ผู้เขียน หัวข้อ: ตามรอยพุทธบาท – หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ  (อ่าน 339 ครั้ง)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1219
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
ตามรอยพุทธบาท – หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

ณ บัดนี้ถึงเวลาฟังธรรมะปาฐกถา อันเป็นหลักคำสอนในทางพุทธศาสนาแล้ว
ขอให้ท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้น
จากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา

เมื่อวันอาทิตย์ก่อนได้พูดไว้ในเรื่องเกี่ยวกับ การเข้าถึงธรรมะ อันเป็นเรื่องจำเป็น
สำหรับชีวิต แล้วก็ได้พูดทิ้งท้ายไว้ในตอนท้ายเกี่ยวกับเรื่องเข้าถึงด้วยการถือศีล
คือการการปฎิบัติในขั้นศีล เป็นการฝึกกาย วาจา ให้พ้นจากโทษหยาบๆ เช่นพ้นไป
จากการฆ่า การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดคำหยาบ คำเหลวไหล คำโกหก
ตลอดจนถึงการทำลายสติปัญญา ของตัวเองให้เสื่อมลงไป เพราะการเสพของมึนเมา
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ได้ทิ้งไว้เพียงตอนนั้น

วันนี้นจะได้พูดตอนต่อไปว่า เราจะเข้าถึงธรรมด้วยการปฎิบัติที่สูงไปกว่านั้นได้อย่างไร?
ในแนวทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าบัญญัติไว้ให้เราทั้งหลายเดินตามพระองค์นั้น ก็คือเรื่องศีล
สมาธิ ปัญญา ถ้าสอนกับชาวบ้านทั่วไป ก็มักขึ้นต้นด้วยทาน ศีล ภาวนา ถ้าสอนพระ
ก็พูดเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นข้อปฎิบัติตามลำดับ ที่เราปฎิบัติแล้ว จะได้ถึงพระพุทธเจ้า
ที่เป็นธรรมะ อันเป็นเหตุให้สงบทางใจ ไม่มีความทุข์ความเดือดร้อนประจำวันต่อไป เราจึงควร
จะได้เดินตามเส้นทาง ที่พระผู้มีพระภาคชี้ให้เราเดิน พูดว่าเดินตามรอยพระพุทธบาท

รอยพระพุทธบาทที่แท้ก็คือรอยธรรมะนั่นเอง ไม่ใช่รอยหินที่เราไปไหว้กันทุกปี เวลามีงาน
ที่สระบุรี รอยนั้นเป็น รอยภายนอก ไม่ใช่รอยภายใน เป็นรอยที่เราสัมผัสด้วยตาเนื้อ
ไม่ใช่รอยที่สัมผัสด้วยตาใจ การเห็นรอยพระพุทธบาท ถ้าเห็นในรูปที่จิตใจยังเป็นเด็ก
ก็ไม่ก้าวหน้าในการปฎิบัติธรรมะ นอกจากไปคุยกับใครๆ ว่า ฉันไปไหว้มาแล้ว สมัยโบราณ
เขาถือว่าไปไหว้พระบาท ๗ ครั้งไม่ตกนรก เขาว่ากันไว้อย่างนั้น คนก็พยายามไปไหว้กัน
เดี๋ยวนี้ไปไหว้สัก ๗๐๐ ครั้ง ก็ได้ เพราะการเดินทางสะดวก แต่ไหว้ถึง ๗๐๐ ครั้ง
ก็อาจจะยังตกอยู่ เพราะเราไหว้แต่รอยหิน ไม่ได้เข้าถึงรอยแท้ของพระพุทธเจ้า

รอยแท้รอยจริงของพระพุทธองค์นั้นอยู่ที่ข้อปฏิบัติ ซึ่งเราเรียกว่าพระธรรมนั่นเอง
พระธรรมเป็นรอยที่พระองค์ชี้ไว้ให้เราเดิน ถ้าเราเดินไปตามรอยนั้น เราก็จะพบ
พระพุทธเจ้าถ้าเดินผิดทางก็ไม่พบพระพุทธเจ้า ถ้าเดินถูกทางก็จะพบองค์พุทธะ
อันเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะลงมือเดิน ก็ต้องศึกษาทาง
ที่เราเดินเสียก่อน เพื่อจะได้เดินถูกทาง ไม่ใช่เดินแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เสียเวลาไป
ตั้งเยอะแยะแล้ว จึงจะได้เข้าทาง บางทีเดินไปจนแก่จึงได้เข้าทางถูก อย่างนี้ก็นับว่า
เสียดายชีวิต แต่ถ้าเราศึกษาไว้แต่ เบื้องต้น ให้เข้าใจทางเดินให้ชัดเจนถูกต้อง
เวลาลงมือเดิน ก็เข้าเส้นทางได้เลย แล้วเดินไปตามเส้นทางนั้นไม่หยุดยั้ง
เราก็ถึงจุดคือ พบองค์พระพุทธเจ้า

ที่เรียกว่าพบองค์พระพุทธเจ้านั้นก็คือ พบความสงบ ความสะอาด ความสว่างในใจ
เมื่อใจเราสงบไม่วุ่นวาย ใจเราสะอาด ปราศจากสิ่งเศร้าหมอง ใจสว่าง ไม่มีความมืดบอด
ก็เรียกว่าเราถึงจุดที่เราต้องการ ผู้ที่มีจิตสะอาด สว่าง สงบนั้น ย่อมรู้อะไรๆ ชัดตามสภาพ
เป็นจริง ไม่หลงไม่งมงายในเรื่องอะไรต่างๆ ถ้าจิตยังไม่ถึงจุดนั้น ก็อาจยังหลงอยู่บ้าง
อาจประพฤติปฏิบัติอะไรในทางที่ผิดอยู่บ้าง

มีอยู่ไม่ใช่น้อย ที่มีคนเรียกตัวเองว่าพุทธบริษัท แต่ว่านั่งห่างไกลจากพระพุทธเจ้า
เป็นบริษัทที่นั่งสุดกู่ก็ว่าได้ ไม่ขยับตัวเข้าไปใกล้พระพุทธเจ้าเสียเลย ชอบนั่งอยู่ห่างๆ สุดกู่
ตะโกนก็ไม่ค่อยจะได้ยิน พุทธบริษัทที่นั่งอยู่สุดกู่เสียงของพระพุทธเจ้านั้น ก็คือคนที่เป็น
พุทธบริษัทเพียงแต่ขื่อ จิตใจไม่ได้เข้าถึงธรรมะ การปฏิบัติก็เข้าตรงตามเส้นทาง ที่พระผู้มี
พระภาคชี้ไว้ให้เราเดิน เราก็เที่ยววิ่งวนอยู่ตลอดเวลา คล้ายกับมดที่วิ่งวนอยู่ตาม
ขอบอ่างน้ำผึ้ง ไม่มีโอกาสจะได้ลิ้มรส เพราะเที่ยววนอยู่ตามขอบอ่าง ไม่ได้ตกลงไป
ในอ่างซึ่งเต็มไปด้วยรสหวาน

คนเราก็มีสภาพเช่นนั้นบางคน คือเที่ยววิ่งวนอยู่ตามขอบ ไม่ได้เข้าถึงแก่นแท้ของ
พระพุทธศาสนา เลยไม่ได้รับรสของการปฏิบัติอย่างแท้จริง ในบางครั้งบางคราวอาจจะ
ไปพูดว่า ฉันยังไม่ได้ประโยชน์จากพระศาสนา ไม่เห็นพระท่านช่วยอะไร ก็พระท่านจะมา
ช่วยอย่างไร เราจะเห็นผลศาสนาได้อย่างไร เมื่อเราปฏิบัติยังไม่เข้าเส้นทางที่ท่านชี้ไว้
ให้เราเดิน ผลที่จะเกิดขึ้นแก่ตัวเรานั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่คนอื่นจะประสิทธิ์ประสาทให้

ไม่ใช่จะมีใครมาบอกว่าจงเป็นสุข แล้วเราก็จะเป็นสุข จงมั่งคั่งแล้วเราจะมั่งมี
จงปราศจากโรค แล้วเราจะปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มันไม่ใช่เรื่องเช่นนั้น ไม่ใช่เรื่อง
ความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ที่จะทำให้ใครเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
แต่เป็นเรื่องที่ เราจะต้องลงมือด้วยตัวของเราเอง คือเราจะต้องปฏิบัติตามแนวทาง
ที่พระองค์ชี้ไว้ให้เราเดิน

พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้ชัดเจนในเรื่องนี้ บอกว่า "ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทางให้
ส่วนการเดินทางนั้น เป็นหน้าที่ของเธอทั้งหลาย" พระองค์บ่งชัดไว้ในรูปอย่างนี้
บอกว่าการเดินทางเป็นหน้าที่ของเราเองพระองค์เป็นผู้ชี้ทางให้เดิน เหมือนตำรวจจราจร
ยืนอยู่ตามทาง ๔ แยก คอยโบกไม้โบกมือให้รถไปทางนั้นทางนี้ ยืนชี้อยู่ตรงนั้นรถมัน
ก็ผ่านไป ตำรวจเป็นแต่เพียงผู้ชี้ทางให้รถไปแต่ว่าตำรวจไม่ได้ไป คนขับรถนั่นแหละ
มีหน้าที่พารถไป ฉันใด ในเรื่องชีวิตจิตใจเรานี้ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าท่านชี้ทาง
ไว้ให้เราเดิน ก็เป็นหน้าที่ของเรา ที่จะขับรถคือร่างกายนี้ไป

ใจนั่นแหละเป็นผู้ขับรถ ร่างกายนี้เปรียบเหมือนกับรถเหมือนกัน มีล้อ ๔ คือเท้าสองมือสอง
แต่เราใช้เพียง ๒ ล้อไม่ได้ใช้สี่ เว้นไว้แต่คนขี้เมาบางครั้งก็ใช้ ๔ ล้อเหมือนกัน ที่ใช้อย่างนั้น
มันผิดปกติ ถ้าคนปกติใช้ ๒ ล้อกันทั้งนั้น เราก็ต้องขับไสล้อนี้ไปตามเส้นทาง ที่พระผู้มีพระภาค
ชี้ไว้ให้เราเดิน เราก็จะไปถึงจุดหมายปลายทางได้สมความตั้งใจ

ในการปฏิบัติกายวาจาใจของเรานั้น ในเรื่องศีลเป็นการปฏิบัติขั้นต้น เราจะพอใจอยู่เพียงเท่านั้น
ไม่ได้ เพราะยังไม่ก้าวหน้าเหมือนเด็กเรียนชั้นประถม แล้วก็จะเรียนอยู่อย่างนั้นตลอดไป จะมีความรู้
เพิ่มเติมได้อย่างไร เราต้องมีการสอบเลื่อนชั้น เลื่อนให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ขึ้นไปโดยลำดับ เช่น
เรารักษาศีล ๕ ศีล อยู่แล้ว เราก็ควรเลื่อนชั้น

ทางด้านจิตใจคือ กระทำการฝึกสมาธิ เพื่อทำใจให้มีความมั่นคง มีความสงบ แล้วก็มีความบริสุทธิ์
เหมาะที่จะใช้งานใช้การ คิดนึกอะไรๆ ต่อไป อันเป็นก้าวที่สอง ที่เราจะเดินก้าวไป ทำไมจะต้อง
มีการฝึกจิตด้วย? เพราะเรื่องในชีวิตของคนเรานั้น เรื่องใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ใจเป็นใหญ่เ
ป็นประธานการกระทำ การพูด การอะไรทุกอย่าง เกิดมาจากความคิดของเราทั้งนั้น ความคิดมันอยู่
ที่ใจถ้าใจเศร้าหมองก็คิดขั่ว ถ้าคิดดีการพูดการทำก็ดี ถ้าคิดชั่วการพูดการกระทำก็ชั่ว ถ้าคิดดีการพูด
การทำก็ดี ถ้าคิดชั่ว การพูด การกระทำก็ชั่ว แล้วก็เกิดผลประทับลงที่ใจ ของบุคคลนั้น ถ้าคิดดี
ผลที่เกิดขึ้นก็เป็นรอยในทางดี ถ้าคิดชั่ว ผลที่เกิดขึ้นก็เป็นรอยร้าวลงไปในทางชั่ว

อะไรๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตมันติดอยู่ที่ใจของเราทั้งนั้น เป็นเรื่องหนีไม่พ้น เพราะฉะนั้น คนเราจะทำ
อะไร ก็ต้องมีใจเป็นผู้นำก่อน มีใจเป็นหัวหน้า อะไรๆ ก็สำเร็จมาจากใจของเราทั้งนั้น เรื่องของใจ
จึงเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต แต่ว่าคนเราส่วนมาก มักจะไม่สนใจในเรื่องภายใน คือใจ สนใจแต่เรื่อง
ภายนอก คือร่างกาย แสวงหาอะไรๆ ต่างๆ ให้กายเยอะแยะ แต่ว่าไม่ค่อยได้แสวงหาอะไรให้ใจ
อาหารกายรับประทานกันด้วยราคาแพง อาหารใจไม่ต้องลงทุนซื้อหา แต่เราก็ไม่ค่อยมีโอกาส
ได้รับอาหารใจ

สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ใจนั้นลงทุนน้อย แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กายนั้น ลงทุนมาก เรามักจะลงทุน
เป็นการใหญ่เพื่อร่างกาย ไม่ค่อยจะคิดลงทุนเพื่อใจ แม้เราจะสร้างวัตถุอะไรๆทางศาสนา ความจริง
สิ่งที่เราสร้างนั้นก็เพื่อประโยชน์แก่การสร้างจิตใจ แต่ว่าสร้างแล้วก็ไม่ค่อยจะไปใช้ สร้างศาลา
หลังใหญ่แล้วก็ไม่ไปใช้ สร้างโบสถ์แล้วก็ไม่ไปใช้ สร้างวัดก็ไม่ค่อยจะไปใช้ สนามม้าไม่ต้องสร้าง
ก็ชอบไปใช้ โรงหนังไม่ต้องสร้างก็ไปใช้ อะไรอื่นที่มันเหลวไหลคนชอบไปใช้กันมาก แต่สิ่งที่เป็น
ประโยชน์แก่ทางจิตทางวิญญาณนั้นคนใช้น้อย เพราะคนใช้สิ่งที่เป็นประโยชน์ แก่จิตแก่วิญญาณ
น้อยนี่แหละ จึงได้เกิดปัญหา มีความวุ่นวายกันเต็มบ้านเต็มเมือง สร้างความทุกข์ ความเดือดร้อน
ให้เกิดขึ้นบ่อยๆ

โดยเฉพาะในเมืองไทยเราในสมัยนี้ จะพบว่าความวุ่นวายเกิดมากขึ้น นอนก็ไม่ค่อยจะเป็นสุข
นั่งรถโดยสารไปไหนก็ไม่ค่อยจะเป็นสุข กลัวคนมันจะตีกันในรถ กลัวเขาจะเอาก้อนหินขว้างมาถูก
โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว สิ่งเหล่านี้เกิดจากอะไร เกิดจากความบกพร่องทางจิตใจ

คนเราในสมัยนี้เป็นโรคจิตทรามกันมาก เพราะไม่ค่อยจะได้กินยา อาการโรคจึงกำเริบสืบสาน
มีอาการเรียกว่า แทรกซ้อนมากมาย เป็นเหตุให้ทำอะไรแปลกๆ มากขึ้นทุกวันทุกเวลา ความเจริญ
ก้าวหน้าในทางด้านวัตถุ ที่มีมากขึ้นทุกวันเวลานั้น คล้ายๆ กับเป็นของแสลงแก่ใจคน ทำให้คน
ติดใจหลงมัวเมา เป็นการเพิ่มโรคทางจิตทางวิญญาณมากขึ้นทุกวันเวลา อนาคตของชีวิต
มนุษย์เรานี้ กำลังเดินไปตามเส้นทางที่ลาดชัน แล้วจะจะตกลงไปในเหวลึกซึ่งมองไม่เห็นก้น
แล้วไม่สามารถจะขึ้นจากเหวนั้นได้ เราก็จะได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนตลอดไป

แต่ว่าไม่มีใครรู้ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น เพราะว่าคนเราไม่คิดหาเหตุผลในเรื่องอันตนกระทำ ทำอะไร
ก็ทำตามอารมณ์ ทำไปตามอำนาจความอยากความปราถนาไม่ได้คิดว่า เมื่อเราทำอย่างนี้
อะไรจะเกิดขึ้นแก่เรา อะไรจะเกิดขึ้นแก่ส่วนรวม อนาคตมันจะมีอะไร เราไม่ได้พิจารณา เมื่อไม่ได้
พิจารณาในเรื่องอย่างนี้ ก็ทำไปด้วยความหลงใหลเข้าใจผิดโดยไม่รู้สึกตัว คล้ายๆ กับคนนั่ง
ทำกรงของตัวเอง ชั้นแรกก็ทำเพียงกันของกรงนั้น สานขึ้นไปๆ แล้วโดยที่สุดตัวออกไม่ได้
เพราะติดอยู่ในกรงขังตัวเอง อันนี้เป็นฉันใด

ในชีวิตของคนเราส่วนมากเป็นเช่นนั้น สร้างสิ่งที่เป็นเครื่องกั้นขวางจิตใจของตน ไม่ให้เจริญ
งอกงามในด้านธรรม ไม่ให้ก้าวไปเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง ไม่ให้ก้าวไปเพื่อความหลุดพ้น
จากความทุกข์ ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน เพราะไปสร้างอะไรๆ กักขังตัวเองไว้ตลอดเวลา
สิ่ง่ที่เราสร้างขึ้นมานั้นมันประกอบด้วยอะไร ประกอบด้วยรูปเสียง กลิ่นรส สัมผัสอันเป็นสิ่ง
ที่น่าปรารถนาพึงอกพึงใจ แล้วประกอบขึ้นด้วยความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ในสิ่งนั้นๆ
จนไม่รู้ว่าเรามีกันเพื่ออะไร เราเป็นกันเพื่ออะไร เราได้สิ่งนั้นมาแล้วเราจะเป็นอะไร หรืออะไร
มันจะเกิดแก่เราต่อไป เราไม่ได้คิดให้ละเอียดในเรื่องอย่างนั้น จิตใจจึงไหลไปตามอำนาจ
ของสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างเห็นง่ายๆ เช่นว่า นักเรียนยกพวกไปตีกับใครๆ เราไม่ได้คิดว่าพวกเราไปทำถูกหรือทำผิด
ไม่ได้คิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีอะไรเป็นมูลฐาน เราหรือเขาเป็นผู้สร้างเรื่องนั้นขึ้นมา แต่ว่าเพราะ
ความรักพวกอย่างงมงาย รักโรงเรียนอย่างงมงาย พอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ยกพวกเฮโลกันไปเลย
แล้วก็ไปทุบไปตีกันหัวร้างข้างแตก ถูกจับไปโรงพักบ้าง เอาไปนอนอยู่โรงพยาบาลบ้าง เวลาไปถูก
กักขังหรือไปเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น นึกได้ ว่าสิ่งที่ทำไปนี้มันไม่ดี แต่เมื่อนึกได้นั้นตัวนอนเจ็บ
อยูเสียแล้ว หรือไปอยู่ในกรงขังเสียแล้ว การนึกได้อย่างนั้น ไม่ช่วยให้เกิดอะไรขึ้นแก่คนนั้น
เพราะว่าไปคิดได้ในภายหลัง คนโบราณเขาจึงสอนว่ากันไว้ดีกว่าแก้ จึงะนึกเสียก่อนที่จะไป

เช่นมีใครคนหนึ่งมาบอกว่าพวกเราถูกตี ก็ควรจะสอบถามกันให้ละเอียดว่า ถูกตีเพราะอะไร
เราไปตีเขาก่อนหรือว่าเขามาตีเราก่อน ถ้าศึกษาละเอียดอย่างนั้นก็จะเกิดความสงบเย็นขึ้นในใจ
แล้วไม่ทำอะไร ด้วยอารมณ์หุนหันพลันแล่น คนเราส่วนมากมันขาดตรงนี้ คือขาดการใคร่ควร
พิจราณาเหตุผลในเรื่องอะไรๆ
พระท่านจึงสอนไว้ว่า "นิสมฺม กรณํ เสยฺโย ใคร่ครวญก่อน แล้วจึงทำดีกว่า" การกระทำอะไร
ด้วยความผลุนผลัน ก็ชนกันแหลกไปเลย เดินผลุนผลันก็ล้มลงไปก็ได้ กินอะไรผลุนผลัน
ก้างติดคอก็ได้ เรื่องผลุนผลันไม่ดีทั้งนั้น แต่การทำอะไรด้วยการพินิจพิจารณาดี

เพราะฉะนั้น ท่านจึงสอนให้ฝึกการควบคุมตัวเอง จะเดินก็ให้รู้ จะนั่งก็ให้รู้ จะนอนก็ให้รู้
จะลุกขึ้นก็ให้รู้ จะเหยียดแขน เหยียดมือ หันหน้าไปขวา ไปซ้าย ก้าวไป ถอยกลับ ท่านบอก
ให้คอยกำหนดทั้งนั้น การกำหนดเช่นนั้น เป็นการกระทำที่ไม่ผิดพลาด เพราะทำอะไรด้วยการ
ควบคุมอยู่ตลอดเวลา อะไรๆ ที่มีการควบคุมนั้น มักจะไม่เสีย แต่ถ้าขาดการควบคุมเมื่อใดแล้ว
ก็เกิดเรื่องเมื่อนั้น

ทีนี้คนเราทำไมจึงไม่ค่อยจะได้ควบคุมตัวเอง? การควบคุมตัวเองนั้นมันหนักเหนื่อยในชั้นต้น
ความจริงสบายปลายมือ แต่ว่าคนเราขาดความอดทน จึงไม่สามารถจะควบคุมตัวเองไว้ได้
เรามีแต่เรื่องการตามใจตัวเอง การปล่อยไปตามอารมณ์ ปล่อยไปตามอำนาจของสิ่งแวดล้อม
แต่ไม่เคยกำหราบปราบปรามตัวเอง จึงยากแก่การที่จะควบคุมตัวเอง แต่ถ้าหากว่าเราคุมบ่อยๆ
ประพฤตินิสัยสิ่งใดที่ทำจนเป็นปกติ มันก็เป็นศีลสำหรับบุคคลนั้น

มีต่อ......


นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1219
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: ตามรอยพุทธบาท – หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 05, 2016, 02:25:00 PM »
ต่อ......

เพราะศีลนั้นเขาแปลว่าปกติก็ได้ เช่นว่าเราตื่นเช้าเป็นปกติ ก็เรียกว่ามีศีลของคนตื่นเช้า
เราทำอะไรๆ เป็นปกติ ก็เรียกว่ามีศีลในรูปนั้น เราสบาย ถ้าจะกลับไปทำอะไรที่ไม่เหมือน
เช่นนั้นเสียอีกก็ลำบาก เช่นเราจะไปเกียจคร้านก็รู้สึกลำบาก สำหรับที่เราขยันจนเคยแล้ว
เราบังคับตัวเองเสียจนชินแล้ว ถ้าเราจะไปทำอะไรตามแบบใจตัวเองมันก็ยาก ไม่สามารถ
จะกระทำได้ สภาพจิตใจอยู่ในสภาพสูงส่ง ไม่มีอะไรที่จะกระทำให้แปดเปื้อน เหมือนดอกบัว
ที่โผล่พ้นน้ำ น้ำไม่เปื้อน โคลนก็ไม่เปื้อน ดอกบัวสะอาดอยู่ตลอดเวลาฉันใด ใจที่สูงส่ง
ก็ย่อมจะสะอาดอยู่ฉันนั้น

ความสุขความทุกข์ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น ขอให้เราเชื่อมั่นไว้อย่างหนึ่งว่า
ขึ้นอยู่กับการคิดของเราเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอะไรๆ ภายนอก คนที่มีความเชื่อว่า
ความสุข ความทุกข์เนื่องจากสิ่งภายนอกนั้น เป็นความเชื่อที่ไม่ตรงกับหลักคำสอน
ในทางพระพุทธศาสนา เมื่อมีความเชื่อในรูปอย่างนั้น เราก็มักจะทำอะไรในรูปที่งมงาย
ไม่ใช่เป็นการแก้ไขที่ถูกต้อง แต่เป็นการกระทำในรูปที่หลงใหลเข้าใจผิดตลอดไป
ผู้กระทำก็ทำผิด ผู้ให้กระทำก็ผิดเหมือนกัน เรียกว่า สมรู้ร่วมคิดกัน สร้างความงมงาย
ให้เกิดขึ้นในสังคม สมรู้ร่วมคิดกันทำควมผิดพลาดให้เกิดขึ้น จนคนไม่มองภายใน
แต่ไปมองจากสิ่งภายนอกตลอดเวลา การแก้ไขปัญหาก็ไม่ถูกเป้าหมาย แล้วจะพ้น
จากความทุกข์ความเดือดร้อนได้อย่างไร

พระพุทธศาสนาของเรานั้นบอกให้เราเข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้ง ว่าอะไรทั้งหลายที่เกิดขึ้น
จะเป็นความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี ความเสื่อม ความเจริญอะไรก็ตาม เป็นผลเนื่องมาจาก
ความคิดของเราทั้งนั้น ถ้าเราสืบสาวเค้าเรื่องให้ดี จะพบสาเหตุของเรื่องนั้นๆ และ
สามารถที่จะขจัดเรื่องนั้นได้ แต่ถ้าเราไม่เชื่อมั่นในหลักที่กล่าว กลับไปเชื่อสิ่งภายนอก
เราก็ไปเที่ยววิ่งแก้ตามที่นั้นๆ ด้วยการกระทำพิธีบนบานศาลกล่าว ซึ่งเป็นการที่น่าละอาย
ไม่สมกับที่เป็นพุทธบริษัท ซึ่งเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยคุณงามความดี เพราะฉะนั้น
ญาติโยมทั้งหลายเชื่อกันใหม่ให้ถูกทาง ให้เชื่อว่า อะไรทุกอย่างออกมาจากภายในของเรา
มีใจเป็นฐาน เป็นต้นของเรื่องนั้นๆ ด้วยประการทั้งปวง

เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้วก็เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องควบคุมจิตใจของเรา
การควบคุมจิตใจหรือว่าการฝึกฝนจิตใจนี้ พูดด้วยภาษารวมเรียกว่า การเจริญภาวนา
การเจริญภาวนาก็ คือ การทำจิตให้เป็นสมาธิ ให้ตั้งมั่น ให้บริสุทธิ์ ให้อ่อนโยน
เพื่อให้เหมาะแก่งาน จุดหมายของการฝึกฝนนั้น เพื่อคตั้งมั่น เพื่อสงบ แล้วก็เพื่อให้
อ่อนเหมาะที่โยนที่จะใช้งาน ปกติจิตใจเราไม่ตั้งมั่น มันคิดได้ร้อยแปด เราจะให้คิดตรงนี้
มันไปตรงอื่นเสียแล้ว

ไม่ต้องอื่นใดดอก ๕ นาทีของการเจริญภาวนา หลังจากการปาฐกถาธรรมแล้ว
ญาติโยมลองสังเกตุดูตัวเองเถอะ ๕ นาทีมันวิ่งไปไหนบ้าง คิดอะไรบ้าง ประเดี่ยวคิด
เรื่องนั้น ประเดี่ยวคิดเรื่องโน้น ไม่ได้อยู่กับลมหายใจเสียเลย ค้ลายๆ กับจับปูใส่กระด้ง
เอาตัวนี้วางตัวนั้นไป ตัวนั้นใส่ตัวโน้นไป ก็ใส่อยู่วันยังค่ำ ใจเราก็เป็นอย่างนั้น
มันออกไปจากขอบเขตมันตลอดเวลา ออกจากตัวไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ ไม่หยุดไม่ยั้ง
อันนี้เรียกว่าฟุ้งซ่าน ไม่กำลัง ไม่มีอำนาจ ไม่มีปัญญที่จะคิดค้นอะไรได้ เพราะมัน
ยังกวัดแกว่ง ไม่มีระเบียบเสียเลย อ่านหนังสือก็ไม่รู้เรื่อง

นักศึกษาบางคนมาบอกว่า อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง ที่อ่านไม่รู้เรื่องนั้นเพราะอะไร
ก็เพราะว่าใจไม่อยู่กับหนังสือ ตาดูอยูแหละ ดูกระดาษ ดูตัวหนังสือแต่ว่าใจไปทางไหน
ก็ไม่รู้ อย่างนี้เราจะต้องศึกษาตัวเราเองบ้าง คือศึกษาว่าทำไมใจเรามันฟุ้งซ่าน ทำไม
ไม่สงบ ทำไมไม่เข้าใจ ไม่รู้ในเรื่องที่เราจะต้องศึกษา ก็ต้องมองดูตัวเอง ค้นหาความ
บกพร่องของตัว ศึกษาสมุฏฐานของสิ่งที่เกิดขึ้นในตัว ให้จำพระพุทธภาษิตไว้ว่า
"สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ ไม่มีเหตุผลจะปรากฎขึ้นไม่ได้" แล้วเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิต
ของเรานั้นไม่ได้มาจากอื่น แต่มาจากความคิดของเรา มาในระยะต้นๆ มากมายก่ายกอง
ตั้งแต่เมื่อวาน วานซืน อาทิตย์ก่อน เดือนก่อน ปีก่อน เราไปสร้างอะไรไว้ก็ไม่รู้ ไปเก็บ
อะไรมาใส่ไว้ในใจก็ไม่รู้ จึงเกิดความฟุ้งซ่านไม่อยู่กับร่องกับรอย จิตใจไม่มีความสงบ

ต้องศึกษาให้รู้จักตัวเองแจ่มแจ้ง แก้ไขสิ่งที่เรียกว่าความบกพร่อง คนที่อยู่ในวัยหนุ่ม
วัยฉกรรจ์ ไม่ค่อยสนในในเรื่องอย่างนี้ คือเรื่องสร้างจิตใจให้เข้มแข็ง ให้หนักแน่นมั่นคง
ไม่ค่อยสนใจ ชอบปล่อยไปตามเรื่องอะไรต่างๆ เป็นความหลงใหลอย่างหนึ่ง หลงใหล
ในเรื่องเสรีภาพนั่นเอง ยิ่งในสมัยนี้ด้วยแล้วหลงกันใหญ่เลย หลงในเรื่องเสรีภาพจะทำ
อะไรตามใจตัวทุกอย่าง ใครมาบอกมาห้ามเป็นไม่รู้เรื่องไม่ฟังเสียง ฉันจะทำของฉัน
อย่างนี้ คนอื่นไม่เกี่ยว นั้นแหละมูลฐานที่จะให้เกิดความหัวเสีย มูลฐานที่จะให้เกิด
โรคประสาท เพราะเราปล่อยใจของเรามากเกินไป

การปล่อยใจเป็นเสรีมากเกินไปนั้น คือการฆ่าตัวเอง การทำลายตัวเองโดยไม่รู้สึกตัว
คนหนุ่มๆ ทำลายตัวเอง ด้วยการทำอย่างนี้มีไม่ใช่น้อย ไม่อยมฟังเสียงใครไปตามเรื่อง
คล้ายโคถึก พอหลุดจากคอก ก็กระโดดขวิดหน้าขวิดหลัง ไปเรื่อยไปทีเดียว มันก็เจอดี
เข้าบ้าง ผลที่สุดก็เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้น เราอย่าปล่อยตัวปล่อยใจมากเกินไป
การปล่อยตัวปล่อยใจนั้นคือการทำลายอนาคต แต่การอยู่อย่างไท
คือการสร้างอนาคตของเราเอง

เพราะฉะนั้นคนหนุ่มต้องระวังไว้ อย่าตามใจสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เราชอบพูด
คำว่า เป็นตัวเอง แต่ว่าไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ความเป็นตัวเองนั้นก็คือ ความเป็นผู้
มีใจเป็นอิสระเสรี พ้นจากอำนาจฝ่ายต่ำที่เกิดขึ้นในใจ อำนาจฝ่ายต่ำอันใดเกิดขึ้น
เรารู้เท่ารู้ทัน แล้วเราพยายามสะกัดออกไปจากใจของเรา นั่นแหละเรียกว่าเราทำถูก
เราเป็นตัวเอง แต่ถ้าเป็นตัวเองด้วยการดื่ม การเที่ยว การเล่นสนุกสนาน อย่างนั้นมันไม่ได้
เป็นตัวเอง แบบพระพุทธเจ้า แต่เป็นตัวเองแบบมารร้าย ซึ่งมันเอาแอกมาสวมคอเรา
แล้วมันขับไสเราไปตามความปรารถนา ไปสู่ความล่มจม สู่ความเป็นนรก สู่ความ
เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือว่าเป็นอะไรๆ ก็ได้ ตามสภาพที่สิ่งแวดล้อมมันจะดึงไป
ผลที่สุดเราก็เสียผู้เสียคน

เด็กๆ ที่อยู่ในโอวาทของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ฟังเสียงของพระ เดินตามพระไม่เสียคน
เขาจะเป็นคนดีมีหลักฐาน จะได้เป็นประโยชน์แก่ชาติแก่บ้านเมืองต่อไป ในสมัยนี้เรา
ระวังตัวไว้หน่อย โดยเฉพาะหนูน้อยๆ ที่อยู่ในวัยของการศึกษาเล่าเรียน เราอาจจะ
เสียลูกไม้ของใครก็ได้ ที่เขามาล่อให้เราทำอย่างนั้นอย่างนี้ โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์
แก่ชาติบ้านเมือง เพื่อความก้าวหน้าแก่ชีวิต เพื่อความเสมอภาคแห่งสังคม เพื่อความนั่น
ความนี่ หรูหราทั้งนั้นแหละ ที่เป็นดอกไม้ที่เขาเอามายั่วเรา ล้วนเป็นดอกไม้ชั้นดีทั้งนั้น
เราเห็นแล้วก็เพลินไป ไหลไปตามสิ่งนั้น ยื่นจมูกให้เขาสนตะพาย แล้วเขาก็จูงไป
ตามความปรารถนา หลับตาเดิน ไม่ลืมหูลืมตาแล้ว เพราะว่าคนนั้นเป็นผู้รักเราหวังดี
ต่อเรา เขาจะจูงเราไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้า แต่หารู้ไม่ว่ากำลังจะลงนรก เพราะการชักจูงของเขา

เรื่องนี้สำคัญไม่ใช่น้อย เพราะคนสมัยนี้อุบายมันมาก เล่ห์เหลี่ยมมันมาก จะทำอะไร
ก็ต้องให้หลายเหลี่ยม หลายแง่ หลายมุม เรียกว่าคดไปคดมาเหมือกับงูเลื้อย ถ้าเราไม่รู้
เท่ารู้ทันแล้ว เสียคนได้ง่าย จึงต้องระมัดระวัง คนที่รักเราจริงๆ มีอยู่ไม่กี่คนดอก คนที่รัก
จริงๆ ก็คือคุณพ่อคุณแม่ ยอดรักดังดวงใจของท่าน ท่านรักเราจริง ปรารถนาดีต่อเราจริง
เราควรจะฟังท่านหน่อย เพราะท่านมีความรัก ความปรารถนาดีต่อเราร้อยเปอร์เซนต์
ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ปรารถนาร้ายต่อบุตรของตน ต่อลูกหญิงลูกชายของท่าน ถ้าจะมีบ้าง
ก็เรียกว่ามีจิตผิดปกติ นานๆ จะมีสักที

ถ้าเป็นคนที่มีจิตเป็นปกติแล้วไม่มีใครเลยที่จะประทุษร้ายลูกหญิงลูกชายของตน
มีแต่ความตั้งใจ จะให้ดีให้งามทั้งนั้น ถ้าท่านห้ามท่านเตือนเราด้วยเรื่องอะไร ฟังไว้ก่อน
เอาไปคิดไปตรองให้รอบคอบ แล้วก็กระทำตามต่อไป ครูบาอาจารย์นี่ก็เหมือนกัน
ย่อมมีความปรารถนาดีต่อศิษย์ เพราะคุณธรรมของครูมีอยู่ว่า ไม่ชักนำศิษย์ไปในทาง
ที่ต่ำทราม ถ้าจะชักนำก็เรียกว่าไม่มีสปิริตของครู จึงทำอย่างนั้น เราจึงฟังไว้ก่อน
พระสงฆ์องค์เจ้าที่ทรงคุณธรรม ก็ปรารถนาจะให้เรามีคุณธรรม ท่านพูดจาแนะนำ
เรารับฟังไว้ก่อน สถาบันทางดีทางสูงของชาติมีหลายอย่าง เรารับไว้มาเป็นหลักใจ
มาช่วยประคับประคองใจ ให้ก้าวหน้าในทางที่ถูกที่ชอบ เราก็จะเป็นตัวเองมากขึ้น

เวลานี้อันตรายมีอยู่รอบข้าง จึงอยากจะขอเตือนให้ระวังไว้ โดยเฉพาะหนูน้อยๆ
ทั้งหญิงทั้งชาย ระวังให้ดี อย่าหลงลมใครง่ายๆ ต้องปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ ปรึกษา
ครูบาอาจารย์ มาวัดปรึกษากับหลวงพ่อก็ได้ มีโอกาสพบกันก็ได้ ปรึกษากัน แนะนำ
กันไปเทศน์ตามโรงเรียนต่างๆ หลายแห่ง เปิดโอกาสให้เด็กถามปัญหา เขาถามถึง
สิ่งที่เป็นปัญหาทั้งนั้น เป็นเรื่องน่าสนใจ ปล่อยให้เขาได้เปิดอกคุยกันเสียบ้าง
ก็ตอบให้เขาฟัง

บางคนตอบในที่ประชุมจบไปแล้วเลิกประชุมยังมาอีก บอกว่าหนูยังมีปัญหาพิเศษ
จะถามอะไรต่อไป เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัว ในการงาน การศึกษา เขาปลงไม่ตก
ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เราก็อธิบายให้เขาเข้าใจว่าควรคิดอย่างไรทำอย่างไร ก็เข้าใจเรื่อง
ก็ได้เอาไปใช้ต่อไป อันนี่เป็นประโยชน์ ถ้าเด็กได้มีโอกาสปรึกษาผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรม
มีความรักความหวังดีแล้ว เด็กของเราก็จะไม่เสีย

เพราะฉะนั้นหนูที่เป็นเด็กที่มาฟังปาฐกถานี้ ก็ควรจะเข้าหาผู้ใหญ่ไว้ ปรึกษาหารือไต่ถาม
ในเรื่องที่ควรจะเอามาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เพื่อยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้นๆ
ร่างกายเจริญเติบโตขึ้นมากเท่าใด ก็ควรจะให้จิตใจเราเจริญเติบโตขึ้นไปด้วย ถ้าร่างกาย
เจริญเติบโต แต่จิตใจไม่เจริญเติบโตด้วยคุณธรรม ก็เรียกว่าไม่สมดุลย์กัน เติบโตข้างหนึ่ง
ข้างหนึ่งไม่โตมันก็ไม่ได้ ต้องให้สมดุลย์กันไป

การที่จะทำให้สมดุลย์นั้น ก็ต้องประคับประคองใจ ต้องฝึกฝนกำลังใจไว้บ้าง เรียกว่า
เจริญภาวนา หรือว่าการทำสมาธินี่แหละ เป็นเรื่องที่เราจะต้องฝึกฝน ถ้าเราไม่มีโอกาส
ที่จะไปนั่งฝึกอย่างจริงจัง ให้ฝึกอย่างง่ายๆ การฝึกอย่างง่ายๆ นั้นก็คือ คอยสำรวจตัวเอง
ไว้ คอยดูความคิดของเรา ความคิดอันใดเกิดขึ้นในใจ อย่าทำทันที่ตามความคิดนั้น
แต่ควรจะเอามาวิจัยดูเสียก่อน ว่าความคิดที่เกิดขึ้นในใจของเรานี้เป็นบุญหรือเป็นบาป
ดีหรือชั่ว สุขหรือทุกข์ ทำลายหรือว่าสร้างสรรค์ ต้องเอามาพิจารณา การพิจารณา
ในรูปอย่างนี้ จะทำไม่ได้ ถ้าเราไม่มีความรู้เป็นพื้นฐานในเรื่องคุณธรรม เราจึงต้อง
เข้าใกล้ผู้รู้ไว้บ่อยๆ

หลักที่จะให้เกิดความเจริญในชีวิตจิตใจนั้น เราต้องเข้าไกล้ผู้รู้ ต้องฟังคำสอนด้วยความ
ตั้งใจ ต้องเอาไปคิดให้เข้าใจ แล้วลงมือปฏิบัติตามสิ่งที่เราได้เข้าใจมานั้น อันนี้แหละ
จะช่วยให้ชีวิตพัฒนาไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ถ้าหากว่าเราไม่เข้าไกล้ท่านผู้รู้ ชอบนั่งใกล้
คนโง่ๆ พูดภาษาตลาดเขาเรียกว่า ชอบนั่งไกล้พวกอันธพาล ฟังแต่เสียงผีตลอดเวลา
แล้วเรารับผีนั้นมาไว้ในใจ ผีมัก็เสือกไสเราไปสู่ความต่ำทุกวันทุกเวลา ชีวิตจะก้าวหน้าไป
ไม่ได้ การปฏิบัติเบื้องต้นจึงต้องคบคนดี ฟังคำสอนเอาไปคิดให้เข้สใจ แล้วลงมือปฏิบัติ
ก็จะช่วยให้ขีวิตก้าวหน้าไปในทางที่ถูกที่ชอบสมความตั้งใจ

เมื่อเรามีความรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรเสื่อม อะไรเจริญแล้ว เวลาความคิดอันใดเกิดขึ้น
ในใจ เราก็เอาหลักความรู้นั้นมาเป็นเครื่องกลั่นกรองพิจารณาว่ามันคืออะไร เช่นสมมติว่า
เราอยาจะไปเที่ยวกลางคืน เราก็ควรจะนึกว่า นี่ความอยากเกิดขึ้นแล้ว อยากจะไปเที่ยว
กลางค่ำกลางคืน การไปเที่ยวกลางคืนพระท่านห้ามหรือว่าอนุญาต ถ้าเราเคยศึกษา
ก็ทราบว่า พระไม่อนุญาตให้ไปเที่ยวกลางคืน

เพราะการเที่ยวกลางคืนนั้นได้ชื่อว่าไม่รักษาตัว ได้ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ ได้ชื่อว่า
ไม่รักษาครอบครัว มักจะถูกทำร้าย มักจะถูกใส่ความ อาจจะได้รับความทุกข์ความ
เดือดร้อนเพราะอะไรก็ได้ เราอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ พวกไปเที่ยวกลางคืน
ถูกลูกหลง ได้รับส่วนแบ่ง ซึ่งความจริงไม่ควรไปรับกับเขา แต่ว่าอุตสาห์ไปรับมาจนได้
นี่มันเรื่องความหลงผิด พระท่านห้าม ถ้าความคิดอย่างนี้เกิดขึ้นในใจเรา เราก็บอกว่าไม่ได้
ไปไม่ได้พระท่านไม่ยอมอนุญาตให้ไป เราเชื่อพระเราก็ไม่ไป อย่างนี้ก็เรียกว่า เราใช้
ปัญญาเป็นเครื่องสกัดกั้น ไม่ให้เราไหลไปในทางต่ำได้ประการหนึ่ง

สมมติว่าเราจะไปในเรื่องอื่นอีก เช่นว่ามีเพื่อนโทรศัพท์มาบอกว่า เราไปเที่ยวกันเถอะ
พรุ่งนี้ อย่าไปเรียนหนังสือเลย ไปทัศนาจรมีเพื่อนเขาไปกันหลายคน เราควรจะไปกับเขา
ด้วย เราก็ควรคิดว่าควรไปหรือไม่ควรไป พรุ่งนี้เป็นวันของการเรียนหนังสือ ถ้าเราไปเที่ยว
เราก็ละเลยหน้าที่ เราเป็นเด็กอยู่ในวัยของการศึกษา หน้าที่ก็คือการเรียนการจะไปเที่ยว
ก็ไปได้ แต่ว่าต้องไปเวลาหยุด ไม่ใช่ไปเวลาเรียน เพื่อนคนนั้นที่มาชวนเราไปนั้นเขาเรียน
อย่างไร มีความรู้ดีไหม ก้าวหน้าในการศึกษาดีไหม เราก็พอรู้ว่าเป็นอย่างไร

ถ้าสมมติว่า คนนั้นเรียนไม่เก่ง ความรู้อ่อนสอบได้คะแนนไม่ค่อยดี ถ้าเราขืนไปเที่ยว
กับคนนั้น ความอ่อนมันก็จะมาถึงเรา ความเหลวไหลมันก็จะลามมาถึงเรา เราก็จะไม่ไป
บอกเพื่อนว่าติดธุระ พรุ่งนี้โรงเรียนเปิดอยู่ไปไม่ได้ คุณแม่ไม่ให้ไป ว่าอย่างนั้นก็ได้
แล้วเราก็ไม่ไป อย่างนี้เรียกว่าคิดก่อนแล้วจึงไป เราพิจารณารอบคอบแล้ว จึงจะกระทำ
สิ่งนั้นลงไป อันนี้ทำให้เกิดความเสียหาย

อีกอันหนึ่งสมมติว่าเพื่อนมาท้าเราต่อยเราตีกัน เราควรจะไปต่อยไปตีกับเขาหรือไม่
ถ้าคิดอย่างคนธรรมดาๆ ก็นึกว่าไอ้นี้มันหยามหน้ากัน มันมาชวนท้าชวนต่อยถึงบ้าน
ถ้าเราไม่ต่อยมันเสียศักดิ์ศรี เรามันก็ลูกผู้ชายเหมือนกัน จะยอมให้เพื่อนหยามได้อย่างไร
แล้วเราก็กระโดดจากเรือนไปต่อยกับคนนั้น การกระทำเช่นนี้เรียกว่าอารมณ์ผลุนผลัน
ใจร้อน ใจเร็ว ไม่ได้คิดให้รอบคอบ ว่าที่ถูกที่ควรนั้นเป็นอย่างไร การลงไปต่อยกับการ
ไม่ลงไปต่อยนี้ อันใดถูกอันใดผิด อันใดดีอันใดไม่ดี เราไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะว่า
ได้ยินใครๆ เขาพูดกันอย่างนั้นว่า แหมเขามาท้าอย่างนั้นไม่สู้มันก็หน้าตัวเมีย

เราไปจำคำพูดเหลวไหลมาจากไหนก็ไม่รู้ คำพูดประเภทที่ยุให้เราเสียผู้เสียคน
เราก็ไม่ควรเอาไปคิดอย่างนั้นมาใช้ แต่เราควรจะนึกว่า พระท่านว่าอย่างไร
อย่าไปเอาคนว่าเลย เอาพระว่ากันดีกว่า เพราะคนว่ามันปนกับกิเลสแล้วว่า
แต่พระท่านว่าด้วยความบริสุทธิ์ใจ เอาความถูกเป็นประมาณ

เราก็ควรนึกว่าพระท่านว่าอย่างไร

"จงชนะความชั่วด้วยความดี ชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ
เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับด้วยการไม่ผูกเวรกัน
พระท่านว่าอย่างนั้น" 

ตามรอยพุทธบาท - หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
ปาฐกถาธรรม   วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2517