ผู้เขียน หัวข้อ: พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ  (อ่าน 9 ครั้ง)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1062
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ
« เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2018, 04:48:38 PM »
พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ

พบกระแสธรรม


หนังสือ พบกระแสธรรม ที่ท่านได้อ่านอยู่ในขณะนี้ ผู้เขียนขอทำความ
เข้าใจกับท่านไว้ในที่นี้ด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน จะได้ไม่เกิดความ
ขัดแย้งกันในเหตุในผล เพื่อให้ตรงตามหลักสัจธรรม เพราะทุกท่านก็ต้องการ
พบกระแสธรรมอยู่แล้ว คำว่าพบกระแสธรรมนั้น ย่อมตีความหมายไปได้หลาย
ทาง ถึงจะตีความหมายกันไปหลายทางก็ตาม แต่ก็มีความหมายหนึ่งจะเป็นแนว
ทางที่ถูกต้อง ถึงผู้เขียนจะให้ความหมายในอุบายการพบกระแสธรรมเอาไว้ในที่
นี้ก็ตาม ก็เพื่อให้ท่านได้พิจารณาด้วยปัญญา ด้วยเหตุผล กลั่นกรองทบทวนตาม
หลักความเป็นจริง เอาหลักเหตุผลมาเป็นเครื่องตัดสิน เพื่อให้ตรงกับคำว่า พบ
กระแสธรรม ฉะนั้นผู้เขียนจึงให้ความหมายไว้ว่า ผู้ที่จะพบกระแสธรรมได้นั้น
จะมีเฉพาะพระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบันขึ้นไป เพราะพระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบัน
เป็นผู้มีดวงตาที่สว่างได้แล้ว ถึงจะไม่สว่างอย่างทั่วถึงก็ตาม ก็นับได้ว่าเป็นผู้
สามารถมองเห็นเส้นทางของพระนิพพานได้ถูกต้อง หรือเข้ากระแสของพระ
นิพพานได้อย่างหายความสงสัย ถึงผู้นั้นไม่เคยเข้ากระแสพระนิพพานมาก่อนก็
ตาม เมื่อผู้นั้นได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยโสดานาทีใด ผู้นั้นก็ย่อมรู้ตัวเอง ว่าตัว
เอง พบกระแสธรรม ก้าวขาเข้าสู่พระนิพพานได้แล้ว จึงเรียกว่าผู้นั้นได้พบ
กระแสธรรมที่ถูกต้อง และจึงนับได้ว่าเป็น นิยตบุคคล คือบุคคลที่ตรงแล้วซึ่ง
พระนิพพานจะไม่มีการเสื่อมถอยกลับมาเป็นปุถุชนอีกต่อไป ถึงจะได้มาเกิดใน
โลกนี้อีก ก็ไม่เกินเจ็ดชาติเป็นอย่างมาก ก็จะถึงที่สุดคือพระนิพพานได้อย่าง
สมบูรณ์

อุบายแนวทางที่นักปฏิบัติจะพบกระแสธรรมได้นั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัส
ไว้แล้วเป็นอย่างดี และมีเหตุผลพร้อมแล้วอย่างชัดเจน เพื่อให้เราได้มีความเข้าใจ
อย่างถูกต้อง ว่าในครั้งพุทธกาลนั้น พุทธบริษัทได้พากันปฏิบัติกันมาอย่างนี้จึง
ได้บรรลุมรรคผล ถึงเราจะปฏิบัติกันในช่วงหลังก็ตาม ก็ขอให้พากันปฏิบัติที่ถูก
ต้องตามอุบายเดิม ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วเป็นอย่างดี ผลของการปฏิบัติ
ของพวกเราทั้งหลาย ก็จะเป็นผู้พบกระแสธรรม เหมือนกันกับในครั้งพุทธกาล
อย่างแน่นอน จึงนับได้ว่าเป็นผู้เดินตามรอยยุคลบาทของพระพุทธองค์อย่างแท้
จริง มรรคผลในครั้งพุทธกาลเป็นอย่างไร มรรคผลในยุคปัจจุบันนี้ก็เหมือนกัน
ทั้งนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมได้บรรลุธรรมในระดับไหน ผู้นั้นก็จะหายความสงสัยใน
ตัวเองทันที ว่าเราได้พบกระแสธรรมในระดับนั้นแล้ว จะไม่คิดว่าธรรมนั้นผิด
หรือถูก และไม่คิดว่าจะไปถามใครต่อใครอีกต่อไป เช่นในครั้งพุทธกาลผู้ที่ท่าน
ได้พบกระแสธรรมแล้ว จึงไม่ได้ถามพระพุทธเจ้าว่า ธรรมนี้อยู่ในระดับไหน นี้
ก็เพราะผู้ปฏิบัติรู้แก่ใจตัวเองได้แล้ว ถึงท่านเหล่านั้นจะไปกราบพระพุทธเจ้า ก็
ไม่มีความคิดที่จะไปเล่าธรรมที่ตัวเองรู้แล้ว ให้พระพุทธเจ้าฟังแต่อย่างไร ถึง
พระพุทธเจ้าจะพยากรณ์ว่า ผู้นั้นได้บรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้แล้วก็ตาม ผู้ที่บรรลุ
ธรรมก็จะไม่ดีใจตื่นเต้นกับคำพยากรณ์นั้นเลย นี้คือผู้ที่พบกระแสธรรมอย่างแท้
จริง จึงเป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตัวอยู่ตลอดไป ถึงจะมีผู้กล่าวสรรเสริญเยินยอ
หรือกล่าวร้ายด้วยประการใดก็ตาม ผู้พบกระแสธรรมแล้วจะไม่เกิดความดีใจ
หรือความเสียใจไปตามโลกธรรมแต่อย่างใด

ในยุคนี้สมัยนี้ ผู้ที่ท่านพบกระแสธรรมแล้ว ความรู้ ความเห็น ความเข้า
ใจ ก็เป็นไปเหมือนกันกับครั้งพุทธกาล ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นชนชาติไหนภาษาใด
จะเป็นเพศหญิงเพศชาย หนุ่มแก่ หรือเป็นเพศของนักบวชก็ตาม เมื่อผู้นั้นพบ
กระแสธรรมในระดับไหน ธรรมระดับนั้นก็เหมือนกันทั้งหมด ไม่มีการเปลี่ยน
ไปตามยุคตามสมัย เพราะศาสนธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ได้
เลือกเฟ้นไว้แล้วเป็นอย่างดี จึงได้นำมาสอนสัตว์โลกอย่างเปิดเผย และเป็นคำ
สอนเดียวในโลก ที่สอนให้ผู้ปฏิบัติตามได้บรรลุมรรคผลนิพพาน และเป็นคำ
สอนที่ทุกคนจะพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามหลักความจริง เพราะมรรค
ผลนิพพานไม่ได้เปลี่ยนไปตามความเข้าใจของคน ว่าหมดยุคหมดสมัยปฏิบัติไป
ก็ไม่ได้มรรคไม่ได้ผล นี้เป็นคำพูดของคนบอด นี้เราจะเอาคนบอดอย่างนี้หรือ
เป็นครูเป็นอาจารย์ ขณะนี้มรรคผลนิพพานยังมีอยู่ แต่ผู้จะปฏิบัติให้เข้าถึงมรรค
ผลนิพพานได้นั้นมีน้อยมาก เพราะอุบายข้อปฏิบัติเพื่อเข้าสู่มรรคผลนิพพานนั้น
มีจำกัด ถ้ามีความเห็นผิดจากแนวทางนี้ไป ผู้นั้นก็จะหมดโอกาสพลาดจากมรรค
ผลทันที ฉะนั้นความเห็นผิดจึงเป็นเส้นทางที่ห่างออกไปจากมรรคผลนิพพาน
ชีวิตนี้ก็ยากที่จะพบกระแสธรรมได้ เพราะอุบายวิธีที่นักปฏิบัติจะพบกระแส
ธรรมได้นั้น เป็นอุบายแนวทางที่จำกัด ถ้าปฏิบัติผิดพลาดไป ก็เป็นอันว่าพลาด
จากมรรคผลทันที หรือถ้าหากผู้นำมีการเข้าใจผิดความเห็นผิดเพียงคนเดียว ก็จะ
สอนให้คนอื่นมีความเข้าใจผิด ความเห็นผิดต่อไปเป็นหมื่นเป็นแสนคน ฉะนั้น
ความเห็นผิดจึงเป็นภัยแก่มรรคผลนิพพานยากที่จะแก้ไข เพราะยุคนี้ไม่มีพระ
พุทธเจ้าเป็นผู้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก ผู้ปฏิบัตินั้นแหละจะช่วยตัวเอง หรือถ้า
หากนักปฏิบัติได้รับข้อมูลจากผู้นำมาผิด การปฏิบัติก็จะผิดตลอดไป ถ้าหากได้
รับข้อมูลจากผู้นำที่ถูกต้อง นักปฏิบัตินั้นก็จะเข้ากระแสแห่งพระนิพพาน จะเร็ว
หรือช้านั้นขึ้นอยู่กับความจริงจังในการปฏิบัติของตน หรือจะมีคำถามว่า ผู้นำ
อย่างไรผิด ผู้นำอย่างไรถูก ข้อนี้ก็มอบให้ท่านเป็นผู้ตัดสินด้วยตนเอง ถ้าผู้มี
ปัญญามีเหตุผลอยู่ในตัวแล้วย่อมไม่เหลือวิสัย เพราะของจริงของปลอมย่อมเปิด
เผยอยู่ตลอดเวลา

จิตสงบเพียงข่มกิเลสได้ชั่วคราว

นักภาวนาต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้รอบรู้ ตีความหมายในคำสอนของพระ
พุทธเจ้าให้เข้าใจ ให้มีความถูกต้องในเหตุผลจนมีความมั่นใจ ว่าเป็นอุบายแนว
ทางที่ถูกต้อง ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง เช่น สมถกรรมฐาน
และวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งสองนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ในครั้งพุทธกาล
พุทธบริษัทปฏิบัติกันมาอย่างไรจึงได้บรรลุมรรคผล เราต้องค้นดูหลักฐานเดิมมา
เป็นอุบายประกอบบ้าง เพราะกรรมฐานทั้งสองนี้มีผลที่อุดหนุนซึ่งกันและกัน
จะเอาอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่สำเร็จมรรคผล เพราะมีผู้ปฏิบัติกันมาในวิธีทำ
สมาธิแต่อย่างเดียวมาแล้ว จึงไม่มีใครในยุคนั้นได้บรรลุมรรคผล เช่นพวกฤๅษี
ดาบสพากันทำสมาธิจนจิตมีความสงบถึงขั้นรูปฌาน อรูปฌาน ชำนาญจนเป็น
วสี มีความคล่องตัวในการฝึกจิต ในการเข้าสมาธิและการออกจากสมาธิ มีสติ
ควบคุมให้จิตมีความสงบได้อยู่ตลอดเวลาที่ต้องการ ถึงจะทำให้จิตมีความสงบมี
ความว่างอย่างละเอียดขนาดนั้น ก็ไม่มีดาบสฤๅษีผู้ใดได้มีปัญญาเกิดขึ้น เพื่อรู้
แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม และไม่มีดาบสฤๅษีใด ได้บรรลุมรรคผลนิพพานได้เลย
อย่างมากก็ได้ญาณ ได้ฌาน หรือมีอภิญญาเกิดขึ้นเท่านั้น เช่นมีตาทิพย์มีหูทิพย์
รู้วาระจิตของคนอื่น หรือมีฤทธิ์ต่าง ๆ เท่านั้น จงึ ไม่มีดาบสฤๅษีตนใดมปี ัญญารู้
แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม ไม่มีอริยเจ้าในกลุ่มดาบสฤๅษีนี้เลย นี้คือผู้ที่ทำสมาธิแต่
อย่างเดียว อุบายนี้ในช่วงแรกพระองค์ก็ได้ไปฝึกอยู่กับดาบสทั้งสองจนมีความ
ชำนาญ เมื่อพระองค์พิจารณาด้วยเหตุผลแล้ว จึงรู้ว่าการทำให้จิตมีความสงบแต่
อย่างเดียวนี้ ไม่ใช่แนวทางที่จะสำเร็จได้ นี้คือผู้ที่มีปัญญาเป็นพื้นฐานมาก่อน
แล้ว เมื่อทำในสมาธิแล้ว ก็มีความรอบรู้ด้วยปัญญาว่า การทำสมาธิแต่อย่าง
เดียวไม่ใช่ทางละกิเลสตัณหา อวิชชาได้เลย จึงไม่มีดาบสฤาษีใดละกิเลสตัณหา
ราคะโมหะอวิชชาให้หมดไปจากใจได้ ถึงจะทำให้จิตมีความสงบในสมาธิระดับ
ไหน ก็เป็นเพียงข่มกิเลสตัณหาไว้ได้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเผลอตัวเมื่อไร ความ
โลภ ความโกรธ ความหลง ราคะ ตัณหา ก็ฟูขึ้นที่จิตตามเดิม

นี้เราพากันปฏิบัติทุกวันนี้ เราเอาใครเป็นครูเป็นอาจารย์กันแน่ แต่ทุกคน
ก็ต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เอาพระพุทธเจ้านั้นแหละเป็นเนติแบบฉบับ ทุก
คนก็ว่าเป็นผู้เดินตามยุคลบาทของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น นี้เป็นเพียงคำพูด แต่การ
ทำการปฏิบัตินั้นทำตามแบบฉบับของพวกดาบสฤๅษี ความต้องการให้ปัญญาเกิด
ขึ้นจากการทำสมาธินั้น จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะ การทำสมาธิ เป็นเพียง
อุบายให้จิตมีความสงบเท่านั้น ส่วนปัญญาจะเกิดขึ้น ต้องเกิดขึ้นจาก โยนิโส
มนสิการ คือการใคร่ครวญ การนึกคิดตรึกตรอง ให้แยบคายในเหตุในผล มัน
เป็นคนละอุบายกัน เพียงเท่านี้ ก็ยังตีความหมายในคำว่า สมถะและวิปัสสนาไม่
ถูกต้อง ยังมีความเข้าใจผิดความเห็นผิดตามหลักความจริง ถ้ามีความเห็นผิดใน
เบื้องต้น การปฏิบัติต่อไปก็เป็นอุบายที่ผิด แม้ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติก็ผิดกัน
ทั้งหมด ฉะนั้นการตีความหมายให้ผิดจากหลักความเป็นจริง จึงเป็นสิ่งปกปิด
มรรคผลนิพพาน จะไม่สมความต้องการที่ตัวเองกำลังปฏิบัติอยู่ในชาตินี้เลย

ปัญญาขั้นพื้นฐานมีอยู่กับทุกคน

เมื่อมีคำโต้แย้งขึ้นว่า ถ้าจิตไม่มีความสงบเป็นสมาธิก่อนแล้ว ปัญญาจะ
เกิดขึ้นได้อย่างไร ตอบว่าปัญญาเกิดขึ้นนั้น คืออารมณ์ของวิปัสสนาญาณ หรือ
อีกศัพท์หนึ่งว่า ภาวนามยปัญญา แปลว่าปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนา ปัญญา
ประเภทนี้แหละนักภาวนามีความต้องการยิ่งนัก แต่ก็ยากมากที่นักภาวนาจะมี
ปัญญาประเภทนี้เกิดขึ้น เพราะเป็นปัญญาขั้นสูง เป็นปัญญาที่ตัดกระแสโลก
เป็นปัญญาท่ตี ัดความสงสัยลังเล เป็นปัญญาที่ถอนรากถอนโคนตัวอุปาทาน ที่มี
ความยึดมั่นถือมั่นในตัวอัตตาให้หมดไปจากใจ เป็นปัญญาของผู้กำลังจะได้บรรลุ
ธรรมในขณะนั้น ถ้าผู้ใดมีวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นได้แล้ว อีกไม่กี่นาที ผู้นั้นก็จะ
ได้บรรลุมรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่งในไม่ช้า อย่างต่ำจะได้บรรลุธรรมขั้นพระอริยโส
ดาขึ้นไป นี้แลคำว่าปัญญาเกิด มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นลม ๆ แล้ง ๆ ตามความเข้าใจของ
ตัวเอง เพราะเป็นปัญญาขั้นสูง ขั้นละเอียด เป็นปัญญาที่กำลังจะหลุดจากปุถุชน
ขึ้นเป็นพระอริยะ เป็นปัญญาของนักปราชญ์ผู้ฉลาดรอบรู้ในหลักสัจธรรม เป็น
ปัญญาของผู้มีความรอบรู้ในเหตุผลอย่างทั่วถึง ปัญญาประเภทนี้ มิใช่จะเกิดขึ้น
ลอย ๆ ตามความเข้าใจของตัวเอง และเป็นปัญญาที่บังคับไม่ได้ ปัญญาประเภท
นี้ ถ้านักปฏิบัติทำไม่ถูกหลักเป็นไปตามสัมมาทิฏฐิแล้ว อีกร้อยกัปพันกัลป์
ปัญญาประเภทนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นกับผู้ภาวนาผิดนี้เลย

การทำสมาธิ เพื่อความถูกต้องเป็นสัมมาสมาธิที่จะหนุนให้วิปัสสนาญาณ
เกิดขึ้นก็ยังไม่เข้าใจ ไฉนปัญญาประเภทนี้จะเกิดขึ้นได้เล่า นี้เราเป็นนักปฏิบัติ
ต้องมีความรอบรู้ในการทำสมาธิ ว่าสัมมาสมาธิเป็นอย่างไร โมหสมาธิ มิจฉา
สมาธิเป็นอย่างไร ถ้ายังเป็นโมหสมาธิ เป็นมิจฉาสมาธิอยู่ตราบใด วิปัสสนา
ญาณก็จะไม่เกิดขึ้นได้เลย ขณะนี้เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในขั้นอนุบาล ยังล้มลุก
คลุกคลานยังไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรเป็นสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ถูก
ต้อง อะไรเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด ก็ยังไม่เข้าใจ ไฉนวิปัสสนาญาณจะ
เกิดขึ้นได้เล่า ฉะนั้นการภาวนาปฏิบัติเราต้องเข้าใจในพื้นฐาน ตีความหมายใน
คำว่า สมถะ และวิปัสสนาให้เข้าใจ หรือมีคำถามว่า สมถะ กับวิปัสสนาจะ
ปฏิบัติอย่างไหนก่อนกัน ตอบได้ว่าจะทำอะไรก่อนอะไรหลังก็ได้ เพราะอุบายทั้ง
สองนี้เป็นพลังหนุนซึ่งกันและกัน ผู้ปฏิบัติต้องมีความเข้าใจในอาการของจิตตัว
เอง ถ้าช่วงไหนจิตไม่ชอบนึกคิดอะไร ในช่วงนั้นให้ทำสมาธิไปก่อน เมื่อจิตมี
ความสงบพอสมควรแล้ว จึงใช้ปัญญาพิจารณาในหลักสัจธรรมทีหลัง หรือใน
ช่วงใดจิตเราชอบนึกชอบคิดไม่อยู่เป็นปกติ จะกำหนดคำบริกรรม หรือกำหนด
อานาปานสติ ก็มีแต่ความลืมตัวออกไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ในช่วงนั้นก็ต้องใช้
ปัญญาพิจารณาไปก่อน เรื่องที่จะนำมาพิจารณานั้นให้สังเกตดูจิตตัวเองว่า มี
ความคิดติดพันอยู่ในเรื่องอะไร ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้อยู่ในขอบเขตของไตร
ลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ มีเรื่องที่จะให้คิดพิจารณาอีก ก็ให้
พิจารณาตามหลักความจริงในเรื่องนั้น ๆ และให้ลงสู่ไตรลักษณ์ทุกครั้งไป เมื่อ
จิตมีความเหนื่อยในการคิดพิจารณาแล้วก็ต้องหยุด แล้วมากำหนดจิตเพื่อทำ
สมาธิต่อไป การเจริญในสมถะ และวิปัสสนานั้น เรามีความสะดวกในอิริยาบถ
ใดก็ทำได้ทั้งนั้น จะสำเร็จผลประโยชน์ในการปฏิบัติเหมือนกัน

ฉะนั้นการปฏิบัติเราต้องวางพื้นฐานไว้ให้ดี ขณะนี้ปัญญาของเรามีอยู่แล้ว
ใช้ปัญญาที่มีอยู่แล้วเป็นพื้นฐานในทางธรรม แต่ก่อนมาเรามีแต่ใช้ปัญญาคิดไป
ในทางโลก คิดไปไม่มีขอบเขต คิดไปไม่มีจุดหมายปลายทาง จึงเรียกว่า
ปัญญาลอยตามกระแสโลก หาที่จบสิ้นไม่ได้ เดี๋ยวคิดเรื่องโน้น เดี๋ยวคิดเรื่องนี้
ทั้งเรื่องส่วนตัว ทั้งเรื่องของคนอื่น คิดไม่มีการจบสิ้น ผู้มีความคิดได้อย่างนี้
แสดงว่าผู้นั้นมีปัญญาอยู่ในตัว แต่ก็เป็นปัญญาขั้นโลกีย์ ปัญญาขั้นนี้มีอยู่กับทุก
คน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นชาติใดภาษาใด จะมีการศึกษาน้อยศึกษามาก ปัญญาก็ต้อง
มีอยู่ในตัว ถึงจะไม่มีใครสอน แต่ก็มีปัญญาประเภทนี้ประจำนิสัย ถ้าผู้มีการ
ศึกษาขั้นสูงขึ้นไปในวิชาต่าง ๆ เช่นผู้คิดทำจรวดขึ้นไปเที่ยวรอบโลก ไปดวง
จันทร์ หรือคิดทำอะไรได้หลาย ๆ อย่างในโลกนั้น ก็เพราะมีปัญญาทั้งนั้น คิด
สร้างโลกให้มีความเจริญ คิดทำลายโลกเพื่อให้เกิดความหายนะ ก็ใช้ปัญญาทั้ง
นั้น นี้แสดงว่าปัญญามีอยู่กับทุกคน ไม่ต้องทำสมาธิให้จิตมีความสงบ ปัญญาก็
มีอยู่ประจำตัว แต่เป็นปัญญาในทางโลก เป็นปัญญาสร้างสรรค์หรือทำลายโลก
นั้นเอง

วางปัญญาขั้นพื้นฐานไว้ให้ตรง

ปัญญาขั้นโลกีย์ทางโลกนี้เอง จะเป็นพื้นฐานในการทำงานเพื่อเป็น
ประโยชน์ในทางธรรม การฟังเทศน์ก็ต้องมีปัญญาขั้นโลกีย์ การศึกษาธรรมะ
เบื้องต้นก็มีปัญญาขั้นโลกีย์ ความเข้าใจในพื้นฐานการศึกษาในทางธรรม ก็ต้อง
มีปัญญาขั้นโลกีย์ แม้การสร้างความดีมีการไหว้พระสวดมนต์ทำบุญให้ทาน ก็
เนื่องด้วยปัญญาขั้นโลกีย์ทั้งนั้น จะรักษาศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ ศีลสองร้อย
ยี่สิบเจ็ด ให้มีความสมบูรณ์ได้ ก็ต้องมีปัญญาขั้นโลกีย์เป็นเครื่องรักษา ถ้าไม่มี
ปัญญาความรู้รอบในศีลแล้ว จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไม่ได้เลย แม้การภาวนา
ปฏิบัติก็ต้องใช้ปัญญาขั้นโลกีย์เป็นพื้นฐาน การทำสมาธิก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณา
ใหเ้ ขา้ ใจ วา่ สมาธขิ นั้ ไหนเปน็ อยา่ งไร จะเปน็ ขณกิ สมาธิ อุปจารสมาธิ อัปป
นาสมาธิ รูปฌาน อรูปฌาน ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาในการทำ หรือเรื่องโมห
สมาธิ มิจฉาสมาธิก็ต้องศึกษาด้วยปัญญาให้เข้าใจ เพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้สมาธิ
ประเภทนี้เกิดขึ้นได้ หรือ นิวรณ์ห้า คือกามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ
อุทธัจจกุกกุจจะ อวิชชา ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาศึกษาให้เข้าใจ และมีอุบาย
ปัญญาป้องกันไม่ให้นิวรณ์นี้เข้าครอบงำจิตได้ ฉะนั้นการวางแผนแนวทางปฏิบัติ
ทุกขั้นตอน ต้องใช้ปัญญาก่อนทั้งสิ้น เพื่อความถูกต้องในการปฏิบัติธรรม เพื่อ
ป้องกันความผิดพลาดในการปฏิบัติซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในบางกรณี คำว่าปัญญาคือ
ความรอบรู้ก็ต้องรู้รอบในการปฏิบัติธรรม นักปฏิบัติต้องเป็นผู้เตรียมพร้อมใน
การปฏิบัติธรรม ใช้ปัญญาพิจารณาในอุบายในแนวทางปฏิบัติอย่างรอบด้าน
เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการปฏิบัติธรรม และใช้ปัญญาแก้ไขในปัญหาที่เป็น
อุปสรรคขัดขวางภายในใจให้หมดไป จึงชื่อว่าผู้มีความฉลาดในการปฏิบัติธรรม

พบกระแสธรรม - พระอาจารย์ทูล ขิปปปัญโญ