กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพ ทอดกฐินสามัคคี ณ วัดป่าพุทธสวรรค์ 2 + 3 พ.ย.2562
2

10 วิธีฝึกสมาธิง่าย ๆ ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและสงบ
          ในยุคที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ การแข่งขัน และความวุ่นวายมากมาย ทำให้ใครหลายคนหันหน้าเข้าหาธรรมะ และเลือกพักผ่อนจิตใจตัวเองด้วยการนั่งสมาธิ ซึ่งเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ใครก็สามารถทำได้ ทำให้ทุกวันนี้ไม่เพียงคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ หรือปู่ย่าตายายเท่านั้น แต่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ ก็หันมาฝึกนั่งสมาธิกันมากขึ้นด้วยสำหรับใครที่ยังไม่เคยและอยากลองสัมผัสความสุขเล็ก ๆ และประโยชน์ดี ๆ วันนี้เรามีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะทำให้การฝึกนั่งสมาธิของคุณเป็นเรื่องง่ายมาฝากกันค่ะ
1. จัดท่าทางให้ถูกต้อง
          จริงอยู่ว่าใคร ๆ ก็นั่งขัดสมาธิ เพื่อนั่งสมาธิได้ แต่การนั่งที่ถูกต้อง คือ คุณต้องแน่ใจว่าคุณนั่งตัวตรง หัวตรง นั่นเพราะร่างกายของเราสัมพันธ์กับจิตใจค่ะ หากคุณนั่งตัวงอแล้วละก็ จิตใจของคุณก็จะล่องลอยไป ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนะคะ แต่ไม่ต้องนั่งเกร็งมาก ให้นั่งเหมือนเรากำลังผ่อนคลายดีที่สุด
2. เปิดตานั่งสมาธิ
          บางครั้งการนั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องหลับตาเสมอไป คุณสามารถเปิดตาไว้ แต่ปรับระดับสายตาให้มองต่ำลง โดยกำหนดจุดให้เพ่งรวบรวมสมาธิไว้ เพราะบางคนเมื่อปิดตาแล้วกลับรู้สึกฟุ้งซ่าน ในหัวสมองเต็มไปด้วยเรื่องราวต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าวิธีใดทำแล้วได้ผลมากกว่ากัน
3. กำหนดรู้ลมหายใจ
          การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เป็นการกำหนดที่ตั้งของสติ เพื่อให้จิตเราอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น ๆ แต่เราไม่จำเป็นต้องไปบังคับการหายใจ แค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ
4. นับลมหายใจเข้า-ออก
          การนับลมหายใจเข้าออก เป็นวิธีปฏิบัติสมาธิมาตั้งแต่โบราณ โดยเมื่อคุณหายใจออกก็ให้คุณเริ่มนับหนึ่งในใจ ต่อไปก็เป็นสองสามสี่ตามลำดับ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกว่าความคิดของคุณกำลังล่องลอยออกไปที่อื่น ให้คุณกลับมาตั้งต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพื่อให้คุณนำจิตกลับมาที่เดิม
5. ควบคุมความคิดไม่ให้เข้ามารบกวน
          เมื่อคุณรู้สึกว่าคุณกำลังมีความ คิดเข้ามารบกวนจิตใจ ค่อย ๆ ขจัดความคิดเหล่านี้ออกไป โดยหันมาสนใจกับการกำหนดลมหายใจ อย่าพยายามหยุดความคิดในทันที เพราะมันจะทำให้คุณฟุ้งซ่านและไม่สามารถกลับเข้าสู่สมาธิได้อีก
6. กำจัดอารมณ์ให้หมดสิ้น
          มันเป็นการยากที่จะนั่งสมาธิในขณะที่จิตของคุณเต็มไปด้วยอารมณ์ เพราะอารมณ์จะทำให้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ในจิตใจ โดยเฉพาะอารมณ์โกรธ กลัว เสียใจ ซึ่งไม่ได้ทำให้คุณอยู่กับปัจจุบัน หรืออยู่กับสิ่งที่เป็นในตอนนี้เลย ให้คุณจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้โดยกำหนดลมหายใจไปที่ความรู้สึกของร่างกายที่ควบคุมอารมณ์ส่วนนั้น เพราะจะทำให้คุณไม่คิดถึงเรื่องราวที่ทำให้คุณกลัว หรือโกรธอีก แต่หันมาเพ่งกับสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้แทน
7. ความเงียบบ่อเกิดแห่งความสงบ
          การนั่งสมาธิควรจะนั่งในที่เงียบ ๆ เพื่อทำจิตให้ว่าง ไม่ใส่ใจถึงบุคคล เสียง หรือสิ่งอื่นที่อยู่โดยรอบ เพราะความเงียบจะนำมาซึ่งความสงบเยือกเย็น และความรู้สึกมั่นคง เมื่อไหร่ก็ตามที่ความเงียบภายนอกและภายในประสานกันได้ คุณก็จะรู้สึกได้พักกายพักใจ ผ่อนคลายจากความคิดที่รบกวนคุณอยู่ตลอดมา

8. เวลาในการนั่งสมาธิ
          เมื่อเริ่มต้นนั่งสมาธิใหม่ ๆ คุณอาจจะลองนั่งก่อนประมาณสัก 10 นาที และจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าจิตคุณเริ่มนิ่งมากขึ้น แต่อย่าบังคับตัวเองให้นั่งนานเกินไปหากคุณยังไม่พร้อม ทั้งนี้ ระยะเวลาที่เหมาะ คือประมาณ 25 นาที เพราะเป็นระยะเวลาที่ไม่ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยร่างกายเกินไปจนรบกวนสมาธิได้
9. สถานที่ในการนั่งสมาธิ
          สถานที่และบรรยากาศก็ช่วยให้คุณทำสมาธิได้ดีขึ้น ซึ่งการนั่งสมาธิในห้องพระจะช่วยให้จิตใจสงบและรู้สึกเป็นสมาธิมาก หรือคุณอาจจะวางสิ่งเล็ก ๆ ที่คุณชอบ หรือช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายไว้รอบ ๆ ที่คุณนั่งสมาธิก็ได้
10. มีความสุขไปกับการนั่งสมาธิ
          คนเราหากทำอะไรแล้วมีความสุข เราก็จะทำมันได้ดี และรู้สึกอยากทำต่อไป ในการนั่งสมาธิก็เช่นกัน หากคุณมีความสุขในการนั่งสมาธิ คุณก็จะรู้สึกผ่อนคลายสบายตัว และอยากจะทำต่อไป จนสามารถทำเป็นกิจวัตรที่ทำทุกวันได้

          รับรองว่าหากเพื่อน ๆ ได้ลองฝึกนั่งสมาธิเป็นประจำสม่ำเสมอ ก็จะรู้สึกได้ถึงจิตใจที่สดชื่น เบิกบาน และมีสติในการทำสิ่งต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย
ไฮโลออนไลน์
3
คน ๔ เหล่า - หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

คนเราเกิดมาในโลกนี้ ต้องตกอยู่ในจำพวก ๔ เหล่านี้ทั้งนั้น คือ

•ตโม ตมปรายโน
คนมืดมาแต่เบื้องต้นแล้วก็มืดต่อไปอีก จำพวกนี้ใช้ไม่ได้

•ตโม โชติปรายโน
มืดแล้วสว่างไป ก็ยังดีหน่อย

•โชติ ตมปรายโน
สว่างเบื้องต้นแล้วมืดเบื้องปลายพวกนี้ใช้ไม่ได้เหมือนกัน

•โชติ โชติปรายโน
สว่างมาแล้วก็สว่างไป นั้นดีมาก

บางคนเกิดมาไม่รู้เดียงสาอะไรเลย
เหมือนกับมดกับปลวก มืดตื้อไปหมด
พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องรู้ราว เรื่องศีลเรื่องธรรมแล้วไม่ต้องกล่าว
เข้าใจว่า ตัวเองโง่เง่าเต่าตุ่นไม่มีสติปัญญา
แล้วก็เลยไม่ทำความดีต่อไป
เห็นว่าหมดวิสัยของตัวแล้ว ซ้ำเติมให้โง่ให้ทึบให้ตื้อเข้าไปอีก
เรียกว่ามืดมาแต่ต้น แล้วก็มืดต่อไปอีก

ขอให้คิดดู คนเราเกิดขึ้นมา
ถ้าไม่มีการศึกษาเล่าเรียน จะเอาความรู้มาแต่ไหน
เรียนอย่างน้อยที่สุดก็ได้ความรู้
ถ้าถือว่าตนโง่ แล้วก็ไม่ศึกษาเล่าเรียนและไม่ปฏิบัติ
มันก็ยิ่งโง่ขึ้นไปกว่าเก่า

คนที่เข้าใจผิดเช่นว่านั้น
ทำผิดพลาดจากการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เลยทีเดียว
แทนที่จะคิดว่าความมืด ความโง่ของเรานั้น
เราจะต้องแสวงหาเครื่องสว่างเป็นเครื่องส่องทางของเรา
ถึงไม่ได้มากสักนิดเดียวก็เอา จึงจะเป็นการดี
คนนั้นเรียกว่า ค่อยสว่างขึ้นหน่อย
อย่าไปถือว่านิสัยบุญวาสนาเราไม่ให้หรือไม่ส่งเสริม
ไม่สามารถที่จะเจริญภาวนาทำสมาธิได้
เลยทอดอาลัยเพียงแค่นั้น
บุญวาสนานิสัยของเรารู้แล้วหรือ เราเห็นแล้วหรือ
ภพก่อนชาติก่อนเราทำอะไรไว้ มันจึงโง่เง่าเต่าตุ่น
ทำอะไรก็ไม่เป็น เราไม่เห็นไม่รู้เรื่องเหล่านี้หรอก
แต่โดยเหตุที่เราไม่มีปัญญา ก็เลยถือเอาเฉยๆ
นี่แหละว่า บุญวาสนาแต่ก่อนเราไม่มี

เราต้องขวนขวาย ต้องแสวงหา
ต้องอบรมเอาเองซี ทำแล้วมันต้องได้
ถ้าไม่ทำมันจะได้อะไร ให้เข้าใจอย่างนั้น
ให้ปฏิบัติอย่างนั้น มันจึงจะเจริญต่อไป

พวกที่มืดมาแล้วสว่างไป นั้นดี
บุคคลผู้แสวงหาประโยชน์ต้องเป็นอย่างนั้น
ต้องแสวงหาทางพ้นทุกข์แสวงหาความดี
ไม่มีใครเป็นนักปราชญ์มาตั้งแต่เกิด
มันต้องอาศัยการศึกษาเล่าเรียน
การฝึกฝนอบรมเป็นสิบๆ ปี
กว่าจะเป็นศาสตราจารย์ อาจารย์เขาได้
นั่นเรียกว่า มืดมาแต่ต้นค่อยสว่างตอนปลาย
ถ้าเป็นได้อย่างนั้น บุญวาสนาบารมี
มันต้องเป็นพื้นฐานของบุคคลสำหรับให้คนบำเพ็ญต่อไป

พวกสว่างเบื้องต้นแล้วมืดบั้นปลาย อันนี้ไม่ดีเลย
เกิดขึ้นมาเป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม
เกิดในตระกูลผู้ดีมั่งคั่งบริบูรณ์สมบูรณ์ทุกประการ
มีเกียรติยศชื่อเสียง แต่กลับทำตัวเป็นคนเลว
ทำชั่วร้ายยิ่งกว่าเก่า
สามารถที่จะทำอะไรได้ทุกอย่าง
เพราะมีเงินมีทอง มีชื่อเสียง มีอำนาจวาสนา
ทำดีก็ได้ แต่ไม่ทำ
กลับมาทำชั่ว เมื่อทำไปแล้วยากที่จะกลับคืนมาหาความดีได้
คือ มันเลวทรามมาแล้ว นิสัยชั่วช้าติดสันดานของตนเข้าไปแล้ว
จะกลับคืนมาเป็นคนดีก็อับอายขายขี้หน้าเขา
นั่นทำให้สังคมเสื่อม ทำให้สังคมเดือดร้อน
ทำให้คนอื่นวุ่นวาย เพราะเหตุเราคนเดียวเท่านั้น
เรียกว่า สว่างมาแล้วกลับไปมืดอีก
ร้ายกาจว่าพวกอื่นๆ ทุกพวก เรียกว่า รู้แล้วแกล้งทำไม่รู้

ส่วนพวกสว่างมาแล้วก็สว่างต่อไป นั้นดีมาก
เราเกิดมาในตระกูลที่มั่งคั่งสมบูรณ์ มีเกียรติยศชื่อเสียง
เงินทองมากมาย มาคิดถึงตัวเราว่าอุดมสมบูรณ์
เพราะบุญวาสนาบารมีแต่เก่า อันนั้นเห็นได้ชัด
คนที่มีเมตตาปรานีเอ็นดูสงเคราะห์คนอื่น
ตัวเองก็อยู่ในศีลในธรรม
แล้วก็แนะนำคนอื่นให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม
ให้ประพฤติดีประพฤติชอบ ประกอบแต่การกุศล
เจริญรุ่งเรืองด้วยตนเอง แล้วสอนให้คนอื่นเจริญรุ่งเรืองไปด้วย
ตัวของเราก็ยิ่งได้รับความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปอีกกว่าปกติธรรมดา
เขาได้รับคุณงามความดี เขาก็นิยมยกย่องสรรเสริญผู้ที่สอนเขา

ธรรมที่ควรปฏิบัติสำหรับคน ๔ จำพวกนี้ก็ คือ

พวกแรก ตโม ตมปรายโน

เราเป็นคนทุกข์ คนจนไม่มีสติปัญญา
เลยไม่คิดจะทำสมาธิภาวนา คุณงามความดีอะไรทั้งหมด
เลยหมดหนทางที่จะทำคุณงามความดีต่อไป
ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ทางที่ถูกคือ ควรจะหัดสมาธิภาวนาทำสมาธิ
แล้วไม่มีทางอื่นใด ทีจะช่วยแก้ได้
ขอให้มีความอดทนพยายามอย่างเต็มที่
ก็จะสำเร็จตามความประสงค์

พวก ตโม โชติปรายโน

คนเราเกิดมาทุกคนต้องมืดมนด้วยกันทั้งนั้น
ไม่ใช่สว่างมาแต่เบื้องต้น
ใครเกิดมาจะรู้จักดี ชั่ว ฉลาดเฉลียวมาแต่เบื้องต้น ไม่มีหรอก
ถึงชาติก่อนจะเรียนรู้มาแล้วก็ตาม
กลับมาเกิดใหม่ก็ต้องมาเรียนใหม่
แต่นิสัยเป็นเหตุให้เรียนได้ดีกว่าคนไม่มีนิสัย
แต่คนมืดนั้นพยายามตั้งใจพยายามทำดี
ความพยายามทำให้ได้รับผลสำเร็จ
ศาสนานี้สอนให้ทำไม่ใช่ให้อยู่เฉยๆ
พระพุทธเจ้าสอนให้ทำทั้งนั้น
ต้องพยายามทำจริง จัง จึงจะดีต่อไป
จะไปอ้างกาลเวลา อ้างธุรกิจการงานต่างๆ นั้นไม่ได้
นั่นมันเป็นเพียงเครื่องประกอบอาชีพของเราเท่านั้น
มันไม่ใช่ของเรา
ของเราแท้ก็คือ การกระทำคุณงามความดี
หัดสมาธิภาวนาตั้งสติกำหนดจิต
นี่แหละเป็นของเราแท้ๆ ทีเดียว คนอื่นมาแย่งเราไม่ได้
การหาเงินหาทองข้าวของสมบัติต่างๆ
มันเป็นของภายนอก ไม่ใช่ของเรา
เราใช้เมื่อยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น
ตายไปแล้วไม่เห็นเอาไปได้สักคนเดียว ให้คิดเสียอย่างนั้น
ให้ทำสมาธิภาวนาทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน

โชติ ตมปรายโน

สว่างแล้วกลับมืด เรื่องพรรค์นี้มีมากทีเดียว
เมื่อหัดสมาธิภาวนา ก็เกิดความรู้ความฉลาดพูดจาพาทีคล่องแคล่ว
เพราะเป็นของเกิดขึ้นมาในใจของตนเอง
ต่อมาเกิดความประมาทในกิจวัตรและข้อวัตรต่างๆ ในการทำสมาธิ
สมาธิภาวนาเลยเสื่อม เสื่อมแล้วคราวนี้ทำไม่ถูก
ทำอย่างไรๆ ก็ทำไม่ได้ เลยเบื่อหน่ายขี้เกียจ ในวัตรเสีย
เลยไปหากินตามปกติธรรมดา
เลยกลับเสื่อมเสียแทนที่จะเจริญต่อไป
อันนี้แหละน่าเสียดายด้วย น่าสงสารด้วย
ของดีๆ ทำมาแล้วกลับทิ้งทอดธุระเสีย
มิหนำซ้ำบางคนยังพูดหยาบหยามดูถูกอีกว่า
ศาสนานี้ทำเท่าไหร่ก็ทำเถิด ข้าพเจ้าทำมากแล้ว
ถึงขนาดนั้นยังไม่เป็นไป ยังเสื่อมเสียได้
จึงเป็นที่น่าเสียดายมากที่มาเหยียดหยามดูถูกการบวชการเรียน
การเข้าวัดฟังธรรม และศาสนา

สรุปรวมใจความแล้วว่า

ศาสนานี้สอนให้กระทำ ได้น้อยได้มากก็ทำ
ถึงจะได้น้อยก็ยินดีพอใจกับการกระทำของตน
เรามีมือน้อยก็รับเอาแต่น้อยๆ รับเอามากเกินไปก็ไม่ได้
ความยินดีตามมีตามได้ อะไรทั้งหมดก็เหมือนกัน
ไม่ว่าธรรม ไม่ว่าของภายนอก
มีน้อยแล้วไม่พอใจมักจะเสียหาย
 
คน ๔ เหล่า - หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

จากหนังสือ ธรรมลีลา ปีที่ 6 ฉบับ 66 พฤษภาคม 2549
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย

4
เมื่อสูงอายุเมื่อสูงวัย - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

เมื่อสูงอายุเมื่อสูงวัย
พระราชสุทธิญาณมงคล


   เมื่อความชรา  คือ  ธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง  เป็นขบวนการซึ่งมีความต่อเนื่องมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาว  เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นนั้น  หมายความว่ามนุษย์ผู้นั้นต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาตินั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้

   ความเปลี่ยนแปลงที่พบได้ในวัยชรานั้น  พบได้หลายด้านอาทิ เช่น
   ๑.การเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพอนามัย
   ด้วยอวัยวะที่เสื่อมสลายประสิทธิภาพการทำงานย่อมลดลง  ผู้สูงอายุจึงอาจมีโรคต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป  โรคเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุมาจากความเสื่อมเสียเป็นส่วนใหญ่  ทั้งป้องกันได้และป้องกันไม่ได้  เช่น โรคสมองเสื่อม ข้อเสื่อม ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง  แม้ไม่เป็นโรคประสิทธิภาพในการด้านอื่น ๆ อาจลดลง เช่น ขี้หลงขี้ลืม คิดช้า ความต้านทานโรคลดลง การย่อยอาหารลดลง  ทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
   ๒.การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ
   ผู้สูงอายุจะพบกับการสูญเสียในสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น   ซึ่งล้วนแต่เป็นขบวนการทางธรรมชาติเกือบทั้งสิ้น  เช่น  การสูญเสียสมรรถภาพความแข็งแรงของร่างกาย สูญเสียคู่ครอง เพื่อนสนิท ญาติ ผู้ใกล้ชิด สูญเสียความเชื่อถือจากผู้อื่น จากการเกษียณอายุ ญาติมิตร คู่ครอง ลูกหลาน แยกครอบครัวไปอยู่ต่างหาก  บางรายพึ่งตนไม่ได้   ภาวะต่าง ๆ เหล่านี้  ต้องการปรับตัวอย่างมาก  รายที่ไม่สามารถปรับตัวได้ดี  จะเกิดโรคต่าง ๆ เช่น วิตกกังวล หวาดระแวง ซึมเศร้า  เป็นต้น  รายที่ปรับตัวได้พอสมควร  อาจแสดงด้วย  การจู้จี้ขี้บ่น  อารมณ์แปรปรวนง่าย
   ๓.การเปลี่ยนแปลงด้านสังคม
   การเกษียณอายุจากงานที่ทำประจำ  ความแข็งแรงของร่างกายที่ลดลง  ความเจ็บป่วยจากโรคทางกายและใจ  ล้วนทำให้ผู้สูงอายุพึ่งตัวเองได้น้อยลง  การสูญเสียคู่ครอง  เพื่อนฝูงในวัยเดียวกัน  ทำให้ต้องพึ่งอาศัยลูกหลานมากยิ่งขึ้น  ในภาวะสังคมปัจจุบันซึ่งครอบครัวไทยจำนวนมาก  ต่างแยกเป็นครอบครัวเดียวที่มีขนาดเล็กลง  ทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสถูกทอดทิ้งได้ง่าย
   ๔.การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ
   ความสามารถในการหารายได้ลดลง  ทำให้ผู้สูงอายุต้องอาศัยเงินทองหรือทรัพย์สินที่สะสมมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเพื่อการดำรงชีวิต  ผู้ที่สะสมทรัพย์สินไว้น้อยหรือไม่ได้สะสม  จึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น  เช่น  บุตรหลาน ญาติมิตร  โอกาสจะประสพปัญหาจึงมีมาก
   การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ  ซึ่งมนุษย์สามารถเรียนรู้และคาดการณ์ได้  การเตรียมตัวเตรียมใจไว้เผชิญความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว  ต้องการเรียนรู้และศึกษาจากประสบการณ์  และแหล่งความรู้ต่าง ๆ จึงเป็นการเตรียมตัวเพื่อการเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ดีมีสุข

   ธรรมะรักษา  คำว่า  ธรรม  ในที่นี้  ขอให้ความหมายตามความเห็น  ของท่านพันเอกปิ่น  มุทุกันต์  ว่าความถูก  และความดี  ใครก็ตามปฏิบัติตนถูกต้องและดีงามก็ถือว่า  ผู้นั้นมีธรรมะหรือปฏิบัติตามธรรมะแล้ว
   “คำว่าผู้สูงอายุ”  ในที่นี้  ให้หมายเอาบุคคลที่มีอายุตัวหน้าเลข ๕ นำไปแล้ว  แม้ว่าบางคนจะดูไม่แก่ไม่ชรา  เพราะเหตุว่าบริหารร่างกายและจิตใจดีก็ตาม

คนสูงอายุ ๓ ประเภท

   ก.สูงอายุทางร่างกาย

   ได้แก่  บุคคลที่ร่างกายเจริญเติบโตไปตามวัยหรือตามธรรมชาติ  พร้อมทั้งอายุสมองก็เจริญตามไปด้วย  ถ้าเกิดว่ามีใครอายุสมองเจริญไม่ทันร่างกายก็จะได้ชื่อว่า  เฒ่าทารก  กล่าวคือ  มีอายุร่างกายมากแล้ว  ยังไปทำอะไร ๆ ให้ลูก ๆ หลาน ๆ อับอายหรือหัวเราะเยาะเอาได้

   ข.สูงอายุทางสมอง

   ได้แก่  บุคคลที่สมองเจริญเติบโตไปตามวัย  ไม่เป็นคนปัญญาอ่อน  หรือประเภทที่เรียกว่า “เลี้ยงไม่รู้จักโต”  ถ้าสมองเจริญกว่าร่างกายเขาก็เรียกว่า  แก่แดด  เรามักจะว่าเด็กที่รู้อะไรเกินวัยว่าเป็นเด็กแก่แดด  แต่ถ้าใครเกิดว่าอายุสมองเจริญมากเกินไป ก็เรียกว่า “อัจฉริยะ”

   ค.สูงอายุทางคุณธรรม

   ได้แก่  บุคคลที่ดำเนินชีวิตด้วยปัญญามีคุณธรรมประจำจิต  จัดว่าเป็นบุคคลที่มีแก่น  หรือมีสาระแห่งชีวิต  เป็นคนสูงอายุที่มีค่าและประเสริฐ  ยิ่งมีอายุมากเท่าไรก็ยิ่งจะมีค่ามากขึ้นเท่านั้น  เพราะย่อมจะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูก ๆ หลาน ๆ ได้พึ่งพิง  ถ้าเป็นมะพร้าวก็เรียกว่า  ยิ่งแก่ยิ่งมัน
   บุคคลที่สมบูรณ์จะต้องผนวกเอาทั้ง ๓ สิ่งที่กล่าวมาไว้ในตนให้ครบ  แต่ถ้าเกิดว่าใน ๓ สิ่งนี้มันจะขาดไปสัก ๑ หรือ ๒ ก็ตาม  ก็ควรจะเป็นข้อ ก. และข้อ ข. ตามลำดับ  ถ้าขาดข้อ ค. ไปเพียงข้อเดียวก็จะทำให้ทุกคน  มิใช่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้นที่ไร้ค่า  หรือจะเรียกว่า  เสียชาติเกิดก็คงจะไม่ผิดความจริงไปนักมิใช่หรือ  เพราะตามหลักธรรมะนั้น  มิได้วัดค่าของคนที่ร่างกายหรือสมอง  แต่ท่านวัดคนที่คุณธรรม  เพราะค่าของคนมิได้อยู่ที่ร่างกายหรือสมอง  แต่อยู่ที่สาระแห่งชีวิตหรือคุณธรรมที่มีอยู่ประจำอยู่ที่จิตใจ  สมกับค่าของคนสมัยก่อนที่ว่า “คนเรามิได้แก่เพราะกินข้าว  เฒ่าเพราะเกิดนาน” เท่านั้นดอก  แต่จะต้องเป็นคนสูงอายุเพราะมีสาระและคุณธรรมต่างหาก  ที่ยิ่งมีอายุมากขึ้นก็ยิ่งจะเป็นที่ภาคภูมิใจ  หรือเป็นหลักให้เกิดความอบอุ่นใจแก่ลูกหลาน  หรือคนทั่วไป

ธรรมะให้ความสุขแก่ผู้สูงอายุ

   คนสูงอายุนั้น  เมื่ออนุสรณ์ถึงชีวิตของตนเองว่า  ได้ทำดีไว้ให้ลูก  ทำถูกไว้ให้หลานอย่างครบถ้วนแล้ว  ก็ย่อมจะเกิดปีติหล่อเลี้ยงจิตใจให้เกิดความสุขทางจิตใจได้
   คนสูงอายุที่ไม่มีธรรมะนั้นมักจะรู้สึกว้าเหว่และสิ้นหวัง  เพราะยิ่งเมื่อสูงอายุมากขึ้นเท่าไร  ก็ยิ่งจะพึ่งตัวเองได้น้อยลงเท่านั้น  แม้ว่าจะมีเงินจ้างคนอื่นช่วย  แต่ถ้าเราขาดคุณธรรมหรือไม่มีน้ำใจ  ก็จะหาคนรับจ้างยาก  หรือไม่ทำด้วยน้ำใจ  ทำพอให้พ้น ๆ หน้าที่ไปเท่านั้น  หรือถ้าเป็นผู้สูงอายุที่โหดร้ายด้วยเงินก็จะไร้ค่าไปทันที
   ในทางตรงกันข้าม  ผู้สูงอายุที่มีคุณธรรม  มีเมตตาอารีต่อลูกหลานและบุคคลทั่วไป  ใคร ๆ ก็อยากเข้าใกล้  เพราะมันทำให้เขาสงบและอบอุ่น
สติ  และ  สมาธิ  ของผู้สูงอายุ
   ผู้สูงอายุทั่วไปมักจะหลงลืมง่าย  แม้กระทั่งกินอาหารแล้วก็ว่ายังไม่กิน  เหตุเพราะขาดสติ  หรือไม่เจริญสติอยู่เป็นประจำวันไว้ก่อน  แม้ว่าจะมาเจริญในเมื่อสูงอายุก็มักจะไม่ทันใช้  คือมักจะไม่ได้ผล
   ผู้สูงอายุทั่วไปมักมีจิตใจฟุ้งซ่าน  ด่า หรือ บ่นเก่ง  จนลูกหลานไม่อยากเข้าใกล้  เพราะเบื่อระอาในความจู้จี้ขี้บ่น  เหตุเพราะจิตขาดสมาธิและไม่มีสติควบคุม
   สติและสมาธิจึงเป็นยอดธรรมะที่คนสูงอายุต้องมีประจำใจ  จึงจะเป็นคนสูงอายุที่น่าเคารพรักเป็นหลักให้ลูกหลานได้มีที่พึ่งทางใจ  และการที่ผู้สูงอายุจะทำตนให้เป็นที่พึ่งของผู้อ่อนอายุได้  ตนเองต้องเริ่มทำตนเองให้มีที่พึ่งเสียแต่บัดนี้  ด้วยการสละหรือแบ่งเวลาให้แก่ธรรมะบ้าง  หมั่นศึกษาค้นคว้า  ฟัง  อ่านธรรมะให้มากตั้งแต่บัดนี้  ที่ควรสังวรก็คืออย่ามัวแต่อ่านหรือฟังอย่างเดียว  ควรจะมีการปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย
 
การปลงอายุ

   ผู้สูงอายุควรหัดปลงอายุไว้เป็นประจำ  จะได้ไม่เกิดการสะดุ้งกลัวต่อความตาย  ที่จะต้องมาถึงในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน  ถึงเราจะเกลียดและกลัวความตายอย่างไร  ทุกคนก็ไม่อาจหลีกหนีความตายได้พ้น  ถ้าใครกลัวความตายก็จะต้องทำให้ไม่เกิด “นั่นแหละจึงจะพ้นได้อย่างแท้จริง”  นั่นก็คือ  จงรีบปฏิบัติธรรมเสียในบัดนี้และตลอดไป

คนที่ไม่มีที่พึ่งย่อมกลัวความตาย

   การที่ทุกคนจะปฏิบัติตนให้บรรลุ  มรรค  ผล  นิพพาน  นั้น  ดูออกจะไกลเกิดเอื้อมไปมาเอากันที่ง่าย ๆ และสามารถทำกันได้ทุกคนกันดีกว่าดังนี้
                 ๑) จงงดเว้นความชั่วต่าง ๆ โดยสิ้นเชิง
                 ๒) จงหมั่นให้ทาน  มีการใส่บาตรประจำวัน  บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ต่าง ๆ และรักษาศีลอยู่เป็นประจำชีวิต  โดยเฉพาะศีล ๕
                 ๓) หมั่นเจริญสติอยู่เป็นประจำ  เพื่อให้เกิดกับความคุ้นความตาย  จะช่วยต้านทานความกลัวตายได้วิเศษนัก
                 ๔) ทาน  ศีล  ภาวนา  (รวมทั้งมรณสติ)  นี่แหละย่อมจะเป็นหลักและเป็นที่พึ่งของผู้สูงอายุอย่างแท้จริง  ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ อันมากมาย  ลูกหลานบริวารรอบข้างก็ไม่อาจที่จะติดตามเราไปได้  มีแต่บาปกับบุญเท่านั้น  ที่เป็นของเราอย่างแท้จริง
                 ๕) ผู้สูงอายุที่มีปัญญา  จึงควรจะเว้นจากบาปและบำเพ็ญกุศลทุกระดับชั้น  เพราะบุญเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งของผู้สูงอายุและทุกคนอย่างแท้จริง

เมื่อสูงอายุเมื่อสูงวัย - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

5
คิดบวก ชีวิตบวก - ท่านว.วชิรเมธี

เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ

เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ

เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต

เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)

เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ

เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย

เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต

เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี

เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง

เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง

เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ

เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง

เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือความอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง

เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม

เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์

เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด

เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบททดสอบว่าที่ว่า “มารไม่มีบารมีไม่เกิด”

เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม “ในวิกฤตย่อมมีโอกาส”

เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต

เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์

คิดบวก ชีวิตบวก - ท่านว.วชิรเมธี

คิดบวก  ชีวิตบวก
Positive Thinking, Positive Life...
โดย  ท่าน ว.วชิรเมธี
วัดสันทราย จ.เชียงใหม่

6
อมตะวาทะพระพยอม - พระพยอม กัลยาโณ

วาทะพระพะยอม จากหนังสือ
เรื่อง "อมตะวาทะพระพยอม"


1. เดี๋ยวนี้ชอบเห็นโง่เป็นโก้ เดินอยู่บนรากฐานของความโง่ แต่สำคัญตัวว่าโก้ ว่าฉลาด
2. ปมเด่นเกิดมากเท่าไหร่ ถ้ามันไม่เป็นไปเพื่อการเสียสละ มันก็สร้างความหายนะมากขึ้นเท่านั้น
3. ความมืดในสีขาวอันตรายมากกว่าความมืดในสีดำ
4. ยอมลำบากเมื่อหนุ่ม ดีกว่ากลุ้มเมื่อแก่
5. ตายเสียในการต่อสู้ ยังดีกว่าคนพ่ายแพ้ตนเอง

6. การทำงานหนัก คือดอกไม้ของชีวิต
7. มนุษย์ต้องมีใจสูงอยู่เหนือความเกียจคร้าน อยู่เหนือความเบื่อหน่าย
    มนุษย์เดี๋ยวนี้มีพวกทำน้อย อยากได้มาก ไม่ทำเลยจะเอาทั้งหมด
8. เราอยากให้กระจกยิ้มแก่เรา เราก็ต้องยิ้มให้กระจก
9. อยู่ให้เขารัก จากให้เขาเสียดาย ตายให้เขาคิดถึง
10. คนที่ไม่ยอมให้อภัย อารมณ์จะบูดตอนเช้า อารมณ์จะเน่าตอนเพล
    อารมณ์จะเหม็นตอนค่ำ ฟึดฟัดฮึดฮัดอย่างกับเบนซินซูเปอร์

11. ยอมไม่เป็น เย็นไม่ได้
12. คนเราต้องฉิบหายวายวอด ก็เพราะติดศักดิ์ศรีแห่งตัวตู (เพียงให้ถอนคำพูดก็ไม่ยอมถอน)
13. ตัณหาทำให้เรา "ตาหัน" หันไปจากความงามและความรัก
14. ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกเก่ง เลือกกล้าได้
15. เห็นภัยทำให้ไหวตัว ถ้าไม่เห็นภัยก็ไม่ไหวตัว คนเดี๋ยวนี้อยู่ในภาวะไม่ไหวตัว
     เพราะมองไม่เห็นภัยในความเห็นแก่ตัว

16. การอ่อนน้อมถ่อมตนช่วยลดความยโสโอหัง
17. ทำอะไรต้องทำแบบกัดติด และทำด้วยความประทับจิตประทับใจ
18. คนเราถ้าไม่ลำบากไม่ต่อสู้ สถานภาพความเป็นมนุษย์ก็ย่อมต่ำลง
19. ดินจะดีไม่ดีดูที่หญ้า คนจะโง่จะฉลาดดูที่คำพูด
20. อยู่ด้วยกันอย่าอวดดี ถ้าความดีมีอยู่จริง มันจะอวดตัวมันเอง

21. เสน่ห์ของเด็กอยู่ที่การเชื่อฟัง เสนียดของเด็กอยู่ที่ดื้อรั้นดันทุรัน
22. จงรักษาความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ คนเดี๋ยวนี้มันจัญไร
      รักษาความถูกใจมากกว่าความถูกต้อง
23. กินข้าวเขาแล้วมาขี้ ทำความดีคุ้มค่าเขาแล้วหรือยัง
24. ตัณหานั้นที่จริงมันไม่ตัน มันกลวงมันพร่องอยู่ตลอดเวลา
25. โรคเอดส์มันเกิดจากอารมณ์เอดส์ก่อน

26. คนไม่มีธรรมะ พอไปมีอะไรเข้าก็เจ็บปวดกับสิ่งที่มี เพราะถูกมันกัดเอา
27. ศาสนาเป็นเรื่องลึกซึ้ง ให้ไอ้พวกทึ่มๆมารักษาจะอยู่ได้อย่างไร
28. ทำบุญทำกุศลแต่ละครั้งต้องตั้งใจซักฟอกจิตให้สะอาด
28. ร้อนใจไปนรก ดีใจไปสวรรค์ เย็นใจไปนิพพาน
29. คนดีฟังพระเทศน์มีแต่ดีใจ คนชั่วฟังทีไรเจ็บใจทุกที
30. เทียนยิ่งต่อยิ่งสว่าง บุญยิ่งแบ่งยิ่งผ่องใส แบ่งบุญยิ่งแบ่งยิ่งมีมาก

31. แมวจ้องดูหนูอยู่ หนูก็ไม่กล้าออกมา ความอยากถ้าเราจ้องดูมัน มันก็ไม่กล้ารบกวน
32. อาตมาเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมไม่ดี การสั่งสอนศีลธรรมก็ไร้ผล
33. เดี๋ยวนี้คนติดคุกมากกว่าติดวัด วัดกำลังจะร้าง ตารางกำลังจะเจริญ
34. อะไรจะนำไปสู่ความชั่วเท่ากับความโง่ย่อมไม่มี
      อะไรจะนำไปสู่ความดีเท่ากับปัญญาหาไม่ได้
35. โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ไม่โกรธดีกว่า จะได้ไม่บ้าไม่โง่

36. คนเราที่มีความเห็นผิด เพราะชอบใกล้ชิดกับความเสื่อม
37. ความเห็นแก่ตัวน่ากลัวที่สุด ทั้งๆที่จริงตัวไม่มี แต่ก็ยังเห็นแก่ตัว
38. ทรัพย์สมบัติในบ้านที่เราว่า "เป็นของเรา" มันเคยพูดกับเราว่า "ฉันเป็นของคุณ" บ้างไหม
      มีแต่เสียงกิเลสของเราสั่งเอาว่า "นั่นของตู นี่ของตู"
39. บุคคลที่เรียกว่าผู้ดี ผู้มีความรู้ ถ้าทำความชั่วแล้วชั่วมากที่สุด
40. ถ้าเราเอาเหล้ากับขี้ไปตั้งให้หมามันกิน หมามันเลือกกินขี้ เพราะยังมีกากวิตามินหลงอยู่บ้าง

41. ใช้พระเดชด้วยเมตตา ใช้พระคุณด้วยปัญญา
42. กิเลสมันแสนกล ถ้าเรารู้ไม่เท่าทัน เราจะเสียท่ามัน
43. แก่แล้วต้องทำดีไว้ให้ลูกทำถูกไว้ให้หลาน ไม่ทำสิ่งชั่วช้าสามานย์ให้ลูกหลานดูถูก
44. ขั้วของความชั่วอยู่ที่เห็นแก่ตัว ขั้วของความดีอยู่ที่เสียสละ
45. ค่าอาหาร ค่าภารกิจไม่เท่าไหร่ แต่ค่าเลี้ยงดูกิเลสนี้มันมาก

46. ธรรมะจะส่งผลให้คนได้สิ่งสูง 2 อย่างที่มนุษย์ชอบที่สุด คือ เก่งกับดี
47. ที่สุดของดอกไม้คือแห้งโรย ที่สุดของคนคือตาย หรืออยู่เหนือตาย
48. จากความไม่มีมามี แล้วไปสู่ความไม่มีเหมือนเดิม
49. เราเสียสละมากขึ้นเท่าไร ภูมิต้านทานความเห็นแก่ตัวก็มีมากขึ้นเท่านั้น
50. ใจคนติดขัดยิ่งกว่าทางรถติด ติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสร้อยรัด
      ต้องเศร้าสร้อยหงอยเหงาอยู่ร่ำไป

51. เสือกไสให้คนทำสงครามกัน มือที่สามคือ กิเลส
52. เรายอมแพ้คนเพื่อเอาชนะกิเลส ดีกว่ายอมแพ้กิเลสเพื่อเอาชนะคน
53. ศักดิ์ของมนุษย์อยู่ที่การเอาชนะกิเลสได้
54. เห็นอะไรไม่วิเศษเท่ากับเห็นกิเลสของตน
55. หยุดแล้วจึงถึงพระ ละแล้วจึงถึงธรรม

วาทะพระพะยอม จากหนังสือ
เรื่อง "อมตะวาทะพระพยอม"

อมตะวาทะพระพยอม - พระพยอม กัลยาโณ

7
ต่อ......

สุขทุกข์ทั้งหลายนี้ พวกเราทั้งหลายชอบอันใด ชอบสุขหรือทุกข์
อันนี้เราก็ตัดสินใจของเราได้ เราชอบความสุขนั้น
มันถูกไหม ชอบความทุกข์นั้น มันถูกไหม


อันนี้เราก็เลือกพิจารณา แต่ว่าถ้าเราเป็นผู้มีปัญญาน้อย เป็นผู้อิงอามิส อยู่กับอามิสมันก็ติดสุข อามิสสุข ได้ของดี ได้ของมาก ได้ของที่ชอบใจมันก็สุขใจ มันไปติดดี ดีนั้นเราก็นึกว่าโทษมันไม่มี ในที่นั้นสิ่งที่ไม่ดีสิ่งที่เราไม่ชอบนั้น ไม่ต้องว่า มันรู้จักแล้ว ไม่เอาที่เราไม่ชอบ ทีนี้เราก็เลือกตามใจเรา อันใดชอบก็เอา อันใดที่เราไม่ชอบก็ไม่เอาอันนั้น มันก็เป็นทีฆนขพราหมณ์เท่านั้นแหละ พราหมณ์เล็บยาวๆ ที่มากราบพระพุทธเจ้าเรื่องทิฏฐิทั้งสาม๑ นั่นแหละ

ความเห็นของเขา เห็นว่าอันใดไม่ชอบใจ เขาก็ไม่เอา อันใดควรแก่เขา เขาก็เอา อันใดไม่ควรแก่เขา เขาก็ไม่เอา อันนี้คือเขา อาศัยจิตของเขา เขาอาศัยกิเลสเป็นหลัก ไม่ใช่อาศัยการประพฤติปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องเป็นหลัก ก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกคน เราทุกคนก็เหมือนพราหมณ์ผู้เล็บยาวทั้งนั้นแหละ หารู้ไม่ว่า กามสุขัลลิกา- นุโยโค และอัตตกิลมถานุโยโค สองอย่างนี้มันมีโทษเท่ากัน มันเป็นเครื่องกำบังเท่าๆ กัน ความสุขกับความทุกข์นี้ มันมีราคาเท่ากัน คือมันผิดเท่าๆ กัน พูดง่ายๆ แต่เราก็ไม่เห็น ไปเห็นแต่ว่าอันที่เราไม่ชอบใจนั่นแหละไม่ดี หรือไปเห็นว่าอะไร มันทุกข์ นั่นไม่ดี นี่ไปเห็นอย่างนั้น สุขที่เราชอบมันบังอยู่อย่างนี้ ถ้าเราโยกย้าย ไปมาเพราะอามิสอย่างนี้ ถ้าไม่มีเนกขัมมะ ไม่ยอมเสียสละ ไม่เห็นธรรมะ จิตใจเราก็ต้องเป็นอย่างนี้

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงให้พิจารณา ให้ขยันในการกระทำความเพียรข้อวัตรปฏิบัติเหล่านี้ อย่าประมาท เพราะเรายังไม่รู้ อันใดเราชอบใจ เราก็นึกว่ามันถูกทั้งนั้นแหละ อันใดไม่ชอบใจเราก็นึกว่ามันไม่ดีทั้งนั้น จะต้องมีอย่างนี้เป็นหลักในจิตของปุถุชนเรา ฉะนั้น เมื่อพูดธรรมะอันใดขึ้นมา เราไม่ชอบใจเราก็ทิ้งเท่านั้นแหละ เหมือนกันกับผมที่ไปภาคกลาง ไปเจอเอาผลมะขวิด มะขวิดเหมือนกับมะตูมน่ะที่ข้างในมันดำๆ เป็นเม็ดเหลว เขากินมะขวิดกันอย่างนั้น เมื่อเราเอามีดไปผ่ามันออกไป ไม่เหลือหรอก เอาไปทิ้งหมด เราว่ามันเน่า ไม่รู้จักมะขวิด คิดว่ามะขวิดเน่าทั้งนั้นแหละ นี่คือเราไม่รู้ความจริง ผลไม้ชนิดนี้มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น เขาก็ทานกันอย่างนั้น ก็อร่อยอยู่อย่างนั้น แต่ว่าเราไม่รู้เรื่อง

อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น เราก็เหมือนกัน เรานึกว่าความสุขมันเกิดประโยชน์มาก ทุกข์มันไม่เกิดประโยชน์เลย
ทุกข์กับสุขนี้ ถ้าใครติดสุขก็ไม่ชอบ ทุกข์ทั้งนั้นแหละ ธรรมสองอย่างนี้มันให้โทษเท่าๆ กัน
และเกิดประโยชน์เท่าๆ กัน ก็เหมือนลูกตาเราสองข้าง ข้างซ้ายหรือข้างขวามันเกิดประโยชน์เท่าๆ กัน
คนไม่รู้จักอันนี้ ก็เหมือนกัน ถ้าจะให้ลูกตามันแตกมันก็มีโทษเท่าๆ กัน ถ้าเอามันไว้ทั้งสองลูกตา
ดำๆ อยู่ก็เกิดประโยชน์แก่เราเท่าๆ กัน ฉะนั้น ลักษณะธรรมนี้มันอยู่ที่ศูนย์กลางอย่างนั้น

คนเรามาปฏิบัติไม่รู้เรื่อง บวชมาแล้วก็ไม่รู้เรื่อง เพ่งออกไปข้างนอกบ้าง
เพ่งไปที่อื่น ไม่น้อมเข้ามาในใจของเรา และการบวชเข้ามานี้ บวชธรรมดาก็ยังมี
กิเลสน้อย ผมเคยเป็นเณรเป็นพระ อยู่วัดบ้านก็ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไร คือ
ปล่อยไปตามเรื่องของมัน มันก็เลยไม่ค่อยมีอะไร เมื่อเข้าปฏิบัติแล้วมาพิจารณา เออ..
.
อย่างนั้นต้องรักษาพระวินัย อย่างนั้นต้องทำอะไรก็ไม่ให้ร้องไม่ให้ขอ ทุกอย่างท่าน
ไม่ให้ความอยากมันเกิดขึ้นมา ความทุกข์มันก็บีบบังคับขึ้นมา อยู่วัดบ้านนั้นมันสบาย ฤดูนี้อยากปลูกหัวหอมกินก็ได้
อยากปลูกผักกาดกินก็ได้ ฟันไม้ก็ได้ ขุดดินก็ได้ มันเลยสบาย บัดนี้ท่านไม่ให้ปลูกอย่างนั้น ไม่ให้แตะต้องอย่างนั้น
ไม่ให้ทำอย่างนั้น มันบีบหัวใจ มันก็เลยเกิดทุกข์ขึ้นมา ยิ่งพระกรรมฐานนี้ ถ้าอยากก็อยากได้หลายๆ
อยากได้กว่าสิ่งธรรมดาที่เราไม่ได้ปฏิบัติ

เมื่อบวชเข้ามาปุ๊ปมันก็อยากได้ความสงบ อยากเป็นพระอรหันต์ อยากแล้วมันก็คิด คิดมากก็เดือดร้อนมาก
ที่นี่ก็อยู่ไม่ได้ ที่นั่นก็อยู่ไม่ได้ อยู่ที่นี่ก็ ”แหม คนมันมากนะ ไม่สงบ อยู่ที่นี่มันไม่เป็นป่านะ ไปหาป่าเถอะ อยู่ที่นี่มันเป็นป่าก็จริง แต่มันไม่เป็นเขา„ บางทีก็ขึ้นไปโน้น เขาสูงๆ บิณฑบาตวันละสามสี่กิโล ไปหาที่อยู่ ที่มันสบายๆ คือ หนีจากมันนั่นเองแหละ หนีจากมันเพราะความไม่รู้ ไม่ได้หนีจากมันเพราะปัญญา หนีจากมันเพราะการเดินหน้า อย่างเราทุกวันนี้ จะหนีจากคนไปอยู่ที่ไหน ไม่ให้คนเห็นจะไปอยู่ที่ไหน แต่ว่าระยะชั่วคราวได้อยู่ มันเป็นอยู่อย่างนี้

ฉะนั้น พระปฏิบัติหนึ่งพรรษาสองสามพรรษา ถ้าไม่ได้ศึกษาเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ให้เข้าใจล่ะก็
ไปแล้ว ธุดงค์นี่ทุกปีล่ะ ธุดงค์นี่เดินจนหนังถลอกปอกเปิก
หยุดตรงนี้ไปตรงนั้น ไปตรงนั้นไปตรงนี้เรื่อย ไม่มีหยุดหรอก คือ มันไม่ให้หยุด เราเป็นทาสมันแต่เราไม่รู้จัก พอสบายสักนิดหนึ่งก็มานั่งพิจารณา ”ฮื้อ...จะไปหนองคายดีละมั้ง เอาล่ะจะไปหนองคาย แล้วไปอยู่หนองคาย อยู่สบายสักพักหนึ่ง ฮือ...เชียงใหม่ก็ดีเหมือนกันนะ ไปเชียงใหม่ปะไร„ เอ้า ไปอีก มันไล่เข้าไปในป่า มันก็ไล่ขึ้นภูเขา ขึ้นภูเขามันก็ลำบากเกินไป มันก็ไล่ลงมา มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นแหละ

นักกรรมฐานทั้งหลายไม่รู้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่สบายหรอก ให้รู้เถอะอยู่บนภูเขาเป็นอย่างไร อยู่ป่าเป็นอย่างไร อะไรทุกอย่างนี้มันเป็นอย่างไร ถ้าหากเรามารวมจุดของมันได้แล้ว ไม่จำเป็นอะไรมาก คล้ายๆ คนอยากจะรวย ไปทำไร่ ไปตัดต้นไม้เต็มป่า แต่ว่าทำไม่หมด ขี้เกียจ ไปถางมันทิ้งแล้วก็หนีไป ทำได้มากแต่ไม่เอา อันนี้ก็เหมือนกันเช่นนั้น เราก็ทำได้มากไปมาก แต่ก็ไม่รู้เรื่องที่จะเอาอย่างไรกัน
จุดนี้เรายังไม่ถึงของเราแล้ว เราก็เดินอยู่เรื่อยๆ เป็นทุกข์ บางองค์เดินไปเลยไม่เห็น บางองค์เข้าในถ้ำก็อยู่แล้ว บนภูเขาเราก็อยู่แล้ว ในป่าเราก็อยู่แล้ว มันก็เป็นอย่างนั้นแหละสิบปีกว่า บางทีไปพบอยู่ตามภูเขา เขาทำสวน ทำไร่อ้อย ทำถั่วทำข้าวโพด เท่านั้นแหละ เดี๋ยวก็ธุดงค์อยู่ในป่าอยู่ในเขา แล้วก็เดินบิณฑบาต ไปเห็นซังข้าวโพด ก็อีกแล้ว อยากจะไปเป็นลูกของเขาแล้ว อยากจะเป็นลูกจ้างเขาแล้ว บางคนเลยออกมาเก็บข้าวโพดกับเขาเสีย เป็นลูกจ้างโยมที่เคยอุปัฏฐากเรา นั่นแหละเป็นทุกข์อีก มันเสียอย่างนั้น

ฉะนั้น การธุดงค์นั้น ธุ–ตัง-คะ ก็คือว่า เป็นข้อปฏิบัติอันบุคคลทำได้ยาก เพราะเป็นข้อปฏิบัติทำปุถุชนให้เป็นอริยชน มันจึงเป็นของทำยาก เป็นของทำลำบากมาก มันฝืน ไม้มันคดมันงอมันโก่ง ไปดัดมันก็ฝืนอย่างนี้ ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ธุดงค์นี้ใครไม่ทำก็ไม่เป็นอาบัติ (ผิดวินัย) หรอก เพราะมันเป็นข้อวัตรพิเศษ ความเป็นจริงนั้นมันเป็นของฝืน เป็นข้อวัตรของพระอริยบุคคล หรือที่จะทำปุถุชนให้เป็นอริยบุคคล มันก็เป็นของทำได้ยาก เหมือนเราเคยทำของหยาบๆ มา เช่น เราไสกบเลื่อยไม้ ในอีกเวลาหนึ่งเราจะไปทำงาน ให้ไปไล่สนิมทอง ไปทำสร้อยทำแหวน

อย่างนี้ก็ลำบากมาก มันเป็นกิจการของบุคคลที่ละเอียดเขาทำกัน มันก็เป็นของยากลำบาก เช่น เนสัชชิก ในวันพระนี้ไม่ให้นอนตลอดคืน เราก็ไม่เคยทำ เป็นฆราวาสก็ไม่เคยทำ เมื่อกินอิ่มแล้วจะนอนก็นอนเลย บางทีบุหรี่ยังติดปากอยู่เลย บางทีปากคาบบุหรี่ นอนกรนครอก...ครอก... จนไฟจะไหม้ ไฟไหม้ปากแล้วจึงลุกขึ้นมา บางคนกินอิ่มแล้วนั่งไม่ไหวเสียแล้ว มันหนัก นอนลงไปหยิบเอาไม้ข้างฝามาจิ้มฟัน จิ้มไปจิ้มมาก็เลยนอนหลับไปเลย ไม้จิ้มฟันก็ไม่ต้องเอาออก อยู่อย่างนั้นแหละ กรนครอก...ครอก

ทีนี้เราไม่ให้นอนในคืนนั้น มาทำธุดงค์ ทำไมมันจะไม่ลำบากล่ะ มันขัดกันอย่างนี้ มันก็ลำบากซิ ทำไมจะไม่ลำบาก บางคนก็ทนไม่ไหว นี่เป็นเรื่องอย่างนี้ นี่คือข้อปฏิบัติธุดงควัตร คือ การกระทำฝืนฝึกตัวเองฆ่ากิเลส พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า ธรรมอันใดมันเดือดร้อน ข้อปฏิบัติอันใดมันเดือดร้อน ให้มันซ้ำอยู่อย่างนั้น มันสู้กิเลสแล้ว ท่านว่าถูกมันแล้วถูกตัวมันแล้ว ถ้ามันสบายๆ ก็ไม่ถูก เพราะเราชอบสบายนี่ ถ้ามันเดือดร้อนก็เข้าใจว่ามันผิด แต่นี่มันเดือดร้อนนั้นถูกแล้วมันปฏิบัติถูกแล้ว มันฝืนใจตัวเองมันก็เดือดร้อน มันทุกข์ มันเป็นทุกขสัจ เมื่อทุกข์มันเกิดขึ้นมา มันก็ลืมตาเท่านั้นแหละ ลืมตาขึ้นมาก็พิจารณา ”นี่อะไรกัน„ อย่างนี้ มันเห็นอย่างนี้

ฉะนั้น การปฏิบัตินี้เราบวชมานานหลายพรรษาก็จริง แต่ว่าเราจะไม่ค่อยได้ปฏิบัติ เราจะเอาแต่สิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราไม่ชอบ เราไม่รู้สึกว่ามันเป็นข้อปฏิบัติ มันจะเป็นอย่างนี้ก็ได้นะ แล้วเราพูดว่า ”ฮื้อ...ผมไม่มีศรัทธา ผมไม่บวชหรอก„ แต่ว่าอาศัยอันนี้ยังผิวเผิน พวกเราทั้งหลายควรระลึกให้มันได้นะว่า ที่เราอยู่นี้ บริขารที่อาศัยอยู่นี้ ท่านให้พิจารณาให้มาก อย่าไปหลงมัน อย่าไปเพลินกับมัน อยู่กุฏิสวยๆ ก็ดี อยู่ที่ไหนก็ดี จีวรสวยก็ดี ให้มันมีนิรามิสสุข ใจให้มันเป็นเนกขัมมธรรม อยู่กับอะไรก็ให้ใจมันออก ถอนอุปาทานจากสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ตัวอุปาทานนั้นแหละ ท่านบอกว่า การถอนจะต้องอาศัยเนกขัมมธรรม อาศัยรู้จักเหตุรู้จักผล อาศัยรู้จักโทษของมัน

อย่างพวกเรานี้เราอาศัยร่างกายเป็นอยู่ มันไม่ป่วยไม่ไข้ มันก็สบาย แต่เราอย่าไปอาศัยมันมากนะ
ระวังนะ ต้องอาศัยเนกขัมมะไว้ อย่าไปพึ่งไปเกาะในกายของเรา เดี๋ยวมันจะเป็นโรคเมื่อไรก็ไม่รู้เรื่อง
นี่จะไปอาศัยมันได้หรือ ก็ต้องระวัง เราจะต้องระวังอันนี้ให้มาก อีกวันหนึ่งมันจะระเบิดขึ้นมาเป็นต้น
ข้อปฏิบัติเป็นอย่างนี้ ถ้าเราคิดว่ามาก มันก็มาก เรื่องปฏิบัติเป็นเรื่องฝืนใจของเราอย่างนั้น
พวกเราทั้งหลายก็ต้องระวังไว้ว่า การฝืนใจตัวเองในทางที่ถูกที่ชอบนั้นนะดี แต่ว่า
ให้รู้จักกำลังของเรา ฉะนั้น ท่านจึงสอนซ้ำๆ ซากๆ อยู่เรื่อยๆ อย่างวันนี้พระเณร
ทุกองค์นั้นเคยนึกถึงความตายหรือเปล่า ”แหม วันนี้ อีกไม่นานเราก็ต้องตาย
บัดนี้มีอายุ ๒๐, ๓๐ แล้วเดี๋ยวก็ตาย„ เคยคิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ เรื่องระลึกถึงความตาย
มีสักองค์สององค์ก็ยังดี ความละเอียดของคนมันต่างกัน เรื่องนึกถึงความตาย

จะเล่าให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง
อาจารย์คนหนึ่งมีศิษย์ ๓ คน วันหนึ่งอาจารย์ถามว่า ”ใครมีสติระลึกถึงความตายบ้าง วันหนึ่งประมาณกี่ครั้ง„
องค์ที่หนึ่งตอบว่า ”โอ๊ย ผมระลึกถึงความตายไม่ได้หยุดหย่อนเลยครับ  ผมเที่ยวบิณฑบาต
ผมนึกไปว่า จะได้กลับมาวัดหรือไม่หนอ จะได้กลับมาวัด หรือไม่หนอ กลัวมันจะตายอยู่กลางทาง กลัวจะไม่ได้มาฉันบิณฑบาต„
องค์ที่สองก็ว่า ”โอ๊ย ผมนึกถึงความตายยิ่งกว่านั้น ผมนานั่งฉันบิณฑบาต
อยู่ นึกในใจว่า จะฉันจังหันเสร็จหรือไม่หนอ กลัวมันจะล้มตายก่อน„
องค์ที่สามว่า ”โอ้ ผมไม่ถึงแค่นั้นเลยครับ ผมคิดว่า ผมหายใจเข้าออกอยู่นี้ ผมกลัวมันหายใจเข้าไป กลัวมันจะไม่ออกมา มันออกมาแล้ว
ผมกลัวมันจะไม่เข้าไป ผมจะตายตรงนั้น ผมคิดอยู่แค่นั้น„
สององค์แรกก็นึกว่าเราเอาเต็มที่แล้ว องค์ที่หนึ่งว่า บิณฑบาตกลัวจะไม่ถึงวัด จะตายก่อน นึกว่าดีแล้ว
แต่ยังหลงอยู่ องค์ที่สอง ฉันอยู่ กลัวมันจะล้มกลิ้งลง ก็นึกว่าไม่มีที่ไหนแก้ไขอีกแล้ว
องค์ที่สาม ลมเข้าผมกลัวไม่ออก มันจะตาย นี่ดูซิ
นี่คือความรู้สึกนึกคิดของคนแต่ละคน เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เหมือนกัน
มันหยาบกว่ากัน มันละเอียดกว่ากัน เพราะอันนี้

แต่ความรู้สึกของผม สมัยนี้ผมว่าพวกเราควรจะประพฤติปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ประชาชนคนอื่นเขาบ้าง เพราะว่าสัตว์โลกทุกวันนี้กำลังเมา กำลังมืด ไม่รู้เรื่อง ที่ทางทำมาหากินกันผมว่ามันจะแย่เสียแล้ว คับแคบกันเสียแล้ว ถ้าเราออกไปอีก เราก็ไปแย่งเอาที่ดินกับเขาอีก ไปแย่งเงินเขาอีก ไปแย่งอะไรอีก เลยวุ่นไปอีก จะฆ่าจะแกงกันตาย มนุษย์ในโลกนี้ก็เห็นจะพอละมั้งนี่ เห็นจะพอกันละ สมัยก่อนชาวบ้านแต่งงานแล้วลูกก็เกิด เอ้า ให้มันเกิดเต็มที่มันเลย ไม่ต้องกลัวมัน มันจะเกิดมาถึงยี่สิบ ก็เอาเถอะ เอาหมด เดี๋ยวนี้เขาไม่เอาแล้ว รู้ตัวว่าไปไม่ไหวแล้ว อย่างมากก็สามคน ผู้ชายสองคน ผู้หญิงคนหนึ่ง พอแล้ว อุดเลยปิดเลย ผมว่าไม่เห็นมันเกิดประโยชน์อะไรมากมาย มันแย่งกันแล้ว สมัยก่อนนี้ คราวหลวงพิบูลสงครามให้รางวัลคนลูกมากๆ ผมก็อยากให้สึกเหมือนกันแหละ ประชาชนมันน้อย เดี๋ยวนี้ประชาชนเขามันพอกันแล้ว จะสึกออกไปทำไมอีกล่ะ

ผมว่ามันได้โอกาสแล้วพวกเราทั้งหลาย มันได้โอกาสแล้วที่จะสร้างประโยชน์ในเวลานี้ ประโยชน์ตนและประโยชน์คนอื่น ประโยชน์ภพนี้ประโยชน์ภพหน้า หรือประโยชน์อย่างยอด ผมว่าควรแล้ว เวลานี้มันควร เพราะเราก็เห็นนี่นะว่าสึกเป็นฆราวาสแล้วจะไปทำอะไร เคยได้ยินไหม เคยได้ไปบิณฑบาตตามบ้านไหม บางวันเดินบิณฑบาตไปโน่น ทะเลาะกันตรงโน้น ยังไม่ทันหุงข้าวเลย ทะเลาะกันแล้ว เอาแล้ววุ่นวายกันแล้ว ไม่รู้อะไรเป็นอะไร พวกท่านไม่เคยเห็นหรือ ก็ไปดูสิ่งที่มันจะเกิดปัญญาบ้างซิ ไปดูแต่สิ่งที่มันถมทับหัวใจของเรา มันจะเห็นอะไร ไปมองโน่น มองแมงป่อง เขามองก้ามกัน ก็นึกว่ามันเอาก้ามมันกัด ไปมองโน่น มองแมงป่อง ไม่ได้มองก้นมันนี่ ไปจับหัวมัน นึกว่าตรงนั้นมันเป็นอันตราย ความจริงมันเอาก้น มันจิ้มจนจะตายเอา เรามองข้ามไป มองไม่ถูกที่ มันจึงเสีย

อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ผมว่าอยู่เป็นนักบวชอย่างนี้สบายแล้ว
ถ้าเราคิดอย่างนี้มันสบาย ไม่มีกรรมไม่มีเวร มันจะมีอะไรก็สบายแล้ว แต่ว่าเป็นนักบวช
ไม่ใช่อยู่สบายเฉยๆ นะ ต้องทำให้เกิดประโยชน์ หาทางพ้นทุกข์ให้ได้ เป็นที่พึ่ง
ของสัตว์ทั้งหลายญาติทั้งหลายให้ได้.

พระธรรมเทศนา - 01 - หลวงพ่อชา สุภิทโท

8
พระธรรมเทศนา - 01 - หลวงพ่อชา สุภิทโท

การเสียสละนี้แหละเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาแท้
การเสียสละนี้ไม่มีเมื่อไร    ก็ไม่ถึงธรรมเมื่อนั้น


๑ เสียสละเพื่อธรรม

การปฏิบัติธรรมของพวกเราทั้งหลายที่มารวมกันอยู่นี้ ทั้ง พระอาคันตุกะและทั้งพระเจ้าของถิ่น
ผมเองก็ไม่ค่อยจะมีเวลาได้พบกับ พระอาคันตุกะบางท่าน ส่วนพระที่อยู่ในถิ่นนั้นได้เคยอบรมบ่มนิสัยมา
พอสมควร ฉะนั้น จึงไม่ควรปล่อยโอกาสและเวลาให้เนิ่นนานไป

อย่างไรก็ตาม จะเป็นพระอาคันตุกะหรือเป็นพระเจ้าของถิ่นก็ตาม ทุกๆ ท่านนั้นให้เข้าใจว่า
เราเป็นผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้เสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง โดยความหมายในทางพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว
ถ้าท่านองค์ใดยังไม่ยอม เสียสละสิ่งอันควรเสียสละในทางพระพุทธศาสนานี้ ท่านองค์นั้นก็ยัง
ไม่เข้าถึงพระพุทธศาสนา ยังไม่เข้าถึงความสงบตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือตามวิสัยของสมณะ
ความหมายที่พวกเราทุกๆ ท่านที่มารวมกัน ก็มี จุดหมายกันอย่างนั้น ฉะนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้
พวกเราทั้งหลายนั้นต้องเข้าใจ ว่า รวมทั้งพระอาคันตุกะและรวมทั้งพระที่อยู่ในถิ่นฐานนี้ ก็คือ
เป็นพระองค์เดียวกัน เป็นพ่อแม่อันเดียวกัน มีข้อวัตรปฏิบัติเสมอกัน มีความ เป็นอยู่เสมอกัน
นั่นจึงมีความสามัคคีกัน มันจึงมีความสบายสมกับว่า เราเป็นผู้ที่เสียสละมาแล้ว

การเสียสละนี้แหละ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาแท้ ทุกท่านที่แสวงหา โมกขธรรม
คือเป็นทางหรือเป็นปากทางแห่งการพ้นทุกข์นั้น ก็คือมีคำๆ  เดียว รียกว่า “ยอมเสียสละสิ่งทั้งปวง”
นั่นเอง อันใดที่พวกเราทั้งหลายสละไปแล้วนั้น ราปล่อยไปจากกายก็เบากาย ปล่อยไปจากใจก็เบาใจ
อันนี้คือการปฏิบัติที่พวกเรา งแสวงหา ก็ไม่มีอะไรมากมาย
 
ถ้าเรายอมเสียสละแล้วมันก็ถึงธรรมะเท่านั้นแหละ ไม่ต้องยาก ไม่ต้องยุ่ง ไม่ต้องลำบาก
ผู้ที่ยังไม่ถึงธรรมะข้างในก็เอาธรรมะข้อปฏิบัติ นนี้มาทำกัน เช่น ขันติบารมี วิริยบารมี เมตตาบารมี
ทั้งหลายเหล่านี้เป็นต้น มาเป็นขั้นตอนที่เราจะดำเนินในชีวิตของเราอยู่เสมอ
อันนี้เป็นพี่เลี้ยงที่จะให้พวกเรา ั้งหลายเข้าถึงธรรมะ   
จะให้ถึงปากถึงทางถึงโมกขธรรมอย่างที่เราปรารถนา

แต่ว่าก็ทุกท่านทุกองค์นั้นอาจจะยังไม่เข้าใจในการปฏิบัติ เช่น มาอยู่ในวัด หนองป่าพงนี้
หรือบวชเข้ามาแล้ว ก็นึกว่าเราได้บวชแล้วอย่างนี้ก็มี ก็เพราะมองเห็นผ้าจีวรมันเหลือง
ได้ปลงผมตามกาลตามเวลา อาศัยเที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงชีพ แค่นี้ก็เข้าใจว่าเราบวชแล้ว
หรือหากว่าเราได้มาร่วมอยู่ในวัดหนองป่าพงนี้ นึกว่าถือ ทธศาสนาและเข้าถึงพุทธศาสนาแล้วอย่างนี้
หรือว่าเราได้มาร่วมกับผู้ประพฤติ ปฏิบัติ ก็ว่าเราได้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้
 
อันนี้มันยังมีอะไรเป็นเครื่องกำบังอยู่ในตา างในนี้มาก เราไม่ค่อยจะมองเห็น สิ่งที่เรามองเห็นข้างนอก
มันเป็นสิ่งผิวเผิน ช่นว่า ”ผมไม่มีศรัทธา ผมจะมาบวชรึ„ ”ผมไม่มีศรัทธา ผมจะมาปฏิบัติรึ„ หรือ
ผมไม่ชอบอยู่ป่า ผมจะมาอยู่ป่ารึ„ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นความเข้าใจเพียงผิวเผิน
ความเป็นจริงนั้นการปฏิบัตินี้ มันเป็นของพวกท่านทั้งหลาย ที่จะรู้ได้ในใจ ของพวกท่านทั้งหลาย
เพราะความผิดชอบทั้งหลาย ความดีชั่วทั้งหลายนั้น ไม่มีใคร ห็นกับเราด้วย เราจะยืน เราจะเดิน เราจะนั่ง
เราจะนอน เราจะมีความรู้สึกอย่างไร น ก็เป็นเพียงแต่ว่าเราคนเดียวนั้นเป็นคนรู้จัก
ถ้าเราฝืนข้อประพฤติปฏิบัติคือ พระธรรมวินัยนี้ ก็เราเองเป็นคนรู้จัก คนอื่นไม่ค่อยรู้จักด้วย
ฉะนั้นการมาอยู่รวมกันนี้จะต้องอาศัยตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากเราไม่อาศัยตัวเราเอง คนอื่นเรา
็อาศัยไม่ได้ อันนี้ให้เข้าใจให้ดี

การปฏิบัตินี้ไม่มีทางจะมองเห็นอะไรได้ข้างนอก ดังนั้น ผู้ประพฤติปฏิบัตินี้
บางท่านบางองค์มีความเดือดร้อน เดือดร้อนอะไร เดือดร้อนเรื่องความสงสัย สงสัย ที่อยู่อาศัย
สงสัยในความรู้สึกนึกคิดของเรา และการสงสัยเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง ของคนอื่น ก็มีเรื่องราวต่างๆ
เช่นนั้น อันนี้เป็นเหตุให้เราอยู่ไม่สบาย

ไม่ต้องยกอื่นไกลหรอก ตัวอย่างผมเองนี่แหละ ให้พวกท่านทั้งหลายฟัง ให้เห็นชัด เพราะผมนี้ก็เป็นนักบวช
ตลอดแต่วันบวชมาตั้งแต่เป็นเณร แต่ไม่ค่อย ยอมเสียสละ อยู่มาสามสี่พรรษาแล้วก็ตาม ก็มีความเสียสละน้อย
สิ่งที่ชอบใจเรา ก็เสียสละ สิ่งที่ฝืนใจเรานั้นผมไม่ค่อยยอมเสียสละ อะไรที่ผมไม่ชอบใจแล้วผมก็
ไม่ค่อยยอมเสียสละ อันนั้นจึงมามองเห็นว่า การยอมเสียสละของเราทั้งหลายนั้น มองเห็นได้ยาก
เพราะตามธรรมดาของคนเราสามัญชนก็ต้องเป็นอย่างนั้น มันชอบ ตามใจตัวเอง ชอบตามเรื่องของตัวเอง
แต่ถ้าหากว่าเราเข้าถึงการประพฤติปฏิบัติแล้ว มันไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าเรามาสะสางดีๆ
แล้วไม่เป็นอย่างนั้น

ทีนี้ เมื่อเข้ามาบวชเข้ามาปฏิบัติ ถ้าอยู่ไปอย่างนั้นมันก็มีความสบายอย่างหนึ่ง เหมือนกัน
ผมนี่อยู่ทั้งวัดบ้าน ทั้งวัดป่า อยู่ไปอย่างนั้นเรื่อยๆ ไป ก็ไม่มีอะไรเท่าไร
เพราะไม่มีเรื่องขัดใจของเรา เราอยากจะพูดอะไร เราก็พูด อยากจะทำอะไร เราก็ ทำตามใจของเรา
ก็เลยไม่มีความเดือดร้อน สบาย สบายใจของตัวเอง อยากพูดอะไร ก็พูด อยากทำอะไรก็ทำ เลยสบาย
ความสบายเช่นนั้นแหละมันมีความผิด มันมี ความไม่สบายอยู่ในนั้นมาก แต่เราก็มองไม่เห็น
แล้วก็ตามใจความสบายใจของเรา เรื่อยๆ ไป

ความเป็นจริง ใจของเรานั้นกับสัจธรรมมันคนละอย่างกันเสียแล้ว ใจของเรา ถ้าหากว่ามันผิด
แต่เราชอบใจเราก็ทำก็ได้ แต่ว่ามันไม่ใช่สัจธรรม ไม่ใช่ธรรมที่ให้ พ้นทุกข์ อันนั้นมันถูกเฉพาะใจของเรา
ตามธรรมะนั้นมันไม่ถูก มันก็เป็นอย่างนี้ เรื่อยๆ มา ถ้าปล่อยใจไปตามเรื่องของมัน
มันก็ไม่มีอะไรมากมายเท่าไร

ผมเคยเปรียบเทียบให้ท่านทั้งหลายฟังเสมอว่า เมื่อเราเป็นเด็กหรือเด็ก งหลายตลอดจนทุกวันนี้
เราเอาตุ๊กตาอันหนึ่งตัวหนึ่งให้เล่น เด็กก็เล่นสบายใจ พราะตุ๊กตาเป็นสิ่งที่ชอบใจอย่างนี้
แต่เด็กคนนั้นไม่รู้เรื่องว่าตุ๊กตานี่เป็นพิษ ก็เพราะ ข้าใจว่า ตุ๊กตานี้มันชอบเล่น
ก็เพลินกับตุ๊กตานั้น เมื่อเล่นไปหลายๆ วัน ตุ๊กตา นหล่น มันแตก
เด็กนั้นจึงจะรู้สึกตัวว่าความน้อยใจความเสียใจเกิดขึ้นมาอย่างนี้ ป็นต้น ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น
เมื่อตุ๊กตามันยังไม่แตกมันยังไม่พัง ความชอบใจ ความสุขใจนั่นแหละมันบังทุกข์ไว้
มันบังไม่ให้เห็นทุกข์ก็เพราะตุ๊กตามันยังไม่พังนั้นเป็นเครื่องกำบังไว้ไม่ให้เด็กร้องไห้เป็นทุกข์
เมื่อตุ๊กตานั้นมันพังไปแล้ว เด็กนั้นมันก็เสียใจมันก็ร้องไห้ เมื่อมาถึงความจริงเช่นนี้แล้ว
เด็กมันอยู่ไม่ได้

เมื่อเราบวชเข้ามา อยู่ในความหลอกลวงของอารมณ์ทั้งหลาย เราก็สบาย สบายกันอยู่ อาศัยอารมณ์นั้นเป็นอยู่
อันนี้ก็เหมือนกัน ฉันนั้น ถ้าเราปฏิบัติกัน มีความสบาย ผมก็ถามว่า ”มันสบายอย่างไร
มันสบายเพราะว่ามีอาการเสียสละทาง ใจหรือ„ อย่างนี้ความเป็นจริง ความสบายนั้น มันมีพิษอยู่ในนั้น
มันสบายอยู่กับ งที่เราชอบใจ สิ่งที่ไม่ชอบใจเราก็ไม่สบาย อันนี้ก็เป็นเครื่องกำบังของพระภิกษุ
สามเณรผู้ประพฤติปฏิบัติอยู่เหมือนกัน เท่ากับว่าเราไม่ได้ปฏิบัติ ถ้าถูกอารมณ์ นใดที่ไม่ชอบใจ
มันก็ใจไม่สบาย ถูกอารมณ์บางอย่างที่เราชอบใจ เราก็สบาย ย่างนี้ยังไม่เห็นพื้นฐานอะไรเลย
พูดว่ายังไม่เห็นพื้นฐานอะไร เหมือนเด็กมันเล่นตุ๊กตา มันยังไม่เห็นพื้นฐาน ของทุกข์เลย
ไม่เห็นพื้นฐานของตุ๊กตาที่อาจจะพังได้ มันก็ติดอยู่อย่างนั้น อารมณ์ที่
พวกเราทั้งหลายติดตามมันอยู่ด้วยความชอบใจ มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น มันก็มีความ
หลงงมงายอยู่ในตุ๊กตาเหมือนเด็ก นี้เรียกว่า งมงายอยู่ในอารมณ์เหมือนเด็กนั้น
มื่อถึงเวลามันเปลี่ยนแปลง มันเป็น สัญญาวิปลาส เมื่อสัญญาวิปลาสคือสัญญา ความจำนี้เปลี่ยน
มันเปลี่ยนจากที่เก่าของมัน อย่างเราเห็นบาตรของเราอยู่อย่างนี้ นก็เป็นวิปลาสอันหนึ่งอยู่
ตอนบาตรไม่ร้าวไม่แตก เมื่อบาตรเราแตก มันก็เป็น ญญาวิปลาสขึ้นอีกอันหนึ่ง จิตมันจะเปลี่ยนทันที
นี้เรียกว่าจิตไปอาศัยอามิสอยู่

ไม่อาศัยเนกขัมมธรรม อาศัยอามิสคือสิ่งของ อาศัยบาตร อาศัยจีวร อาศัยเสนาสนะอยู่
มันก็เพลิน มันก็ติดอยู่ด้วยอามิส ไม่อาศัย เนกขัมมะ๑ อยู่ภายใน
อย่างกิจของบรรพชิตที่ท่านสวดกันวันนี้๒ เป็นประโยชน์มากเหลือกิน ไม่ใช่ ว่าไม่เป็นประโยชน์
แต่สูตรนี้มันก็อาภัพ อยู่ในตำรับตำราของมัน เหมือนกับไม่มี อะไร ถ้าเราเอาสูตรนี้มาพิจารณา
มันก็มีข้อความออกมา มันก็มีความหมาย เรา ได้ฟังก็เป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้น
บริขารชิ้นใดชิ้นหนึ่งจะเป็นบาตร จีวร เสนาสนะ เภสัช อะไรก็ตาม ในวันนี้เรามักไม่ได้พิจารณา
แล้ววันพรุ่งนี้ก็ต้องพิจารณา เรา ห่มจีวร ใส่สังฆาฏิ เราฉันบิณฑบาต เราอุ้มบาตรเข้าไปในบ้านอย่างนี้
ที่อยู่ที่อาศัย อย่างนี้ วันนี้ตอนเช้าเรายังไม่ได้พิจารณา อดีตมันล่วงมาแล้วนั้น ต่อมานี้ท่านจึงให้
พิจารณา พิจารณาถึงอามิสทั้งหลายนี้ว่ามันเป็นอามิส มันเป็นวัตถุ บัดนี้เรามองเห็น ด้วยตา เราก็สบายใจ
อีกวันหนึ่งเราไม่ได้มองเห็นด้วยตา เราก็จะเป็นทุกข์ นี้เรียกว่า อามิสสุข มันสุขอยู่ด้วยอามิส
พระพุทธเจ้าจึงให้เราทั้งหลายพิจารณาให้มากที่สุด เรื่องจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช
มันเป็นเรื่องข้องเกี่ยวกับเรื่องสมณะทั้งหลายอยู่เท่านั้น ๔ อย่าง คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช
เป็นบริขารและเป็นปัจจัยจำเป็นที่พวกเราทั้งหลาย จะต้องอาศัยอยู่ตลอดเวลา
เหมือนกันกับพระพุทธเจ้าและพระอริยะทั้งหลาย
 
มันเป็นของจำเป็นของสมณะทั้งหลายที่จะอยู่อาศัยจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ฉะนั้น
ท่านกลัวว่าเราทั้งหลายจะไปเพลินในอย่างอื่นเสีย จะไม่ได้พิจารณาอันนี้ ได้อาหาร
ก็เพลินกับอาหาร ได้จีวรก็เพลินกับจีวร ได้บาตรก็เพลินกับบาตร ได้กุฏิที่ดีที่สวย ก็เพลินเสีย
ได้ยาบำบัดโรคฉันเข้าไปมันหายโรคก็เพลินเสีย กลัวพวกท่านทั้งหลาย
จะเป็นผู้เพลินอยู่ด้วยสิ่งทั้งหลายเหล่านี้โดยปราศจากสติ ไม่มีสติก็เป็นเหตุให้เพลิน
ให้หลงใหลตามสิ่งทั้งหลายเหล่านี้

๑ การออกจากกาม, การออกบวช, ความปลอดโปร่งจากสิ่งล่อเร้าเย้ายวน
๒ บทสวดปัจจัยปัจจเวกขณะ คือ บทพิจารณาก่อนบริโภค ปัจจัย ๔ คือ
จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ไม่บริโภคด้วยตัณหา


นี้มันเป็นธรรมอันหนึ่ง แต่ว่าเราก็พยายามให้มีธรรมเหล่าอื่นเกิดขึ้นมา รวมกันหลายๆ อย่าง เช่น
มีสติแล้วต่อไปก็มีสัมปชัญญะรู้ตัว พูดง่ายๆ เรียกว่าสติ ความระลึกได้ เมื่อมีความระลึกได้
ความรู้ตัวมันก็พร้อมกันมา เมื่อมีความรู้ตัว กิดขึ้นมาเราก็หาที่พึ่งที่หลักเรียน หาที่ปฏิบัติ
ต่อไปก็ให้วิจัย ปัญญาก็เกิด สิ่ง งสามนี้มันจะต้องพร้อมเพรียงกันอยู่เสมอทีเดียว ถ้าเรามีสติอยู่
สัมปชัญญะ เกิดขึ้น เมื่อสัมปชัญญะเกิดแล้วก็ดึงเอาปัญญามา สติดึงเอาสัมปชัญญะมา ระลึก ล้วก็รู้ตัว
รู้ตัวแล้วก็พิจารณา ปัญญาเกิด ถ้าหากปราศจากธรรม ๓ ประการนี้แล้ว ตกลงว่าเราทั้งหลายอยู่ในความประมาท
พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า ”ผู้ไม่มีสติก็คือ คนประมาท คนที่ประมาทนั้นก็คือคนตาย„
แม้มีชีวิตอยู่ก็เรียกว่าตายแล้ว เพราะ ตมันตาย ไม่มีอะไรแล้ว เป็นผู้ประมาท
ปะมาโท มัจจุโน ปะทัง คนประมาทแล้ว หมือนคนตาย

นี่ตายในภาษาธรรมะ ตายในภาษาด้านปรมัตถ์ ไม่ใช่ตายในร่างกายของเรา กิดในร่างกายของเรา
เป็นผู้ตายในภาษาธรรมะ ไม่ใช่เป็นภาษาคนธรรมดา ถ้าเป็น ภาษาคนธรรมดา ตายก็ลมหายใจไม่มี
นี่ก็เรียกว่าเขาฟังกันออก เขารู้กัน แต่ตาย โดยธรรมะก็เรียกว่าผู้ไม่มีสติ ไม่มีสัมปชัญญะ ไม่มีปัญญา
ฉะนั้นเมื่อไม่รู้จักอันนี้ ราก็เห็นว่าเราเป็นอยู่เสมอ ไม่เห็นว่าเราตาย ทีนี้เมื่อคนตายจะเป็นอย่างไร
เมื่อตาย นก็หมดแล้ว หมดความรู้สึกหมดอะไรหลายๆ อย่าง ไม่เกิดประโยชน์ นั่นคือ คนตาย
ถ้าพวกเราทั้งหลายเป็นอยู่อย่างนั้น มันก็เป็นคนตาย ดังนั้น พระพุทธเจ้า

ของเราท่านจึงไม่ให้ประมาทในอามิสทั้งหลาย ท่านกลัวพวกเราจะติดกัน ให้รู้จัก อามิส
กลัวพวกเราทั้งหลายจะติดอามิสคือสิ่งของ เพราะว่าพวกเราทั้งหลายนั้นจะ
มีโอกาสที่จะอยู่กับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้จนถึงวันตาย

ฉะนั้น เมื่อเราใกล้ชิดสิ่งทั้งหลายเหล่านี้อยู่ พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงให้ พิจารณาให้มาก ระวังให้มาก
ระมัดระวัง เมื่อมีความระมัดระวัง ก็มีความสำรวม เมื่อมีความสำรวม ก็มีความระมัดระวัง
เมื่อเราระมัดระวังอยู่เมื่อใด สติเราก็มีอยู่ เมื่อนั้น สัมปชัญญะเราก็มีอยู่ ปัญญาเราก็มีอยู่
ถ้าเราระวังอยู่ การสังวรการสำรวม ระวังนี้ มันจะเป็นศีล ถ้าพูดง่ายๆ ตัวนี้มันจะเป็นตัวศีล
อาการของศีล ถ้ามันเป็น อย่างนี้มันจะรอบคอบของมันอยู่ ระมัดระวังของมันอยู่ มีความอาย เมื่อมีความอาย
แล้วก็มีความกลัว เมื่อผิดพลาดไปทำอะไรพลาดไป เช่น เมื่อเดินไปสะดุดหัวตอ
หรือเมื่อสิ่งของอะไรที่เราหยิบ เช่นว่า กระโถนที่เราหยิบมามันพลัดจากมือเราไปเสีย อย่างแก้วน้ำเรานี้
เราทำมันพลัดตกแตก หรือเราไปทำอะไรที่เสียงมันดัง ”เคร้ง„ ขึ้น ก็มีความละอายแล้ว
ผู้ปฏิบัตินั้นมีความละอายมากแล้ว มีความสำรวมแล้ว มีความรู้ แล้ว มีความเห็นแล้ว
มองเห็นข้อปฏิบัติของเราแล้ว มองเห็นความเป็นอยู่ของเราว่า มันขาดอะไรต่ออะไร
นี่คือมันละอายอยู่และระมัดระวังอยู่ ถ้ามันละอายมากๆ ก็ ระวังมากๆ เมื่อระวังมากสติมันก็ดีขึ้นมา
สัมปชัญญะก็มากขึ้นมา ปัญญาก็เกิดขึ้นมา มันอยู่ในสายเดียวกันนี้

ฉะนั้น พวกเราทั้งหลายซึ่งมาอยู่ในที่นี้ เป็นกันอยู่สองอย่าง คือ อามิสสุข และ นิรามิสสุข
สุขอย่างหนึ่งเพราะมีอามิส อาศัยอามิสอยู่ สุขอีกประเภทไม่ต้อง อาศัย นี่เป็นนิรามิสสุข
สุขอันนั้นผสมกันในความสงบ ทีนี้พวกเราทั้งหลายปฏิบัตินี้ ต้องแยกพิจารณา พิจารณาแยก เช่น
การห่มผ้าก็พิจารณา การเที่ยวบิณฑบาต พิจารณา การฉันบิณฑบาตก็พิจารณา การอยู่เสนาสนะก็พิจารณา
การฉันยาบำบัดโรคก็พิจารณา การพิจารณาอย่างนี้ ให้คุมปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ อยู่ในวัดนี้ ให้วัดนี้สะอาด
ให้วัดนี้น่าอยู่ แต่ก็อย่าไปติดมัน อันนี้เป็นเรื่องของโลก เสนาสนะ ฏิหลังนี้ท่านให้เราอยู่
เราก็ต้องรักษาเสนาสนะนั้นให้เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าเราปฏิบัติเสนาสนะอันนั้น
เพื่อให้เราไปติดในเสนาสนะอันนั้น อันนี้มันเป็นของสงฆ์ แต่คนเราก็ชอบ
ถ้าเป็นของๆ ตัวก็ทำให้ดีมาก ของคนอื่นก็ชอบวางเฉยๆ เสีย นิสัย ิเลสทั้งหลายก็ต้องเป็นอย่างนี้
ฉะนั้น การเสียสละนี้ไม่มีเมื่อไร ก็ไม่ถึงธรรมะเมื่อนั้น การทำกิจเล็กๆ น้อยๆ งหลายเหล่านี้
เป็นเรื่องของคนนั้น เป็นเรื่องของคนนี้ เป็นเรื่องของคนโน้นอย่างนี้ เช่น
จับกระโถนของท่านอาจารย์เลี่ยมไปเท จับเอากาน้ำไปกรองน้ำ ก็เข้าใจว่าเอา
กระโถนไปเทให้ท่านอาจารย์เลี่ยมอย่างนี้เป็นต้น ก็ดีอยู่ แต่ว่ามันน้อยไป เอา กระโถนนี้ เอากาน้ำนี้
ไปกรองน้ำใส่ให้ท่านอาจารย์ชู นี่ก็ถูกไปอย่างหนึ่งเหมือนกัน
 
แต่ว่าถ้าหากว่าไม่ใช่ของอาจารย์ชูแล้วก็จะไม่เอาไปเทกระมัง ไม่ใช่ของอาจารย์เลี่ยม ไม่เอาไปเทกระมัง
อันนี้เช่นนี้มันก็ดีไปส่วนหนึ่ง แต่ว่ายังไม่เลิศไม่ประเสริฐ มัน ความมุ่งหมายในนั้น
มีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ เราควรทำเพื่อธรรมะ เราทำเพื่อ สียสละ กระโถนใบนี้เราก็ทำเพื่อเราเองนั่นแหละ
กิจการงานอันนี้เราทำเพื่อเราเอง ไม่ได้ทำให้ใครทั้งนั้น ทำเพื่อธรรมมะ ถ้าจิตเราเป็นอย่างนี้
ไปอยู่ที่ไหนเราก็เสียสละ ฏิบัติก็ถึงธรรม
อย่างเช่น เมตตามันก็มีสองนัยเหมือนกัน เมตตาคือความรัก รักอย่างหนึ่ง รักแต่กลุ่มตัวเอง
กลุ่มอื่นไม่รัก อย่างตาแก่คนหนึ่ง ลูกหลานไปขโมยของเขา แก ไปจับลูกหลานนั้นมาสอน ”เฮ้ย
พวกเอ็งทั้งหลายนั้น ถ้าจะขโมย ถ้าจะปล้น ไปปล้นโน่น...บ้านอื่น อย่ามาปล้นบ้านเรา„ อย่างนี้เป็นต้น
อย่างนี้มันสั้นเกินไป

ตาแก่คนนั้นก็ไม่รู้ตัว ไปขโมยของคนอื่นเสีย อย่ามาขโมยของเรา ไปปล้นบ้านอื่นเสีย อย่ามาปล้นบ้านเรา
ตาแก่คนนั้นก็คิดว่าคิดถูกเต็มที่แล้ว แต่พูดตามธรรมะแล้ว มันก็ไม่ใช่ธรรมะอีกนั่นแหละ
นี่เรียกว่ามีเมตตาเป็นบางส่วน มันไม่ทั่วถึง ความเป็น จริงไปขโมยตรงไหนก็ไม่ดีตรงนั้นแหละ
ไปปล้นบ้านไหนมันก็ไม่ดีบ้านนั้นแหละ ถ้าเป็นอัปปมัญญา๑ แล้ว อย่าไปขโมยใครเลยสักแห่งหนึ่ง
การประพฤติปฏิบัติก็อย่างนั้นเหมือนกัน มันมีกำลังใหญ่ ตรงไหนที่มัน เป็นธรรมะ
แม้มันจะฝืนใจของเราสักเท่าไร ก็พยายามลงตรงนั้นให้ได้ ข้างนอกก็ เหมือนกัน อันใดมันเสียสละยังไม่ได้
ก็พยายามเสียสละตรงนั้น พยายามทำตรงนั้น ถ้าทำตรงนั้นไม่ได้ ก็ยังไม่สบายใจ

ยกตัวอย่างผมเอง ผมนี้เป็นคนขี้ขลาดเป็นคนขี้กลัวตั้งแต่เป็นเด็กมาบ้าน
ถ้าปิดประตูก็เข้าไปในบ้านไม่ได้ กลัวมากที่สุด ถึงบวชเข้ามาปฏิบัติแล้วความกลัวนี้ มันก็ยังยึดอยู่
เวลาหนึ่งอยากจะไปอยู่ป่าช้า คิดแล้วคิดเล่ามันก็ไปไม่ได้ ไปเห็น พระท่านอยู่ก็ท้อใจแล้ว
มันไปไม่ได้แต่ก็ยังไม่ยอม มันจะเป็นอย่างไร ตรงนี้ทำไม มันถึงกลัวมาก ก็พยายามมันอยู่อย่างนั้นแหละ
ผลที่สุดวันสุดท้ายจับบริขารไปเลย ไปให้มันตาย ทำไมป่าช้ามันถึงกลัวนักกลัวหนา มันมีอะไรอยู่ตรงนั้น
ไปให้มันตาย ดูซิ วันนี้มันจะเป็นอย่างไรไป ไม่ใช่ว่าไม่กลัวนะ กลัวแทบจะเดินถอยหลัง เข้าไป
ถึงป่าช้าแล้ว มันก็ไม่อยากเข้าไป ขืนเข้าไปมันจะเป็นอย่างไรตรงนี้ อย่างนี้เราอยาก
จะรู้ว่าอะไรมันขวางทางเรา การปฏิบัติของเราต้องทำกันให้มันทะลุ พอไปแล้วก็รู้เรื่อง อะไรต่างๆ
ในที่นั้น ความคิดเก่าๆ ที่มันกลัวนั้นมันก็เบาลงหายไป นี่เพราะเราทำให้ ดีแล้ว
ก็ดีใจว่าตรงนี้มันฝืนใจเราได้ เท่านี้แหละไม่ต้องมากหรอก ก็เกิดความพอใจ ขึ้นมาแล้ว
การปฏิบัตินี้ต้องฝืนใจ ถ้าพูดกันง่ายๆ การปฏิบัตินี้ไม่ใช่ปฏิบัติตามใจเรา มันเรื่องฝืนใจเราทั้งนั้น
ตลอดจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ  เภสัช  ทั้งหลายนี้  อยาก ได้ดี  อยากได้สวย  อยากได้มาก 
สารพัดอย่าง  เมื่อพูดถึงตรงนั้นแล้ว  คนเรานี้ ธรรมที่แผ่ไปไม่มีประมาณ
พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนให้สันโดษมักน้อย ขนาดนั้นก็ยังน้อยไม่ได้อยู่นั่นแหละ อยไม่ค่อยได้
นี่มันอยู่ตรงนี้ เช่น ท่านสอนว่า เอาอาหารรวมในบาตร พยายาม ทำให้มันเหลือน้อย
หรือไม่ให้มันเหลือนั้นจะดีมาก อย่างนี้มันก็ทำยาก ไม่ต้อง นไกลหรอก ทำได้วันสองวันสามวัน
อาทิตย์หนึ่งมันก็เผลอไปเสียแล้ว ถูกมันจูง ไปเสียแล้ว มันจูงออกไปข้างนอก มันทำยากนะ ไม่ใช่ง่ายๆ
ลองฝึกดูตรงนี้ก็ได้ ดข้าวจัดอาหารให้มันพอดีๆ ลองเถอะน่า ไม่ต้องไปวิ่งธุดงค์ที่ไหนหรอก ลองดูซิ
นจะได้ไหม มันได้อยู่กี่วัน อันนี้เราควรฝึกดูนะว่าจะลำบากสักแค่ไหน
นี่ก็จะู้จักล่ะว่าจิตใจเรามันติดอามิสทั้งหลายอยู่

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนให้รู้จักทั้งสองอย่าง อามิสสุขอย่างหนึ่ง ให้มันชัดเจน
นิรามิสสุขก็ให้มันชัดเจน ให้มันชัดเจนทั้งสองอย่าง ไม่ให้หลงทั้ง สองอย่าง เช่น กามสุขัลลิกานุโยโค๑
คือความสุขความสบาย นี้ท่านก็ให้รู้ชัดเจน อัตตกิลมถานุโยโค๒ คือความไม่สบายเป็นทุกข์ขัดข้อง
ทำไปแล้วเปล่าประโยชน์ สองอย่างนี้ท่านก็ให้รู้จัก พูดง่ายๆ คือ ความดีใจเป็นกามสุขัลลิกานุโยโค ความ
ไม่สบายใจก็เรียกว่าเป็นอัตตกิลมถานุโยโค สิ่งทั้งสองนี้พวกท่านทั้งหลายจะรู้อยู่
กวันแต่ว่าท่านจะรู้ชื่อมันหรือไม่รู้ รู้นั้นมันก็เป็นบัญญัติอันหนึ่งเท่านั้น แต่ว่าอาการ
อย่างนี้มันจะมีอยู่กับท่านทุกคน ไม่ว่าท่านจะรู้มันหรือไม่ มันเป็นธรรมะ อันนี้มัน อยู่ทุกคนนั่นแหละ
ติดความสุขมันก็รู้จัก ความทุกข์ไม่ชอบมันก็รู้จัก แต่ว่ามันจะ บอกพวกท่านทั้งหลายว่า
อันนี้เป็นกามสุขัลลิกานุโยโค อันนี้เป็นอัตตกิลมถานุโยโค นจะไม่บอกชื่อมันอย่างนั้น
แต่อาการมันก็อยู่อย่างนั้น สุขมันก็เป็นสุข ทุกข์มัน ็เป็นทุกข์อยู่อย่างนั้น

มีต่อ......

9
สวัสดีครับ น้องใหม่รายงานตัวครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 10