ผู้เขียน หัวข้อ: บ้านที่แท้จริง - หลวงพ่อชา สุภัทโท  (อ่าน 339 ครั้ง)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1219
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
บ้านที่แท้จริง - หลวงพ่อชา สุภัทโท
« เมื่อ: มกราคม 27, 2018, 09:30:51 AM »
บ้านที่แท้จริง - หลวงพ่อชา สุภัทโท

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
สีเลนะ สุคะติงยันติ  สีเลพนะโภคะสัมปทา 
สีเลนะ นิพพุติงยันติ ตัสมา  สีลังวิโสธะเย ติ


บัดนี้ให้โยมยายจงตั้งใจฟังธรรมะซึ่งเป็นโอวาทขององค์สมเด็จพระลัมมาสัมพุทธเจ้า โดย เคารพ ต่อไป ให้โยมตั้งใจว่า ในเวลานี้ ปัจจุบันนี้ ซึ่งให้โยมตั้งใจเสมือนว่าอาตมาให้ธรรมะในเวลานี้ พระพุทธเจ้าของเรานั้นตั้งอยู่ในเฉพาะหน้าของโยมจงตั้งใจกำหนดจิตใหเป็นหนึ่ง หลับตา โดยเฉพาะน้อมเอาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาไว้ที่ใจ เพื่อจะเคารพต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บัดนี้ อาตมาไม่มีอะไรจะฝากโยม ซึ่งเป็นของที่จะเป็นแก่นสาร นอกจากธรรมะคำสอนขอพระพุทธเจ้าเท่านั้น ฉะนั้นเป็นของฝากที่เป็นชิ้นสุดท้าย

ดังนั้น ขอโยมจงรับ ให้โยมทำความเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าของเรานั้น ซึ่งเป็นผู้มีบุญวาสนาบารมีมาก ก็ทนต่อความทุพพลภาพไม่ได้ อายุถึงวัยนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ท่านก็ปลง ปลงอายุสังขาร คำที่ว่า "ปลง" นั้นก็คือวางลง อย่าไปหอบไว้ อย่าไปหิ้วมันไว้ อย่าไปแบกมันไว้ สังขารคือร่างกายนี้ให้โยมยอมรับเสียว่า สังขารร่างกายนี้ถึงแม้ว่ามันจะเป็นยังไงๆก็ตามมันเถอะ เราก็ได้อาศัยสกลร่างกายนี้มาตั้งแต่กำเนิดเกิดขึ้นมาก็พอแล้ว จนถึงเฒ่าชแลแก่ชราบัดนี้ เหมือนเปรียบประหนึ่งว่า เครื่องใช้ไม้สอยของเราต่างๆที่อยู่ในบ้าน ซึ่งเราเก็บกำไว้นมนานมาแล้ว เช่น ถ้วยโถโอจาน บ้านช่องของเรานี้ เบื้องแรกมันก็สดใสใหม่สะอาดดี เมื่อเราใช้มันมาตลอดกาลนาน บัดนี้สิ่งทั้งหลายนั้นมันก็ทรุดไปโทรมไป บางวัตถุก็แตกไปบ้าง หายไปบ้าง ชิ้นที่มันเหลืออยู่นี้ก็แปรไปเปลี่ยนไป ไม่คงที่ มันก็เป็นอย่างนั้น

ฉะนั้น ถึงแม้ว่าอวัยวะร่างกายของเรานี้ก็เหมือนกัน ฉันนั้น ตั้งแต่เริ่มเกิดมาเป็นเด็ก เป็นหนุ่ม มันก็แปรมา เปลี่ยนมาเรื่อยมาอย่างนี้ถึงบัดนี้ก็เรียกว่า "แก่" นี่ก็คือให้เรายอมรับเสียพระพุทธองค์ท่านตรัสว่า สังขารนี้ไม่ใช่ตัวของเราและไมใช่ของของเรา ทั้งในตัวเรานี้ก็ดี กายเรานี้ก็ดี นอกกายเรานี้ก็ดี มันก็เปลี่ยนไปอยู่อย่างนั้นให้โยมพินิจพิจารณาดูใหมันชัดเจน อันนี้แหละ ทั้งก่อนที่เรานั่งอยู่นี้ ที่เรานอนอยู่นี้ กำลังมันทรุดโทรมอยู่นี้ นี้แหละคือสัจธรรม สัจธรรมคือความจริง ความจริงอันนี้เป็นสัจธรรม เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แน่นอนอย่างนั้นท่านจึงให้มอง ให้พิจารณาดู ยอมรับมันเสีย ก็เป็นสิ่งที่ควรจะยอมรับ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นอะไรอย่างไร ก็ตามทีเถอะ
พระพุทธองค์ท่านสอนว่า เมื่อเราถูกคุมขังในตะรางก็ดี ก็ให้ถูกคุมขังเฉพาะกายอวัยวะอันจิตใจอย่าให้ถูกคุมขัง อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น เมื่อร่างกายมันทรุดโทรมไปตามวัย โยมก็ยอมรับเสีย ให้มันที่สุดไป ให้มันโทรมไปเฉพาะร่างกายเท่านั้น

เรื่องจิตใจของเรานั้นเป็นคนละอย่างกับร่างกาย ก็ทำจิตใจให้มีพลัง ให้มีกำลังเพราะเราเข้าไปเห็นธรรมว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมันก็เป็นอย่างนั้น มันจะต้องเป็นอย่างนั้น พระพุทธรูปองค์ท่านก็สอนว่า ร่างกายจิตใจนี้มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น มันจะไม่เป็นไปอย่างอื่น คือเริ่มเกิดขึ้นมาแล้วก็คือเริ่มแก่ แก่มาแล้วก็เจ็บ เจ็บมาแล้วก็ตาย อันนี้เป็นความจริงเหลือเกิน ซึ่งคุณยายได้พบอยู่ในวันนี้ปัจจุบันนี้มันก็เป็นสัจธรรมอยู่แล้ว ก็มองดูด้วยปัญญาของเรา ให้เห็นเสีย ถึงแม้ว่าไฟมันจะไหม้บ้านเราก็ตาม ถึงแม้ว่าน้ำมันจะท่วมบ้านเราก็ตาม ถึงแม้ว่าภัยอะไรต่างๆมันจะมาเป็นอันตรายต่อบ้านต่อเรือนเราก็ตาม ให้มันเป็นเฉพาะบ้านเฉพาะเรือนอย่าให้มันไหม้ ถ้าไฟไหม้บ้านอย่าให้มันไหม้หัวใจเรา

ถ้าน้ำมันท่วมบ้านก็อย่าให้มันท่วมหัวใจเราให้มันท่วมแต่บ้าน ให้มันไหม้แต่บาน สิ่งซึ่งเป็นของนอกกายของเรา ส่วนจิตใจเรานั้นให้เรามีการปล่อยวาง เพราะในเวลานี้ก็สมควรแล้ว สมควรที่จะปล่อยวางแล้ว ที่โยมเกิดมานี้ก็นานแล้วใช่ไหม ตาก็ได้ดูรูปสีแสงต่างๆตลอดหมดแล้ว อวัยวะทุกชิ้นส่วนหูได้ฟังเสียงอะไรทุกๆอย่างมากแล้ว อะไรทุกอย่างก็ได้รับมามากๆทั้งนั้นแหละ มันก็เท่านั้นแหละจะรับประทานอาหารที่อร่อยๆ มันก็เท่านั้นแหละที่ไม่อร่อยๆ มันก็เท่านั้นแหละ

ตาจะดูรูปสวยๆมันก็เท่านั้นแหละ รูปที่ไม่สวย มันก็เท่านั้นแหละหูได้ฟังเสียงที่มันไพเราะเสนาะโสตจับอกจับใจ
มันก็เท่านั้นแหละ จะได้ฟังเสียงที่ไม่ไพเราะไม่จับอกจับใจ มันก็เท่านั้นแหละ


อย่างนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงบอกว่า ทั้งคนร่ำรวย ทั้งคนทุกข์จน ทั้งผู้ใหญ่ และก็ทั้งเด็กตลอดทั้งเดียรัจฉานทั้งหมดด้วย ซึ่งเกิดมาในสกลโลกอันนี้ ไม่มีอะไรจะยั่งยืนอยู่ในโลกนี้ จะต้องผลัดไปเปลี่ยนไปตามสภาวะของมัน อันนี้เป็นสภาวะความจริงที่เราจะแก้ไขอย่างใดที่ไม่ถูกทางมันไม่ได้ แต่ว่ามีทางแก้ไขได้ว่าพระพุทธองค์ท่านให้พิจารณาสังขารร่างกายนี้เท่านั้นจิตใจนี้ ว่ามันไมใช่ของเรา ไมใช่เรา เป็นของสมมุติ เช่นว่า บ้านของคุณยายก็เป็นของสมมุติว่า เป็นบ้านของคุณยายเท่านั้น จะเอาติดตามไปที่ไหนก็ไม่ได้ สมบัตพัสถานซึ่งเรียกว่าสมมุติเป็นของคุณยายนี้ ก็เป็นเรื่องสมมุติเท่านั้น มันก็ตั้งอยูอย่างนั้น จะเอาไปที่ไหนก็ไม่ได้ ลูกหลาน บุตรธิดาทั้งหลายทั้งปวงนั้น ซึ่งเขาสมมุติว่าเป็นลูกเป็นหลานของคุณยายนั้น มันก็เรื่องสมมุติทั้งนั้น มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นแหละ ไมใช่ว่าเป็นเราคนเดียว เป็นกันทั้งโลก ถึงแม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เป็นอย่างนี้ พระอรหันตสาวกทั้งหลายทั้งปวงท่านก็เป็นอย่างนี้ แต่ท่านแปลกกว่าพวกเราทั้งหลายแปลกโดยประการอย่างไร คือ ท่านยอมรับ ยอมรับว่าสกลร่างกายสังขารนี้มันเป็นอย่างนั้นเองของมันจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ อย่างนั้น

พระพุทธเจ้าท่านจึงให้พิจารณาดูสกลร่างกาย ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาหาบนศีรษะตั้งแต่ศีรษะลงไปหาปลายเท้า อันนี้เรียกว่าส่วนอวัยวะร่างกายของเรา ดูสิว่ามันมีอะไรบ้าง อะไรเป็นของสะอาดไหม อะไรเป็นของเป็นแก่นเป็นสารไหม นับวันมันที่ทรุดมาเรื่อยๆ มาอย่างนี้ อันนี้พระพุทธเจ้าจึงให้เห็นสังขาร ว่าของไมใช่ของเรามันก็เป็นอย่างนี้ ของที่ไม่ไช่เรา มันก็เป็นอย่างนี้จะให้มันเป็นอย่างไรล่ะ อันนี้มันถูกแล้ว ถ้าโยมมีความทุกข์ โยมก็คิดผิดเท่านั้นแหละ ไปเห็นสิ่งที่มันถูกอยู่โยมเห็นผิด มันก็ขวางใจเช่นนั้น เหมือนน้ำในแม่น้ำที่มันไหลลงไปในทางที่ลุ่มมันก็ไหลไปตามสภาพอย่างนั้น อย่างแม่น้ำอยุธยาแม่น้ำมูล แม่น่ำที่ไหนก็ตามเถอะ มันก็ตองมีการไหลวนไปทางใต้ทั้งนั้นแหละ มันไม่ไหลขึ้นไปทางเหนือหรอก ธรรมดามันเป็นอย่างนั้น

สมมุติว่าบุรุษคนหนึ่งซึ่งไปยืนอยู่บนฝั่งของแม่น้ำ แล้วก็ไปมองดูกระแสของแม่น้ำมันก็ไหลเชี่ยวไปทางใต้แต่บุรุษคนนั้นมีความคิดผิด อยากจะให้น้ำนั้นมันไหลขึ้นไปทางทิศเหนือ อย่างนี้มันก็เป็นทุกข์ บุรุษคนนั้นจะไม่มีความสงบเลย ถึงแม้จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็ไม่มีความสงบเพราะอะไร เพราะบุรุษคนนั้นคิดผิด คิดทวนกระแสน้ำ คิด อยากจะให้น้ำไหลขึ้นไปทางเหนือความเป็นจริงนั้นน้ำจะไหลขึ้นไปทางเหนือนั้นไม่ได้ไม่สมควรแล้ว มันก็ต้องไหลไปตามกระแสของน้ำเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้น

เมื่อมันเป็นอย่างนี้บุรุษนั้นก็ไม่สบายใจ ทำไมถึงไม่สบายใจ เพราะบุรุษนั้นคิดไม่ถูก พิจารณาไม่ถูก ดำริไม่ถูก พิจารณาไม่ถูก เพราะว่าความเห็นผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิแล้วก็ต้องเห็นว่าน้ำมันก็ต้องไหลไปตามกระแสของน้ำทางใต้จะให้น้ำไหลไปทางเหนือมันไปไม่ได้ ที่จะให้น้ำไหลไปทางเหนือนั้นมีความเห็นผิด มันก็กระทบกระทั่งตะขิดตะขวง ในใจอยู่อย่างนั้น จนกว่าว่าบรุษคนนั้นจะมาพิจารณาคิดกลับเห็นแล้วว่า น้ำ ธรรมดามันก็ต้องไหลไปอย่างนั้น มันก็ต้องไหลไปทางใต้อย่างนี้ เป็นเรื่องของมันอยู่อย่างนี้ อันนี้เป็นสัจธรรมอันหนึ่ง ซึ่งเราจะเอามาพิจารณาว่า เออ...อันนี้ก็เป็นความจริงอย่างนั้นเมื่อหากว่าเห็นความจริงอย่างนั้น บรุษคนนั้นก็ปล่อย บุรุษคนนั้นก็วาง วางน้ำให้มันเชี่ยว ให้มันไหลไปตามกระแสของมันอย่างนั้น ปัญหาที่ตะขิดดะขวงของโยมของบุรุษคนนั้นก็หายไป เมื่อปัญหาหายไป ก็ไม่มีปัญหา เมื่อไม่มีปัญหาก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ อันนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม่น้ำที่มันไหลไปทิศใต้ มันก็เหมีอนชีวิตร่างกายของยายอยู่เดี๋ยวนี้แหละ เมื่อมันหนุ่มแล้วมันก็แก่ เมื่อมันแก่แล้วก็วนไปตามเรื่องมัน อันนี้เป็นสัจธรรมอย่าไปคิดว่าไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น อย่าไปคิดอย่างนั้น ไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น อย่าไปคิดอย่างนั้น เรื่องอันนี้ไม่ใช่เราจะมีอำนาจไปแก้ไขมัน

พระพุทธเจัาให้มองตามรูปมัน มองตามเรื่องของมัน เห็นตามสภาพของมันเสียว่า มันเป็นอย่างนั้นเท่านั้น เราก็ปล่อยมันเสีย เราก็วางมันเสีย เอาความรู้สึกนี้เองเป็นตนเป็นที่พึ่ง ให้ภาวนาว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ ถึงแม้ว่าจะเหน็ดจะเหนื่อยก็จริงเถอะ ให้โยมทำจิตให้อยู่กับลมหายใจ หายใจออกยาวๆ สูดลมเข้ามายาวๆหายใจออกไปยาวๆ แล้วก็ตั้งจิตขึ้นใหม่ แล้วก็กำหนดลมพุทโธ พุทโธ โดยปกติถึงแม้ว่ามันจะเหนื่อยมากเท่าไรก็ยิ่งกำหนดจิตกำหนดอารมณ์ของเราให้ละเอียดเข้าไปให้ละเอียดเข้าไปเท่านั้นทุกครั้ง เพื่ออะไร เพื่อจะต่อสู้กับเวทนา เมื่อกำลังมันเหน็ดมันเหนื่อยให้โยมหยุดคิดทั้งหลาย ให้โยมหยุดคิดอะไรทั้งปวงเสีย ให้เอาจิตมารวมอยู่ที่จิต แล้วเอาจิตกับลม รู้จักลม ภาวนา พุทโธ พุทโธ ปล่อยวางข้างนอกให้หมด อย่าไปเกาะกับลูก อย่าไปเกาะกับหลาน อย่าไปเกาะกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงทั้งนั้น ให้ปล่อย ให้เป็นอันเดียว รวมจิตลงที่อันเดียว ดูลม ให้กำหนดลม เอาจิตนั่นแหละไปรวมอยู่ที่ลม คือใหรู้ที่ลมในเวลานั้น ไม่ต้องให้รู้อะไรมากมาย กำหนดให้จิตมันน้อยไปๆ ละเอียดไปๆ เรื่อยๆไป จนกว่าจะมีความรู้สึกน้อยๆ แต่มีความตื่นอยู่ในใจมากที่สุด เป็นต้น

อันนี้เวทนาที่มันเกิดขึ้นมันจะค่อยๆระงับไปๆผลที่สุดเราก็ดูลมเหมือนกับญาติมาเยี่ยมบ้านเราเราจะตามไปส่งญูาติขึ้นรถลงเรือ เราก็ตามไปถึงท่าเรือ ตามไปถึงรถ เราก็ส่งญาติเราขึ้นบนรถเราก็ส่งญาติเราลงเรือ เขาก็ติดเครื่องเรือ เครื่องรถไปลิ่ว เท่านั้นแหละ เราก็มองไปเถอะ ญาติเราไปแล้ว เราก็กลับบ้านเรา เราดูลมก็เหมือนกันฉันนั้น เมื่อลมมันหยาบเราก็รู้จัก เมื่อลมมันละเอียดเราก็รู้จัก เมื่อมันละเอียดไปเรื่อยๆ เราก็มองไปๆ ตามไป น้อยไปๆ ทำจิตให้มันตื่นขึ้น ทำลมให้มันละเอียดเขาไปเรื่อยๆไป ผลที่ลุดแล้ว จนกว่าลมหายใจมันน้อยลงๆ จนกว่าลมหายใจไม่มี มีแต่ความรู้ลึกเท่านั้นตี่นอยู่ นั้นก็เรียกว่า เราพบพระพุทธเจ้าแล้ว เรามีความ รู้ ต อยู่ ที่เรียกว่า พุทโธ พุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าเป็นเช่นนั้น เราได้อยู่กับพระพุทธเจ้าแล้ว เราพบพระพุทธเจ้าแล้วเราพบความรู้แล้ว เราพบความสว่างแล้ว ไม่ส่งจิตไปทางอื่น มันรวม อยู่ที่นั่น นั้นเรียกว่าเข้าถึงพระพทธเจ้าของเรา ถึงแม้ว่าท่านปรินิพพานไปแล้ว นั่นก็เป็นพระพุทธรูป เป็นรูปกาย มีรูปแต่พระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงนั้นก็คือความรู้อันสว่างไสว อันเบิกอันบานอย่างนี้ พบเช่นนี้เราก็มีอันเดียวเท่านี้ ใหมารวมลงที่นี้

ฉะนั้น ให้วาง ให้วางทั้งหมด เหลือแต่ความรู้อันเดียว แต่อย่าให้หลงนะ อย่าให้ลืม ถ้าเกิดเป็นนิมิตเป็นรูปเป็นเสียงอะไรมา ก็ให้ปล่อยวางทั้งหมด ไม่ต้องเอาอะไรทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องเอาอะไร เอาความรู้อันเดียว ให้มันรู้สึกกับความรู้อันเดียวเท่านั้น ไม่ห่วงข้างหน้า ไม่ห่วงข้างหลังหยุดอยู่กับที่ ผลที่สุดจนกว่าว่าข้างหน้าก็ไม่ไป เดินไปก็ไม่ใช่ ถอยกลับก็ไม่ใช่ หยุดอยู่ก็ไม่ไช่ ไม่มีที่ยึด ไม่มีที่หมาย เพราะอะไร เพราะว่าไม่มีตัวเพราะไม่มีตน ไม่มีเราและไม่มีของของเรา...หมด นี่คือคำสอนพระพุทธเจ้า สอนให้เรา "หมด" ไม่ให้เราคว้าเอาอะไรไป ให้เรารู้อย่างนี้รู้แล้วก็ปล่อย รู้แล้วก็วาง

บัดนี้มันเป็นภาระของเราคนเดียวเสียแล้วให้เข้าถึงธรรมะอย่างนั้น อันนี้เป็นทางที่เราจะพ้นจากวัฎฏสงสาร พยายามปล่อยวาง ให้เข้าใจ ให้ตั้งอกตั้งใจ พินิจ พิจารณา อย่าไปห่วงคนโน้น อย่าไปห่วงคนนี้ ลูกก็ดีหลานก็ดี ญาติก็ดี อะไรทั้งหลายทั้งปวงอย่างนั้นอย่าไปห่วงเลย ที่เขายังเป็นอยู่เขาก็เป็นอยู่อนาคตต่อไปเขาก็จะเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างคุณยายที่เป็นอยู่อย่างนี้ไม่มีใครจะเหลืออยู่ในโลกนี้ จะต้องเป็นอย่างนั้น อันนี้เป็นสภาวะคือความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าท่านสอน มิฉะนั้น ของที่ไม่มีความจริงอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านจึงให้วาง ถ้าวางแล้วก็เห็นความจริง ถ้าไม่วางมันก็ไม่เห็นความจริงมันเป็นอยู่อย่างนี้ ใครทั้งหมดในสกลโลกนี้มันก็เป็นอย่างนี้ อย่างนั้นโยมยายไม่ควรห่วงใย ไม่ควร เกาะ เกี่ยว ถึงแม้มันจะคิด ก็ให้มันคิด แต่ว่าคิดให้อยู่กับปัญญา ให้คิดด้วยปัญญา อย่าคิดด้วยความโง่นึกถึงลูกก็นึกถึงด้วยปัญญา อย่านึกถึงด้วยความโง่นึกถึงหลานก็ให้นึกถึงด้วยปัญญา อย่านึกถึงด้วยความโง่ อะไรๆ ทั้งหมดนั่นแหละเราคิดก็ได้ เรารู้มันก็ได้ แต่เราคิดด้วยปัญญา เรารู้ด้วยปัญญารู้ด้วยปัญญาก็ต้องปล่อย รู้ด้วยปัญญูาก็ต้องวางถ้ารู้ด้วยปัญญาคิดด้วยปัญญา มันจะไม่มีทุกข์ มันจะมีความเบิกบาน มีความสำราญู มีความสงบมีความระงับเป็นอันเดียว จิตใจเรามารวมอยู่อย่างนี้อะไรที่เราจะต้องอาศัยอยู่ในปัจจุบันในคราวนี้ ก็คือลม ลมหายใจนี่แหละ

บัดนี้เป็นภาระของคุณยายคนเดียว ไม่เป็นภาระของคนอื่น ภาระของคนอื่นให้เป็นของคนอื่นเขา ธุระหน้าที่ของเราก็เป็นธุระหน้าที่ของเราธุระหน้าที่ของเราในเวลานี้ ก็คือ พยายามวางความรู้สึกไว้ที่จิตของเรา ไม่ให้กระวนกระวาย เป็นธุระหน้าที่ของเรา เรารู้จักธุระหน้าที่ของเราในเวลานี้เราเป็นอะไรอยู่ในเวลานี้ เราอยู่อย่างไร จิตเราเป็นอย่างไร จิตเรากังวลกับอะไรมั้ย จิตเราเป็นห่วงใยมั้ย ให้ตรวจตราดูจิตของเราในเวลาที่เราป่วยนี้ อย่าไปเอาธุระของลูกมาทำ อย่าไปเอาธุระของหลานมาทำ อย่าไปเอาธุระของคนอื่นมาทำ อย่าเอาธุระของอะไรอะไรทั้งปวงมาทำทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ในเวลานี้ เราควรจะปล่อยแล้ว เราควรจะวางแล้ว อาการที่ควรจะปล่อยจะวางนี้ จะทำความสงบนี้เป็นธุระของเราเป็นหน้าที่ของเรา ที่เราจะต้องทำในปัจจุบัน เมื่อเวลาเราป่วยอยู่เดี๋ยวนี้ให้รวมจิตเข้ามาเป็นหนึ่งนี่คือธุระหน้าที่ของเรา เรื่องอะไรก็ปล่อยให้เขาซะเรื่องรูปก็ปล่อยให้เขาซะ เรื่องเสียงก็ปล่อยใหเขาซะเรื่องกลิ่นก็ปล่อยใหเขาซะ เรื่องรสก็ปล่อยให้เขาซะ เรื่องอะไรๆก็ปล่อยให้เขาแล้ว เราจะทำธุระหน้าที่ของเรา

มันจะมีอะไรเกิดเป็นอารมณ์ขึ้นมา ก็นึกในใจว่าอย่ามากวนฉัน ไม่ใช่ธุระหน้าที่ของฉันความวิพากษ์วิจารณ์อะไรก็ตาม ว่าเราจะกลัว กลัวในชีวิตของเรา กลัวอันตรายเพราะเราจะตายอย่างนี้เป็นต้น คิดถึงคนโน้น แล้วก็คิดถึงคนนี้เมื่อมันเกิดขึ้นมาในจิตอย่างนั้น เราก็บอกในใจเราว่า อย่ามากวนฉัน ไม่ใช่ธุระของฉันๆ อย่างนี้ ไว้ในโจของเรา เพราะว่าเราเห็นธรรมทั้งหลายที่มันเกิดขึ้นมา ธรรม คือ อะไร ธรรม คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง อะไรที่จะไม่เป็นธรรมก็ไม่มีแล้ว

โลกคืออะไร โลกคืออารมณ์ที่มันมายุแหย่กวนยายอยู่เดี๋ยวนี้แหละ เดี๋ยวคนนั้นจะเป็นอย่างไง เดี๋ยวคนนี้จะเป็นอย่างไง เมื่อเราตายไปนี่ใครจะดูแลเขา ใครจะเป็นยังไงอะไรไหม อย่างนี้น่ะเป็นโลกทั้งนั้นแหละ ถึงแม้ว่าเราคิดขึ้นมาแล้ว เราก็กลัวจะตาย กลัวจะแก่ กลัวจะเจ็บ กลัวทั้งหลายมันเป็นโลกทั้งนั้นแหละ ทิ้งโลกเสีย มันเป็นโลก โลกนี้มันเป็นอย่างนั้น ถ้ามันมีขึ้นมาในใจก็รู้จักเออ! โลกนี้คืออารมณ์ อารมณ์นี้มันมาบังจิตไม่ให้เห็นจิตของตนอย่างนั้น อะไรๆทุกอย่างนั่นแหละ ถ้ามันเกิดขึ้นมาให้โยมคิดว่า อันนี้ไม่ใช่ธุระของฉัน เป็น เรื่อง อนิจจัง เป็นเรื่องทุกขัง เป็นเรื่องอนัตตา

เราจะคิดว่าอยากอยู่ไปนานๆ อย่างนี้ก็ให้เกิดทุกข์ เราอยากจะตายเสียเดี๋ยวนี้ ให้เร็วๆเดี๋ยวนี้ อันนี้ก็ไม่ถูกทางนะยายนะ เป็นทุกข์ เพราะว่าสังขารนี้ไม่ใช่ของเรา เราจะไปตกแต่งอะไรมันก็ไม่ได้หรอก มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น ตกแต่งได้ก็นิดหน่อยๆ เป็นต้นว่าตกแต่งร่างกายของเราให้สะสวย ใหมันสะอาด หรือเด็กๆเขาดูสิ มันทาปากทำเล็บให้มันยาว ทำอะไรให้มันสะสวยเลียมันก็แค่นั้นแหละโยม เมื่อแก่มาแล้วก็รวมในกระป๋องเดียวกันเท่านั้น ไม่มีอะไร ตกแต่งแค่นั้นแหละ ตกแต่งจริงๆไม่ได้หรอก ก็เป็นอย่างนั้นเรื่องของสังขารนั้น จะตกแต่งได็ก็เรื่องจิตใจของเรา

ต่อ ......


นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1219
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: บ้านที่แท้จริง - หลวงพ่อชา สุภัทโท
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มกราคม 27, 2018, 09:32:07 AM »
ต่อ ......

บ้านที่ยายอยู่นี้ ยายก็สร้างขึ้นมา สองตายายสร้างขึ้นมาก็ได้อยู่สร้างบ้าน หรือคนคนอื่นก็เหมือนกัน ตึกรามบ้านช่องทั้งหลายก็สร้างขึ้นมาได้ อย่างบ้านคุณหมออุทัย อาตมาก็เคยไปขึ้นบ้านใหม่ให้ อยู่ที่นั่น สร้างขึ้นสะสวยใหญ่โตก็ได้นะสร้างน่ะสร้างบ้านข้างนอก ใครๆก็สร้างกันได้ทั้งนั้นแหละ แต่ว่าพระพุทธองค์ท่านเรียกว่า บ้านข้างนอก ไม่ใช่บ้านที่แท้จริง มันเป็นบ้านโดยสมมุติ บ้านอยู่ในโลกมันก็เป็นไปตามโลกนั่นแหละบางคนก็ลืมนะ ได้บ้านใหญ่บ้านโต สนุกสุขสำราญูลืมบ้านจริงๆของเรา บ้านที่จริงของเราอยู่ที่ไหนบ้านที่จริงของเราคือมีความรู้สึกที่มันสงบ คือ ความสงบนั่นแหละเป็นบ้านของเราจริงๆ

บ้านที่เราอยู่นี้ หรือบ้านที่ไหนอะไรก็ตามทีเถอะ บ้านก็สวย แต่อยู่กันไม่ค่อยสงบ เดี๋ยวก็เพราะอันโนั้น เดี๋ยวก็เพราะอันนี้เดี๋ยวห่วงอันนั้น เดี๋ยวก็ห่วงอันนี้อยู่อย่างนี้ เรียกว่าไม่ไช่บ้านเรา ไม่ใช่บ้านข้างใน มันเป็นบ้านข้างนอก อีกประเดี๋ยววันใดวันหนึ่งเราก็เลิกมันเท่านั้นแหละ บ้านนี้เราอยู่ไม่ได้หรอก มันเป็นบ้านของโลก ไม่ใช่บ้านของ เรา บ้านข้างในก็คือสกลร่างกายของเรานี้เองก็ยังเห็นว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขาอีก อันนี้ก็เป็นบ้านหลังหนึ่งซึ่งติดอยู่กับตัวของเรา ที่เราเข้าใจว่าตัวเราหรือของเรานี้ อันนี้ก็ไม่ใช่อีก อันนี้ก็เป็นบ้านของโลก ไม่ใช่บ้านของเราอย่างแท้จริงอย่างนั้นคนจึงชอบแต่จะสร้างบ้านข้างนอก ไม่ชอบสร้างบานข้างใน บ้านที่อยู่จริงๆ ให้มันสงบจริงๆไม่ค่อยจะเห็นกัน ไม่ค่อยจะสร้างกัน ไปสร้างแต่ข้างนอก ก็เพราะมันเป็นอย่างนี้แหละ

อย่างคุณยายน่ะก็ลองคิดดูสิ เวลานี้มันเป็นอย่างไรนะ คิดดูตั้งแต่วันเราเกิดมา เรื่อยๆมาจนบัดนี้ คือเราเดินหนีจากความเจริญอยู่ในโลกนี่ เดินไปเรื่อยๆ เดินมาจนแก่ จนเจ็บขนาดนั้ ไม่อยากจะให้เป็นอย่างนี้ ห้ามมันก็ไม่ได้ มันก็ไปของมันอยู่อย่างนี้ ก็เรื่องมันเป็นอย่างนี้ จะให้เป็นอย่างอื่นก็เป็นไม่ได้ เหมือนกันกับเป็ดจะให้มันเหมือนไก่มันก็ไม่เหมือน ถ้ามันเป็นเป็ด ไก่อยากให้เหมือนกับเป็ด มันก็เป็นไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นไก่ ถ้าใครไปคิดอยู่ว่าอยากให้เป็ดเหมือนไก่ อยากให้ไก่เหมือนเป็ด มันก็ทุกข์เท่านั้นล่ะก็เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ถ้าโยมมาคิดว่า เออ เป็ดมันก็ต้องเป็นของมันอย่างนั้นแหละ ไก่ก็ต้องเป็นของมันอย่างนั้นแหละ จะให้เป็ดเหมือนไก่มันก็เป็นไปไม่ได้ ให้ไก่เหมือนเป็ด มันก็เป็นไปไม่ได้เพราะมันเป็นอยู่อย่างนั้น ถ้าเราคิดเช่นนี้แล้ว เราจะมีพละ เราจะมีกำลัง เพราะว่าสกลร่างกายนี้อยากจะให้มันยืนนานถาวรไปเท่าไรๆ มันก็ไม่ได้ มันก็เป็นอยู่อย่างนี้ นี้ท่านเรียกสังขาร อนิจจา วต สงขารา อุปปาทวยธมมิโน อุปปชชิตวา นิรุชฌนติ เตสวูปสโม สุโข สังขารคือร่างกายจิตใจนี้แหละมันเป็นของไม่เที่ยง เป็นของไม่แน่นอน มีแล้วก็หาไม่เกิดแล้วก็ดับไป แต่มนุษย์เราทั้งหลายอยากให้สังขารนี้มันเที่ยง อันนี้ก็คือความคิดของคนโง่

ดูสิว่าลมหายใจเข้าออกของเรานี้ ก็ออกแล้วมันก็เข้ามา เข้ามาแล้วมันก็ออกไปเป็นธรรมดาของลม มันก็ต้องเป็นอยู่อย่างนั้น ต้องกลับไปกลับมา หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง เรื่องสังขารก็อยู่ ด้วยการเปลี่ยนแปลง อย่างนี้ จะให้มันไม่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ลองคิดดูสิว่าหายใจออกอย่างเดียวนะไม่ให้มันเข้ามาได้ไหม สบายไหม สูดลมเข้ามาแล้วไม่ให้มันออก ดีไหม นี่อยากจะให้มันเที่ยงอย่างนี้ มันเที่ยงไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ ออกไปแล้กเข้ามา เข้ามาแล้วก็ออกไป เป็นเรื่องธรรมดา เหลือเกิน เกิดแล้วก็แก่ แก่แล้วเจ็บตาย เป็นเรื่องของธรรมดาแท้ๆ เหมือนกับลมเข้ามาแล้วไม่ให้ออกไม่ได้ ออกไปแล้วไม่ให้เข้าไม่ได้ ถ้ามีการออกแล้วก็เข้า เข้าแล้วออกอย่างนี้ ทำชีวิตให้มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเป็นอยู่เท่าทุกวันนี้ เพราะสังขารมันทำตามหน้าที่ของมันอย่างนี้ นี่มันจริงอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นของไม่จริง มันจริงของมันอยู่อย่าง นั้นแหละ

ฉะนั้นมันจริงแล้ว เรามันมองเห็นอย่างนั้นไร้ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เมื่อเราเกิดมาแล้วนะโยม ก็คือเราตายแล้วนั่นเองแหละ ไอ้ความเกิดกับความตายมันเหมือนกันทั้งนั้นแหละอันหนึ่งเป็นต้น อันหนึ่งเป็นปลาย เหมือนต้นไม้ของเรานั่นแหละ เมื่อมีโคนมันก็มีปลาย เมื่อมีปลายมันก็มีโคน ไม่มีโคนปลายก็ไม่มี มีปลายก็ต้องมีโคน มีแต่ปลายโคนไม่มีก็ไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น อย่างนั้นก็นึกขำเหมือนกันนะ มนุษย์เราทั้งหลายเมื่อจะตายแล้วโศกเศร้าวุ่นวาย ร้องไห้เสียใจ สารพัดอย่าง หลงไปสิ โยม มันหลงนะคนจะตายไปร้องไห้พิไรรำพัน ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาไม่ค่อยได้พิจารณาให้ชัดแจ้งนะ ไอ้ความเป็นจริงแล้ว อาตมาเห็นว่าและขอโอกาสด้วยนับว่าถ้าจะร้องไห้กับคนตายนะ ร้องไห้กับคนที่เกิดมาดีกว่าแต่มันกลับกันเสีย

ถ้าคนเกิดมาแล้ว โยมเราทำไมหัวเราะดีอกดีใจกัน ชื่นบาน ไอ้ความเป็นจริงเกิดนั่นล่ะคือตาย ตายนั่นล่ะก็คือเกิด ต้นก็คือปลายปลายก็คือต้น เราไม่รู้จัก ถึงเวลาจวนจะตายหรือตายก็ร้องไห้กัน นี่คือคนโง่ ถ้าจะร้องไห้อย่างนั้นก็โง่มาแต่ต้นก็ยังจะดีนะ เมื่อเกิดมาก็ร้องไห้กันเสียทีเถอะ ดูสิ ไอ้เกิดนั้นแหละตัวตายนะ ถ้าไม่เกิดมันก็ไม่ตาย เข้าใจไหม ตัวเกิดมันก็คือตัวตาย ตัวเกิดเราไม่เห็นว่าตัวตายซะ ไอ้ตัวตายก็คือตัวเกิด ตัวเกิดก็คือตัวตายอย่างนั้น โยมไม่ต้องนึกอะไรให้มันวุ่นวายมากมาย ว่ามันเป็นอย่างนั้นซะ นี้คือธุระหน้าที่ของเราแล้ว บัดนี้ใครช่วยไม่ได้ลูกช่วยไม่ได้ หลานก็ช่วยไม่ได้ ทรัพย์สิน เงินทองก็ช่วยไม่ได้ช่วยได้แต่ความรู้สึกของโยมให้ถูกต้องเดี๋ยวนี้นะ ไม่ให้หวั่นไหวไปมา ปล่อยมัน ทิ้งมันเสีย เราปล่อยมัน ทิ้งมัน

ถ้าเราไม่ทิ้งมัน ไม่ปล่อยมัน มันก็จะหนีอยู่แล้ว อวัยวะร่างกายของเราน่ะ มันพยายามจะหนีอยู่แล้วน่ะ เห็นไหม ดูง่ายๆว่า เมื่อเกิดมาเป็นหนุ่มเป็นน้อยผมมันก็ดำเห็นไหม บัดนี้มันหงอก นี่เรียกว่ามันหนีแล้วนะ ตาเรามันสว่างไสวดีเป็นเด็กเป็นหนุ่มนะ บัดนี้มันฝ้าฟางเห็นไหม นี่เรียกว่ามันหนีแล้ว เขาทนไม่ไหวเขาจะต้องหนี ที่นี่ไม่ใช่ที่อยู่ของเขาซะแล้ว อะไรทุกชิ้นทุกส่วนเขาก็จะหนีแล้ว ฟันของเราเด็กๆมันแน่นหนาถาวรไหม บัดนี้มันโยกมันคลอน จะใส่ฟันใหม่เสียก็ได้ นี่มันก็ของใหม่ไม่ใช่ของเก่า ของเก่านั่นเขาหนีแล้ว สิ่งทั้งปวงในอวัยวะร่างกายเรานี่ของคุณยายหรือคนทุกๆคน เดี๋ยวนี้เขาพยายามจะหนีกันแล้ว

ในร่างกาย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้งหมดเขาพยายามจะหนี ทำไมถึงจะหนี เพราะตรงนี้ไม่ใช่ที่อยู่ของเขา เป็นสังขารอยู่ไม่ได้ อยู่ชั่วคราวเท่านั้นก็ไป ไม่ว่าแต่ตัวของเราหรอก ทั้งหมดอวัยวะนี่ ผมก็ดี ขนก็ดี เล็บก็ดี ฟันก็ดี หนังก็ดีทั้งนั้นแหละ เดี๋ยวนี้เขาเตรียมหนี เขาหนีไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่หมด ยังเหลือแต่คนเฝัาบ้านอยู่เล็ก ๆน้อยๆ เฝ้าบ้านอยู่แต่ไม่ค่อยดีล่ะ ตาก็ไม่ค่อยดี ฟันก็ไม่ค่อยดี หูนี่ก็ไม่ค่อยจะดี ร่างกายนี้ก็ไม่ค่อยจะดี ก็เพราะเขาหนีไปบางแล้ว ทยอยกันไปเรื่อยๆ ทยอยกันไป นี้ให้ยายเข้าใจ ที่นี่ไม่ใช่ที่อยู่ของมนุษย์โดยตรง เป็นที่พักชั่วคราวเท่านั้นแหละ ก็ไป ฉะนั้น โยมไม่ควรห่วงใยอะไรมากมาย มาอยู่ในโลกให้พิจารณาโลกอันนี้ว่า มันเป็นอย่างนั้นไม่ว่าแต่อะไรทั้งหลาย เขาเตรียมจะหนีกันแล้วโยมคิดดูสิ ดูตามสภาพร่างกายสิว่ามันมีอะไรเหมือนเก่ามั้ย ร่างกายเหมือนเก่ามั้ย หนังเหมือนเก่ามั้ย ผมเหมือนเก่ามั้ย ตาเหมือนเก่ามั้ย หูเหมือนเก่ามั้ย ฟันเหมือนเก่ามั้ย ไม่เหมือน เขาไปที่ไหนกันหมดแล้ว นี่ธรรมชาติเขาเป็นอย่างนั้นเมื่ออยู่แล้วตามวาระของเขาแล้ว เขาก็ต้องไปทำไมเขาจะต้องไป เพราะธุระเขาเป็นอย่างนั้นไร้ความเป็นจริงมันเป็นอย่างนั้น เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่อยู่อย่างแน่นหนาถาวรอะไร อยู่แล้วก็วุ่นๆวายๆสุขๆทุกข์ๆ ไม่สงบระงับ

ถ้าเป็นคน ก็คนเดินไปยังไม่ถึงบ้าน ยังอยู่ระหว่างทาง เดี๋ยวก็จะกลับ เดี๋ยวก็จะไป เดี๋ยวก็จะอยู่ นี่คนไม่มีที่อยู่ เปรียบว่าเราเดินออกจากบ้านไปกรุงเทพฯ หรือว่าไปบ้านนอกที่ไหนก็ตามเถอะ เราเดินไป เมื่อไม่ถึงบ้านเราเมื่อไร เป็นต้น ก็ไม่น่าจะอยู่ นั่งก็ไม่สบาย นอนก็ไม่สบาย เดินก็ไม่สบาย นั่งรถไปก็ยังไม่สบาย เพราะอะไร เพราะไม่ถึงบ้านเรา

บัดนี้ถ้าเรามาถึงบ้านเราแล้วก็สบายเพราะเข้าใจว่านี่เป็นบ้านเรา อันนี้ก็ฉันนั้นเหมือนๆกัน โลกนี้มันเรื่องไม่สงบทั้งนั้นแหล่ะ ถึงแม้มันจะร่ำรวย มันก็ไม่สงบ มันจนมันก็ไม่สงบ มันโตก็ไม่สงบ ให้เป็นเด็กมันก็ไม่สงบ มีความรู้น้อยมันก็ไม่สงบ มีความรู้มากมันก็ไม่สงบ เรื่องมันไม่สงบ มันเป็นอยู่อย่างนี้ อย่างนั้นคนที่มีน้อยก็มีทุกข์ คนที่มีมากก็มีทุกข์ เป็นเด็กมันก็มีทุกข์ผู้ใหญ่มันก็เป็นทุกข์ แก่แล้วมันก็ทุกข์ ทุกข์อย่างคนแก่ ทุกข์อย่างเด็ก ทุกข์อย่างคนรวย ทุกข์อย่างคนจน มันเป็นทุกข์ทั้งนั้นแหละ อย่างนั้นอวัยวะทุกส่วนนี่จึงทยอยกันไปเรื่อยๆ ถ้าคุณยายพิจารณาอย่างนี้แล้วก็จะเห็นว่าอนิจจมันเป็นของไม่เที่ยง หรือทุกขมันเป็นทุกข์เพราะว่าอะไร อนตตา ไมใช่ตัว ไมใช่ตน ร่างที่โยมอาศัยอยู่เดี๋ยวนีน่ะ ร่างกายที่นั่งนอนเจ็บป่วยอยู่นี้ และก็ทั้งจิตใจที่รู้ว่ามันเป็นสุขเป็นทุกข์ มันเจ็บมันป่วยอยู่เดี๋ยวนี้ ทั้งสองอย่างนี้ ท่านเรียกว่า "ธรรม"

สิ่งที่ไม่มีรูปมันมีความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นเรียกว่ามันเป็นนาม มันก็เป็นนามธรรม สิ่งที่มันเป็นรูปที่มันเจ็บปวดมันขยายไปมาอยู่อย่างนี้ อันนี้มันก็เป็นรูปธรรม สิ่งที่เป็นรูปก็เป็นธรรม สิ่งที่เป็นนามก็เป็นธรรม ฉะนั้นเราถึงอยู่กันด้วยธรรมะคือ อยู่ในธรรม มันเป็นธรรม ตัวของเราจริงๆที่ไหนมันก็ไม่มี มันเป็นธรรมะ สภาพธรรมมันก็เกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป เกิดแล้วมันก็ดับไป สภาวะธรรมเป็นอยู่อย่างนั้น มีความเกิดแล้วมีความดับเราก็มีความเกิดดับอยู่ทุกขณะเดี๋ยวนี้ มันเป็นอยู่อย่างนี้

ฉะนั้น เมื่อเราคิดถึงองค์สมเด็จพระสัมมสัมพุทธเจ้าแล้วก็น่าไหว้ ก็น่าเคารพ น่านับถือท่านพูดจริง ท่านพูดตามความจริง มันก็เห็นจริงอย่างนั้น ถ้าเราเกิดมาพบอยู่ที่นี่ เราก็เห็นธรรมแต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมะ บางคนปฏิบัติธรรมะแต่ไม่เห็นธรรมะ บางคนรู้ธรรมะ เรียนธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ ก็ยังไม่เป็นธรรมะ ก็ยังไม่มีที่อยู่ ดังนั้นให้เข้าใจเสียว่า ที่นี่ทุกคน ตลอดแม้ปลวกหรือมดหรือสัตว์ตัวนิดๆก็ตามทีเถอะ เขาพยายามจะหนีกันทั้งนั้นล่ะ ไม่มีใครอยู่สักอย่าง สิ่งที่มีชีวิตเขาอยู่กันพอควรแล้ว เขาก็ไปกันทั้งนั้นล่ะ ทั้งคนจนทั้งคนร่ำรวย ทั้งเด็ก ทั้งคนแก่ ทั้งสัตว์เดียรัจฉานสิ่งที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้มันก็แปรไปเปลี่ยนไปอย่างนี้ เพราะฉะนั้น คุณยายรู้สึกว่าโลกนี้มันเป็นอย่างนี้แล้ว มันน่าเบื่อหน่ายนะ น่าเบื่อมัน อะไรมันไม่เป็นตัวของตัวทั้งนั้นล่ะ เบื่อหน่าย นิพพิทาความเบื่อหน่ายไม่ใช่ว่ารังเกียจนะ เบี่อหน่าย คือใจมันสร่าง ใจเห็นความเป็นจริง ไม่มีทางอะไรแกัไขแล้ว มันเป็นอย่างนี้ ก็เลยปล่อยวาง

มันปล่อยโดยความไม่ดีใจ ปล่อยโดยความไม่เสียใจปล่อยไปตามสังขาร ว่าสังขารมันเป็นอย่างนั้นด้วยปัญญาของเรา นี่เรียกว่า อนิจจา วต สงขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่เที่ยงคือความมันเปลี่ยนไปแปลงมา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนั้นเองเรียกว่า ไม่เที่ยง ตัวอนิจจัง

พูดง่ายๆว่า ตัวอนิจจังนั่นแหละตัวพระพุทธเจ้าล่ะ ถ้าเราเขาไปเห็นอย่างจริงจังว่าอนิจจังเป็นของไม่เที่ยง นั่นแหละคือตัวพระพุทธเจ้าถ้าเราเห็นอนิจจังแล้ว อนิจจังของไม่เที่ยง ถ้าเราเห็นชัดเขาไปมันก็เที่ยง เที่ยงอย่างไร ก็เที่ยงที่มันเป็นอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่แปรเป็นอย่างอี่นมนุษย์ สัตว์ เกิดขึ้นมาก็เป็นอย่างนั้น มันเที่ยงอย่างนั้น แต่ว่ามันไม่เที่ยง คือมันแปรไปแปรมาเปลี่ยนเป็นเด็ก เป็นหนุ่ม เป็นเฒ่าชแลแก่ชราเรียกว่ามันไม่เที่ยง ไอ้ความที่มันเป็นอยู่อย่างนั้นนะ ทุกคนก็เรียกว่ามันเที่ยง ไม่แปรเปลี่ยนอย่างอื่นผันแปรของมันอยู่อย่างนั้น มันไม่เที่ยง ถ้าคุณยายเห็นอย่างนี้ด้วย ใจก็สบาย ไม่ว่าเราคนเดียวหรอก ทุกๆคนเป็นอย่างนี้

ดังนั้น เมื่อคิดเช่นนี้ ก็น่าเบื่อ เกิดนิพพิทาความเบื่อหน่าย หายความกำหนัดรักใคร่ในโลก ในกาม ในโลกามิส ทั้งหลายนี้ มีมากก็ทิ้งไว้มากมีน้อยก็ทิ้งไว้น้อย ทุกคนดูทีสิ เมื่อยายเกิดขึ้นมานี้เห็นมั้ย เห็นคนจนมั้ย เห็นคนรวยมั้ย เห็นคนอายุสั้นมั้ย เห็นคนอายุยืนมั้ย มันก็เห็นเท่านั้น แหละ อย่างนั้นตามความจริงที่ สำคั ญ นั้นพระพุทธเจ้าให้สร้างบ้านเจ้าของ สร้างบ้านโดยวิธีที่อาตมาบรรยายธรรมะใหฟังเดี๋ยวนี้ สร้างบ้านให้ได้ปล่อย ให้ได้วาง ปล่อยแล้วก็วางมัน ให้มันถึงความสงบ ความสงบก็เรียกว่าไม่เดินไปข้างหนา ไม่ก้าวมาข้างหลัง ไม่หยุดอยู่ นี่เรียกว่าสงบ สงบจากการเดินไป สงบจากการถอยกลับสงบจากการหยุดอยู่ นี่ไอ้ความสุขนี้ก็ไม่ใช่ที่อยูของเรา ไอ้ความทุกข์ก็ไม่ใช่ที่อยู่ของเรา ทุกข์มันก็เสื่อม สุขมันก็เสื่อมทั้งนั้นแหละ

บัดนี้พระบรมครูของเราท่านเห็นว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงนี้มันเป็นของไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้พวกเราทั้งหลายถึงเวลาสุดท้ายอย่างนี้ทุกคน ท่านก็ให้ปล่อยให้วาง เพราะว่ามันเอาไปไม่ได้ จำเป็นมันก็ต้องวางอยู่นั่นเองแหล่ะ นี่เราก็วางมันไว้เสียก่อนจะไม่ดีกว่าหรือ มันแบกแล้วรู้สึกว่ามันหนัก เมื่อเรารู้สึกว่ามันหนัก เราก็ไม่แบก แล้วเราก็ทิ้งมันก่อนเสียจะไม่ดีหรือ จะไปแบกมันทำไม จะไปอาลัยมันทำไม เราปล่อยวางก็ให้ลูกหลานพยาบาลเราสบายๆ

ผู้ที่พยาบาลคนที่ป่วยก็มีคุณธรรม อีกคนที่พยาบาลรักษาคนป่วย ก็มีคุณธรรม คนที่ป่วยก็ให้โอกาสแก่ผู้พยาบาล อย่าทำให้ลำบากแก่บุคคลที่รักษา เจ็บตรงไหน เป็นอะไร ให้ได้รู้จักทำจิตให้มันดี คนที่รักษาพ่อแม่ก็ดีเหมือนกันก็ให้มีคุณธรรม มีความอดทน อย่ารังเกียจ อันนี้สนองคุณพ่อแม่ของเราก็เวลานี้เท่านั้นล่ะ เบื้องต้นเกิดมาเราเป็นเด็ก พ่อแม่เป็นผู้ใหญ่ อาศัยพ่ออาศัยแม่เราถึงเติบโตมาบัดนี้ ได้มาอยู่เดี๋ยวนี้ นั่งร่วมกันอยู่เดี๋ยวนี้ ก็เพราะคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเรามาสารพัดอย่าง แล้วมีบุญคุณเหลือที่สุดเหลือเกินนะ

บัดนี้ให้ลูกหลานทุกๆคน ให้เข้าใจว่า บัดนี้พ่อแม่เราเป็นเด็ก พ่อแม่เราเป็นลูกเราเสียแล้วก่อนเราเป็นลูกของพ่อแม่ บัดนี้พ่อแม่เป็นลูกเราเสียแล้ว เพราะอะไร แก่ไปๆจนกลายเป็นเด็กจำก็ไม่ได้ตาก็มองไม่เห็น หูไม่ไดยิน สารพัดอย่างบางทีก็พูดถูกๆผิดๆเหมือนเด็กนั่นเอง ดังนั้น ให้ลูกหลานทั้งหลายนั้นให้เข้าใจว่าให้ปล่อย คนที่รักษาคนป่วยก็ให้ปล่อย คนที่ไม่สบายนั้นอย่าไปถือเลย ปล่อยซะให้ตามใจทุกอย่างนั่นแหละเหมือนเด็กๆที่เกิดมา อะไรที่ไม่ฟังพ่อแม่ปล่อยทุกอย่างนั่นล่ะ ปล่อยให้เด็กมันสบาย ไม่ให้เด็กมันร้องไห้ ไม่ให้เด็กขัดใจอะไรเหล่านี้

พ่อแม่ของเราบัดนี้ก็เหมือนกัน สัญญามันวิปลาสคนแก่นี่ บางทีเรียกลูกคนหนึ่งไปถูกอีกคนหนึ่ง บางทีเรียกหลานคนหนึ่งไปถูกอีกคนหนึ่จะเรียกเอาขันมาก็ได้จานมา เรียกเอาแก้วก็ได้อะไรอย่างอื่นมา มันเป็นเรื่องของธรรมดาอย่างนั้นนะ อันนี้ก็ยกให้พิจารณา คนที่ป่วยก็ให้นึกถึงคนที่พยาบาล มีคุณธรรมให้อดให้ทนต่อทุกขเวทนา เวทนาสารพัดอย่างที่มันเกิดมา ให้อดกลั้น ใหเพียรในใจของเราอย่าให้มันวุ่นวาย อย่าให้มีความลำบากยากเกินไปแก่ผู้ปฏิบัติผู้อุปัฏฐากของเรา ผู้อุปัฏฐากก็ให้มีคุณธรรมอย่ารังเกียจ น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ ปัสสาวะอะไรก็ต้องพยายามเท่าที่เราจะทำของเราได้ ลูกๆทุกคนให้ช่วยกันดูในเวลานี้

บัดนี้เรามีพ่อแม่เท่านี้แหละ เราอาศัยมาได้เกิดมาได้เป็นครู เป็นอาจารย์ เป็นพยาบาลเป็นหมอ เป็นอะไรมาทุกอย่างเหล่านี้ อันนี้คือบุญคุณของท่านที่เลี้ยงเรามา ให้ความรู้มา ให้ความเป็นอยู่ของเรามา ให้ทรัพย์สมบัติเรา ถึงเราจะมีอะไรทุกอย่าง มีลูก มีหลาน มีบ้านมีช่องที่ดีๆ มีอาชีพดีๆ ได้ส่งเสียลูกหลานให้เล่าให้เรียนตลอดตัวเรานี้ก็เพราะอะไร นี่คือคุณของพ่อแม่ถ่ายทอดรับมรดกตกทอดกันมาอย่างนี้ เป็นวงศ์ตระกูลอย่างนี้อย่างนั้น

พระพุทธองค์ท่านจึงสอนว่ากตัญญูกตเวที กตัญญูกตเวทีนี้เป็นธรรมที่สนองซึ่งกันและกัน กตเวทีกระทำความดีมาแล้วใครทำความดีกับเรามา ใครสงเคราะห์เรามา ใครเลี้ยงเรามา เป็นคนกตเวทีที่ให้ความเป็นอยู่ของเราคนนั้นแหละ จะเป็นผู้ชายก็ดี จะเป็นผู้หญิงก็ดี จะเป็นญูาติ หรือไม่ใช่ญาติก็ดี เป็นคนกตเวที กตัญญูก็คือ ตัวเรา ถูกท่านมีกตเวทีที่อุปถัมภ์ อุปัฏฐากทะนุบำรุงเรามาแล้ว เราก็คิดเห็นบุญคุณของท่านเรียกว่ากตัญญู ท่านต้องการอะไร ท่านไม่สบายท่านมีความลำบาก ท่านมีความขัดของโดยประการใดเราก็ต้องเสียสละ รับภาระธุระอันนั้นช่วยท่านเพราะกตัญญูกตเวที เป็นธรรมที่ค้ำจุนโลกอยู่ให้วงศ์ตระกูลของเราไม่กระจัดกระจาย ให้วงศ์ตระกูลของเราเรียบร้อย ให้วงศ์ตระกูลของเรามั่นคงเป็นอยู่ อย่างนี้

วันนี้อาตมาได้เอาธรรมะคำสอนมาฝากยายในเวลาเจ็บป่วยนี้ โดยความสำนึก น้อมมา อาศัยคุณหมออุทัยซึ่งเป็นลูกของโยมนั่นแหละ นึกถึงผู้กตเวที เป็นผู้มีกตัญญูกตเวที อย่างนั้นจะฝากอะไรๆมามันนั้นอาตมาก็ไม่มี จะฝากวัตถุชิ้นใดชิ้นหนึ่งมาอยู่ที่บ้านมีเยอะแยะแล้ว เอาไปเอามามันลำบากนะ อาตมาจึงฝากธรรมะซึ่งมันหมดไม่ได้ ซึ่งมันหมดไม่เป็น ซึ่งมันเป็นแก่นเป็นสาร ถึงยายได้ฟังธรรมะนี้แล้วก็ถ่ายทอดให้คนอื่นๆ เท่าไรเมื่อไรก็ยังไม่หมด ไม่จบ สัจธรรม คือความจริงตั้งมั่นอยู่อย่างนี้ อันนี้อาตมาก็พลอยดีใจด้วย ว่าได้ฝากธรรมะให้คุณยาย มีพลังจิตใจที่เข้มแข็งต่อสู้กับสิ่งทั้งหลาย เหล่านี้

บ้านที่แท้จริง - หลวงพ่อชา สุภัทโท