ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล  (อ่าน 188855 ครั้ง)

webmaster

  • บุคคลทั่วไป
























ขอเชิญดาวน์โหลดไปรับชม รับพรกันได้ครับ จากลิงค์นี้ครับ
http://www.4shared.com/file/AF3kua84/Luangpumoon_VIDEO.html?




หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล

" ตัวกูลูกพระพุทธองค์ ครูสิทธิ์ ครูธงค์ องอาจไม่ประมาทครู พบรอยก้มดู เจอครูกราบไหว้ "
อิมะมะมามา อิมะมะมามา อิมะมะมามา อิมะมะมามา อิมะมะมามา อิมะมะมามา อิมะมะมามา



ผู้เขียน : ClubMahaAud(73)
* วาจาสิทธิ์ของหลวงปู่หมุน ที่ได้กล่าวไว้ก่อนละสังขาร ซึ่งลูกศิษย์และชาวบ้านต่างจดจำได้ติดหู คือ " ของๆฉันสร้างเองกับมือ ใครมีไว้บูชาจะ หมุนโชคหมุนลาภ ทำมาค้าขึ้น ไม่มีวันจน ประกอบสัมมาอาชีพใดก็รุ่งเรือง เจริญลาภยศสรรเสริญ จะมีชื่อเสียงหอมขจรขจาย ขอให้เป็นคนดี คิดดี ทำดี ละเว้นชั่ว คุณพระจะรักษา เทวดาจะคุ้มครอง แม้นว่าฉันจะตายไป ของๆ ฉันจะขลังกว่านี้อีกหลายๆเท่า น้ำลาย ไอปาก ลมปราณที่ประจุลงไป ด้วยพลังจิตอันเข้มขลังของฉัน ย่อมเป็น หนึ่งบ่เป็นสอง ครบเครื่องเป็นองค์พระ ที่ดีทั้งนอก ดีทั้งใน ฝากไว้ในแผ่นดิน ให้เลื่องชื่อลือนาม ลือเรื่องถึงเมืองแมน "

# หลวงปู่หมุน ท่านกำเนิดเมื่อ พศ.2437-2546 อายุยืนถึง 109 ปี พระเครื่องของท่านออกมา ช่วงบั้นปลายชีวิต ในปีพศ.2542-45 จึงดูเหมือนเป็นพระเครื่องใหม่ อายุพระไม่เกิน10ปี ความนิยมในท้องตลาดพระเครื่อง ยังมีไม่มาก มีเฉพาะกลุ่มลูกศิษย์ที่เคารพศรัทธา แต่ก็มีแนวโน้มกลุ่มลูกศิษย์มากขึ้น จากปากต่อปากของผู้บูชาพระเครื่องหลวงปู่ ที่พบประสบการณ์เหนือธรรมชาติ

- สาเหตุที่ท่านอนุญาติให้สร้างพระเครื่อง ในช่วงบั้นปลายชีวิตนั้น เพราะยุคแรกๆนั้น ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ ในการออกธุดงค์ไปในป่าดงดิบ ละธุดงค์ไปแดนพุทธภูมิ ในต่างประเทศ หลายสิบๆปี จึงไม่ได้ทำวัตถุมงคลออกมาเพื่อให้ชาวบ้านบูชาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้เป็นคนดีมีศีล และรวมถึงหารายได้มาสร้างวัดซ่อมอุโบสถ บำรุงเสนาสนะให้ดำรงคงอยู่ สืบสานวัฒนธรรมประเพณี อันดีงามในแผ่นดินสยาม วัดวาอาราม เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้คนรุ่นเก่า ได้กระทำแต่ความดี ละความชั่ว และขัดเกาจิตใจคนรุ่นใหม่ ให้อ่อนโยน มีเมตตาธรรม สร้างสรรค์สังคม หลีกเลี่ยงพฤติกรรม สร้างเสื่อมสังคม.. หากไม่มีวัด ก็ไม่มีพระ หากไม่มีพระ คนรุ่นใหม่ก็ย้าย ศาสนาไปเป็นคริสต์จักรกันหมด แล้วพุทธศาสนาก็จางหายไปตามกาลเวลา.. หลวงปู่หมุน ท่านไม่ยึดติดลาภยศสมณศักดิ์ ท่านเป็นพระสงฆ์ สายพระป่าที่เคร่งกรรมฐานอย่างแท้จริง ท่านใดที่มองหา พุทธคุณทางด้านอิทธิปาฎิหาริย์, แคล้วคลาดอายุยืน, โชคลาภเสริมดวง และเมตตาบารมี ที่สามารถสัมผัสพุทธคุณในพระเครื่องได้ เติมเต็ม!ในสิ่งที่ท่านขาดหาย ประสบการณ์ใหม่ๆรอท่านอยู่..

คำอาราธนา บูชาหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
ท่องนะโม ๓ จบ แล้วภาวนาว่า
หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล มะ อะ อุ
หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล อุ อะ มะ

หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล สกุลเดิม ศรีสงคราม เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ บิดาชื่อดี มารดาชื่ออั๊ว บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี ครอบครัวได้นำไปฝากกับพระอาจารย์สีดา เจ้าอาวาสวัดบ้านจานผู้เป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกัมมัฎฐานและมีวิชาอาคมที่ เก่งมาก กระทั่งปี พ.ศ. 2460 ทำการอุปสมบท โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเพ็ง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ฐิตสีโล" แปลว่าผู้มีศีลตั้งมั่น

หลังจากบวชแล้วได้จำพรรษาที่วัดบ้านจาน ศึกษาเล่าเรียนอักษรไทย อักษรขอม ฝึกกัมมัฎฐานในหมวดสมถะและวิปัสสนากรรมฐานจากพระอุปัชฌาย์ ครูบาอาจารย์ต่างๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปีเต็ม จากนั้นท่านมีความคิดว่า จะต้องแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆ ขึ้นไปอีก จึงออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ และร่ำเรียนวิชาอาคมกับพระเถระชื่อดังหลายรูป เกือบทั่วประเทศจนถึงประเทศลาว มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย

ตลอดชีวิตแห่งการครองเพศบรรพชิต อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ก็ได้อุทิศตน ปฏิบัติตนตามแนวทางแห่งคำสอนของพระศาสดาอันพึงจะกระทำ สมกับฉายานามอันได้รับเมื่อครั้งอุปสมทบคือ "ฐิตสีโล" แปลความว่า ผู้ตั้งมั่นในศีล 85 พรรษาแห่งการครองผ้ากาสาวพัตร ศึกษาเล่าเรียน พระธรรมวินัยออกจาริกธุดงค์

- หลวงปู่หมุน พระเถระ๕แผ่นดิน ประวัติปฎิปทา ท่านไม่ธรรมดาครับ ลูกศิษย์ผู้มีจิตศรัทธา มั่นใจได้ว่าพระเครื่องวัตถุมงคลของท่าน ไม่เป็นรองสำนักใด

* ข้อมูลล่าสุด วีดีโอที่หลวงปู่ให้สัมภาษณ์ใน "รายการเปิดบันทึกตำนาน" ทางช่อง5 เมื่อปี ๒๕๔๓ นอกจากสืบทอดสายวิชาสมเด็จลุน แล้วท่านยังสืบสานวิชาสายวัดช้างให้ และสายตำนานสงฆ์ ระดับเทพอย่างหลวงพ่อจาด

- ท่านฝากตัวเป็นศิษย์รับใช้ หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา ( จตุรสงฆ์ในตำนานสงครามอินโดจีน ในนาม จาด จง คง อี๋ )
- เป็นพระสหายธรรม อยู่ศึกษาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับ หลวงปู่ทิม วัดช้างให้ 1ปีเศษๆ ดึงความรู้หลวงปู่ทิม จนหมดภูมิ






ประวัติปฎิปทา " หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล " อมตะเถระ 5 แผ่นดิน แห่งวัดบ้านจาน

หลวง ปู่หมุน ฐิตสีโล เกิดในสกุล“ ศรีสงคราม”หรือ “ แก้วปักปิ่น” ถือกำเนิดเมื่อ วันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ บิดา ชื่อ " ดี "มารดาชื่อ " อั๊ว " มีอาชีพทำไร่ทำนา เป็นเด็กยากจน แต่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ต่อมาบิดามารดาเห็นแววทางด้านพระพุทธศาสนา จึงให้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี และนำไปฝากกับพระอาจารย์สีดาเจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ซึ่งเป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกรรมฐานและมีวิชาอาคมที่เก่งมาก ในปี 2460 ขณะอายุได้ 23 ปีได้เข้าอุปสมบทหมู่จำนวน 9 รูป โดยหลวงปู่เป็นรูปที่ 9 โดยมีโยมลุงของท่านเป็นเจ้าภาพ โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเพ็งเป็นพระอนุสาวนาจารย์และหลวงพ่อผุยเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับรับฉายาว่า " ฐิตสีโล " แปลว่า " ผู้มีศีลตั้งมั่น "จากนั้นได้ศึกษาวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปี ก่อนออกแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันธธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆ ขึ้นไป

ปี พ.ศ.2464 หลวงปู่หมุน เริ่มออกศึกษาแสวงหาประสบการณ์โดยได้ร่ำเรียนทั้งเวทย์วิทยา และสมถกรรมฐานจากครูบาอาจารย์หลายสำนัก การเดินทางในสมัยนั้นเป็นที่ลำบากยากเย็น ต้องเดินเท้าเปล่าผจญภัยจากผีป่า หรือสัตว์ร้ายนานัปการ แต่หลวงปู่มิได้ย่อท้อ ได้เดินทางไปศึกษาวิชาอาคมที่ สำนักตักศิลาแห่งบ้านจิกใหญ่ อ.พิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานี กระทั่งศึกษาคัมภีร์มหาพุทธาคม อันเป็นแม่บทของคัมภีร์ปถมัง คัมภีร์อิทธิเจ คัมภีร์มหาราช คัมภีร์ตรีนิสิงเห ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งอำนาจจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราพิชัยสงคราม เช่น คัมภีร์นิติประกาศิต คัมภีร์ธนูรเวทว่าด้วยการแต่งเครื่องครอบมนตร์ในสงคราม เป็นต้น

ในช่วงปี 2475-2482 เมื่อหลวงปู่สำเร็จการศึกษาวิชาการต่าง ๆ ก็เก็บบริขารออกธุดงค์ป่าผ่านถิ่นทุรกันดารในชนบทโดยเท้าเปล่ามายังกรุงเทพ ฯ ในระยะแรกหลวงปู่เข้าพักที่ วัดเทพธิดาราม เป็นการชั่วคราว โดยมีครูทองอินทร์ เป็นครูสอนของวัดเทพธิดาราม เป็นผู้เอื้อเฟื้อจัดหาที่พำนักให้ ท่านได้ให้หลวงปู่อยู่ที่วัดวัดอรุณราชวราราม พำนักอยู่กับพระพิมลธรรม(นาค) ศิษย์สายสมเด็จพระสังฆราชแพ โอกาสนี้หลวงปู่ได้ร่ำเรียนวิชาคัมภีร์มูลกัจจายน์สูตร ซึ่งเป็นหลักสูตรโบราณอันเก่าแก่ของคณะสงฆ์ไทยที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นตำราที่ละเอียดลึกซึ้ง แตกฉานพระบาลีว่าด้วยคัมภีร์อรรถกถายากยิ่งที่จะมีผู้เรียนได้สำเร็จ ปัจจุบันวิชานี้ได้ยกเลิกไปแล้ว

หลวงปู่หมุนได้เข้าสอบวิชามูลกัจจายน์ นั้น ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งการสอบในสมัยนั้นมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธาน และสมเด็จพระสังฆราช(แพ) เป็นประธานกรรมการฝ่ายสงฆ์ และพระเถราจารย์เป็นผู้ทดสอบด้วย โดยมีการถามตอบแบบมุขปาฐะ (ปากเปล่า) ถ้าถามตอบบาลีผิดเกิน 3 คำ ให้ปรับเป็นตกทันที ด้วยความรู้ความสามารถที่แตกฉานในคัมภีร์หลวงปู่สามารถสอบได้เปรียญธรรมถึง 5 ประโยคในคราวเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นหลวงปู่ได้ใช้วิชาความรู้อย่าง คุ้มค่า โดยได้เป็นครูสอนมูลกัจจายน์อยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม(ฝั่งธนบุรี) เป็นเวลานานหลายปี มีลูกศิษย์มากมาย นอกจากนี้ในช่วงหนึ่งหลวงปู่มาพักกับสมเด็จพระสังฆราชแพ ที่วัดสุทัศน์ฯ และได้ศึกษาวิชาบางอย่างกับสมเด็จพระสังฆราชแพอีกด้วย

จากนั้นก็เก็บ บริขารเดินธุดงค์ติดตามพระอาจารย์ทองดี ที่มาจาก อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ธุดงค์ ไปทางภาคเหนือเข้าเขตพม่าเป็นเวลา 1 ปี จากนั้นก็เดินเท้าเปล่าลงภาคใต้ไปพำนักกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ เพื่อปฎิบัติกรรมฐานและแลกเปลี่ยนวิชาอาถรรพณ์เวทมนต์กับพระอาจารย์ทิมอยู่ ประมาณปีกว่า ๆ ก่อนธุดงค์เข้าเขตประเทศมาเลเซีย เพื่อจะเรียนวิชากับพ่อท่านครน วัดบางแซะ ใช้เวลาธุดงค์อยู่ถึง 7 วัน แต่ไม่พบจึงตัดสินใจกลับวัดช้างให้ ต่อจากนั้นก็ได้เรียนวิชาจากพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช โดยได้ของที่ระลึกจากพ่อท่านคล้ายคือ ชานหมากเม็ดใหญ่เป็นที่ระลึก จากนั้นก็เดินธุดงค์เรื่อยมาจนกลับสู่เขตอีสานอีกครั้งและได้พบกับหลวงปู่สี ฉันทสิริ ในป่าแถบ จังหวัดหนองคาย และได้วิชาลบผงสีจากหลวงปู่สี ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากสมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆังโฆษิตาราม

ช่วงที่ท่าน ธุดงค์แถบอุบลราชธานีได้พบกับหลวงปู่มั่น และขอเรียนข้อวัตรปฏิบัติในพระกรรมฐาน แต่ไม่ได้ร่วมคณะธุดงค์ เพราะท่านอยู่นิกายมหายาน หลวงปู่เคยเล่าประวัติในช่วงธุดงค์ให้กับพระภิกษุที่เป็นหลานของท่านว่า เคยได้เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นอยู่พักหนึ่ง ในช่วงที่หลวงปู่ต้องการเจริญสมณธรรม เป็นธรรมอันล้ำลึกยากยิ่งที่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงจะล่วงรู้ถึงอารมณ์ของ วิปัสสนานี้ได้ หลวงปู่หมุนได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์มั่นอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็แสวงหา ความวิเวก เพื่อประพฤติปฏิบัติต่อไป จนกระทั่งหลวงปู่แตกฉาน เชี่ยวชาญ ครั้งนั้นหลวงปู่หมุนได้ศึกษาธรรมจนที่สหธรรมมิกที่เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น รู้จักสนิทสนมกับหลวงปู่ทุกองค์ เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เป็นต้น ..ในตอนที่หลวงปู่หมุนไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ท่ามกลางศิษย์สายกองทัพธรรม ในขณะสนทนาธรรมหลวงปู่มั่นได้ปรารภกับหลวงปู่หมุนว่า " ท่านหมุน ท่านเก่งพอตัวอยู่แล้ว หากไม่เจอกันหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปริยัติ ปฏิบัติ และ

ปฎิเวธ ให้สอบถามท่านแหวนได้ เพราะเขาเก่งมาก " หลวงปู่มั่นได้มอบของที่ระลึกให้หลวงปู่หมุน 2 อย่าง คือ แผ่นจารอักขระใบลาน ม้วนเป็นลูกอมกลม ๆ เขียนเป็นภาษาขอมว่า เย ธมมา เหตุปภวา ฯลฯ เป็นต้น และธนบัตรรัชกาลที่ 8 พร้อมลายเซ็นหลวงปู่มั่น ภายหลังหลวงปู่ได้มอบให้โยมแม่ท่านไป ต่อมาหลวงปู่มีความกังขาสงสัยในกัมมัฏฐานในเรื่องของ จตุธาตุวัฏฐาน ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิบัติในธาตุทั้ง 4 เป็นมูลฐานของอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ จึงได้เดินทางไปกราบของความรู้เพิ่มเติมจาก หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ก็ได้รับความกระจ่าง จากนั้นก็ธุดงค์ต่อไป ท่านยังได้ร่ำเรียนวิชาจาก พระอาจารย์สิงห์ วัดป่าสาลวัน หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา

ต่อมาไม่นานก็ ได้ร่ำเรียนวิชามีดหมอมหาปราบจากหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว และหลวงพ่อเงิน วัดมะปรางค์หลวง ซึ่งวิชานี้หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ก็เรียนจากหลวงพ่อขำและหลวงพ่อเงิน เช่นกัน นอกจากนี้ในช่วงที่หลวงปู่ธุดงค์มาสู่ภาคตะวันออกแถบจันทบุรี ท่านได้พำนักอยู่กับ หลวงพ่อสอน วัดเสิงสาง กระทั่งหลวงพ่อสอนไว้ใจให้วิชาอาคมและครอบครูให้กับหลวงปู่

หลวงปู่หมุน นับเป็นหนึ่งในทายาทผู้สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุนแห่งนครจำปา ศักดิ์ราชอาณาจักรลาวที่ยังดำรงขันธ์อยู่ในปัจจุบัน โดยสมเด็จลุนเป็นที่เลื่องลือในคุณธรรมและอภิญญาอภินิหารอาทิ สามารถเดินบนน้ำได้ ย่นระยะทางได้ แปลงร่างได้ เดินทะลุภูเขาได้กล่าวกันว่าภิกษุสงฆ์ยุคก่อนโน้นต่างดั้นด้นสืบเสาะหาสม เด็จลุน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษามหาวิทยาคม ตลอดจนวิปัสสนากรรมฐาน หลวงปู่หมุนเองก็ดั้นด้นธุดงค์ผ่านอุบลราชธานีเข้าประเทศลาวเพื่อสืบเสาะสม เด็จลุน แต่ไม่พบ แล้วมาพักอยู่กับหลายพ่อมหาเพ็ง วัดลำดวน ในช่วงนั้นหลวงปู่ได้ใช้เวลาค้นคว้าศึกษาพระไตรปิฏก ในเรื่องพระวินัยปิฏก และพระอภิธรรม ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงการเจริญกัมฏฐานล้วน ๆ ประมาณ 2 เดือนกว่า แล้วก็ออกธุดงค์กลับสู่ประเทศไทยเข้ากรุงเทพฯ มาพักนักที่วัดหงส์รัตนาราม ต่อมาธุดงค์ไปทางอีสานเข้าสู่ประเทศลาวอีก หลายครั้ง จนกระทั่งท่านมีอายุ 30 ปีกว่าแล้ว คราวนั้นหลวงปู่ได้พบกับฆราวาสชื่ออาจารย์ฉันท์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นเหลนของสมเด็จลุน ที่จังหวัดนครพนม โดยเรียนวิชาจากอาจารย์ฉันท์จนหมดภูมิแล้ว อาจารย์ท่านจึงได้แนะนำฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ดำเหลนของสมเด็จลุนปรมาจารย์ ใหญ่ที่สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุน

ในการฝากตัวเป็นศิษย์ของ หลวงปู่ดำนั้น มีกฎเกณฑ์รายละเอียดมากทั้งยังต้องทดสอบภูมิปัญญา และอำนาจของกระแสจิตที่ต้องเข้มแข็งพอที่จะเรียนวิชาของท่านได้ ในรุ่นที่หลวงปู่ฝากตัวเป็นศิษย์นั้นมีมากกว่า 50 รูป แต่หลวงปู่ดำท่านทดสอบวิชา แล้วคัดออกจนเหลือแค่ 3 รูป มีหลวงปู่หมุน หลวงพ่อสงฆ์ (วัดม่วง ลพบุรี) และอีกรูปหลวงปู่ลืมชื่อไปแล้ว สำหรับพิธี ครอบครูของหลวงปู่ดำนั้นมีของยกครูที่หลวงปู่จำได้อย่างแม่นยำคือ 1.ผ้าไตรจีวร 2.บาตร 3.ทองคำหนัก 10 บาท (สำหรับทองคำ จะคืนให้เมื่อเรียนจบ) และมีข้อห้ามประการสำคัญอีกคือ ห้ามสึกตลอดชีวิต ถ้าสึกไปชีวิตก็จะหาไม่

ในการครอบวิชานี้ถือว่าเป็นสุดยอดเคล็ดวิชา วิทยาคม ในสายของสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ซึ่งกว่าจะเรียนจบต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะบำเพ็ญเพียรอย่างมาก ได้จำวัดพักผ่อนวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น อาหารต้องฉันมื้อเดียว และขั้นตอนสุดท้ายที่จะสำเร็จวิชานี้จะมีการทดสอบอย่างพิสดาร

อย่างไรก็ ตาม เป็นที่เชื่อกันว่าหลวงปู่หมุนท่านสำเร็จวิชาสำเร็จธาตุ 4 มาจากสายสมเด็จลุน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าวิชาสายนี้ลึกลับเกินปุถุชนคนธรรมดาจะเรียนได้สำเร็จ ผู้ที่จะเข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ที่มีบารมีมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน เพราะการควบคุมธาตุ 4 ได้นั้นผู้ที่จะสามารถทำการนี้ได้ต้องสำเร็จจตุตฌานเป็นบาทฐานในการทำ และยังต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของกสิณจตุธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟอีกด้วย

หลังจากนั้น หลวงปู่ก็กลับมาจำพรรษา ที่วัดบ้านจาน จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และพระอุปัชฌาย์ รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ที่" พระครูหมุน ฐิตสีโล" หลวงปู่ได้ปฎิบัติศาสนกิจตามที่ได้รับมอบหมายเป็นเวลาถึง 20 ปี จึงลาออกจากทุกตำแหน่ง ต้องการใช้ชีวิตที่เหลือบำเพ็ญสมณธรรมปฏิบัติพระวิปัสสนาธุระ อย่างเดียว ประมาณปี 2487 ในช่วงที่หลวงปู่อายุ 50 ปี ท่านเก็บบริวารออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าดงดิบ โดยลำพังแต่ผู้เดียว และในช่วงนี้เองที่หลวงปู่ได้พบกับอาจารย์จ่อยและอาจารย์ขวัญ วัดป่าหนองหล่ม ในระหว่างที่หลวงปู่ธุดงค์โดยบังเอิญ อาจารย์ทั้ง 2 จึงได้นิมนต์หลวงปู่โปรดญาติโยมที่วัดป่าหนองหล่ม หลังจากที่หลวงปู่หมุนเดินธุดงค์แสวงหาธรรม อยู่หลายสิบปี ประมาณปี 2520 ท่านจึงกลับมายังวัดบ้านจาน ซึ่งวัดบ้านจานในยามนั้น มีอายุกว่า 200 ปี อยู่ในสภาพทรุดโทรม ท่านจึงได้พัฒนาวัด สร้างอุโบสถขึ้นมา ด้วยหยาดเหงื่อและแรงจิต ทำให้อุโบสถเสร็จสมบูรณ์ในเวลาอันสั้น

นอกจาก นี้ท่านยังได้ช่วยเหลือ ลูกศิษย์และสหธรรมิก อีกหลายวัดเช่น วัดป่าหนองหล่ม, วัดโนนผึ้ง ,วัดซับลำใย, และคณะศิษย์วัดสุทัศน์ฯ ในการสร้างถาวรวัตถุของวัด จนเป็นที่มาของ วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมในหลายรุ่นต่อมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังแทบทุกรุ่น ที่ท่านจัดสร้างขึ้น จึงเป็นที่นิยมในหมู่ศิษยานุศิษย์ ด้วยเชื่อในพลังแห่งบุญฤทธิ์จิตตานุภาพของท่าน

จนกระทั่งเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 11 มี.ค.2546 หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระอมตะเถระ 5 แผ่นดิน แห่งวัดบ้านจาน อ. กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มรณภาพลงอย่างสงบบนกุฎี สิริอายุ 109 ปี 86 พรรษา


 





ขอขอบคุณ แหล่งข้อมูลจาก http://www.web-pra.com/Article/Show/216

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 08, 2017, 09:58:27 PM โดย webmaster »

webmaster

  • Administrator
  • คนกันเอง
  • *****
  • กระทู้: 316
  • Karma: +0/-1
    • ดูรายละเอียด
Re: หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2011, 07:44:27 AM »




ตัวกูเป็น1 บ่เป็น 2 ในแผ่นดินนี้
ตัวกูเป็นเหล็ก
ตับกูเป็นทองแดง
เผาตัวกูบ่มีไหม้

ของๆเราที่เราสร้างอนาคตจะเป็นที่ประจักษ์ จะมีชื่อเสียงดังไกลไปยังเมืองแมน จะดังและแพงทุกอย่าง และอนาคตจะหากันไม่ได้อีกแล้ว

วันนั้นที่หลวงปู่พูดบอกทุกคนมีใครบ้างล่ะจะเชื่อว่าพระของหลวงปู่จะแพงและจะเชื่อว่าพระของหลวงปู่จะดัง เพราะหลวงปู่สร้างวัตถุมงคลออกมาช่วงนั้นให้บูชาไม่หมดเกือบทุกรายการและเหลือเยอะมากๆด้วย เอามาแจกกันยังมีคนเคยเคืองเลยครับ หลวงปู่พึ่งออกจากป่ามาเปิดตัวได้ไม่นานคนก็ไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไหร่หลายคนมองหลวงปู่หมุนเป็นแค่พระแก่ๆทรงสังขารธรรมดาที่น่ากราบไว้แค่นั้นครับไม่ค่อยมีใครรู้หรอกว่าหลวงปู่เก่งขนาดไหนมีเพียงแต่พระอริยะด้วยกันเท่านั้นและเหล่าทวยเทพทั้งหลายที่รู้ว่าหลวงปู่หมุนองค์นี้ไม่ธรรมดาและเป็นพระสงฆ์สาวกองค์สำคัญในบวรพระพุทธศาสนาที่ยากจะหาใครที่มีบารมีเทียบเท่า
แต่พวกเราๆท่านๆเป็นคนธรรมดาจะรู้อะไรเล่าช่วงนั้นหลวงปู่พูดจึงไม่มีใครเชื่อ
แล้ววันนี้ล่ะเป็นอย่างคำที่หลวงปู่บอกไปทีล่ะอย่างหรือป่าวครับ
หลวงปู่หมุนพระผู้มีวาจาสิทธิ์ 1บ่เป็น2 อนาคตรู้กันแน่นอนครับว่าหลวงปู่หมุนคือของจริงหรือป่าว



แล้วคุณล่ะ..............ยังคิดในใจอยู่รึป่าวว่าหลวงปู่หมุนจะเก่งจริงมั๊ยหรือเป็นแค่พระสร้างกระแสแค่ชั่วครู่แล้วอนาคตจะเงียบหายไปรึป่าวเมื่อหมดกระแสความนิยม ถ้าใครคิดแบบนี้อยู่ลองเปลี่ยนความคิดใหม่อาราธนาหลวงปู่หมุนขึ้นคอเดี่ยวซักครั้งผมเชื่อแน่นอนว่าไม่มีอะไรติดลบลงกว่าที่เป็นอยู่แน่นอนครับแต่ถ้าบูชาแล้วชีวิตมีทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆช้าเร็วอยู่ที่กรรมของแต่ล่ะคนเป็นตัวกำหนดหมั่นทำบุญทำกุศลอุทิศคิดถึงหลวงปู่บ้างครับ ทุกครั้งที่ใครทำหลวงปู่รับรู้ทุกครั้งครับ ผมเชื่ออย่างนั้น


แต่สำหรับผมศรัทธาหมดใจไร้ข้อกังขาสงสัยใดๆทั้งสิ้นแล้วครับ


หลวงปู่หมุนตอนเด็กๆครอบครัวหลวงปู่มีอาชีพทำไร่ทำนา มีอยู่วันหนึ่งหลวงปู่ไปช่วยโยมมารดาทำนา ด้วยความที่ผมตอนนั้นเริ่มยาวมากแล้วเกิดความรำคาญทำอะไรก็ไม่ถนัดนักพะรุงพะรังจึงคิดจะไปตัดผมที่ร้านตัดผมในหมู่บ้าน
เด็กชายหมุนจึงไปที่ร้านตัดผมให้ช่างช่วยตัดผมให้ที เด็กชายหมุนพอไปถึงร้านตัดผมจึงขึ้นไปนั่งเก้าอี้เตรียมรอตัดผม ตอนนั้นเองช่างได้นำกรรไกรมาตัดผมเด็กชายหมุน แต่ปรากฏว่าช่างตัดอย่างไงผมก็ไม่ขาด ช่างเห็นว่าเป็นเรื่องผิดวิสัยของมนุย์ธรรมดาเลยบอกเด็กชายหมุนว่าหมดปัญญาตัดให้เธอแล้วเธอต้องเป็นผู้มีบุญมาเกิดแน่ และอนาคตจะต้องได้เป็นใหญ่ พอตัดผมไม่ได้เด็กชายหมุนเลยเดินกลับบ้านด้วยอาการที่ยัง งงๆกับตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรานี่ ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ แล้วคืนนั้นเอง เด็กชายหมุนเกิดหลับฝันไปว่า มีเหล่าเทวดามาบอกว่าท่านจะตัดผมไม่ได้เด็ดขาดถ้าเบื้องบนยังไม่มีคำสั่งให้ตัด
จะตัดผมได้ต้องรอจนกว่าเบื้องบนสั่งให้ท่านตัดได้ ท่านถึงจะตัดได้ ให้รอไปก่อนแล้วเราจะมาบอกท่านเอง แล้วเทวดาท่านนั้นก็จากไป เด็กชายหมุนจนเก็บความฝันไปบอกโยมในครอบครัว โยมในครอบครัวจึงคิดให้เด็กชายหมุนได้บวชเรียน บรรพชาเป็นเณรตอนนั้นหลวงปู่อายุได้14ปี เห็นจะได้ ก่อนเด็กชายหมุนจะบวชนั้นเทวดาผู้นั้นได้ลงมาบอกเด็กชายหมุนว่าถึงเวลาท่านจะได้ตัดผมเสียแล้วเบื้องบนสั่งลงมาแล้ว เด็กชายหมุนจนได้บรรพชาในบวรพระพุทธศาสนา
โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเพ็ง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ฐิตสีโล" แปลว่าผู้มีศีลตั้งมั่น


หลังจากนั้นมาหลวงปู่จะปลงเกศาก็ต้องรอเบื้องบนมีคำสั่งลงมาเท่านั้นจึงจะปลงได้ และเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ถ้าท่านเป็นคนสังเกตุซักนิดจะเห็นว่าหลวงปู่หมุนเกศาท่านจะยาวมากถ้าไม่ถึงเวลาเบื้องบนสั่งลงมาท่านจะไม่ปลงเกศาโดยเด็ดขาด ปรกติแล้วหลวงปู่จะไม่ให้ใครได้เข้าใกล้ศรีษะท่านเลยและจะไม่ให้ใครปลงให้ด้วย ท่านจะปลงของท่านเอง หลวงปู่หมุนท่านจึงหวงเกศาท่านมากถ้าไม่มีงานบุญใหญ่ๆสร้างศาสนสถานต่างๆให้บวรพุทธศาสนาแล้วไซร้เราๆท่านๆอย่าได้หวังเลยว่าจะมีใครได้ครอบครองของวิเศษเยี่ยงนี้ได้ครับ


เขียนโดยคุณ เด็กบ้านจาน  แห่งเว็บพลังจิต









แหล่งข้อมูลจากลิงค์นี้ครับ

คลิ๊กที่นี่เลยครับ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2016, 02:59:52 PM โดย webmaster »
จิตหนึ่งร่วมฟ้าดินแจ้งพุทธะ
ยินดีเป็นมิตรกับทุกคน และเชื่อว่าทุกท่านมีความดีงามอยู่ในจิตใจกันทุกคน
http://www.cddhamma.com
http://www.luangputo.com
http://www.luangpumoon.com

webmaster

  • Administrator
  • คนกันเอง
  • *****
  • กระทู้: 316
  • Karma: +0/-1
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2011, 09:32:31 AM »
















ขอขอบคุณรูปภาพประกอบโดยคุณ supphasit  แห่งเว็บพลังจิต

จิตหนึ่งร่วมฟ้าดินแจ้งพุทธะ
ยินดีเป็นมิตรกับทุกคน และเชื่อว่าทุกท่านมีความดีงามอยู่ในจิตใจกันทุกคน
http://www.cddhamma.com
http://www.luangputo.com
http://www.luangpumoon.com

webmaster

  • Administrator
  • คนกันเอง
  • *****
  • กระทู้: 316
  • Karma: +0/-1
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2011, 07:16:11 AM »


ประวัติส่วนหนึ่งของหลวงปู่หมุน ..........ครับ (ถ้าซ่ำก็ขออภัย)
" หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล "
อมตะเถระ 5 แผ่นดิน อายุ 108 ปี แห่งวัดบ้านจาน

หลวงปู่หมุน ฐิตสีโส เกิดในสกุล“ ศรีสงคราม”หรือ “ แก้วปักปิ่น” ถือกำเนิดเมื่อ วันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ อ.ศรีสะเกษ บิดา ชื่อ "ดี "มารดาชื่อ " อั๊ว " มีอาชีพทำไร่ทำนา เป็นเด็กยากจน แต่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ต่อมาบิดามารดาเห็นแววทางด้านพระพุทธศาสนา จึงให้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี และนำไปฝากกับพระอาจารย์สีดาเจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ซึ่งเป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกรรมฐานและมีวิชาอาคมที่เก่งมาก ในปี 2460 ขณะอายุได้ 23 ปีได้เข้าอุปสมบทโดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชฌาชย์รับฉายาว่า

" ฐิตสีโล " แปลว่า " ผู้มีศีลตั้งมั่น "จากนั้นได้ศึกษาวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปี ก่อนออกแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันธธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆ ขึ้นไป

ปี พ.ศ.2464 หลวงปู่หมุน เริ่มออกศึกษาแสวงหาประสบการณ์โดยได้ร่ำเรียนทั้งเวทย์วิทยา และสมถกรรมฐานจากครูบาอาจารย์หลายสำนัก การเดินทางในสมัยนั้นเป็นที่ลำบากยากเย็น ต้องเดินเท้าเปล่าผจญภัยจากผีป่า หรือสัตว์ร้ายนานัปการ แต่หลวงปู่มิได้ย่อท้อ ได้เดินทางไปศึกษาวิชาอาคมที่ สำนักตักศิลาแห่งบ้านจิกใหญ่ อ.พิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานี กระทั่งศึกษาคัมภีร์มหาพุทธาคม อันเป็นแม่บทของคัมภีร์ปถมัง คัมภีร์อิทธิเจ คัมภีร์มหาราช คัมภีร์ตรีนิสิงเห ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งอำนาจจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราพิชัยสงคราม เช่น คัมภีร์นิติประกาศิต คัมภีร์ธนูรเวทว่าด้วยการแต่งเครื่องครอบมนตร์ในสงคราม เป็นต้น

ในช่วงปี 2475-2482 เมื่อหลวงปู่สำเร็จการศึกษาวิชาการต่าง ๆ ก็เก็บบริขารออกธุดงค์ป่าผ่านถิ่นทุรกันดารในชนบทโดยเท้าเปล่ามายังกรุงเทพ ฯ เข้าพักที่ วัดเทพธิดาราม เพื่อเล่าเรียน จนสอบได้เปรียญ 5 รวมทั้งยังร่ำเรียนวิชาคัมภีร์มูลกัจจายน์สูตร ในช่วงหนึ่งหลวงปู่ได้มาพำนักที่วัดสุทัศน์ฯและได้ศึกษาวิชาบางอย่างกับสมเด็จพระสังฆราช(แพ)รวมทั้งยังได้มาพำนักที่วัดอรุณราชวรารามเพื่อศึกษาวิชากับพระพิมลธรรม(นาค)วัดอรุณราชวราราม นอกจากนี้หลวงปู่ได้เป็นครูสอนวิชาคัมภีร์มูลกัจจายน์สูตร (ภาษาบาลีล้วน) อยู่หลายปี

จากนั้นก็เก็บบริขารเดินธุดงค์ติดตามพระอาจารย์ทองดี ที่มาจากอ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ธุดงค์ ไปทางภาคเหนือเข้าเขตพม่าเป็นเวลา 1 ปี จากนั้นก็เดินเท้าเปล่าลงภาคใต้ไปพำนักกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ เพื่อปฎิบัติกรรมฐานและแลกเปลี่ยนวิชาอาถรรพณ์เวทมนต์กับพระอาจารย์ทิมอยู่ประมาณปีกว่า ๆ ก่อนธุดงค์เข้าเขตประเทศมาเลเซีย ต่อจากนั้นก็ได้เรียนวิชาจากพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช โดยได้ของที่ระลึกจากพ่อท่านคล้ายคือ ชานหมากเม็ดใหญ่เป็นที่ระลึก จากนั้นก็เดินธุดงค์เรื่อยมาจนกลับสู่เขตอีสานอีกครั้งและได้พบกับหลวงปู่สี ฉันทสิริ ในป่าแถบ จังหวัดหนองคาย และได้วิชาลบผงสีจากหลวงปู่สี ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากสมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆังโฆษิตาราม

ช่วงที่ท่านธุดงค์แถบอุบลราชธานีได้พบกับหลวงปู่มั่น และขอเรียนข้อวัตรปฏิบัติในพระกรรมฐาน แต่ไม่ได้ร่วมคณะธุดงค์ เพราะท่านอยู่นิกายมหายาน หลวงปู่เคยเล่าประวัติในช่วงธุดงค์ให้กับพระภิกษุที่เป็นหลานของท่านว่า เคยได้เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นอยู่พักหนึ่ง ในช่วงที่หลวงปู่ต้องการเจริญสมณธรรม เป็นธรรมอันล้ำลึกยากยิ่งที่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงจะล่วงรู้ถึงอารมณ์ของวิปัสสนานี้ได้ หลวงปู่หมุนได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์มั่นอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็แสวงหาความวิเวก เพื่อประพฤติปฏิบัติต่อไป จนกระทั่งหลวงปู่แตกฉาน เชี่ยวชาญ ครั้งนั้นหลวงปู่หมุนได้ศึกษาธรรมจนที่สหธรรมมิกที่เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น รู้จักสนิทสนมกับหลวงปู่ทุกองค์ เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เป็นต้น

ในตอนที่หลวงปู่หมุน ไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ท่ามกลางศิษย์สายกองทัพธรรม ในขณะสนทนาธรรมหลวงปู่มั่นได้ปรารถกับหลวงปู่หมุนว่า " ท่านหมุน ท่านเก่งพอตัวอยู่แล้ว หากไม่เจอกันหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปริยัติปฏิบัติ และปฎิเสธตามหลักพระไตรสิกขา ให้สอบถามท่านแหวนได้ เพราะเขาเก่งมาก" หลวงปู่มั่นได้มอบของที่ระลึกให้หลวงปู่หมุน 2 อย่าง คือ แผ่นจารอักขระใบลาน ม้วนเป็นลูกอมกลม ๆ เขียนเป็นภาษาขอมว่า เย ธมมา เหตุปภวา ฯลฯ เป็นต้น และธนบัตรรัชกาลที่ 8 พร้อมลายเซ็นหลวงปู่มั่น ภายหลังหลวงปู่ได้มอบให้โยมแม่ท่านไป จากนั้นก็ธุดงค์ต่อไป ท่านยังได้ร่ำเรียนวิชาจาก พระอาจารย์สิงห์ วัดป่าสาลวัน หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา ต่อมาไม่นานก็ได้ร่ำเรียนวิชามีดหมอมหาปราบจากหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว และหลวงพ่อเงิน วัดมะปรางค์หลวง ซึ่งวิชานี้หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ก็เรียนจากหลวงพ่อขำและหลวงพ่อเงิน เช่นกัน นอกจากนี้ในช่วงที่หลวงปู่ธุดงค์มาสู่ภาคตะวันออกแถบจันทบุรี ท่านได้พำนักอยู่กับ หลวงพ่อสอน วัดเสิงสาง กระทั่งหลวงพ่อสอนไว้ใจให้วิชาอาคมและครอบครูให้กับหลวงปู่

หลวงปู่หมุนนับเป็นหนึ่งในทายาทผู้สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุนแห่งนครจำปาศักดิ์ราชอาณาจักรลาวที่ยังดำรงขันธ์อยู่ในปัจจุบัน โดยสมเด็จลุนเป็นที่เลื่องลือในคุณธรรมและอภิญญาอภินิหารอาทิ สามารถเดินบนน้ำได้ ย่นระยะทางได้ แปลงร่างได้ เดินทะลุภูเขาได้กล่าวกันว่าภิกษุสงฆ์ยุคก่อนโน้นต่างดั้นด้นสืบเสาะหาสมเด็จลุน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษามหาวิทยาคม ตลอดจนวิปัสสนากรรมฐาน หลวงปู่หมุนเองก็ดั้นด้นธุดงค์ผ่านอุบลราชธานีเข้าประเทศลาวเพื่อสืบเสาะสมเด็จลุนอยู่หลายปี แต่ไม่พบ

ต่อมาธุดงค์ไปประเทศลาวอีกหลายครั้ง จนกระทั่งมาพบกับฆราวาสชื่ออาจารย์ฉันท์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นเหลนของสมเด็จลุน ที่จังหวัดนครพนม โดยเรียนวิชาจากอาจารย์ฉันท์จนหมดภูมิแล้ว อาจารย์ท่านจึงได้คำแนะนำฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ดำเหลนของสมเด็จลุนปรมาจารย์ใหญ่ที่สืบสายเวทย์วิทยาคมพุทธาคมในสายสมเด็จลุน

ในการฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่ดำนั้น มีกฎเกณฑ์รายละเอียดมากทั้งยังต้องทดสอบภูมิปัญญา และอำนาจของกระแสจิตที่ต้องเข้มแข็งพอที่จะเรียนวิชาของท่านได้ ในรุ่นที่หลวงปู่ฝากตัวเป็นศิษย์นั้นมีมากกว่า 50 รูป แต่หลวงปู่ดำท่านทดสอบวิชา แล้วคัดออกจนเหลือแค่ 3 รูป มีหลวงปู่หมุน หลวงพ่อสงฆ์ (วัดม่วง ลพบุรี) และอีกรูปหลวงปู่ลืมชื่อไปแล้ว

สำหรับพิธีครองครูของหลวงปู่ดำนั้นมีของยกครูที่หลวงปู่จำได้อย่างแม่นยำคือ
 1.ผ้าไตรจีวร
2.บาตร
3.ทองคำหนัก 10 บาท (สำหรับทองคำ จะคืนให้เมื่อเรียนจบ) และมีข้อห้ามประการสำคัญอีกคือ ห้ามสึกตลอดชีวิต ถ้าสึกไปชีวิตก็จะหาไม่
ในการครอบวิชานี้ถือว่าเป็นสุดยอดเคล็ดวิชาวิทยาคม ในสายของสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ซึ่งกว่าจะเรียนจบต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะบำเพ็ญเพียรอย่างมาก ได้จำวัดพักผ่อนวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น อาหารต้องฉันมื้อเดียว และขั้นตอนสุดท้ายที่จะสำเร็จวิชานี้จะมีการทดสอบอย่างพิสดาร

อย่างไรก็ตาม เป็นที่เชื่อกันว่าหลวงปู่หมุนท่านสำเร็จวิชาสำเร็จธาตุ 4 มาจากสายสมเด็จลุน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าวิชาสายนี้ลึกลับเกินปุถุชนคนธรรมดาจะเรียนได้สำเร็จ ผู้ที่จะเข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ที่มีบารมีมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน เพราะการควบคุมธาตุ 4 ได้นั้นผู้ที่จะสามารถทำการนี้ได้ต้องสำเร็จจตุตฌานเป็นบาทฐานในการทำ และยังต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของกสิณจตุธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟอีกด้วย หลังจากนั้น หลวงปู่ก็กลับมาจำพรรษา ที่วัดบ้านจาน จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และพระอุปัชฌาย์ รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ที่" พระครูหมุน ฐิตสีโล" หลวงปู่ได้ปฎิบัติศาสนกิจตามที่ได้รับมอบหมายเป็นเวลาถึง 20 ปี จึงลาออกจากทุกตำแหน่ง ต้องการใช้ชีวิตที่เหลือบำเพ็ญสมณธรรมปฏิบัติพระวิปัสสนาธุระ อย่างเดียว

ประมาณปี 2487 ในช่วงที่หลวงปู่อายุ 50 ปี ท่านเก็บบริวารออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าดงดิบ โดยลำพังแต่ผู้เดียว และในช่วงนี้เองที่หลวงปู่ได้พบกับอาจารย์จ่อยและอาจารย์ขวัญ วัดป่าหนองหล่ม ในระหว่างที่หลวงปู่ธุดงค์โดยบังเอิญ อาจารย์ทั้ง 2 จึงได้นิมนต์หลวงปู่โปรดญาติโยมที่วัดป่าหนองหล่มหลังจากที่หลวงปู่หมุนเดินธุดงค์แสวงหาธรรม อยู่หลายสิบปี ประมาณปี 2520 ท่านจึงกลับมายังวัดบ้านจาน ซึ่งวัดบ้านจานในยามนั้น มีอายุกว่า 200 ปี อยู่ในสภาพทรุดโทรม ท่านจึงได้พัฒนาวัด สร้างอุโบสถขึ้นมา ด้วยหยาดเหงื่อและแรงจิต ทำให้อุโบสถเสร็จสมบูรณ์ในเวลาอันสั้น

นอกจากนี้ท่านยังได้ช่วยเหลือ ลูกศิษย์และสหธรรมิก อีกหลายวัดเช่น วัดป่าหนองหล่ม, วัดโนนผึ้ง ,วัดซับลำใย, และคณะศิษย์วัดสุทัศน์ฯ ในการสร้างถาวรวัตถุของวัด จนเป็นที่มาของ วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมในหลายรุ่นต่อมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังแทบทุกรุ่นที่ท่านจัดสร้างขึ้น จึงเป็นที่นิยมในหมู่ศิษยานุศิษย์ ด้วยเชื่อในพลังแห่งบุญฤทธิ์จิตตานุภาพของท่าน จนกระทั่งเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 11 มี.ค.2546 หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระอมตะเถระ 5 แผ่นดิน แห่งวัดบ้านจาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มรณภาพลงอย่างสงบบนกุฎิ สิริอายุ 109 ปี พรรษา 86

สรุปพระบูรพาจารย์ที่ประสิทธิประสาทวิชาความรู้และพระกัมมัฏฐาน พอสรุปได้จากที่หลวงปู่เล่า คือ สมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์ฯ,พระพิมลธรรม(นาค) วัดอรุณฯ ,หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา, หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั้ง, หลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว ,หลวงพ่อเงิน วัดมะปรางค์เหลือง , หลวงพ่อสอน วัดเสิงสาง ,หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ,พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต , หลวงปู่สี ฉันทสิริ, พระอาจารย์สิงห์ วัดป่าสาละวัน และ หลวงปู่ดำ ทายาทสายสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ รวมทั้งอาจารย์ลึกลับที่พบในป่าอีกหลายท่าน ส่วนสหธรรมมิก มีศิษย์สายพระอาจารย์มั่น, หลวงพ่อทิม วัดช้างให้ ,หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค และอาจารย์ที่เก่งๆ อีกมาก

พระมหาปิ่น ปุณณสิริ อายุ 87 ปี เจ้าอาวาสวัดบ้านจานและมีศักดิ์เป็นหลานหลวงปู่หมุน กล่าวถึงเหตุการณ์วันที่หลวงปู่มรณะว่า " ช่วงนั้นอาตมาไม่อยู่วัด เพราะไปร่วมงานทำบุญบ้านของโยมท่านหนึ่งแถวละแวกวัด โดยหลวงปู่หมุนอยู่ตามลำพังกับนายอำนวย เขียวอ่อน ซึ่งมีศักดิ์เป็นเหลนของหลวงปู่ ท่านฉันโอวัลตินเสร็จ อยู่ดี ๆ ท่านก็เงียบไป ก่อนหน้า จะมรณภาพ ก็ไม่มีลางบอกเหตุอะไร เพียงแต่ช่วงเช้าหลวงปู่บอกกับอาตมาอยู่บ่อยครั้งว่า อยากไปหนองคายเพื่อกราบครูบาอาจารย์ และจะไปปากเซ จ.อุบลราชธานีและเลยไปวัดเวนไซซึ่งเป็นวัดของหลวงปู่สมเด็จลุนแห่งนครจำปาศักดิ์ โดยจะกลับมาให้ทันวันงานในพิธีฉลองสมโภชพระมหาเจดีย์วันที่ 12-13-14 เมษายน 2546 ซึ่งจะจัดให้มีพิธีหล่อพระประธาน และรูปเหมือนท่านในพิธีฉลองสมโภชพระมหาเจดีย์ ซึ่งงานนี้จะจัดให้พิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล อมตะเถระอายุยืนหมุนโชค อาตมาก็นึกว่า ท่านพูดธรรมดา ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะก่อนหน้านี้หลวงปู่ท่านได้พูดตลอดเวลาว่า ครูบาอาจารย์ท่านชวนไปนิพพานตั้งหลายครั้งแล้ว ท่านบอกว่า รอก่อนรอโปรดญาติโยมก่อน

สำหรับศพหลวงปู่หมุนนั้นจะตั้งทำพิธีที่วัดบ้านจาน โดยจะให้ศิษยานุศิษย์และญาติโยมที่เคารพศรัทธาสรงน้ำศพในวันที่ 12 มี.ค. 2546 เวลา 13.30 น.ที่วัดบ้านจาน โดยจะจัดพิธีสวดพระอภิธรรมศพเรื่อยไปจนกระทั่งถึงวันงานเฉลิมฉลองสมโภชน์เจดีย์ โดยศพจะนำบรรจุไว้ในโลงแก้วที่คณะลูกศิษย์จัดสร้างถวายให้ในราคา 2 แสนบาท และนำขึ้นประดิษฐานไว้ในมหาเจดีย์ฐิตสีโล ซึ่งคณะศิษยานุศิษย์จากทั่วสารทิศได้ร่วมกันก่อสร้างไว้ให้ท่าน ซึ่งมหาเจดีย์นี้ตั้งอยู่ในวัด โดยรูปทรงมหาเจดีย์จะคล้าย ๆ กับพระธาตุพนมทางภาคอีสาน ผสมผสานกับรูปแบบเจดีย์ทรงล้านนาทางภาคเหนือ ซึ่งสร้างโดยใช้วัสดุคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยใช้เงินก่อสร้างมหาเจดีย์หลังนี้ 2 ล้านบาทเศษ โดยท่านได้เคยปรารภกับลูกศิษย์อยู่เสมอว่า ให้นำร่างท่านบรรจุโลงแก้วและนำขึ้นประดิษฐานไว้ในเจดีย์หลังนี้ เพราะท่านย้ำอยู่เสมอว่าห้ามเผาสรีระของท่าน เพื่อจะให้ลูกศิษย์ได้กราบบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล เพราะท่านเป็นพระผู้มีวิชาอาคมขลัง และเป็นที่เคารพสักการะของผู้คนทั่วสารทิศ และเป็นพระเถระผู้มักน้อย สันโดษ และที่สำคัญเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์จริงๆ

ด้านนายจักรกฤษณ์ คลังศัตรา ลูกศิษย์ใกล้ชิด กล่าวว่า หลวงปู่หมุนเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคอีสานรูปหนึ่ง วัตถุมงคลของท่านนักสะสมต่างนิยมเล่นหา เพราะมีพุทธคุณทางด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาดเป็นเยี่ยม ท่านเป็นพระที่มีอายุมากแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่มีลางบอกเหตุว่าจะด่วนมรณภาพ หากมองดูภายนอกท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง เป็นพระที่มากด้วยเมตตาบารมี แม้แต่หลวงปู่หงษ์ เกจิอาจารย์ดังแห่งสุสานทุ่งมน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ยังเคยให้หลวงปู่หมุนลงกระหม่อมให้ และเวลามีญาติโยมถามถึงหลวงปู่หมุน หลวงปู่หงษ์จะยกมือท่วมศีรษะและบอกกับลูกศิษย์ของท่านว่า หลวงปู่หมุนเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์มาก


ขอขอบคุณข้อมูลโดย  bang99   แห่งเว็บพลังจิต


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2016, 03:00:16 PM โดย webmaster »
จิตหนึ่งร่วมฟ้าดินแจ้งพุทธะ
ยินดีเป็นมิตรกับทุกคน และเชื่อว่าทุกท่านมีความดีงามอยู่ในจิตใจกันทุกคน
http://www.cddhamma.com
http://www.luangputo.com
http://www.luangpumoon.com

webmaster

  • Administrator
  • คนกันเอง
  • *****
  • กระทู้: 316
  • Karma: +0/-1
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 10:35:13 AM »





ประวัติและประสบการณ์ สอ.ธานินทร์ แดงนาง IP:183.89.137.146 (30/04/2554 23:50:32)
แหล่งข้อมูลจาก http://a-amulet.com/index.php?mode=content&catid=24



หลวงปู่หมุน จิตสีโล ปูชนียบุคล แห่งวัดป่าหนองหล่ม ซึ่งแต่เดิมท่านบำเพ็ญความเพียรประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ในป่าเขต จังหวัดต่างๆ ในประเทศรวมถึงไปในฝั่ง พม่า ลาว ถือธุดงค์เป็นวัตร แสวงหาความรู้ทาววิทยาคม และบำเพ็ญกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานอย่างเต็มที่จนถึงปัจจุบัน อายุ 105 ปี พรรษาที่ 82 ท่านยังมีร่างกายที่แข็งแรง สามารถเดินจงกรม และสามารถเดินไปทำธุระ ไปไหนต่อไหนโดยที่ไม่ ชอบให้ใครมาพยุงท่าน ทั้งยังมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ สามารถพูดคุยกับแขกที่มาแวะเวียน ไปนมัสการท่านได้อย่างปกติ เสมือนคนหนุ่มเลยทีเดียว แต่ท่านบอกว่าเสียเวลาวิปัสสนาธรรมฐาน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสมาธิหรือกระแสจิตที่ท่านแก่กล้ามาก ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากที่ท่านได้ปฏิบัติวิปัสสนาธุระ มาตั้งแต่เป็นสามเณร อายุ 14 จนถึงปัจจุบัน ตามภาษิตที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงให้โอวาทแก่ภิกษุ ทั้งหลาย ว่า “สมาธิ ภิกฺขเว ภาเวถ ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ ”  แปลว่าภิกษุทั้งหลายจังยังสมาธิ ให้เกิด เพราะบุคคลผู้มีจิตสมาธิแล้ว ย่อมรู้ตามความเป็นจริงดังนี้ หลวงปู่ท่าเชี่ยวชาญและแตกฉานในพุทธาคมอย่างยิ่งยวดและไม่เคยโอ้อวดหรือยกย่อง ตัวเองให้ใครเห็น มีพลังจิตตานุภาพสูงส่งทั้งบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์ เป็นที่ยกย่องสรรเสริฐของพระคณาจารย์ต่างๆ ที่ได้สัมผัสกับท่าน เพราะเหตุว่าท่านเป็นพระระดับปรมาจารย์ มีวัตร ปฏิบัติ เรียบง่าย สันโดษ มีความเคารพ ความศรัทธา เชื่อมั่นในพระรัตนตรัยและครูบาอาจารย์ต่างๆ เป็นอย่างมาก ไม่ยกตนข่มท่าน แม้ว่าสังขารของท่ามีวัยร้อยกว่าปีแล้วก็ตามเวลาที่มีคณะผู้ศรัทธามาเลี้ยงเพลที่วัด หลวงปู่ท่านก็เดินลงจากกุฏิไปที่โรงฉันอย่างคล่องแคล่วและห้ามไม่ให้ใครมาพยุงหรือประคองท่านโดยกล่าวว่า “หนึ่งไม่มีสอง” และอาหารคาวหวานั้ญาติโยมนำมาถวาย ท่านก็ฉันเพียงเนื้อปลา ผักจิ้ม ข้าวหลามและลองกอง แต่เพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เพียงเพื่อพยุงร่างกายสังขารของท่านเท่านั้นเองบางครั้งมีญาติโยมมาแนะนำหรือบอกให้หลวงปู่ฉันอย่างโน้นอย่างนี้ก็จะกล่าวว่า “อปัณณกปฏิปทา ” คือการปฏิบัติไม่ผิด 3 อย่าง มี 1. อินทรีย์สังวร คือ การสำรวมอายตนะ 6 2. โภชเนมัตตัญญตา รู้จักประมาณในการกินอาหารแต่พอ สมควร 3. ชาคริยานุโยค คือการประกอบความเพียร เพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ โดยไม่เห็นแก่นอนมากนัก

                ซึ่งข้อธรรมที่ท่านบอกมานี้ ตัวผู้เขียนได้ยินมาด้วยตัวเอง และรู้สึกอัศจรรย์ใจในความมีสติปัญญาของท่าน แม้วัยจะถึง 105 ปีแล้วก็ตาม ท่านก็ยังได้ยินปกติ

                ปัจจุบันหลวงปู่หมุน ท่านเมตตามาสงเคาระห์ ศาสนิกชน ณ วัดป่าหนองหล่ม อ.วัฒนานคร อ.วัฒนานครจ.สระแก้ว โดยพระอธิการจ่อย เป็นผู้ที่ไปขอความแมตา หลวงปู่มาจำพรรษาที่นี้เป็นครั้งแรก

                ท่านยอมมาอยู่วัดป่าหนองหล่ม

                พระอธิการจ่อย อดีตเคยเป็นศิษย์ก้นกุฏิ หลวงพ่อเอียด วัดบ้านด่าน มาก่อน ได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า ได้รู้จักหลวงปู่มาประมาณ 7 ปีแล้วโดยคำแนะนำของพระคณาจารย์ที่เก่งๆ ซึ่งท่านตามหาท่านพบกินเวลาหลายปี และเป็นเรื่องที่หน้าแปลกที่ว่าไปพบท่านโดยบังเอิญในระหว่างที่พระจ่อยได้เดินธุดงค์ในเขตป่าเมืองขอนแก่น และได้ขออาราธนานิมนต์ท่านมายังที่วัดท่านไม่ยอมมาตอบว่าครูบาอาจารย์ท่านยังไม่อนุญาต จนกระทั่งเมื่อปี2542 จึงเดินท่านจึงเดินท่านไปพบท่านอีกโดยตั่งใจว่าจะขอให้ท่านไปปลุกเสก และจะนิมนต์ท่านมาที่วัดอีก ปรากฏว่าเมื่อไปถึง หลวงปู่ท่านได้เก็บบริขารเรียบร้อยเตรียมพร้อมอยู๋แล้วยังความอัศจรรย์ใจแก่พระอธิการจ่อยเป็นอย่างมาก

                ประสบการณ์วัตถุมงคลของท่าน

                หลวงปู่หมุนท่านไม่เคยอนุญาต ให้คนอื่นสร้างวัตถุมงคลให้ท่านเห็นจะมีแต่ตะกรุดของท่านที่ลงอักขระ เลขยันต์ และม้วนเองแจกให้แก่คนที่ท่านเห็นว่าเหมาะสมเท่านั้น ส่วนลูกอมที่ท่านทำแจกนั้น ทำมาจาก ชาญหมาก ผสมเกศา และสีผึ้งที่ท่านหุงให้แก่ญาติโยมที่มาทำบุญกับท่าน ส่วนประสบการณ์ก็มากด้วย

                ขอได้เท่าไรเท่านั้นตามบารมี

                ลูกอมชาญหมากที่ชาวบ้านได้ไปนั้นส่วนมากเลี่ยมเดียวๆห้อยกัน

                กุฏิหลังใหม่

                ปัจจุบันท่านอยู่กุฏิไม้สักอย่างดี เพราะเหตุว่า เจ้าของโรงเลื่อยย่านวัฒนาเป็นผู้สร้างถวาย เพราะได้ประสบการณ์แปลกประหลาดเกี่ยวกับหลวงปู่คือ เมื่อช่วงกรกฎาคมปี 42 ที่พึ่งผ่านมาเขาได้ไปทำธุระยังประเทศลาว  ขากลับได้อาศัยนั่งกลับในช่วงกลางคืนระหว่างทางมีฝนฟ้าคะนองรุนแรงเขาได้นั่งอยู่ท้ายรถกระบะโดยที่ไม่มีหลังคาคลุม ซึ่งนั่งร่วมกับคน 7-8 คน มีความกลัวมากจึงอธิฐานถึงหลวงปู่ให้ช่วยคุ้มครองพอถึงที่หมายแถวกบินทร์บุรีผลปรากฏว่า เจ้าของโรงเลื่อยไม่เปียกฝนเลย ส่วนคนอื่นๆที่นั่งท้ายรถด้วยกับเปียกฝนทุกคน พอมีเวลาจึงเข้าไปกราบหลวงปู่ขอสร้างกุฏิถวาย เพราะช่วงนั้นท่านเพียงกลางกรดนอนกระต๊อบเก่าๆเท่านั้น

                ป้ายโฆษณาพัง

ช่วงที่ท่านมาที่วัดฯป่า นั้นทาง สจ.ร่วมกับทางวัดได้จัดงานต้อนรับท่าน โดยเขียนป้ายโฆษณาแผ่นใหญ่ปักไว้ตามแยกต่างๆ พอเริ่มปักป้ายโฆษณาเท่านั้นมีลมพายุพัดพังหมด พอปักป้ายใหม่ก็มีลมพายุพัดพังไปอีก ส่วนป้ายอื่นๆที่ปักอยู่ข้างๆไม่เป็นไร

                อนุญาตให้สร้างวัตถุมงคล

                หลวงปู่หมุน ท่านได้ดำริที่จะสร้างรูปเหมือนเท่าองค์จริงท่าน 2 องค์ คือองค์หนึ่งไว้ที่วัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ อันเป็นวัดบ้านเกิดท่าน ส่วนอีกองสร้างไว้ที่วัดป่าหนองหล่ม จึงให้พระอธิการจ่อย และพระมงคล วัดสุทัศน์ กทม. ช่วยดำเดินการ โดยหลวงปู่เมตตาให้พระทั้ง 2 รูป ซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่านสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาเพื่อที่จะหาทุนสร้างรูปหล่อ และช่วยบูรณะซ่อมแซมสร้างศาลาและกุฏิสงฆ์ขึ้น ทางพระอาจารย์มงคล แห่งวัดสุทัศน์จึงได้ขอสร้างพระกริ่งขึ้น โดยเน้นการสร้างแบบพิธีโบราณ และต้องให้หลวงปู่เป็นประธานเททองหล่อพระกริ่งทุกองค์ด้วยมือของเท่าเอง

                                ไม่เปียกฝน

เจ้าของโรงเลื่อยย่านวัฒนานครได้ประสบการณ์แปลกประหลาดเกี่ยวกับหลวงปู่คือ เมื่อช่วงกรกฏาคม 2542 เขาได้เข้าไปทำธุระยังประเทศลาว ขากลับได้อาศัยรถกระบะนั่งกลับในช่วงกลางคืน ระหว่างทางมีฝนตกฟ้าคะนองรุนแรง เขาได้นั่งอยู่ท้ายรถกระบะที่ไม่มีหลังคาคลุม ซึ่งนั่งรวมกับคนงานไทยประมาน 7-8 คน มีความกลัวมากจึงตั้งจิตอธิษฐานถึงหลวงปู่หมุนให้มาช่วยคุ้มครอง พอถึงที่หมายแถวกบินทร์บุรี ผลปรากฏว่าเจ้าของโรงเลื่อยผู้นั้นไม่เปียกฝนเลย ส่วนคนงานอื่นๆ ที่นั่งท้ายรถมาด้วยกันเปียกฝนทุกคน พอมีเวลาจึงเข้าไปกราบหลวงปู่ขอสร้างกุฏิถวาย เพราะช่วงนั้นท่านเพียงกลางกลดนอนในกระต๊อบเก่าๆ เท่านั้น

กล้องแตก

         เมือประมานเดือนสิงหาคม 2542 มีชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่งมาเที่ยวที่วัด เพราะเห็นมีธรรมชาติสมบูรณ์ ผ่านมาเห็นหลวงปู่หมุน จึงถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก หลวงปู่ยกมือห้ามไม่ให้ถ่ายแล้วพูดว่า “ถ่ายบ่ได้กล้องซิแตก” ฝรั่งเหล่านั้นฟังไม่เข้าใจ จึงกดชัตเตอร์ถ่ายภาพออกไป ผลปรากฏว่ากล้องราคาแพงนั้นเกิดเลนส์ร้าวขึ้นมาทันที ทำให้ฝรั่งกลุ่มนั้นเกิดแปลกประหลาดใจ และเกิดความเลื่อมใสจึงเข้ามากราบหลวงปู่และถวายเงินสดประมานสามหมืนกว่าบาท ท่านรับเงินนั้นแล้วก็โยนเงินปึกนั้นคืนให้แล้วบอกว่า “ข้าบ่ได้มาหากิน เอาเงินของเอ็งคืนไป”


ผีมาฉีดยากุฏิสั่นสะเทือน

         เมื่อกลางพรรษานี้หลวงปู่ได้ปลุกเสกลูกอมชานหมาก และมวลสารต่างๆ เพื่อจะนำมาสร้างพระรุ่นแรกของท่าน ในกลางดึกสงัดปรากฏว่ามีเสียงสุนัขเห่าหอนกันอย่างโหยหวนอย่างที่ไม่เคยเป็น มาก่อน พอรุ่งเช้าพระอธิการจ่อยได้เข้ากราบนมัสการถามเรื่องนี้ หลวงปู่ตอบแบบเป็นปริศนาธรรมว่า “นายผีเขามา พาพวกผีป่าต่างๆ มาฉีดยา” นายผีที่ว่านี้อาจจะเป็นเจ้าแห่งภูติผีคือท่านท้าวเวสสุวรรณก็เป็น ไปได้ ส่วนพวกผีป่าที่มาฉีดยานั้น ก็พากันมาขอส่วนบุญส่วนกุศล พอดึกสงัดคืนที่ 2 ปรากฏว่ามีเสียงกุฏิท่านสั่นสะเทือนเหมือนเกิดแผ่นดินไหว พอรุ่งเช้าท่านบอกว่า “ครูบาอาจารย์มาช่วยกันปลุกเสกให้จนกุฏิสั่น” หลวงปู่จึงยกมือไหว้ครูบอกว่า “ขลังพอแล้ว เดี่ยวกุฏิจะพัง”

หนึ่งไม่มีสอง

         คุณดารารัตน์ เจ้าของร้านสาวสวย ขายผลิตภัณฑ์พลาสติก ย่านสำเพ็ง ซึ่งเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมจนได้มโนมยิทธิ จากหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ได้กรุณาเล่าให้ฟังว่าหลังจากที่น้องชายได้เหรียญและลูกอมชานหมากมาก็ได้ อธิษฐานขอชมบารมี ปรากฏว่าวัตถุมงคลนั้นมีพลังมากเกินกว่าที่สัมผัสได้ เสมือนตัวเองยืนอยู่บนพื้นดินแล้วแหงนหน้าดูดวงอาทิตย์ฉันนั้น พอตกกลางคืนก็ฝันเห็นพระสูงอายุมายืนบนหัวนอนแล้วยืนชูนิ้วชี้ขึ้นมาพูดว่า “หนึ่งไม่มีสอง”



มีต่อ...ด้านล่างนะครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2016, 03:00:53 PM โดย webmaster »
จิตหนึ่งร่วมฟ้าดินแจ้งพุทธะ
ยินดีเป็นมิตรกับทุกคน และเชื่อว่าทุกท่านมีความดีงามอยู่ในจิตใจกันทุกคน
http://www.cddhamma.com
http://www.luangputo.com
http://www.luangpumoon.com

webmaster

  • Administrator
  • คนกันเอง
  • *****
  • กระทู้: 316
  • Karma: +0/-1
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 10:39:22 AM »





หลวงตามหาบัว บอกให้ไปหา

         ช่วงที่พระอาจารย์ตั้ว ศิษย์เอกหลวงพ่อกวยตระเวนหาพระอาจารย์ที่เก่งๆ ได้เข้าไปกราบหลวงตามหาบัว และขอของดีจากท่าน ปรากฏว่าท่านบอกว่าไม่มี ถ้าชอบในวัตถุมงคลอิทธิปาฏิหาริย์ให้ไปหาหลวงตาหมุนโน่น ซึ่งกว่าพระอาจารย์ตั้วจะค้นหาหลวงปู่หมุนได้เป็นเวลาถึง 15 ปี กว่าจะได้เจอ โดยคำบอกเล่าของพระอาจารย์มงคล วัดสุทัศน์ จึงได้เดินทางไปกราบนมัสการด้วยกัน

คุ้นเคยกับพระคณาจารย์ยุคเก่า

         ในช่วงหนึ่งพระคุณเจ้าทั้งสองได้เรียนถามหลวงปู่ว่า “รู้จักหลวงพ่อกวยไหม” ท่านตอบว่ารู้จักซิ องค์นี้เก่ง เคยพบกันในป่า ซึ่งคำตอบนี้ยังความปลื้มปีติแก่พระอาจารย์ตั้วเป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านั้นหลวงพ่อกวยสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ได้บอกกับพระอาจารย์ตั้วว่า “มีพระที่เก่งมากอยู่รูปหนึ่งอยู่ในป่าแถบขอนแก่น ท่านสำเร็จแล้ว ต้องไปหาท่านให้พบ ชื่อหลวงพ่อหมุน” ซึ่งเป็นคำบอกเล่าของหลวงพ่อกวยโดยตรง

ดังนั้นพระกริ่งและวัตถุมงคลรุ่นนี้ เจริญลาภ นี้จัดได้ว่าเป็นพระกริ่งชั้รยอดบรมครูของหลวงปู่หมุน ซึ่งท่านกำชับมาเป็นอย่างหนักแน่นว่า เป็นวัตถุมงคลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ ขึ้น คอ บูชาสำหรับหวังผลทาง นรันตรายชนะศัตรูเป็น มหาโภคทรัพย์ส่งเสริมการเจริญก้าวหน้า ในหน้าที่การงานเลื่อนยศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนึกถึงหลวงปู่ เวลาประสพอุปสรรค์ต่างๆ เป็นตำนานการสร้างพระกริ่งที่คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในมายาศาสตร์ ที่ได้ประจุไปด้วยอำนาจความลึกลับมหัศจรรย์ ทางจิตลงในเนื้อโลหะเหล่านี้ เป็นปัจจัยก่อให้เกิดความลึกลับในด้านอภินิหารให้เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งญาณสมาบัติเชี่ยวชาญในการเข้าออกญาณ(วลี)

ของหลวงปู่ประจุไว้ด้วย ความแก่กล้าทางจิต เสมือนเพชรน้ำเอกเม็ดงามที่ผู้มีไว้สักการะเคารพกราบไหว้ไหว้บูชาเสมอมิได้ขาด เป็นยอดแห่งพระเครื่องทุกชนิด ฉะนั้นพระกริ่งเจริญลาภ จึงสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกของหลวงปู่หมุน อายุ 105 ปี จึงเป็นพิธีการสร้างตามแบบโบราณทุกขั้นตอน ตามเจตนารมณ์ของท่าน ทั้งยังเมตตาลงอักขระแผ่นยันต์ให้ถึง 9 แผ่น บางแผ่นจารสูตร นารายสี่กรณ์ จากตำราสมเด็จลุน ยันต์นะปิด นะป้อง พุทธังคุ้มลาภของหลวงปู่ศุขบ้าง โดยเฉพาะที่พระกริ่งเจริญลาภนี้ ได้อัญเชิญพระยันต์เฑาะว์เจริญลาภม้วนโลก ซึ่งนะพิสดาร อันเก่าแก่นี้หลวงปู่ศุขถือว่าเป็น อีกหนึ่งสุดยอดอีกประการของท่าน ซึ่งการปลุกเสกนี้ ตรงตามที่หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค บอกว่าพระที่ทรงญาณ ปลุกเสกพระมาเป็นปี ๆ พระนั้นก็ยังไม่ขลัง เพราะตัวเองยังต้องตาย วิธีที่ถูกต้องคือ ต้องตั้ง มณฑล พิธีบวงสวรเข้าจตุถญาณ อัญเชิญบารมีจากเบื้องบนลงมาชั่วเวลานิดเดียวพระก็จะคงความศักษดิ์ไปตลอดกาล

 

เทวดากายเขียวขี่ช้างสามหัว

                ช่วงมกราคม ปี 42 ที่ผ่านมาทางวัดป่าหนองหล่ม ได้จัดสร้างพิธีหล่อพระแก้วมรกต จำลองเพื่อเป็นพระประธานได้นิมนต์หลวงปู่หงษ์ และพระอาจารย์แถบนั้นมาหมด หลวงปู่หงส์ บอกว่าแค่พระองค์นั้นองค์เดียวก็เหลือกินแล้ว ทั้งยังบอกอีกว่า มีเทวดากายเขียวขี่ช้างสามหัวมาอนุโมทนาในพิธีนี้ด้วย เมื่อหลวงปู่หมุนลงจากอาสนะ สู่ที่พักหลวงปู่หงส์ได้เข้าไปกราบหลวงปู่หมุน ด้วยอาการคารวะเป็นภาพที่ประทับใจของสาธุชนเป็นอย่างมาก เพราะพระปรมจารย์ทั้งสองรูปไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

                ยังไม่ไปเพราะยังค้างอยู่

                หลวงปู่เคยเมตตาเล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนนี้ได้นั่งเจริญพระกัมมัฐานอยู่ปรากฏว่ามีครูบาอาจารย์ต่างๆของท่านได้มาฉุดมือท่านเพื่อเข้าสู่แดนนิพพาน หลวงปู่บอกว่า ยังไปมิได้เพราะแดนนิพานนั้นเป็นสถานที่ไปแล้วมาไม่ได้ คือ เข้าแล้วออกไม่ได้ ยังมีงานค้างอยู่ จากนั้นท่านก็ออกจากสมาธิเพื่ออยู่ช่วยสร้างวัดให้ที่นี่สืบต่อไป

                ปลุกด้วยกระแสจิต

                พระอาจารย์ขวัญ วัดป่าหนองหล่มได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า ทุกเช้ามืดพระทุกองค์ต้องตื่นมาทำวัตรสวดมนต์ มีอยู๋ครั้งหนึ่งไม่อยากตื่นแต่มีกลิ่นประหลาดหอมเย็นมาก เหม็นสาบบ้างโชยมาเข้ามาให้ห้อง พอคืนต่อมาสายประคำเม็ดใหญ่ที่วางอยู่บนห้องพระก็มาว่าอยู่บนบ่าในทำนองที่ว่าเคลื่อนไหวไปมาให้รู้สึก ครั้งรุ่งหนึ่งหลวงปู่ได้บอกว่า หมู่นี้ขี้เกียดกันนักเลยมาปลุกหน่อย สร้างความประลาดใจให้พระอาจารย์ขวัญเป็นอย่างมาก

 ปลอดภัยใบสั่ง

                8ครั้งนี้ทิดมาลัย ผู้มีความศรัทธาหลวงปู่มาก โดยทางวัดป่าหนองหล่มมอบหมายให้มหามาลัยไปติดต่อพระอาจารย์มงคลที่วัดสุทัศน์เป็นการด่วน จึงจ้างรถกระบะจากสระแก้ว มายังกทม โดยใช้ความเร็วสูงมาก อีกทั้งทะเบียนรถป้ายวงกลมก็ไม่มี แต่สามารถผ่านด่านทหาร ด่านตำรวจ มาได้โดยไม่โดนใบสั่งเลย คนขับรถจึงถามว่ามีของดีอะไร ปรากฏว่าในกระเป๋าเสื้อมีรูปหลวงปู่ อยู่รูปเดียว

ในคราวนี้เราจะขอเสนออัตชีวประวัติอันพิสดารเป็นที่น่าเลื่อมใสท่านท่าน


มีต่อ...ด้านล่างนะครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2016, 03:01:17 PM โดย webmaster »
จิตหนึ่งร่วมฟ้าดินแจ้งพุทธะ
ยินดีเป็นมิตรกับทุกคน และเชื่อว่าทุกท่านมีความดีงามอยู่ในจิตใจกันทุกคน
http://www.cddhamma.com
http://www.luangputo.com
http://www.luangpumoon.com

webmaster

  • Administrator
  • คนกันเอง
  • *****
  • กระทู้: 316
  • Karma: +0/-1
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 10:41:30 AM »





อัตชีวประวัติ

หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล เกิดในสกุล “ศรีสงคราม”หรือ “แก้วปักปิ่น” ถือกำเนิดเมื่อ วันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ บิดา ชื่อ “ดี” มารดาชื่อ “อั๊ว” มีอาชัพทำไร่ทำนา เป็นเด็กยากจน แต่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ต่อมาบิดามารดาเห็นแววทางด้านพระพุทธศาสนา จึงให้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี และ นำไปฝาก                พระอาจารย์สีดา เจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ซึ่งเป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกรรมฐานและมีวิชาอาคมที่เก่งมากในปี 2460 ขณะอายุได้ 23ปี ได้เข้าอุปสมบทหมู่จำนวน 9รูป โดยหลวงปู่เป็นรูปที่ 9 โดยมีโยมลุงของท่านเป็นเจ้าภาพ โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชณาย์ หลวงพ่อเพ็งเป็นพระอนุสาวนาจารย์และหลวงพ่อผุย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ ฐิตสีโล ” แปลว่า “ ผู้มีศีลตั้งมั่น ” จากนั้นได้ศึกษาวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่างๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปี ก่อนออกแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันธธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆขึ้นไป

                ปีพ.ศ.2464 หลวงปู่หมุน เริ่มออกศึกษาแสวงหาประสบการณ์โดยร่ำเรียนทั้งเวทย์วิทยา และ สมถกรรมฐานจากครูบาอาจารย์หลายสำนัก การเดินทางในสมัยนั้นเป็นที่ยากลำบากยากเย็น ต้องเดินเท้าเปล่าผจญภัยจากผีป่า หรือสัตว์ร้ายนานัปการ แต่หลวงปู่มิได้ย่อท้อ ได้เดินทางไปศึกษาวิชาอาคมที่สำนักตักศิลาแห่งบ้านจิกใหญ่ อ.พิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานี กระทั้งศึกษาคัมภีร์มหาพุทธาคมอันเป็นแม่บทของคัมภีร์ปถมัง คัมภีร์อิทธิเจ คัมภีร์มหาราช คัมภีร์ตรีนิสิงเห ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งอำนาจจิต โยเฉพาะอย่างยิ่งตำราพิชัยสงคราม เช่น คัมภีร์ประกาศิต คัมภีร์ธนูรเวทว่าด้วยการแต่งเครื่องครอบมนต์ในสงคราม เป็นต้น

                ในช่วงปี 2475-2482 เมื่อหลวงปู่สำเร็จวิชาการศึกษาวิชาการต่างๆก็เก็บบริขารธุดงค์ป่าผ่านถิ่น ทุรกันดารในชนบทโดยเท้าเปล่ามายังกรุงเทพฯ ในระยะแรกหลวงปู่เข้าพักที่ วัดเทพธิดาราม เป็นการชั่วคราว โดยมีครูทองอินทร์ เป็นครูสอนของวัดเทพธิดาราม เป็นผู้เอื้อเฟื้อจัดหาที่พำนักให้ ท่านได้ให้หลวงปู่อยู่ที่วัด วัดอรุณราชวราราม พำนักอยู่กับพระพิมลธรรม(นาค) ศิษย์สายสมเด็จพระสังฆราชแพโอกาศนี้หลวงปู่ได้ร่ำเรียนวิชาคัมภีร์มูลกัจจายน์สูตร ซึ่งเป็นหลักสูตรโบราณอันเก่าแก่ของคณะสงฆ์ ไทยที่สืบทอดกันมาหลวงชั่วอายุคน เป็นตำราที่ละเอียดลึกซึ้ง แตกฉานพระบาลีว่าด้วยคัมภีอรรถกถายากยิ่งที่จะมีผู้เรียนได้สำเร็จ ปัจจุบันวิชานี้ได้ยกเลิกแล้ว

                หลวงปู่หมุนได้เข้าสอบวิชามูลกัจจายน์ในช่วงนั้นตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งในการสอบสมัยนั้น มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธาน และสมเด็จพระสังฆราช(แพ) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระเถราจารย์เป็นผู้ทดสอบด้วย โดยมีการถามตอบ แบบมุขปาฐะ (ปากเปล่า) ถ้าถามตอบบาลีผิดเกิน 3คำ ให้ปรับตกทันที ด้วยความรู้ความสามารถ ที่แตกฉานในคัมภีร์หลวงปู่สามารถสอบเปรียญธรรมถึง5ประโยคในคราวเดียวกัน

                หลังจากนั้นหลวงปู่ได้ใช้วิชาความรู้อย่างคุ้มค่า โดยได้ครูสอนมูลกัจจายน์อยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม(ฝั่งธนบุรี) เป็นเวลานานหลวงปี มีลูกศิษย์มากมาย นอกจากนั้นในช่วงหนึ่งหลวงปู่มาพักกับสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ที่วัดสุทัศน์ฯและได้ศึกษาวิชาบางอย่างกับสมเด็จพระสังฆราช(แพ)
อีกด้วย จากนั้นก็เก็บบริขารเดินธุดงค์ติดตาม พระอาจารย์ทองดี ที่มาจาก อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ธุดงค์ไปทางเหนือเข้าเขตพม่าเป็นเวลา1ปี จากนั้นก็เดินเท้าเปล่าลงใต้ไปพำนักกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ เพื่อปฎิบัติกรรมฐานและแลกเปลี่ยนวิชา อาถรรพณ์เวทมนต์กับพระอาจารย์ทิมอยู่ประมาณปีกว่าๆ ก่อนธุดงค์เข้าเขตประเทศมาเลเซีย เพื่อจะเรียนวิชากับพ่อท่านครน วัดบางแซะ ใช้เวลาธุดงค์อยู่ถึง 7 วัน แต่ไม่พบจึงตัดสินใจกลับวัดช้างไห้ ต่อจากนั้นก็เรียนวิชาจากพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช โดยได้ของที่ระลึกจากพ่อท่านคล้ายคือ ชานหมากเม็ดใหญ่เป็นนั้นระลึก จากนั้นก็เดินธุดงค์เรื่อยมาจนกลับเข้าสู่เขตอีสาน อีกครั้งและได้พบกับหลวงปู่สี ฉันทสิริ ในป่าแถบ จังหวัดหนองคาย และได้วิชาลบผมสีจากหลวงปู่สี ซึ่งได้รับสืบทอดจากสมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆังโฆษิตาราม

                ช่วงที่ท่านธุดงค์แถบอุบลราชธานีได้พบกับหลวงปู่มั่น และขอเรียนข้อปฏิบัติในพระกรรมฐาน แต่ไม่ได้ธุดงค์เพราะว่าท่านอยู่มหานิกาย หลวงปู่เคยเล่าประวัติในช่วงธุดงค์ให้กับพระภิกษุที่เป็นหลานท่านว่า เคยเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นอยู่พักหนึ่งในช่วงที่หลวงปู่ต้องการเจริญสมณธรรม เป็นธรรมอันล้ำลึกยากยิ่งที่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงจะล่วงรู้อารมณ์ของวิปัสสนานี้ได้ หลวงปู่หมุนได้ปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์มั่นอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็แสวงหาความวิเวก เพื่อประพฤติปฏิบัติต่อไป จนกระทั่งหลวงปู่แตกฉานเชี่ยวชาญ ครั้งนั้น หลวงปู่หมุนได้ศึกษาธรรมจนที่สหธรรมมิกที่เป็นศิษย์ของ หลวงปู่มั่น รู้จักสนิทสนมกับหลวงปู่ทุกองค์เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เป็นต้น

                ในตอนที่หลวงปู่หมุนไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ท่ามกลางศิษย์ สายกองทัพธรรม ในขณะสนทนาธรรมหลวงปู่มั่นได้ปรารภกับหลวงปู่หมุนว่า “ท่านหมุน ท่านเก่งพอตัวอยู่แล้ว หากไม่เจอกันหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ ให้ท่านสอบถามท่านแหวนได้เพราะเขาเก่งมาก ” หลวงปู่มั่นได้มอบของที่ระลึกให้หลวงปู่หมุน 2 อย่างคือแผ่นจารอักขระใบลาน ม้วนเป็นลูกอมกลม ๆ เขียนเป็นภาษาขอม ว่า เย ธมมา เหตุปภวา ฯลฯ เป็นต้น  และธนบัตรรัชการที่ 8 พร้อมลายเซ็นหลวงปู่มั่น ภายหลังหลวงปู่ได้มอบให้โยมแม่ท่านไป ต่อมาหลวงปู่มีข้อกังขาสงสัยในกัมมัฏฐานในเรื่องของ จตุธาตุวัฏฐาน ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิบัติใน ธาตุทั้ง 4 เป็นมูลฐานของอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ จึงได้เดินทางไปการบขอความรู้ เพิ่มเดิม จากหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ก็ได้รับความกระจ่าง จากนั้นก็ธุดงค์ต่อไป ท่านยังได้ร่ำเรียนวิชาจาก พระอาจารย์ สิงห์ วัดป่าสาลวัน หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา

                ต่อมาไม่นานก็ได้ร่ำเรียนวิชามีดหมอมหาปราบจากหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว และหลวงพ่อเงิน วัดมะปรางค์หลวง ซึ่งวิชานี้ หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ ก็เรียนจากหลวงพ่อขำและหลวงพ่อเงิน เช่นกัน นอกจากนี้ในช่วงที่หลวงปู่ธุดงค์มาสู่ภาคตะวันออก แถบจันทบุรี ท่านได้พำนักอยู่กับ หลวงพ่อสอน วัดเสิงสาง กระทั่งในช่วงที่หลวงพ่อสอนไว้ใจให้วิชาอาคมและครอบครูให้กับหลวงปู่

                หลวงปู่หมุนนับเป็นหนึ่งในทายาทผู้สืบสายเวทวิทยาคมในสายสมเด็จลุนแห่งนครจำปาศักดิ์ราชอาณาจักรลาวที่ดำรงขันอยู่ในปัจจุบัน โดยสมเด็จลุนเป็นที่เลื่องลือในคุณธรรม และอภิญญา อภินิหารอาทิ สามารถเดินบนน้ำได้ ย่นระยะทางได้ แปลงร่างได้ เดินทะลุภูเขาได้กล่าวกันว่าภิกษุสงฆ์ยุคก่อนโน้น ต่างดั้งด้นสืบเสาะหาสมเด็จลุน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษามหาวิทยาคม ตลอดจนวิปัสสนา กรรมฐาน หลวงปู่หมุนเองก็ดั้นด้นธุดงค์ผ่านอุบลราชธานีเข้าประเทศลาว เพื่อสืบเสาะสมเด็จลุน แต่ไม่พบ แล้วมาพักอยู่กับหลวงพ่อมหาเพ็งวัดลำดวน ในช่วงนั้นหลวงปู่ได้ใช้เวลา ค้นคว้าศึกษาพระไตรปิฏก ในเรื่องพรวินัยปิฏก และพระอภิธรรม ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงการเจริญกัมฏฐานล้วนๆประมาณ 2เดือนกว่า แล้วก็ออกธุดงค์กลับสู่ประเทศไทยเข้ากรุงเทพ ฯมาพักนักที่วัดหงส์รัตนาราม



มีต่อ...ด้านล่างนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2016, 03:01:37 PM โดย webmaster »
จิตหนึ่งร่วมฟ้าดินแจ้งพุทธะ
ยินดีเป็นมิตรกับทุกคน และเชื่อว่าทุกท่านมีความดีงามอยู่ในจิตใจกันทุกคน
http://www.cddhamma.com
http://www.luangputo.com
http://www.luangpumoon.com

webmaster

  • Administrator
  • คนกันเอง
  • *****
  • กระทู้: 316
  • Karma: +0/-1
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 10:44:46 AM »




ประวัติและประสบการณ์ ต่อ1-1
สอ.ธานินทร์ แดงนาง IP:183.89.137.146 (30/04/2554 23:48:20)

ต่อมาธุดงค์ไปทางอีสานเข้าสู่ประเทศลาวอีกหลายครั้งจนกระทั่งท่านมีอายุ 30ปี กว่าแล้ว คราวนั้นหลวงปู่ได้พบฆราวาส ชื่ออาจารย์ฉันท์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นเหลนของสมเด็จลุน ที่จังหวัดนครพนม โดยเรียนวิชาจากอาจารย์ฉันท์จนหมดภูมิแล้ว อาจารย์ท่านจึงได้แนะนำฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ดำเหลนของสมเด็จลุนปรมาจารย์ที่สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุน

                ในการฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่ดำนั้นมีเกณฑ์ รายละเอียดมากทั้งยังต้องทดสอบภูมิปัญญาและอำนาจของกระแสจิตที่ต้องเข้มแข็งพอที่จะเรียนวิชาของท่านได้ในรุ่นที่หลวงปู่ฝากตัวเป็นศิษย์นั้นมีมากกว่า 50 รูปแต่หลวงปู่ดำท่านทดสอบวิชา แล้วคัดออกจนเหลือแค่ 3 รูป มีหลวงปู่หมุน หลวงพ่อสงฆ์ (วัดม่วง ลพบุรี) และอีกรูปหลวงปู่ลืมชื่อไปแล้ว

                สำหรับพิธีครอบครูของหลวงปู่ดำนั้นมีของยกครูที่หลวงปู่จำได้อย่างแม่นยำคือ 1.ผ้าไตรจีวร 2. บาตร 3.ทองคำหนัก 10 บาท(สำหรับทองคำ จะคืนให้เมื่อเรียนจบ)และมีข้อห้ามสำคัญอีกคือห้ามสึกตลอดชีวิต ถ้าสึกไปชีวิตจะหาไม่

                ในการครอบวิชานี้ถือว่าเป็นสุดยอดเคล็ดวิชาวิทยาคม ในสายของสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ซึ่งกว่าจะเรียนจบต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะบำเพ็ญเพียรอย่างมาก ได้จำวัดพักผ่อนวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น อาหารต้องฉันมื้อเดียว และขั้นตอนสุดท้ายที่จะสำเร็จวิชานี้จะมีการทดสอบอย่างพิสดาร

                อย่างไรก็ตาม เป็นที่เชื่อกันว่าหลวงปู่สำเร็จวิชาสำเร็จ 4 ธาตุ มาจากสายสมเด็จลุน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าวิชาสายนี้ลึกลับเกินปุถุชนคนธรรมดา จะเรียนได้สำเร็จ ผู้ที่เข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ที่มีบารมี มานับชาติไม่ถ้วนเพราะการควบคุมธาตุทั้ง 4 ได้นั้นผู้ที่จะสามารถทำการนี้ได้ต้องสำเร็จจตุณานเป็นบาทฐานในการทำ และยังต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของกสิฌจตุธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลมและไฟ อีกด้วย

                หลังจากนั้นหลวงปู่ก็กลับมาจำพรรษา ที่วัดบ้านจาน จนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสและพระอุปัชณาย์ รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ที่ “พระครูหมุน ฐิตสีโล” หลวงปู่ได้ปฏิบัติศาสนกิจตามที่ได้รับมอบหมายเป็นเวลาถึง 20 ปี จึงลาออกจากทุกตำแหน่ง ต้องการใช้ชีวิตที่เหลือบำเพ็ญสมณ ธรรมปฏิบัติพระวิปัสสนาธุระอย่างเดียว

                ประมาณปี 2487 ในช่วงที่หลวงปู่อายุ50ปี ท่านเก็บบริวารออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าดงดิบ โดยลำพังแต่ผู้เดียวและในช่วงนี้เองที่หลวงปู่ได้พบกับอาจารย์จ่อยและอาจารย์ขวัญ วัดป่าหนองหล่ม ในระหว่างที่หลวงปู่ธุดงค์โดยบังเอิญ อาจารย์ทั้ง 2 จึงได้นิมนต์หลวงปู่โปรดญาติโยมที่วัดป่าหนองหล่ม

                หลังจากที่หลวงปู่หมุนเดินธุดงค์แสวงหาธรรมอยู่หลวงสิบปี ประมาณ 2520 ท่านจึงกลับมายังวัดบ้านจานซึ่งวัดบ้านจาน ในยามนั้นอายุกว่า 200ปี อยู่ในสภาพทรุดโทรมท่านจึงได้พัฒนาวัดสร้างอุโบสถขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงจิต ทำให้อุโบสถเสร็จสมบูรณ์ในเวลาอันสั้น

                นอกจากนี้ท่านยังได้ช่วยเหลือลูกศิษย์และสหธรรมิก อีกหลายวัดเช่น วัดป่าหนองหล่ม,วัดโนนผึ้ง,วัดซับลำใย,และคณะศิษย์วัดสุทัศน์ฯ ในการสร้างถาวรวัตถุของวัดจนเป็นที่มาของวัตถุมงคล ที่ได้รับความนิยมในหลายรุ่นต่อมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังแทบทุกรุ่นที่ท่านจัดสร้าง ขึ้นจึงเป็นที่นิยมในหมู่ศิษย์นุศิษย์ ด้วยเชื่อในพลังแห่งบุญฤทธิ์จิตตานุภาพของท่าน

                จนกระทั่งเมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 11 มี.ค. 2546 หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระอมตะเถระ 5แผ่นดิน แห่งวัดบ้านจาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มรณภาพลงอย่างสงบ บนกุฏี สิริอายุ 109 ปี พรรษา 86

 

โชคลาภสมควรแก่บารมี

                พระอาจารน์มงคลวัดสุทัศน์ เล่าให้ฟังว่า ในช่วงที่เปิดบูชาวัตถุมงคลหลวงปู่หมุน มีคุณเสริมมาบูชาวัตถุมงคล จากนั้นได้อธิฐานขอโชคลาภ จากนั้นเขาสมารถประมูลงานก่อสร้างได้ ในมูลค่า ห้าล้านบาท ได้เปอร์เซ็นจากงานนั้ไม่ต่ำกว่า สองแสนบาท จึงได้นำปัจจัยไปถายหลวงปู่

ภูตพรายกระเจิง

ท่านมงคลเล่าให้ฟังว่า มีคนมาเช่าวัตถุมงคล แล้ว เลือกแหวน จากนั้นได้สวดคาถาแล้วพูดดังๆว่ารวย จากนั้นก็สวมแหวน ปรากฏว่าคนผู้นั้นอาเจียนออกมาทำให้เกิดการสงสัย พระอาจารย์มงคลจึงไปถามคนในกลุ่มนั้น ทราบว่าเขาเลี้ยงพราไว้กับตัวเมื่อมาเจอแหวนหลวงปู่ทำให้เป็นเพลิงเผาผลานทำให้พรายไปสู่ภพใหม่

หลวงปู่หมุนภาคพิเศษ

                เหตุการณ์เกี่ยวกับอภินิหารของหลวงปู่ มีปรากฏให้เห็น กันอยู่บ่อยๆ เกิดในนิมิตบ้าง เช่นเรื่องนี้ คุณศิรวิช รักยัง เป็นคนระยอง ได้ฝันเห็นพระแก่ๆเดินไปมาอยู่ในสำนักวัดป่าปิยมิตร จังหวัดชลบุรี แล้วคุณศิรวิช รักยังๆได้นำเรื่องนี้ไปบอกกันคุณมหาลัย ก็ได้หยิบรูปหลวงปู่ขึ้นมา เมือ่เห็นดังนั้นคุณศิรวิช รักยังบอกว่าพระในรูปคล้ายพระที่ตนเห็นในความฝันเลยทั้งที่คุณศิรวิช รักยังยังไม่เคยพบหลวงปู่มาก่อน




มีต่อ...ด้านล่างนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2016, 03:02:08 PM โดย webmaster »
จิตหนึ่งร่วมฟ้าดินแจ้งพุทธะ
ยินดีเป็นมิตรกับทุกคน และเชื่อว่าทุกท่านมีความดีงามอยู่ในจิตใจกันทุกคน
http://www.cddhamma.com
http://www.luangputo.com
http://www.luangpumoon.com

webmaster

  • Administrator
  • คนกันเอง
  • *****
  • กระทู้: 316
  • Karma: +0/-1
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 10:47:12 AM »









ทิพอำนาจ…ของหลวงปู่หมุน(จากหนังสือญาณทิพย์)

ดวงจิตปรากฏเป็นแสงครั้งที่ 1

            ประมาณเดือน ตุลาคม 2542 พระอาจารย์จ่อย สิริคุตโต และพระอาจารย์ขวัญเมือง สุธมโม ได้นำปัจจัยส่วนหนึ่งไปถวายหลวงปู่ที่กุฏิของท่านภายในบริเวณวัดป่าหนองหล่ม เพื่อหลวงปู่จะได้นำไปใช้ในการสร้างเสนาสนะวัดบ้านจาน อันเป็นบ้านเกิดของท่าน ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณบ่ายโมงอากาศร้อนอบอ้าวแสงแดดจัด แต่ภายในกุฏิของหลวงปู่กลับไม่ร้อน หลังจากหลวงปู่รับปัจจัยไปแล้วได้อนุโมทนาในการถวายปัจจัยครั้งนี้ และเป็นธรรมดาของการที่จะต้องถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

            คณะศรัทธาลูกศิษย์จึงขออนุญาตหลวงปู่ถ่ายรูป เพราะปกติแล้วหลวงปู่ไม่ยอมให้ใครถ่ายรูปโดยไม่อนุญาต เพราะเคยมีผู้ลองดีกับท่านมาแล้วโดยไม่ขออนุญาต ปรากฏว่าถ่ายรูปไม่ได้ ชัตเตอร์กดไม่ลง ต้องขอขมาหลวงปู่โดยการตั้งขันธ์ 5 ขันธ์ 8 มาแล้ว คุณเชิด ซึ่งมีบ้านอยู่ในตลาดวัฒนานครเป็นผู้ถ่าย เมื่อนำฟิล์มไปล้างและขยายรูป ปรากฏว่ามีรูปหนึ่งที่มีความพิเศษกว่ารูปธรรมดา นั่นคือในขณะที่พระอาจารย์จ่อยและพระอาจารย์ขวัญเมืองยกปัจจัยถวายหลวงปู่ ที่ศีรษะของพระอาจารย์จ่อยปรากฏมีแสงสีขาว ลักษณะเป็นดวงกลมอยู่เหนือศีรษะอย่างชัดเจน

            ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า “หลวงปู่หมุน” ท่านไม่ใช่พระธรรมดา

อย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นทิพอำนาจที่เกิดขึ้นเองจากจิตตานุภาพที่ทรงพลังของพระสุปฏิปันโน ที่ปฏิบัติภาวนาในชั้น “อภิญญาณานสมาบัติ” ที่สามารถกำหนดฤทธิ์ทางใจได้ มีอิทธิสามารถแสดงได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การอธิษฐานจิตวัตถุมงคลก็จะเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์กว่าพระที่ไม่ได้ณานสมบัติหรือเกิดปาฏิหาริย์ให้เห็นได้ดังกล่าว

ปรากฏแสงแสดงความศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่ 2

            ในเดือน เมษายน 2543 หลังจากที่หลวงปู่ท่านได้อนุญาตให้วัดป่าหนองหล่มสร้างวัตถุมงคลของท่าน เพื่อนำเงินมาก่อสร้าง “วิหารพระแก้วมรกตจำลอง” เพื่อเป็นที่ประกอบศาสนกิจของสงฆ์วัดป่าหนองหล่ม การสร้างวัตถุมงคลของหลวงปู่ครั้งนี้ ท่านกำหนดให้ประกอบพิธี ตรงกับ วันเสาร์ 5 เดือน 5 พอดี ซึ่งตามปรกติในทางโหราศาสตร์แล้วถือว่าวัตถุมงคลใดก็ตามที่ประกอบพิธีมนวันเสาร์ 5 เดือน 5 จะมีอานุภาพสูงส่งกว่า ธรรมดา เพราะในรอบ 4 ปี วันเสาร์ที่ตรงกับขึ้นหรือแรม 5 ค่ำมีครั้งเดียว

            วัตถุมงคลดังกล่าวหลวงปู่ได้เมตตาให้ใช้ชื่อที่เป็นมงคลว่า “รุ่นเสาร์ 5 มหาเศรษฐี”เมื่อพิธีกรรมเสร็จสิ้นลงหลวงปู่ได้เมตตาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมอบวัตถุมงคลรุ่นดังกล่าวใหกับผู้ร่วมทำบุญ ที่ร้านอริยธาตุ ชั้น 2 บนห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าวซึ่งเจ้าของร้านได้ปวารณาตัวรับใช้หลวงปู่ด้วย ศรัทธาตั่งแต่หลวงปู่ยังเป็นพระหลวงตาแก่ๆ ที่ไม่มีใครสนใจที่บ้านจาน จนหลวงปู่ช่วยพระอาจารย์จ่อยสร้างวิหาร ลูกศิษย์ท่านนี้ก็ได้ติดตามพระอาจารย์จ่อยสร้างวิหารด้วย โดยการนำวัตถุมงคลของวัดป่าหนองหล่มมาบริการให้ผู้ร่วมบุญโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่ ค่าพนักงาน ที่ต้องบริการแก่ผู้มีจิตศรัทธา รายได้ทุกบาททุกสตางค์ถวายคืนเพื่อร่วมสร้างวิหารวัดป่าหนองหล่มหมด

            ก่อนห้างเปิดผู้ที่เคารพศรัทธาหลวงปู่หลายร้อยคนได้มารอคอยหลวงปู่ จนพื้นที่ดังกล่าวแออัดยัดเยียดจนแทบไม่มีทางเดิน หลังจากหลวงปู่ได้ฉันภัตตาหารแล้วก็ได้เมตตาให้ทุกคนร่วมทำบุญและสัมผัสหลวงปู่อย่างใกล้ชิด พร้อมรับวัตถุมงคลด้วยความปิติที่ได้ร่วมทำบุญกับมหาอมตะสงฆ์ 5 แผ่นดินอย่างหลวงปู่ แล้วก็อย่างเคย ใครมีกล้องก็ขออนุญาตถ่ายรูปแบบไม่กลัวฟิล์มหมด เช่นเดียวกับ คุณชนชนินทร์ อัศวเลิศพานิช หรือคุณกอล์ฟ เจ้าของธุรกิจประดับยนต์ย่านลาดพร้าว โทรศัพท์ 0 1657 9575 ซึ่งได้ยินชื่อเสียงของหลวงปู่แต่ไม่เคยพบตัวจริงหลวงปู่

            เมื่อมีโอกาสดีอย่างนี้มีหรือจะพลาด คุณกอล์ฟพร้อมภรรยาได้มารอกราบหลวงปู่ตั่งแต่ ห้างยังไม่เปิด และก็ได้ตั่งจิตขออนุญาตหลวงปู่ เมื่อนำฟิล์มไปล้างขยาย มีภาพพิเศษที่ไม่เหมือนภาพอื่นๆในม้วนคือ ที่ด้านขวามือของหลวงปู่ มีแสงสว่างสุกใสขาว รัศมีสีชมพูลอยอยู่

            เมื่อผู้เขียนทราบเรื่องจึงขอดูฟิล์มและขออัดรูปเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการเกิดแสงครั้งที่หนึ่งแล้วเหมือนกันมาก จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าแสงแห่งดวงจิตดวงธรรมหลวงปู่ได้แสดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏเสมือนหนึ่งยืนยันว่า “หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล” มหาเถรเจ้าผู้ทรงคุณมีจิตที่ใสสะอาดและมีพลังยากจะหาสงฆ์รูปใดเทียบเทียมในยุคปัจจุบัน ที่สามารถพิสูจน์ได้แบบมีหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่ประเภทเขาเล่าว่าดังที่เราได้ยินได้ฟังเสมอๆ

ยืนยันด้วยแสงธรรม ครั้งที่ 3

            จากบุญบารมีของหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่29 ตุลาคม 2543 ที่วัดป่าหนองหล่มในพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลของหลวงปู่รุ่น “ไตรมาส รวยทันใจ” ที่หลวงปู่ได้เมตตาให้วัดป่าหนองหล่มจัดสร้างอีกครั้ง เพื่อนำรายได้มาก่อสร้างวิหาร ที่ก่อสร้างคั่งค้างให้แล้วเสร็จตามเจตนาของหลวงปู่ ซึ่งวัตถุมงคลในรุ่นนี้หลวงปู่ได้เมตตาปลุกเสกเดี่ยวตลอด 3 เดือนในกุฏิ

            หลังจากนั้นทางวัดได้จัดพิธีใหญ่อีกครั้งเพื่อให้วัตถุมงคลชุดนี้เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษ โดยได้อาราธนานิมนต์พระอภิญญาจารย์ชื่อดังระดับประเทศมากมาย

            ในช่วงเช้าหลวงปู่หมุน ได้เป็นประธานในพิธีพุทธาภิเษกพร้อมทั้ง หลวงปู่ละมัย ฐิตมโน อายุ 101 ปี วัดสวนป่าสมุนไพร เพชรบูรณ์ หลวงปู่ฤทธิ์ รัตนโชติ วัดชลประทานดำริ เจ้าตะกรุดมหาพลังฤทธิ์ หลวงปู่คีย์ วัดศรีลำยอง เจ้าของฉายา น้ำมนต์เทวดา หลวงปู่ประสาน วัดโนนผึ้ง สหธรรมมิกผู้น้องของหลวงปู่หมุนร่วมอธิฐานจิต และช่วงบ่ายหลวงปู่ทิม วัดพระขาว เทพเจ้าแห่งบางบาล หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อมอยุธยา ต้นตำรับหนุมารเชิญธงเลื่องชื่อ หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว เจ้าของเหรียญ 3 นัดแชะ หลวงพ่อเอียด วัดไผ่ล้อม อยุธยา เจ้าของแหวนพิรอดไม่ไหม้ไฟ และหลวงพ่อรวย วัดตะโก เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ได้ร่วมอธิษฐานจิตปิดท้ายรายการ

            เมื่อเสร็จพิธีครูอาจารย์ได้ถ่ายรูปร่วมเป็นที่ระลึกในครั้งนี้ ปาฏิหาริย์แห่งธรรมของหลวงปู่หมุนได้เกิดขึ้นกับรูปถ่ายหมู่ โดยดวงจิตดวงธรรมของหลวงปู่หมุนเกิดขึ้นที่มุมขวาของภาพ

เหนือไหล่ของพระอาจารย์จ่อย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับปาฏิหาริย์สองครั้งที่เกิดขึ้น ทุกคนที่เห็นภาพต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นแสงของดวงจิตดวงธรรมดวงเดียวกันอย่างแน่นอนทั้งสามครั้ง ซึ่งมีข้อสังเกตดังนี้

1.      แสงสว่างของดวงจิตดวงธรรมของหลวงปู่ทั้งสามครั้ง มีสีและลักษณะเดียวกัน เหมือนกันทุกครั้ง จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า หลวงปู่หมุนท่านไม่ใช่พระธรรมดาๆอย่างแน่นอน แต่หลวงปู่ท่านจะบรรลุธรรมข้อใดนั้น ผู้เขียนไม่กล้าวิจารณ์ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องอจินไตย รู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น

2.      ทุกครั้งที่เกิดปาฏิหาริย์ถ่ายภาพติดแสงของดวงจิตดวงธรรมหลวงปู่ จะต้องมีพระอาจารย์จ่อยอยู่ด้วยทุกครั้ง แสดงว่าพระอาจารย์จ่อยคงมีวาสนาบารมีผูกพันกับหลวงปู่เป็นพิเศษกว่าใครๆไม่ เช่นนั้นแสดงว่า พระอาจารย์จ่อยคงมีวาสนาบารมีผูกพันกับหลวงปู่เป็นพิเศษกว่าใครๆ ไม่เช่นนั้น หลวงปู่คงไม่มาจำพรรษาที่วัดป่าหนองหล่มอีกทั้งเจตนาในการสร้างวัตถุมงคลทุกครั้งก็มีแต่เจตนาที่บริสุทธิ์ ไม่ได้นำเงินไปใช้จ่ายนอกเหนือจากงานก่อสร้างวิหาร หรือนำไปใช้จ่ายส่วนตัวแต่อย่างใด

3.      ตามปรกติอภิญญาจารย์ที่จะเกิดปาฏิหาริย์ถ่ายรูปแล้วเกิดแสงของดวงจิตดวงธรรมยืนยันคุณธรรมของท่านมีไม่มาก เท่าที่ผู้เขียนพอจะมีข้อมูลในเรื่องนี้ก็มี หลวงปู่อ่อน วัดเนินมะเกลือ อายุ 93 ปี (เพิ่งละสังขาร) ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม (ละสังขารต้นปี) หลวงปู่สรวงเทพเจ้าบ้านละลม (ละสังขารเมื่อวันที่8 กันยายน 2543) ญาท่านสวน วัดนาอุดม อายุ 92 ปีหลวงปู่ขาว พุทธรกขิตโต วัดป่าคูณคำวิปัสสนา หลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย และครูบาแสงทิพย์จินดา สำนักวิปัสสนาดอยคำ เชียงราย ซึ่งปรากฏการณ์ของแสงที่เกิดมักจะเกิดครั้งเดียว แต่หลวงปู่หมุนเกิด ขึ้น 3 ครั้ง ต่างสถานที่ ต่างเวลา ต่างวาระ คนถ่ายคนละคนกล้องคนละตัวทำให้สงสัยว่าเป็นการใช้เทคนิคฟิล์มหรือเปล่า หรือเป็นเหตุบังเอิญ



มีต่อ...ด้านล่างนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2016, 03:04:10 PM โดย webmaster »
จิตหนึ่งร่วมฟ้าดินแจ้งพุทธะ
ยินดีเป็นมิตรกับทุกคน และเชื่อว่าทุกท่านมีความดีงามอยู่ในจิตใจกันทุกคน
http://www.cddhamma.com
http://www.luangputo.com
http://www.luangpumoon.com

webmaster

  • Administrator
  • คนกันเอง
  • *****
  • กระทู้: 316
  • Karma: +0/-1
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 10:49:41 AM »




เครื่องปั๊มพังเพราะลืม….ขออนุญาต

                เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 หลังจากพระอาจารย์จ่อยได้รับอนุญาตจากหลวงปู่สร้างวัตถุมงคลรุ่นแรก คือเสาร์ 5 มหาเศรษฐี จึงได้เดินทางไปที่โรงหล่อพระของคุณบุญชู บำรุงศรี เลขที่ 623 หมู่ 1 ตำบลท่าน้ำอ้อย อำเภอพยุหคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โทร 0 5634 1707 ว่าจ้างให้สร้าง พระตามที่ได้ขออนุญาตหลวงปู่ ซึ่งในจำนวนนี้มีเหรียญรูปเหมือนหลวงปู่ครึ่งองค์ มีมังกรสองตัวอยู่ด้านข้าง เรียกกันว่าเหรีญมังกรคู่

                เมื่อช่างเกาะเสร็จช่างชูชาติก็เริ่มเดินเครื่องปั๊มเหรียญทันที โดยลืมจุดธูปบอกกล่าวขออนุญาตหลวงปู่เพราะนึกว่าไม่มีอะไรเนื่องจากเปิดโรงหล่อพระมาเกือบ 20 ปี ไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรที่เหนือความคาดหมาย หรือพบกับปาฏิหาริย์ ชนิดไม่มีวันลืมเช่นครั้งนี้

                เมื่อปั๊มเหรียญมังกรคู่ของหลวงปู่หมุน ไปได้เพียงห้าสิบหว่าเหรียญเท่านั้น เหตุการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้เกิดขึ้น คือแกนเพลา เครื่องปั๊มเหรียญที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 เซนติเมตรเกิดหักสะบั้นเป็นสองท่อน คนงานได้รายงานให้ทราบ ตอนแรกนึกว่าคนงานล้อเล่น เพราะในชีวิตไม่เคยได้ยินว่าแกนเพลาเครื่องปั๊มใหญ่ขนาดแขนหักได้ อย่างเก่งก็เคยเห็นแค่คดเท่านั้น แต่นี่หักสองท่อนเลย ครั้งแรกไม่คิดอะไรคิดว่ามันคงจะเพราะอายุการใช้งานของมันจึงหัก จึงสั่งให้ลูกน้องถอดแกนเพลา เพื่อนำไปเชื่อมที่ร้าน อ๊อกเหล็กในเมือง

                พอเอาแกนเพลาขึ้นรถสตาร์ทรถเท่านั้นคอมเพรสเซอร์แอร์ของรถเกิดระเบิดตูมขึ้นมาอีกปรากฏว่าลูกน้องหน้าซีดตกใจ คิดขึ้นมาได้ว่าคงเพราะไม่ได้จุดธูปบอกกล่าวหลวงปู่ทำให้เกิดเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดหรือเป็นไปไม่ได้ จึงรีบจัดพานขอขมาหลวงปู่ จากนั้นเหตุการณ์ก็สู้สภาวะปกติ…ปั๊มเหรียญมังกรคู่ได้ทันตามสัญญาที่ทำไว้กับวัดป่าหนองหล่ม

รูปเหมือนเคลื่อนไหวได้เองต่อหน้าคนนับสิบ

                ก่อนเข้าพรรษาหลวงปู่ได้อนุญาตให้วัดป่าหนองหล่ม สร้างวัตถุมงคลขึ้นมาอีกรุ่น ชื่อรุ่น “ไตรมาส รวยทันใจ” ซึ่งวัตถุรุ่นนี้จะพิเศษกว่าคือ มี เหล็กน้ำพี้ เป็นมวลสารหลัก เช่น รูปเหมือนบูชาขนาด 19 นิ้ว และ 12นิ้ว ซึ่งสร้างจากผงเหล็กน้ำพี้ 100 % นำมาบทอัดเป็นรูปเหมือนหลวงปู่ในท่าเดิน ศีรษะสวมหมวกไหมพรม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของหลวงปู่ ถือไม้เท้าที่ทำจากไม้มะขามที่ชี้ไปทางทิศตะวันออก ดูเข้าขลังเหมือนจริงมาก ซึ่งหลวงปู่ได้เมตตาปลุกเสกอธิฐานจิตเดี่ยวตลอดไตรมาสที่กุฏิของท่านที่วัดบ้านจาน จังหวัดศรีสะเกษ ที่วัดบ้านเกิดท่าน เมื่อออกพรรษาทางวัดป่าหนองหล่ม ได้รับกลับมาเก็บไว้ที่กุฏิหลวงปู่ ที่ท่านเคยจำพรรษาในบริเวณวัดป่าหนองหล่มเพื่อรอทำพิธีพุทธาภิเษกครั้งใหญ่ ในวันที่ 29 ตุลาคม 2543

                ก่อนถึงวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พระอาจารย์จ่อยเจ้าอาวาสวัดป่าหนองหล่มได้นำพระ แม่ชี และฆราวาส ปฏิบัติ ธรรมตามกิจวัตร บริเวณศาลาการเปรียญ หลังสวดมนต์ทำวัตรเย็นเสร็จ ช่วงนั้นเป็นเวลาประมาณสองทุ่ม พระอาจารย์จ่อยได้พาคณะ ซึ่งประกอบด้วยภิกษุ แม่ชี จำนวน 11 คนขึ้นไปนั่งสมาธิบนกุฏิหลวงปู่ ซึ่งได้นำวัตถุมงคลรุ่น “ไตรมาส รวยทันใจ” ทั้งหมดเก็บไว้ ในขณะที่ทุกคนนั่งสมาธิได้ชั่วครู่ ก็ได้ยินเสียงดังผิดปรกติ กุกกักๆ กุกกักๆ ดังขึ้นที่กองรูปเหมือนยืน ขนาด 12 นิ้ว ซึ่งสร้างจากผงเหล็กน้ำพี้

                พระสมาน ขนติวโร อายุ 50 ปี ซึ่งนั่งสมาธิอยู่ใกล้เสียงที่สุด ได้กวาดสายตาค้นหาต้นเหตุของเสียง แล้วสิ่งที่ทำให้ตะลึง คือ รูปเหมือนของหลวงปู่องค์หนึ่ง ซึ่งอยู่กลางกองรูปเหมือนทั้งหมด เคลื่อนไหวไปมาในลักษณะโยกไปข้างหน้าแล้วโยกกลับหลัง เสียงที่ดังกึกกักๆ เกิดจากฐานของรูปเหมือนกระทบกับพื้นกุฏิหลวงปู่ซึ่งเป็นพื้นไม้

                พระสมาน จึงได้เรียกพระอาจารย์จ่อยมาดูพร้อมกันนั้นพระและแม่ชีทั้งหมดได้ลืมตาขึ้นมองไปที่รูปเหมือนหลวงปู่องค์ที่โยกไปโยกมาราวกับมีชีวิต ทุกคนก็พบกับความมหัศจรรย์ที่จะต้องจดจำไปตลอดชีวิตที่ยากจะลืมเลือน รูปเหมือนหลวงปู่ยังโยกมาต่อหน้าทุกคนที่นั่งอยู่ ประมาณห้านาทีจึงหยุด ทุกคนในที่นั้นยกมือขึ้นพนมเหนือศีรษะ โดยเฉพาะ แม่ชีวรนุช ชิโนทัย อายุ 46 ปี ที่ได้มาบวชและปฏิบัติธรรมกรรมฐานและรับใช้อุปัฏฐากหลวงปู่เกิดปีติจนน้ำตาซึมในความมหัศจรรย์ของรูปเหมือนหลวงปู่ที่ศักดิ์สิทธิ์ราวกับมีชีวิต

                พระอาจารย์จ่อยได้หยิบรูปเหมือนองค์ที่เคลื่อนไหวได้ แยกออกมาปรากฏว่า รูปเหมือนดังกล่าวตรงกับองค์ที่ 335 (พระทุกองค์มีเลขกำกับ) ข่าวเรื่องรูปเหมือนหลวงปู่เคลื่อนไหวได้เองร่ำลือไปทั่วบ้านหนองหล่ม ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างพูดกับปากต่อปาก พากันมาชื่นชมบารมีรูปเหมือนองค์ดัง กล่าวตลอดวัน จนในช่วงบ่ายลูกศิษย์ของพระอาจารย์คนหนึ่ง ชื่อคุณเปีย ซึ่งตั้งรกรากอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ได้มานมัสการพระอาจารย์จ่อย และได้ทราบเรื่องดังกล่าวจึงขอทำบุญและบูชาไปโดยไม่ยอมนำเข้าพิธีใหญ่ในวันอาทิตย์ที่29 ตุลาคม ด้วยเหตุที่ว่า “หลวงปู่เสกเดี่ยวสามเดือนก็เหลือเฟือ” แต่ท่านอาจารย์บอกว่าคุณเปียกกลัวว่าหากเข้าพิธี เธอคงไม่ได้กลับไปบูชาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพราะกลัวลูกศิษย์คนอื่นรู้เข้าคงต้องแย่งกันทำบุญ เพื่อให้ได้เป็นเจ้าขององค์ที่เกิดปาฏิหาริย์ (องที่335)

                จากคำสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ได้รับคำยืนยันว่า “อาตมาขอพูดในนามสงฆ์ว่า หลวงปู่หมุนท่านศักดิ์สิทธิ์จริง อาตมาเห็นเป็นคนแรกและเรียกหลวงพ่อจ่อยพร้อมทั้งคณะผู้ปฏิบัติธรรมมาดู ทุกคนยืนยันได้ หากใครสงสัยอยากสอบถามขอเชิญที่โทรศัพท์ 0 1620 7903 เพื่อเผยแพร่ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ว่า ท่านเป็นสุดยอดของเกจิในยุคนี้อย่างแท้จริง”


ตะลึงความศักดิ์สิทธิ์ วัตถุมงคล รุ่น “ไตรมาส รวยทันใจ”

                สร้างเศรษฐีใหม่นับพันคน เงินสะพัดนับ 100 ล้าน โดยเฉพาะที่วัฒนานคร สระแก้ว อรัญญประเทศ ปราจีนบุรี นครนายก กรุงเทพฯ ด้วยกระแสบารมีที่สร้างสมมากกว่า 85 พรรษา อายุกาลปัจจุบัน อมตะสงฆ์ทรงอภิญญา 5 แผ่นดิน เคร่งครัดในสัจจะบารมี  แกร่งกล้าในกสิณถือสัจจะเท่า ชีวิต ถือธุดงค์เป็นวัตร เชี่ยวชาญในสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน เพียบพร้อมทั้งบุญฤทธิ์และอิทธิ์ฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์ แม้หลวงปู่หงส์ พรหมปญโญ เกจิศักดิ์สิทธิ์ แห่งป่าช้าทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ยังเคยให้หลวงปู่หมุนเป่ากระหม่อม เวลามีญาติโยมถามถึงหลวงปู่หมุน หลวงปู่หงส์ท่านจะบกมือท่วมศีรษะและบอกลูกศิษย์ของท่านว่า หลวงปู่หมุนเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์มาก


พระอาจารย์จ่อย สิริคุตโต และพระอาจารย์ขวัญเมือง สุธมโม สหธรรมมิกได้ร่วมกับรับใช้อุปัฏรากหลวงปู่ตั้งแต่ที่ยังไม่รู้จัก จนหลวงปู่ท่านได้เมตตาให้วัดป่าหนองหล่มสร้างวัตถุมงคลรุ่นเสาร์ 5 มหาเศรษฐีขึ้น นำรายได้มาใช้ในการก่อสร้าง แต่ความที่ขาดประสบการณ์ทำให้วัตถุมงคลรุ่นเสาร์5มหาเศรษฐี(เหล็กน้ำพี้) สร้างน้อย จึงได้เงินไม่เพียงพอต่อการก่อสร้าง ทำให้การก่อสร้างต้องหยุดชะงัก เนื่องจากขาดเงินหมุนเวียนด้วยเหตุดังกล่าวจึงได้นำเรื่องไปกราบเรียนหลวงปู่ ซึ่งท่านเมตตาช่วยเหลืออีกครั้ง ในครั้งนี้ท่านเมตตาเป็นพิเศษ โดยอธิฐานจิตเดี่ยวตลอดไตรมาส คณะกรรมการวัดหนองหล่มจึงขออนุญาตใช้ชื่อว่า “ไตรมาส รวยทันใจ”ซึ่งหลวงปู่ก็พร้อมทั้งให้พรด้วยลายมือหลวงปู่เอง

            ช่วงก่อนเข้าพรรษา ปี2543 หลวงปู่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ ญาติโยมมากราบนมัสการท่าน จนท่านรับแขกไม่ไหว โดยเฉพาะในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ผู้คนหลายร้อยคนจะเดินทางมาจากทุกสารทิศ จนท่านปรารภกับพระอาจารย์จ่อยว่า “ ถ้าอยากให้ท่านอยู่นานๆ อย่าให้ท่านอยู่ที่นี่” ด้วยความเคารพสำนึกในพระคุณของหลวงปู่ พระอาจารย์จ่อยจึงนมัสการพาหลวงปู่กลับไปจำพรรษาที่วัดบ้านจาน จังหวัดศรีษะเกษ ตามเดิม พร้อมทั้งนำวัตถุมงคล รุ่น “ไตรมาส รวยทันใจ”นำไปให้หลวงปู่อธิฐานจิตตลอด3 เดือนภายในกุฏิท่าน เพื่อรอวันทำพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ครั้งสุดท้าย ในวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2543

            ก่อนถึงวันทำพิธีใหญ่ หลวงปู่สรวง เทพเจ้าแห่งบ้านละลม ได้ละสังขารไป แต่ก่อนที่จะละสังขารท่านได้เมตตามาที่วัดหนองหล่มถึง 2 ครั้ง เสกแผ่นทองชนวนให้ก่อนวันเททองและในคืนวันจันทร์ที่23 ตุลาคม 2543 หลวงปู่ครูบาเที่ยงธรรม พระเหนือโลกผู้ไม่ติดในสมมติบัญญัติ ก็เมตตาอธิฐานจิตเดี่ยวพร้อมสุดยอดเคล็ดวิชาลับวิชาเปิดโลกธาตุ 16 ชั้นฟ้า ให้เทพพรหมเทวาร่วมอนุโมทนา ประจุมหาบารมีแห่งเทพพรหม และเมื่อถึงวันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม 2543 ครูบาอาจารย์องค์สำคัญระดับประเทศมากมาย

            แล้วเหตุการณ์ที่พิสูจน์ว่า วัตถุมงคล “รุ่นไตรมาส รวยทันใจ”จะศักดิ์สิทธิ์สมชื่อหรือดีแต่ชื่อ ได้สร้างสิ่งอัศจรรย์เหลือเชื่อ ภายในสามวันหลังวัตถุมงคลนี้ออกบูชา เพราะหนึ่งในวัตถุมงคลชุดนี้คือเหรียญหล่อโบราณย้อนยุค เนื้อเหล็กน้ำพี้ และเนื้อทองทิพย์ ที่มีรูปหลวงปู่นั่งขัดสมาธิบนยันต์ นะมะพะทะ ด้านหลังเขียนคำว่า ที่ระฤก ร.ศ. 218 หลวงปู่หมุน ที่ใช้คำว่า “ ระฤก”แบบโบราณแทนคำว่า “ระลึก” และใช้ ร.ศ.218 (รัตนโกสินทร์ศก 218)แทนคำว่า พ.ศ. 2543 กลับให้โชคแก่ผู้เคารพศรัทธาหลวงปู่

            เมื่อผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 รางวัลที่ 1 ออก093182 ทำให้ผู้ร่วมทำบุญกับวัดป่าหนองหล่ม รวมทันใจกันทั่วหน้ากับเลข 182 แบบชัดเจนไม่คลุมเครือ เป็นภาพพิสูจน์พลังบารมีของมหาปรมาจารย์นาม หลวงปู่หมุน ฐิตสีโลมหาเถระ


ประสบการณ์จากผู้อ่าน(หนังสือนะโม ปีที่22 ฉบับที่720)

            บารมีหลวงปู่หมุนแผ่บุญฤทธิ์ทั่วโลก

            กระผมชื่อ ชัชชัย ปฏิบัติคุณธรรม เป็นคนเชื้อชาติไทย สัญชาติเยอรมัน ไปอยู่เยอรมันได้ 40ปีแล้ว ขณะนี้ทำงานเป็นทนายความสากลอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน ซึ่งเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับหลวงปู่หมุนมากมาย โดยทราบข่าวจากนิตยสารนะโมที่ส่งมาขาย โดยครั้งแรกผมเห็นหลวงปู่หมุนลงในหนังสือนะโมเกิดศรัทธามากเลยไว้ที่หัวนอน ในคืนนั้นฝันเห็นหลวงปู่มาเคาะประตูที่หน้าบ้าน บอกว่ามาเยี่ยม เสร็จแล้วท่านก็เดินเข้ามาในบ้านแล้วเรียกผมเข้าไปหาแล้วท่านปิดทองคำเปลวที่หน้าผากและที่ลิ้นให้ บอกว่าข้ามาปกปักคุ้มครองรักษา จากนั้นท่านก็หาบวับไป ต่อมาเมื่อต้นปีนี้เองผมไปรักษาตัวที่อเมริกาโดยการผ่าตัดสมอง ในวันที่ผ่าตัดสมองผมก็ไม่ลืมที่จะอาราธนาหลวงปู่หมุนไปด้วย โดยมีตะกรุด และ ล็อกเก็ตรุ่น เสาร์5 ติดตัวอยู่ตลอดแม้ตอนผ่าตัด ในการผ่าตัดครั้งนี้โอกาสรอด 50-50 เท่านั้น ในขณะนั้นเองสติผมก็วูบลงไปรู้สึกเหมือนนอนอยู่คนเดียวในห้องแคบๆมืดๆ ในทันใดนั้นเองก็เห็นหลวงปู่หมุน ยืนลูบศีรษะของผมแล้วพูดว่า “ ข้ามาช่วยเอ็งแล้ว ข้าไม่ทิ้งลูกหลานหรอก ต่อไปเอ็งจะค่อยๆดีขึ้น” แล้วท่านก็หายวับไป มารู้สึกตัวอีกทีตอนที่ผมนอนอยู่ในห้องพักพื้นที่โรงพยาบาลนิวยอร์ก

            ในครั้งนี้ผมได้กราบหลวงปู่หมุนที่วัดบ้านจาน โดยพาเพื่อนชาวเยอรมันมาด้วย ในครั้งนี้กระผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากเพราะเพิ่งรู้ว่าหลวงปู่ท่านได้ละสังขารไปแล้วและหลังจากที่ผมกลับไปเยอรมันท่านก็มาเข้าฝันผมอีกบอกว่า “ ข้าตายแต่ตัว แต่พลังทิพ สภาวะยังอยู่คอยสร้างบารมีช่วยเหลือ ลูกหลาน หากจะอธิฐานสิ่งใดให้ปักธูป 16 ดอก แล้วปักกลางแจ้งแล้วบอกเท่านั้น วันไหนว่างก็เอาปลาดุกย่าง ข้าวเหนียว น้ำเป๊ปซี่มาถวายให้ฉันบ้างก็แล้วกัน”

            ชีวิตของผมนี้หากไม่ได้บารมีหลวงปู่หมุนคอยคุ้มครองรักษา ป่านนี้ผมคงสิ้นลงหายใจไปนานแล้ว




มีต่อ...ด้านล่างครับ




ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล
http://a-amulet.com/index.php?mode=content&catid=24

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2016, 03:05:10 PM โดย webmaster »
จิตหนึ่งร่วมฟ้าดินแจ้งพุทธะ
ยินดีเป็นมิตรกับทุกคน และเชื่อว่าทุกท่านมีความดีงามอยู่ในจิตใจกันทุกคน
http://www.cddhamma.com
http://www.luangputo.com
http://www.luangpumoon.com

webmaster

  • Administrator
  • คนกันเอง
  • *****
  • กระทู้: 316
  • Karma: +0/-1
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 10:52:04 AM »




ประวัติและประสบการณ์ ต่อ1-2
สอ.ธานินทร์ แดงนาง IP:183.89.137.146 (30/04/2554 23:47:35)

พระอาจารย์จ่อย สิริคุตโต และพระอาจารย์ขวัญเมือง สุธมโม สหธรรมมิกได้ร่วมกับรับใช้อุปัฏรากหลวงปู่ตั้งแต่ที่ยังไม่รู้จัก จนหลวงปู่ท่านได้เมตตาให้วัดป่าหนองหล่มสร้างวัตถุมงคลรุ่นเสาร์ 5 มหาเศรษฐีขึ้น นำรายได้มาใช้ในการก่อสร้าง แต่ความที่ขาดประสบการณ์ทำให้วัตถุมงคลรุ่นเสาร์5มหาเศรษฐี(เหล็กน้ำพี้) สร้างน้อย จึงได้เงินไม่เพียงพอต่อการก่อสร้าง ทำให้การก่อสร้างต้องหยุดชะงัก เนื่องจากขาดเงินหมุนเวียนด้วยเหตุดังกล่าวจึงได้นำเรื่องไปกราบเรียนหลวงปู่ ซึ่งท่านเมตตาช่วยเหลืออีกครั้ง ในครั้งนี้ท่านเมตตาเป็นพิเศษ โดยอธิฐานจิตเดี่ยวตลอดไตรมาส คณะกรรมการวัดหนองหล่มจึงขออนุญาตใช้ชื่อว่า “ไตรมาส รวยทันใจ”ซึ่งหลวงปู่ก็พร้อมทั้งให้พรด้วยลายมือหลวงปู่เอง

                ช่วงก่อนเข้าพรรษา ปี2543 หลวงปู่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ ญาติโยมมากราบนมัสการท่าน จนท่านรับแขกไม่ไหว โดยเฉพาะในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ผู้คนหลายร้อยคนจะเดินทางมาจากทุกสารทิศ จนท่านปรารภกับพระอาจารย์จ่อยว่า “ ถ้าอยากให้ท่านอยู่นานๆ อย่าให้ท่านอยู่ที่นี่” ด้วยความเคารพสำนึกในพระคุณของหลวงปู่ พระอาจารย์จ่อยจึงนมัสการพาหลวงปู่กลับไปจำพรรษาที่วัดบ้านจาน จังหวัดศรีษะเกษ ตามเดิม พร้อมทั้งนำวัตถุมงคล รุ่น “ไตรมาส รวยทันใจ”นำไปให้หลวงปู่อธิฐานจิตตลอด3 เดือนภายในกุฏิท่าน เพื่อรอวันทำพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ครั้งสุดท้าย ในวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2543

                ก่อนถึงวันทำพิธีใหญ่ หลวงปู่สรวง เทพเจ้าแห่งบ้านละลม ได้ละสังขารไป แต่ก่อนที่จะละสังขารท่านได้เมตตามาที่วัดหนองหล่มถึง 2 ครั้ง เสกแผ่นทองชนวนให้ก่อนวันเททองและในคืนวันจันทร์ที่23 ตุลาคม 2543 หลวงปู่ครูบาเที่ยงธรรม พระเหนือโลกผู้ไม่ติดในสมมติบัญญัติ ก็เมตตาอธิฐานจิตเดี่ยวพร้อมสุดยอดเคล็ดวิชาลับวิชาเปิดโลกธาตุ 16 ชั้นฟ้า ให้เทพพรหมเทวาร่วมอนุโมทนา ประจุมหาบารมีแห่งเทพพรหม และเมื่อถึงวันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม 2543 ครูบาอาจารย์องค์สำคัญระดับประเทศมากมาย

                แล้วเหตุการณ์ที่พิสูจน์ว่า วัตถุมงคล “รุ่นไตรมาส รวยทันใจ”จะศักดิ์สิทธิ์สมชื่อหรือดีแต่ชื่อ ได้สร้างสิ่งอัศจรรย์เหลือเชื่อ ภายในสามวันหลังวัตถุมงคลนี้ออกบูชา เพราะหนึ่งในวัตถุมงคลชุดนี้คือเหรียญหล่อโบราณย้อนยุค เนื้อเหล็กน้ำพี้ และเนื้อทองทิพย์ ที่มีรูปหลวงปู่นั่งขัดสมาธิบนยันต์ นะมะพะทะ ด้านหลังเขียนคำว่า ที่ระฤก ร.ศ. 218 หลวงปู่หมุน ที่ใช้คำว่า “ ระฤก”แบบโบราณแทนคำว่า “ระลึก” และใช้ ร.ศ.218 (รัตนโกสินทร์ศก 218)แทนคำว่า พ.ศ. 2543 กลับให้โชคแก่ผู้เคารพศรัทธาหลวงปู่

                เมื่อผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 รางวัลที่ 1 ออก093182 ทำให้ผู้ร่วมทำบุญกับวัดป่าหนองหล่ม รวมทันใจกันทั่วหน้ากับเลข 182 แบบชัดเจนไม่คลุมเครือ เป็นภาพพิสูจน์พลังบารมีของมหาปรมาจารย์นาม หลวงปู่หมุน ฐิตสีโลมหาเถระ

เสาร์ห้าบูชาครูเคารพพระบูรพาจารย์

สำหรับวัตถุมงคลชุดเสาร์ ๕ บูชาครูนี้ หลวงปู่หมุนได้มีคำสั่งให้สร้างขึ้นมาเอง เป็นการเคารพระลึกถึงครูบาอาจารย์ต่างๆที่เคยประสิทธิประสาท สรรพวิทยาต่างๆ นับตั้งแต่ตอนท่านเป็รสามเณร อายุ 14 ปี จวบจนถึงปัจจุบัน หลวงปู่ยังไม่เคยลาสิขาบท ออกไปเลยนับได้ว่า เพียบพร้อมด้วยศิลาจารวัตรอันผุดผ่องงดงาม สมกับเป็นเพชรน้ำเอกของวิถีชาวพุทธอย่างแท้จริง หลวงปู่หมุนสั่งให่ศิษย์ก้นกุฏิ ให้รับคำสั่ง ไปปฏิบัติ มีพระอธิการจ่อย สิริคุตโต พระอาจารย์ตั้ว พระอาจารย์มงคล เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ในการสร้างวัตถุมงคลของท่าน เพราะว่าทั้ง3คนนี้ เป็นศิษย์ที่หลวงปู่ไว้ว่างใจมากที่สุด โดยปรกติท่านจะไม่ให้คนอื่นมาทำให้ท่าน นอกจากนี้ยังกำชับพระอาจารย์มงคลเป็นพิเศษด้วยว่า หากเร็จงานนี้แล้วจะต้องหารถตู้มาถวายให้ท่าน หนึ่งคัน เพราท่านจะนำไปใช้ที่วัดบ้านจาน

                ซึ่งวัตถุมงคลชุดนี้ สร้างขึ้น มาเพื่อสนองตอบความศรัทธาของท่านสาธุที่มีต่อท่าน เพราะเหตุว่าวัตถุชุดแรกเจริญลาภได้หมดไปอย่างรวดเร็ว เพราะมีประสบกาณ์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโชคลาภ เมตตามหานิยม ทำให้ของในพิธีเจริญลาภนี้หมดลงไปอย่างรวดเร็ว ในงานที่จักสร้างนี้มีการแจกเหรียญเสมา และสีผึ้งของหลวงปู่หมุนด้วยแก่ผู้มาร่วมในพิธีนี้ ท่านทำพิธีเสพครั้งสุดท้านที่ วัดบ้านจาน อันเป็นวัดที่ท่าน พำนักจำพรรษา และเริ่มต้นอุปสมบทที่แห่งนี้

                ในระหว่างพิธีพุทธาภิเษกต่างๆ วัตถุมงคลบางชนิดทำเสร็จก่อนพิธี มีดังนี้

1 มีดหมด

2 สีผึ้ง

3 พระปิดตาเนื้อผง

4 ประคำ

5 ตะกรุดโทน

6 เหรียญบาตรทำน้ำมนต์

7 ล็อกเกต

8 เหรียญปรกมขามและเหรียญเม็ดแตงทั้งหมด

 หลวงปู่หมุนได้อนุเคราะห์ ให้นำมาที่กุฏิท่านปลุกเสกเป็นเวลานานๆ ได้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะมีดหมด และพระปิดตาเนื้อผง

ส่วนที่เด็จของวัตถุมงคลชุดนี้ คือพระรูปหล่อพิมพ์ทุบแบบโบราณ โยพระมงคลได้เอาสูตรการทำเนื้อนวโลหะชั้นบรมครูพร้อมทั้งชนวนมวลสารอักขระแผ่นยันต์ที่สำคัญ มาจากวัดสุทัศน์




มีต่อ...ด้านล่างนะครับ




ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล
http://a-amulet.com/index.php?mode=content&catid=24
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2016, 03:05:40 PM โดย webmaster »
จิตหนึ่งร่วมฟ้าดินแจ้งพุทธะ
ยินดีเป็นมิตรกับทุกคน และเชื่อว่าทุกท่านมีความดีงามอยู่ในจิตใจกันทุกคน
http://www.cddhamma.com
http://www.luangputo.com
http://www.luangpumoon.com

webmaster

  • Administrator
  • คนกันเอง
  • *****
  • กระทู้: 316
  • Karma: +0/-1
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 10:54:01 AM »




   “หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล”
สอ.ธานินทร์ แดงนาง IP:183.89.24.237 (05/03/2554 22:30:52)
อมตะเถระ5แผ่นดิน อายุ108ปี แห่งวัดบ้านจาน


                   หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล เกิดในสกุล “ศรีสงคราม”หรือ “แก้วปักปิ่น” ถือกำเนิดเมื่อ วันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ บิดา ชื่อ “ดี” มารดาชื่อ “อั๊ว” มีอาชัพทำไร่ทำนา เป็นเด็กยากจน แต่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ต่อมาบิดามารดาเห็นแววทางด้านพระพุทธศาสนา จึงให้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี และ นำไปฝาก                พระอาจารย์สีดา เจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ซึ่งเป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกรรมฐานและมีวิชาอาคมที่เก่งมากในปี 2460 ขณะอายุได้ 23ปี ได้เข้าอุปสมบทหมู่จำนวน 9รูป โดยหลวงปู่เป็นรูปที่ 9 โดยมีโยมลุงของท่านเป็นเจ้าภาพ โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชณาย์ หลวงพ่อเพ็งเป็นพระอนุสาวนาจารย์และหลวงพ่อผุย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ ฐิตสีโล ” แปลว่า “ ผู้มีศีลตั้งมั่น ” จากนั้นได้ศึกษาวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่างๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปี ก่อนออกแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันธธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆขึ้นไป

            ปีพ.ศ.2464 หลวงปู่หมุน เริ่มออกศึกษาแสวงหาประสบการณ์โดยร่ำเรียนทั้งเวทย์วิทยา และ สมถกรรมฐานจากครูบาอาจารย์หลายสำนัก การเดินทางในสมัยนั้นเป็นที่ยากลำบากยากเย็น ต้องเดินเท้าเปล่าผจญภัยจากผีป่า หรือสัตว์ร้ายนานัปการ แต่หลวงปู่มิได้ย่อท้อ ได้เดินทางไปศึกษาวิชาอาคมที่สำนักตักศิลาแห่งบ้านจิกใหญ่ อ.พิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานี กระทั้งศึกษาคัมภีร์มหาพุทธาคมอันเป็นแม่บทของคัมภีร์ปถมัง คัมภีร์อิทธิเจ คัมภีร์มหาราช คัมภีร์ตรีนิสิงเห ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งอำนาจจิต โยเฉพาะอย่างยิ่งตำราพิชัยสงคราม เช่น คัมภีร์ประกาศิต คัมภีร์ธนูรเวทว่าด้วยการแต่งเครื่องครอบมนต์ในสงคราม เป็นต้น

            ในช่วงปี 2475-2482 เมื่อหลวงปู่สำเร็จวิชาการศึกษาวิชาการต่างๆก็เก็บบริขารธุดงค์ป่าผ่านถิ่น ทุรกันดารในชนบทโดยเท้าเปล่ามายังกรุงเทพฯ ในระยะแรกหลวงปู่เข้าพักที่ วัดเทพธิดาราม เป็นการชั่วคราว โดยมีครูทองอินทร์ เป็นครูสอนของวัดเทพธิดาราม เป็นผู้เอื้อเฟื้อจัดหาที่พำนักให้ ท่านได้ให้หลวงปู่อยู่ที่วัด วัดอรุณราชวราราม พำนักอยู่กับพระพิมลธรรม(นาค) ศิษย์สายสมเด็จพระสังฆราชแพโอกาศนี้หลวงปู่ได้ร่ำเรียนวิชาคัมภีร์มูลกัจจายน์สูตร ซึ่งเป็นหลักสูตรโบราณอันเก่าแก่ของคณะสงฆ์ ไทยที่สืบทอดกันมาหลวงชั่วอายุคน เป็นตำราที่ละเอียดลึกซึ้ง แตกฉานพระบาลีว่าด้วยคัมภีอรรถกถายากยิ่งที่จะมีผู้เรียนได้สำเร็จ ปัจจุบันวิชานี้ได้ยกเลิกแล้ว

            หลวงปู่หมุนได้เข้าสอบวิชามูลกัจจายน์ในช่วงนั้นตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งในการสอบสมัยนั้น มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธาน และสมเด็จพระสังฆราช(แพ) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระเถราจารย์เป็นผู้ทดสอบด้วย โดยมีการถามตอบ แบบมุขปาฐะ (ปากเปล่า) ถ้าถามตอบบาลีผิดเกิน 3คำ ให้ปรับตกทันที ด้วยความรู้ความสามารถ ที่แตกฉานในคัมภีร์หลวงปู่สามารถสอบเปรียญธรรมถึง5ประโยคในคราวเดียวกัน

            หลังจากนั้นหลวงปู่ได้ใช้วิชาความรู้อย่างคุ้มค่า โดยได้ครูสอนมูลกัจจายน์อยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม(ฝั่งธนบุรี) เป็นเวลานานหลวงปี มีลูกศิษย์มากมาย นอกจากนั้นในช่วงหนึ่งหลวงปู่มาพักกับสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ที่วัดสุทัศน์ฯและได้ศึกษาวิชาบางอย่างกับสมเด็จพระสังฆราช(แพ)
อีกด้วย จากนั้นก็เก็บบริขารเดินธุดงค์ติดตาม พระอาจารย์ทองดี ที่มาจาก อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ธุดงค์ไปทางเหนือเข้าเขตพม่าเป็นเวลา1ปี จากนั้นก็เดินเท้าเปล่าลงใต้ไปพำนักกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ เพื่อปฎิบัติกรรมฐานและแลกเปลี่ยนวิชา อาถรรพณ์เวทมนต์กับพระอาจารย์ทิมอยู่ประมาณปีกว่าๆ ก่อนธุดงค์เข้าเขตประเทศมาเลเซีย เพื่อจะเรียนวิชากับพ่อท่านครน วัดบางแซะ ใช้เวลาธุดงค์อยู่ถึง 7 วัน แต่ไม่พบจึงตัดสินใจกลับวัดช้างไห้ ต่อจากนั้นก็เรียนวิชาจากพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช โดยได้ของที่ระลึกจากพ่อท่านคล้ายคือ ชานหมากเม็ดใหญ่เป็นนั้นระลึก จากนั้นก็เดินธุดงค์เรื่อยมาจนกลับเข้าสู่เขตอีสาน อีกครั้งและได้พบกับหลวงปู่สี ฉันทสิริ ในป่าแถบ จังหวัดหนองคาย และได้วิชาลบผมสีจากหลวงปู่สี ซึ่งได้รับสืบทอดจากสมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆังโฆษิตาราม

            ช่วงที่ท่านธุดงค์แถบอุบลราชธานีได้พบกับหลวงปู่มั่น และขอเรียนข้อปฏิบัติในพระกรรมฐาน แต่ไม่ได้ธุดงค์เพราะว่าท่านอยู่มหานิกาย หลวงปู่เคยเล่าประวัติในช่วงธุดงค์ให้กับพระภิกษุที่เป็นหลานท่านว่า เคยเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นอยู่พักหนึ่งในช่วงที่หลวงปู่ต้องการเจริญสมณธรรม เป็นธรรมอันล้ำลึกยากยิ่งที่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงจะล่วงรู้อารมณ์ของวิปัสสนานี้ได้ หลวงปู่หมุนได้ปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์มั่นอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็แสวงหาความวิเวก เพื่อประพฤติปฏิบัติต่อไป จนกระทั่งหลวงปู่แตกฉานเชี่ยวชาญ ครั้งนั้น หลวงปู่หมุนได้ศึกษาธรรมจนที่สหธรรมมิกที่เป็นศิษย์ของ หลวงปู่มั่น รู้จักสนิทสนมกับหลวงปู่ทุกองค์เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เป็นต้น

            ในตอนที่หลวงปู่หมุนไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ท่ามกลางศิษย์ สายกองทัพธรรม ในขณะสนทนาธรรมหลวงปู่มั่นได้ปรารภกับหลวงปู่หมุนว่า “ท่านหมุน ท่านเก่งพอตัวอยู่แล้ว หากไม่เจอกันหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ ให้ท่านสอบถามท่านแหวนได้เพราะเขาเก่งมาก ” หลวงปู่มั่นได้มอบของที่ระลึกให้หลวงปู่หมุน 2 อย่างคือแผ่นจารอักขระใบลาน ม้วนเป็นลูกอมกลม ๆ เขียนเป็นภาษาขอม ว่า เย ธมมา เหตุปภวา ฯลฯ เป็นต้น  และธนบัตรรัชการที่ 8 พร้อมลายเซ็นหลวงปู่มั่น ภายหลังหลวงปู่ได้มอบให้โยมแม่ท่านไป ต่อมาหลวงปู่มีข้อกังขาสงสัยในกัมมัฏฐานในเรื่องของ จตุธาตุวัฏฐาน ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิบัติใน ธาตุทั้ง 4 เป็นมูลฐานของอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ จึงได้เดินทางไปการบขอความรู้ เพิ่มเดิม จากหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ก็ได้รับความกระจ่าง จากนั้นก็ธุดงค์ต่อไป ท่านยังได้ร่ำเรียนวิชาจาก พระอาจารย์ สิงห์ วัดป่าสาลวัน หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา

            ต่อมาไม่นานก็ได้ร่ำเรียนวิชามีดหมอมหาปราบจากหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว และหลวงพ่อเงิน วัดมะปรางค์หลวง ซึ่งวิชานี้ หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ ก็เรียนจากหลวงพ่อขำและหลวงพ่อเงิน เช่นกัน นอกจากนี้ในช่วงที่หลวงปู่ธุดงค์มาสู่ภาคตะวันออก แถบจันทบุรี ท่านได้พำนักอยู่กับ หลวงพ่อสอน วัดเสิงสาง กระทั่งในช่วงที่หลวงพ่อสอนไว้ใจให้วิชาอาคมและครอบครูให้กับหลวงปู่

            หลวงปู่หมุนนับเป็นหนึ่งในทายาทผู้สืบสายเวทวิทยาคมในสายสมเด็จลุนแห่งนครจำปาศักดิ์ราชอาณาจักรลาวที่ดำรงขันอยู่ในปัจจุบัน โดยสมเด็จลุนเป็นที่เลื่องลือในคุณธรรม และอภิญญา อภินิหารอาทิ สามารถเดินบนน้ำได้ ย่นระยะทางได้ แปลงร่างได้ เดินทะลุภูเขาได้กล่าวกันว่าภิกษุสงฆ์ยุคก่อนโน้น ต่างดั้งด้นสืบเสาะหาสมเด็จลุน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษามหาวิทยาคม ตลอดจนวิปัสสนา กรรมฐาน หลวงปู่หมุนเองก็ดั้นด้นธุดงค์ผ่านอุบลราชธานีเข้าประเทศลาว เพื่อสืบเสาะสมเด็จลุน แต่ไม่พบ แล้วมาพักอยู่กับหลวงพ่อมหาเพ็งวัดลำดวน ในช่วงนั้นหลวงปู่ได้ใช้เวลา ค้นคว้าศึกษาพระไตรปิฏก ในเรื่องพรวินัยปิฏก และพระอภิธรรม ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงการเจริญกัมฏฐานล้วนๆประมาณ 2เดือนกว่า แล้วก็ออกธุดงค์กลับสู่ประเทศไทยเข้ากรุงเทพ ฯมาพักนักที่วัดหงส์รัตนาราม

            ต่อมาธุดงค์ไปทางอีสานเข้าสู่ประเทศลาวอีกหลายครั้งจนกระทั่งท่านมีอายุ 30ปี กว่าแล้ว คราวนั้นหลวงปู่ได้พบฆราวาส ชื่ออาจารย์ฉันท์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นเหลนของสมเด็จลุน ที่จังหวัดนครพนม โดยเรียนวิชาจากอาจารย์ฉันท์จนหมดภูมิแล้ว อาจารย์ท่านจึงได้แนะนำฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ดำเหลนของสมเด็จลุนปรมาจารย์ที่สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุน

            ในการฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่ดำนั้นมีเกณฑ์ รายละเอียดมากทั้งยังต้องทดสอบภูมิปัญญาและอำนาจของกระแสจิตที่ต้องเข้มแข็งพอที่จะเรียนวิชาของท่านได้ในรุ่นที่หลวงปู่ฝากตัวเป็นศิษย์นั้นมีมากกว่า 50 รูปแต่หลวงปู่ดำท่านทดสอบวิชา แล้วคัดออกจนเหลือแค่ 3 รูป มีหลวงปู่หมุน หลวงพ่อสงฆ์ (วัดม่วง ลพบุรี) และอีกรูปหลวงปู่ลืมชื่อไปแล้ว

            สำหรับพิธีครอบครูของหลวงปู่ดำนั้นมีของยกครูที่หลวงปู่จำได้อย่างแม่นยำคือ 1.ผ้าไตรจีวร 2. บาตร 3.ทองคำหนัก 10 บาท(สำหรับทองคำ จะคืนให้เมื่อเรียนจบ)และมีข้อห้ามสำคัญอีกคือห้ามสึกตลอดชีวิต ถ้าสึกไปชีวิตจะหาไม่

            ในการครอบวิชานี้ถือว่าเป็นสุดยอดเคล็ดวิชาวิทยาคม ในสายของสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ซึ่งกว่าจะเรียนจบต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะบำเพ็ญเพียรอย่างมาก ได้จำวัดพักผ่อนวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น อาหารต้องฉันมื้อเดียว และขั้นตอนสุดท้ายที่จะสำเร็จวิชานี้จะมีการทดสอบอย่างพิสดาร

            อย่างไรก็ตาม เป็นที่เชื่อกันว่าหลวงปู่สำเร็จวิชาสำเร็จ 4 ธาตุ มาจากสายสมเด็จลุน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าวิชาสายนี้ลึกลับเกินปุถุชนคนธรรมดา จะเรียนได้สำเร็จ ผู้ที่เข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ที่มีบารมี มานับชาติไม่ถ้วนเพราะการควบคุมธาตุทั้ง 4 ได้นั้นผู้ที่จะสามารถทำการนี้ได้ต้องสำเร็จจตุณานเป็นบาทฐานในการทำ และยังต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของกสิฌจตุธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลมและไฟ อีกด้วย

            หลังจากนั้นหลวงปู่ก็กลับมาจำพรรษา ที่วัดบ้านจาน จนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสและพระอุปัชณาย์ รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ที่ “พระครูหมุน ฐิตสีโล” หลวงปู่ได้ปฏิบัติศาสนกิจตามที่ได้รับมอบหมายเป็นเวลาถึง 20 ปี จึงลาออกจากทุกตำแหน่ง ต้องการใช้ชีวิตที่เหลือบำเพ็ญสมณ ธรรมปฏิบัติพระวิปัสสนาธุระอย่างเดียว

            ประมาณปี 2487 ในช่วงที่หลวงปู่อายุ50ปี ท่านเก็บบริวารออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าดงดิบ โดยลำพังแต่ผู้เดียวและในช่วงนี้เองที่หลวงปู่ได้พบกับอาจารย์จ่อยและอาจารย์ขวัญ วัดป่าหนองหล่ม ในระหว่างที่หลวงปู่ธุดงค์โดยบังเอิญ อาจารย์ทั้ง 2 จึงได้นิมนต์หลวงปู่โปรดญาติโยมที่วัดป่าหนองหล่ม

            หลังจากที่หลวงปู่หมุนเดินธุดงค์แสวงหาธรรมอยู่หลวงสิบปี ประมาณ 2520 ท่านจึงกลับมายังวัดบ้านจานซึ่งวัดบ้านจาน ในยามนั้นอายุกว่า 200ปี อยู่ในสภาพทรุดโทรมท่านจึงได้พัฒนาวัดสร้างอุโบสถขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงจิต ทำให้อุโบสถเสร็จสมบูรณ์ในเวลาอันสั้น

            นอกจากนี้ท่านยังได้ช่วยเหลือลูกศิษย์และสหธรรมิก อีกหลายวัดเช่น วัดป่าหนองหล่ม,วัดโนนผึ้ง,วัดซับลำใย,และคณะศิษย์วัดสุทัศน์ฯ ในการสร้างถาวรวัตถุของวัดจนเป็นที่มาของวัตถุมงคล ที่ได้รับความนิยมในหลายรุ่นต่อมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังแทบทุกรุ่นที่ท่านจัดสร้าง ขึ้นจึงเป็นที่นิยมในหมู่ศิษย์นุศิษย์ ด้วยเชื่อในพลังแห่งบุญฤทธิ์จิตตานุภาพของท่าน

            จนกระทั่งเมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 11 มี.ค. 2546 หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระอมตะเถระ 5แผ่นดิน แห่งวัดบ้านจาน อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มรณภาพลงอย่างสงบ บนกุฏี สิริอายุ 109 ปี พรรษา 86

               สรุปพระบูรพาจารย์ที่ประสิทธิประสาท วิชาความรู้และพระกัมมัฏฐาน พอสรุปได้จากที่หลวงปู่เล่าคือสมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์ฯ,พระพิมลธรรม(นาค)วัดอรุณฯ,หลวงพ่อจาดวัดบางกระเบา,หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง,พลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว,หลวงพ่อเงิน วัดมะปรางค์เหลือง,หลวงพ่อสอน วัดเสิงสาง,หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ,พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต,หลวงปู่สี ฉันทสิริ, พระอาจารย์สิงห์ วัดป่าสาละวัน และหลวงปู่ดำ ทายาทสายสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ รวมทั้งอาจารย์ ลึกลับที่พบในป่าอีกหลายท่าน ส่วนสหธรรมิก มีศิษย์สายพระอาจารย์มั่น,หลวงพ่อทิม วัดช้างให้,หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค และอาจารย์ที่เก่งๆอีกมาก

            พระมหาปิ่น ปุณณสิริ อายุ 87 ปี เจ้าอาวาสวัดบ้านจานและมีศักดิ์เป็นหลานหลวงปู่หมุน กล่าวว่า ถึงเหตุการณ์วันที่หลวงปู่มรณภาพว่า “ช่วงนั้นอาตมาไม่ได้อยู่วัด เพราะไปร่วมงานทำบุญบ้านของโยมท่านหนึ่งแถวละแวกวัด โดยหลวงปู่หมุนอยู่ตามลำพังกับนายอำนวย เขียวอ่ออน ซึ่งมีศักดิ์เป็นเหลนของหลวงปู่ ท่านฉันโอวันตินเสร็จ อยู่ดีๆ ท่านก็เงียบไปก่อนหน้า จะมรณภาพ ก็ไม่มีลางบอกเหตุอะไรเพียงแต่ ช่วงเช้าหลวงปู่บอกกับอาตมาอยู่บ่อยครั้งว่า อยากไปหนองคายเพื่อกราบครูบาอาจารย์ และไปปากเซ จ.อุบลราชธาณี และเลยไปวัดเวนไซ ซึ่งเป็นวัดของหลวงปู่สมเด็จลุนแห่งนครจำปาศักดิ์ โดยจะกลับมาให้ทันวันงานในพิธีฉลองสมโภชพระมหาเจดีย์วันที่12-13-14 เมษายน 2546 ซึ่งงานนี้จะจัดให้พิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล อมตะเถระอายุยืนหมุนโชค อาตมาก็นึกว่า ท่านพูดธรรมดา ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะก่อนหน้านี้หลวงปู่ท่านได้พูดตลอดเวลาว่า ครูบาอาจารย์ชวนไปนิพพานตั้งหลายครั้งแล้ว ท่านบอกว่า รอก่อน รอโปรดญาติโยมก่อน ”

            “  สำหรับงานศพหลวงปู่หมุนนั้นจะตั้งทำพิธีที่วัดบ้านจาน โดยจะให้ศิษยานุศิษย์และญาติโยนที่เคารพศรัทธาสรงน้ำศพในวันที่ 12 มี.ค. 2546 เวลา13.30น. ที่วัดบ้านจาน โดยจะจัดพิธีสวดพระอภิธรรมศพเรื่อย ไปจนกระทั่งถึงวันงานเฉลิมฉลองสมโภชพระมหาเจดีย์ ดดยศพจะนำบรรจุไว้ในโลงแก้วที่คณะลูกศิษย์จัดสร้างถวายให้ในราคา 2แสนบาท และนำขึ้นประดิษฐานไว้ ในมหาเจดีย์ฐิตสีโล ซึ่งคณะศิษยานุศิษย์จากทั่วสารทิศได้ร่วมกันก่อสร้างไว้ให้ท่าน ซึ่งมหาเจดีย์นี้ตั้งอยู่ในวัด โดยรูปทรงมหาเจดีย์จะคล้ายๆ กับพระธาตุพนมทางภาคอีสานผสมผสานกับรูปแบบเจดีย์ทรงล้านนาทางภาคเหนือ ซึ่งสร้างโดยใช้วัสดุคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยใช้เงินก่อสร้างมหาเจดี หลังนี้ 2 ล้านบาทเศษ โดยท่านได้เคย ปรารภกับลูกศิษย์อยู่เสมอว่า ให้นำร่างท่านบรรจุโลงแก้วและนำขึ้นประดิษฐานไว้ในเจดีย์หลังนี้ เพราะ ท่านย้ำ อยู่เสมอว่าห้ามเผาสรีระของท่าน เพื่อจะให้ลูกศิษย์ได้กราบบูชาเพื่อความเป็นศิริมงคลเพราะท่านเป็นพระผู้มีวิชาอาคมขลัง และเป็นที่เคารพสักการะของผู้คนทั่วสารทิศ และเป็นพระเถระผู้คนทั่วสารทิศ และเป็นพระเถระผู้มักน้อย สันโดษและที่สำคัญเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์จริงๆ ” เจ้าอาวาสวัดบ้านจานกล่าว

            ด้านนายจักรกฤษณ์ คลังศัตรา ลูกศิษย์ใกล้ชิด กล่าวว่า หลวงปู่หมุนเป็นพระเกจิชื่อดังของภาคอีสานอีกรูปหนึ่ง วัตถุมงคลของท่าน นักสะสมต่างนิยม เล่นหา เพราะมีพุทธคุณทางด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาดเป็นเยี่ยม ท่านเป็นพระที่มีอายุมากแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่มีลางบอกเหตุว่าจะด่วนมรณภาพ หากมองดูภายนอกท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง เป็นพระที่มากด้วยเมตตาบารมี แม้แต่หลวงปู่หงส์ เกจิอาจารย์ดังแห่งสุสานทุ่งมน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ยังเคยให้หลวงปู่หมุนลงกระหม่อมให้ และเวลามีญาติโยมถามถึงหลวงปู่หมุน หลวงปู่หงษ์จะยกมือท่วมศีรษะและบอกกับลูกศิษย์ของท่านว่าหลวงปู่หมุนเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์มาก






ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล
http://a-amulet.com/index.php?mode=content&catid=24
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2016, 03:06:06 PM โดย webmaster »
จิตหนึ่งร่วมฟ้าดินแจ้งพุทธะ
ยินดีเป็นมิตรกับทุกคน และเชื่อว่าทุกท่านมีความดีงามอยู่ในจิตใจกันทุกคน
http://www.cddhamma.com
http://www.luangputo.com
http://www.luangpumoon.com

มหาสมปรารถนา

  • สมาชิกใหม่
  • *
  • กระทู้: 2
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 05:00:53 PM »
‪#‎ร่วมเผยแผ่ชีวประวัติของครูบาอาจารย์‬ " หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล " ‪#‎รวมรูปหลวงปู่‬ ‪#‎อ่านฟรี‬ ‪#‎แชร์ได้‬

หากเมื่อใดจิตท่านเกิดปีติสุข จงเปร่งวาจาสาธุกาล กล่าวอนุโมทนาในสุขนั้น แล้วแผ่ส่วนกุศลออกไปในสามโลกธาตุ สุดรอบขอบจักรวาล ขอให้ได้รับสุขโดยทั่วหน้ากันเทอญ สาธุ

มี รูปเพิ่มเติมเชิญโพสใต้กระทู้ครับ

.......หลวง ปู่หมุน ฐิตสีโล เกิดในสกุล“ ศรีสงคราม”หรือ “ แก้วปักปิ่น” ถือกำเนิดเมื่อ วันพฤหัสบดี เดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2437 ณ บ้านจาน อ.กันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ บิดา ชื่อ " ดี "มารดาชื่อ " อั๊ว " มีอาชีพทำไร่ทำนา เป็นเด็กยากจน แต่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ต่อมาบิดามารดาเห็นแววทางด้านพระพุทธศาสนา จึงให้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 14 ปี และนำไปฝากกับพระอาจารย์สีดาเจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ซึ่งเป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านกรรมฐานและมีวิชาอาคมที่เก่งมาก ในปี 2460 ขณะอายุได้ 23 ปีได้เข้าอุปสมบทหมู่จำนวน 9 รูป โดยหลวงปู่เป็นรูปที่ 9 โดยมีโยมลุงของท่านเป็นเจ้าภาพ โดยมีหลวงพ่อสีดา เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเพ็งเป็นพระอนุสาวนาจารย์และหลวงพ่อผุยเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับรับฉายาว่า " ฐิตสีโล " แปลว่า " ผู้มีศีลตั้งมั่น "จากนั้นได้ศึกษาวิชาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ในแถบนั้นเป็นเวลา 4 ปี ก่อนออกแสวงหาครูบาอาจารย์อื่นๆ เพื่อศึกษาคันธธุระและวิปัสสนาธุระในชั้นที่สูงๆ ขึ้นไป

ปี พ.ศ.2464 หลวงปู่หมุน เริ่มออกศึกษาแสวงหาประสบการณ์โดยได้ร่ำเรียนทั้งเวทย์วิทยา และสมถกรรมฐานจากครูบาอาจารย์หลายสำนัก การเดินทางในสมัยนั้นเป็นที่ลำบากยากเย็น ต้องเดินเท้าเปล่าผจญภัยจากผีป่า หรือสัตว์ร้ายนานัปการ แต่หลวงปู่มิได้ย่อท้อ ได้เดินทางไปศึกษาวิชาอาคมที่ สำนักตักศิลาแห่งบ้านจิกใหญ่ อ.พิบูลมังสาหาร จังหวัด อุบลราชธานี กระทั่งศึกษาคัมภีร์มหาพุทธาคม อันเป็นแม่บทของคัมภีร์ปถมัง คัมภีร์อิทธิเจ คัมภีร์มหาราช คัมภีร์ตรีนิสิงเห ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งอำนาจจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราพิชัยสงคราม เช่น คัมภีร์นิติประกาศิต คัมภีร์ธนูรเวทว่าด้วยการแต่งเครื่องครอบมนตร์ในสงคราม เป็นต้น

ในช่วงปี 2475-2482 เมื่อหลวงปู่สำเร็จการศึกษาวิชาการต่าง ๆ ก็เก็บบริขารออกธุดงค์ป่าผ่านถิ่นทุรกันดารในชนบทโดยเท้าเปล่ามายังกรุงเทพ ฯ ในระยะแรกหลวงปู่เข้าพักที่ วัดเทพธิดาราม เป็นการชั่วคราว โดยมีครูทองอินทร์ เป็นครูสอนของวัดเทพธิดาราม เป็นผู้เอื้อเฟื้อจัดหาที่พำนักให้ ท่านได้ให้หลวงปู่อยู่ที่วัดวัดอรุณราชวราราม พำนักอยู่กับพระพิมลธรรม(นาค) ศิษย์สายสมเด็จพระสังฆราชแพ โอกาสนี้หลวงปู่ได้ร่ำเรียนวิชาคัมภีร์มูลกัจจายน์สูตร ซึ่งเป็นหลักสูตรโบราณอันเก่าแก่ของคณะสงฆ์ไทยที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นตำราที่ละเอียดลึกซึ้ง แตกฉานพระบาลีว่าด้วยคัมภีร์อรรถกถายากยิ่งที่จะมีผู้เรียนได้สำเร็จ ปัจจุบันวิชานี้ได้ยกเลิกไปแล้ว

หลวงปู่หมุนได้เข้าสอบวิชามูลกัจจายน์ นั้น ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งการสอบในสมัยนั้นมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธาน และสมเด็จพระสังฆราช(แพ) เป็นประธานกรรมการฝ่ายสงฆ์ และพระเถราจารย์เป็นผู้ทดสอบด้วย โดยมีการถามตอบแบบมุขปาฐะ (ปากเปล่า) ถ้าถามตอบบาลีผิดเกิน 3 คำ ให้ปรับเป็นตกทันที ด้วยความรู้ความสามารถที่แตกฉานในคัมภีร์หลวงปู่สามารถสอบได้เปรียญธรรมถึง 5 ประโยคในคราวเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นหลวงปู่ได้ใช้วิชาความรู้อย่าง คุ้มค่า โดยได้เป็นครูสอนมูลกัจจายน์อยู่ที่วัดหงส์รัตนาราม(ฝั่งธนบุรี) เป็นเวลานานหลายปี มีลูกศิษย์มากมาย นอกจากนี้ในช่วงหนึ่งหลวงปู่มาพักกับสมเด็จพระสังฆราชแพ ที่วัดสุทัศน์ฯ และได้ศึกษาวิชาบางอย่างกับสมเด็จพระสังฆราชแพอีกด้วย

จากนั้นก็เก็บ บริขารเดินธุดงค์ติดตามพระอาจารย์ทองดี ที่มาจาก อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ธุดงค์ ไปทางภาคเหนือเข้าเขตพม่าเป็นเวลา 1 ปี จากนั้นก็เดินเท้าเปล่าลงภาคใต้ไปพำนักกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ เพื่อปฎิบัติกรรมฐานและแลกเปลี่ยนวิชาอาถรรพณ์เวทมนต์กับพระอาจารย์ทิมอยู่ ประมาณปีกว่า ๆ ก่อนธุดงค์เข้าเขตประเทศมาเลเซีย เพื่อจะเรียนวิชากับพ่อท่านครน วัดบางแซะ ใช้เวลาธุดงค์อยู่ถึง 7 วัน แต่ไม่พบจึงตัดสินใจกลับวัดช้างให้ ต่อจากนั้นก็ได้เรียนวิชาจากพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช โดยได้ของที่ระลึกจากพ่อท่านคล้ายคือ ชานหมากเม็ดใหญ่เป็นที่ระลึก จากนั้นก็เดินธุดงค์เรื่อยมาจนกลับสู่เขตอีสานอีกครั้งและได้พบกับหลวงปู่สี ฉันทสิริ ในป่าแถบ จังหวัดหนองคาย และได้วิชาลบผงสีจากหลวงปู่สี ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากสมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆังโฆษิตาราม

ช่วงที่ท่าน ธุดงค์แถบอุบลราชธานีได้พบกับหลวงปู่มั่น และขอเรียนข้อวัตรปฏิบัติในพระกรรมฐาน แต่ไม่ได้ร่วมคณะธุดงค์ เพราะท่านอยู่นิกายมหายาน หลวงปู่เคยเล่าประวัติในช่วงธุดงค์ให้กับพระภิกษุที่เป็นหลานของท่านว่า เคยได้เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นอยู่พักหนึ่ง ในช่วงที่หลวงปู่ต้องการเจริญสมณธรรม เป็นธรรมอันล้ำลึกยากยิ่งที่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงจะล่วงรู้ถึงอารมณ์ของ วิปัสสนานี้ได้ หลวงปู่หมุนได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอาจารย์มั่นอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็แสวงหา ความวิเวก เพื่อประพฤติปฏิบัติต่อไป จนกระทั่งหลวงปู่แตกฉาน เชี่ยวชาญ ครั้งนั้นหลวงปู่หมุนได้ศึกษาธรรมจนที่สหธรรมมิกที่เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น รู้จักสนิทสนมกับหลวงปู่ทุกองค์ เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เป็นต้น ..ในตอนที่หลวงปู่หมุนไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ท่ามกลางศิษย์สายกองทัพธรรม ในขณะสนทนาธรรมหลวงปู่มั่นได้ปรารภกับหลวงปู่หมุนว่า " ท่านหมุน ท่านเก่งพอตัวอยู่แล้ว หากไม่เจอกันหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปริยัติ ปฏิบัติ และ

ปฎิเวธ ให้สอบถามท่านแหวนได้ เพราะเขาเก่งมาก " หลวงปู่มั่นได้มอบของที่ระลึกให้หลวงปู่หมุน 2 อย่าง คือ แผ่นจารอักขระใบลาน ม้วนเป็นลูกอมกลม ๆ เขียนเป็นภาษาขอมว่า เย ธมมา เหตุปภวา ฯลฯ เป็นต้น และธนบัตรรัชกาลที่ 8 พร้อมลายเซ็นหลวงปู่มั่น ภายหลังหลวงปู่ได้มอบให้โยมแม่ท่านไป ต่อมาหลวงปู่มีความกังขาสงสัยในกัมมัฏฐานในเรื่องของ จตุธาตุวัฏฐาน ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิบัติในธาตุทั้ง 4 เป็นมูลฐานของอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ จึงได้เดินทางไปกราบของความรู้เพิ่มเติมจาก หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ก็ได้รับความกระจ่าง จากนั้นก็ธุดงค์ต่อไป ท่านยังได้ร่ำเรียนวิชาจาก พระอาจารย์สิงห์ วัดป่าสาลวัน หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา

ต่อมาไม่นานก็ ได้ร่ำเรียนวิชามีดหมอมหาปราบจากหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว และหลวงพ่อเงิน วัดมะปรางค์หลวง ซึ่งวิชานี้หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ก็เรียนจากหลวงพ่อขำและหลวงพ่อเงิน เช่นกัน นอกจากนี้ในช่วงที่หลวงปู่ธุดงค์มาสู่ภาคตะวันออกแถบจันทบุรี ท่านได้พำนักอยู่กับ หลวงพ่อสอน วัดเสิงสาง กระทั่งหลวงพ่อสอนไว้ใจให้วิชาอาคมและครอบครูให้กับหลวงปู่

หลวงปู่หมุน นับเป็นหนึ่งในทายาทผู้สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุนแห่งนครจำปา ศักดิ์ราชอาณาจักรลาวที่ยังดำรงขันธ์อยู่ในปัจจุบัน โดยสมเด็จลุนเป็นที่เลื่องลือในคุณธรรมและอภิญญาอภินิหารอาทิ สามารถเดินบนน้ำได้ ย่นระยะทางได้ แปลงร่างได้ เดินทะลุภูเขาได้กล่าวกันว่าภิกษุสงฆ์ยุคก่อนโน้นต่างดั้นด้นสืบเสาะหาสม เด็จลุน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษามหาวิทยาคม ตลอดจนวิปัสสนากรรมฐาน หลวงปู่หมุนเองก็ดั้นด้นธุดงค์ผ่านอุบลราชธานีเข้าประเทศลาวเพื่อสืบเสาะสม เด็จลุน แต่ไม่พบ แล้วมาพักอยู่กับหลายพ่อมหาเพ็ง วัดลำดวน ในช่วงนั้นหลวงปู่ได้ใช้เวลาค้นคว้าศึกษาพระไตรปิฏก ในเรื่องพระวินัยปิฏก และพระอภิธรรม ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงการเจริญกัมฏฐานล้วน ๆ ประมาณ 2 เดือนกว่า แล้วก็ออกธุดงค์กลับสู่ประเทศไทยเข้ากรุงเทพฯ มาพักนักที่วัดหงส์รัตนาราม ต่อมาธุดงค์ไปทางอีสานเข้าสู่ประเทศลาวอีก หลายครั้ง จนกระทั่งท่านมีอายุ 30 ปีกว่าแล้ว คราวนั้นหลวงปู่ได้พบกับฆราวาสชื่ออาจารย์ฉันท์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นเหลนของสมเด็จลุน ที่จังหวัดนครพนม โดยเรียนวิชาจากอาจารย์ฉันท์จนหมดภูมิแล้ว อาจารย์ท่านจึงได้แนะนำฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ดำเหลนของสมเด็จลุนปรมาจารย์ ใหญ่ที่สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสมเด็จลุน

ในการฝากตัวเป็นศิษย์ของ หลวงปู่ดำนั้น มีกฎเกณฑ์รายละเอียดมากทั้งยังต้องทดสอบภูมิปัญญา และอำนาจของกระแสจิตที่ต้องเข้มแข็งพอที่จะเรียนวิชาของท่านได้ ในรุ่นที่หลวงปู่ฝากตัวเป็นศิษย์นั้นมีมากกว่า 50 รูป แต่หลวงปู่ดำท่านทดสอบวิชา แล้วคัดออกจนเหลือแค่ 3 รูป มีหลวงปู่หมุน หลวงพ่อสงฆ์ (วัดม่วง ลพบุรี) และอีกรูปหลวงปู่ลืมชื่อไปแล้ว สำหรับพิธี ครอบครูของหลวงปู่ดำนั้นมีของยกครูที่หลวงปู่จำได้อย่างแม่นยำคือ 1.ผ้าไตรจีวร 2.บาตร 3.ทองคำหนัก 10 บาท (สำหรับทองคำ จะคืนให้เมื่อเรียนจบ) และมีข้อห้ามประการสำคัญอีกคือ ห้ามสึกตลอดชีวิต ถ้าสึกไปชีวิตก็จะหาไม่

ในการครอบวิชานี้ถือว่าเป็นสุดยอดเคล็ดวิชา วิทยาคม ในสายของสมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ ซึ่งกว่าจะเรียนจบต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะบำเพ็ญเพียรอย่างมาก ได้จำวัดพักผ่อนวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น อาหารต้องฉันมื้อเดียว และขั้นตอนสุดท้ายที่จะสำเร็จวิชานี้จะมีการทดสอบอย่างพิสดาร

อย่างไรก็ ตาม เป็นที่เชื่อกันว่าหลวงปู่หมุนท่านสำเร็จวิชาสำเร็จธาตุ 4 มาจากสายสมเด็จลุน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าวิชาสายนี้ลึกลับเกินปุถุชนคนธรรมดาจะเรียนได้สำเร็จ ผู้ที่จะเข้าถึงได้ต้องเป็นผู้ที่มีบารมีมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน เพราะการควบคุมธาตุ 4 ได้นั้นผู้ที่จะสามารถทำการนี้ได้ต้องสำเร็จจตุตฌานเป็นบาทฐานในการทำ และยังต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของกสิณจตุธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟอีกด้วย

หลังจากนั้น หลวงปู่ก็กลับมาจำพรรษา ที่วัดบ้านจาน จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และพระอุปัชฌาย์ รับสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ที่" พระครูหมุน ฐิตสีโล" หลวงปู่ได้ปฎิบัติศาสนกิจตามที่ได้รับมอบหมายเป็นเวลาถึง 20 ปี จึงลาออกจากทุกตำแหน่ง ต้องการใช้ชีวิตที่เหลือบำเพ็ญสมณธรรมปฏิบัติพระวิปัสสนาธุระ อย่างเดียว ประมาณปี 2487 ในช่วงที่หลวงปู่อายุ 50 ปี ท่านเก็บบริวารออกธุดงค์บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าดงดิบ โดยลำพังแต่ผู้เดียว และในช่วงนี้เองที่หลวงปู่ได้พบกับอาจารย์จ่อยและอาจารย์ขวัญ วัดป่าหนองหล่ม ในระหว่างที่หลวงปู่ธุดงค์โดยบังเอิญ อาจารย์ทั้ง 2 จึงได้นิมนต์หลวงปู่โปรดญาติโยมที่วัดป่าหนองหล่ม หลังจากที่หลวงปู่หมุนเดินธุดงค์แสวงหาธรรม อยู่หลายสิบปี ประมาณปี 2520 ท่านจึงกลับมายังวัดบ้านจาน ซึ่งวัดบ้านจานในยามนั้น มีอายุกว่า 200 ปี อยู่ในสภาพทรุดโทรม ท่านจึงได้พัฒนาวัด สร้างอุโบสถขึ้นมา ด้วยหยาดเหงื่อและแรงจิต ทำให้อุโบสถเสร็จสมบูรณ์ในเวลาอันสั้น

นอกจาก นี้ท่านยังได้ช่วยเหลือ ลูกศิษย์และสหธรรมิก อีกหลายวัดเช่น วัดป่าหนองหล่ม, วัดโนนผึ้ง ,วัดซับลำใย, และคณะศิษย์วัดสุทัศน์ฯ ในการสร้างถาวรวัตถุของวัด จนเป็นที่มาของ วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมในหลายรุ่นต่อมา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังแทบทุกรุ่น ที่ท่านจัดสร้างขึ้น จึงเป็นที่นิยมในหมู่ศิษยานุศิษย์ ด้วยเชื่อในพลังแห่งบุญฤทธิ์จิตตานุภาพของท่าน

จนกระทั่งเมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 11 มี.ค.2546 หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระอมตะเถระ 5 แผ่นดิน แห่งวัดบ้านจาน อ. กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มรณภาพลงอย่างสงบบนกุฎี สิริอายุ 109 ปี 86 พรรษา ขอขอบคุณข้อมูลจากเวปหลวงปู่หมุน และ ภาพจากอินเตอร์เน็ต และ ท่านชัยชนะ ขอบุญกุศลทั้งหลายจงดลบันดาลให้ทุกท่านทั้งหลายที่ผมได้นำข้อมูลจากท่านมามีแต่ความสุขความเจริญ ยิ่งๆขึ้นไปเทอญสาธุ ขอผลกุศลที่ได้รับจากการกระทำร่วมกันนี้ ขออุทิศให้กับ ครู อาจารย์ บิดา มารดา มิตรรักสนิท ญาติกา สัตว์น้อยใหญ่ที่เกิดร่วมวัฎฏะสงสาร เจ้ากรรมนายเวร ทั้งหลายจงได้รับและร่วมอนุโมทนาเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ
‪#‎ผู้รวบรวม‬ เขมรินทร์









สาธุ....ขอโมทนาสาธุสำหรับข้อมูลของหลวงปู่ครับ.. ;D
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2016, 03:08:51 PM โดย webmaster »
ศรัทธาอย่างสูงสุดย่อมส่งผลให้ผู้ศรัทธาบังเกิดเหตุนั้นอย่างสูงสุดเช่นกัน จงเป็นผู้มหาสมปรารถนาทุกสิ่งทุกประการ (วาจาสิทธิ์พระอาจารย์ตั้ว)

บ๊วย เขาไม้แก้ว

  • สมาชิกประจำ
  • **
  • กระทู้: 61
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2013, 09:43:35 PM »
ขอบคุณครับท่าน
แต่มีหลายรูปที่ดูไม่ได้ ลบกวนอัฟรูปให้ชมใหม่หน่อยครับท่าน
"เหนื่อยก็พัก"

มหายันต์

  • สมาชิกใหม่
  • *
  • กระทู้: 1
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2014, 10:38:49 PM »
ขออนุญาตินะครับเรื่องประวัติของหลวงปู่บางตอนได้ผิดเพี้ยนไปมากจากความเป็นจริง

mankrub

  • สมาชิกใหม่
  • *
  • กระทู้: 1
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
    • รับเหมาก่อสร้าง
Re: ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: เมษายน 26, 2016, 02:35:34 PM »
มีหลายรูปที่ดูไม่ได้ครับ
รับเหมาก่อสร้าง เป็นงานที่ต้องใช้มืออาชีพ เพื่อให้ได้งานออกมามีคุณภาพ อย่าง บริษัทรับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น