กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
กุญแจดอกเอก - ธรรมะของ หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

ธรรมชาติแห่งพุทธะในตัวคนแต่ละคน อาจเปรียบได้กับผลไม้แต่ละผล หรือเมล็ดข้าวเปลือก ถ้าหากได้เอาลงเพาะในดินที่ชุ่มเย็น มีเงื่อนไขต่างๆพอเหมาะ ก็จะงอกขึ้นมาเป็นต้น ให้ดอกออกผลได้เช่นกัน ส่วนจะช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพของข้าวเมล็ดนั้นๆเป็นเหตุปัจจัย

การตรัสรู้ เหมือนดอกไม้อาศัยแสงตะวัน เมื่อตะวันส่องแสงมายังพื้นโลก เมื่อความร้อนกับความเย็นกระทบกัน จึงเกิดความอบอุ่น ดอกไม้ก็เลยบานได้ตามต้องการ

พุทธะหรือโพธิจิตนี้ เมื่อได้รับการกระตุ้นระดับหนึ่ง จะตื่นขึ้นและผลิบาน จึงเรียกว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ซึ่งมนุษย์ทุกคนไปถึงได้

การเจริญสติ อันเป็นฐานของการเจริญสมาธิ เจริญปัญญา จะทำให้ธาตุพุทธะในตัวเราแตกตัว และเบ่งบาน
                       
                               
           การรู้สึกตัวนั้น เป็นไม้ขีดไฟ เทียนไขนั้นก็คือ มันคิดเรารู้ เราพยายามจุดสองอย่างนี้ จุดแล้วก็สว่างขึ้นมา ก็เดินหนีออกจากถ้ำ ไม่เข้าไปอยู่ในถ้ำ ถึงจะต้องเข้าไปอยู่ในถ้ำ ก็ต้องไม่ให้มันมืดต่อไป ต้องรู้สึกตัวทันที นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม

          การรู้สึกตัวนี้ ให้รู้สึกลงไป เมื่อมันไหวขึ้นมาให้รู้สึกตามความเป็นจริงที่มันเคลื่อนไหวนั้น เมื่อมันหยุดก็ให้รู้สึกทันทีว่ามันหยุด อันนี้เรียกว่า สงบ สงบแบบรู้สึก

          เราจะสร้างโบสถ์สักหลังหนึ่ง ยังไม่เท่าเราพลิกมือขึ้นอย่างนี้ครั้งเดียว แล้วรู้สึกตัว ทำอย่างนี้ดีกว่าการสร้างโบสถ์หลังหนึ่ง เพราะอันนี้มันรู้แต่สร้างโบสถ์ ไม่รู้อะไรเลย

          ความรู้สึกตัวเป็นรากเหง้าของบุญ ความไม่รู้เป็นรากเหง้าของบาป

          การแสวงหาพระพุทธเจ้าก็ตาม แสวงหาพระอรหันต์ก็ตาม แสวงหามรรคผลนิพพานก็ตาม อย่าไปแสวงหาที่ๆมันไม่มี แสวงหาตัวเรานี้ ให้เราทำความรู้สึกตื่นตัวอยู่เสมอ นี่แหละ จะรู้จะเห็น

          ความสงบที่แท้จริงจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ เราหยุดการแสวงหา ต่อเมื่อเราไม่ต้องวิ่งหาบุคคลอื่นนั้นเรียกว่า ความสงบ

          ความสงบมีอยู่แล้วโดยไม่ต้องทำขึ้น เป็นความสงบจาก โทสะ โมหะ โลภะ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นแก่เรา สติจะมาทันที เนื่องจากสติ สมาธิ ปัญญา อยู่ที่นั่นแล้ว โทสะ โมหะ โลภะ จึงไม่มี ถ้าบุคคลใดไม่เจริญสติ ไม่ได้ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น บุคคลนั้นจะไม่มีมัน ทั้งๆที่มันมีอยู่ที่นั่นแล้ว

         เพียงแต่เคลื่อนไหวทีละครั้งและรู้ เมื่อเธอไม่รู้ปล่อยมันไป เมื่อรู้ปล่อยมันไป บางครั้งเธอรู้ บางครั้งเธอไม่รู้ มันเป็นเช่นนั้น แต่ให้รู้

          การรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของร่างกาย คือการเจริญสติ สมาธิคือการตั้งใจ

          ใช้สติดูจิตใจ ไม่ว่าความคิดอะไรเกิดขึ้น เห็นมันทันที และเราจะรู้ถึงความหลอกลวง รู้ทันเวลา รู้การป้องกัน และรู้การแก้ไข รู้ถึงการเอาชนะความคิดปรุงแต่ง ศีลจะเกิดขึ้นภายในจิตใจของเราเอง ไม่ใช่คนดอกที่รักษาศีล แต่ศีลต่างหากที่รักษาคน

          ให้ลืมตาทำเคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็ให้รู้ มันเป็นการไหลไปตามธรรมชาติของมัน ตาก็ไม่ต้องบังคับให้มันหลับ ให้มันกะพริบขึ้นลงได้ตามธรรมชาติ เหลือบซ้าย แลขวาก็ได้ มันจึงเป็นการปฏิบัติธรรมกับธรรมชาติ และมันก็รู้กับธรรมชาติจริงๆ

          ถ้ารู้สึกในการเคลื่อนไหวได้ ก็เป็นการปฏิบัติธรรม ซักเสื้อผ้า ล้างถ้วย ล้างชาม ถ้ารู้สึกที่มันเคลื่อนมันไหวในขณะนั้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้

          พุทธศาสนาคือ มารู้สึกต่อการเคลื่อนการไหวในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั่นแหละ คือมันรู้สึกในการเคลื่อนไหวของกายและใจ เป็นญาณเข้ามารู้ รู้สึกที่เนื้อที่ตัวตื่นตัว มันจะเป็นใหญ่ในตัวของมันได้เอง รู้สึกใจตื่นใจ มันจะเปลี่ยนแปลงเป็นใหญ่ในใจของมันได้เอง เมื่อมันเปลี่ยนแปลง มันก็เหมือนกับเราหงายของที่คว่ำขึ้นมา มันก็เห็นว่า มีอะไรอยู่ที่ตรงนั้น

          คำว่าติดต่อกันเหมือนลูกโซ่นั้น ไม่ใช่แต่ว่านั่งอยู่ในห้องกรรมฐานเพียงอย่างเดียว จะไปไหนมาไหน อาบน้ำ ซักเสื้อ ซักผ้า ก็ให้มีสติดูการเคลื่อนไหวของรูปกาย และมีสติดูจิตดูใจอยู่เสมอ นั่นแหละท่านเรียกว่า ปฏิบัติให้ติดต่อเหมือนลูกโซ่

          ทันทีที่ความคิดเกิดขึ้น ปัดมันทิ้งออกไปทันที และให้มาอยู่กับความรู้สึกตัว

          ความคิดยิ่งเร็ว สติปัญญาก็ยิ่งเร็ว ความคิดยิ่งลึก สติปัญญาก็ยิ่งลึก ถ้าทุกวันสองอย่างนี้ยิ่งลึกเท่ากันแล้วกระทบกัน แตกโพละออกมาเลย เรียกว่า โพลงตัวออกมา ซึ่งสภาวะอันนี้มันมีอยู่แล้วในคนทุกคน

          วิธีแห่งการปฏิบัติ คือการรู้สึกตัวเท่าทันความคิด ร่างกายของเราทำงานไปตามหน้าที่ แต่จิตของเราจะต้องดูความคิด

          การเห็นการรู้ความคิด เป็นสองสิ่งที่แตกต่างกัน การรู้คือการเข้าไปในการคิดและความคิดก็คงดำเนินต่อไป เมื่อเราเห็นความคิด เราสามารถหลุดออกมาจากความคิดนั้นได้

          เมื่อเราเห็นความคิดในทุกขณะ ไม่ว่ามันจะคิดเรื่องใดก็ตาม เราเอาชนะมันได้ทุกครั้งไป แล้วเราจะมาถึงจุดหนึ่ง ที่บางสิ่งภายในจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

          การรู้ความคิด จึงเป็นความรู้ของ อวิชชา  สำหรับผู้มีปัญญา การรู้และการเห็น สามารถแยกออกจากกันได้ นั่นคือวิชชา ปัญญาและวิชชาจะแยกความคิดออกจากกันได้ และนั่นคือที่สุดของทุกข์

          ตัวนึกคิดนี่แหละคือสมุทัย มรรคคือการเอาสติมาดูความคิด นี่คือข้อปฏิบัติ

          การที่เราเห็นความคิดนี่เอง เป็นต้นทางพระนิพพานแล้ว เมื่อมันคิดวูบขึ้นมา เราก็เห็นปั๊บ อันกระแสความคิดนี้มันไวนัก ไวกว่าแสง ไวกว่าเสียง ไวกว่าไฟฟ้า ไวกว่าอะไรทั้งหมด เมื่อได้เห็นสมุฏฐานความเร็ว ความไวของความคิดแล้ว เรียกว่า อรรถบัญญัติ

          ให้เห็นความคิด อย่าไปห้ามความคิด และอย่าไปยึดถือ ให้ปล่อยมันไป นี่คือการเห็นความคิด คิดแล้วให้ตัดปุ๊บเลย เหมือนการวิดน้ำออกไปจากก้นบ่อ ทำอย่างนี้นานๆเข้า สติจะเต็มและสมบูรณ์ คิดปุ๊บเห็นปั๊บ อันนี้แหละคือระดับความคิด ที่เรียกว่า ปัญญา ซึ่งเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด

          ให้รู้จักสมุฏฐานของความคิด เมื่อเรารู้จักสมุฏฐานของความคิดแล้ว เราจะได้ปฏิบัติจุดนี้เข้าไป เมื่อเราปฏิบัติจุดนี้แล้ว มันจะไปตามทางของมันเอง เมื่อไปตามทางนั้นแปลว่าเห็นถูกต้อง ก็ต้องถึงจุดหมายปลายทาง

          ที่เราต้องการความสงบหรือพุทธะ เราไม่ต้องไปทำอะไรให้มาก เพียงให้ดูต้นตอของชีวิตเมื่อมันคิดมา อย่าเข้าไปในความคิด ให้ตัดความคิดออกให้ทัน

          วิธีการยกมือขึ้น คว่ำมือลง เป็นวิธีเจริญสติ เป็นวิธีเจริญปัญญา เมื่อได้สัดได้ส่วนสมบูรณ์แล้ว มันจะเป็นเองไม่ยกเว้นใครๆ อยู่ที่ไหนก็ทำได้ เด็กๆก็ทำได้ ผู้ใหญ่ก็ทำได้ นุ่งผ้าสีอะไรก็ทำได้ ถือศาสนาลัทธิอะไรก็ทำได้ เรียกว่า ของจริง

          วิธีที่จะจัดการกับ ความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้น เราไม่ต้องไปคิดหาว่า ความโกรธ ความโลภ ความหลง อยู่ที่ไหน เราเพียงกลับเข้ามาดูจิตดูใจของเรา ก็จะทำลายความโกรธ ความโลภ ความหลงได้เอง

          ศีลคือความปกติ ศีลคือผลของจิตใจที่เป็นปกติ นี้เป็นสิ่งเดียวกับสติ สมาธิ ปัญญา วิธีการปฏิบัติคือ การรู้สึกตัวเท่าทันความคิด เมื่อความคิด ความทุกข์ หรือความสับสนเกิดขึ้น อย่าได้พยายามหยุดมัน แต่ให้สังเกตมัน

          หนทางไปสู่ความสิ้นสุดของทุกข์นี้ เป็นหนทางที่ง่าย เหตุที่ยาก เพราะเราไม่รู้มันอย่างแท้จริง เราจึงมีแต่ความลังเล และสงสัย

          พระพุทธเจ้าก็คือ คนทุกคน เพราะพืชพันธุ์ที่จะทำให้คนเป็นพระพุทธเจ้านั้นมีอยู่แล้วในคนทุกคนไม่ยกเว้น

          ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม พระธรรมนั้นมีอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นสิ่งนี้อย่างแท้จริง เราจะอยู่เหนือความเชื่อที่งมงายทั้งหลาย ตัวเราเท่านั้นที่จะนำชีวิตของเราเอง มิใช่ใดอื่นนี้คือ จุดเริ่มต้นของความสิ้นสุดแห่งทุกข์

          พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอะไรเลย เพราะมันมีอยู่แล้วทั้งนั้น ขอเพียงว่าให้เรารู้สึกตัวเท่านั้นเอง ความรู้สึกตัวก็มีอยู่แล้ว             

          แท้จริงแล้วนั้น กิเลสมิได้มีอยู่จริง แล้วเราจะไปชนะมันได้อย่างไร สิ่งที่เราต้องทำเพียงอย่างเดียวคือ เราเพียงแต่ดูจิตใจโดยชัดเจน เผชิญหน้ากับความคิดโดยแจ่มชัด เมื่อเราเห็นใจอย่างชัดเจน โมหะก็จะไม่มีอยู่

          ธรรมะคือมนุษย์ เมื่อเรารู้ธรรมะ เราก็จะเข้าใจว่า ทุกๆสิ่งนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ทุกๆสิ่งคือสมมุติ นี้คือปัญญาที่เกิดขึ้น

          การเห็นตัวเราตามที่เป็นจริง คือการเห็นธรรมะ ฉะนั้นการเห็นธรรมก็คือ เห็นในขณะที่เรากำลังทำ กำลังพูด กำลังคิด เห็นอย่างนี้เห็นธรรมแท้ๆ ไม่แปรผัน

กุญแจดอกเอก - ธรรมะของ หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ
ที่มา ลานธรรมเสวนา - โดยคุณ ชูคลณ์ [ 29 มิ.ย. 2545]

2
หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด
 
เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า "หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกันมาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อนและขยายวงกว้างออกไปกลายเป็นความเชื่อความศรัทธาอย่างฝังใจ หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เรื่องราวต่อไปนี้ผู้เขียนได้รวบรวมจากหนังสืออ้างอิงหลายเล่มทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์หนังสือและเอกสารต่างๆ พอจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวดคือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

ทารกอัศจรรย์

เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่ผ่านมาในตอนปลายรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระตรงกับวันศุกร์เดือนสี่ ปีมะโรง พุทธศักราช 2125 ได้มีทารกเพศชายผู้หนึ่งถือกำเนิดจากครอบครัวเล็กๆ ฐานะยากจนแร้นแค้น แต่มีจิตอันเป็นกุศล ชอบทำบุญสุนทานยึดมั่นในศีลธรรมอันดี ปราศจากการเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย

ทารกน้อยผู้นี้มีนายว่า "ปู" เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ ในขณะเยาว์วัย ทารกผู้นั้นยังความอัศจรรย์ให้แก่บิดามารดาตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลายด้วย อยู่มาวันหนึ่งมีงูตระบองสลาตัวใหญ่มาขดพันอยู่รอบเปลที่ทารกน้อยนอนหลับอยู่ และงูใหญ่ตัวนั้นไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้เปลที่ทารกน้อยนอนอยู่เลย

จนกระทั่งบิดามารดาของเด็กเกิดความสงสัยว่า พญางูตัวนั้นน่าจะเป็นเทพยดาแปลงมาเพื่อให้เห็นเป็นอัศจรรย์ในบารมีของลูกเราเป็นแน่แท้จึงรีบหาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชาสักการะ งูใหญ่จึงคลายลำตัวออกจากเปลน้อย เลื้อยหายไป

ต่อมาเมื่อพญางูกจากไปแล้ว บิดามารดาทั้งญาติต่างพากันมาที่เปลด้วยความห่วงใยทารก ก็ปรากฏว่าเด็กชายปูยังคงนอนหลับอยู่เป็นปกติแต่เหนือทรวงอกของทารกกลับมีดวงแก้วดวงหนึ่งมีแสงรุ่งเรืองเป็นรัศมีหลากสี ตาหูนางจันทร์จึงเก็บรักษาไว้นับแต่บัดนั้นฐานะความเป็นอยู่การทำมาหากินก็จำเริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับอยู่สุขสบายตลอดมา

สามีราโม

เมื่อกาลล่วงมานานจนเด็กชายปูอายุได้เจ็ดขวบ บิดาได้นำไปฝากสมภารจวง วัดกุฏิหลวง (วัดดีหลวง) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือเด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียนหนังสือขอมและไทยได้อย่างรวดเร็ว ครั้นอายุได้ 15 ปีก็บรรพชาเป็นสามเณรและบิดาได้มอบแก้ววิเศษไว้เป็นของประจำตัว ต่อมาสามเณรปูได้ไปศึกษาต่อกับสมเด็จพระชินเสน ที่วัดสีหยัง (สีคูยัง) ครั้นอายุครบอุปสมบทจึงได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถระปิยทัสสี ได้ทำการอุปสมบทมีฉายาว่า "ราโม ธมฺมิโก" แต่คนทั่วไปเรียกท่านว่า "เจ้าสามีราม" หรือ "เจ้าสามีราโม" เจ้าสามีรามได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นๆ อีกหลายวัด

เมื่อเห็นว่าการศึกษาที่นครศรีธรรมราชเพียงพอแล้วจึงขอโดยสารเรือสำเภาเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา ขณะเดินทางถึงเมืองชุมพร เกิดคลื่นทะเลปั่นป่วน เรือไม่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ต้องทอดสมออยู่ถึงเจ็ดวัน ทำให้เสบียงอาหารและน้ำหมดบรรดาลูกเรือตั้งข้อสงสัยว่าการที่เกิดเหตุอาเพศในครั้งนี้เพราะเจ้าสามีราม จึงตกลงใจให้ส่งเจ้าสามีรามขึ้นเกาะและได้นิมนต์ให้เจ้าสามีรามลงเรือมาด ขณะที่นั่งอยู่ในเรือมาดนั้น ท่านได้ห้อยเท้าแช่ลงไปในทะเลก็บังเกิดอัศจรรย์น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นประกายแวววาวโชติช่วง เจ้าสามีรามจึงบอกให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่มก็รู้สึกว่าเป็นน้ำจืด จึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ นายสำเภาจึงนิมนต์ให้ท่านขึ้นสำเภาอีก และตั้งแต่นั้นมาเจ้าสามีรามก็เป็นชีต้นหรืออาจารย์สืบมา

เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ไปพำนักอยู่ที่วัดแค ศึกษาธรรมะที่ วัดลุมพลีนาวาส ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราช ได้ศึกษาธรรมและภาษาบาลี ณ ที่นั้นจนเชี่ยวชาญจึงทูลลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชนุวาส เมื่อประมาณ พ.ศ. 2149 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ

รบด้วยปัญญา.....

กระทั่งวันหนึ่ง ถึงกาลเวลาที่ชื่อเสียงของหลวงพ่อทวด หรือเจ้าสามีราม จะระบือลือลั่นไปทั่วกรุงสยาม
จึงได้มีเหตุพิสดารอุบัติขึ้น ในรัชสมัยของพระเอกาทศรถ กล่าวคือ

สมัยนั้นพระเจ้าวัฏฏะคามินี แห่งประเทศลังกา ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรแหลมทองทางภาคใต้ คิดแก้มือด้วยการท้าพนันแปลธรรมะ และต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพมาทางแหลมทอง ใคร่จะได้กรุงศรีอยุธยามาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ปรารถนาให้เกิดศึกสงครามเสียชีวิตแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย จึงทรงวางแผนการเมืองด้วยสันติวิธีคิดหาทางรวบรัดเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นด้วยสติปัญญาเป็นสำคัญ

เมื่อคิดได้ดังนั้น พระเจ้ากรุงลังกาจึงมีพระบรมราชโองการสั่งให้พนักงาน ท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์ แล้วให้ช่างทองประจำราชสำนักไปหล่อ ทองคำเหล่านั้นให้เป็นตัวอักษรบาลีเล็กเท่าใบมะขาม ตามพระอภิธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์จำนวน 84,000 ตัว จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้พราหมณ์ผู้เฒ่าอันมีฐานะเทียบเท่าปุโรหิตจำนวนเจ็ดท่านคุมเรืองสำเภาเจ็ดลำบรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณ และของมีค่าออกเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับปริศนาธรรมของพระองค์

เมื่อพราหมณ์ทั้งเจ็ดเดินทางลุล่วงมาถึงกรุงสยามแล้ว ก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์ตน
แก่พระเจ้าเอกาทศรถ มีใจความในพระราชสาส์นว่า

พระเจ้ากรุงลังกาขอท้าให้พระเจ้ากรุงสยามทรงแปลและเรียบเรียงเมล็ดทองคำตามลำดับ ให้เสร็จภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชสาส์นนี้เป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่สำเร็จตามสัญญาก็จะยึดกรุงศรีอยุธยาให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และทางกรุงสยาม จะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองอีกทั้งเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลังกาตลอดไปทุกๆ ปีเยี่ยงประเทศราชทั้งหลาย

พระสุบินนิมิต

เมื่อพระเอกาทศรถทรงทราบความ ดังนั้น จึงมีพระบรมราชโองการให้สังฆการีเขียนประกาศนิมนต์พระราชาคณะและพระเถระทั่วพระมหานคร ให้กระทำหน้าที่เรียบเรียงและแปลตัวอักษรทองคำในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดสามารถเรียบเรียงและแปลอักษรทองคำในครั้งนี้ได้จนกาลเวลาลุล่วงผ่านไปได้หกวัน ยังความปริวิตกแก่พระองค์และไพร่ฟ้าประชาชนต่างพากันโจษขานถึงเรื่องนี้ให้อื้ออึงไปหมด

ครั้นราตรีกาลยามหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระบรรทมทรงสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะบริบูรณ์เฉกเช่นพระยาคชสารเชือกหนึ่ง ผายผันมาจากทางทิศตะวันตก เยื้องย่างเข้ามาในพระราชนิเวศน์แล้วก้าวเข้าไปยืนผงาดตระหง่านบนพระแท่นพลางเปล่งเสียงโกญจนาทกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ เสียงที่โกญจนาทด้วยอำนาจของพระยาคชสารเชือกนั้นยังให้พระองค์ทรงสะดุ้งตื่นจากพระบรรทม

รุ่งเช้าเมื่อพระองค์เสด็จออกว่าราชการ ได้ทรงรับสั่งถึงพระสุบินนิมิตประหลาดให้โหรหลวงฟังและได้รับการกราบถวายบังคมทูลว่า เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศเป็นที่เกรงขามแก่อริราชทั้งปวง ทั้งจะมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งจากทางทิศตะวันตก มาช่วยขันอาสาแปลและเรียบเรียงตัวอักษรทองคำปริศนาได้สำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ฟังดังนั้นจึงค่อยเบาพระทัย และรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งมวลออกตามหาพระภิกษุรูปนั้นทันที

อักษรเจ็ดตัว

ต่อมาสังฆการีได้พยายามเสาะแสวงหาจนไปพบ "เจ้าสามีราม" ที่วัดราชานุวาส
และเมื่อได้ไต่ถามได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง (พัทลุงในปัจจุบัน) เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย สังฆการีจึงเล่าความตามเป็นจริงให้เจ้าสามีรามฟังทั้งได้อ้างตอนท้ายว่า "เห็นจะมีท่านองค์เดียวที่ตรงกับพระสุบินของพระเจ้าอยู่หัว จึงใคร่ขอนิมนต์ให้ไปช่วยแก้ไขในเรื่องร้ายดังกล่าวให้กลายเป็นดี ณ โอกาสนี้"

ครั้นแล้วเจ้าสามีรามก็ตามสังฆการีไปยังที่ประชุมสงฆ์ณ ท้องพระโรง พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้พนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อันควร พราหมณ์ทั้งเจ็ดคนได้ประมาทเจ้าสามีรามโดยว่า เอาเด็กสอนคลานมาให้แก้ปริศนา เจ้าสามีรามก็แก้คำพราหมณ์ว่า กุมารเมื่ออกมาแต่ครรภ์พระมารดา กี่เดือนกี่วันจึงรู้คว่ำ กี่เดือนกี่วันจึงรู้นั่ง กี่เดือนกี่วันจึงรู้คลาน จะว่ารู้คว่ำแก่ หรือจะว่ารู้นั่งแก่ หรือจะว่ารู้คลานแก่ทำไมจึงว่าเราจะแก้ปริศนาธรรมมิได้ พราหมณ์ก็นิ่งไปไม่สามารถตอบคำถามท่านได้จากนั้นจึงรีบนำบาตรใส่อักษรทองคำเข้าไปประเคนแก่เจ้าสามีราม

ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า "ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด"

ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า "ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด" ครั้นแล้วท่านก็คว่ำบาตรเทอักษรทองคำเริ่มแปลปริศนาธรรมทันทีด้วยอำนาจบุญญาบารมีกฤษดาภินิหารของท่านที่ได้จุติลงมาเป็นพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์ในพระพุทธศาสนา กอปรกับโชคชะตาของประเทศชาติที่จะไม่เสื่อมเสียอธิปไตย เดชะบุญญาบารมีในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เทพยาดาทั้งหลายจึงดลบันดาลให้ท่าน เรียบเรียงและแปลอักษรจากเมล็ดทองคำ 84,000 ตัว เป็นลำดับโดยสะดวกไม่ติดขัดประการใดเลย

ขณะที่ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรไปได้มากแล้ว ปรากฏว่าเมล็ดทองคำตัวอักษรขาดหายไปเจ็ดตัวคือ ตัว สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ ท่านจึงทวงถามเอาที่พราหมณ์ทั้งเจ็ด พราหมณ์ทั้งเจ็ดก็ยอมจำนวน จึงประเคนเมล็ดทองคำที่ตนซ่อนไว้นั้นให้ท่านแต่โดยดีปรากฏว่าท่านแปลพระไตรปิฎกจากเมล็ดทองคำสำเร็จบริบูรณ์เป็นการชนะพราหมณ์ในเวลาเย็นของวันนั้น

พระราชมุนี

สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง ทรงมีรับสั่งถวายราชสมบัติให้แก่เจ้าสามีรามให้ครอง 7 วัน แต่ท่านก็มิได้รับโดยให้เหตุผลว่าท่านเป็นสมณะ พระองค์ก็จนพระทัยแต่พระประสงค์อันแรงกล้าที่จะสนองคุณความดีความชอบอันใหญ่ยิ่งให้แก่ท่านในครั้งนี้ จึงพระราชทานสมณศักดิ์ให้เจ้าสามีรามเป็น "พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์" ในเวลานั้น พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์หรือหลวงพ่อทวดได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดราชานุวาส ศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่เป็นเวลาหลายปีด้วยความสงบร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

โรคห่าเหือดหาย

ต่อจากนั้น กรุงศรีอยุธยาเกิดโรคห่าระบาดไปทั่วเมืองประชาราษฎรล้มป่วยเจ็บตายลงเป็นอันมาก ประชาชนพลเมืองเดือดร้อนเป็นยิ่งนัก สมัยนั้นหยูกยาก็ไม่มีนิยมใช้รักษาป้องกันด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย

พระเจ้าอยู่หัวทรงพระวิตกกังวลมากเพราะไม่มีวิธีใดจะช่วยรักษาและป้องกันโรคนี้ได้ทรงระลึกถึงพระราชมุนีฯ มีรับสั่งให้อำมาตย์ไปนิมนต์ท่านเจ้าเฝ้า ท่านได้ช่วยไว้อีกครั้งโดยรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยและดวงแก้ววิเศษ แล้วทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมแก่ประชาชนทั่วทั้งพระนคร โรคห่าก็หายขาดด้วยอำนาจ คุณความดีและคุณธรรมอันสูงส่ง ทำให้พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อนสมณศักดิ์ท่านขึ้นเป็นพระสังฆราชมีนามว่า "พระสังฆราชคูรูปาจารย์" และทรงพอพระราชหฤทัยในองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับทรงมีรับสั่งว่า "หากสมเด็จเจ้าฯ ประสงค์สิ่งใด หรือจะบูรณะวัดวาอารามใดๆ ข้าพเจ้าจะอุปถัมภ์ทุกประการ"

กลับสู่ถิ่นฐาน

ขณะที่ท่านรุกขมูลธุดงค์สมเด็จเจ้าฯ ได้เผยแผ่ธรรมะไปด้วยตามเส้นทาง ผ่านที่ไหนมีผู้เจ็บป่วยก็ทำการรักษาให้ ตามแนวทางที่ท่านเดินพักแรมที่ใดนั้น ที่นั่นก็เกิดเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนในถิ่นนั้นได้ทำการเคารพสักการะบูชามาถึงบัดนี้ ได้แก่ที่บ้านโกฏิอำเภอปากพนัง ที่หัวลำภูใหญ่ อำเภอหัวไทร และอีกหลายแห่ง

สมเด็จพะโคะ

ต่อจากนั้น ท่านก็ได้ธุดงค์ไปจนถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ อันเป็นจุดหมายปลายทาง ประชาชนต่างซึ่งชื่นชมยินดีแซ่ซ้องสาธุการต้อนรับท่านเป็นการใหญ่และได้พร้อมกันถวายนามท่านว่า "สมเด็จเจ้าพะโคะ" และเรียกชื่อวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะว่า "วัดพะโคะ" มาจนบัดนี้ สมเด็จเจ้าฯ เห็นวัดพระโคะเสื่อมโทรมมาก เนื่องจากถูกข้าศึกทำลายโจรกรรม มีสภาพเหมือนวัดร้างสมเด็จเจ้าฯ กับท่านอาจารย์จวง คิดจะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ ยินดีและอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง โปรดให้นายช่างผู้ชำนาญ 500 คน และทรงพระราชทาน สิ่งของต่างๆ และเงินตราเพื่อการนี้เป็นจำนวนมาก ใช้เวลาประมาณ 3 ปี จึงแล้วเสร็จ สิ่งสำคัญในวัดพะโคะหรือ พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งพระอรหันต์นามว่าพระมหาอโนมทัสสีได้เป็นผู้เดินทางไปอัญเชิญมาจากประเทศอินเดียสมเด็จเจ้าฯ ได้จำพรรษาเผยแผ่ธรรมที่วัดพะโคะอยู่หลายพรรษา

เหยียบน้ำทะเลจืด

ขณะที่สมเด็จเจ้าฯ จำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะ ครั้งนี้คาดคะเนว่า ท่านมีอายุกาลถึง 80 ปีเศษ อยู่มาวันหนึ่งท่านถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น 3 คด ชาวบ้านเรียกว่า "ไม้เท้า 3 คด" ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังชายฝั่งทะเลจีน ขณะที่ท่านเดินพักผ่อนรับอากาศทะเลอยู่นั้น ได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่นเลียบชายฝั่งมา พวกโจรจีนเห็นท่านเดินอยู่คิดเห็นว่าท่านเป็นคนประหลาดเพราะท่านครองสมณเพศ พวกโจรจึงแวะเรือเทียบฝั่งจับท่านลงเรือไป

เมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่งไม่นานเหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือ เรือลำนั้นแล่นต่อไปไม่ได้ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกโจรจีนพยายามแก้ไขจนหมดความสามารถเรือก็ยังไม่เคลื่อน จึงได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณ ที่นั้นเป็นเวลาหลายวันหลายคืน ในที่สุดน้ำจืดที่นำมาบริโภคในเรือก็หมดสิ้น จึงขาดน้ำจืดดื่มและหุงต้มอาหารพากันเดือดร้อนกระวนกระวายด้วยกระหายน้ำเป็นอย่างมาก สมเด็จเจ้าฯ ท่านเห็นเหตุการณ์ความเดือดร้อนของพวกโจรถึงขั้นที่สุดแล้ว ท่านจึงเหยียบกาบเรือให้ตะแคงต่ำลงแล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิวน้ำทะเลทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกตของพวกโจรจีนไปได้

เมื่อท่านยกเท้าขึ้นจากพื้นน้ำทะเลแล้วก็สั่งให้พวกโจรตักน้ำตรงนั้นมาดื่มชิมดู พวกโจรจีนแม้จะไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลองเพราะไม่มีทางใดจะช่วยตัวเองได้แล้ว แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเลเค็มจัดที่ตรงนั้นแปรสภาพเป็นน้ำจืดเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรจีนได้เห็นประจักษ์ในคุณอภินิหารของท่านเช่นนั้น ก็พากันหวาดเกรงภัยที่จะเกิดแก่พวกเขาต่อไป จึงได้พากันกราบไหว้ขอขมาโทษแล้วนำท่านล่องเรือส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไป

เมื่อสมเด็จเจ้าฯ ขึ้นจากเรือเดินกลับวัด ถึงที่แห่งหนึ่งท่านหยุดพักเหนื่อย ได้เอา"ไม้เท้า 3 คด" พิงไว้กับต้นยางสองต้นอันยืนต้นคู่เคียงกัน ต่อมาต้นยางสองต้นนั้นสูงใหญ่ขึ้น ลำต้นและกิ่งก้านสาขาเปลี่ยนไปจากสภาพเดิกกลับคดๆ งอๆ แบบเดียวกับรูปไม้เท้าทั้งสองต้น ประชาชนในถิ่นนั้นเรียกว่าต้นยางไม้เท้า ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งปรากฏอยู่ถึงทุกวันนี้

สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวดครองสมณเพศและจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ เป็นที่พึ่งของประชาราษฎร์มีความร่มเย็นเป็นสุข ได้ช่วยการเจ็บไข้ได้ทุกข์ บำรุงสุข เทศนาสั่งสอนธรรมของพระพุทธองค์ประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงพุทธศาสนิกชนตลอดมา

สังขารธรรม

หลังจากนั้นหลายพรรษา สมเด็จเจ้าฯ หายไปจากวัดพะโคะเที่ยวจาริกเผยแผ่ธรรมะไปหลายแห่ง จากหลักฐานทราบว่าท่านได้ไปพำนักที่เมืองไทรบุรี ชาวบ้านเรียกท่านว่า "ท่านลังกา" และได้ไปพำนักที่วัดช้างไห้ ชาวบ้านเรียกท่านว่า "ท่านช้างให้" ดังนี้

ท่านได้สั่งแก่ศิษย์ว่าหากท่านมรณภาพเมื่อใด ขอให้ช่วยกันจัดการหามศพไปทำการฌาปนกิจ ณ วัดช้างให้ด้วย ขณะหามศพพักแรมนั้น ณ ที่ใดน้ำเหลืองไหลลงสู่พื้นดิน ที่ตรงนั้นให้เอาเสาไม้แก่นปักหมายไว้ต่อไปข้างหน้าจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่มาไม่นานเท่าไร ท่านก็ได้มรณภาพลงด้วยโรคชรา ปวงศาสนิกก็นำพระศพมาไว้ที่วัดช้างให้ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี สถานที่ที่สมเด็จเจ้าฯ เคยพำนักอยู่ หรือไปมา นับได้ดังนี้ วัดกุฎิหลวง วัดสีหยัง วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช กรุงศรีอยุธยา วัดพะโคะ วัดเกาะใหญ่ วัดในไทรบุรีและวัดช้างให้

ปัจฉิมภาค

สมเด็จเจ้าฯ ในฐานะพระโพธิสัตว์หน่อพระพุทธภูมิ ผู้ทรงศีลวิสุทธิทรงธรรมและปัญญาญาณอันล้ำเลิศ กอปรด้วยกฤษดาภินิหารและปาฏิหาริย์ไม่ว่าท่านจะพำนักอยู่สถานที่ใด ที่นั่นจะเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไม่ว่าท่านจะจาริกไป ณ ที่ใด ก็จะมีคนกราบไหว้ฟังธรรม หลักการปฏิบัติของท่านเป็นหลักสำคัญของพระโพธิสัตว์คือช่วยเหลือประชาชนและเผยแพร่ธรรมะให้ชาวโลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ สมดังคำว่า "พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ" ตลอดไป

หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
2 ตุลาคม 2545    15:59 น

3
จัดระเบียบสังคม ตามคตินิยมแห่งสังฆะ - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)

เจริญพร ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
พร้อมทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ ของกระทรวงศึกษาธิการ

วันนี้ อาตมภาพ ในนามของคณะสงฆ์วัดญาณเวศกวัน
ขออนุโมทนาที่ท่านรัฐมนตรี พร้อมทั้งข้าราชการผู้ใหญ่
ของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งกรมการศาสนา
ได้มาทำบุญถวายสังฆทานที่วัดนี้

สังฆทาน เตือนใจให้นึกถึง คติที่ถือส่วนรวมเป็นใหญ่
การถวายสังฆทานนั้น เป็นการทำบุญที่ชาวพุทธนิยมปฏิบัติกันมา
ถือว่าได้บุญมาก และมีความสำคัญ ทั้งในแง่ของพระพุทธศาสนา
และในแง่วัฒนธรรมประเพณี

ในแง่วัฒนธรรมประเพณีนั้น ก็เป็นเรื่องที่สืบต่อกันมาในสังคมของเรา
โดยเกิดจากการ นับถือพระพุทธศาสนานั่นเอง หมายความว่า
เป็นวัฒนธรรม ประเพณี ที่ตั้งอยู่บนฐานของพระพุทธศาสนา

การที่เรานิยมกันว่า
การถวายสังฆทาน เป็นการทำบุญที่ได้ผลมาก
ก็เพราะมีพุทธพจน์ตรัสไว้ใน พระไตรปิฎกว่า
ทานที่ถวายแก่สงฆ์นั้น มีผลมากกว่าถวายแก่บุคคล

ตามหลักธรรม จำแนกทานเป็น ๒ อย่าง คือ

๑. ทานที่ถวายแก่สงฆ์ ซึ่งในพระไตรปิฎกแท้ๆ เรียกว่า “สังฆคตา ทักขิณา”
แปลว่า ของถวายที่ไปในสงฆ์ หรือทานที่ถวายอุทิศสงฆ์ (สงฺฆํ อุทฺทิสฺส ทานํ)
แต่เรามาเรียกกันสั้นๆ ภายหลังว่า สังฆทาน

๒. ทานที่ถวายจำเพาะบุคคล เช่นถวายแก่ ภิกษุ ก ภิกษุ ข
เรียกว่า ปาฏิปุคคลิกทาน หรือเรียกตามภาษาของพุทธพจน์
ที่พระพุทธเจ้าตรัสเองว่า ปาฏิปุคคลิกา ทักขิณา

พระพุทธเจ้าตรัสจำแนกไว้ว่า ทานที่ถวายแก่สงฆ์นั้นมีหลายอย่าง
ตั้งต้นแต่ทาน ที่ถวายแก่สงฆ์ครบทั้งสองฝ่าย คือ
ทั้งภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ โดยมี พระพุทธเจ้าเป็นประมุข
นี่เรียกว่า สังฆทานที่ครบถ้วนสมบูรณ์

รองลงมา คือ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว
เหลือแต่สงฆ์สองฝ่าย มีภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์

ต่อจากนั้น ก็อาจจะเป็นภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว ภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว เป็นต้น
จนกระทั่ง แม้แต่ทานที่ญาติโยมแจ้งแก่สงฆ์ว่า
ขอให้จัด พระภิกษุจำนวนหนึ่ง เป็นตัวแทนของสงฆ์มารับ ก็เป็นสังฆทาน

ส่วนทาน ที่ถวายเป็นปาฏิปุคคลิก คือ จำเพาะบุคคลนั้น 
ก็ตั้งแต่ ถวายแด่พระพุทธเจ้า ถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
ถวายแก่พระอรหันตสาวก ตลอดจนทานที่ให้แก่คนทั่วไป
แม้แต่ให้แก่คนที่ไม่มีศีล จนกระทั่งให้แก่สัตว์เดรัจฉาน
ก็เรียกว่า เป็นทานที่ให้จำเพาะบุคคล

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีทาน จำเพาะบุคคลอันใด
ที่จะมีผลมากกว่า ทานที่ถวายแก่สงฆ์ ไม่ว่าโดยปริยายใดๆ
หมายความว่า พระพุทธเจ้า ทรงยกย่องสรรเสริญทาน
ที่ถวายแก่สงฆ์ คือ ส่วนรวม

คำว่า “สงฆ์” นั้นแปลว่า หมู่ หรือชุมชน หมู่หรือชุมชน ที่จะเป็นสงฆ์
ก็คือหมู่ หรือชุมชน ที่มีการจัดตั้ง วางระบบ ระเบียบ เป็นอย่างดี มีอุดมคติ
มีจุดมุ่งหมาย ว่าจะอยู่ร่วมกัน ด้วยความสงบ เพื่อประพฤติปฏิบัติกระทำสิ่งที่ดีงาม
อย่างพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา ก็คือชุมชนที่อยู่ร่วมกัน เพื่อเจริญไตรสิกขา
เพื่อจะได้ฝึกฝนตนให้เจริญ งอกงามขึ้นในศีล สมาธิปัญญา

พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ทรงเคารพธรรม
และเมื่อสงฆ์(ที่พระองค์ตั้งขึ้น) เจริญใหญ่ขึ้น
ก็ทรงเคารพสงฆ์ด้วย  (องฺ.จตุกฺก.๒๑/๒๑/๒๕)
คือ ทรงให้ความสำคัญแก่ส่วนรวม ถือส่วนรวมเป็นใหญ่
มุ่งที่ประโยชน์ส่วนรวม

ชาวพุทธ นับถือพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง ที่นำเราให้เข้าถึงธรรม
ชาวพุทธ ถือธรรมเป็นใหญ่ เป็นมาตรฐานสูงสุด ชาวพุทธเคารพสงฆ์
มุ่งทำนุบำรุงสงฆ์ส่วนรวม ที่ดำรงรักษาหลักการและวิถีชีวิต
แห่งธรรมวินัยสืบมา

พระพุทธศาสนานี้มิใช่ ดำรงอยู่ได้ด้วยบุคคล แต่ต้องอาศัยสงฆ์
คือส่วนรวมทั้งหมด ชาวพุทธเรา ถือตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
จึงนิยมถวายสังฆทานกันสืบมา รื้อฟื้นความหมายที่แท้ของสังฆะขึ้นมา
ก็กอบกู้พระพุทธศาสนาให้กลับรุ่งเรืองมั่นคงได้

แต่น่าเสียดายว่า เวลาผ่านมานานๆ ความเข้าใจของชาวพุทธทั่วไป
ก็ชักแคบและคลาดเคลื่อน หรือเพี้ยนไป เวลานี้

๑. พูดถึงพระสงฆ์ ก็มักเข้าใจแค่ว่า เป็นพระภิกษุแต่ละรูปๆ
แยกไม่ออก ระหว่างพระภิกษุ กับพระสงฆ์

๒. ถวายสังฆทาน ก็มองอยู่แค่ตัวพิธี ไม่เห็นความหมาย
ซึ่งมุ่งไปที่ ประโยชน์ส่วนรวม เพื่อให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่

พระภิกษุแต่ละรูปแต่ละองค์ แม้แต่เป็นพระอรหันต์
ก็เป็นบุคคลเท่านั้น จะมีความหมายเป็นสงฆ์ได้ต่อเมื่อสงฆ์
จัดท่านมาเป็นตัวแทน หรือเรามองท่านในฐานะเป็นตัวแทน
ที่สื่อโยง ความคิด จิตใจของเรา ไปสู่สงฆ์ส่วนรวม

ผู้ถวายสังฆทาน จะต้องมีเจตนาที่ตั้งใจว่า
สิ่งของซึ่งเราถวายแก่พระภิกษุ ที่มานั่งประชุมอยู่นี้
เป็นการถวายในฐานะ ที่ท่านเป็น ตัวแทนของพระสงฆ์ทั้งหมด
ในพระพุทธศาสนา ที่ช่วยกันดำรงพระศาสนาไว้
และช่วยกันนำหลักธรรม คำสั่งสอนมาเผยแพร่
เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน

ถ้าทำใจอย่างนี้จิตใจก็จะกว้างขวาง และทำให้เกิดความอิ่มใจ
มีปีติ และความสุขว่า การที่ได้ถวายทานนี้ เป็นการถวายเพื่อ
พระพุทธศาสนาทั้งหมด เราได้มีส่วนร่วมช่วยให้พระพุทธศาสนา
ดำรงอยู่และพระพุทธศาสนานี้ เมื่อดำรงอยู่ ก็จะได้ช่วยให้ธรรม
คงอยู่ในสังคม และเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข แก่ประชาชนจำนวนมาก
ทั้งนี้ เป็นไปตาม คติของพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

พระศาสนานี้ ดำรงอยู่ ยั่งยืนนาน
ก็เพื่อประโยชน์สุข ของพหูชน
เพื่อประโยชน์สุข แก่ชาวโลก


สรุปว่า คนไทยจะต้องรื้อฟื้นความคิด ความเข้าใจ และจิตสำนึก
เกี่ยวกับพระสงฆ์ที่สำคัญ ๒ อย่าง และเรื่องสังฆทานอีก ๑
รวมเป็น ๓ อย่าง คือ

๑. ต้องเข้าใจคำ “พระสงฆ์” ว่า หมายถึงสงฆ์ส่วนรวม
ที่รักษา สืบทอดธรรม และดำรงวิถีชีวิตแห่งวินัย
ตามที่พระพุทธเจ้า ทรงจัดวางไว้ จนมาถึงพวกเรา

๒. ต้องระลึกอยู่เสมอ ถึงหลักการของพระพุทธศาสนา
ที่ให้เคารพสงฆ์ เห็นแก่ความดีงาม และประโยชน์สุขของส่วนรวม
ซึ่งเป็นที่อาศัย และเกื้อหนุน ให้เราแต่ละบุคคล
สามารถพัฒนาชีวิต ของตนให้ดีงาม มีความสุขยิ่งขึ้นไป

๓. ต้องถวายสังฆทานโดยมองเห็นความหมายว่า
เป็นการที่เราได้ร่วมทำนุบำรุงสงฆ์นั้น ให้ดำรงอยู่ด้วยดี
เพื่ออำนวยธรรม และประโยชน์สุข
แก่บุคคลทั้งหลาย สืบต่อไป อย่างยั่งยืนนาน

นี้คือหลักการในเรื่องสังฆทาน เมื่อปฏิบัติได้ตามนี้ ผู้ที่ถวายสังฆทาน
ก็จะมีความเข้าใจ และความตั้งใจที่ถูกต้อง คือทั้งทำด้วยปัญญา
และทำด้วยจิตใจ ที่มีความโปร่งโล่งกว้างขวาง เอิบอิ่ม เบิกบาน
ผ่องใสอย่างแท้จริง คือได้ทั้งจิตใจดีงาม และได้ความรู้ความเข้าใจ
ซึ่งจะทำให้เกิดผลสมบูรณ์

ทำไปแล้วก็รู้ว่า ผลนี้จะเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม เราได้มีส่วน
ร่วมเกื้อหนุน ให้สงฆ์ดำรงธรรม ไว้ด้วยดีเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก
เมื่อพูดถึงหรือนึกถึง สงฆ์ก็ดี สังฆทานก็ดี ก็ขอให้ชาวพุทธ

ระลึกถึงหลักการเคารพ โดยเห็นความสำคัญของส่วนรวม
ถือความดีงาม และประโยชน์สุข ของส่วนรวมเป็นใหญ่
อย่างอิงอาศัยกัน กับความดีงาม และประโยชน์สุข
ของแต่ละบุคคล ดังกล่าวมานี้

จัดระเบียบสังคม ตามคตินิยมแห่งสังฆะ - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)

4
ฝึกสติเพื่อสมาธิ - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

บัดนี้ นักเรียนทั้งหลายได้ตั้งใจมาเข้าค่ายอบรมธรรมะ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติภาวนา
เพื่อเสริมสมรรถภาพทางจิต ให้มีความเข้มแข็ง ในการที่จะประกอบการงาน
มีการศึกษาเล่าเรียนเป็นต้น

โดยธรรมชาติของจิตนั้น จะมีเพียงความรู้สึก รู้นึก รู้คิด แต่ไม่รู้ดี รู้ชั่ว ผิดชอบชั่วดี คิดเรื่อยเปื่อยไปอย่างไม่มีสถานี แต่ที่เรามี ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี ก็ต้องอาศัยการฝึกสมาธิให้มีสติ คือความรู้สึกสำนึก และพวกเราก็ได้เริ่มต้นฝึกสมาธิมาแล้วตั้งแต่เริ่ม พ่อแม่สอนให้เรารู้จักรับประทาน รู้จักดื่ม รู้จักขับถ่าย รู้จักพักผ่อนหลับนอน รู้จักอาบน้ำ รู้จักแต่งตัว ในช่วงที่เรายังเด็ก ๆ ความรู้สึกของเรา เพียงแต่รู้สึก รู้นึก รู้คิด แม้แต่ความอาย เราก็ไม่มี เด็ก ๆ เราสามารถที่จะแก้ผ้าอาบน้ำ หรือเดินตามถนนได้ อันนั้นเรายังไม่มีสติ สำนึกผิดชอบชั่วดี แล้วเราก็ไม่รู้สึกเหนียมอาย แต่เมื่ออาศัยสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่พ่อแม่พี่เลี้ยงนางนม ได้ฝึกสอนทีละเล็กละน้อย เราค่อยมีความคิด มีสติ มีพลัง เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เราก็เกิดความรู้สึกอาย รู้อะไรผิด รู้อะไรถูก แต่เมื่อเรายังเด็ก พ่อแม่ปล่อยให้คลาน ต้วมเตี้ยม ๆ อยู่ตามลานบ้าน ไปเจออะไรก็หยิบเข้าปาก เรานึกว่าเป็นของกิน บางทีเจอขี้ไก่ก็หยิบเข้าปากเพราะนึกว่าขนม นี่ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เรายังมีสติไม่เพียงพอ จึงไม่รู้ว่านี่คือขี้ไก่ นั่นคือขนม

แต่เมื่อเราผ่านการอบรมเราโตขึ้น ความสำนึกผิดชอบเริ่มเกิดขึ้นทีละน้อย ๆ จนกระทั่งบัดนี้เราได้เข้าสู่สถาบันการศึกษาโดยลำดับ ตั้งแต่อนุบาล ชั้นประถม มาระดับมัธยม เราได้ฝึกสติมาโดยลำดับ เวลาที่ครูสอนให้อ่านหนังสือ ท่านเขียนใส่กระดานดำแล้วก็อ่านว่า ก. ไก่ ทีแรกเราก็อ่านทีเดียว เราก็จำไม่ได้ เพราะสติเรายังไม่มี ความจำยังไม่เข้มแข็ง พออ่านซ้ำ ๆ เข้าไปสติก็ค่อยดีขึ้นเราก็จำได้ สามารถอ่านออกเขียนได้ และ
สามารถเรียนมาได้ จนถึงระดับที่เรากำลังศึกษาอยู่นี้ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องของสติทั้งนั้น

ดังนั้น ที่เรามาฝึกสมาธินี่ เพื่อให้จิตมีสมาธิและจิตมีพลังเข้มแข็ง มีสติขึ้นโดยลำดับ และเรายังมีภาระที่จะต้องฝึกสต และสมาธินี้ขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ ๆ จนกว่าเราจะจบการศึกษา เมื่อจบการศึกษาแล้ว เรายังจะได้ใช้กำลังสมาธิ และพลังสติ ไปประกอบการงาน ตามหน้าที่ของตน ๆ เราจะต้องใช้สมาธิและสติทั้งนั้น

ทีนี้ สติ แปลว่า ความระลึก เมื่อเราตั้งใจนึกถึงสิ่งใดอย่างแน่วแน่ ความระลึกเป็นอาการของสติ ความแน่วแน่เป็นกำลังของสมาธิ มันไปพร้อมๆ กัน ทีนี้เราจะมีสมาธิและสติเข้มแข็ง เราต้องใช้การฝึก เพราะครูบาอาจารย์ทั้งหลายมองเห็นผลประโยชน์ดังที่กล่าวมา ท่านจึงได้นำพวกเรามาฝึกอบรมสมาธิ

ทีนี้ ตามธรรมเนียมของผู้นับถือศาสนา อะไรที่เกี่ยวกับศาสนาเราเริ่มต้นด้วยการไหว้ครู ทีนี้การไหว้ครูเราได้ไหว้ไปแล้ว อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นี่คือการไหว้ครู คือไหว้พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระบรมศาสดา เช่นเดียวกับนักเรียนเข้าห้องเรียน เมื่อเวลาครูเดินผ่านต้องลุกขึ้นทำความเคารพ สวัสดีค่ะ คุณครู นั่นแหละคือการไหว้ครูของเรา ทำไมจึงต้องไหว้ครู ก็เพราะว่าครูเป็นแบบอย่าง ครูเป็นผู้สอนประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้แก่เรา เราต้องไหว้ด้วยความจริงใจ ด้วยความเคารพ ด้วยการบูชา ไหว้ให้มันถึงจิตถึงใจ ทีนี้ สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม พระธรรมคือคำสั่งสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ตรัสไว้ดีแล้ว อันนี้ไหว้คำสอน ธัมมัง นะมัสสามิ ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม อันนี้คือไหว้คำสอน หมายความว่า เราเรียนด้วยความเคารพ ปฏิบัติด้วยความเคารพ สุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวกสังโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว หมายถึงผู้สืบศาสนา บุคคลผู้เป็นตัวอย่าง พระสงฆ์ท่านแสดงตน ให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ท่านนั่งก็นั่งเป็นระเบียบเรียบร้อย เดินก็เดินด้วยการสำรวม พูดก็มีศีลมีสัตย์ ท่านจึงเป็นตัวอย่างที่ควรกราบไหว้ สังฆัง นะมามิ ข้าพเจ้าขอนอบน้อม หมายถึงเราน้อมจิตน้อมใจที่จะปฏิบัติตามอย่างพระสงฆ์นั้นเอง อันนี้คือวิธีไหว้ครู

ทีนี้พอเสร็จแล้ว เราก็จะแสดงกิริยา คือน้อมจิตน้อมใจให้เข้าถึงพระพุทธเจ้า เราจึงว่า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ผุ้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง พระองค์นั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อเป็นอุบาย ปลุกจิตปลุกใจให้มีความเคารพนบนอบในพระพุทธเจ้า

ทีนี้พระพุทธเจ้าคืออะไร พระพุทธเจ้าคือพระพุทธรูปหรือ ไม่ใช่ พระพุทธรูปนั้นเป็นแต่เพียงรูป เพื่อเป็นสิ่งปัจจัย ที่แสดงให้ระลึกถึง พระองค์ท่าน เป็นสิ่งที่แสดงว่าพระพุทธเจ้าก็มีรูปมีร่าง มีตัวมีตน เดิมทีเดียว พระพุทธเจ้าก็คือมนุษย์เรา จะแตกต่างก็โดยที่ พระองค์เกิดในตระกูลกษัตริย์ ซึ่งนักเรียนทั้งหลายก็ได้ทราบอยู่แล้วว่า คือท่านชายสิทธัตถะ เสด็จออกบรรพชา แล้วปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเราได้เรียนรู้หลักปฏิบัติของพระองค์ในการต่อไป แต่แท้ที่จริงแล้ว องค์ของท่านชาย คือร่างกายตัวตนของท่านนั้น ไม่ใช่พระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง แต่เป็นสิ่งที่สิงสถิตประดิษฐานของคุณธรรม ที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงเป็นคุณธรรมที่เกิดขึ้นในใจของเจ้าชายสิทธัตถะ เช่นเดียวกันกับครูบาอาจารย์ทั้งหลายของพวกเรานี่ พอเรียนจบปริญญาตรี สอบได้ ได้ใบประกาศ ท่านก็เรียกว่าบัณฑิต ถ้าได้ปริญญาโทก็เรียกว่ามหาบัณฑิต ได้ปริญญาเอกก็เรียก อภิมหาบัณฑิต ซึ่งสังคมของวงการศึกษาก็เรียกว่าด๊อกเตอร์ ท่านชายสิทธัตถะที่ท่านค้นพบธรรมะที่ทำให้คนเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ได้สำเร็จธรรมนั้นด้วย

พระพุทธเจ้านี่ อาการของความมีพระพุทธเจ้านี้ในจิตในใจมันเป็นอย่างไร อย่างเรามีพระพุทธเจ้าไหม ใครมีความรู้สึก สำนึกผิดชอบชั่วดี นักเรียนมีทุกคน เพราะเรามีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีนั้นเอง จึงมาเรียน มาเรียนเพื่อให้มีความรู้ เพราะเรารู้แล้วว่าความไม่มีความรู้นั้น ไม่มีการศึกษา กลายเป็นคนโง่ เรารู้สึกว่าเราโง่ในตอนต้น เพราะเราไม่มีความรู้ แล้วเราจึงตั้งใจมาเรียนมาศึกษาเพื่อจะให้มีความรู้ตามหลักวิชาการในหลักสูตร ตามชั้นภูมิที่เราเรียน อันนี้เรียกว่าเรามีความรู้สึกสำนึก ทีนี้เมื่อเราเรียนแล้วนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเอง ตลอดทั้งบิดา-มารดา ครอบครัวของเรา เรียกว่าเป็นผู้สำนึกผิดชอบ ชั่วดี

ทีนี้เพียงแต่ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีนั้น มันยังไม่เพียงพอ เพราะพลังงานมันยังไม่พร้อม เราจึงจำเป็นต้องมาฝึกจิตใจ สภาวะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ลักษณะแห่งความมีผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราจะต้องมีสติ มีสติเตรียมพร้อมเสมอ เตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้าต่อเหตุการณ์ ไม่ว่าจะยากง่ายหนักหน่วงเพียงใดก็ตามไม่ถอย เพราะเรามีพลังสมาธิ พลังสติที่เข้มแข็ง เรากล้าสู้กับสิ่งนั้นๆ เพื่อฝ่าฟันอุปสรรคแห่งชีวิตให้เป็นไปด้วยความปลอดภัย ด้วยความชอบธรรม ซึ่งหลักและวิธีการอันนี้เราจะได้ศึกษาในโอกาสต่อไป
ซึ่งบางทีครูบาอาจารย์ก็ได้ฝึกสอนนักเรียนมาแล้ว แต่ที่มาวัดมาเข้าค่ายกันนี้ เพื่อที่จะแสดงการปฏิบัติ
ให้เข้มงวดขึ้นนั่นเอง

ทีนี้ผู้ที่มาปฏิญาณตน เป็นอุบาสก อุบาสิกา ในเมื่อใครมาปฏิญาณตนว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าของถึงซึ่งพระพุทธเจ้า ว่าเป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ก็หมายความว่าเราจะมารับเอาธรรมะคำสอนไปปฏิบัติ การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เราจะต้องมีกฎมีระเบียบ ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าสอนให้เรามีความรักความเมตตาปรานีในกันและกัน

เพราะขั้นต้นท่านก็บอกเราว่าอย่างฆ่ากันนะ คำว่าอย่าฆ่ากันนะนี่คือ ปาณาติปาตา เวรมณี ที่เราได้สมาทานไปแล้ว ข้อที่ ๒ อย่าเบียดเบียนกัน หมายถึง อทินนาทานา เวรมณี งดเว้นการลักขโมยจี้ปล้นฉ้อโกง ข้อที่ ๓ กาเมสุมิจฉาจาร ก็อย่าข่มเหงกัน หมายถึงการประพฤติผิดประเวณีของกันและกัน ข้อที่ ๔ อย่ารังแกกัน ก็อย่าโกหกพกลม อย่าพูดคำหยาบ อย่าพูดส่อเสียดยุยงให้เขาแตกร้าวกัน ข้อที่ ๕ อย่ามัวเมาในสิ่งที่จะทำให้เราเสียผู้เสียคน เช่น สุราเมรัย ยาฝิ่นเฮโรอีนกัญชา รวมทั้งการดมกาวดมทินเนอร์ อะไรด้วย

อันนี้เป็นหลักและวิธีการในการสร้างความเมตตาปรานีในกันและกัน เป็นข้อกติกาเบื้องต้น เป็นหลักที่เราจะต้องยึดปฏิบัติให้มั่นคง การทำอะไรในสถาบันใดต้องมีกติกา เล่นกีฬาก็ต้องมีกติกา ถ้าไม่มีกติกาการเอาชนะก็เป็นไปยาก ดังนั้นการปฏิบัติธรรมถ้าไม่มีกติกาก็เอาดีได้ยาก

ทีนี้ประโยชน์ของศีล ๕ ที่เราสมาทานมาแล้วนั้น นอกจากจะเป็นอุบายวิธี ในการอบรมจิต ให้มนุษย์สร้างความเมตตาปรานี ในกันและกันแล้ว ยังกลายเป็นคุณธรรม เป็นเครื่องป้องกันความปลอดภัยในสังคม ป้องกันไม่ให้มนุษย์เกิดมีการฆ่ากัน เพราะว่า ปาณาติบาต แปลว่าการฆ่า เป็นเหตุ เป็นชนวนให้มีการฆ่ากันต่อไปเรื่อยไป อทินนาทาน ไปทำให้ท่านหมดสิทธิ ในการครอบครอง ทรัพย์สมบัติ ท่านโกรธท่านก็ฆ่าเอา กาเมสุมิจฉาจาร ไปล่วงเกินละเมิดลูกสาวลูกชายท่าน ท่านโกรธท่านก็ฆ่าเอา มุสาวาท ไปหลอกให้ท่านเสียเกียรติยศชื่อเสียง และทรัพย์สมบัติ ท่านโกรธ ท่านก็ฆ่าเอา สุรา กินแล้วเมา ควบคุมสติไม่อยู่ พาลพาโลทะเลาะกัน เดี๋ยวก็ได้ฆ่ากัน นี่เรามองเห็นประโยชน์มันได้ชัด อันนี้เป็นหลักป้องกันความปลอดภัยของสังคมไม่ให้มนุษย์มีการฆ่ากัน
แล้วประการต่อไป เป็นอุบายตัดผลเพิ่มของบาปกรรม หรือจะเรียกว่าตัดกรรมตัดเวรก็ได้ เราเชื่อในหลักเหตุหลักผลว่า ทำอะไรแล้ว มันมีผล กรรมคือการกระทำ เมื่อทำแล้วต้องมีผล ทีนี้เราจะตัดกรรมตัดเวรเหล่านั้น เราต้องมารักษาศีล ๕ กันเสียก่อนให้บริสุทธิ์ สะอาด เมื่อเรารักษาศีล ๕ เช่นอย่างนักเรียนสมาทานแล้ว รักษาต่อไปจนชั่วชีวิต แล้วไม่ทำบาปทำกรรมตามกฎของศีล ๕ เราก็ได้ชื่อว่าตัดกรรม ตัดเวรตลอดไป

อีกประการหนึ่ง เป็นการใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม โลภดีไหม โกรธดีไหม หลงดีไหม โลภ โกรธ หลง พระท่านว่ามันเป็นกิเลส มันไม่ดี พระท่านสอนให้เราละ ใครละกิเลสโลภ โกรธ หลงได้หรือเปล่า ทีนี้เมื่อเราละไม่ได้ เราจะทำอย่างไร เราเอากิเลส โลภ โกรธ หลง เอาไว้เป็นพลังกระตุ้นเตือนใจเราให้เกิดความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น วิธีใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์ นักเรียนอยากเรียนเก่ง เอาความโลภมากระตุ้นให้เกิดความขยันหัดเขียนหัดอ่าน เขียนหนังสืออ่านหนังสือให้มากๆ ใช้ความโลภ เป็นพลังงาน แต่ที่เราใช้ความโลภเป็นพลังงานสร้างความดี การกระทำอันใดที่เป็นไปด้วยอำนาจของกิเลสคือความโลภ แต่มันไม่ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง มันก็ไม่ผิดศีลผิดธรรม ไม่เป็นบาป เราพยายามเอากิเลสให้มาหนุนใจ ให้มีแนวโน้ม ประพฤติในการสร้างความดี กระตุ้นให้เกิดความหมั่นความขยันในการศึกษาเล่าเรียน ในการแสวงหาทรัพย์สมบัติ แต่การกระทำอย่าให้ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง เป็นการใช้ได้

แหละที่สำคัญที่สุด หลวงตาจะขอฝากเอาไว้อันหนึ่ง เอาไว้ให้ลูกหลานนำไปคิดเป็นการบ้าน ศีล ๕ ข้อนี้แหละ เป็นยอดแห่งประชาธิปไตย นักเรียนรู้ไหมว่าหัวใจของประชาธิปไตยมันอยู่ที่ตรงไหน ใครลองตอบสักคนซิว่าหัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่ไหน หัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่การเคารพสิทธิมนุษยชน นี่คือยอดหัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่นี่ ทีนี้ผู้มีศีล ๕ แล้วเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ก็เพราะว่าผู้มีศีล ๕ แล้วมีความเคารพในสิทธิมนุษยชน เคารพสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ เคารพสิทธิในการครอบครองทรัพย์สมบัติ เคารพสิทธิในคู่ครองและผู้ต้องห้าม นี่ถ้ามีศีล ๕ แล้วเคารพในทุกสิทธิ เพราะฉะนั้น ศีล ๕ ประการนี้จึงเป็นยอดแห่งประชาธิปไตย ถ้าใครมีพ่อแม่เป็นนักการเมือง ให้จำเอาคำพูดหลวงตาไปเตือนเขาด้วยว่าถ้าท่านต้องการมีประชาธิปไตย ท่านต้องรักษาศีล ๕ ถ้าตราบใดที่ท่านไม่มีศีล ๕ บ้านเมืองจะไม่เป็นประชาธิปไตย นี่ขอให้เตือนเขาอย่างนี้ อันนี้เป็นผลของการรักษาศีล ๕ มีนัยดังกล่าวมาโดยย่อ

เมื่อใครก็ตามได้มาปฏิญาณว่าจะรักษาศีล ๕ ตามคำกล่าวนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นแผนการของการละบาป สิ่งที่พ่อแม่เราบอกว่า บาป บาป อย่าทำอย่างนั้นมันบาป อย่าทำอย่างนี้มันบาป นั่นเป็นผลจากการละเมิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง ถ้าใครละเมิดบาปทันที แล้วก็เป็นบาปโดยกฎของธรรมชาติด้วย บาปไม่มีใครเป็นผู้สร้างขึ้น บาปนี่มันมีตัวมีตนหรือเปล่า บาปไม่มีตัวตน แต่ว่ามันแสดงความทุกข์ที่ใจของเรา เอ้า อย่างสมมติว่าวันนี้ครูให้การบ้านมา นักเรียนไม่ทำการบ้านไปส่งครู พอถึงกำหนดส่ง มันเกิดบาปขึ้นมาทันที มันบาปอย่างไร กลัวครูทำโทษ บางทีอาจจะไม่กล้าไปเผชิญหน้ากับคุณครู เลยถือโอกาส กระโดดร่ม หลบโรงเรียนไปก็มี อันนี้คือบาป ทีนี้อย่างเราไปทำผิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผดศีลธรรม และผิดกฎหมาย ซึ่งสังคมหรือพ่อแม่ ผู้ปกครองตำหนิ ในเมื่อเราไปฝ่าฝืนไปปฏิบัติผิด ในเมื่อผิดแล้วมันก็เกิดบาปขึ้นมาทันทีทำให้เราทุกข์ใจนั้นเอง กลัวว่าจะถูกลงโทษ อันนี้คือบาปที่เราจะสังเกตเห็นได้ง่าย

เพราะฉะนั้น ศีล ๕ ประการ มีประโยชน์แก่ชีวิตมนุษย์ผู้ดำรงอยู่ในสังคม เป็นคุณธรรมป้องกันความปลอดภัยของสังคม ไม่ให้มนุษย์มีการฆ่ากัน หนูน้อยบางคนอาจจะคิดว่า หลวงตาสอนให้รักษาศีล ๕ แหม ไม่ไหวแล้วต่อไปนี้ เวลาอ่านหนังสือยุงมันมาจับ มาเกาะมากัด หลวงตาไม่ให้ฆ่า ตายแล้วเรา เวลายุงมันเข้าห้องนอนเยอะๆ จะเอา ดี.ดี.ที. มาฉีดหลวงตาก็ว่าเป็นบาป บางทีอยากจะทอดไข่ รับประทานอร่อยๆ ก็ทำไม่ได้ อดตายแล้วเรา บางทีเราอาจจะคิดอย่างนั้น อย่าไปหนักใจ ใครทนไม่ไหว ยุงมันมากัดจะตบมันก็ได้ ถ้ามันมีมากนักเอา ดี.ดี.ที. มาฉีดไล่มันก็ได้ เอ้า ถ้าไปฆ่าสัตว์แล้วมันจะมีศีล ๕ ได้อย่างไร ไม่มีก็ไม่เป็นไร สำหรับศีล ๕ ในระดับสัตว์เดรัจฉาน

แต่ขอให้ทุกคนตั้งปณิธานให้แน่วแน่ว่า ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ฉันจะไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก ไม่อิจฉาตาร้อน สร้างความรักความเมตตาในเพื่อนมนุษย์ให้มันสมบูรณ์ก่อน ใครมีความจำเป็นจะฆ่าเป็ดฆ่าไก่แกงกิน เชิญตามสบาย แกงสุกแล้วเอามาจังหันหลวงตาด้วยก็ได้ แต่ว่ามนุษย์อย่าไปแตะต้อง ให้ตั้งใจให้แน่วแน่ว่า มนุษย์ฉันจะไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก ไม่อิจฉาตาร้อน แล้วฉันจะนึกเสมอว่า ขอมนุษย์จงมีสุขกายสุขใจ อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงมีสุข รักษาตนให้พ้นภัย ทั้งปวงเถิด เอากันอย่างนี้ ก็ได้ชื่อว่าปฏิบัติศีล ๕ ในระดับของมนุษย์ เราได้ยึดเอาหลักธรรมเป็นเครื่องประกันความปลอดภัยของสังคม ป้องกันไม่ให้เกิดมีการฆ่ากัน เอากันเพียงแค่นี้ก่อน เมื่อเรามาสร้างความรักความเมตตาปรานีในเพื่อนมนุษย์ให้มันสมบูรณ์แล้ว ตามธรรมชาติของการสร้างความดีนี่ ความดีมันจะเพิ่มพลังงานขึ้นทุกที ๆ ในเมื่อความดีมันมีพลังงานพร้อม คือ ความรัก ความเมตตามันพร้อมมันแผ่คลุมไปถึงสัตว์เดรัจฉานเอง แล้วในที่สุดสัตว์เดรัจฉานเราก็จะฆ่าไม่ได้ นี่ให้มันค่อยเป็นค่อยไปกันอย่างนี้

เวลานี้นักเรียนทำสมาธิหรือเปล่า เวลานี้นักเรียนกำลังทำสมาธิ เรามีใจ มีจิตใจจดจ่ออยู่ที่การฟังธรรม ก่อนที่จะจบ ขอฝากวิธีการทำสมาธิในห้องเรียน บางทีเราอาจจะใช้เวลา เอาเวลาเรียนไปนั่งสมาธิ ซึ่งทำให้เสียเวลาเรียน การทำสมาธิในห้องเรียนให้ทำอย่างนี้ พออาจารย์มายืนหน้าห้อง ให้เราจ้องมองที่ตัวอาจารย์ มองที่ตัวอาจารย์ เช่นอย่างนักเรียนมองจ้องที่ตัวหลวงตาในขณะนี้ อย่าส่งกายใจไปที่อื่น ให้จ้องอยู่ที่ตัวครูนั่นแหละ เวลานี้พวกเธอจ้องอยู่ที่ตัวหลวงตา ส่งใจมารวมอยู่ที่ตัวหลวงตา เวลาพวกเธอเข้าห้องเรียน พอครูมายืนหน้าห้องปั๊บ มองที่ตัวครู ส่งใจไปรวมไว้ที่ตัวครูอย่างเดียว เอากันเพียงแค่นี้ ปฏิบัติต่อเนื่องกันทุกวันๆ เราจะได้สมาธิกับการเรียนในห้องเรียน ถ้าหากว่าครูบาอาจารย์ไม่คิดว่าจะแหวกแนวจนเกินไป ทีนี้จะพูดถึงหลักของการทำสมาธิโดยทั่วไปไม่ต้องนั่งสมาธิ ให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดทุกอิริยาบถ แล้วจะเกิดสมาธิขึ้นมาเอง เอาล่ะ พอแค่นี้

ฝึกสติเพื่อสมาธิ - หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
โรงเรียนสุรนารีวิทยา ณ วัดวะภูแก้ว วันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

5
ปรากฏการณ์ทางจิตเมื่อเข้าถึงธรรม - หลวงปู่ขาว อนาลโย

ครั้นกาลต่อมาหลวงปู่ขาว ได้โอกาสดีจึงขึ้นไปเที่ยววิเวกทางบ้านพวกชาวยางอีกครั้งหนึ่ง
ไปพักบำเพ็ญภาวนาปรารภความเพียรอยู่ที่แม่สุนประมาณ 1 เดือน เร่งความเพียรอย่างอุกฤต
ขณะที่เริ่มทำความเพียรอย่างเต็มที่นั้น คือ ช่วงที่ท่านเพิ่งหายจากป่วยไข้ใหม่ๆ
ซึ่งเป็นมาตลอดพรรษาร่ายกายแข็งแรงดีขึ้นตามลำดับ รู้สึกเจริญอาหาร
ท่านจึงตั้งปัญหาถามตนเองว่า

“ถ้าฉันอิ่ม อิ่มแล้วจะไปทำอะไร” ใจหนึ่งตอบว่า
“จะตั้งใจทำความเพียร”
“จริงหรือ” อีกใจหนึ่งถาม ใจหนึ่งตอบอีกว่า
“จริง” “
“เรายังไม่เชื่อตัวนะ ลิ้นมนุษย์ใจมนุษย์มันแสนจะหลายเหลี่ยมหลายคม
แต่เราจะคอยดูว่ามันจะจริงหรือเท็จ ถ้าเจ้าจะทำความเพียรจริง ๆ
แล้วเราจะให้เจ้าฉันอิ่มหนำสำราญนั้นแหละ ” ใจหนึ่งตอบอีกว่า
“ลองดูก็แล้วกันเราจะเห็นกันในไม่ช้านี้”

ตั้งแต่นั้นมาท่านก็ออกบิณฑบาตมาฉันให้เต็มอิ่มแล้ว
ขอให้ชาวศรัทธาช่วยทำทางจงกรมให้ 3 เส้น 3 แห่ง

เส้นที่ 1 บูชาคุณพระพุทธเจ้าจอมบรมครูผู้สอนสั่ง
เส้นที่ 2 บูชาพระธรรมเจ้า อันเป็นพระโอวาทอันศักดิ์สิทธิ์ “นิยยานิกธรรม”
           นำผู้ประพฤติปฏิบัติว่าให้พ้นไปจากทุกข์
เส้นที่ 3 บูชาคุณพระอริยสงฆ์ขัณสณะ ผู้หมดแล้วซึ่งกิเสลอาสวะทั้งหลายทั้งปวง

เมื่อได้อธิษฐานไว้อย่างนี้แล้วก็ได้ตั้งสัจจบารมีสำทับอีกที
หวังจะให้แน่นหามั่นคงเจ้าไปอีก คือ

ตอนเช้าฉันจังหันเสร็จ ทำกิจวัตร ทั้งปวงเรียบร้อยแล้ว
ต้องเดินจงกรมสำรวมจิต จนถึงตะวันเที่ยง นั่งสมาธิ 1 ชั่วโมง
ตั้งแต่บ่าย 2 โมง เป็นต้นไปเดินจงกรมเส้นพระธรรม
จนถึงบ่าย 4 โมง หยุดทำกิจวัตร มีการกวาดลานวัด
และตักน้ำใช้ น้ำฉัน และน้ำสรง

เมื่อเสร็จกิจวัตรทั้งหลายทั้งปวงแล้ว
ไปเดินจงกรมเส้นที่ 3 บูชาพระอริยสงฆ์ จนถึง 1 ทุ่ม
ต่อจากนั้นสวดมนต์ไหว้พระ การสวดมนต์ไหว้พระของท่านนั้น
เป็นการสวดแต่เพียงย่อ ๆ เท่านั้น เพราะจะเป็นการเปลืองเวลา
ในการที่จะปรารภความเพียรอย่างยิ่งยวด เพราะท่านกล่าวว่า
“เวลาของชีวิตเรามีน้อย วันเดือนมันเคลื่อนคล้อยลอยไป
ชีวิตเราก็ใกล้เข้าขยับเข้า จ่อปากมัจจุราชทุกทีๆ เราจะชักข้าไม่ได้แล้ว”
แล้วนั่งสมาธิต่อจนถึง 6 ทุ่ม จึงพักผ่อน

ตื่นมาเวลา 03.00 น. นั่งสมาธิต่อจนถึง 8 โมงเช้า จึงไปบิณฑบาต
โปรดเป็นกิจวัตรประจำวัน การนั่งสมาธิภาวนา บำเพ็ญเพียร
ท่านใช้บริกรรม “ทวัตติสสาการ” ตั้งแต่ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ
จนถึงอาการ 32 อนุโลมปฏิโลม ถอยกลับไปกลับมาไม่ให้เผลอสติ
ถ้าเผลอเมื่อไรต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งไป จนสติอยู่กับบริกรรมนั้น
บริกรรมอยู่อย่างนั้นจนจิตสงบไม่ออกไปเที่ยวใด ๆ อยู่กับบริกรรมตลอดเวลา
หนักเข้าแม้จะไปบิณฑบาต ตักน้ำ กวาดลานวัด ก็ไม่เผลอ
ในกรรมฐานที่ได้ตั้งไว้ อาการ 32 ชำนาญทั้งอนุโลมปฏิโลม (ผล)
จิตก็สงบอย่างเต็มที่ ปรากฏอารมณ์กับจิตขาดออกจากกัน ไม่ข้องเกี่ยวแก่กัน
ผู้รู้และความสว่างไสวอยู่ส่วนหนึ่ง อารมณ์ก็ปรากฏเป็นอีกส่วนหนึ่ง
อารมณ์เป็นของเปลี่ยนแปลงเกิด ๆ ดับ ๆ ไม่คงที่

เมื่อจิตได้หยั่งลงสู่ฐานของมันจริง ๆ แล้ว มันก็หดตัวเข้าไปสู่ความไม่รับรู้อะไรทั้งหมดทั้งสิ้น
แต่ก็มิได้ติดอยู่ในแสงอันสว่างไสว หรือความสงบนั้น ปัญญาพุ่งขึ้นมาเหมือนน้ำพุ
มันทำงานของมันเอง เหมือนเครื่องยนต์ที่สมบูรณ์ด้วยเครื่องสัมภาระ
มีน้ำมัน ลม ไฟ อย่างสมบูรณ์และบริบูรณ์

ต่อจากนั้นก็ค้นคิดเรื่องไตรลักษณ์ จนแจ้งประจักษ์ในใจ ไม่ข้องใจ ไม่สงสัยในเรื่องนั้น ๆ
นับว่าตั้งแต่เข้ามาในพุทธศาสนา จิตใจได้รับความสงบเยือนเย็น เป็นผลมาจากการปฏิบัติอย่างแท้จริง
จึงทำเกิดความสว่างไสวในจิต จนมองเห็นโลกได้อย่างแท้จริง

นับแต่ขณะโลกธาตุไหวฟ้าดินถล่มวัฏจักรภายในจิตจมหายไปแล้ว ธาตุขันธ์และจิตใจทุกส่วน
ต่างเป็นอิสระไปตามธรรมชาติของตนไม่ถูกจับจองกดถ่วงจากฝ่ายใด อินทรีย์ห้า
อายตนะหกทำงานตามหน้าที่ของมันจนกว่าธาตุขันธ์จะหาไม่ โดยไม่มีการทะเลาะวิวาท
กระทบกระทั่งกันดังที่เคยมา

(การทะเลาะท่านหมายถึง ความไม่ลงรอยระหว่างสิ่งภายใน
กับสิ่งภายนอกสัมผัสกัน ทำให้เกิดความยินดียินร้าย
กลายเป็นความสุขทุกข์ขึ้นมา และเกี่ยวโยงกันไปเหมือนลูกโซ่
ไม่มีเวลาจบสิ้นลงได้)
 
คดีต่างๆ ภายในจิตที่มีมากและวุ่นว่ายยิ่งกว่าคดีใดๆ ในโลกได้ยุติลงอย่างราบคาบ
นับแต่ขณะศาลสถิตยุติธรรมได้สร้างขึ้นภายในใจโดยสมบูรณ์แล้ วเรื่องก่อกวนลวนลามต่างๆ
ไม่มีประมาณ ซึ่งเคยยึดจิตเป็นสนามเต้นรำ และทะเลาะวิวาทบาดหมางไม่มีเวลาสงบลงได้
เพราะอวิชชาตัณหาเป็นหัวหน้า บงการบัญชางานให้โกลาหลวุ่นว่าย ร้อยแปดพันประการนั้น
ได้สงบลงอย่างราบรื่นชื่นใจ กลายเป็นโลกร้างว่างเปล่าภายในจิต ผลิตวิชาธรรมแทนอธรรม
กิจนอกการภายในได้เป็นไปโดยธรรมสม่ำเสมอ ไม่มีอริศัตรูมาก่อกวนวุ่นวาย ตาเห็น หูได้ยิน
จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัส เย็นร้อนอ่อนแข็ง ใจรับทราบอารมณ์ต่างๆ
เป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่อาจเอื้อมปีนเกลียวยุแหย่แปรรูปคดีให้ผิดเป็นถูก
ผูกเป็นแก้ แย่เป็นดี ผีเป็นคน พระเป็นเปรต เปรตกลับเป็นคนดี
แม้เป็นหรือตาย ก็มีความสุข
 
นี่คือท่านผู้นิรทุกข์ปราศจากเครื่องร้อยรัด ด้วยประการทั้งปวง

ขณะที่องค์หลวงปู่ขาวท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์
คัดเอามาจากประวัติหลวงพ่อทูลครับ
คงเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนอีกแล้ว...

" หลวงปู่ก็ได้เล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาแล้วหลายสิบปี
หลวงปู่เล่าให้ฟังอย่างละเอียดติดต่อกัน เหมือนกับว่าประสบการณ์นั้น
เพิ่งเกิดขึ้นเพียง ๒ - ๓ วันนี้เอง กิริยาท่าทางการแสดงออก
หลวงปู่จำได้อย่างแม่นยำทีเดียว

หลวงปู่เล่าถึงเหตุที่ทำให้เกิดปัญญาในครั้งนั้นว่า
ในบ่ายวันหนึ่ง ได้ลงไปสรงน้ำที่เชิงดอย เป็นเวลาที่ชาวนากำลังเก็บเกี่ยวข้าว
เมื่อมองดูทุ่งนา ก็ล้วนแต่มีข้าวแก่เหลืองเต็มไปหมด ในตอนนั้นน้ำก็ยังไม่ได้สรง
ในขณะที่ดูข้าวในนาเขาอยู่นั้น มีความคิดเกิดขึ้นที่ใจว่า
เมล็ดข้าวนี้เกิดมาจากอะไร มีอะไรเป็นเหตุให้เมล็ดข้าวเกิดขึ้น

ก็คิดตอบทันทีว่า เมล็ดข้าวเกิดขึ้นจากเมล็ดข้าวเอง เพราะเมล็ดข้าวนั้นมีเชื้อพาให้เกิด
เมื่อคนเอาเมล็ดข้าวที่มีเชื้อนั้นไปหว่านลงบนพื้นดิน เชื้อของเมล็ดข้าวนั้น
ก็เริ่มแตกตุ่มออกมาจากเมล็ดข้าวนั้น ทีแรกก็เป็นตุ่มขาว ๆ เล็ก ๆ
มีรากหยั่งลงไปในพื้นดิน แล้วดูดเอาปุ๋ยต่าง ๆ จากพื้นดินมาเป็นอาหาร
ต่อมาก็มีต้นข้าวเล็ก ๆ งอกออกมาจากเมล็ดข้าวนั้น หลายวันต่อมา
ก็งอกงามเหมือนกับต้นหญ้า เมื่อได้ประมาณ ๑ เดือน เขาก็ถอนขึ้นมา
แยกออกไปปลูกในพื้นดินอีก ต้นข้าวก็ใหญ่ขึ้นแก่ขึ้น เมื่อโตเต็มที่แล้ว
ก็ออกรวงเป็นเมล็ดข้าวเปลือกอ่อน ๆ จากนั้นเมล็ดข้าวเปลือกอ่อน ๆ ก็แก่ขึ้น
มีเมล็ดข้าวสารเกิดขึ้นในเมล็ดข้าวเปลือกนั้น และมีเชื้อติดอยู่กับหัวเมล็ดข้าว
เมื่อแก่แล้ว ชาวนาก็จะเก็บเอาเมล็ดข้าวที่มีเชื้อนั้นไว้ เพื่อจะไว้ใช้ทำพันธุ์ต่อไป
เมล็ดข้าวที่จะได้เกิดขึ้นมาใหม่ ก็เหมือนกันกับเมล็ดข้าวเก่านี่เอง

หลวงปู่อธิบายต่อไปว่า เมล็ดข้าวที่มีเชื้ออยู่นี้ เมื่อไปตกอยู่กับพื้นดินที่ชุ่มเมื่อไร
ก็จะเกิดเป็นต้นขึ้นมาอีก แต่ถ้าแกะเอาเปลือกนอกมันออกทิ้งไป แล้วใช้เล็บมือ
แกะเอาหัวเชื้อที่เมล็ดข้าวออกทิ้งไปเสีย เมล็ดข้าวที่เหลือถึงจะเอาไปหว่านลงในพื้นดิน
ที่ชุ่มไปด้วยน้ำและปุ๋ย เมล็ดข้าวนั้นก็จะไม่เกิดเป็นต้นขึ้นมาอีกเลย หรือเอาเมล็ดข้าวเปลือกนั้น
ไปคั่วด้วยไฟให้ร้อนไหม้ เมื่อนำมาหว่านบนพื้นดินก็จะไม่เกิดอีกเช่นกัน
 
เพราะเชื้อในเมล็ดข้าวนั้นได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว จึงหมดเหตุหมดปัจจัย
ที่จะทำให้เมล็ดข้าวเกิดขึ้นมาได้อีก เมื่อพิจารณาเมล็ดข้าวเสร็จแล้วก็ โอปนยิโก
น้อมเอาเมล็ดข้าวนั้นเข้ามาหากาย และน้อมเข้ามาหาใจ แล้วใช้ปัญญาพิจารณาต่อไปว่า
ต้นข้าวทั้งหมดเหมือนกันกับร่างกายเรา เมล็ดข้าวนั้นเหมือนกันกับใจเรา
เชื้ออยู่ในหัวเมล็ดข้าวนั้นเหมือนกันกับกิเลส ตัณหา อวิชชา การใช้เล็บมือแกะหัวเชื้อ
ที่อยู่ในเมล็ดข้าวทิ้งไป ก็เหมือนกันกับได้ใช้สติปัญญากำจัดกิเลส ตัณหา อวิชชา
ออกจากใจได้แล้ว ถ้าใจไม่มีเชื้อที่จะพาให้เกิดเป็นภพเป็นชาติอีก ร่างกายนี้จะมีมาจากที่ไหน
ฉะนั้น เรื่องของใจและเรื่องกิเลส ตัณหา อวิชชา ที่มีอยู่ในใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องกำจัดให้หมดไป
ในชาตินี้ให้ได้ เพื่อจะไม่ให้ภพชาติของเรายืดเยื้อในการไปเกิดใหม่อีกต่อไป

ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ในช่วงที่หลวงปู่เอาเมล็ดข้าวมาพิจารณาด้วยปัญญานี้เอง
จึงเป็นจุดเริ่มต้นของวิปัสสนาญาณที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าดูเพียงผิวเผินก็เหมือนกับใช้ความคิด
พิจารณาธรรมดา ไม่แตกต่างกันกับความคิดพิจารณาของนักปฏิบัติทั่ว ๆ ไป แต่มีอีกอย่างหนึ่ง
ที่ไม่เหมือนกัน นั่นคือ กำลังของใจ กำลังของสติ กำลังของปัญญา และกำลังบารมี
ที่มาบรรจบกันพอดี เรียกว่า บารมีที่อบรมสะสมมาแล้วในอดีตชาติทั้งหมด และบารมี
ที่หลวงปู่ได้ภาวนาปฏิบัติ สะสมอินทรีย์ที่แก่กล้ามาในชาตินี้ ตลอดทั้งกำลังความเพียรอื่นใด
ที่หลวงปู่ได้บำเพ็ญมาแล้วทั้งอดีตและปัจจุบัน เมื่อรวมตัวกันได้แล้วจึงได้เกิดกำลังขึ้น
เรียกว่า กำลังของวิปัสสนาญาณ นั่นเอง กำลังของวิปัสสนาญาณนี้จะประหารกิเลส
ตัณหา อวิชชา ให้หมดไปจากใจทันที เพราะกำลังของวิปัสสนาญาณนี้ เหนือกว่า
กำลังของกิเลสตัณหาทั้งปวง กำลังของวิปัสสนาญาณนี้เอง
จึงเป็นจุดเด่นเฉพาะตัวของผู้ที่จะได้บรรลุธรรม

หลังจากนั้น หลวงปู่ก็ได้สรงน้ำ และใช้กระบอกไม้ไผ่ ตักเอาน้ำสะพายกลับมากุฏิทันที
ในระหว่างที่เดินกลับนี้ หลวงปู่ก็ใช้อิริยาบถเดินจงกรม โดยใช้ปัญญาพิจารณา
ในสัจธรรมอยู่ตลอด ปัญญานี้จะมีความต่อเนื่องกันจากเมล็ดข้าวดังที่ได้อธิบายมาแล้ว
เพื่อเป็นอุบายสอนใจอยู่ตลอดเวลา พิจารณาด้วยปัญญาประกอบเหตุผลให้เป็นไปตามความเป็นจริง
ให้ใจได้เห็นทุกข์ โทษ ภัย ในชาติ คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ว่า
ไม่มีอะไรเป็นของของเราอยู่ตลอดเวลา ปัญญาที่นำอุบายธรรม มาสอนใจนั้นห้าวหาญเด็ดเดี่ยวมาก
จะพิจารณาเรื่องใดก็รู้เห็นชัดเจนไปทั้งหมด อุบายปัญญา ที่นำมาพิจารณานั้นก็เป็นอุบายเก่า ๆ
ที่เคยใช้มาแล้วทั้งหมด แต่ก่อนพิจารณาไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะใจยังไม่ยอมรับความจริงในสิ่งนั้น ๆ
แต่เมื่อวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นที่ใจได้แล้ว ก็จะประหารกิเลสตัณหาอวิชชาที่มีอยู่ในใจให้หมดไป

นั่นคือ ใจยอมรับตามความเป็นจริงทั้งหมด จะรู้เห็นในความเกิด แก่ เจ็บ และตาย
ว่าเป็นทุกข์ เป็นโทษ เป็นภัย ที่น่ากลัวไปเสียทั้งหมด ชาติคือ ความเกิดในอดีตที่ผ่านมา
ก็มีแต่ทุกข์ โทษ ภัย ในชาติปัจจุบันนี้ก็มีแต่ทุกข์ โทษ ภัย เต็มอยู่ในกายในใจทั้งหมด
อนาคตที่จะไปเกิดในภพชาติต่อไป ก็จะมีแต่ทุกข์ โทษ ภัย เหมือนในชาติปัจจุบันนี้เอง
ใจจึงมีความกลัวในการเกิดเป็นอย่างยิ่ง และเบื่อหน่ายในธาตุขันธ์ที่จะไปเกิดเอาภพชาติอีกต่อไป

ในตอนเย็นวันนั้น หลวงปู่เดินจงกรมใช้ปัญญาพิจารณาอยู่ตลอด เมื่อค่ำมืดหลวงปู่ก็ขึ้นไป
ภาวนาที่กุฏิต่อไป หลวงปู่เล่าว่า การขึ้นไปภาวนาที่กุฏินั้นใช้อุบายในการทำสมาธิ เมื่อใช้สติ
กำหนดจิตนิดเดียวเท่านั้น ก็ลงสู่ความสงบเต็มที่ หลวงปู่ว่า นับแต่ปฏิบัติภาวนามาหลายปี
เพิ่งรู้จักจิตสงบเป็นสมาธิในครั้งนี้เอง แต่ก่อนจิตมีความสงบเหมือนกับสายฟ้าแลบแวบเดียว
ก็ถอนออกมา แล้วจึงใช้ปัญญาพิจารณาด้วยอุบายธรรมต่าง ๆ ตลอด
แต่บัดนี้ จิตมีความสงบหนักแน่นแน่วแน่มาก

หลวงปู่จำคำสอนของหลวงปู่มั่นที่สอนไว้ว่า ขาว ถ้าจิตมีความสงบถึงฐานของสมาธิแล้ว
อย่าไปบังคับให้ถอนนะ ปล่อยให้อยู่ในความสงบนั้นไป จนจิตได้มีความอิ่มตัวในสมาธินั้น ๆ
ได้เวลาแล้วจิตก็จะถอนออกมาเอง เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว ก็ให้ใช้ปัญญาพิจารณาต่อไป

ในคืนนั้น หลวงปู่ข่าวได้ปฏิบัติตามโอวาทของหลวงปู่มั่นได้เป็นอย่างดี
ในที่สุด หลวงปู่ขาวก็ได้ตัดกระแสวัฏจักรให้ขาดไปจากใจในคืนนั้นเอง ฉะนั้น วิปัสสนาญาณ
จึงเป็นญาณที่คมกล้า เป็นญาณที่มีกำลัง เป็นญาณที่เกิดขึ้นเพื่อตัดกระแสของกิเลส
ตัณหา อวิชชา โดยตรง เมื่อตัดกระแสของอาสวะกิเลสทั้งปวงหมดไปจากใจแล้ว
วิปัสสนาญาณก็สลายไป ไม่ได้ตั้งอยู่นาน และไม่มีวิปัสสนาญาณใดเกิดขึ้นมาอีกเป็นรอบสอง
เพราะไม่มีกิเลส ตัณหา อวิชชา เหลืออยู่ภายในใจอีกแล้ว

หลวงปู่ขาวพูดว่า ในเวลาจวนจะสว่างของคืนนั้น กิเลส ตัณหา อวิชชา
ที่เป็นเจ้าครองหัวใจมานาน กับวิปัสสนาญาณที่เกิดมาต่อสู้กันนั้น
ถือว่าเป็นมหาสงครามเลยทีเดียว กิเลส ตัณหา อวิชชา ก็มีความเหนียวแน่น
ไม่ยอมหลุดออกไปจากใจ และเกาะยึดติดที่ใจเอาไว้ไม่ยอมปล่อยวาง แต่ก็ทนต่อกำลัง
ของวิปัสสนาญาณไม่ไหว วิปัสสนาญาณจึงได้ฆ่ากิเลสให้ตายคายกิเลสออก สำรอกให้กิเลสหลุด
จิตก็เข้าถึงวิมุตินิพพานในคืนนั้นแล เป็นอันว่าสงครามระหว่างกิเลสตัณหากับสติปัญญา
ที่ห้ำหั่นกันมาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ก็ได้สิ้นสุดลงในเวลาจวนสว่างของคืนนั้นเอง

หลังจากที่สนทนากับหลวงปู่จนได้เวลาอันสมควร ก็ต้องลาหลวงปู่กลับไปกุฏิ หลวงปู่ได้สั่งว่า
คืนต่อไปมาคุยธรรมะกันอีกนะ คุยกันยังไม่จบ นับแต่เฮารู้ธรรมมานี่ก็หลายปี ยังไม่เคยสนทนาธรรม
กับใครยาวถึงขนาดนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดให้ใครฟัง เพราะไม่รู้ภาษากัน หลวงปู่พูดว่า
ในครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เคยได้พูดเรื่องธรรมกับอาจารย์มหาบัว แต่ก็ไม่ได้พูดกันนาน
เพราะไปในงานกิจนิมนต์ด้วยกัน จากนั้นมาก็เพิ่งมีท่านนี่แหละ พาให้ผมได้พูดธรรมะอีก"

ปรากฏการณ์ทางจิตเมื่อเข้าถึงธรรม - หลวงปู่ขาว อนาลโย

6
       พระพุทธศาสนานั้นสอนแต่ความจริง ซึ่งเป็นกฏธรรมดาของโลก เป็นสัจจะทุกกาลเวลา ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา หรืออำนาจของใคร ไม่มีใครฝืนกฏธรรมดาของโลกที่เป็นสัจจะไปได้เลย ไม่ว่าผู้นั้นจะนับถือศาสนาใด หรือไม่ได้นับถือศาสนา และไม่ว่าผู้นั้นจะมีอำนาจวาสนาเพียงใด ทุกคนล้วนมีชีวิตเป็นไปตามกรรม.
       คือการกระทำของตนที่ได้ทำไว้แล้วทั้งสิ้น และจะเป็นอะไรต่อไปอีก ก็เพราะการกระทำของตนเอง  ด้วยเหตุนี้ เราจึงเป็นทายาท คือผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นผู้นำเกิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่ว เรานั่นแหละจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ
       เมื่อทำลงไปแล้ว ผลของการกระทำก็ย่อมมี จะลบล้างไม่ได้ ความดีความชั่วนั้น ไม่ใช่สิ่งของที่เราสามารถที่จะหยิบยื่นให้ใครๆก็ได้ และไม่ใช่สิ่งของที่เราจะหยิบทิ้งไปได้เมื่อไม่ต้องการ เพราะกรรมดีกรรมชั่วเป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม ไม่มีรูปร่าง แต่จะติดตรึงอยู่ในใจ.
       บุญและบาปไม่ขึ้นกับศาสนาใดๆ ผู้นับถือศาสนาใดๆ ก็ไม่อาจลบล้างบาป ไถ่บาป อันตนได้กระทำไปแล้วได้เลย แม้ศาสดาผู้สอนศาสนาเอง ก็ไม่อาจลบล้างความจริงนี้ได้เช่นกัน ศาสดาใดเข้าถึงความจริงนี้ ศาสนานั้นก็สอนความจริงนั้นแก่สาวกของตน ศาสดาใดเข้าไม่ถึงความจริง ศาสนานั้นก็ไม่อาจสอนความจริงแก่สาวกของตนได้ จริงอยู่ศาสนาทุกศาสนาต้องการจะสอนให้ทุกคนทำความดีทั้งสิ้น แต่จะดีแค่ใหน ดีอย่างไร ดีได้ถึงที่สุดหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขึ้นอยู่กับปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ.
       สรุปว่า ใครจะนับถือศาสนาใดก็ตาม จะล้างบาป ไถ่บาปได้หรือไม่ก็ตาม บาปนั้นก็มิได้หมดไป ยังคงอยู่ และพร้อมที่จะให้ผลแก่ผู้ทำเสมอ หากว่าบุคคลนั้นยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยูในสังสารวัฏฏนี้.
ความจริงพุทธศาสนามิได้สอนเพียงไม่ให้ทำบาปเท่านั้น แต่สอนวิธีละบาปให้หมดไปด้วย หากแต่มิใช่การล้างบาป หรือไถ่บาป และมิใช่การละบาปที่ทำไปแล้ว เพราะไม่อาจทำได้ แต่พุทธศาสนาสอนวิธีกำจัดบาป ที่จะเกิดต่อไปให้หยุดเกิด คือไม่ให้มีโอกาสเกิดได้อีก ปัญญาในวิปัสสนาภาวนาที่ถึงความแก่กล้าสมบูรณ์พร้อม จนจิตบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสโดยสิ้นเชิง เราเรียกท่านผู้มีจิตบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสโดยสิ้นเชิงนั้นว่า "พระอรหันตขีณาสพ"
       นี่คือ วิธีละบาปในพระพุทธศาสนา จัดเป็นที่สุดแห่งความดี ดังนั้น อกุศลที่ได้ทำไปแล้วจะกลายเป็นอโหสิกรรม ได้ด้วยการกระทำความดีใหม่ดังที่กล่าวไปแล้ว หมั่นเพิ่มเติมความดี อยู่เป็นประจำ เพื่อให้กุศลอาจิณณกรรม มีกำลังมากพอที่จะไปเบียดเบียน และตัดรอนอกุศลกรรมชั่วที่เคยทำไว้นั้น ลดกำลังลงกระทั่ง ไม่มีโอกาสส่งผลได้นี่เอง. ทางเข้ายูฟ่าเบท

(ที่มา: จาก หนังสือพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ จัดพิมพ์โดย กลุ่มเพื่อนร่วมธรรม เผยแพร่เป็นธรรมทาน)
7
การสร้างกุศลผลบุญให้แก่ตัวเอง - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม

วันนี้เป็นวันธรรมสวนะ เป็นวันที่พุทธบริษัท
ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์

มาสร้างกุศลด้วยทาน ศีล และภาวนา
เป็นการสร้างกุศลให้แก่ชีวิตของตน

   
การสร้างกุศลผลบุญให้แก่ตัวเองนั้น
มีหลักปฏิบัติอยู่ ๓ ประการคือ
ทาน ศีล ภาวนา

การที่จะมีทานได้นั้น

ถ้าเรามีการปฏิบัติธรรมด้วยแล้ว จะเกิดทานอันเป็นส่วนกุศล

ภาวนากุศล คือ ภาวนาให้มันผุดขึ้นมาจากดวงใจใสสะอาด

การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น เป็นการสร้างกุศลอันดับหนึ่ง
จะเป็นที่พึ่งของตนเองได้

ท่านจะมีกุศลจิตที่ดี เพราะเจริญจิตภาวนา
มีสติสัมปชัญญะดีแล้ว มันจะผุดออกมาจากดวงใจของเรา
         
ภาวนากุศลทำให้จิตสบาย ทำให้เรามีสติ
ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้าได้

นึกถึงความดีขึ้นมาก็ทำให้เรามีสติมั่นคง
มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย จิตใจสงบ กุศลอยู่ตรงนี้
         
หลังจากสวดมนต์ไหว้พระ น้อมจิตเข้ามาหาตน
ทำให้น้อมเข้ามาหาคุณงามความดี
จิตเราย่อมเป็นกุศล เจริญวิปัสสนากรรมฐานจะได้รับผล
อานิสงส์จะเกิดขึ้นจากการกระทำของตน
อันนี้ยากมากที่สุด ยากอยู่ที่เราไม่เคยทำ
         
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันธรรมสวนะ
ควรหาโอกาส อันเป็นประโยชน์ของท่าน
มาสร้างบุญ สร้างกุศล
เจริญวิปัสสนากรรมฐานให้เกิดบุญ เกิดความสุข
         
ถ้าเรามีความทุกข์อยู่ขณะนั้น
ควรเจริญสติปัฏฐาน ๔ จิตใจก็สบายเป็นความสุข
จะได้รู้ความทุกข์ว่ามาจากเหตุใด
มีการกำหนดจิตทุกอิริยาบถ
แต่ยากแท้...ที่ไม่เคยทำ ถ้าทำแล้วจะง่ายขึ้น

คนเราจะมีกุศลได้ ต้องภาวนา
ให้ใจใสสะอาด ออกมาจากดวงใจ
จะมีเมตตา ปรารถนาดีต่อทุกคน
จะไม่อิจฉาริษยาแต่ประการใด


นี่ก็เป็นทานอันสำคัญ ที่เราพยายาม
เสียสละความชั่ว ออกจากตัวได้

การสร้างกุศลผลบุญให้แก่ตัวเอง - หลวงพ่อจรัญ ฐิตตธัมโม
ที่มา  www.jarun.org

8
ธรรมะจากต้นไม้ - 1+2 - หลวงปู่ชา สุภัทโท

สัตว์ป่า เช่น นกเขา นกเค้า จักจั่น เรไร
ส่งเสียง ทีไร ก็รู้
เพราะมันบอกลัษณะของมันอยู่
คนเราปากกับใจไม่ตรงกัน ไว้ใจยาก ให้ระวัง

เมื่อเขานินทาเรา ต้องหยุดนิ่ง พิจารณาดูว่า
เขาว่า อะไรกัน
ถ้าไม่เป็นจริงก็แล้วไป ก็หมดเรื่องกันเท่านั้นเอง

ถ้าเราชนะตัวเอง ก็จะชนะทั้งตนเองและผู้อื่นชนะทั้งอารมณ์
ชนะทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น รส ทั้งโผฐฐัพพะ เป็นอันว่าชนะทั้งหมด

คนไม่รู้ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้รู้
คนรู้แล้ว ไม่ทำตาม พระพุทธองค์ไม่สอน

พระพุทธองค์ท่านว่า สอนตัวอย่างไร สอนคนอื่นอย่างนั้น
ตัวทำอย่างไร จึงให้คนอื่นทำอย่างนั้น

สาวกของพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ เพราะเห็นความไม่เที่ยง
อย่าทำสิ่งใดในที่ลับ เพราะกิจในที่ลับมักมีความชั่ว

กาย วาจาของเราก็เช่นกัน ถ้ามีผู้รักษา มันก็งาม
ความชั่วช้าลามกสกปรกเกิดขึ้นมาไม่ได้

ความดีความชั่วทั้งหลาย มันล้วนแต่เกิด
ในหน้าที่การงานทั้งหลายของเรานั่นเอง
ดีก็เกิดที่ทำดีนั้นเอง ชั่วก็เกิดที่ทำชั่วนั่นเอง

ฉะนั้น อย่าไปอิจฉาพยาบาทกัน ข้อสำคัญ ให้ทำใจให้เกิด “ตัวพอ” ขึ้นมา
ธรรมะคือความพอดี พระพุทธองค์สอนให้ฟังอย่างนี้
ให้ความดีเข้าไปฝังในใจ แล้วความทุกข์มันก็ถอนออกไป ห่างออกไป

คนดีดีอยู่ที่ไหน? คนดีอยู่ที่เรา ถ้าเราดี จะอยู่ตรงไหน กับใคร ก็ดีทั้งนั้น

ผู้ที่จะเข้าถึงธรรมะ เบื้องต้นจะต้องทำตนให้เป็น
คนมีความซื่อสัตย์สุจริต อยู่เป็นประจำ

จะรู้ธรรม จะเห็นธรรม อยู่ที่ปฏิบัติ

มีความอาย มีความกลัวเท่านี้เอง ก็เป็นธรรมะแล้ว

ที่เราไม่เห็นธรรม ก็เพราะตัณหา

คนจะบรรลุธรรมะ จะได้เห็นธรรมะ
ต้องรู้จักว่าธรรมะอยู่ตรงไหนเสียก่อน

เมื่อเราปฏิบัติธรรม ไม่ว่าอารมณ์ใดจะเกิดขึ้น ก็ช่างมัน
ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

การกราบ ช่วยแก้ความถือตัวของเราได้อย่างดี

อย่าไปมองข้างนอก ถ้าไปยึดข้างนอก มันจะลืมตัว มันจะไม่เห็นตัว

อยากจะเห็นสิ่งทั้งหลาย ให้เห็นตัวเอง
เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเรียนรู้ที่จะสำรวจ
และสอบถามตัวเอง
ท่านให้แก้ไขตัวเราเอง ไม่ใช่ไปแก้อย่างอื่น

การพิจารณาตัดสินผู้อื่น จะเพิ่มความหยิ่งทนงตน
จงเฝ้าดูตน เห็นงู แล้วหนีงู งูพิษก็ไม่ตามเรา

ธรรมะจากต้นไม้ - 1+2 - หลวงปู่ชา สุภัทโท

9
ศาสนาภายใน ก็จิตของคนนั่นเอง - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

ลำดับนี้ตั้งใจนมัสการคุณพระรัตนตรัยด้วยกายพระนาม วจีพระนาม มโนพระนาม โดยสัจจะเคารพแล้ว น้อมพระธรรมเทศนาคำสอนพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแสดง เพิ่มพูนปัญญาบารมีของชาวพุทธทั้งหลาย ได้มาเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พร้อมไปด้วยบารมีสามสิบทัศ ให้มีทั้งภายในและภายนอกของตนเอง

ภายใน คือหมายความว่าอยู่กับจิตใจวิญญาณของตน ภายนอกอยู่กับกาย กับวาจา เป็นนอกเป็นในอยู่อย่างนี้ ให้เจริญในมนุษยสมบัติทั้งภายนอกและภายใน คือมีธรรมะคุ้มครอง ให้เจริญในสวรรค์สมบัติในภายในและภายนอก ธรรมะคุ้มครองอยู่ทั้งภายในจิตก็ดี ทั้งภายในกายวาจาก็ดี ล้วนแต่เป็นธรรมะนั่นแหละ คุ้มครองไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ให้เจริญไปถึงพรหมโลกก็ดี มีธรรมะภายในและภายนอกนั่นเอง

จิตใจของพวกพรหมทั้งหลาย เขาย่อมมีเจริญรูปฌานสี่ อรูปฌานสี่ กายของเขา วาจาของเขาก็อยู่ในรูปฌาน อรูปฌานนั่นเอง แต่อย่างนั้นก็ยังมีสองพวกด้วยกัน มนุษยโลกก็มีสัมมาทิฏฐิธรรม มีมิจฉาทิฏฐิธรรมคู่หนึ่ง สวรรคเทวโลกก็มีสัมมาทิฏฐิ มีมิจฉาทิฏฐิ เป็นอยู่อย่างนี้เข้ากันไม่ได้ ในพรหมโลกก็ดีมีสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐินั่นเอง

เข้าไปสู่ในโลกุตตรธรรม ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระภิกษุสามเณรฝ่ายดีก็บรรลุมรรค ผล นิพพาน ไปอริยมรรคสี่ อริยผลสี่ ทำให้พระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตายทั้งนั้น ส่วนที่ยังไม่รู้ไม่ชี้อะไรเลยก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าไปอย่างไร พระธรรมไปอย่างไร พระสงฆ์ไปอย่างไร อย่างนี้ก็ยังมีเข้าไปปนอยู่ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ในสมัยพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานในกายเจ็ดวันแล้ว พวกหนึ่งที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ก็ร้องไห้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า เสียดายไม่ได้พบปะพระองค์ในเวลายังป่วยอยู่ พวกหนึ่งกล่าวว่าร้องไห้ทำไม พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว เราทั้งหลายจะได้สบายไม่มีใครว่าจู้จี้จุกจิก เมื่อเป็นเช่นนี้เอง อันนี้เองปุถุชนกับพระอริยเจ้าจึงต่างกัน ถึงไปด้วยกันจำนวนห้าร้อยก็ต่างกันอย่างนั้น

และเมื่อเข้าไปถึงพระบรมศพแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่ให้ไฟนั้นติดศพได้อยู่ มีพระกัสสปะเป็นประธานเข้าไปน้อมนมัสการพระสรีระแล้ว อาศัยเหตุนั้นเอง จึงได้นำคำอย่างนี้เองเข้าไปสู่ชุมชนสงฆ์ตั้งแต่ห้าร้อยขึ้นไป


ผู้ที่กล่าวติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นผู้ที่ไม่รู้จักคุณค่าของคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ไม่รู้จักคุณค่าของพระพุทธศาสนานั่นเอง จะไปรู้แต่เพียงมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลกนั้นย่อมไปไม่ได้ ต้องให้รู้ว่าพระพุทธเจ้าพ้นไปจากสวรรคเทวโลก พ้นจากพรหมโลกไปแล้ว ไปอยู่ในอริยมรรคสี่ อริยผลสี่ ไปอยู่ในสังขตธรรม อสังขตธรรม วิราคธรรม โลกธรรมทั้งสองแล้วอย่างนี้

ผู้ใดเป็นผู้รู้จักคุณค่าของพระศาสนา ปริยัติศาสนาก็เป็นตัวหนังสือไปหมด ปฏิบัติศาสนาก็เป็นตัวหนังสือไปหมด ปฏิเวธศาสนาก็เป็นตัวหนังสือไปหมด ทีนี้ศาสนาภายในก็จิตของคนนั่นเอง ถึงพระศาสนาเป็นผู้ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายนั้นเอง ตัวไม่ตายเป็นตัวศาสนานั่นเอง


ถ้ายังเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลก ยังอยู่นอกศาสนา ขอให้ชาวพุทธทั้งหลายได้เจริญมนุสสธรรม เทวธรรม พรหมธรรม ตลอดถึงโลกุตตรธรรม อริยมรรคสี่ อริยผลสี่ ให้เจริญงอกงามในภายในและภายนอก ขอให้จิตใจวิญญาณ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณก็ดี กายวิญญาณก็ดี จิตวิญญาณก็ดี ให้เข้าสู่ในคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ให้พ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย

เพราะร่างกายเนื้อนี้ไม่ว่าในโลกไหน มนุษยโลกก็ดี มันย่อมเปลี่ยนแปลง มันย่อมสลายไป กายสวรรค์ เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี ถึงกายพระพุทธเจ้าก็ดี กายพระสาวกก็ดี อย่างนานก็แปดสิบปีบ้าง ร้อยยี่สิบปีบ้าง ร้อยหกสิบปีบ้าง ก็สลายไปอย่างนี้ ในมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลกก็ทนอยู่ไม่ได้

แต่ว่าให้มาดูจิตใจวิญญาณของเรา เมื่อได้พบปะจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ เขาไม่มีขี้ ไม่มีเยี่ยว เขาไม่มีเลือดเนื้อเหงื่อไคลอะไรก็จริง แต่เขาพบถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เขาเข้าสู่ในมนุษยโลก สวรรคเทวโลก พรหมโลก เข้าสู่ในภูมิธรรมได้ทุกภูมิ

กามภูมิจิตก็ดี รูปภูมิจิตก็ดี อรูปภูมิจิตก็ดี โลกุตตรภูมิจิตก็ดี จิตของเรานั่นแหละได้เข้าสู่ในมนุสสธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม ได้สิ้นไปแห่งกามาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะนั่นเอง เมื่อเราไม่ติดอยู่ในกามาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะแล้ว อาสวะของจิตไม่มี จิตก็พ้นไปจาก เข้าสู่โลกุตตรธรรม ได้เสวยอริยมรรคสี่ อริยผลสี่ ได้เสวยสังขตธรรม อสังขตธรรม วิราคธรรม โลกธรรมทั้งสอง มนุษย์และเทวดา พรหมทั้งหลายย่อมเจริญจิตใจของตน

พระภิกษุในโลกุตตรธรรมได้รู้ว่าจิต เจตสิก รูปของเรานี้เข้าสู่นิพพาน จิตปรมัตถ์นั้นยังเกิดดับนะ เจตสิกปรมัตถ์ยังเกิดดับ รูปปรมัตถ์ยังเกิดดับ นิพพานปรมัตถ์ไม่เกิดไม่ดับ เพราะฉะนั้น ให้เราเจริญในพระสูตรก็ดี ในพระวินัยก็ดี พระอภิธรรมก็ดี ให้ไปรวมอยู่จิต เจตสิก รูป นิพพาน ให้พ้นไปจากความเกิด ความตาย ด้วยความสวัสดี

ศาสนาภายใน ก็จิตของคนนั่นเอง - หลวงปู่บุดดา ถาวโร

10
พ้นทุกข์ด้วยความเพียรชอบ - หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

เราทั้งหลาย เตรียมตัว ตั้งสติระลึก สำรวมกายของเรา ตั้งสติระลึก สำรวมวาจา
หยุดการสนทนาปราศรัยกันชั่วคราว เราจะได้ปฏิบัติจิตตภาวนา ที่เราได้ตั้งใจมา เราจะมาปฏิบัติต่อเนื่องกันมาตามลำดับ
การภาวนา เป็นเรื่องที่ละเอียด จะต้องอาศัยความสงบ สงัด จะต้องอาศัยความวิเวก จะต้องอาศัยความสำรวมเพราะเหตุนั้น
ถ้าหากว่าภายนอกไม่สงบ ก็ก่อกวนภายใน ยากจะสงบได้

เพราะฉะนั้น เราก็ตรวจตรองดู สำรวมจากภายนอกคือกาย ให้เรียบร้อย ถ้าเราไม่สำรวมแล้ว กายของเราก็จะเป็นเหตุ อาศัยความไม่สำรวม ไปก่อกวนสะเทือนจิตใจของเรา เช่นเดียวกัน วาจาก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่มีสติสำรวม ละเว้นแล้ว เป็นเรื่องกระทบกระเทือน ก่อกวนจิตใจ ทำให้จิตใจของเราได้สัมผัสแต่อารมณ์หยาบๆ จะละเอียดไปได้ยาก เพราะการสำรวมกาย สำรวมวาจานี้ เป็นพื้นฐานรองรับซึ่งสมาธิ
คือ ความสงบและความมั่นคง

คำพูดอีกอย่างหนึ่ง การสำรวมกาย สำรวมวาจา ท่านเรียกว่า รักษาศีล คือ ความสำรวมกาย วาจา ให้เรียบร้อย ทำไมการสำรวมกายสำรวมวาจา ท่านจึงเรียกว่าศีล เพราะเป็นเครื่องปิดประตู ทางกาย ทางวาจา ไม่ให้อารมณ์ภายนอกอันเป็นอกุศล มาก่อกวนจิตใจเราได้ เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความสงบ ในส่วนของกายและวาจา กาย วาจา เพียงระลึกสำรวม ตั้งใจว่าเราไม่ทำ มันก็สงบได้ ไม่เหมือนใจ

ส่วนใจเรานึกว่าจะให้สงบ แต่มันก็ไม่สงบทีเดียว จะต้องอาศัยการฝึก การอบรม ด้วยความสำรวม
ระวังภายในจิตใจอีกชั้นหนึ่ง แต่จิตใจนี้ ถ้าหากว่าเราสำรวม อบรมได้ดีแล้ว
ใช้การใช้งานได้ดียิ่งกว่า การอบรมใดๆ ทั้งหมด

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา พระองค์ทรงตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นการฝึกอย่างอื่น ที่จะใช้การใช้งานได้ดี
เหมือนกับการฝึกอบรมนี้เลย

จิตนี้หากว่าได้อบรม ฝึกฝนให้ดีแล้ว ย่อมใช้การใช้งานได้ดี

โดยอาศัยพุทธภาษิตข้อนี้ เราก็หยิบยกขึ้นมาพินิจพิจารณาเพื่อจะได้เห็น สมที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้ ให้เห็นแจ้งประจักษ์ ในจิตใจของเราด้วย ให้เข้าใจอันถูกต้อง ว่าการฝึกฝนจิต หรือจิตที่ได้รับการฝึกฝนดีแล้ว ย่อมใช้การใช้งานได้ดีจริงๆ ไม่ว่าฝึกฝนวิชาการใดๆ ในโลก ก็ย่อมคล่องแคล่วทำให้สำเร็จในวิชาการนั้นๆ มีความเจริญก้าวหน้าไปตามลำดับ โลกที่มีความเจริญทางวิชาการ ก็เพราะวิชาการเหล่านั้น มาปรากฏ มีจิตเป็นเครื่องรับรอง เป็นเครื่องแสดงออก เป็นเครื่องค้นคว้า คิดขึ้นมา กระทำให้ปรากฏเห็นแจ้งประจักษ์แก่โลกทั่วๆ ไป

เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าจิตนี้เป็นสิ่งที่ละเอียด ไม่สามารถที่จะเอาสิ่งใดมาจับได้ แต่สิ่งที่ละเอียดนี้ ก็มีพลังที่สามารถเป็นรูปธรรม ด้วยอำนาจสติปัญญา ที่เกิดขึ้นทางจิตใจ ให้เป็นรูป เป็นวัตถุปรากฏขึ้นมา ที่แสดงความสามารถอาศัยจิตละเอียดๆ นั้นแหละ เป็นต้นเหตุ ก่อขึ้นมา สร้างขึ้นมา จึงปรากฏ

เพราะเหตุนั้น จิตจึงเป็นสิ่งที่สำคัญตามหลักธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า
เป็นเหตุผลแห่งความจริงที่เราควรเชื่อ และรับรองได้ไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้น
การอบรมฝึกฝนจิต เรียกว่า จิตตภาวนา จึงเป็นงานที่สำคัญยิ่ง

เราทั้งหลาย ควรให้ความสำคัญ ในการภาวนา อบรมตัวของเราเองว่า เป็นกิจที่เราควรจะเอาใจใส่ อย่ามองดูดาย สักแต่ว่าทำ เมื่อเราทำเล่นๆ ความรู้ปรากฏออกมาก็เป็นของไม่แน่นอน ไม่จริงจัง ถ้าเราทำอย่างจริงจัง ตั้งใจเพื่อให้รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ เพื่อให้เห็นในธรรมที่เรายังไม่เห็น เพื่อให้ถึงในธรรมที่เรายังไม่ถึง ถ้าเราไม่ลดละความเพียรพยายาม ย่อมมีผลปรากฏตอบแทนในตัวเรา ได้แจ้งประจักษ์ สัมผัสในธรรมนั้นๆ ให้ปรากฏขึ้นในตัวของเรา ไม่ต้องสงสัย ไม่มีใครตั้งแต่เกิดมาแล้ว ก็ได้รู้ธรรม เห็นธรรม แล้วจึงปฏิบัติ

ทุกๆ คน ล้วนแต่มาจากความไม่รู้ทั้งนั้น เกิดมาล้วนแต่มีความไม่รู้ทุกคน ที่มีความรู้ ความฉลาด ล้วนแต่เรามาฝึกมาอบรม ได้สัมผัสจากสิ่งที่มีอยู่ในโลก มีประการต่างๆ ถ้าใครมีความเพียรพยายาม อบรมฝึกฝน เอาใจใส่ สำเหนียกศึกษาในทางใดมาก ผู้นั้นก็ชำนิชำนาญ ได้รับการฝึกฝนจากสิ่งนั้นๆ แล้วมาใช้การในสิ่งเหล่านั้น
สำเร็จประโยชน์ ให้เกิดความสุขจากการฝึกฝน แน่นอน ทำให้บุคคลนั้น มีความเจริญในชีวิตจิตใจ

ถ้าหากเรามาฝึกฝนในทางธรรม เราก็ย่อมได้ความรู้ ความฉลาด ในการงาน ในทางธรรม
ตามกำลังที่เราฝึกฝน หรือสามารถที่จะอบรมได้ มีผู้ได้ประสบผลความสำเร็จจากการปฏิบัติที่แท้จริง
เป็นจำนวนมากต่อมาก ท่านเหล่านั้นล้วนแต่เป็นผู้ฝึกฝนจิตใจแล้ว

เพราะเหตุนั้น เราทั้งหลาย ควรทำความพอใจ ใจเป็นของละเอียด เราควรพยายามเป็นนักสังเกต นักตรวจตราจิตใจของเรา เรียกว่า โอปนยิโก น้อมเข้ามาหาจิตใจของเรา เปรียบเทียบให้มาก เห็นสิ่งไหนไม่ดี แล้วก็รับผลไม่ดี เวลามีผล เราก็ศึกษาไปหาเหตุ เวลามีเหตุ เราก็ศึกษาไปหาผล เรียกว่า อนุโลม ปฏิโลม เราก็จะได้เป็นเยี่ยงอย่าง ได้ผลลัพธ์อันถูกต้อง เป็นตัวอย่าง เป็นหลักวิชาการ หรือเป็นหลักสูตรการดำเนินเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น

เพราะธรรมะนั้น เหตุกับผลตรงกัน ไม่บิดเบือนเหมือนสิ่งอื่น สิ่งอื่นอาจจะเหตุอย่างหนึ่ง
ผลออกมาอย่างหนึ่งก็ได้ หลอกลวงให้คนหลง ก็ได้

ส่วนธรรมะ ไม่เคยหลอกลวงใครเลย เป็นไปตามสูตรของธรรมะ ให้ปรากฏรู้ได้ ถ้าเราเข้าใจถูกต้อง การเรียนธรรมะง่ายกว่าวิชาทางโลก เพราะทางโลกต้องใช้อุบาย เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ บิดเบือน ส่วนธรรมะนี้ ตรงไปตรงมา เหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพทธเจ้าว่า ทุกฺขํ อริยสฺจจํ ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา ทุกข์เป็นของจริงอย่างประเสริฐ หรือเป็นของจริงที่พระอริยเจ้าได้ค้นพบแล้ว ท่านเชื่อมั่น มีอะไร คือ มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย

ในข้อนี้ เป็นสิ่งที่เปิดเผยอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เป็นสิ่งปกปิด แม้แต่ ความเกิดมาแล้ว เจ็บตายอย่างไร ในอดีตมีอย่างไร จนถึงปัจจุบันนี้ มีอยู่อย่างนั้น ไม่เคยเปลี่ยนแปลง สิ่งใดที่ก่อกวนทำให้คนทุกข์ เพราะการกระทำอย่างนั้นให้มีทุกข์ เกิดขึ้นอย่างนั้น ตั้งแต่อดีตจนถึงสมัยปัจจุบัน เมื่อใครกระทำแล้ว ประกอบแล้ว ย่อมได้รับผล คือ ความทุกข์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย

ความโลภ เมื่อเกิดขึ้นในบุคคลแล้ว ทำให้จิตบุคคลนั้นมีความทุจริต ทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง ทางจิตใจบ้าง แล้วก็ให้ผลเป็นทุกข์ ตั้งแต่อดีตมาอย่างไร แม้ในปัจจุบัน บุคคลที่ถูกทางโลกครอบงำ ย่อมประพฤติทุจริต ทางกาย วาจา ใจ แล้วก็เป็นทุกข์ ไม่มีใครนิยมชมชอบ เช่นเดียวกัน บุคคลที่มีสติปัญญาดี เห็นโทษของความโลภ แล้วสำรวมจิต ไม่มีความโลภ พยายามแก้ไข

การแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีพ ก็หาด้วยสติ หาด้วยปัญญา ไม่ให้อกุศลเหล่านั้นครอบงำได้
บุคคลผู้นั้นก็มีความงาม ได้รับความนิยม ชมชอบ นับถือจากประชาชน เพราะเป็นกุศลที่ในจิต
มีผลงานออกมา อยู่ที่ไหนไว้เนื้อเชื่อใจ

เช่นตัวอย่าง การกระทำสุจริตด้วยกาย การกระทำสุจริตด้วยวาจา พูดแต่ความสัตย์ ความจริง กายกระทำแต่กรรมที่สะอาด ไม่เบียดเบียนตน และบุคคลผู้อื่น ได้รับความนิยมชมชอบ วางใจในสังคมทั่วไป อยู่ที่ไหนก็ไม่ได้รับความเดือดร้อน เป็นเหตุให้เขาเคารพนับถือ เชื่อมั่นในคำพูดของบุคคลเหล่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีผลอย่างนี้ตั้งแต่อดีต

ที่พระพุทธเจ้าทรงพาสาวก ประพฤติ ปฏิบัติ ได้รับผลดีมาอย่างไร และในปัจจุบันในธรรมส่วนนี้ สังคมยังรับรองว่าเป็นคนดี รับรองเป็นคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจ จะไปอยู่ในถิ่นฐานสถานใด ก็ไว้เนื้อเชื่อใจ ไว้ใจไม่ทำลายให้เกิดความเสียหาย ในสถานที่นั้นๆ เรียกว่า บุคคลผู้มีสิริมงคลก็ว่าได้

เพราะฉะนั้น การอบรมจิตใจ ให้ได้รับความฉลาด สามารถมองเห็น ทางดีตามความเป็นจริง และไม่ดีตามความเป็นจริง ตลอดถึงรู้ทุกข์ตามความเป็นจริง ธรรมะ แล้วเราปฏิบัติความจริงเท่านั้น เปิดเผยให้แจ้งประจักษ์ ก็มีความเชื่อมั่น สร้างศรัทธาเพิ่มขึ้น ในธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และในกรรม การกระทำของเรา ว่าที่เราทำนี้ไม่เป็นหมัน ไม่มีความสงสัยว่า เราตายไปแล้ว เราจะเกิดจริงไหมหนอ บุญที่เรากระทำนี้จะเป็นสมบัติของเรา ติดตามจริงไหมหนอ ความดีที่เราทำมีจริงไหมหนอ สิ่งเหล่านี้ ถ้าเราไม่ตรวจตรา พินิจพิจารณาให้เกิดปัญญาขึ้น ได้ยินที่ท่านพูดแล้ว จิตใจยังไม่เชื่อมั่น เพราะความลังเลใจ ไม่แจ้งประจักษ์ เป็นตัวขัดขวางบุญกุศลที่เรายังไม่ได้ เราก็ไม่แน่นอนในใจได้ลงไป มีสิ่งขัดขวางเล็กๆ น้อยๆ เราก็ทำไม่ได้ เพราะกำลังยังอ่อน ไม่ต่อสู้

เพราะเหตุนั้น เราควรพยายามอบรมจิตใจให้เข้าใจชัด ให้เห็นชัดในความจริง ตลอดถึงรู้ นี้เป็นส่วนทุกข์เกิด
นี้เป็นส่วนให้ทุกข์เองตามธรรม ท่านแสดงอย่างไร มันก็ให้เห็นจริง แจ้งประจักษ์ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน
ส่วนนี้เป็นหนทางออกจากทุกข์ ส่วนนี้เป็น

ความดับทุกข์ เราก็ศึกษาตรวจตรองให้เป็นพยานแจ้งประจักษ์ ตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เหมือนเราทั้งหลาย กำลังประพฤติ หัดปฏิบัติจิตตภาวนาในปัจจุบันนี้ เป็นมรรคปฏิปทาที่พระพุทธเจ้าสอนว่า ควรเจริญ สติควรเจริญ สมาธิควรเจริญ ควรปฏิบัติ สติควรเจริญให้มีขึ้น เป็นไปในกายก็ได้ ในจิตก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้เกิดความรู้ ความจริง มีอยู่ในตัวของเรา ที่จะนำมาซึ่งความสุขและความทุกข์ เพียงสติตามระลึกกาย เช่น กายมีทุกข์เกิดขึ้น เราก็จะได้รู้ชัดว่า ส่วนไหนส่วนทุกข์ ทุกข์เพราะเหตุใด
ถ้าเราพิจารณาไปไม่เหลือวิสัย เราก็จะได้เห็นทั้งเหตุ ทั้งผล

เวลาเราได้รับความสุข เราก็มีสติ พอที่จะระลึกได้ว่า เวลานี้เรามีความสุข มีความสงบ มีความสบาย
ความสุขเกิดขึ้นเมื่อไร ความสงบก็มีพร้อม ไม่วุ่นวาย ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง ผ่องใส

เพราะฉะนั้น เราก็รู้ชัดว่า มีความสุขที่เกิดขึ้นเพราะมาจากไหน เรามีสติอย่างไร
เราพิจารณาอย่างไร เรามีอารมณ์อันใด เราก็จะได้ทราบตัวของเราเองชัด เป็นพยานหลักฐาน

เพราะฉะนั้น การรู้ธรรม เห็นธรรม ไม่ใช่รู้เพราะคนอื่นบอก หรือคนอื่นรู้
เฉพาะที่เรามาปฏิบัติตามที่ท่านสอนให้ถูกต้อง ตรงตาม เราเป็นผู้ปฏิบัติ
เราเป็นผู้รู้ยิ่งกว่าใครๆ ทั้งหมดในตัวของเรา

เพราะฉะนั้น เราควรประพฤติ ปฏิบัติด้วยตนเอง ที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ให้เราสวด
เรามีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด อันนี้เป็นความจริงเหมือนกัน เป็นสัจจธรรมเหมือนกัน

ถ้าเราพิจารณาดีแล้ว เราได้พึ่งเคราะห์กรรมของเราที่เรากระทำทุกวัน ส่วนที่อาศัยการกระทำของเราเท่านั้น ไม่ใช่คนอื่นจะทำแทนให้เรา เราเป็นคนดี เราก็ต้องเป็นผู้สร้างมา จึงปรากฏขึ้นมา ไม่ปรากฏแก่บุคคลผู้ไม่กระทำ เป็นความไม่ดี ก็บุคคลนั้นสร้างขึ้นมา ในตัวของเราเองแล้ว ก็ปรากฏขึ้นแก่ตัวของเราเอง จากตัวของเราเอง เมื่อเราก็เห็นอยู่ ประจักษ์อยู่อย่างนั้นน่ะ ศรัทธาของเราก็ตั้งมั่นไม่ง่อนแง่น คลอนแคลน เรียก อจลศรัทธา

เมื่อศรัทธาตั้งมั่น ความเชื่อตั้งมั่น อยู่ในจิตใจแล้ว บุคคลผู้นั้น ไม่ถอยหลังในการปฏิบัติ ในการอบรมสมาธิ เพราะเห็นแจ้งประจักษ์ในใจ เป็นพยานหลักฐาน จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ความสุขที่แท้จริง คือการอบรมจิต ที่พระพุทธเจ้าว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอย่างอื่นยิ่งกว่าการ อบรมจิตให้สงบไม่มี

เมื่อจิตของเราสงบในเวลาใด เวลานั้น ก็มีความสุข ในกาลใด จิตของเราไม่สงบ เพราะเหตุเกิดขึ้นกับจิตเองก็ดี จากภายนอกกระทบกระเทือนก็ดี ในกาลนั้นความสงบที่เคยมี จิตที่ละเอียดอย่างนั้น ก็หายไป ความทุกข์ก็เข้ามาแทน เราก็สามารถจับเหตุ จับผล ได้ทั้งสุขและทุกข์ ถ้าเรามีสติคอยกำกับ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ที่สิ่งที่เราชอบและพอใจ เช่น การภาวนา ความมุ่งหมาย เพื่อให้เรามีสติกำหนดรู้จิตใจของเรา เป็นการอบรมจิตใจไปในตัว ในเฉพาะปัจจุบัน คือ เรากำลังอยู่ที่ระลึก พุทโธ พุทโธ ก็เพื่อให้มีสติเข้าไปรักษาจิตนั้นเอง เพราะผู้ระลึกนั้น สติ ผู้รู้ว่าเราระลึกนั้นนะ อะไรที่อยู่ในจิต อารมณ์ทั้งหลายที่อยู่ในจิต ความสุข ความทุกข์ ความสงบ ไม่สงบ อันนั้นเป็นธรรม ธรรมารมณ์ที่มีอยู่ในจิต เพราะฉะนั้น ในทางเดียวกัน เราได้ทั้งธรรม เราได้รู้ทั้งธรรม รู้ทั้งจิต ที่มันมีอยู่ด้วยกัน ธรรมส่วนไหนที่ทำให้จิตสบาย ธรรมส่วนไหนที่ทำให้จิตไม่สบาย เราก็รู้ เพราะเหตุนั้น นักปฏิบัติที่เป็นนักสำรวจ มักจะกลับมาดูตัวเองมากกว่าจะเอาเรื่องของคนอื่น ส่องจิตใจของเราเอง แก้ไขปัญหาของเราเอง เมื่อเราแก้ปัญหาของเราเอง อย่างถูกต้องกับธรรมแล้ว บัณทิตผู้รู้ธรรมทั้งหลาย เขาเห็นถึงแม้ว่าเราไม่อวดอ้าง ว่าเราอย่างนั้น อย่างนี้ ท่านมองพลั๊บเดียว ท่านฟังคำพูดคำสองคำ ท่านรู้ว่าเป็นบัณฑิต หรือไม่ใช่บัณฑิต ที่แสดงออกมา คนมีสติ มีความคิดอันถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง

เพราะเหตุนั้น เราทั้งหลาย เรานั้นเองแหละเป็นผู้รู้ เรานั้นเองแหละเป็นผู้อบรมตัวของเรา เพราะฉะนั้นเราควรเอาใจใส่ เราจะพ้นจากทุกข์ภัยได้ เพราะการอบรมจิตของเราเอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงแต่ชี้บอกทางเท่านั้น ส่วนการเดินให้ถึงนั้น เราจะต้องใช้แรงกำลังของเราดำเนินไปให้ถึง ด้วยความเพียรของเราเอง

เพราะฉะนั้น การที่เราจะพ้นจากทุกข์ได้ ด้วยความพยายามของเราเท่านั้น
ไม่มีใครจะแทนเราได้ ขอให้เราทั้งหลายพยายามปฏิบัติ ไม่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัย

เพราะการปฏิบัติธรรม การรู้ธรรม เห็นธรรมนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยสำหรับพวกเราเลย
ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย มีธรรมเสมอกันหมด แต่ตัวเราแยกเป็นหญิง เป็นชาย

ทำอาการ กิริยา ของโลกบัญญัติขึ้นมา ถ้าการแยกเป็นส่วน เป็นผม เป็นขน เป็นเล็บ เป็นฟัน เป็นหนัง เป็นเนื้อ อาการ 32 แล้วเท่ากันหมด เพราะฉะนั้น อาจสามารถจะรู้ได้เหมือนกันหมด ส่วนไหนเป็นอย่างไร เป็นของสะอาด เป็นของไม่สะอาด เป็นของเที่ยง เป็นของไม่เที่ยง มีความทุกข์อย่างไร เราก็สามารถค้นพบอยู่ในนี้ ด้วยสติอันดี ด้วยจิตอันดีนี้เอง เราจะเกิดความหลง หรือเกิดความฉลาด เราก็สามารถที่จะอบรมให้จิตใจของเราให้เห็นที่ถูกต้องได้ ให้เกิดความฉลาดได้ ให้เป็นมรรค เป็นหนทางปฏิบัติขึ้นมา ด้วยความฉลาดและพยายามของเราทุกๆ คน

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรพยายาม วิริเยนะ ทุกฺขมจฺเจติ คนจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียรเท่านั้น ไม่มีใครขี้เกียจ ขี้คร้าน ไม่เอาใจใส่ เลินเล่อเผลอตัวมัวเมา ให้จิตเลื่อนลอยไปตามกระแสของโลก ตามคลื่นของโลกแล้วพ้นจากทุกข์ เป็นอรหัตอรหันต์ ไม่มีในอดีตที่ผ่านมา ไม่ทราบกี่หมื่น กี่พันปี แม้พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงสั่งสอน ก็ล้วนแต่ว่า บุคคลที่จะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรมีสติ ให้ระลึกชอบ
ให้มีความเพียรชอบ แล้วตั้งใจปฏิบัติอย่างนี้อยู่เสมอ
วันหนึ่งข้างหน้าของเราจะถึงฝั่ง อันพ้นจากทุกข์แน่นอน


เพราะเหตุนั้น ขอให้เราทั้งหลาย พยายามปฏิบัติดูจิตใจของเรา โดยเฉพาะเจาะจงในปัจจุบัน อย่าให้เผลอตัว สังเกตดูอยู่นั้นแหละ จิตสบายก็ให้รู้ว่าสบาย จิตไม่สบาย เราก็ไม่ต้องเดือดร้อน กับเรื่องไม่สบาย ก็เป็นเรื่องของเวทนา เรื่องผู้รู้ เราหน้าที่รู้เท่านั้นแหละ ขอให้รู้ต่อเนื่องกันไป อย่าเผลอไปตามอาการสบายหรือไม่สบาย อย่าเผลอไปตามอาการสงบ หรือไม่สงบ อันนั้นเป็นเรื่องของสังขาร มันแต่งมันเอง มันมีตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เรื่องผู้รู้สังขาร มันก็เหนือสังขารอีก

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายพึงเข้าใจให้ถูกต้องแล้วพยายามดูเรื่องสงบ ไม่สงบ อย่าเอามันมาเป็นเครื่องกังวล เราแต่เพียงแต่ ดูไป พุทโธ ดูไป ดูไป ดูไป มันค่อยละเอียดไปเอง สังขารมันจะแต่งมรรค แต่งผลให้เรา ให้เรารู้อีก ถ้าสังขารชอบ ทุกอย่างมันก็ชอบไปด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยิน ได้ฟังแล้ว จดจำไว้ให้ดี นำเข้ามาอบรม เราก็จะได้ประสบความสุข ความเจริญในชีวิตของเรา

ยุติเพียงเท่านี้ก่อน ให้กำหนดภาวนาจนสมควรแก่เวลา

พ้นทุกข์ด้วยความเพียรชอบ - หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ
วัดป่าเขาน้อย อ. เมือง จ. บุรีรัมย์
(คัดลอกจากหนังสือ "ธรรมลังการ" ซึ่งพิมพ์เนื่องในโอกาสที่
หลวงปู่เจริญอายุครบ ๘๑ ปี เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๓)

หน้า: [1] 2 3 ... 10