ผู้เขียน หัวข้อ: ทางตรง - หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ  (อ่าน 395 ครั้ง)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1219
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
ทางตรง - หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ
« เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2016, 08:12:44 AM »
ทางตรง - หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

ขอนอบน้อมต่อพระรัตนตรัย เคารพคารวะต่อ พระเถรานุเถระ เพื่อนสหธรรมมิกทุกรูป เจริญพรแด่ญาติโยม สาธุชนทุกๆ คน

เราก็ฟังธรรม เราฟังในสิ่งที่เป็นไปได้ ก็พยายามดูใน สิ่งที่เป็นไปได้ ให้มันเป็น ปัจจัตตัง รู้ได้ เห็นได้ ขอให้ท่านทั้ง หลายมีหวังได้เลยว่า สิ่งที่พูดนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ในตัวเรา เรามาเจริญสตินี่ สติ ก็คือความรู้สึก ความระลึกได้ รู้ตัว เราก็ทำกันอยู่ ทุกคนได้สัมผัส สัมผัสกับความรู้สึกตัว

ขณะที่เราสัมผัสกับความรู้สึกตัวนี้ มันเป็นอย่างไร เวลาใดที่เราไม่รู้สึกตัว มันเป็นอย่างไร เช่น เวลาใดที่มันคิด มันลักคิดไป พอมันลักคิดไป เรามีสติ มันเป็นอย่างไร ทุกอย่าง ปรกติไหม เวลามันลักคิดมันปรกติไหม เวลามันรู้สึกตัวมันปกติไหม นี่ เราก็สัมผัสดู สัมผัสดู ทุกคนก็พอที่จะ มีเหลี่ยม มีมุมมองเป็นจุดมอง ให้มันเด่น ให้มันชัดเจนขึ้นมา

วิธีที่จะทำให้สติมันเด่น มันชัดขึ้นมา มันไม่มีวิธีอื่นใด ที่จะให้ชัดเท่ากับวิธีเคลื่อนไหวกาย หรือวิธีสร้างจังหวะนี้

วิธีสร้างจังหวะนี้ เป็นมุมมองที่ชัดเจนที่สุด กว่าทุก ๆ วิธี จะขอพูดว่า ทุกๆวิธีนั้นใครจะว่าอะไรก็ว่ากันไป สำหรับ หลวง พ่อเห็นว่าวิธีสร้างจังหวะนี้ เป็นวิธีที่ทำให้ความรู้สึก ชัดกว่าทุกๆรูปแบบเพราะอะไร เพราะเคยทำมาแบบพุทโธ หายใจ เข้ารู้สึกตัว หายใจออก รู้สึกตัว ก็เคยสัมผัสมา ลมหายใจนี้เป็น ธรรมชาติ เคลื่อนไหวเข้า ออกเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเจตนามัน ก็เป็นอยู่อย่างนั้น บางทีเราไม่รู้ มันก็หายใจอยู่นั่นแหละ มันอาจจะหลงง่ายสำหรับตัวหลวงพ่อนะ คนอื่นอาจจะรู้ง่าย ก็ได้ แต่เราอย่าไปขัดกัน แย้งกันในเรื่องนี้ ขอให้ทุกรูปทุกนาม ใส่ใจเจตนาสร้างสติโดยการเคลื่อนไหว ลองดู ทดลองดู สัมผัสดู ถ้าเรามีสติอยู่กับการเคลื่อนไหวนาน ๆ การมีสติมัน ก็ละความชั่ว มีสติมันก็ทำความดี การมีสติจิตมันก็ค่อย สะอาด ขึ้น ค่อยบริสุทธิ์ ค่อยสงบ เหมือนกับน้ำที่ไม่มีลมพัด น้ำมันก็นิ่ง ได้ ใจที่ไม่ค่อยมีอารมณ์มาพัด เพราะมีสติ สติมันเป็นผู้ปรับ ปรับสมดุล เป็นธรรมชาติให้แก่จิตใจ

สติ คือความรู้สึกตัว มันเป็นธรรมชาติ มันเป็นเกลอ เป็นเพื่อน ทำให้จิตมันปรกติ เมื่อจิตมันปรกติมันไม่ค่อยคิด เพราะสติมันทำให้รู้สึกตัวอยู่เสมอ เมื่อมีสติ จิตมันก็บริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์ของจิต ก็คือความปรกติ เมื่อจิตปรกติ ก็เหมือนกับน้ำที่มันนิ่ง น้ำที่มันนิ่งก็มองเห็นปลา เห็นหลายอย่างอยู่ใต้ น้ำ แม้ปลาตัวเล็กๆ บ้วนน้ำ เราก็รู้ เพราะน้ำมันไม่กระเพื่อม มันมองเห็นอะไรมันชัด แม้เราส่องดูหน้าเราในน้ำเราก็เห็นได้

หลวงปู่ใหญ่ หลวงปู่เทียนท่านพูดว่า เวลามันคิดขึ้นมา เหมือนมีอะไรมาผลัก วูบอีก เอ้า..มันอะไร พอมันคิดอีก วูบอีก โอ..พอมอง เห็นมันคิด นั่นมันคิด เพราะจิตที่มันปรกติ พอมัน คิดขึ้นมาก็เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่หยาบ แต่ก่อนเราไม่รู้ว่า ความคิดนี่เป็นเรื่องหยาบ เราไปถือว่ากายนี่เป็นเรื่องหยาบ มันไม่ใช่เสียแล้ว เมื่อจิตเป็นปรกตินาน 1 วัน 2 วัน 3 วัน พอเรามีสติอยู่ จิตมันก็ปรกติ มันก็บริสุทธิ์ มันก็ไม่มีอะไรมา เปรอะเปื้อน จิตที่มันได้สัมผัสกับความรู้สึกตัวด้วยความ บริสุทธิ์นี้ แต่ก่อนมันเปรอะเปื้อน มันคิด มันครุ่นคิดมา มันไม่รู้ มันอยู่กับความคิดมาตั้ง 20-30 ปี พอมันมีสติดี จิตมันก็สัมผัส กับความรู้สึกตัว สัมผัสกับความบริสุทธิ์สัมผัสกับความปรกติ คล้ายกับว่า ผ้าที่มันสะอาดแล้ว หรือถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับ ว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ก่อนนั้นเราเป็นเด็ก ไม่รู้ผิดถูก ไม่รู้ว่าความสกปรก ความสะอาดมันเห็นขี้โคลนมันก็เข้าไป เล่นได้ ไม่ขยะแขยงแต่พอมันเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมามันก็มองอะไร รู้ จิตที่เป็นผู้ใหญ่ คือจิตที่ปรกติ จิตที่บริสุทธิ์ ได้สัมผัสกับ ความรู้สึกตัว พอเห็นความคิดมันก็เป็นเรื่องใหญ่มันเป็นเรื่อง สกปรก หลวงปู่เทียนว่า มันวูบน่ะมันคิดพอเห็นความคิดมัน ชัด มันก็ทักท้วง มันก็เห็นเหมือนกับเราเห็นปลาที่มันบ้วนน้ำ น้ำมันกระเพื่อม เราก็รู้ นิดๆ หน่อยๆ ก็รู้ เพราะน้ำมันนิ่ง

จิตของเราเมื่อมันปรกติ สัมผัสกับความปรกติ 3 วัน 4 วัน 5 วันมานี้ บางคนอาจจะสัมผัสได้บ้าง เห็นความคิด มันคิด ทีหนึ่ง ก็เห็นมันทีหนึ่ง มันคิดสองที ก็เห็นมันสองที เห็นความ คิด มันคิด ก็รู้มันไม่คิด ก็รู้ เมื่อเราดูมา ได้จิตเป็นผู้ดู ดูอะไรก็ได้ เป็นหนึ่ง เป็นเอกแล้ว ดู นี่นะ มันตรงเข้าไปคล้าย ๆ กับเห็นจุด อ่อนของคน จับจุดอ่อนได้ มีที่ดูอยู่แล้ว พอมันคิดขึ้นมา ดู ถ้าดูอย่างเดียวนี้ ก็จบไปร้อยเรื่องพันอย่าง ถ้าเห็นอย่างเดียว ก็จบไปร้อยเรื่องพันอย่าง ภาวะที่ดู ภาวะที่เห็นนี้ จะว่าหลุดพ้น ก็ได้ จะว่าปล่อยวางก็ได้ จะว่าศีล จะว่าสมาธิ ปัญญา จะว่า ญาณ จะว่าฌานก็ได้ จะว่ามรรคก็ได้ เพราะมันเป็นจุดที่ถูก ต้อง ภาวะที่ดีนี้ เป็นจุดที่ถูกต้องที่สุด แก้ได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับ กายเกี่ยวกับใจ เกี่ยวกับโลกทั้งหมดที่มีอยู่ในกายในใจ จะเป็น รูป เป็นรส เป็นกลิ่น เป็นเสียง เป็นตา เป็นหู เป็นจมูก เป็นลิ้น เป็นกาย เป็นใจ อย่างอื่นมันสำรวมลงหมด พอดูอย่างเดียวนี่ มันเกิดการสำรวมลงหมด อินทรีย์ทั้งหมดมันสำรวมลง สำรวมลงหมด ตาหูจมูกลิ้นกายใจ มันก็สำรวมลงหมด ไม่ต้อง ไปนั่งหลับตา ไม่ต้องหนีผู้หนีคนแล้ว อินทรีย์มันแก่กล้า มันก็รวมลง พอมันรวมลง มันก็คล้ายกับว่า มันเป็นใหญ่ พอมัน เป็นใหญ่ มันก็มีอำนาจ พอมีอำนาจ มันก็เด่น มันก็มอง ใช้อะไร ก็ได้

ทางตรง - หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2016, 08:14:44 AM โดย นายเสรี ลพยิ้ม »