ผู้เขียน หัวข้อ: จัดระเบียบสังคม ตามคตินิยมแห่งสังฆะ - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)  (อ่าน 94 ครั้ง)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1119
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
จัดระเบียบสังคม ตามคตินิยมแห่งสังฆะ - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)

เจริญพร ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
พร้อมทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ ของกระทรวงศึกษาธิการ

วันนี้ อาตมภาพ ในนามของคณะสงฆ์วัดญาณเวศกวัน
ขออนุโมทนาที่ท่านรัฐมนตรี พร้อมทั้งข้าราชการผู้ใหญ่
ของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งกรมการศาสนา
ได้มาทำบุญถวายสังฆทานที่วัดนี้

สังฆทาน เตือนใจให้นึกถึง คติที่ถือส่วนรวมเป็นใหญ่
การถวายสังฆทานนั้น เป็นการทำบุญที่ชาวพุทธนิยมปฏิบัติกันมา
ถือว่าได้บุญมาก และมีความสำคัญ ทั้งในแง่ของพระพุทธศาสนา
และในแง่วัฒนธรรมประเพณี

ในแง่วัฒนธรรมประเพณีนั้น ก็เป็นเรื่องที่สืบต่อกันมาในสังคมของเรา
โดยเกิดจากการ นับถือพระพุทธศาสนานั่นเอง หมายความว่า
เป็นวัฒนธรรม ประเพณี ที่ตั้งอยู่บนฐานของพระพุทธศาสนา

การที่เรานิยมกันว่า
การถวายสังฆทาน เป็นการทำบุญที่ได้ผลมาก
ก็เพราะมีพุทธพจน์ตรัสไว้ใน พระไตรปิฎกว่า
ทานที่ถวายแก่สงฆ์นั้น มีผลมากกว่าถวายแก่บุคคล

ตามหลักธรรม จำแนกทานเป็น ๒ อย่าง คือ

๑. ทานที่ถวายแก่สงฆ์ ซึ่งในพระไตรปิฎกแท้ๆ เรียกว่า “สังฆคตา ทักขิณา”
แปลว่า ของถวายที่ไปในสงฆ์ หรือทานที่ถวายอุทิศสงฆ์ (สงฺฆํ อุทฺทิสฺส ทานํ)
แต่เรามาเรียกกันสั้นๆ ภายหลังว่า สังฆทาน

๒. ทานที่ถวายจำเพาะบุคคล เช่นถวายแก่ ภิกษุ ก ภิกษุ ข
เรียกว่า ปาฏิปุคคลิกทาน หรือเรียกตามภาษาของพุทธพจน์
ที่พระพุทธเจ้าตรัสเองว่า ปาฏิปุคคลิกา ทักขิณา

พระพุทธเจ้าตรัสจำแนกไว้ว่า ทานที่ถวายแก่สงฆ์นั้นมีหลายอย่าง
ตั้งต้นแต่ทาน ที่ถวายแก่สงฆ์ครบทั้งสองฝ่าย คือ
ทั้งภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ โดยมี พระพุทธเจ้าเป็นประมุข
นี่เรียกว่า สังฆทานที่ครบถ้วนสมบูรณ์

รองลงมา คือ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว
เหลือแต่สงฆ์สองฝ่าย มีภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์

ต่อจากนั้น ก็อาจจะเป็นภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว ภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว เป็นต้น
จนกระทั่ง แม้แต่ทานที่ญาติโยมแจ้งแก่สงฆ์ว่า
ขอให้จัด พระภิกษุจำนวนหนึ่ง เป็นตัวแทนของสงฆ์มารับ ก็เป็นสังฆทาน

ส่วนทาน ที่ถวายเป็นปาฏิปุคคลิก คือ จำเพาะบุคคลนั้น 
ก็ตั้งแต่ ถวายแด่พระพุทธเจ้า ถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
ถวายแก่พระอรหันตสาวก ตลอดจนทานที่ให้แก่คนทั่วไป
แม้แต่ให้แก่คนที่ไม่มีศีล จนกระทั่งให้แก่สัตว์เดรัจฉาน
ก็เรียกว่า เป็นทานที่ให้จำเพาะบุคคล

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีทาน จำเพาะบุคคลอันใด
ที่จะมีผลมากกว่า ทานที่ถวายแก่สงฆ์ ไม่ว่าโดยปริยายใดๆ
หมายความว่า พระพุทธเจ้า ทรงยกย่องสรรเสริญทาน
ที่ถวายแก่สงฆ์ คือ ส่วนรวม

คำว่า “สงฆ์” นั้นแปลว่า หมู่ หรือชุมชน หมู่หรือชุมชน ที่จะเป็นสงฆ์
ก็คือหมู่ หรือชุมชน ที่มีการจัดตั้ง วางระบบ ระเบียบ เป็นอย่างดี มีอุดมคติ
มีจุดมุ่งหมาย ว่าจะอยู่ร่วมกัน ด้วยความสงบ เพื่อประพฤติปฏิบัติกระทำสิ่งที่ดีงาม
อย่างพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา ก็คือชุมชนที่อยู่ร่วมกัน เพื่อเจริญไตรสิกขา
เพื่อจะได้ฝึกฝนตนให้เจริญ งอกงามขึ้นในศีล สมาธิปัญญา

พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ทรงเคารพธรรม
และเมื่อสงฆ์(ที่พระองค์ตั้งขึ้น) เจริญใหญ่ขึ้น
ก็ทรงเคารพสงฆ์ด้วย  (องฺ.จตุกฺก.๒๑/๒๑/๒๕)
คือ ทรงให้ความสำคัญแก่ส่วนรวม ถือส่วนรวมเป็นใหญ่
มุ่งที่ประโยชน์ส่วนรวม

ชาวพุทธ นับถือพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง ที่นำเราให้เข้าถึงธรรม
ชาวพุทธ ถือธรรมเป็นใหญ่ เป็นมาตรฐานสูงสุด ชาวพุทธเคารพสงฆ์
มุ่งทำนุบำรุงสงฆ์ส่วนรวม ที่ดำรงรักษาหลักการและวิถีชีวิต
แห่งธรรมวินัยสืบมา

พระพุทธศาสนานี้มิใช่ ดำรงอยู่ได้ด้วยบุคคล แต่ต้องอาศัยสงฆ์
คือส่วนรวมทั้งหมด ชาวพุทธเรา ถือตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
จึงนิยมถวายสังฆทานกันสืบมา รื้อฟื้นความหมายที่แท้ของสังฆะขึ้นมา
ก็กอบกู้พระพุทธศาสนาให้กลับรุ่งเรืองมั่นคงได้

แต่น่าเสียดายว่า เวลาผ่านมานานๆ ความเข้าใจของชาวพุทธทั่วไป
ก็ชักแคบและคลาดเคลื่อน หรือเพี้ยนไป เวลานี้

๑. พูดถึงพระสงฆ์ ก็มักเข้าใจแค่ว่า เป็นพระภิกษุแต่ละรูปๆ
แยกไม่ออก ระหว่างพระภิกษุ กับพระสงฆ์

๒. ถวายสังฆทาน ก็มองอยู่แค่ตัวพิธี ไม่เห็นความหมาย
ซึ่งมุ่งไปที่ ประโยชน์ส่วนรวม เพื่อให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่

พระภิกษุแต่ละรูปแต่ละองค์ แม้แต่เป็นพระอรหันต์
ก็เป็นบุคคลเท่านั้น จะมีความหมายเป็นสงฆ์ได้ต่อเมื่อสงฆ์
จัดท่านมาเป็นตัวแทน หรือเรามองท่านในฐานะเป็นตัวแทน
ที่สื่อโยง ความคิด จิตใจของเรา ไปสู่สงฆ์ส่วนรวม

ผู้ถวายสังฆทาน จะต้องมีเจตนาที่ตั้งใจว่า
สิ่งของซึ่งเราถวายแก่พระภิกษุ ที่มานั่งประชุมอยู่นี้
เป็นการถวายในฐานะ ที่ท่านเป็น ตัวแทนของพระสงฆ์ทั้งหมด
ในพระพุทธศาสนา ที่ช่วยกันดำรงพระศาสนาไว้
และช่วยกันนำหลักธรรม คำสั่งสอนมาเผยแพร่
เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน

ถ้าทำใจอย่างนี้จิตใจก็จะกว้างขวาง และทำให้เกิดความอิ่มใจ
มีปีติ และความสุขว่า การที่ได้ถวายทานนี้ เป็นการถวายเพื่อ
พระพุทธศาสนาทั้งหมด เราได้มีส่วนร่วมช่วยให้พระพุทธศาสนา
ดำรงอยู่และพระพุทธศาสนานี้ เมื่อดำรงอยู่ ก็จะได้ช่วยให้ธรรม
คงอยู่ในสังคม และเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข แก่ประชาชนจำนวนมาก
ทั้งนี้ เป็นไปตาม คติของพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

พระศาสนานี้ ดำรงอยู่ ยั่งยืนนาน
ก็เพื่อประโยชน์สุข ของพหูชน
เพื่อประโยชน์สุข แก่ชาวโลก


สรุปว่า คนไทยจะต้องรื้อฟื้นความคิด ความเข้าใจ และจิตสำนึก
เกี่ยวกับพระสงฆ์ที่สำคัญ ๒ อย่าง และเรื่องสังฆทานอีก ๑
รวมเป็น ๓ อย่าง คือ

๑. ต้องเข้าใจคำ “พระสงฆ์” ว่า หมายถึงสงฆ์ส่วนรวม
ที่รักษา สืบทอดธรรม และดำรงวิถีชีวิตแห่งวินัย
ตามที่พระพุทธเจ้า ทรงจัดวางไว้ จนมาถึงพวกเรา

๒. ต้องระลึกอยู่เสมอ ถึงหลักการของพระพุทธศาสนา
ที่ให้เคารพสงฆ์ เห็นแก่ความดีงาม และประโยชน์สุขของส่วนรวม
ซึ่งเป็นที่อาศัย และเกื้อหนุน ให้เราแต่ละบุคคล
สามารถพัฒนาชีวิต ของตนให้ดีงาม มีความสุขยิ่งขึ้นไป

๓. ต้องถวายสังฆทานโดยมองเห็นความหมายว่า
เป็นการที่เราได้ร่วมทำนุบำรุงสงฆ์นั้น ให้ดำรงอยู่ด้วยดี
เพื่ออำนวยธรรม และประโยชน์สุข
แก่บุคคลทั้งหลาย สืบต่อไป อย่างยั่งยืนนาน

นี้คือหลักการในเรื่องสังฆทาน เมื่อปฏิบัติได้ตามนี้ ผู้ที่ถวายสังฆทาน
ก็จะมีความเข้าใจ และความตั้งใจที่ถูกต้อง คือทั้งทำด้วยปัญญา
และทำด้วยจิตใจ ที่มีความโปร่งโล่งกว้างขวาง เอิบอิ่ม เบิกบาน
ผ่องใสอย่างแท้จริง คือได้ทั้งจิตใจดีงาม และได้ความรู้ความเข้าใจ
ซึ่งจะทำให้เกิดผลสมบูรณ์

ทำไปแล้วก็รู้ว่า ผลนี้จะเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม เราได้มีส่วน
ร่วมเกื้อหนุน ให้สงฆ์ดำรงธรรม ไว้ด้วยดีเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก
เมื่อพูดถึงหรือนึกถึง สงฆ์ก็ดี สังฆทานก็ดี ก็ขอให้ชาวพุทธ

ระลึกถึงหลักการเคารพ โดยเห็นความสำคัญของส่วนรวม
ถือความดีงาม และประโยชน์สุข ของส่วนรวมเป็นใหญ่
อย่างอิงอาศัยกัน กับความดีงาม และประโยชน์สุข
ของแต่ละบุคคล ดังกล่าวมานี้

จัดระเบียบสังคม ตามคตินิยมแห่งสังฆะ - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)