กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ข้อมูลผู้บริหาร กิจกรรมจิตอาสาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ กิจกรรมปรับปรุงซ่อมแซมไฟฟ้าสาธารณะ ในเขตตำบลบ้านกลึง กิจกรรมแห่เทียนเข้าพรรษาเพื่อสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี<br />
อ่านต่อได้ที่ หนังใหม่
2
ดูหนังออนไลน์ฟรี BombMovie หนังใหม่ออนไลน์มาสเตอร์ 2021 เต็มเรื่องคมชัด HD Homeหนังต่อสู้หนัง Marvelหนังฝรั่งหนังอีโรติคดูหนังใหม่หนังภาคต่อหนังไทย หมวดหมู่หนัง หนังอาร์อีโรติค<br />
อ่านต่อได้ที่ ดูหนัง Netflix
3
"ของๆ ฉัน สร้างเองกับมือ ใครมีไว้บูชาจะหมุนโชคหมุนลาภ ทำมาค้าขึ้น ไม่มีวันจน ประกอบสัมมา อาชีพใดก็รุ่งเรือง เจริญลาภยศสรรเสริญ จะมีชื่อเสียงหอมขจรขจาย ขอให้เป็นคนดี คิดดี ทำดี ละเว้นชั่ว คุณพระจะรักษา เทวดาจะคุ้มครอง แม้นว่าฉันจะตายไป ของๆ ฉันจะขลังกว่านี้อีกหลายๆ เท่า น้ำลาย ไอปาก ลมปราณที่ประจุลงไป ด้วยพลังจิตอันเข้มขลังของฉัน ย่อมเป็นหนึ่ง บ่ เป็นสอง ครบเครื่องเป็นองค์พระ ที่ดีทั้งนอก ดีทั้งใน ฝากไว้ในแผ่นดิน ให้เลื่องชื่อลือนาม ลือเลื่องถึงเมืองแมน" วาจาสิทธิ์สุดท้าย ที่ หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล อดีตเจ้าอาวาส วัดบ้านจาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ได้กล่าวไว้ก่อนละสังขาร เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2546 ซึ่งลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านต่างจดจำได้ติดหู

พระครูหมุน หรือ หลวงปู่หมุน “พระอมตะเถระ 5 แผ่นดิน” ถือกำเนิดเมื่อปี พ.ศ.2437 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และมรณภาพในปี พ.ศ.2546 รัชกาลปัจจุบัน รวมสิริอายุยืนยาวถึง 109 ปี พรรษา 86
85 พรรษาแห่งการครองผ้ากาสาวพัตร ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัย ใฝ่ใจแสวงหาความรู้และวิทยาการ ต่างๆ เวลาส่วนใหญ่จะอยู่กับการออกธุดงควัตร มุ่งมั่นปฏิบัติตามแนวทางแห่งองค์พระศาสดา เพื่อความมั่นคง ถาวรแห่งพระบวรพุทธศาสนา ท่านเป็นพระเกจิสายพระป่าที่เคร่งครัดในกัมมัฎฐานอย่างแท้จริง เป็นพระเถราจารย์ผู้สูงส่งด้วยอภิญญาณสมาบัติ มีพลังจิตตานุภาพสูงส่งทั้งบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์ จนเป็นที่ยกย่องสรรเสริญของพระเกจิด้วยกัน อย่างเช่น หลวงตามหาบัว ได้บอกกับลูกศิษย์ว่า อยากได้ วัตถุมงคลที่แรงด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ให้มาขอกับหลวงปู่หมุน หรือ หลวงพ่อกวย ก็ยังยกย่องว่าหลวงปู่ท่าน หมุนเก่งมากๆ
จากการศึกษาประวัติของหลวงปู่หมุน ท่านเริ่มเล่าเรียนอักษรไทย อักษรขอม และฝึกกัมมัฎฐานมาตั้งแต่ เป็นสามเณรจนอุปสมบทพระภิกษุ จาก พระอาจารย์สีดา เจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ผู้เชี่ยวชาญด้านกัมมัฎฐาน และวิทยาอาคม ในปี พ.ศ.2464 จึงเริ่มออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ ศึกษาแสวงหาประสบการณ์โดย ได้ร่ำเรียนทั้งเวทย์วิทยาและสมถกัมมัฎฐานในชั้นที่สูงขึ้นไปจากครูบาอาจารย์หลายสำนัก ไปจนถึง ประเทศลาว มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีอาทิ สำนักตักศิลาแห่งบ้านจิกใหญ่ จ.อุบลราชธานี อันเป็นแม่บทของคัมภีร์ปถมัง อิทธิเจ มหาราช นิสิงเห ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งอำนาจจิต, สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์, หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา, หลวงปู่ทิม วัดช้างให้, พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน, หลวงปู่สี ฉันทสิริ, พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, หลวงปู่แหวน สุจิณโณ, พระอาจารย์สิงห์ วัดป่าสาลวัน, หลวงพ่อสอน วัดเสิงสาง ฯลฯ นอกจากนี้ ยังนับเป็นหนึ่งในทายาทผู้สืบพุทธาคมในสาย สมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ราชอาณาจักรลาว อีกด้วย
ประมาณปี พ.ศ.2467 หลวงปู่หมุนได้กลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านจาน จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และพระอุปัชฌาย์ รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ท่านก็ได้ปฏิบัติศาสนกิจตามที่ได้รับมอบหมายเป็น เวลาถึง 20 ปี จากนั้นจึงลาออกจากทุกตำแหน่ง ใช้ชีวิตที่เหลือบำเพ็ญสมณธรรมปฏิบัติวิปัสสนาธุระเพียง อย่างเดียว ประมาณปี พ.ศ.2487 อายุได้ 50 ปี ท่านได้ออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าดงดิบโดยลำพังอีกครั้ง ในช่วงนี้เองท่านได้พบอาจารย์จ่อยและอาจารย์ขวัญ วัดป่าหนองหล่ม ท่านทั้ง 2 จึงนิมนต์ให้โปรดญาติโยม ณ วัดป่าหนองหล่ม ระยะหนึ่ง
หลวงปู่หมุนเดินธุดงค์อยู่หลายสิบปี จนประมาณปี พ.ศ.2520 จึงกลับมายังวัดบ้านจาน ซึ่งในยามนั้น มีอายุกว่า 200 ปี สภาพทรุดโทรมมาก ท่านก็ได้พัฒนาและสร้างอุโบสถจนเสร็จสมบูรณ์ ทั้งยังช่วยเหลือ ลูกศิษย์และสหธรรมิกอีกหลายวัด อาทิ วัดป่าหนองหล่ม, วัดโนนผึ้ง ,วัดซับลำไย และศิษยานุศิษย์ในการสร้าง ถาวรวัตถุและประโยชน์ต่างๆ ต่อพระพุทธศาสนา จนเป็นที่มาของวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมในหลาย ต่อหลายรุ่น ด้วยล้วนปรากฏพุทธคุณและปาฏิหาริย์อย่างครบครัน

หลังจากหลวงปู่หมุนมรณภาพลง ปรากฏว่าวัตถุมงคลของท่านกลายเป็นกระแสความศรัทธา และแสวงหา อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ วัตถุมงคลที่เกี่ยวกับ “เหล็กน้ำพี้” ที่ว่ากันว่าฉมังนัก และถือเป็นตำนาน การสร้างพระเครื่องที่ทำจาก “เหล็กน้ำพี้” โดยใช้กรรมวิธีแบบหล่อโบราณ ซึ่งพระเกจิที่สามารถทำได้ต้อง มีอภิญญาณสมาบัติชั้นสูง สามารถเพ่งกสิณทั้ง 4 จนทำให้ “เหล็กน้ำพี้” ซึ่งมีจุดหลอมเหลวสูงถึง 1,200 องศาเซลเซียล ละลายจนเทลงแม่พิมพ์ออกมาเป็นรูปแบบพระเครื่องได้ นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้วัตถุมงคล เหล็กน้ำพี้ของท่าน ยังไม่พบของทำเทียมเลียนแบบอีกด้วย
ในตระกูล “เหล็กน้ำพี้” ของหลวงปู่หมุน คงต้องยกให้ "เหรียญหล่อเหล็กน้ำพี้ หลังหนุมานเชิญธง มนต์พระกาฬ" เป็นที่สุด เพราะนับเป็นเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกของหลวงปู่ และเป็นรุ่นเดียว ที่ได้บรรจุมนต์ พระกาฬสะท้อนกลับ นอกจากนี้ท่านยังอธิฐานจิตปลุกเสกเองตลอดไตรมาส จากนั้นจึงปลุกเสกครั้งใหญ่ สำทับเมื่อวันอาทิตย์ที่15 ตุลาคม พ.ศ.2543 ณ วัดบ้านจาน ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ ด้านหน้าเป็นรูปเหมือน หลวงปู่หมุน นั่งลอยองค์ไม่มีอาสนะ ด้านหลังเป็นยันต์หนุมานเชิญธง ประการสำคัญคือ ท่านได้กล่าวถึง เหรียญรุ่นนี้ไว้ว่า "ผู้ใดคิดร้าย ผลร้ายนั้นย่อมสะท้อนกลับ หรือเพียงคิดเป็นศัตรู คนคิดก็แย่"
sacasino
sexygame
sagame
casino
prettygame
lottovip
jetsadabet
จับยี่กี
joker
4

ดูหนังออนไลน์
ประวัติ หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
" ตัวกูลูกพระพุทธองค์ ครูสิทธิ์ ครูธงค์ องอาจไม่ประมาทครู พบรอยก้มดู เจอครูกราบไหว้ "
อิมะมะมามา อิมะมะมามา อิมะมะมามา อิมะมะมามา อิมะมะมามา อิมะมะมามา อิมะมะมามา
* วาจาสิทธิ์ของหลวงปู่หมุน ที่ได้กล่าวไว้ก่อนละสังขาร ซึ่งลูกศิษย์และชาวบ้านต่างจดจำได้ติดหู คือ " ของๆฉันสร้างเองกับมือ ใครมีไว้บูชาจะ หมุนโชคหมุนลาภ ทำมาค้าขึ้น ไม่มีวันจน ประกอบสัมมาอาชีพใดก็รุ่งเรือง เจริญลาภยศสรรเสริญ จะมีชื่อเสียงหอมขจรขจาย ขอให้เป็นคนดี คิดดี ทำดี ละเว้นชั่ว คุณพระจะรักษา เทวดาจะคุ้มครอง แม้นว่าฉันจะตายไป ของๆ ฉันจะขลังกว่านี้อีกหลายๆเท่า น้ำลาย ไอปาก ลมปราณที่ประจุลงไป ด้วยพลังจิตอันเข้มขลังของฉัน ย่อมเป็น หนึ่งบ่เป็นสอง ครบเครื่องเป็นองค์พระ ที่ดีทั้งนอก ดีทั้งใน ฝากไว้ในแผ่นดิน ให้เลื่องชื่อลือนาม ลือเรื่องถึงเมืองแมน "
2youHD
# หลวงปู่หมุน ท่านกำเนิดเมื่อ พศ.2437-2546 อายุยืนถึง 109 ปี พระเครื่องของท่านออกมา ช่วงบั้นปลายชีวิต ในปีพศ.2542-45 จึงดูเหมือนเป็นพระเครื่องใหม่ อายุพระไม่เกิน10ปี ความนิยมในท้องตลาดพระเครื่อง ยังมีไม่มาก มีเฉพาะกลุ่มลูกศิษย์ที่เคารพศรัทธา แต่ก็มีแนวโน้มกลุ่มลูกศิษย์มากขึ้น จากปากต่อปากของผู้บูชาพระเครื่องหลวงปู่ ที่พบประสบการณ์เหนือธรรมชาติ
ดูหนังออนไลน์
- สาเหตุที่ท่านอนุญาติให้สร้างพระเครื่อง ในช่วงบั้นปลายชีวิตนั้น เพราะยุคแรกๆนั้น ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ ในการออกธุดงค์ไปในป่าดงดิบ ละธุดงค์ไปแดนพุทธภูมิ ในต่างประเทศ หลายสิบๆปี จึงไม่ได้ทำวัตถุมงคลออกมาเพื่อให้ชาวบ้านบูชาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้เป็นคนดีมีศีล และรวมถึงหารายได้มาสร้างวัดซ่อมอุโบสถ บำรุงเสนาสนะให้ดำรงคงอยู่ สืบสานวัฒนธรรมประเพณี อันดีงามในแผ่นดินสยาม วัดวาอาราม เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้คนรุ่นเก่า ได้กระทำแต่ความดี ละความชั่ว และขัดเกาจิตใจคนรุ่นใหม่ ให้อ่อนโยน มีเมตตาธรรม สร้างสรรค์สังคม หลีกเลี่ยงพฤติกรรม สร้างเสื่อมสังคม.. หากไม่มีวัด ก็ไม่มีพระ หากไม่มีพระ คนรุ่นใหม่ก็ย้าย ศาสนาไปเป็นคริสต์จักรกันหมด แล้วพุทธศาสนาก็จางหายไปตามกาลเวลา.. หลวงปู่หมุน ท่านไม่ยึดติดลาภยศสมณศักดิ์ ท่านเป็นพระสงฆ์ สายพระป่าที่เคร่งกรรมฐานอย่างแท้จริง ท่านใดที่มองหา พุทธคุณทางด้านอิทธิปาฎิหาริย์, แคล้วคลาดอายุยืน, โชคลาภเสริมดวง และเมตตาบารมี ที่สามารถสัมผัสพุทธคุณในพระเครื่องได้ เติมเต็ม!ในสิ่งที่ท่านขาดหาย ประสบการณ์ใหม่ๆรอท่านอยู่..

คำอาราธนา บูชาหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
ท่องนะโม ๓ จบ แล้วภาวนาว่า
หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล มะ อะ อุ
หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล อุ อะ มะ

หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล สกุลเดิม ศรีสงคราม เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ บิดาชื่อดี มารดาชื่ออั๊ว บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี ครอบครัวได้นำไปฝากกับพระอาจารย์สีดา เจ้าอาวาสวัดบ้านจานผู้เป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกัมมัฎฐานและมีวิชาอาคมที่ เก่งมาก กระทั่งปี พ.ศ. 2460 ทำการอุปสมบท โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเพ็ง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ฐิตสีโล" แปลว่าผู้มีศีลตั้งมั่น
movie2thai
หลังจากบวชแล้วได้จำพรรษาที่วัดบ้านจาน ศึกษาเล่าเรียนอักษรไทย อักษรขอม ฝึกกัมมัฎฐานในหมวดสมถะและวิปัสสนากรรมฐานจากพระอุปัชฌาย์ ครูบาอาจารย์ต่างๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปีเต็ม จากนั้นท่านมีความคิดว่า จะต้องแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆ ขึ้นไปอีก จึงออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ และร่ำเรียนวิชาอาคมกับพระเถระชื่อดังหลายรูป เกือบทั่วประเทศจนถึงประเทศลาว มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย

ตลอดชีวิตแห่งการครองเพศบรรพชิต อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ก็ได้อุทิศตน ปฏิบัติตนตามแนวทางแห่งคำสอนของพระศาสดาอันพึงจะกระทำ สมกับฉายานามอันได้รับเมื่อครั้งอุปสมทบคือ "ฐิตสีโล" แปลความว่า ผู้ตั้งมั่นในศีล 85 พรรษาแห่งการครองผ้ากาสาวพัตร ศึกษาเล่าเรียน พระธรรมวินัยออกจาริกธุดงค์

- หลวงปู่หมุน พระเถระ๕แผ่นดิน ประวัติปฎิปทา ท่านไม่ธรรมดาครับ ลูกศิษย์ผู้มีจิตศรัทธา มั่นใจได้ว่าพระเครื่องวัตถุมงคลของท่าน ไม่เป็นรองสำนักใด

* ข้อมูลล่าสุด วีดีโอที่หลวงปู่ให้สัมภาษณ์ใน "รายการเปิดบันทึกตำนาน" ทางช่อง5 เมื่อปี ๒๕๔๓ นอกจากสืบทอดสายวิชาสมเด็จลุน แล้วท่านยังสืบสานวิชาสายวัดช้างให้ และสายตำนานสงฆ์ ระดับเทพอย่างหลวงพ่อจาด

- ท่านฝากตัวเป็นศิษย์รับใช้ หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา ( จตุรสงฆ์ในตำนานสงครามอินโดจีน ในนาม จาด จง คง อี๋ )
- เป็นพระสหายธรรม อยู่ศึกษาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับ หลวงปู่ทิม วัดช้างให้ 1ปีเศษๆ ดึงความรู้หลวงปู่ทิม จนหมดภูมิ
 
 
 
ประวัติปฎิปทา " หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล " อมตะเถระ 5 แผ่นดิน แห่งวัดบ้านจาน

หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล เกิดในสกุล“ ศรีสงคราม”หรือ “ แก้วปักปิ่น” ถือกำเนิดเมื่อ วันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ บิดา ชื่อ " ดี "มารดาชื่อ " อั๊ว " มีอาชีพทำไร่ทำนา เป็นเด็กยากจน แต่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ต่อมาบิดามารดาเห็นแววทางด้านพระพุทธศาสนา จึงให้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี และนำไปฝากกับพระอาจารย์สีดาเจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ซึ่งเป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกรรมฐานและมีวิชาอาคมที่เก่งมาก ในปี 2460 ขณะอายุได้ 23 ปีได้เข้าอุปสมบทหมู่จำนวน 9 รูป โดยหลวงปู่เป็นรูปที่ 9 โดยมีโยมลุงของท่านเป็นเจ้าภาพ โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเพ็งเป็นพระอนุสาวนาจารย์และหลวงพ่อผุยเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับรับฉายาว่า " ฐิตสีโล " แปลว่า " ผู้มีศีลตั้งมั่น "จากนั้นได้ศึกษาวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปี ก่อนออกแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันธธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆ ขึ้นไป

ปี พ.ศ.2464 หลวงปู่หมุน เริ่มออกศึกษาแสวงหาประสบการณ์โดยได้ร่ำเรียนทั้งเวทย์วิทยา และสมถกรรมฐานจากครูบาอาจารย์หลายสำนัก การเดินทางในสมัยนั้นเป็นที่ลำบากยากเย็น ต้องเดินเท้าเปล่าผจญภัยจากผีป่า หรือสัตว์ร้ายนานัปการ แต่หลวงปู่มิได้ย่อท้อ ได้เดินทางไปศึกษาวิชาอาคมที่ สำนักตักศิลาแห่งบ้านจิกใหญ่ อ.พิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานี กระทั่งศึกษาคัมภีร์มหาพุทธาคม อันเป็นแม่บทของคัมภีร์ปถมัง คัมภีร์อิทธิเจ คัมภีร์มหาราช คัมภีร์ตรีนิสิงเห ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งอำนาจจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราพิชัยสงคราม เช่น คัมภีร์นิติประกาศิต คัมภีร์ธนูรเวทว่าด้วยการแต่งเครื่องครอบมนตร์ในสงคราม เป็นต้น

ในช่วงปี 2475-2482 เมื่อหลวงปู่สำเร็จการศึกษาวิชาการต่าง ๆ ก็เก็บบริขารออกธุดงค์ป่าผ่านถิ่นทุรกันดารในชนบทโดยเท้าเปล่ามายังกรุงเทพ ฯ ในระยะแรกหลวงปู่เข้าพักที่ วัดเทพธิดาราม เป็นการชั่วคราว โดยมีครูทองอินทร์ เป็นครูสอนของวัดเทพธิดาราม เป็นผู้เอื้อเฟื้อจัดหาที่พำนักให้ ท่านได้ให้หลวงปู่อยู่ที่วัดวัดอรุณราชวราราม พำนักอยู่กับพระพิมลธรรม(นาค) ศิษย์สายสมเด็จพระสังฆราชแพ โอกาสนี้หลวงปู่ได้ร่ำเรียนวิชาคัมภีร์มูลกัจจายน์สูตร ซึ่งเป็นหลักสูตรโบราณอันเก่าแก่ของคณะสงฆ์ไทยที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นตำราที่ละเอียดลึกซึ้ง แตกฉานพระบาลีว่าด้วยคัมภีร์อรรถกถายากยิ่งที่จะมีผู้เรียนได้สำเร็จ ปัจจุบันวิชานี้ได้ยกเลิกไปแล้ว

หลวงปู่หมุนได้เข้าสอบวิชามูลกัจจายน์ นั้น ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งการสอบในสมัยนั้นมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธาน และสมเด็จพระสังฆราช(แพ) เป็นประธานกรรมการฝ่ายสงฆ์ และพระเถราจารย์เป็นผู้ทดสอบด้วย โดยมีการถามตอบแบบมุขปาฐะ (ปากเปล่า) ถ้าถามตอบบาลีผิดเกิน 3 คำ ให้ปรับเป็นตกทันที ด้วยความรู้ความสามารถที่แตกฉานในคัมภีร์หลวงปู่สามารถสอบได้เปรียญธรรมถึง 5 ประโยคในคราวเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นหลวงปู่ได้ใช้วิชาความรู้อย่าง คุ้มค่า โดยได้เป็นครูสอนมูลกัจจายน์อยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม(ฝั่งธนบุรี) เป็นเวลานานหลายปี มีลูกศิษย์มากมาย นอกจากนี้ในช่วงหนึ่งหลวงปู่มาพักกับสมเด็จพระสังฆราชแพ ที่วัดสุทัศน์ฯ และได้ศึกษาวิชาบางอย่างกับสมเด็จพระสังฆราชแพอีกด้วย

จากนั้นก็เก็บบริขารเดินธุดงค์ติดตามพระอาจารย์ทองดี ที่มาจาก อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ธุดงค์ ไปทางภาคเหนือเข้าเขตพม่าเป็นเวลา 1 ปี จากนั้นก็เดินเท้าเปล่าลงภาคใต้ไปพำนักกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ เพื่อปฎิบัติกรรมฐานและแลกเปลี่ยนวิชาอาถรรพณ์เวทมนต์กับพระอาจารย์ทิมอยู่ ประมาณปีกว่า ๆ ก่อนธุดงค์เข้าเขตประเทศมาเลเซีย เพื่อจะเรียนวิชากับพ่อท่านครน วัดบางแซะ ใช้เวลาธุดงค์อยู่ถึง 7 วัน แต่ไม่พบจึงตัดสินใจกลับวัดช้างให้ ต่อจากนั้นก็ได้เรียนวิชาจากพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช โดยได้ของที่ระลึกจากพ่อท่านคล้ายคือ ชานหมากเม็ดใหญ่เป็นที่ระลึก จากนั้นก็เดินธุดงค์เรื่อยมาจนกลับสู่เขตอีสานอีกครั้งและได้พบกับหลวงปู่สี ฉันทสิริ ในป่าแถบ จังหวัดหนองคาย และได้วิชาลบผงสีจากหลวงปู่สี ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากสมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆังโฆษิตาราม

ช่วงที่ท่านธุดงค์แถบอุบลราชธานีได้พบกับหลวงปู่มั่น และขอเรียนข้อวัตรปฏิบัติในพระกรรมฐาน แต่ไม่ได้ร่วมคณะธุดงค์ เพราะท่านอยู่นิกายมหายาน หลวงปู่เคยเล่าประวัติในช่วงธุดงค์ให้กับพระภิกษุที่เป็นหลานของท่านว่า เคยได้เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นอยู่พักหนึ่ง ในช่วงที่หลวงปู่ต้องการเจริญสมณธรรม เป็นธรรมอันล้ำลึกยากยิ่งที่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงจะล่วงรู้ถึงอารมณ์ของ วิปัสสนานี้ได้ หลวงปู่หมุนได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์มั่นอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็แสวงหา ความวิเวก เพื่อประพฤติปฏิบัติต่อไป จนกระทั่งหลวงปู่แตกฉาน เชี่ยวชาญ ครั้งนั้นหลวงปู่หมุนได้ศึกษาธรรมจนที่สหธรรมมิกที่เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น รู้จักสนิทสนมกับหลวงปู่ทุกองค์ เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เป็นต้น ..ในตอนที่หลวงปู่หมุนไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ท่ามกลางศิษย์สายกองทัพธรรม ในขณะสนทนาธรรมหลวงปู่มั่นได้ปรารภกับหลวงปู่หมุนว่า " ท่านหมุน ท่านเก่งพอตัวอยู่แล้ว หากไม่เจอกันหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปริยัติ ปฏิบัติ และ

ปฎิเวธให้สอบถามท่านแหวนได้ เพราะเขาเก่งมาก " หลวงปู่มั่นได้มอบของที่ระลึกให้หลวงปู่หมุน 2 อย่าง คือ แผ่นจารอักขระใบลาน ม้วนเป็นลูกอมกลม ๆ เขียนเป็นภาษาขอมว่า เย ธมมา เหตุปภวา ฯลฯ เป็นต้น และธนบัตรรัชกาลที่ 8 พร้อมลายเซ็นหลวงปู่มั่น ภายหลังหลวงปู่ได้มอบให้โยมแม่ท่านไป ต่อมาหลวงปู่มีความกังขาสงสัยในกัมมัฏฐานในเรื่องของ จตุธาตุวัฏฐาน ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิบัติในธาตุทั้ง 4 เป็นมูลฐานของอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ จึงได้เดินทางไปกราบของความรู้เพิ่มเติมจาก หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ก็ได้รับความกระจ่าง จากนั้นก็ธุดงค์ต่อไป ท่านยังได้ร่ำเรียนวิชาจาก พระอาจารย์สิงห์ วัดป่าสาลวัน หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา

ต่อมาไม่นานก็ได้ร่ำเรียนวิชามีดหมอมหาปราบจากหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว และหลวงพ่อเงิน วัดมะปรางค์หลวง ซึ่งวิชานี้หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ก็เรียนจากหลวงพ่อขำและหลวงพ่อเงิน เช่นกัน นอกจากนี้ในช่วงที่หลวงปู่ธุดงค์มาสู่ภาคตะวันออกแถบจันทบุรี ท่านได้พำนักอยู่กับ หลวงพ่อสอน วัดเสิงสาง กระทั่งหลวงพ่อสอนไว้ใจให้วิชาอาคมและครอบครูให้กับหลวงปู่

หลวงปู่หมุนนับเป็นหนึ่งในทายาทผู้สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุนแห่งนครจำปา ศักดิ์ราชอาณาจักรลาวที่ยังดำรงขันธ์อยู่ในปัจจุบัน โดยสมเด็จลุนเป็นที่เลื่องลือในคุณธรรมและอภิญญาอภินิหารอาทิ สามารถเดินบนน้ำได้ ย่นระยะทางได้ แปลงร่างได้ เดินทะลุภูเขาได้กล่าวกันว่าภิกษุสงฆ์ยุคก่อนโน้นต่างดั้นด้นสืบเสาะหาสม เด็จลุน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษามหาวิทยาคม ตลอดจนวิปัสสนากรรมฐาน หลวงปู่หมุนเองก็ดั้นด้นธุดงค์ผ่านอุบลราชธานีเข้าประเทศลาวเพื่อสืบเสาะสม เด็จลุน แต่ไม่พบ แล้วมาพักอยู่กับหลายพ่อมหาเพ็ง วัดลำดวน ในช่วงนั้นหลวงปู่ได้ใช้เวลาค้นคว้าศึกษาพระไตรปิฏก ในเรื่องพระวินัยปิฏก และพระอภิธรรม ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงการเจริญกัมฏฐานล้วน ๆ ประมาณ 2 เดือนกว่า แล้วก็ออกธุดงค์กลับสู่ประเทศไทยเข้ากรุงเทพฯ มาพักนักที่วัดหงส์รัตนาราม ต่อมาธุดงค์ไปทางอีสานเข้าสู่ประเทศลาวอีก หลายครั้ง จนกระทั่งท่านมีอายุ 30 ปีกว่าแล้ว คราวนั้นหลวงปู่ได้พบกับฆราวาสชื่ออาจารย์ฉันท์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นเหลนของสมเด็จลุน ที่จังหวัดนครพนม โดยเรียนวิชาจากอาจารย์ฉันท์จนหมดภูมิแล้ว อาจารย์ท่านจึงได้แนะนำฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ดำเหลนของสมเด็จลุนปรมาจารย์ ใหญ่ที่สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุน

ในการฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่ดำนั้น มีกฎเกณฑ์รายละเอียดมากทั้งยังต้องทดสอบภูมิปัญญา และอำนาจของกระแสจิตที่ต้องเข้มแข็งพอที่จะเรียนวิชาของท่านได้ ในรุ่นที่หลวงปู่ฝากตัวเป็นศิษย์นั้นมีมากกว่า 50 รูป แต่หลวงปู่ดำท่านทดสอบวิชา แล้วคัดออกจนเหลือแค่ 3 รูป มีหลวงปู่หมุน หลวงพ่อสงฆ์ (วัดม่วง ลพบุรี) และอีกรูปหลวงปู่ลืมชื่อไปแล้ว สำหรับพิธี ครอบครูของหลวงปู่ดำนั้นมีของยกครูที่หลวงปู่จำได้อย่างแม่นยำคือ 1.ผ้าไตรจีวร 2.บาตร 3.ทองคำหนัก 10 บาท (สำหรับทองคำ จะคืนให้เมื่อเรียนจบ) และมีข้อห้ามประการสำคัญอีกคือ ห้ามสึกตลอดชีวิต ถ้าสึกไปชีวิตก็จะหาไม่

ในการครอบวิชานี้ถือว่าเป็นสุดยอดเคล็ดวิชา วิทยาคม ในสายของสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ซึ่งกว่าจะเรียนจบต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะบำเพ็ญเพียรอย่างมาก ได้จำวัดพักผ่อนวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น อาหารต้องฉันมื้อเดียว และขั้นตอนสุดท้ายที่จะสำเร็จวิชานี้จะมีการทดสอบอย่างพิสดาร

อย่างไรก็ตาม เป็นที่เชื่อกันว่าหลวงปู่หมุนท่านสำเร็จวิชาสำเร็จธาตุ 4 มาจากสายสมเด็จลุน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าวิชาสายนี้ลึกลับเกินปุถุชนคนธรรมดาจะเรียนได้สำเร็จ ผู้ที่จะเข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ที่มีบารมีมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน เพราะการควบคุมธาตุ 4 ได้นั้นผู้ที่จะสามารถทำการนี้ได้ต้องสำเร็จจตุตฌานเป็นบาทฐานในการทำ และยังต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของกสิณจตุธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟอีกด้วย

หลังจากนั้น หลวงปู่ก็กลับมาจำพรรษา ที่วัดบ้านจาน จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และพระอุปัชฌาย์ รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ที่" พระครูหมุน ฐิตสีโล" หลวงปู่ได้ปฎิบัติศาสนกิจตามที่ได้รับมอบหมายเป็นเวลาถึง 20 ปี จึงลาออกจากทุกตำแหน่ง ต้องการใช้ชีวิตที่เหลือบำเพ็ญสมณธรรมปฏิบัติพระวิปัสสนาธุระ อย่างเดียว ประมาณปี 2487 ในช่วงที่หลวงปู่อายุ 50 ปี ท่านเก็บบริวารออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าดงดิบ โดยลำพังแต่ผู้เดียว และในช่วงนี้เองที่หลวงปู่ได้พบกับอาจารย์จ่อยและอาจารย์ขวัญ วัดป่าหนองหล่ม ในระหว่างที่หลวงปู่ธุดงค์โดยบังเอิญ อาจารย์ทั้ง 2 จึงได้นิมนต์หลวงปู่โปรดญาติโยมที่วัดป่าหนองหล่ม หลังจากที่หลวงปู่หมุนเดินธุดงค์แสวงหาธรรม อยู่หลายสิบปี ประมาณปี 2520 ท่านจึงกลับมายังวัดบ้านจาน ซึ่งวัดบ้านจานในยามนั้น มีอายุกว่า 200 ปี อยู่ในสภาพทรุดโทรม ท่านจึงได้พัฒนาวัด สร้างอุโบสถขึ้นมา ด้วยหยาดเหงื่อและแรงจิต ทำให้อุโบสถเสร็จสมบูรณ์ในเวลาอันสั้น

นอกจากนี้ท่านยังได้ช่วยเหลือลูกศิษย์และสหธรรมิก อีกหลายวัดเช่น วัดป่าหนองหล่ม, วัดโนนผึ้ง ,วัดซับลำใย, และคณะศิษย์วัดสุทัศน์ฯ ในการสร้างถาวรวัตถุของวัด จนเป็นที่มาของ วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมในหลายรุ่นต่อมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังแทบทุกรุ่น ที่ท่านจัดสร้างขึ้น จึงเป็นที่นิยมในหมู่ศิษยานุศิษย์ ด้วยเชื่อในพลังแห่งบุญฤทธิ์จิตตานุภาพของท่าน

จนกระทั่งเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 11 มี.ค.2546 หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระอมตะเถระ 5 แผ่นดิน แห่งวัดบ้านจาน อ. กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มรณภาพลงอย่างสงบบนกุฎี สิริอายุ 109 ปี 86 พรรษา
5
ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพ ทอดกฐินสามัคคี ณ วัดป่าพุทธสวรรค์ 2 + 3 พ.ย.2562
6

10 วิธีฝึกสมาธิง่าย ๆ ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและสงบ
          ในยุคที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ การแข่งขัน และความวุ่นวายมากมาย ทำให้ใครหลายคนหันหน้าเข้าหาธรรมะ และเลือกพักผ่อนจิตใจตัวเองด้วยการนั่งสมาธิ ซึ่งเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ใครก็สามารถทำได้ ทำให้ทุกวันนี้ไม่เพียงคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ หรือปู่ย่าตายายเท่านั้น แต่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ ก็หันมาฝึกนั่งสมาธิกันมากขึ้นด้วยสำหรับใครที่ยังไม่เคยและอยากลองสัมผัสความสุขเล็ก ๆ และประโยชน์ดี ๆ วันนี้เรามีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะทำให้การฝึกนั่งสมาธิของคุณเป็นเรื่องง่ายมาฝากกันค่ะ
1. จัดท่าทางให้ถูกต้อง
          จริงอยู่ว่าใคร ๆ ก็นั่งขัดสมาธิ เพื่อนั่งสมาธิได้ แต่การนั่งที่ถูกต้อง คือ คุณต้องแน่ใจว่าคุณนั่งตัวตรง หัวตรง นั่นเพราะร่างกายของเราสัมพันธ์กับจิตใจค่ะ หากคุณนั่งตัวงอแล้วละก็ จิตใจของคุณก็จะล่องลอยไป ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนะคะ แต่ไม่ต้องนั่งเกร็งมาก ให้นั่งเหมือนเรากำลังผ่อนคลายดีที่สุด
2. เปิดตานั่งสมาธิ
          บางครั้งการนั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องหลับตาเสมอไป คุณสามารถเปิดตาไว้ แต่ปรับระดับสายตาให้มองต่ำลง โดยกำหนดจุดให้เพ่งรวบรวมสมาธิไว้ เพราะบางคนเมื่อปิดตาแล้วกลับรู้สึกฟุ้งซ่าน ในหัวสมองเต็มไปด้วยเรื่องราวต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าวิธีใดทำแล้วได้ผลมากกว่ากัน
3. กำหนดรู้ลมหายใจ
          การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เป็นการกำหนดที่ตั้งของสติ เพื่อให้จิตเราอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น ๆ แต่เราไม่จำเป็นต้องไปบังคับการหายใจ แค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ
4. นับลมหายใจเข้า-ออก
          การนับลมหายใจเข้าออก เป็นวิธีปฏิบัติสมาธิมาตั้งแต่โบราณ โดยเมื่อคุณหายใจออกก็ให้คุณเริ่มนับหนึ่งในใจ ต่อไปก็เป็นสองสามสี่ตามลำดับ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกว่าความคิดของคุณกำลังล่องลอยออกไปที่อื่น ให้คุณกลับมาตั้งต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพื่อให้คุณนำจิตกลับมาที่เดิม
5. ควบคุมความคิดไม่ให้เข้ามารบกวน
          เมื่อคุณรู้สึกว่าคุณกำลังมีความ คิดเข้ามารบกวนจิตใจ ค่อย ๆ ขจัดความคิดเหล่านี้ออกไป โดยหันมาสนใจกับการกำหนดลมหายใจ อย่าพยายามหยุดความคิดในทันที เพราะมันจะทำให้คุณฟุ้งซ่านและไม่สามารถกลับเข้าสู่สมาธิได้อีก
6. กำจัดอารมณ์ให้หมดสิ้น
          มันเป็นการยากที่จะนั่งสมาธิในขณะที่จิตของคุณเต็มไปด้วยอารมณ์ เพราะอารมณ์จะทำให้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ในจิตใจ โดยเฉพาะอารมณ์โกรธ กลัว เสียใจ ซึ่งไม่ได้ทำให้คุณอยู่กับปัจจุบัน หรืออยู่กับสิ่งที่เป็นในตอนนี้เลย ให้คุณจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้โดยกำหนดลมหายใจไปที่ความรู้สึกของร่างกายที่ควบคุมอารมณ์ส่วนนั้น เพราะจะทำให้คุณไม่คิดถึงเรื่องราวที่ทำให้คุณกลัว หรือโกรธอีก แต่หันมาเพ่งกับสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้แทน
7. ความเงียบบ่อเกิดแห่งความสงบ
          การนั่งสมาธิควรจะนั่งในที่เงียบ ๆ เพื่อทำจิตให้ว่าง ไม่ใส่ใจถึงบุคคล เสียง หรือสิ่งอื่นที่อยู่โดยรอบ เพราะความเงียบจะนำมาซึ่งความสงบเยือกเย็น และความรู้สึกมั่นคง เมื่อไหร่ก็ตามที่ความเงียบภายนอกและภายในประสานกันได้ คุณก็จะรู้สึกได้พักกายพักใจ ผ่อนคลายจากความคิดที่รบกวนคุณอยู่ตลอดมา

8. เวลาในการนั่งสมาธิ
          เมื่อเริ่มต้นนั่งสมาธิใหม่ ๆ คุณอาจจะลองนั่งก่อนประมาณสัก 10 นาที และจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าจิตคุณเริ่มนิ่งมากขึ้น แต่อย่าบังคับตัวเองให้นั่งนานเกินไปหากคุณยังไม่พร้อม ทั้งนี้ ระยะเวลาที่เหมาะ คือประมาณ 25 นาที เพราะเป็นระยะเวลาที่ไม่ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยร่างกายเกินไปจนรบกวนสมาธิได้
9. สถานที่ในการนั่งสมาธิ
          สถานที่และบรรยากาศก็ช่วยให้คุณทำสมาธิได้ดีขึ้น ซึ่งการนั่งสมาธิในห้องพระจะช่วยให้จิตใจสงบและรู้สึกเป็นสมาธิมาก หรือคุณอาจจะวางสิ่งเล็ก ๆ ที่คุณชอบ หรือช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายไว้รอบ ๆ ที่คุณนั่งสมาธิก็ได้
10. มีความสุขไปกับการนั่งสมาธิ
          คนเราหากทำอะไรแล้วมีความสุข เราก็จะทำมันได้ดี และรู้สึกอยากทำต่อไป ในการนั่งสมาธิก็เช่นกัน หากคุณมีความสุขในการนั่งสมาธิ คุณก็จะรู้สึกผ่อนคลายสบายตัว และอยากจะทำต่อไป จนสามารถทำเป็นกิจวัตรที่ทำทุกวันได้

          รับรองว่าหากเพื่อน ๆ ได้ลองฝึกนั่งสมาธิเป็นประจำสม่ำเสมอ ก็จะรู้สึกได้ถึงจิตใจที่สดชื่น เบิกบาน และมีสติในการทำสิ่งต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย
ไฮโลออนไลน์
7
คน ๔ เหล่า - หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

คนเราเกิดมาในโลกนี้ ต้องตกอยู่ในจำพวก ๔ เหล่านี้ทั้งนั้น คือ

•ตโม ตมปรายโน
คนมืดมาแต่เบื้องต้นแล้วก็มืดต่อไปอีก จำพวกนี้ใช้ไม่ได้

•ตโม โชติปรายโน
มืดแล้วสว่างไป ก็ยังดีหน่อย

•โชติ ตมปรายโน
สว่างเบื้องต้นแล้วมืดเบื้องปลายพวกนี้ใช้ไม่ได้เหมือนกัน

•โชติ โชติปรายโน
สว่างมาแล้วก็สว่างไป นั้นดีมาก

บางคนเกิดมาไม่รู้เดียงสาอะไรเลย
เหมือนกับมดกับปลวก มืดตื้อไปหมด
พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องรู้ราว เรื่องศีลเรื่องธรรมแล้วไม่ต้องกล่าว
เข้าใจว่า ตัวเองโง่เง่าเต่าตุ่นไม่มีสติปัญญา
แล้วก็เลยไม่ทำความดีต่อไป
เห็นว่าหมดวิสัยของตัวแล้ว ซ้ำเติมให้โง่ให้ทึบให้ตื้อเข้าไปอีก
เรียกว่ามืดมาแต่ต้น แล้วก็มืดต่อไปอีก

ขอให้คิดดู คนเราเกิดขึ้นมา
ถ้าไม่มีการศึกษาเล่าเรียน จะเอาความรู้มาแต่ไหน
เรียนอย่างน้อยที่สุดก็ได้ความรู้
ถ้าถือว่าตนโง่ แล้วก็ไม่ศึกษาเล่าเรียนและไม่ปฏิบัติ
มันก็ยิ่งโง่ขึ้นไปกว่าเก่า

คนที่เข้าใจผิดเช่นว่านั้น
ทำผิดพลาดจากการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เลยทีเดียว
แทนที่จะคิดว่าความมืด ความโง่ของเรานั้น
เราจะต้องแสวงหาเครื่องสว่างเป็นเครื่องส่องทางของเรา
ถึงไม่ได้มากสักนิดเดียวก็เอา จึงจะเป็นการดี
คนนั้นเรียกว่า ค่อยสว่างขึ้นหน่อย
อย่าไปถือว่านิสัยบุญวาสนาเราไม่ให้หรือไม่ส่งเสริม
ไม่สามารถที่จะเจริญภาวนาทำสมาธิได้
เลยทอดอาลัยเพียงแค่นั้น
บุญวาสนานิสัยของเรารู้แล้วหรือ เราเห็นแล้วหรือ
ภพก่อนชาติก่อนเราทำอะไรไว้ มันจึงโง่เง่าเต่าตุ่น
ทำอะไรก็ไม่เป็น เราไม่เห็นไม่รู้เรื่องเหล่านี้หรอก
แต่โดยเหตุที่เราไม่มีปัญญา ก็เลยถือเอาเฉยๆ
นี่แหละว่า บุญวาสนาแต่ก่อนเราไม่มี

เราต้องขวนขวาย ต้องแสวงหา
ต้องอบรมเอาเองซี ทำแล้วมันต้องได้
ถ้าไม่ทำมันจะได้อะไร ให้เข้าใจอย่างนั้น
ให้ปฏิบัติอย่างนั้น มันจึงจะเจริญต่อไป

พวกที่มืดมาแล้วสว่างไป นั้นดี
บุคคลผู้แสวงหาประโยชน์ต้องเป็นอย่างนั้น
ต้องแสวงหาทางพ้นทุกข์แสวงหาความดี
ไม่มีใครเป็นนักปราชญ์มาตั้งแต่เกิด
มันต้องอาศัยการศึกษาเล่าเรียน
การฝึกฝนอบรมเป็นสิบๆ ปี
กว่าจะเป็นศาสตราจารย์ อาจารย์เขาได้
นั่นเรียกว่า มืดมาแต่ต้นค่อยสว่างตอนปลาย
ถ้าเป็นได้อย่างนั้น บุญวาสนาบารมี
มันต้องเป็นพื้นฐานของบุคคลสำหรับให้คนบำเพ็ญต่อไป

พวกสว่างเบื้องต้นแล้วมืดบั้นปลาย อันนี้ไม่ดีเลย
เกิดขึ้นมาเป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม
เกิดในตระกูลผู้ดีมั่งคั่งบริบูรณ์สมบูรณ์ทุกประการ
มีเกียรติยศชื่อเสียง แต่กลับทำตัวเป็นคนเลว
ทำชั่วร้ายยิ่งกว่าเก่า
สามารถที่จะทำอะไรได้ทุกอย่าง
เพราะมีเงินมีทอง มีชื่อเสียง มีอำนาจวาสนา
ทำดีก็ได้ แต่ไม่ทำ
กลับมาทำชั่ว เมื่อทำไปแล้วยากที่จะกลับคืนมาหาความดีได้
คือ มันเลวทรามมาแล้ว นิสัยชั่วช้าติดสันดานของตนเข้าไปแล้ว
จะกลับคืนมาเป็นคนดีก็อับอายขายขี้หน้าเขา
นั่นทำให้สังคมเสื่อม ทำให้สังคมเดือดร้อน
ทำให้คนอื่นวุ่นวาย เพราะเหตุเราคนเดียวเท่านั้น
เรียกว่า สว่างมาแล้วกลับไปมืดอีก
ร้ายกาจว่าพวกอื่นๆ ทุกพวก เรียกว่า รู้แล้วแกล้งทำไม่รู้

ส่วนพวกสว่างมาแล้วก็สว่างต่อไป นั้นดีมาก
เราเกิดมาในตระกูลที่มั่งคั่งสมบูรณ์ มีเกียรติยศชื่อเสียง
เงินทองมากมาย มาคิดถึงตัวเราว่าอุดมสมบูรณ์
เพราะบุญวาสนาบารมีแต่เก่า อันนั้นเห็นได้ชัด
คนที่มีเมตตาปรานีเอ็นดูสงเคราะห์คนอื่น
ตัวเองก็อยู่ในศีลในธรรม
แล้วก็แนะนำคนอื่นให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม
ให้ประพฤติดีประพฤติชอบ ประกอบแต่การกุศล
เจริญรุ่งเรืองด้วยตนเอง แล้วสอนให้คนอื่นเจริญรุ่งเรืองไปด้วย
ตัวของเราก็ยิ่งได้รับความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปอีกกว่าปกติธรรมดา
เขาได้รับคุณงามความดี เขาก็นิยมยกย่องสรรเสริญผู้ที่สอนเขา

ธรรมที่ควรปฏิบัติสำหรับคน ๔ จำพวกนี้ก็ คือ

พวกแรก ตโม ตมปรายโน

เราเป็นคนทุกข์ คนจนไม่มีสติปัญญา
เลยไม่คิดจะทำสมาธิภาวนา คุณงามความดีอะไรทั้งหมด
เลยหมดหนทางที่จะทำคุณงามความดีต่อไป
ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ทางที่ถูกคือ ควรจะหัดสมาธิภาวนาทำสมาธิ
แล้วไม่มีทางอื่นใด ทีจะช่วยแก้ได้
ขอให้มีความอดทนพยายามอย่างเต็มที่
ก็จะสำเร็จตามความประสงค์

พวก ตโม โชติปรายโน

คนเราเกิดมาทุกคนต้องมืดมนด้วยกันทั้งนั้น
ไม่ใช่สว่างมาแต่เบื้องต้น
ใครเกิดมาจะรู้จักดี ชั่ว ฉลาดเฉลียวมาแต่เบื้องต้น ไม่มีหรอก
ถึงชาติก่อนจะเรียนรู้มาแล้วก็ตาม
กลับมาเกิดใหม่ก็ต้องมาเรียนใหม่
แต่นิสัยเป็นเหตุให้เรียนได้ดีกว่าคนไม่มีนิสัย
แต่คนมืดนั้นพยายามตั้งใจพยายามทำดี
ความพยายามทำให้ได้รับผลสำเร็จ
ศาสนานี้สอนให้ทำไม่ใช่ให้อยู่เฉยๆ
พระพุทธเจ้าสอนให้ทำทั้งนั้น
ต้องพยายามทำจริง จัง จึงจะดีต่อไป
จะไปอ้างกาลเวลา อ้างธุรกิจการงานต่างๆ นั้นไม่ได้
นั่นมันเป็นเพียงเครื่องประกอบอาชีพของเราเท่านั้น
มันไม่ใช่ของเรา
ของเราแท้ก็คือ การกระทำคุณงามความดี
หัดสมาธิภาวนาตั้งสติกำหนดจิต
นี่แหละเป็นของเราแท้ๆ ทีเดียว คนอื่นมาแย่งเราไม่ได้
การหาเงินหาทองข้าวของสมบัติต่างๆ
มันเป็นของภายนอก ไม่ใช่ของเรา
เราใช้เมื่อยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น
ตายไปแล้วไม่เห็นเอาไปได้สักคนเดียว ให้คิดเสียอย่างนั้น
ให้ทำสมาธิภาวนาทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน

โชติ ตมปรายโน

สว่างแล้วกลับมืด เรื่องพรรค์นี้มีมากทีเดียว
เมื่อหัดสมาธิภาวนา ก็เกิดความรู้ความฉลาดพูดจาพาทีคล่องแคล่ว
เพราะเป็นของเกิดขึ้นมาในใจของตนเอง
ต่อมาเกิดความประมาทในกิจวัตรและข้อวัตรต่างๆ ในการทำสมาธิ
สมาธิภาวนาเลยเสื่อม เสื่อมแล้วคราวนี้ทำไม่ถูก
ทำอย่างไรๆ ก็ทำไม่ได้ เลยเบื่อหน่ายขี้เกียจ ในวัตรเสีย
เลยไปหากินตามปกติธรรมดา
เลยกลับเสื่อมเสียแทนที่จะเจริญต่อไป
อันนี้แหละน่าเสียดายด้วย น่าสงสารด้วย
ของดีๆ ทำมาแล้วกลับทิ้งทอดธุระเสีย
มิหนำซ้ำบางคนยังพูดหยาบหยามดูถูกอีกว่า
ศาสนานี้ทำเท่าไหร่ก็ทำเถิด ข้าพเจ้าทำมากแล้ว
ถึงขนาดนั้นยังไม่เป็นไป ยังเสื่อมเสียได้
จึงเป็นที่น่าเสียดายมากที่มาเหยียดหยามดูถูกการบวชการเรียน
การเข้าวัดฟังธรรม และศาสนา

สรุปรวมใจความแล้วว่า

ศาสนานี้สอนให้กระทำ ได้น้อยได้มากก็ทำ
ถึงจะได้น้อยก็ยินดีพอใจกับการกระทำของตน
เรามีมือน้อยก็รับเอาแต่น้อยๆ รับเอามากเกินไปก็ไม่ได้
ความยินดีตามมีตามได้ อะไรทั้งหมดก็เหมือนกัน
ไม่ว่าธรรม ไม่ว่าของภายนอก
มีน้อยแล้วไม่พอใจมักจะเสียหาย
 
คน ๔ เหล่า - หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

จากหนังสือ ธรรมลีลา ปีที่ 6 ฉบับ 66 พฤษภาคม 2549
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย

8
เมื่อสูงอายุเมื่อสูงวัย - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

เมื่อสูงอายุเมื่อสูงวัย
พระราชสุทธิญาณมงคล


   เมื่อความชรา  คือ  ธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง  เป็นขบวนการซึ่งมีความต่อเนื่องมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาว  เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นนั้น  หมายความว่ามนุษย์ผู้นั้นต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาตินั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้

   ความเปลี่ยนแปลงที่พบได้ในวัยชรานั้น  พบได้หลายด้านอาทิ เช่น
   ๑.การเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพอนามัย
   ด้วยอวัยวะที่เสื่อมสลายประสิทธิภาพการทำงานย่อมลดลง  ผู้สูงอายุจึงอาจมีโรคต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป  โรคเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุมาจากความเสื่อมเสียเป็นส่วนใหญ่  ทั้งป้องกันได้และป้องกันไม่ได้  เช่น โรคสมองเสื่อม ข้อเสื่อม ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง  แม้ไม่เป็นโรคประสิทธิภาพในการด้านอื่น ๆ อาจลดลง เช่น ขี้หลงขี้ลืม คิดช้า ความต้านทานโรคลดลง การย่อยอาหารลดลง  ทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
   ๒.การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ
   ผู้สูงอายุจะพบกับการสูญเสียในสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น   ซึ่งล้วนแต่เป็นขบวนการทางธรรมชาติเกือบทั้งสิ้น  เช่น  การสูญเสียสมรรถภาพความแข็งแรงของร่างกาย สูญเสียคู่ครอง เพื่อนสนิท ญาติ ผู้ใกล้ชิด สูญเสียความเชื่อถือจากผู้อื่น จากการเกษียณอายุ ญาติมิตร คู่ครอง ลูกหลาน แยกครอบครัวไปอยู่ต่างหาก  บางรายพึ่งตนไม่ได้   ภาวะต่าง ๆ เหล่านี้  ต้องการปรับตัวอย่างมาก  รายที่ไม่สามารถปรับตัวได้ดี  จะเกิดโรคต่าง ๆ เช่น วิตกกังวล หวาดระแวง ซึมเศร้า  เป็นต้น  รายที่ปรับตัวได้พอสมควร  อาจแสดงด้วย  การจู้จี้ขี้บ่น  อารมณ์แปรปรวนง่าย
   ๓.การเปลี่ยนแปลงด้านสังคม
   การเกษียณอายุจากงานที่ทำประจำ  ความแข็งแรงของร่างกายที่ลดลง  ความเจ็บป่วยจากโรคทางกายและใจ  ล้วนทำให้ผู้สูงอายุพึ่งตัวเองได้น้อยลง  การสูญเสียคู่ครอง  เพื่อนฝูงในวัยเดียวกัน  ทำให้ต้องพึ่งอาศัยลูกหลานมากยิ่งขึ้น  ในภาวะสังคมปัจจุบันซึ่งครอบครัวไทยจำนวนมาก  ต่างแยกเป็นครอบครัวเดียวที่มีขนาดเล็กลง  ทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสถูกทอดทิ้งได้ง่าย
   ๔.การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ
   ความสามารถในการหารายได้ลดลง  ทำให้ผู้สูงอายุต้องอาศัยเงินทองหรือทรัพย์สินที่สะสมมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเพื่อการดำรงชีวิต  ผู้ที่สะสมทรัพย์สินไว้น้อยหรือไม่ได้สะสม  จึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น  เช่น  บุตรหลาน ญาติมิตร  โอกาสจะประสพปัญหาจึงมีมาก
   การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ  ซึ่งมนุษย์สามารถเรียนรู้และคาดการณ์ได้  การเตรียมตัวเตรียมใจไว้เผชิญความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว  ต้องการเรียนรู้และศึกษาจากประสบการณ์  และแหล่งความรู้ต่าง ๆ จึงเป็นการเตรียมตัวเพื่อการเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ดีมีสุข

   ธรรมะรักษา  คำว่า  ธรรม  ในที่นี้  ขอให้ความหมายตามความเห็น  ของท่านพันเอกปิ่น  มุทุกันต์  ว่าความถูก  และความดี  ใครก็ตามปฏิบัติตนถูกต้องและดีงามก็ถือว่า  ผู้นั้นมีธรรมะหรือปฏิบัติตามธรรมะแล้ว
   “คำว่าผู้สูงอายุ”  ในที่นี้  ให้หมายเอาบุคคลที่มีอายุตัวหน้าเลข ๕ นำไปแล้ว  แม้ว่าบางคนจะดูไม่แก่ไม่ชรา  เพราะเหตุว่าบริหารร่างกายและจิตใจดีก็ตาม

คนสูงอายุ ๓ ประเภท

   ก.สูงอายุทางร่างกาย

   ได้แก่  บุคคลที่ร่างกายเจริญเติบโตไปตามวัยหรือตามธรรมชาติ  พร้อมทั้งอายุสมองก็เจริญตามไปด้วย  ถ้าเกิดว่ามีใครอายุสมองเจริญไม่ทันร่างกายก็จะได้ชื่อว่า  เฒ่าทารก  กล่าวคือ  มีอายุร่างกายมากแล้ว  ยังไปทำอะไร ๆ ให้ลูก ๆ หลาน ๆ อับอายหรือหัวเราะเยาะเอาได้

   ข.สูงอายุทางสมอง

   ได้แก่  บุคคลที่สมองเจริญเติบโตไปตามวัย  ไม่เป็นคนปัญญาอ่อน  หรือประเภทที่เรียกว่า “เลี้ยงไม่รู้จักโต”  ถ้าสมองเจริญกว่าร่างกายเขาก็เรียกว่า  แก่แดด  เรามักจะว่าเด็กที่รู้อะไรเกินวัยว่าเป็นเด็กแก่แดด  แต่ถ้าใครเกิดว่าอายุสมองเจริญมากเกินไป ก็เรียกว่า “อัจฉริยะ”

   ค.สูงอายุทางคุณธรรม

   ได้แก่  บุคคลที่ดำเนินชีวิตด้วยปัญญามีคุณธรรมประจำจิต  จัดว่าเป็นบุคคลที่มีแก่น  หรือมีสาระแห่งชีวิต  เป็นคนสูงอายุที่มีค่าและประเสริฐ  ยิ่งมีอายุมากเท่าไรก็ยิ่งจะมีค่ามากขึ้นเท่านั้น  เพราะย่อมจะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูก ๆ หลาน ๆ ได้พึ่งพิง  ถ้าเป็นมะพร้าวก็เรียกว่า  ยิ่งแก่ยิ่งมัน
   บุคคลที่สมบูรณ์จะต้องผนวกเอาทั้ง ๓ สิ่งที่กล่าวมาไว้ในตนให้ครบ  แต่ถ้าเกิดว่าใน ๓ สิ่งนี้มันจะขาดไปสัก ๑ หรือ ๒ ก็ตาม  ก็ควรจะเป็นข้อ ก. และข้อ ข. ตามลำดับ  ถ้าขาดข้อ ค. ไปเพียงข้อเดียวก็จะทำให้ทุกคน  มิใช่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้นที่ไร้ค่า  หรือจะเรียกว่า  เสียชาติเกิดก็คงจะไม่ผิดความจริงไปนักมิใช่หรือ  เพราะตามหลักธรรมะนั้น  มิได้วัดค่าของคนที่ร่างกายหรือสมอง  แต่ท่านวัดคนที่คุณธรรม  เพราะค่าของคนมิได้อยู่ที่ร่างกายหรือสมอง  แต่อยู่ที่สาระแห่งชีวิตหรือคุณธรรมที่มีอยู่ประจำอยู่ที่จิตใจ  สมกับค่าของคนสมัยก่อนที่ว่า “คนเรามิได้แก่เพราะกินข้าว  เฒ่าเพราะเกิดนาน” เท่านั้นดอก  แต่จะต้องเป็นคนสูงอายุเพราะมีสาระและคุณธรรมต่างหาก  ที่ยิ่งมีอายุมากขึ้นก็ยิ่งจะเป็นที่ภาคภูมิใจ  หรือเป็นหลักให้เกิดความอบอุ่นใจแก่ลูกหลาน  หรือคนทั่วไป

ธรรมะให้ความสุขแก่ผู้สูงอายุ

   คนสูงอายุนั้น  เมื่ออนุสรณ์ถึงชีวิตของตนเองว่า  ได้ทำดีไว้ให้ลูก  ทำถูกไว้ให้หลานอย่างครบถ้วนแล้ว  ก็ย่อมจะเกิดปีติหล่อเลี้ยงจิตใจให้เกิดความสุขทางจิตใจได้
   คนสูงอายุที่ไม่มีธรรมะนั้นมักจะรู้สึกว้าเหว่และสิ้นหวัง  เพราะยิ่งเมื่อสูงอายุมากขึ้นเท่าไร  ก็ยิ่งจะพึ่งตัวเองได้น้อยลงเท่านั้น  แม้ว่าจะมีเงินจ้างคนอื่นช่วย  แต่ถ้าเราขาดคุณธรรมหรือไม่มีน้ำใจ  ก็จะหาคนรับจ้างยาก  หรือไม่ทำด้วยน้ำใจ  ทำพอให้พ้น ๆ หน้าที่ไปเท่านั้น  หรือถ้าเป็นผู้สูงอายุที่โหดร้ายด้วยเงินก็จะไร้ค่าไปทันที
   ในทางตรงกันข้าม  ผู้สูงอายุที่มีคุณธรรม  มีเมตตาอารีต่อลูกหลานและบุคคลทั่วไป  ใคร ๆ ก็อยากเข้าใกล้  เพราะมันทำให้เขาสงบและอบอุ่น
สติ  และ  สมาธิ  ของผู้สูงอายุ
   ผู้สูงอายุทั่วไปมักจะหลงลืมง่าย  แม้กระทั่งกินอาหารแล้วก็ว่ายังไม่กิน  เหตุเพราะขาดสติ  หรือไม่เจริญสติอยู่เป็นประจำวันไว้ก่อน  แม้ว่าจะมาเจริญในเมื่อสูงอายุก็มักจะไม่ทันใช้  คือมักจะไม่ได้ผล
   ผู้สูงอายุทั่วไปมักมีจิตใจฟุ้งซ่าน  ด่า หรือ บ่นเก่ง  จนลูกหลานไม่อยากเข้าใกล้  เพราะเบื่อระอาในความจู้จี้ขี้บ่น  เหตุเพราะจิตขาดสมาธิและไม่มีสติควบคุม
   สติและสมาธิจึงเป็นยอดธรรมะที่คนสูงอายุต้องมีประจำใจ  จึงจะเป็นคนสูงอายุที่น่าเคารพรักเป็นหลักให้ลูกหลานได้มีที่พึ่งทางใจ  และการที่ผู้สูงอายุจะทำตนให้เป็นที่พึ่งของผู้อ่อนอายุได้  ตนเองต้องเริ่มทำตนเองให้มีที่พึ่งเสียแต่บัดนี้  ด้วยการสละหรือแบ่งเวลาให้แก่ธรรมะบ้าง  หมั่นศึกษาค้นคว้า  ฟัง  อ่านธรรมะให้มากตั้งแต่บัดนี้  ที่ควรสังวรก็คืออย่ามัวแต่อ่านหรือฟังอย่างเดียว  ควรจะมีการปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย
 
การปลงอายุ

   ผู้สูงอายุควรหัดปลงอายุไว้เป็นประจำ  จะได้ไม่เกิดการสะดุ้งกลัวต่อความตาย  ที่จะต้องมาถึงในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน  ถึงเราจะเกลียดและกลัวความตายอย่างไร  ทุกคนก็ไม่อาจหลีกหนีความตายได้พ้น  ถ้าใครกลัวความตายก็จะต้องทำให้ไม่เกิด “นั่นแหละจึงจะพ้นได้อย่างแท้จริง”  นั่นก็คือ  จงรีบปฏิบัติธรรมเสียในบัดนี้และตลอดไป

คนที่ไม่มีที่พึ่งย่อมกลัวความตาย

   การที่ทุกคนจะปฏิบัติตนให้บรรลุ  มรรค  ผล  นิพพาน  นั้น  ดูออกจะไกลเกิดเอื้อมไปมาเอากันที่ง่าย ๆ และสามารถทำกันได้ทุกคนกันดีกว่าดังนี้
                 ๑) จงงดเว้นความชั่วต่าง ๆ โดยสิ้นเชิง
                 ๒) จงหมั่นให้ทาน  มีการใส่บาตรประจำวัน  บำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ต่าง ๆ และรักษาศีลอยู่เป็นประจำชีวิต  โดยเฉพาะศีล ๕
                 ๓) หมั่นเจริญสติอยู่เป็นประจำ  เพื่อให้เกิดกับความคุ้นความตาย  จะช่วยต้านทานความกลัวตายได้วิเศษนัก
                 ๔) ทาน  ศีล  ภาวนา  (รวมทั้งมรณสติ)  นี่แหละย่อมจะเป็นหลักและเป็นที่พึ่งของผู้สูงอายุอย่างแท้จริง  ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ อันมากมาย  ลูกหลานบริวารรอบข้างก็ไม่อาจที่จะติดตามเราไปได้  มีแต่บาปกับบุญเท่านั้น  ที่เป็นของเราอย่างแท้จริง
                 ๕) ผู้สูงอายุที่มีปัญญา  จึงควรจะเว้นจากบาปและบำเพ็ญกุศลทุกระดับชั้น  เพราะบุญเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งของผู้สูงอายุและทุกคนอย่างแท้จริง

เมื่อสูงอายุเมื่อสูงวัย - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

9
คิดบวก ชีวิตบวก - ท่านว.วชิรเมธี

เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ

เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ

เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต

เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)

เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ

เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย

เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต

เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี

เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง

เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง

เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ

เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง

เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือความอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง

เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม

เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์

เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด

เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบททดสอบว่าที่ว่า “มารไม่มีบารมีไม่เกิด”

เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม “ในวิกฤตย่อมมีโอกาส”

เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต

เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์

คิดบวก ชีวิตบวก - ท่านว.วชิรเมธี

คิดบวก  ชีวิตบวก
Positive Thinking, Positive Life...
โดย  ท่าน ว.วชิรเมธี
วัดสันทราย จ.เชียงใหม่

10
อมตะวาทะพระพยอม - พระพยอม กัลยาโณ

วาทะพระพะยอม จากหนังสือ
เรื่อง "อมตะวาทะพระพยอม"


1. เดี๋ยวนี้ชอบเห็นโง่เป็นโก้ เดินอยู่บนรากฐานของความโง่ แต่สำคัญตัวว่าโก้ ว่าฉลาด
2. ปมเด่นเกิดมากเท่าไหร่ ถ้ามันไม่เป็นไปเพื่อการเสียสละ มันก็สร้างความหายนะมากขึ้นเท่านั้น
3. ความมืดในสีขาวอันตรายมากกว่าความมืดในสีดำ
4. ยอมลำบากเมื่อหนุ่ม ดีกว่ากลุ้มเมื่อแก่
5. ตายเสียในการต่อสู้ ยังดีกว่าคนพ่ายแพ้ตนเอง

6. การทำงานหนัก คือดอกไม้ของชีวิต
7. มนุษย์ต้องมีใจสูงอยู่เหนือความเกียจคร้าน อยู่เหนือความเบื่อหน่าย
    มนุษย์เดี๋ยวนี้มีพวกทำน้อย อยากได้มาก ไม่ทำเลยจะเอาทั้งหมด
8. เราอยากให้กระจกยิ้มแก่เรา เราก็ต้องยิ้มให้กระจก
9. อยู่ให้เขารัก จากให้เขาเสียดาย ตายให้เขาคิดถึง
10. คนที่ไม่ยอมให้อภัย อารมณ์จะบูดตอนเช้า อารมณ์จะเน่าตอนเพล
    อารมณ์จะเหม็นตอนค่ำ ฟึดฟัดฮึดฮัดอย่างกับเบนซินซูเปอร์

11. ยอมไม่เป็น เย็นไม่ได้
12. คนเราต้องฉิบหายวายวอด ก็เพราะติดศักดิ์ศรีแห่งตัวตู (เพียงให้ถอนคำพูดก็ไม่ยอมถอน)
13. ตัณหาทำให้เรา "ตาหัน" หันไปจากความงามและความรัก
14. ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกเก่ง เลือกกล้าได้
15. เห็นภัยทำให้ไหวตัว ถ้าไม่เห็นภัยก็ไม่ไหวตัว คนเดี๋ยวนี้อยู่ในภาวะไม่ไหวตัว
     เพราะมองไม่เห็นภัยในความเห็นแก่ตัว

16. การอ่อนน้อมถ่อมตนช่วยลดความยโสโอหัง
17. ทำอะไรต้องทำแบบกัดติด และทำด้วยความประทับจิตประทับใจ
18. คนเราถ้าไม่ลำบากไม่ต่อสู้ สถานภาพความเป็นมนุษย์ก็ย่อมต่ำลง
19. ดินจะดีไม่ดีดูที่หญ้า คนจะโง่จะฉลาดดูที่คำพูด
20. อยู่ด้วยกันอย่าอวดดี ถ้าความดีมีอยู่จริง มันจะอวดตัวมันเอง

21. เสน่ห์ของเด็กอยู่ที่การเชื่อฟัง เสนียดของเด็กอยู่ที่ดื้อรั้นดันทุรัน
22. จงรักษาความถูกต้องมากกว่าความถูกใจ คนเดี๋ยวนี้มันจัญไร
      รักษาความถูกใจมากกว่าความถูกต้อง
23. กินข้าวเขาแล้วมาขี้ ทำความดีคุ้มค่าเขาแล้วหรือยัง
24. ตัณหานั้นที่จริงมันไม่ตัน มันกลวงมันพร่องอยู่ตลอดเวลา
25. โรคเอดส์มันเกิดจากอารมณ์เอดส์ก่อน

26. คนไม่มีธรรมะ พอไปมีอะไรเข้าก็เจ็บปวดกับสิ่งที่มี เพราะถูกมันกัดเอา
27. ศาสนาเป็นเรื่องลึกซึ้ง ให้ไอ้พวกทึ่มๆมารักษาจะอยู่ได้อย่างไร
28. ทำบุญทำกุศลแต่ละครั้งต้องตั้งใจซักฟอกจิตให้สะอาด
28. ร้อนใจไปนรก ดีใจไปสวรรค์ เย็นใจไปนิพพาน
29. คนดีฟังพระเทศน์มีแต่ดีใจ คนชั่วฟังทีไรเจ็บใจทุกที
30. เทียนยิ่งต่อยิ่งสว่าง บุญยิ่งแบ่งยิ่งผ่องใส แบ่งบุญยิ่งแบ่งยิ่งมีมาก

31. แมวจ้องดูหนูอยู่ หนูก็ไม่กล้าออกมา ความอยากถ้าเราจ้องดูมัน มันก็ไม่กล้ารบกวน
32. อาตมาเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมไม่ดี การสั่งสอนศีลธรรมก็ไร้ผล
33. เดี๋ยวนี้คนติดคุกมากกว่าติดวัด วัดกำลังจะร้าง ตารางกำลังจะเจริญ
34. อะไรจะนำไปสู่ความชั่วเท่ากับความโง่ย่อมไม่มี
      อะไรจะนำไปสู่ความดีเท่ากับปัญญาหาไม่ได้
35. โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ไม่โกรธดีกว่า จะได้ไม่บ้าไม่โง่

36. คนเราที่มีความเห็นผิด เพราะชอบใกล้ชิดกับความเสื่อม
37. ความเห็นแก่ตัวน่ากลัวที่สุด ทั้งๆที่จริงตัวไม่มี แต่ก็ยังเห็นแก่ตัว
38. ทรัพย์สมบัติในบ้านที่เราว่า "เป็นของเรา" มันเคยพูดกับเราว่า "ฉันเป็นของคุณ" บ้างไหม
      มีแต่เสียงกิเลสของเราสั่งเอาว่า "นั่นของตู นี่ของตู"
39. บุคคลที่เรียกว่าผู้ดี ผู้มีความรู้ ถ้าทำความชั่วแล้วชั่วมากที่สุด
40. ถ้าเราเอาเหล้ากับขี้ไปตั้งให้หมามันกิน หมามันเลือกกินขี้ เพราะยังมีกากวิตามินหลงอยู่บ้าง

41. ใช้พระเดชด้วยเมตตา ใช้พระคุณด้วยปัญญา
42. กิเลสมันแสนกล ถ้าเรารู้ไม่เท่าทัน เราจะเสียท่ามัน
43. แก่แล้วต้องทำดีไว้ให้ลูกทำถูกไว้ให้หลาน ไม่ทำสิ่งชั่วช้าสามานย์ให้ลูกหลานดูถูก
44. ขั้วของความชั่วอยู่ที่เห็นแก่ตัว ขั้วของความดีอยู่ที่เสียสละ
45. ค่าอาหาร ค่าภารกิจไม่เท่าไหร่ แต่ค่าเลี้ยงดูกิเลสนี้มันมาก

46. ธรรมะจะส่งผลให้คนได้สิ่งสูง 2 อย่างที่มนุษย์ชอบที่สุด คือ เก่งกับดี
47. ที่สุดของดอกไม้คือแห้งโรย ที่สุดของคนคือตาย หรืออยู่เหนือตาย
48. จากความไม่มีมามี แล้วไปสู่ความไม่มีเหมือนเดิม
49. เราเสียสละมากขึ้นเท่าไร ภูมิต้านทานความเห็นแก่ตัวก็มีมากขึ้นเท่านั้น
50. ใจคนติดขัดยิ่งกว่าทางรถติด ติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสร้อยรัด
      ต้องเศร้าสร้อยหงอยเหงาอยู่ร่ำไป

51. เสือกไสให้คนทำสงครามกัน มือที่สามคือ กิเลส
52. เรายอมแพ้คนเพื่อเอาชนะกิเลส ดีกว่ายอมแพ้กิเลสเพื่อเอาชนะคน
53. ศักดิ์ของมนุษย์อยู่ที่การเอาชนะกิเลสได้
54. เห็นอะไรไม่วิเศษเท่ากับเห็นกิเลสของตน
55. หยุดแล้วจึงถึงพระ ละแล้วจึงถึงธรรม

วาทะพระพะยอม จากหนังสือ
เรื่อง "อมตะวาทะพระพยอม"

อมตะวาทะพระพยอม - พระพยอม กัลยาโณ

หน้า: [1] 2 3 ... 10