ผู้เขียน หัวข้อ: ความอิจฉาที่เกิดในใจ ต้องใช้มุทิตากำราบ - พระพยอม กัลยาโณ  (อ่าน 34 ครั้ง)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1062
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
ความอิจฉาที่เกิดในใจ ต้องใช้มุทิตากำราบ - พระพยอม กัลยาโณ

การที่คนเรามีความอิจฉาริษยาอยู่ในหัวใจจะทำให้โลกใบนี้เกิดความวุ่นวายเสียหายอย่างมากมาย เรียกว่าความริษยาจะนำโลกไปสู่ความหายนะได้อย่างร้ายกาจ ถ้าถามว่าแล้วมีหลักธรรมตัวไหนบ้างที่จะช่วยให้อาการอิจฉาริษยาที่อยู่ในตัวมนุษย์อย่างเราหลุดพ้นออกไปได้ คำตอบก็คือจะต้องมี “มุทิตา”

มุทิตาแปลว่าความยินดี หรือพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คือเมื่อผู้อื่นได้รับความสำเร็จ มีความสุข ความเจริญก้าวหน้า หากทำได้ก็จะไปเหยียบความริษยาที่อยู่ในใจไม่ให้ออกมา หากเราไม่มีมุทิตาจะรู้สึกทนไม่ได้ที่เห็นคนอื่นดีกว่า ใครรวยกว่า สวยกว่า ได้ดี มีหน้ามีตากว่า ทนไม่ได้

จริงๆแล้วในใจของปุถุชนก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดการอิจฉาตาร้อนกันไปทั้งหมด คำพูดที่ว่า “อิจฉาตาร้อน” อย่างนี้แสดงว่าตาไปเห็นเขาดีกว่า เห็นแฟนเขาสวยกว่า ดีกว่า แล้วเกิดอาการที่เรียกว่าทนยาก หรือไม่อยากทนเห็น ไม่อยากเห็นใครก้าวหน้ากว่า ใครเหนือกว่าเป็นต้องออกอาการทุรนทุราย กระสับกระส่าย ตีโพยตีพาย ร้อนเนื้อร้อนใจ คนอย่างนี้ไม่ช้าก็จะพบกับความหายนะ

ดังนั้น เราต้องเข้าใจว่าหากใครทำอะไรได้ดีกว่า เด่นกว่า ก็อย่าออกอาการเยาะเย้ยถากถาง หมั่นไส้ แต่ควรปลอบอาการตัวเองและยินดีกับคนอื่น หรือควรชมเขาบ้าง คนเราเมื่อได้ชมคนอื่นด้วยความจริงใจแล้วความริษยาก็จะจางหายไป ถ้าคิดแต่อิจฉาแล้วด่าทอคนที่ได้ดีกว่าเรื่อยๆก็เท่ากับว่าเราให้อาหารกับความริษยา

ทุกวันนี้ถ้าใครได้ดูรายการทางโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการข่าวประเภทเชิญแขกมาร่วมในรายการ รู้สึกได้เลยว่าผู้ที่มาร่วมรายการไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ นักวิชาการ หากเชิญมาคุยเรื่องการเมืองคนเหล่านั้นมักจะแสดงออกให้เห็นว่ามีความริษยาในตัวนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เผลอๆมีความอิจฉามากกว่าความเกลียดด้วยซ้ำไป หากมีความเกลียดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเกลียดมากๆเข้าก็จะเป็นความริษยาได้เหมือนกัน ทำให้นักวิชาการบางคนวิชาการล่มสลายที่ทนเห็นใครดีกว่าไม่ได้ คล้ายกับได้ดูละครน้ำเน่า เช่น ถ้าถามว่าคนที่บอกว่าเลวเขามีส่วนไหนบ้างที่ดี ก็จะบอกว่าเลวทั้งหมด ไม่มีส่วนดีเลย ไม่สามารถพูดส่วนที่ดีได้ เพราะถ้าพูดถึงส่วนดีของเขาแล้วจะทำให้ตนเองรู้สึกอึดอัด

เพราะฉะนั้นใครที่มีสันดานริษยาอยู่ในตัว หากเห็นใครได้ดีกว่าควรแสดงความยินดีกับเขา ใช้คำพูดชมบ้าง อวยพรบ้าง ทำให้เกิดมุทิตา แต่ก็มีเหมือนกันที่ปากพูดยินดี แต่ในใจลึกๆแล้วยังยินดีกับใครไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะทำให้ใจวุ่นวาย และถ้าคนในประเทศเป็นอย่างนี้มากๆเชื่อได้เลยว่าคนดีๆที่ไม่เป็นอย่างนี้คงต้องลำบากไปด้วย เพราะความริษยาทำให้คนบนโลกใบนี้วุ่นวาย

ที่บ้านซอโอที่อาตมาจำพรรษาอยู่นี้ 
ก็มีไม่น้อยที่ชาวบ้านอิจฉาชาวเขา
เพราะเห็นว่าเขามีมอเตอร์ไซค์
มีรถปิกอัพ มีไร่ มีนา
และบางคนก็ส่งลูกเรียนจนจบปริญญา
เรื่องอย่างนี้ยังมีความอิจฉากันเลย


มีคนบอกว่า “ฮิตเลอร์” เป็นชาวเยอรมันที่เกลียดพวกยิวมากที่สุด เพราะคนยิวเก่ง
และทำท่าว่าจะเก่งกว่าเยอรมันเสียทุกเรื่อง ก็เลยต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นเรื่องจริง
ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และแน่ใจได้เลยว่าจะต้องเกิดขึ้นอีกในปัจจุบันและอนาคต

หากคนเรายังไม่หมดความริษยาก็จะต้องเกิดเรื่องที่ทำลายล้างกันตลอดไป
เพราะฉะนั้นขอให้ฝึกลดความริษยาลงให้มากๆ เมื่อมันลดลงก็จะทำให้ความริษยาตายไปจากใจเรา
ความริษยาถือว่าเป็นปรปักษ์กับมุทิตา

ดังนั้น หากเรามีมุทิตาคือการรู้สึกยินดีกับคนอื่นที่ได้ดี ความริษยาจะฝ่อแล้วค่อยๆหายไปเอง
แต่ถ้ายังไม่ฝึกแสดงความยินดี  เมื่อเห็นใครได้ดีด้วยความจริงใจแล้วละก็
จะทำให้ตัวเองต้องตายด้วยความริษยาในไม่ช้า

เจริญพร

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข
ปีที่ 5 ฉบับที่ 220 วันที่ 15-21 สิงหาคม พ.ศ. 2552
หน้า 23 คอลัมน์ พระพยอมวันนี้
โดย  พระพยอม  กัลยาโณ
ความอิจฉาที่เกิดในใจ ต้องใช้มุทิตากำราบ - พระพยอม กัลยาโณ