแต่ยังมีรสอร่อย ดีกว่าให้เมื่อค้างแล้วหรือเก่าแล้ว
ควรคิดถึงความรู้สึกที่กลับกัน

 คือถ้าเราเป็นผู้รับ เวลาได้รับสิ่งที่ดี ก็รู้สึกเป็นสุขโสมนัส ฉันใด คนอื่นก็ฉันนั้น
การให้ทานเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นกุศล เพราะขณะที่ให้นั้น จิตใจอ่อนโยน
ถ้าคนรับเป็นคนที่เคยไม่ชอบเรา  หรือเป็นศัตรูกับเรา เมื่อได้รับสิ่งซึ่งมาจาก
ไมตรีจิตของเรา เขาย่อมจะเกิดความรู้สึก ที่อ่อนโยน และมีความเป็นมิตรด้วย
 
 แม้เราไม่หวังผล ว่าจะให้เขารักเรา แต่ก็รู้ว่าการให้ เป็นทางที่จะทำให้ใจคนอ่อนลง
และเกิดกุศลได้  เพียงคำพูดเพราะๆ ที่เกิดจากกุศลจิตก็ทำให้คนฟังสบายใจ
และใจของผู้พูดขณะนั้น  ก็อ่อนโยนด้วย การเป็นคนอ่อนโยน อ่อนน้อมนั้น
ทำให้ละคลายความสำคัญตน ความทะนงตน หรือความเย่อหยิ่ง ซึ่งไม่ดีเลย
และกุศลนั้นก็ไม่ใช่มีแต่ทานอย่างเดียว
 
ทานเป็นกุศลขั้นต้น ถ้าเราให้เขา แล้วเบียดเบียนเขาโดยใช้วาจาที่ทำให้เขาเสียใจ
เขาก็ไม่อยากจะได้สิ่ งที่เราให้ หรืออาจจะช้ำใจ เกินกว่าจะรับสิ่งที่เราให้
ถ้าเราให้ด้วยกิริยาที่ไม่สมควร หรือด้วยวาจา ที่ทำให้ผู้รับไม่อยากจะรับ
ก็เท่ากับว่า ให้ไปด้วยความดูหมิ่น ให้ด้วยความไม่เต็มใจ  ฉะนั้นแม้การให้แก่คนขอทาน
 
ถ้าเป็นผู้ที่รู้จักกุศลจิต ก็จะให้ด้วยกิริยาที่ไม่ใช่โยนทิ้งลงไป แต่จะวางลงอย่างดี
ยิ้มแย้มแจ่มใส และอาจจะมีคำพูดหรือกิริยาอาการที่ทำให้เขาสบายใจ
ไม่มีกายวาจา ที่แสดงการดูหมิ่นดูแคลนเลยทั้งสิ้น

“ศีล” คือ ความประพฤติทางกาย วาจา  มี ๓ อย่าง คือ
การงดเว้นทุจริต ๑ การอ่อนน้อมต่อผู้ที่ควรอ่อนน้อม ๑
การสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่น ๑

 
แต่ว่า ทั้งๆ ที่มีการให้ทานมีศีล และสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่น
แต่จิตใจก็ยังเร่าร้อนเป็นทุกข์ ฉะนั้นจึงมีกุศลอีกขั้นหนึ่ง คือ
มีปัญญาเห็นโทษของอกุศลจิต ซึ่งแม้ว่ายังไม่มี   การกระทำทุจริตใดๆ
ทางกาย ทางวาจา แต่ใจก็เป็นทุกข์เดือดร้อน  เพราะอกุศล
จึงต้องสะสมอบรมเจริญปัญญา  ให้เห็นโทษของอกุศล

จริงๆ พระธรรมที่ได้ฟัง และพิจารณาแล้ว ย่อมสะสมอยู่ในจิต ทำให้พิจารณารู้ว่า
ก่อนจะหลับ จิตเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ก่อนจะหลับนั้น คิดอะไร ถ้าคิดเรื่องโลภะ
ก็ไม่มีวันจบสักที คิดเรื่องโทสะก็ขุ่น ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นยังไม่มาถึง ก็ขุ่นเคืองเสียก่อนแล้ว
แต่ถ้าคิดในสิ่งที่ดี ว่าจะทำอะไรบ้าง ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ใจก็สบาย
ความโกรธจะบรรเทาลงได้ด้วยอะไร  ก็ด้วยธรรม ที่ตรงกันข้ามกับความโกรธ
คือ เมตตา ความเป็นเพื่อน ความหวังดี ความเกื้อกูล

คำว่า “เมตตา” นั้น ภาษาไทยใช้คำว่า “มิตร” หรือ เพื่อน
คำว่า เพื่อนนั้น ลึกลงไปถึงความไม่หวังร้ายต่อผู้ ที่เราเป็นเพื่อนด้วย
เมื่อเราเป็นเพื่อนกับใคร เราจะไม่แข่งดี หรือไม่แม้คิดที่จะแข่งดีกับเพื่อน
ถ้าคิดแข่งดีกับใคร ขณะใด  ขณะนั้นไม่มีความเป็นเพื่อนกับผู้นั้น
 เพราะเพื่อนจะต้อง สนับสนุน ส่งเสริม เกื้อกูลกันตลอดไป
 พิจารณารู้ได้ว่าจิตขณะใด เป็นเพื่อนกับใคร เช่น
เวลารับประทานอาหารด้วยกัน ก็เป็นเพื่อน
แต่พอถึงเวลางาน ก็ไม่ใช่เพื่อนเสียแล้ว ก็เป็นไปได้

ปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน คือ อบรมเจริญกุศล ให้เพิ่มขึ้น
แต่ละคนต้องการ สุข เกลียด ทุกข์  มีโลภะ โทสะ โมหะ เหมือนกัน
แต่ว่าใครจะมีศรัทธา ฟังพระธรรม ใครอบรมจิตใจให้สูงขึ้น
ซึ่งจะเป็นทาง พ้นไปจากความทุกข์ที่เกิดจากกิเลส  เพราะคนที่มีกิเลสนั้น
เป็นทุกข์ ขณะใดเป็นทุกข์ ก็รู้ได้ว่าเพราะมีกิเลส ทุกข์มากก็เพราะมีกิเลสมาก
ทุกข์น้อยก็เพราะมีกิเลสน้อย จะไม่มีทุกข์เลยก็ต้องดับกิเลสหมด

เวลาผู้อื่นทำกุศล เรายินดีกับเขาไหม  อนุโมทนา ในกุศลจิตของเขาไหม
หรือว่า เฉยๆ ถ้าเราเฉยๆ ไม่อนุโมทนา เมื่อตายไปแล้ว  ใครทำกุศลก็ยังเฉยๆ
ไม่อนุโมทนาอยู่นั่นแหละ ซึ่งก็เหมือนกับชาตินี้ ที่ไม่อนุโมทนา
แต่ถ้าชาตินี้เห็นใครทำดี ก็อนุโมทนา จิตของผู้ที่อนุโมทนา เป็นกุศลจิต
ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะเอากุศลไปให้ได้ ผู้ใดอนุโมทนา จิตของผู้นั้นก็เป็นกุศล
เหมือนกับชาตินี้ ขณะนี้ เพียงแต่ว่าชาติหน้านั้น เป็นภพภูมิที่มองไม่เห็น
ซึ่งก็แล้วแต่ว่า จะเกิดที่ภพภูมิไหน ถ้าเกิดเป็นเปรตหรือเทวดา
 รู้ได้ก็อนุโมทนาได้  แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า
จะเกิดกุศลจิตอนุโมทนาหรือไม่

เตือนใจ

คนที่มีเวลาว่างมาก  มักชอบคิดแต่ ความไม่ดีของผู้อื่น

การทะเลาะ การวิวาท  ความร่ำไร ความโศกเศร้า อันเกิดแต่สัตว์
และสังขารอันเป็นที่รัก มาพร้อมกับความตระหนี่ ความเสียดาย
ความเห็นแก่ตัว  ทุกข์เพราะความรัก ชื่อว่าทุกข์นี้ มีสิ่งที่น่ารักเป็นเหตุ
สิ่งที่น่ารัก มีประมาณเพียงใด ทุกข์ก็มีประมาณเพียงนั้น ความรักในสามี ภรรยา
บุตร และญาติ เหมือนพุ่มไม้ไผ่มีหนามมาก รกยุ่งเกี่ยวคล้องกันพันกัน ฉันใด
 
ตัณหา ราคะ สาราคะ ความกระหยิ่ม ความยินดี ความเพลิน
ความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิน ความกำหนัดแห่งจิต
ความปรารถนา ความหลง ความติดข้อง ความจม ความหวั่นไหว ความลวง
ตัณหาอันให้สัตว์เกิด ตัณหาอันให้เกี่ยวข้องไว้ในทุกข์ เย็บไว้ ตัณหา
ดังข่าย ตัณหา ดังแม่น้ำ ตัณหาเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ความรัก
ความสนิทสนม ความเพ่ง ความผูกพัน ความหวัง กิริยาที่หวัง ความ
เป็นผู้หวังในลาภ ทรัพย์ บุตร ชีวิต ความดี ความชอบ ความโลภมาก
ความทะเยอทะยาน เป็นกิเลสอันถือมั่น กั้น บัง ปิด ผูกไว้ในความหม่นหมอง
ความปรารถนาต่างๆ นั่นคือความรัก บ่วงมาร

เบ็ดมาร อำนาจมาร เมาชีวิตลืมความตาย
ความรักเมื่อผิดหวัง แม้จะไม่ผิดศีลธรรม ก็ทำให้เกิดความเกลียดชัง
อาฆาตพยาบาท  ถึงขนาดฆ่าให้ตายไปได้  ถ้าเบาลง ทำให้เกิดหึงหวง
ห่วงใย เกิดโทสะ เมื่อไม่ได้ดังปรารถนา
ก็อาฆาตมาดร้าย น้อยใจ เสียใจ เสียดาย อิจฉา ริษยา เชือดเฉือน เผ็ดร้อน
เผาผลาญ ตามอกุศลเจตนาที่คิดปรุงแต่งไปต่างๆ นานา ร้อนใจ วุ่นวายใจ
คิดทำลาย ทำร้ายผู้อื่น และตนเอง โดยถือสิทธิ์เป็นเจ้าของเฉพาะตน
 
เมื่อรักมากแล้วผิดหวัง ก็มีทุกข์มาก ความเสียใจ น้อยใจ โหยหา ทำลายสุขภาพร่างกาย
ทำให้ โง่ขาดสติ ไม่มีปัญญา แก้ปัญหาไม่ได้ ทำให้ขาดความเจริญก้าวหน้า 
คิดแต่ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง ร้องไห้ รำพัน
คิดแต่ความดีของตน และความไม่ดีของผู้อื่นเท่านั้น  เสมอๆ บ่อยๆ
 
ความรักทำให้เห็นแก่ตัว  สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นที่พบเห็น เคียดแค้นบุคคล
ที่มาเกี่ยวข้อง เกี่ยวพัน กับคนที่ตนรักเกิดจิตวิปริต สร้างความวิปลาส
เพราะถ้อยคำที่ทำให้เจ็บช้ำใจ ทำให้เกิดภาพหลอน ที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น ต่างๆ นานา
ผิดๆ ถูกๆ  จิตใจใฝ่ต่ำ คิดทำร้ายตัวเอง และผู้อื่นอยู่เสมอ กล่าววาจาไม่สุภาพ
รอคอยรับความทารุณจิตใจ (กิเลสของตัวเอง)  ในเมื่อยังอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน
เมื่อถูกหลอก ถูกลวงต่างๆ นานา  ภัยของความรักด้วยตัณหา มานะ ความชอบใจ
ความสนิทสนม จิตผูกพันในสามี ภรรยา บุตร และญาติมิตร คนใช้ สัตว์ต่างๆ ไร่นา
บ้านเรือน ที่ดิน ด้วยยึดถือว่าเป็นของเรา จึงเกิดการทะเลาะแก่งแย่ง ชิงดี
สามารถประพฤติทุจริต ทางกาย วาจา ใจ ผิดศีล ได้ทุกข้อ
 
มีอคติต่างๆ  ทำทารุณผู้อื่นต่างๆ นานา ทำกรรมลามกต่างๆ
แก้แค้น หรือประชด
โดยทำสิ่งที่จะทำให้ตัวเองเลวร้ายต่างๆ ตีโพยตีพาย โวยวาย
ที่ไม่ได้ดังความปรารถนา เมื่อไม่สมหวังในความรัก จะแสดงอาการ
น่าเกลียดน่ากลัว หูตาแดง หมดความกลัว ตามกำลังของกิเลส
ที่แต่ละคนสะสมมา

การรำพันบ่นเพ้อ ด้วยความทุกข์โศก ที่บีบคั้นนั้นมากน้อย
ตามความต่างกันของนิสัย ความเศร้าโศก เกิดเพราะ
อารมณ์อันเป็นที่รักนั้นๆ

เมื่อเห็นโทษภัยของความรัก ก็ควรมีเมตตา ความเป็นมิตร
อุปการะ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลเผื่อแผ่ปรารถนาดีต่อกันและกัน
เราจะไม่ประทุษร้าย แม้ผู้เป็นข้าศึกของเราและผู้ที่หวังร้ายต่อเรา
ผู้ใดหวังร้าย ก็เป็นอกุศลของเขา ไม่ใช่ของเรา ผู้ไม่รับความชั่วของผู้อื่น
คือผู้ชนะกิเลสของตนเองได้ ยอมรับสภาพธรรมทุกอย่าง
 
พร้อมกับให้อภัยได้เสมอ ก็จะมีแต่ความสุข  ทนความชั่วความว่าร้าย
ของผู้อื่น ด้วยความเบิกบาน มีเมตตาในผู้นั้น  ระลึกถึงความดีของเขาที่
มีบ้าง ให้อภัยและสงสาร ที่เขานั่นเองจะได้รับผลกรรมที่เขากระทำนั้น

สัตว์แสดงความไม่ดีออกมาตรงๆ แต่คนเรามีการซ่อนเร้น ปกปิดคิดลึก
แสร้งทำเป็นไม่รู้  จิตไม่ผ่องใส ใครจะรู้ แต่เมื่อมีสติก็จะรู้ได้ว่าเป็นกิเลส
ซึ่งตนเองเท่านั้นรู้ได้ และ สอนใจตนเอง

มิฉะนั้น กิเลสนั้น ก็จะสะสมเป็นอุปนิสัยหนาแน่นขึ้น
ถ้าเป็นผู้อดทน และระงับความโกรธได้บ่อยๆ ด้วยการมีสติ
มีเมตตาต่อผู้ประทุษร้าย หรือล่วงเกินต่อท่าน ภายหลังก็จะเป็นผู้ที่
โกรธไม่ง่ายเหมือนบุคคลอื่น อย่าหยุดศรัทธา จงเจริญกุศลบ่อยๆ
มีโอกาสควรรีบเจริญกุศลทันที เพราะต่อไปอาจหมดโอกาส

บุญ คือ กุศลกรรม ที่ได้ทำมาแล้ว เหมือนญาติสนิทที่ติดตามช่วยเหลือ
ถ้ามั่นใจในกรรมที่ได้กระทำแล้ว จะทำให้มั่นคง
ในการประกอบแต่กุศลกรรมเสมอ ลมหายใจเป็นสิ่งสำคัญมาก

เพราะชีวิตดำรงอยู่ได้เพียงชั่วขณะ ที่ยังมีลมหายใจ ความเยื่อใย ในชีวิตในทรัพย์สมบัติ
ในรูปสมบัติ ในวิชาความรู้ต่างๆ ในฐานะ ในเกียรติยศทั้งหมดนั้น ขึ้นอยู่กับลมหายใจแผ่วๆ
ที่ละเอียดมาก ทุกสิ่งในชีวิตที่คิดว่าใหญ่โต หรือสำคัญเหลือเกิน แท้ที่จริงก็ขึ้นอยู่กับลมหายใจ
ซึ่งเป็นสภาพที่เกิดขึ้นเพียง เล็กน้อยเหลือเกิน ชั่วขณะหนึ่งๆ เท่านั้น
 
เมื่อปราศจากลมหายใจ ทุกสิ่งที่เคยยึดถือว่า เป็นของเราก็หมดสิ้น
ความยิ่งใหญ่ และความสำคัญในสิ่งใดๆ ทั้งความรักและความชังนั้น
ก็เป็นเพียงความคิดนึก  ในขณะที่ ยังมีลมหายใจเท่านั้นเอง

ที่อยู่อาศัย เป็นที่พักชั่วคราวในโลกนี้เท่านั้น
ไม่ควรกังวลจนเกินไป แล้วก็จะจากไป


0026 - เกิด แก่ เจ็บ ตาย – มรดกธรรม - อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

6
0026 - เกิด แก่ เจ็บ ตาย - มรดกธรรม - อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต
เทวทูตวรรคที่ ๔ พรหมสูตร ข้อ ๔๗๐


ดูกรภิกษุทั้งหลาย สกุลใด บุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน
สกุลนั้นมีพรหม สกุลใด บุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน สกุลนั้นมีบุพพาจารย์
สกุลใด บุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน สกุลนั้นมี อาหุไนยยบุคคล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่า พรหมนี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา คำว่า บุพพาจารย์นี้
เป็นชื่อของมารดาและบิดา คำว่า อาหุไนยยบุคคลนี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตร

มารดาบิดาผู้อนุเคราะห์บุตร ท่านเรียกว่าพรหม บุพพาจารย์

และอาหุไนยยบุคคลของบุตร เพราะเหตุนั้นแหละ บุตรผู้มีปัญญา พึงนอบน้อม
และสักการะมารดาบิดา ด้วยข้าว น้ํา ผ้า ที่นอน เครื่องหอม การอาบน้ํา
และการล้างเท้าทั้งสอง เพราะการบำรุงมารดาบิดานั้น บัณฑิตย่อมสรรเสริญบุตรนั้น
บุตรนั้นละ (โลกนี้) ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์

อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต
ปุตตสูตร ข้อ ๓๙


บุตรผู้เป็นสัปบุรุษ ผู้สงบ กตัญญูกตเวที เมื่อระลึกถึงบุพพคุณของท่าน
จึงเลี้ยงมารดาบิดา ทำกิจแทนท่าน เชื่อฟังโอวาท เลี้ยงสนองพระคุณท่าน
สมดังที่ท่านเป็นบุพการี  ดำรงวงศ์สกุล บุตรผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล
ย่อมเป็นที่สรรเสริญทั่วไป

เกิด แก่ เจ็บ ตาย
พระสัทธรรม
เกิด แก่ เจ็บ ตาย


ผู้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ย่อมกราบไหว้บูชา สวดมนต์ เป็นประจำแล้ว
ต้องฟังพระธรรมและพิจารณาพระธรรมด้วย


ยิ่งฟังพระธรรมก็ยิ่งเห็นพระปัญญาคุณของพระผู้มีพระภาค
เพราะพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เป็นสัจจธรรม เป็นธรรมที่มีจริง
ซึ่งทุกคนสามารถพิสูจน์ได้ทันที โดยมิต้องตระเตรียมและรอคอยเลย
พระธรรมรักษา ผู้ประพฤติธรรม กุศลคุ้มครองให้พ้นทุกข์ภัย

ท่านเกิดมาชาตินี้เพียงเพื่อเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส
และคิดนึกถึงสิ่งที่เห็น คิดนึกถึงเสียงที่ได้ยิน คิดนึกถึงกลิ่น คิดนึกถึงรส
คิดนึกถึงสิ่งที่กระทบสัมผัสตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงตายเท่านั้นหรือ

ควรรู้ว่า ส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นผลของกรรม และอีกส่วนหนึ่ง เป็นการสะสมกรรม
ที่จะทำให้เกิดผลข้างหน้า ควรรีบสร้างกุศล เพราะไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่า
พรุ่งนี้อาจจากโลกนี้ไปก็ได้

สำหรับท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ อย่าประมาทว่า ท่านรู้แล้ว ควรฟังพระธรรม
เพื่อทบทวนธรรมที่ท่านได้เรียนรู้ และควรพิจารณาธรรมนั้นบ่อยๆ
สอบสวนพิจารณาตัวเอง เตือนตัวเอง ให้สนใจศึกษาและฟังพระธรรม
จนมีปัญญาเข้าใจในพระธรรมนั้น แล้วน้อมนำพระธรรม
มาประพฤติปฏิบัติตาม ด้วยความนอบน้อม

สนทนาธรรมที่โรงแรมแม่น้ำแคว
จังหวัดกาญจนบุรี
(๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๐)
สุจินต์ บริหารวนเขตต์


ทันทีที่เกิดมาก็เป็นผลของกรรมแล้ว ซึ่งแล้วแต่ว่าวิบากจิตประเภทใดทำกิจปฏิสนธิ
ถ้าปฏิสนธิจิต เป็นอกุศลวิบาก คือเป็นผลของอกุศลกรรมก็เกิดในนรก เกิดเป็นเปรต 
เกิดเป็นอสุรกาย  เกิดเป็นสุนัข เกิดเป็นเสือ  เกิดเป็นไก่  เป็นต้น
 
ถ้าเป็นผลของกุศลอย่างอ่อนมาก แม้เกิดเป็นมนุษย์ อกุศลกรรมก็เบียดเบียน
ทำให้มีรูปร่างพิการ ตั้งแต่กำเนิด ตาบอด หูหนวก เป็นต้น เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องเห็น
ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส และคิดนึก ขณะเห็น เป็นผลของกรรม

ได้ยินก็เป็นผลของกรรม ได้กลิ่นก็เป็นผลของกรรม ลิ้มรสจะอร่อย
หรือไม่อร่อยก็เป็นผลของกรรม กระทบสัมผัสสิ่งที่อ่อน แข็ง เย็น ร้อน
ก็เป็นผลของกรรม ซึ่งเลือกไม่ได้ รูปร่างกาย ก็เกิดเพราะกรรมด้วย
ทุกภพทุกชาติที่เกิดมาเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส และ
คิดนึกถึงสิ่งที่เห็น คิดนึกถึงเสียงที่ได้ยิน คิดนึกถึงกลิ่น คิดนึกถึงรส
คิดนึกถึงสิ่งที่กระทบสัมผัส ตั้งแต่เกิดจนตายก็เท่านั้นเอง

ทุกชีวิตเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งดีใจ
ทั้งเสียใจ เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะจิตแล้วก็ดับหมดไป ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์
ตายแล้วต้องเกิดแน่ แต่ว่าชาติต่อไปจะเกิดเป็นอะไร ถ้าเป็นผล
ของอกุศลกรรม ก็เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน เกิดในนรก เกิดเป็นเปรต
เกิดเป็นอสุรกาย ถ้าเป็นผลของกุศลกรรมก็เกิดเป็นมนุษย์หรือเทพ

ส่วนหนึ่งของชีวิตเป็นวิบาก คือผลของกรรม และอีกส่วนหนึ่ง
เป็นการสะสมกรรม ที่จะทำให้เกิดผลข้างหน้า ขณะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น
ลิ้มรส สัมผัส เป็นผลของกรรม ขณะคิดไม่ใช่ผลของกรรม จิตที่คิด
มี ๒ อย่าง คือ คิดดีกับคิดไม่ดี ถ้าคิดดีก็สงเคราะห์ช่วยเหลือ
คนอื่น มีเมตตา กรุณา คิดในทางละ คลายอกุศล ถ้าคิดไม่ดี
ก็คิดแต่ในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ เช่น เวลาที่ฟังเรื่องอะไรมาแล้ว
ไม่ไตร่ตรอง  พลอยพูดตามไป โดยไม่รู้ความจริง คำพูดนั้น
ก็ทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์เดือดร้อนได้ ในขณะนั้นก็เป็นอกุศล อกุศลให้เกิดโทษ
ตั้งแต่เริ่มคิด ตัวคนคิด เดือดร้อน เพราะอกุศลนั้นก่อนคนอื่น ดังนั้น
ต้องเห็นโทษของความคิดที่ไม่ดี พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตรัสสอนว่าโลภะ ความยึดมั่น ความติด ความผูกพันในทุกอย่างจะนำมาซึ่ง
ความทุกข์ โทสะ เป็นสภาพธรรมที่หยาบกระด้าง ประทุษร้าย
ทำลายอกุศลทั้งหลายนั้น เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ ไม่รู้ว่า ตัวเองมาจากโลกไหน
ไม่รู้ว่าตายแล้ว จะไปไหน วันหนึ่งๆ ทำอะไร เพราะอะไร ก็ไม่รู้

ที่ทั่วโลกกำลังลำบากนั้น เพราะเป็นทาสของความรู้สึก ที่เป็นสุข
ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ ได้สิ่งที่พอใจ เมื่อได้สิ่งที่ต้องการมาแล้วก็แสวงหา
สิ่งที่พอใจอื่น ๆ อีกไม่รู้จบ โดยไม่รู้ว่าแท้จริงรสอาหารที่อร่อยก็ดับหมด
ไปแล้ว เสียงที่ไพเราะปรากฏนิดเดียวก็ดับหมดไปแล้ว ไม่มีใครเป็น
เจ้าของสิ่งใดได้เลย เพราะทุกสิ่งเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย  แล้วก็ดับ
หมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายที่แข็งแรง ก็ป่วยไข้ได้ แม้ความป่วยไข้
วันหนึ่งก็หายเป็นปกติได้ ทุกอย่างไม่คงที่

ขณะใดที่เป็นผลของกุศลก็อย่าติดมากนัก ต้องเตรียมพร้อม
ที่จะรับอกุศลวิบาก ด้วยความไม่หวั่นไหว เวลานี้ที่มีทุกข์กันมาก
ก็เพราะความหวั่นไหวนั่นเอง

ถ้ารู้ความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นธรรมดา “ ธรรม คือ ธรรมดา ”
เกิดก็ธรรมดา แก่ก็ธรรมดา เจ็บก็ธรรมดา ได้ลาภก็ธรรมดา เสื่อมลาภ
ก็ธรรมดา ได้ชื่อเสียงหรือเสื่อมชื่อเสียงก็ธรรมดา มีใครบ้างไม่ถูกนินทา
หรือว่ามีแต่คนเคารพนับถือตลอดเวลา

สภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไปนั้น เป็นทุกข์ คือ ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน
จิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะแล้วก็ดับไป จิตขณะต่อไป ก็เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
สืบต่อกันไปเรื่อยๆ ขณะได้ยินเสียง ไม่ใช่ขณะเห็น ปัญญาต้องรู้
ตามความเป็นจริง จึงจะไม่เห็นผิดว่าเป็นตัวตน ถ้ายังรวมกันทั้งเห็น
กับได้ยินก็เป็นเรา เป็นตัวตน สภาพธรรมที่เกิดดับนั้น สั้นที่สุด เร็ว
ที่สุด เป็นสภาพธรรมที่มีจริงและละเอียดมาก ซึ่งพิสูจน์ได้ แต่ต้อง
ฟังมากๆ ให้เข้าใจจริงๆ ว่า  “ ทุกข์ตั้งแต่เกิด ” เจ็บเป็นทุกข์ พลัดพราก
จากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ ประจวบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์
 โลภะ  เป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ ต้องการสิ่งใดแล้วไม่ได้ก็เป็นทุกข์
หวังว่า สิ่งนั้นจะเป็นอย่างนั้น แต่แล้วสิ่งนั้นก็ไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ก็เป็นทุกข์

ดีที่สุดคือไม่หวัง เพราะทุกสิ่งที่มีเหตุปัจจัย ก็จะต้องเกิดอยู่แล้ว
ไม่ว่า จะหวังหรือไม่หวังก็ตาม แม้แต่เพียงหวังก็เป็นทุกข์แล้ว


ฉะนั้น ถ้าไม่อยากทุกข์ก็อย่าหวัง เกิดมาเพื่อทำหน้าที่ทุกอย่างให้ดีที่สุด
ไม่หวังอะไรตอบแทนเลย จากสิ่งที่ทำไปแล้วนั้น  ถ้าเกิดผลดีก็ดี
แต่ก็ไม่ได้หวังว่า จะต้องดีถึงขั้นนั้นขั้นนี้ เมื่อทำดีที่สุดแล้วสบายใจ
เพราะไม่ต้องเดือดร้อน ว่าจะทำไม่ดี ฉะนั้น จึงทำทุกอย่างให้ดีที่สุด
เพื่อกันความเดือดเนื้อร้อนใจ เมื่อทำดีที่สุดแล้ว อะไรจะเกิดก็เกิด
ถ้าดีก็ดี  ถ้าไม่ดีก็ช่วยไม่ได้  แล้วก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมาชมด้วย
เพราะถ้าทำดีแล้วหวังให้ใครชม ก็จะเป็นทุกข์อีกแล้วว่า
อุตส่าห์ทำแทบตาย ไม่เห็นมีใครชมเลย กลายเป็นว่า ทำดีเพื่อต้องการให้คนชม
ฉะนั้น จะต้องไม่หวั่นไหวกับคำชมหรือคำติ ทำอย่างดีที่สุดแล้วไม่หวังเลย
ว่าอะไรจะเกิด ไม่ต้องแบกโลก เช่น ผู้ที่มีพี่น้องหลายคน ก็ไม่ต้องมานั่งคิดว่า
พ่อแม่รักเราไหม เราก็สบายใจ นอกจากพ่อแม่แล้ว ก็ยังมาถีงเพื่อนฝูงอีก
ใครจะรักเราหรือไม่รักเรา ก็เรื่องของเขา เราไม่สนใจ แต่ เราเป็นมิตรกับเขา
และหวังดีต่อเขา เราก็สบายใจ เราไม่กังวลถึงความไมดีของคนอื่น

แต่ เรามีหน้าที่ ที่จะพุฒนาปรับปรุง เจริญปัญญาของเราเอง แล้ว
ยังช่วยคนอื่นได้ด้วยการกระทำของเรา ด้วยคำพูดของเรา
ด้วยความคิดของเรา คือเราไม่เป็นภัยกับใครเลย พอใครโกรธนิดหนึ่ง
เรารู้เลยว่าเขาเป็นทุกข์ พอใครไม่ชอบใครนิดหนึ่ง เรารู้เลยว่า
เขากำลังมีความทุกข์แน่ๆ จากความไม่ชอบขณะนั้น
ทุกอย่างไม่เที่ยง แล้วเราก็จะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน เพราะฉะนั้น
ระหว่างมีชีวิตอยู่ ก็ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ไม่เอาความทุกข์ไปให้ใคร
แล้วไม่เอาความทุกข์มาให้ตัวเราด้วย    กว่าจะเป็นตัวเราคนนี้
เราสะสมมาแล้วกี่ชาติ แม้แต่การนั่ง การนอน การยืน การเดินของแต่ละคน
ก็ต้องสะสมมา ซึ่งในชาตินี้ก็สะสมมาตั้งแต่เกิด

เมื่อกรรมที่จะให้ผลในชาตินี้ยังมีอยู่ ก็ยังตายไม่ได้ ต่อให้ทำอย่างไร ก็ตายไม่ได้
โดยมากนั้น ทุกข์ใจเกิดต่อจากทุกข์กาย  เวลาป่วยไข้ไม่สบาย ก็ห่วงกังวล
ความเจ็บป่วยนั้น เปรียบเหมือนการถูกแทงด้วย ลูกศรดอกที่ ๑ 
แต่ความวิตก ความห่วงกังวล เปรียบเหมือนลูกศรดอกที่ ๒  ที่แทงซ้ำ ตรงแผลเก่า
แผลก็เหวอะหวะมากขึ้น  แล้วจะทุกข์ร้อนเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่
ทุกข์กายนั้นหนีไม่พ้น เพราะมีกาย ก็ต้องมีทุกข์ ยุงกัดเจ็บ เมื่อไม่เดือดร้อน
ลูกศรดอกที่ ๒ ก็ไม่มี  มีแต่ดอกที่ ๑ เมื่อเปรียบความห่วง ความกังวล เป็นลูกศรดอกที่ ๒ 
ก็จะเห็นชัดว่า ไม่น่าจะให้ถูกแทง ด้วยลูกศรดอกที่ ๒ ซ้ำอีก ทุกข์กายเกิดขึ้น ก็รักษาพยาบาล
 
ไม่ต้องไปวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอีก ความกังวลไม่มีประโยชน์อะไรเลย
 เป็นเรื่องยาว ที่ไร้สาระ ซึ่งไม่ทำให้อะไรดีขึ้น เมื่อเจ็บป่วยก็รักษา
จะเสียเวลาเป็นห่วงเป็นกังวล ให้เป็นทุกข์เดือดร้อนทำไม
เวลาเราสุข ก็รู้ว่าความรู้สึกสุขเป็นอย่างไร เวลาคนอื่นเป็นสุข
ก็สุขอย่างนั้นแหละ  เวลาเราโกรธ ความรู้สึกเป็นอย่างไร คนอื่นโกรธ
ก็รู้สึกอย่างนั้นแหละ  ความรัก ความชัง ของทุกคนก็เหมือนกันหมด

ถ้าเอาชื่อของทุกคนออกหมด ก็มีแต่สภาพธรรม ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
เป็นธาตุชนิดหนึ่งๆ จิตก็เป็นธาตุชนิดหนึ่งๆ   เราเรียนเรื่องธาตุหลายอย่าง
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตฺไฟ ธาตุลม  แต่จิตเป็นธาตุพิเศษ ซึ่งเป็นธาตุรู้
และเป็นธาตุที่วิจิตรเหลือเกิน ความคิดของคนแตกแขนงไป ไม่มีวันจบ
 เพราะจิตเป็นธาตุที่ช่างรู้ ช่างคิด จึงไม่ใช่ว่าเรารู้จักใจของเราดี
จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมมากขึ้น และพิจารณาจนจิตของเราเปิดเผย
ออกมาให้รู้ความจริงแท้ของจิตใจได้  ไม่ใช่ดูแต่การกระทำอย่างเดียว
เท่านั้น ฉะนั้นจึงมีสติอีกขึ้นหนึ่ง คือขณะระลึกรู้สภาพจิตใจของ
ตนเอง แต่จะต้องเป็นคนตรงจึงจะรู้ได้

มีต่อ......

8
สวัสดีครับสมาชิกศิษย์หลวงปู่หมุนทุกๆท่าน  ผมเหน่งสมาชิกใหม่แนะนำตัวครับ เพิ่งเริ่มศึกษาวัตถุมงคลหลวงปู่ครับ :)
9
รบกวนครับรุ่นนี้หลวงปู่สร้างป่าวครับ
10
พี่ๆครับหลวงปู่มีสร้างรุ่นนี้ไหมครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 10