ผู้เขียน หัวข้อ: เทศนาภาษาใจ ๑ - หลวงปู่ปุดดา ถาวโร  (อ่าน 41 ครั้ง)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1092
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
เทศนาภาษาใจ ๑ - หลวงปู่ปุดดา ถาวโร
« เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2018, 04:56:47 PM »
เทศนาภาษาใจ ๑ - หลวงปู่ปุดดา ถาวโร

เทศนาภาษาใจ ๑
หลวงปู่ปุดดา ถาวโร
วันที่ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๒๔
ณ วัดอาวุธวิกสิตารา ศาลาธรรมสาร


ลำดับนี้ น้อมนมัสการคุณพระรัตนตรัยด้วยกายพระนาม วจีพระนาม มโนพระนาม โดยสัจจะเคารพแล้ว น้อมพระธรรมเทศนาคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้ามาแสดง เพิ่มพูนปัญญาบารมี ชาวพุทธทั้งหลายด้วยภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาได้มาเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ให้เกิดให้มีขึ้นที่กาย วาจา ใจ กาย วาจา ใจ นี้มีมาแต่อดีตแล้ว มาถึงปัจจุบันด้วย ตัวเรามาเกิด ก็มีปู่ มีย่า มีตา มียาย เป็นพื้นรองรับอยู่เสมอไป พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็มีพุทธมารดาบิดาเหมือนกัน จึงได้เป็น เหตุผลซึ่งกันและกัน

ทำไมมีพระพุทธเจ้าแล้ว มีพระธรรมแล้ว มีพระสงฆ์แล้ว จะต้องมีหมู่มนุษย์ธรรม เทวธรรม พรหมธรรม เข้าไปศึกษาในกุตตธรรม จึงได้มีเหตุมีผลเนื่องมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มาจนถึงปัจจุบันนี้และอนาคตหมดเมื่อไร ? ไม่มีหมด ธรรมชาติก็คือ กฎธรรมดา ถ้าไม่มีกาย วาจา จิต รองรับปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธเข้ามาเกิดในหมู่มนุษย์ไม่ได้ จะเป็นเทวดา เป็นพรหมไม่ได้ จะขึ้นไปเป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ โลกุตตรธรรมไม่ได้ กฎธรรมดาต้องมี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อย่างอุปัชฌาย์สอนภิกษุสามเณรในโบสถ์แล้ว ต้องมีอธิศีล ศีลอยู่ที่จิต อธิจิตรับได้ทั้งศีลทั้งสมาธิด้วย อธิปัญญารับได้ทั้งปัญญาด้วย ถ้าหากไม่มีกายกรรมสาม วจีกรรมสี่ สัมมาอาชีวะมาแต่อดีตแล้ว อยู่ในห้องก็เป็นคนไม่ได้ ในวินัยปิฎกห้ามไว้ไม่ให้ฆ่ามนุษย์ ทั้งในครรภ์และนอกครรภ์เป็นบาป กฎหมายสัมมาทิฐิ มนุษย์ธรรมมีมาแต่ในท้อง นอกท้องก็มี มนุษย์อย่างนี้คือมนุษย์ที่จะต้องรับพระธรรมเทศนาของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะไปรับถึงเทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม เพราะพื้นเดิมมีกาย วาจา จิตแล้วกายกรรมสาม ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เรียกว่า กายกรรมสาม วจีกรรมสี่ ไม่ได้พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เป็นสัมมาวาจาอยู่ในตัวของมันเอง สัมมาอาชีวะมีผัสสาหาร มโนสัญญเจตนาหาร วิญญาณหารอย่างที่เมื่อมาอยู่ในครรภ์มารดาก็ต้องอาศัยอาหารมารดานั่นเอง ส่งไปหล่อเลี้ยงร่างกายมาจนครบสิบเดือนแล้ว พระสาวกก็สิบเดือน เว้นไว้แต่องค์ที่พิเศษบางองค์ต้องอยู่นานกว่านั้น

เมื่อคลอดออกมาแล้วก็ไม่มีอะไร มีน้ำนมมารดานี่เอง พระเจ้าแม่น้าก็เป็นแม่เลี้ยงของ พระพุทธเจ้าของเรา
พระชนนีคลอดได้เจ็ดวันก็ทิวงคตไปแล้ว พระราชกุมารจะอยู่กับใครก็อยู่กับ พระแม่น้านี่เอง
พ่อเดียวกันแต่คนละแม่กับนันทกุมารเขามีมาอย่างนี้

ปัจจุบันนี้จะห้ามมนุษย์ไม่ให้มีมนุษย์ธรรมเทวธรรม พรหมธรรม จะไม่ให้มีโลกุตตรธรรมห้ามไม่ได้ ธรรมห้าไม่ได้ ฝ่ายดีก็ห้ามไม่ได้ ฝายสัมมาทิฐิก็มีจริง ฝ่ายมิจฉาทิฐิที่มนุษย์มีแต่ร่างกาย แต่จิตใจยังไม่เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ไม่เว้นจากกาม ไม่เว้นจากปาณาติบาต อทินนา กาเม มุสา สุราพวกหนึ่ง พวกหนึ่งนั้นเห็นโทษกายกรรม ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เห็นโทษของ กาเมมุสาวาท กิเลสสี่ตัวนี้ลามก จะเป็นเดรัจฉานหรือเป็นร่างกายมนุษย์ก็ลามก คบกิเลสลามกแล้วก็เสวยกรรมชั่ว กายไม่เว้นฆ่าสัตว์ไม่เว้นลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามอยู่ ยังมุสาวาทอยู่ก็เป็นอบายภูมิ ทั้งสี่ มันไม่ต่างกับเดรัจฉาน เปรต อสุรกายเลย มันเป็นพวกเดียวกัน แต่ต่างกายเนื้อหนังกัน

เพราะฉะนั้นอุปัชฌาย์จึงได้ถามว่า เกศามีหรือไม่ มี โลมา นขา ทันตา ตโจ มนุษย์โสสิ มีจริงหรือมีจริง ปุริโสสิ เป็นมนุษย์ชายจริงหรือ? จริง บรรพชาเปกขะไม่มีขัดข้อง อุปสัมปันโนมี ๒๕ รูป คัดค้านไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมา ถ้าหากว่าทำแบบเดิมอย่างอุปัชฌาย์สอน ๒๕ รูป ได้อบรมให้มีกายกรรมสาม วจีกรรมสี่ สัมมาอาชีวะ เมื่อมีอย่างนี้ก็พร้อมไปด้วยองค์ ๘ ประการเหมือนกัน กายกรรมสามมีศีล สามตัว วจีกรรมสี่ศีลสี่ตัว เป็นเจ็ดตัว พวกสัมมาอาชีวะเขาไม่ได้กินอาหารดิบ เขากินอาหารสุก เขาไม่ได้ร่วมกายกรรมสาม วจีกรรมสี่ สัมมาอาชีวะเขาไม่ร่วม จึงเป็นอุบาสก อุบาสิกาขึ้นได้

ทำไมอุบาสก ๗ ขวบ บรรลุพระโสดาได้ อุบาสิกาบรรลุพระโสดา ๗ ขวบได้ สามเณร ๗ ขวบ บรรลุอรหันต์ได้เพราะมีมาแต่พื้นเดิมรองรับแล้ว พอออกจากโบสถ์มาหรือว่าเดินมาแต่เจ็ดปีมาแล้ว ไปเรียนมากเข้า ๆ เอาขยะมูลฝอยอะไรผสมเข้าเอาโลภะมูล ๘ ผสมเข้า โทสะมูล ๒ โมหะมูล ๒ มาผสมเข้า เอาราคะมาถม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเข้า ถ้ามานั่งดูปัจจุบัน ภิกษุก็ตาม สามเณรก็ตาม อุบาสก อุบาสิกาก็ตาม กายเดียว จิตเดียว ไม่มีราคะ โทสะ พื้นมันดีแล้ว

ปกติกาย วาจา ปกติตา หู จมูก กาย ใจ อาจจะเป็นศีล ๘ ก็ได้ ศีล ๕ ก็ได้
ศีลอุโบสถก็ได้หรืออาจจะเป็นศีล ๑๐ ก็ได้ อาจจะเป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา
ในธรรมคุณนั้นก็ได้ในธรรมคุณนั้นมีกายนั่งกายเดียว
กายเดิน กายยืน กายนอนไม่มี จะอาบน้ำ ห่มผ้


ถ่ายมูตร ถ่ายคูถ ไม่มี กายขี้ กายเยี่ยวก็ไม่มี กายกินข้าว กินน้ำ ไม่มีผัสสาหาร มโนสัญญาเจตนาหาร วิญญาณหารเป็นปกติแล้ว ถึงนั่งอยู่อย่างนี้ก็เป็นปกติ นอน ยืน เดิน เป็นปกติ อาบน้ำ ห่มผ้า ถ่ายมูตร ถ่ายคูถ เป็นปกติ ไม่หลงเสียเลย จะบวชหรือไม่บวชไม่มีปัญหาอะไรมันหมดกิเลสแล้วก็แล้ววกันเท่านั้นเอง อายุ ๗ ขวบก็ได้ อายุ ๘๐ ปี ก็ได้ อย่างนี้น่านิยมในคำสอนของพระพุทธศาสนาว่า ปฏิเวธก็ขี้มาให้รู้จักทุกข์ ปฏิบัติให้รู้จักทุกข์กาย ทุกข์ใจ ให้พ้นทุกข์กาย ทุกข์ใจ นั่นเอง ปฏิเวธให้พ้นจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่นเอง เรียกว่าพ้นทุกข์แล้วอยู่กับธรรมะ อยู่กับปริยัติก็ได้ อยู่กับปฏิบัติก็ได้ ปฏิเวธธรรมก็ได้

ขอเชิญชวนพี่น้องชาวพุทธทั้งหลายให้พร้อมเพรียงกันเจริญกายบริสุทธิ์ปัจจุบันวาจาบริสุทธิ์ปัจจุบัน จิตบริสุทธิ์ปัจจุบัน ให้เป็นเหตุเป็นปัจจัยไปสู่ มนุษย์ธรรม เทวธรรม พรหมธรรม โลกุตตรธรรม อย่างต่ำ ๆ ไปพักอยู่โสดา สกิทาอนาคาก็ได้ ถ้าไม่อยากพัก ก็ตัดสังโยชน์เสีย อนุสัยเจ็ดเสียแล้วไม่มีอวิชชาสวะไม่มี อวิชาสังโยชน์ ไม่มีอวิชานุสัย นั่นแหละเรียกว่า พ้นทุกข์ ไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือ ธรรมชาติแห่งธรรม ไม่ใช่ธรรมชาติแห่งสัตว์ ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุก ๆ วัน อย่างนี้เรียกว่าธรรมชาติของสัตว์ ธรรมชาติของธรรมะปกติอยู่ทุกวันนี้ ทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ปกติ ศีลปกติ สมาธิปกติ ปัญญาปกติ นี่แหละ ขอชักชวนพี่น้องชาวพุทธทั้งหลาย ให้เจริญโลกียธรรม โลกุตตรธรรม นิโรธธรรม นิพพานธรรม ด้วยความสวัสดี

เทศนาภาษาใจ ๑ - หลวงปู่ปุดดา ถาวโร