ผู้เขียน หัวข้อ: ๒. สุขใจเมื่อได้รู้จักธรรมะ ได้พบพระพุทธศาสนา - ท่าน ว.วชิรเมธี  (อ่าน 81 ครั้ง)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1151
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
๒. สุขใจเมื่อได้รู้จักธรรมะ ได้พบพระพุทธศาสนา - ท่าน ว.วชิรเมธี

พิธีกร: ถัดจากการได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว สิ่งมหัศจรรย์ข้อต่อไปคืออะไรครับ

ท่าน ว.วชิรเมธี:
คือการได้รู้จักธรรมะ การได้พบพระพุทธศาสนา แท้จริงแล้วใครนับถือศาสนาอะไรก็ถือว่าประเสริฐทั้งนั้น แต่ประเสริฐอย่างไรในส่วนของศาสนาอื่นอาตมาไม่มีความรู้ จึงขอเจาะเฉพาะพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาแห่งเสรีภาพ  พระพุทธศาสนานั้น ถ้ารู้จักแล้ว จะศรัทธาก็ได้ ไม่ศรัทธาก็ได้ ฟังพระเทศน์แล้วรู้สึกว่าพระเทศน์ไม่เข้าท่า จะยกมือถามก็ได้ หลวงพ่อสิ่งที่เทศน์มาในวันนี้ไม่เข้าท่าเลย ที่ผมรู้มาดีกว่าหลวงพ่ออีก ทำได้ไหม ทำได้ สงสัยได้ ตั้งคำถามกับคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณเดินถอยหลังไปไม่ต้องนับถือก็ได้ นี่คือพระพุทธศาสนาที่ให้เสรีภาพทางปัญญาสูงมาก

พระพุทธศาสนาบอกว่า เราทุกคนเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ เราเกิดมาเป็นปุถุชน เมื่อมาศึกษาพระพุทธศาสนา อาจกลายเป็นอริยชนให้คนกราบก็ได้ นี่คือความประเสริฐของพระพุทธศาสนา พุทธศาสนานี้จะทำให้คนหันมาฝึกตนให้เปลี่ยนมาเป็นคนที่ประเสริฐก็ได้ และทุกคนเมื่อนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ตั้งคำถามได้ สงสัยได้ ไม่ศรัทธาก็ได้ ขณะเดียวกัน เมื่อศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งแล้ว อยากจะเผยแผ่ก็ลุกขึ้นมาทำแข่งกับพระก็ได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ นี่คือเสรีภาพทางศาสนาที่พุทธศาสนามีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม จะหาศาสนาไหนประเสริฐอย่างนี้ ยากมาก  พุทธศาสนาไม่เคยมีสงครามในนามพุทธเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะเราเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ
ใครนับถือพระพุทธศาสนาก็จะสามารถเป็นศาสนิกที่ดีของศาสนาอื่นได้โดยอัตโนมัติ ถ้าเราเป็นชาวพุทธที่ดีเราก็จะมีเมตตาซึ่งก็จะไปตรงกับศาสนาคริสต์ ที่สอนว่าจงรักเพื่อนบ้านเหมือนกับที่เธอรักตัวเอง ขณะเดียวกันถ้าเรามีสติเราก็จะมีความสันติคือจะเป็นผู้ที่ใฝ่ในสันติภาพก็จะไปตรงกับคำว่าอิสลาม ซึ่งแปลว่า ผู้รักในสันติภาพ เป็นชาวพุทธที่ดีอย่างเดียว เป็นศาสนิกที่ดีได้ทุกศาสนา

ฉะนั้นพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่ประเสริฐที่สุด เมื่อเรานับถือแล้วเราสบายใจ สบายใจอย่างไร คือ
ไม่บีบคั้นเรา ไม่เข้าไปจุ้นจ้านในชีวิตเรา แต่เราจะนับถือหรือไม่นับถือเป็นเรื่องของเราล้วนๆ
นี่คือศาสนาแห่งเสรีภาพ แม้แต่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ซึ่งเคยพูดว่า ข้าพเจ้าเป็นคนไม่มีศาสนา แต่ถ้าจะให้เลือกข้าพเจ้าจะเลือกนับถือพระพุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนาให้ปัญญาอันสูงยิ่งนั่นเอง

พิธีกร: เรื่องของคุณภาพชีวิตกับธรรมะเกี่ยวโยงกัน เป็นไปได้ไหมครับว่า เราเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง

ท่าน ว.วชิรเมธี: ก็เป็นไปได้ ถ้าธรรมะนั้นเป็นธรรมะของจริง อาตมาอยากจะบอกว่า เราไม่จำเป็นต้องรู้ไปเสียทุกเรื่อง แค่มีธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง แล้วเราปฏิบัติอย่างแท้จริง เรื่องเดียวเท่านั้นที่เปลี่ยนคนได้ สิ่งนั้นคือ การมีสติ ถ้าเรามีสตินะ สติเรื่องเดียวเท่านั้นแหละชีวิตนี้ ไม่มีพลาดแล้ว เคยคิดไหม ทุกครั้งที่เราต้องมานั่งน้ำตาไหล ต้องมานั่งเสียอกเสียใจกับการกระทำของตนเอง เหตุการณ์ที่นำเรามาสู่ภาวะเช่นนั้นมักจะเกิดตอนเราขาดสติ จริงหรือไม่ ฉะนั้นก็ไม่ต้องเอามากข้อก็ได้ ศีล ๕ นี่อาตมาลดเหลือให้ข้อเดียวคือ สติ ใครมีสติ คนนั้นก็มีชีวิตที่ดีได้แล้ว

พิธีกร: แล้วในเรื่องของเวลาล่ะครับ ทุกวันนี้คนเราเอาเวลา จะว่าไปแล้วก็ทุ่มเวลาที่มีทั้งหมดเพื่อไป
แลกกับเงิน เวลาสุขภาพไปแลกกับเงิน ตรงนี้พระอาจารย์มีอะไรจะแนะนำไหมครับ เพราะเงินมันเป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต ถ้าไม่ทำก็อยู่ไม่ได้นะครับ

ท่าน ว.วชิรเมธี: พุทธศาสนาไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อเงิน เรามักจะเข้าใจว่า แหม พอมาคุยกับพระ เดี๋ยวพระก็ต้องมาแล้วบอกว่า อย่าโลภนะ โดยเฉพาะคนที่ทำงานธนาคาร อยู่กับเงินของคนอื่น แล้วต้องทำยอดทำกำไร วันนี้นิมนต์พระมา สงสัยพระจะชวนให้เรานุ่งเจียมห่มเจียมกันหมดละกระมัง แท้ที่จริง พุทธศาสนาไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับเงิน ตราบใดก็ตาม ที่เงินยังอยู่ในฐานะที่เราเป็นผู้ใช้มัน มนุษย์ได้ทุ่มเทเวลาในชีวิต อาตมาคิดว่า ๙๙% เพื่อการหาเงินหาทอง คำถามคือทางสายกลางระหว่างเวลาที่เราไปทุ่มให้กับเงินนี่มันอยู่ตรงไหน อาตมาให้หลักง่ายๆ ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่การทำงานประสานกับคุณภาพของชีวิต เมื่อนั้นคือผลสัมฤทธิ์ของทางสายกลาง
เราจะหาเงินอย่างไรก็ได้ เราจะใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม สิ่งเหล่านี้ได้พรากได้ผลาญเวลาในชีวิตของเรา จนเราไม่มีคุณภาพชีวิต ทำงานแล้วป่วย ทำงานแทบล้มประดาตาย ทำงานแล้วชีวิตคู่ไม่มีความสุข ชีวิตครอบครัวไม่มีความสุข ไม่ได้เข้าสังคม ไม่ได้ดูหนัง ไม่ได้ฟังเพลง ไม่ได้อ่านบทกวี ไม่ได้เดินเล่น ไม่ได้พักผ่อน ไม่ได้ตรวจสุขภาพ เอาเวลาทั้งหมดในชีวิตให้กับงาน ถ้าทำเช่นนั้นหลุดทางสายกลาง แสดงว่าไม่ถูกต้อง

ทางสายกลางของเรื่องเวลาและการทำงานก็คือว่า การทำงานต้องประสานกับคุณภาพของชีวิต
เมื่อเราทำงานแล้ว งานก็ได้ผล คนก็เป็นสุข ถ้าทำอย่างนี้แสดงว่าทำถูกต้อง


7 สิ่งมหัศจรรย์ของชีวิต หลักคิดเพื่อความสุข
ท่าน ว.วชิรเมธี