ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะหลับสบาย - โดย - ท่าน ว.วชิระเมธี  (อ่าน 215 ครั้ง)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1219
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
ธรรมะหลับสบาย - โดย - ท่าน ว.วชิระเมธี
« เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2016, 07:01:05 AM »
ธรรมะหลับสบาย - ท่าน ว.วชิระเมธี

รากแก้วของความโกรธ

ปราณ


          ครูขอบใจมากสำหรับจดหมายที่ส่งตรงมาจากลอนดอนตามที่เคยสัญญาเอาไว้     
ตอนนี้เมืองไทยของเราอากาศกำลังอยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาวพอดี     ครูเองก็กำลัง
ง่วนอยู่กับการเขียนตำราและนำภาวนาบ้างในบางวัน     ซึ่งเท่าที่ครูสังเกตดูสองสามปีมานี้
มีคนรุ่นใหม่หันมาสนใจการบำเพ็ญจิตภาวนาเพิ่มขึ้น     เอาไว้วันหลังมีโอกาสเหมาะ ๆ 
ครูจะขยายความเรื่องนี้ให้ฟังอีกที

          วันวานมีลูกศิษย์ของครูคนหนึ่งโทรศัพท์ทางไกลมาหาครู  เท่าที่ฟังจากปลายสาย     
ครูรู้ว่าเขากำลังทุกข์มาก    ประโยคแรกที่เขาขอร้องกับครูก็คือเขาขอให้ครูช่วยทำให้หายโกรธด้วย   
เธอเชื่อไหมว่า    คนที่เป็นนายคนไม่น้อยกว่าห้าสิบคนในบริษัทแห่งหนึ่ง    สำเร็จการศึกษามาจาก
เมืองนอก   บริหารธุรกิจนับร้อยล้าน    แต่ไม่สามารถบริหาร  “อารมณ์โกรธ”   ของตนเองได้

          คนอย่างนี้ควรจะเรียกว่า ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวดี

          อย่างไรก็ตาม    ครูได้เตือนให้เขาสงบจิตใจและฟังครู    เขาทำตามอย่างว่าง่าย 
เพราะคบหากับครูมานานแล้ว     ครูบอกให้เขาชูมือของตัวเองขึ้นมาแล้วลองพินิจดูว่า   
นิ้วแต่ละนิ้วนั้นสั้นยาวเท่ากันหรือเปล่า    ครูบอกเขาว่าถ้าเธออยากให้นิ้วโป้งยาวกว่านิ้วกลาง   
อยากให้นิ้วนางยาวเท่านิ้วชี้    เธอก็จะทุกข์ทันที    เขาถามว่าทำไม   ครูตอบว่า  เพราะ
ความอยากที่สวนทางกับธรรมชาติของความเป็นจริงเช่นนั้น    ไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้เลย

          เมื่อความอยากเดินสวนทางกับความเป็นจริง    มีหรือที่เธอจะไม่ทุกข์

          เธอคงเริ่มสงสัยว่า    แล้วนิ้วทั้งห้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้    ครูจะขยายความให้ทราบ
อยู่เดี๋ยวนี้แหละ    เพราะต้นตอแห่งความโกรธของลูกศิษย์ของครูคนนั้นมาจากการที่ลูกน้อง
ของเขาคนหนึ่งทำงานชิ้นสำคัญไม่เสร็จตรงตามเวลาที่เขากำหนดเอาไว้    เมื่อลูกน้องมา
รายงานให้ทราบว่างานไม่เสร็จตามเป้าหมายจึงเกิดการ  “เทศน์นอกธรรมาสน์”  กันขึ้น

          เมื่อต่างฝ่ายต่างก็แรงเข้าหากันเพราะถือว่าต่างก็มีดีด้วยกันทั้งคู่  (อหังการ/ฉันแน่)     
สุดท้ายลูกน้องคนนั้นซึ่งเป็นคนสำคัญของบริษัทเป็นฝ่ายหมดความอดทนก่อน    เขาจึง
ประกาศขอลาออกและให้สัตย์สาบานว่าจะไม่มาเหยียบที่บริษัทนั้นอีก    ซ้ำยังท้าทายด้วยว่า   
ถ้าขาดเขาเสียคนหนึ่ง    บริษัทจะไปไม่รอด    เพียงเท่านี้แหละเธอเอ๋ย    ลูกศิษย์ของครู
ซึ่งเป็นผู้บริหารโกรธจนตัวสั่นที่ถูกท้าทาย    แต่พอลูกน้องเดินลับสายตาออกไปแล้ว   
ความเสียใจอย่างลึกซึ้งก็เคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่ความโกรธ    คราวนี้ไม่โกรธลูกน้องแล้ว
แต่เป็นการโกรธตัวเองที่ไม่รู้จักหักห้ามใจตนจนทำให้คนของตัวเองซึ่งคบหาพึ่งพากันมานาน
ต้องมาเลิกร้างห่างเหินกันไปอย่างไม่ไยดี

เธอลองคิดดูสิว่า    หากเธอเป็นนายคนแล้วเสียลูกน้องมือดีไปแบบกู่ไม่กลับอีกแล้ว   
เธอจะโกรธตัวเองไหม    จะเสียใจไหม    หากเป็นครู    ครูก็คงเสียใจไม่น้อย

แต่ที่ครูเสียใจไม่ใช่เพราะเสียดายเขา   
แต่เสียใจที่ครูปล่อยให้เขากับครู
เกิดความบาดหมางระหว่างกันขึ้นมาจนได้


          ครูถือคติว่า   เกิดมาเป็นคนกับเขาชาติหนึ่ง    ไม่ควรโกรธหรือเป็นศัตรูกับใคร   
และไม่ควรสร้างเงื่อนไขให้ใครต้องมาเป็นศัตรูกับเรา    คนจีนเขาสอนลูกหลานกันมานาน
หลายชั่วคนแล้วว่า    “มีมิตร ๕๐๐ คนยังน้อยไป   มีศัตรู ๑ คนก็นับว่ามาเกินพอ”

          คนเรากว่าจะคบกัน  เรียนรู้กัน  เชื่อใจกัน  และร่วมมือร่วมใจกันลงหลักปักฐานทำงาน
อะไรสักอย่างหนึ่งจนเติบโตมาด้วยกัน    ทั้งความสัมพันธ์และความสำเร็จทางธุรกิจ   
ต้องใช้เวลาเรียนรู้กันนานเหลือเกิน    แต่แล้ววันหนึ่งขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดีก็กลับมา
แตกคอกันเอง    กลายเป็นน้ำแยกสายไผ่แยกกอ  เพียงเพราะตกเป็นทาสของความโกรธชั่ววูบเดียว

          เรื่องอย่างนี้เป็นใครก็ต้องเสียใจเป็นธรรมดา    ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไปเราได้ค้นพบว่าตนเอง
เป็นฝ่ายผิด    ความเสียใจซึ่งมันควรจะจบไปแล้วในอดีตก็จะวกกลับมาทำร้ายเราซ้ำแล้วซ้ำอีก
ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน    เพราะเหตุนี้เอง    ครูถึงได้บอกว่า   เกิดมาเป็นคนกับเขาชาติหนึ่งแล้ว   
อย่าได้เป็นศัตรูกับใครเขาเลย    เพราะไม่เพียงแต่เราจะเจ็บปวดจากการทำร้ายของศัตรูเท่านั้น   
หากเราเองยังจะต้องเจ็บปวดเพราะการทำร้ายตัวเองด้วย    “ความทรงจำอันเลวร้าย”   
ที่แทรกตัวอยู่ในจิตใจสำนึกของเราเองอีกต่างหาก

          ครูบอกเขาว่า   นิ้วทั้งห้าของคนเรานั้นสั้นยาวไม่เท่ากันฉันใด    คนทุกคนต่างก็มีศักยภาพ
ทางสติปัญญาไม่เท่ากันฉันนั้น    ก่อนที่เราจะดุใครหรือโกรธใคร    ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง  เพื่อน 
คนรัก  หรือลูกศิษย์ของเราก็ตาม    จึงควรถามตัวเองก่อนว่า    เราใช้เขาให้สอดคล้องกับ
ศักยภาพอันแท้จริงของเขาหรือไม่  เพียงไร  (Put the right man on the right job)   
หากเราคิดเช่นนี้ทุกครั้งก่อนที่จะดุหรือตำหนิคนอื่น    เราจะพบว่าแท้ที่จริงแล้ว คนที่ควรตำหนิ
มากที่สุดก็คือตัวของเรานั่นเอง    เขียนมาถึงตรงนี้ทำให้ครูนึกถึงกวีนิพนธ์บทหนึ่งว่า

เมื่อพูดไปเขาไม่รู้กลับขู่เขา    ว่าโง่เง่างมเงอะเซอะนักหนา
ตัวของตัวทำไมไม่โกรธา      ว่าพูดจาให้เขาไม่เข้าใจ


          เมื่อครูพูดมาถึงตอนนี้   ครูสังเกตเห็นว่าเสียงของคู่สนทนาค่อยแจ่มใสขึ้น   
และสุดท้ายเขาก็สามารถหัวเราะเยาะความโง่เขลาของตัวเองได้อย่างอาจหาญ   
เขาสัญญากับครูว่า    เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก    และครูเองก็ดีใจที่วันรุ่งขึ้น
เขาโทรศัพท์มาบอกครูว่า   เขา “เคลียร์” ทุกอย่างให้จบลงด้วยดีแล้ว   
ครูถามเขาว่าทำได้อย่างไร

          “ขอโทษครับ  ผมผิดเอง”

          คือคำตอบที่เขาใช้กับลูกน้องคนสำคัญของตัวเอง    และด้วยถ้อยคำง่าย ๆ
เพียงไม่กี่คำนี้เอง    ฟ้าหลังฝนก็กลับมาสดใสเหมือนเดิม

          ปราณ  เธอคงงงมากสินะว่า    คำว่า “ขอโทษครับ  ผมผิดเอง” 
มีปาฏิหาริย์มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ

          ตามหลักทางจิตวิทยาเธอก็คงรู้ดีว่า    มนุษย์ทุกคนล้วนอยากให้คนอื่นมองเห็นตน
ว่าเป็นคนสำคัญและต่างก็มี  “ปม”  ด้วยกันทั้งนั้น    มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ภูมิหลังของใคร
ของมัน    คนบางคนก็มีปมอยากเด่น    บางคนก็มีปมด้อยที่อยากปกปิด บางคนก็มีปมที่อยาก
ชดเชยให้กับตัวเอง    แต่ปมทั้งหมดนั้น    พระพุทธเจ้าของเราทรงใช้คำสั้น ๆ เรียกมันว่า 
“ตัวกู”  และเรื่อง  “ของกู”  เท่านั้นเอง

          โดยเฉพาะเรื่อง  “ตัวกู”  นั้นสำคัญยิ่งกว่า   “ของกู”  อีกหลายเท่าตัวทีเดียว   
เพราะถ้าไม่มี  “ตัวกู”  ความรู้สึกว่า  “ของกู”  ก็ไม่เกิดตามมา

          ที่ลูกน้องระดับ  “มืออาชีพ”  ของเขารีบหายโกรธเจ้านายทันทีหลังจากที่ได้ยินคำว่า 
“ขอโทษครับ  ผมผิดเอง”  นั้น    ก็เป็นเพราะเขาซึ่งเป็นผู้ฟังอยู่รู้สึกว่า  “ตัวกู”  ของเขาไม่ผิด   
ตัวกูของเจ้านายต่างหากที่ผิด    เมื่อผลักความรู้สึกผิดออกไปจากอกของตัวเองเสียได้และมีคน
มารับช่วงเป็นเจ้าของความผิดแทนตัวกูของเขาก็เป็นไทและพ้นจากความผิด  ส่วนการที่เจ้านาย
ขอให้เขากลับมาร่วมงานกันอีกครั้งหนึ่งนั้น    ก็เป็นเพราะผู้ฟังรู้สึกว่าตัวกูของ เขาได้รับการเชิดชู
ให้ลอยเด่นขึ้นมา    โดยผู้ที่ยกให้ลอยนั้นเป็นเจ้านายของเขาเสียด้วย   เขาจึงยอม

          เรื่องนี้ฟังดูก็เหมือนง่าย    แต่ความจริงมันยากมากทีเดียวที่จะทำให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ   
เพราะคงจะมีคนที่เป็นนายคนไม่กี่คนเท่านั้นที่ยอมลด  “ตัวกู”  ของตัวเองให้อยู่ต่ำกว่า  “ตัวกู” 
ของลูกน้อง

          ตรงนี้แหละที่ครูถือว่าเป็นเคล็ดลับของการบริหารตัวกูละ

ถ้าเธอเข้าใจเรื่อง  “ตัวกู” 
ทั้งของตนและของคนอื่น   
เธอก็ควรจะรู้ว่าถ้าเธออยากอยู่กับ
คนทั้งโลกอย่างมีความสุขก็จงถือคติ

๑.อย่าดูหมิ่นตัวกูของใคร
๒.อย่าอวดตัวกูข่มใคร    เพราะจะทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างตัวกู
๓.อย่าขโมยตัวกูของใครมาเป็นตัวกูของตัวเอง (อันเดียวกับขโมยลิขสิทธิ์นั่นเอง)
๔.อย่ามีตัวกูแทรกอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก


          คนเราทุกคนรักตัวกูยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด   ที่โกรธ  เกลียด  ชิงชัง  ทำลายล้างกัน
อย่างมโหฬารอยู่ทุกวันนี้   ล้วนมีที่มาจากเจ้า  “ตัวกู”  นี้ทั้งนั้น เจ้าตัวกูนี้ถ้าเราไม่เรียนรู้
ที่จะกำจัดมัน    บางมีมันก็ขยายตัวจนกลายเป็นตัวกูระดับประเทศหรือระดับโลก 
อย่างตัวกูของประเทศสหรัฐอเมริกา  เป็นต้น ซึ่งใคร ๆ แตะไม่ได้เลย

          ตัวกูจึงเป็นรากฐานที่ตั้งที่เกิดของความโกรธทุกระดับชั้น    ตั้งแต่ความโกรธของ
ปัจเจกชนไปจนถึงความโกรธของคนทั้งประเทศและของโลก    ถ้าเราหมดตัวกูได้เมื่อไร 
ก็หมดความโกรธ  หมดปัญหา และหมดทุกข์   เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ผู้หมดตัวกูแล้ว   
ท่านถึงไม่เคยต่อล้อต่อเถียงหรือโกรธกับใครเขาทั้งโลกเลยยังไงล่ะ

ครูเอง

ธรรมะหลับสบาย
ข้อคิดสลัดตัวโกรธ จากชีวิตและเตียงนอน
โดย ว.วชิระเมธี
 
คัดลอกจาก
คุณกอบ  เว็บลานธรรม