ผู้เขียน หัวข้อ: หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ - พระวิปัสสนา-ศิษย์หลวงปู่มั่น  (อ่าน 364 ครั้ง)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1219
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ - พระวิปัสสนา-ศิษย์หลวงปู่มั่น

อริยะโลกที่ 6

หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ หรือ พระครูเขมคุณโสภณ
วัดเกาะแก้วธุดงคสถาน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
พระวิปัสสนาจารย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากสาธุชนเป็นอย่างมาก

มีนาม เดิมว่า จันทร์ ร้อยตะคุ เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 17 เม.ย.2465
ที่บ้านปะหลาน ต.ปะหลาน อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม
เป็นบุตรนายอ่อนสี และนางแก้ว ร้อยตะคุ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา

พออายุ 17 ปี บิดามารดาให้บวชเรียนเป็นสามเณร ณ วัดสระทองนพคุณ
อ.พยัคฆ ภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม โดยมี พระครูจันทรศรีธีรคุณ
เจ้าคณะอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย เป็นพระอุปัชฌาย์

ช่วงเป็นสามเณร สอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท และเอก ตามลำดับ

ครั้นพออายุครบ 20 ปี ลาสิกขาเดินทางกลับบ้าน ช่วยงานรับจ้างปลูกพืชผักสวนครัว

ต่อมาเกิดความเบื่อหน่ายในการครองชีวิตฆราวาสหลายครั้งหลายครา
กระทั่งถึงเวลา จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะบวช

เมื่อตัดสินใจบวช บิดามารดานำไปฝากเป็นนาคที่วัดกระดึงทอง
ซึ่งขณะนั้น มีพระอาจารย์แก้ว เป็นผู้ปกครองในสมัยนั้น
การบวชเป็นพระสายธรรมยุตเป็นเรื่องที่ยากลำบากพอสมควร
จะต้องเดินทางไปเป็นแรมคืน เพราะในแถบจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์
ที่เป็นวัดธรรมยุตมีพัทธสีมา สามารถให้การอุปสมบทได้ มีเพียงวัดเดียวเท่านั้น
คือ วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์

เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดบูรพาราม เมื่อปีพ.ศ.2488
มีพระครูรัตนากรวิสุทธิ์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์,
พระครูคุณสารสัมปัน (หลวงปู่โชติ คุณสัมปันโน)
วัดวชิราลงกรณวราราม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
 เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า เขมสิริ

ถึงแม้หลวงปู่จันทร์แรมจะไม่ได้อยู่อุปัฏฐาก พระอุปัชฌาย์ในฐานะที่เป็นสัทธิวิหาริก
แต่ท่านก็ยึดถือปฏิปทาของพระอุปัชฌาย์ เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การที่ท่านเป็นพระที่พูดน้อย แต่เคร่งครัด ในการปฏิบัติ ยึดมั่นในพระธรรมวินัย
เป็นหลักตามแบบฉบับของหลวงปู่ดูลย์

สิ่งเหล่านี้ หลวงปู่จันทร์แรมได้ยึดถือเป็นแบบปฏิบัติ
ดังปรากฏเป็นคติสอนศิษยานุศิษย์ เรื่อยมาจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ครั้นบวชได้ 4 พรรษา วันหนึ่ง หลวงปู่จันทร์แรม
ได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับพระอาจารย์มั่น โดยพระอาจารย์มั่นได้ให้โอวาทว่า
 
"การภาวนาอย่านอน 3 ทุ่ม 4 ทุ่มจึงนอน นอนตื่นเดียวไม่ให้นอนซ้ำ
เมื่อตื่นขึ้นให้ภาวนาต่อ ก่อนภาวนาต้องมีสติ เอาใจใส่ต่องานที่เราทำ
อย่าทำแบบลวกๆ กลางวันอย่านอน ให้เดินจงกรมนั่งสมาธิ
ให้ไปทำหลังวัดที่เป็นป่ากระบาก
นอกจากนั้นให้ไปที่ถ้ำพระบ้านนาใน เป็นถ้ำที่มีเสือเดินผ่าน
ด้วยความกลัวจะทำให้จิตเป็นสมาธิเร็ว อย่าขี้เกียจ"

โอวาทธรรม

ที่หลวงปู่จันทร์แรมได้รับจากพระอาจารย์มั่นในครั้งนั้น
เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ที่หลวงปู่จันทร์แรมมีโอกาสได้รับธรรมะโดยตรง
จากพระอาจารย์มั่น เป็นที่ปลื้มปีติและซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง
จนถึงทุกวันนี้ในเมตตาธรรมของครู บาอาจารย์

ทั้งนี้ หลวงปู่จันทร์แรมเป็นพระนักปฏิบัติที่มีความเชี่ยวชาญ
ในด้านวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นอย่างดียิ่ง มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่เลื่อมใสศรัทธา
ของศิษย์ยานุศิษย์มากมาย ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ
และประชาชนทั่วไป ทั่วทุกภาคของประเทศ และต่างประเทศ

ในช่วงบั้นปลายชีวิต หลวงปู่จันทร์แรม เริ่มอาพาธด้วยโรคหัวใจ
ต้องเข้ารับการรักษาและดูแลจากคณะแพทย์

กระทั่ง เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 พ.ย.2552
หลวงปู่จันทร์แรมกำลังฉันภัตตาหารเพล เกิดหมดสติล้มฟุบลงกับพื้น
คณะศิษย์ที่อยู่บริเวณนั้นต่างช่วยกันรีบนำส่งรักษา ที่โรงพยาบาลเอกชน บุรีรัมย์

ครั้นมาถึงโรงพยาบาลเอกชนบุรีรัมย์ คณะแพทย์ช่วยกันปั๊มหัวใจ
กระทั่งหลวงปู่จันทร์แรมหัวใจทำงานอีกครั้ง แต่หลวงปู่จันทร์แรมยังไม่รู้สึกตัว
จึงได้นำตัวหลวงปู่ส่งไปรักษาต่อที่ห้องไอซียู โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์

กระทั่งวันที่ 8 ธ.ค.2552 หลวงปู่จันทร์แรมมรณภาพอย่างสงบ

สร้างความโศกสลดให้แก่ศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก

ที่มา   วันที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์