ผู้เขียน หัวข้อ: อนาลโยวาท - หลวงปู่ขาว อนาลโย  (อ่าน 22 ครั้ง)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1168
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
อนาลโยวาท - หลวงปู่ขาว อนาลโย
« เมื่อ: มกราคม 04, 2019, 02:56:39 PM »
อนาลโยวาท หลวงปู่ขาว อนาลโย

บางครั้งหลวงปู่ขาวเกิดความสงสัย เรียนถามท่านอาจารย์มั่น
ท่านยังดุเอา โดยท่านว่าถามเอาตามความชอบใจของตน
มิได้เล็งดูหลักธรรมคือความจริง ควรจะเป็นอย่างไรบ้าง
ความสงสัยที่เรียนถามนั้นมีว่า
 
…ในครั้งพุทธกาลตามประวัติว่า
มีผู้สำเร็จมรรคผลนิพพานมากและรวดเร็วกว่าสมัยนี้
ซึ่งไม่ค่อยมีท่านผู้ใดสำเร็จกัน แม้ไม่มากเหมือนครั้งโน้น
หากมีการสำเร็จได้ก็รู้สึกจะช้ากว่ากันมาก…

ท่านย้อนถามทันทีว่า
ท่านทราบได้อย่างไรว่า
สมัยนี้ไม่ค่อยมีท่านผู้ได้สำเร็จมรรคผลกัน
แม้สำเร็จได้ก็ช้ากว่ากันมากดังนี้

ท่านเรียนตอบท่านว่า
ก็ไม่ค่อยได้ยินว่าใครสำเร็จเหมือนครั้งโน้น
ซึ่งเขียนไว้ในตำราว่าสำเร็จกันครั้งละมากๆ
แต่ละครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม
โปรดตลอดการบำเพ็ญโดยลำพังในที่ต่างๆ
ก็ทราบว่าท่านสำเร็จโดยรวดเร็วและง่ายดายจริงๆ 
น่าเพลินใจด้วยผลที่ท่านได้รับ
 
แต่มาสมัยทุกวันนี้ ทำแทบล้มแทบตาย
ก็ไม่ค่อยปรากฏผลเท่าที่ควรแก่เหตุบ้างเลย
อันเป็นสาเหตุให้ผู้บำเพ็ญ ท้อใจและอ่อนแอต่อความเพียร

ท่านอาจารย์มั่นถามท่านว่า

ครั้งโน้นในตำราท่านแสดงไว้ด้วยหรือว่า ผู้บำเพ็ญล้วนเป็นผู้สำเร็จอย่างรวดเร็วและง่ายดายทันใจทุกรายไป
หรือมีทั้งผู้ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า ผู้ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ผู้ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า และผู้ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว
อันเป้นไปตามประเภทของบุคคล ที่มีภูมิอุปนิสัยวาสนายิ่งหย่อนต่างกัน

หลวงปู่ขาวเรียนตอบว่า
มีแบ่งภาคไว้ต่างๆ กันเหมือนกัน มิได้มีแต่ผู้สำเร็จอย่างรวดเร็วและง่ายดายอย่างเดียว
ส่วนผู้ปฏิบัติลำบากทั้งสำเร็จได้ช้าและปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็วก็มี แต่รู้สึกผิกับสมัยทุกวันนี้อยู่มาก
แม้จะมีแบ่งประเภทบุคคลไว้ต่างกันเช่นเดียวกับสมัยนี้

ท่านอาจารย์อธิบายว่า

ข้อนี้ขึ้นอยู่กับผู้แนะนำถูกต้องแม่นยำผิดกัน ตลอดอำนาจวาสนา ระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระสาวกและพวกเรา
ผิดกันอยู่มากจนเทียบกันไม่ได้ อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับความสนใจในธรรมต่างกันมาก สำหรับสมัยนี้กับสมัยพุทธกาล
แม้พื้นเพนิสัยก็ผิดกันกับครั้งนั้นมาก เมื่ออะไรๆก็ผิดกัน ผลจะให้เป็นเหมือนกันย่อมเป็นไปไม่ได้

เราไม่ต้องพูดเรื่องผู้อื่นสมัยอื่นให้เยิ่นเย้อไปมาก แม้ตัวเราเอง ยังแสดงความหยาบกระทบกระเทือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ทั้งที่เป็นนักบวชและนักปฏิบัติ ซึ่งกำลังเข้าใจว่า ตัวประกอบความเพียรอยู่เวลานั้น ด้วยวิธีเดินจงกรมอยู่บ้าง นั่งสมาธิภาวนาอยู่บ้าง
แต่นั้นเป็นเพียงกิริยาแห่งความเพียรทางกาย

ส่วนใจมิได้เป็นความเพียรไปตามกิริยาเลย
มีแต่ความคิดสั่งสมกิเลสความกระเทือนใจอยู่ตลอดเวลา
ในขณะที่เข้าใจว่าตนกำลังทำความเพียรด้วยวิธีนั้นๆ
ดังนั้นผลจึงเป็นความกระทบกระเทือนใจโดยไม่เลือกกาลสถานที่

แล้วก็มาเหมาเอาว่า ตนทำความเพียรรอดตาย ไม่ได้รับผลเท่าที่ควร
ความจริงตนเดินจงกรม นั่งสมาธิสั่งสมยาพิษ ทำลายตนโดยไม่รู้สึกตัวต่างหาก
มิได้ตรงตามความจริงตามหลักแห่งความเพียรเลย

ฉะนั้น ครั้งพุทธกาลที่ท่านทำความเพียรด้วยความจริงจังหวังพ้นทุกข์จริงๆ กับสมัยที่พวกเราทำเล่นราวเด็กกับตุ๊กตา
จึงนำมาเทียบกันไม่ได้ ขืนเทียบไปมากเท่าไร ยิ่งเป็นการขายกิเลส ความไม่เป็นท่าของตัวมากเพียงนั้น

ผมแม้เป็นคนในสมัยทำเล่นลวงๆ ตัวเองก็ไม่เห็นด้วยกับคำพูดดูถูกศาสนา และดูถูกตัวเองดังที่ท่านว่ามานั้น
ถ้าท่านยังเห็นว่าตัวยังพอมีสารคุณอยู่บ้าง ท่านลองทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้โดยถูกต้องดูซิ
อย่าทำตามแบบที่กิเลสพาฉุดลาดไปอยู่ทุกวี่ทุกวัน ทุกเวลา

แม้ขณะกำลังเข้าใจว่า ตนกำลังทำความเพียรอยู่มรรคผลนิพพาน ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้เป็นสมบัติกลาง
จะเป็นสมบัติอันพึงใจท่านในวันหนึ่งแน่นอนโดยไม่มีคำว่า ยากลำบากและสำเร็จได้ช้ามาเป็นอุปสรรคได้เลย
ขนาดที่พวกเราทำความเพียรแบบกระดูกจะหลุดออกจากกัน เพราะความขี้เกียจอ่อนแออยู่เวลานี้

ผมเข้าใจว่า เหมือนคนที่แสนโง่และขี้เกียจเอาสิ่งอันเล็กๆ เท่านิ้วมือไปเจาะภูเขาทั้งลูก แต่หวังให้ภูเขานั้นทะลุในวันเวลาเดียว
ซึ่งเป็นที่น่าหัวเราะ ของท่านผู้ฉลาดปราดเปรื่องด้วยปัญญาและมีความเพียรกล้าเป็นไหนๆ  พวกเราลองคิดดู
ประโยชน์แห่งความเพียร ของท่านผู้เป็นศากยบุตรพุทธสาวกในครั้งพุทธกาล

ท่านน่าสมเพชเวทนาเหลือประมาณ แต่หวังพระนิพพานด้วยความเพียรเท่าฝ่ามือนั้น
ลองคิดดู กิเลสเท่ามหาสมุทร แต่ความเพียรเท่าฝ่ามือ นั้นมันห่างไกลกันขนาดไหน
คนสมัยฝ่ามือแตะมหาสมุทร ทำความเพียรเพียงเล็กน้อย แต่ความหมายมั่นปั้นมือว่า
จะข้ามโลกสงสาร เมื่อไม่ได้ตามใจหวัง ก็หาเรื่องตำหนิศาสนาและกาลสถานที่ตลอด

คนสมัยนั้นสมัยนี้ ไม่ละอายการประกาศ  ความไม่เป็นท่าของตัว
ให้นักปราชญ์ท่านหัวเราะด้วยความอ่อนใจว่า
เราเป็นผู้หมดความสามารถโดยประการทั้งปวง

การลงทุนแต่เพียงเล็กน้อยด้วยความเสียดายเรี่ยวแรงแต่ต้องการผลกำไรล้นโลกล้นสงสาร
นั่นเป็นทางเดินของโมฆบุรุษโมฆสตรี ผู้เตรียมสร้างป่าช้าไว้เผาตัวและนอนจมอยู่ในกองทุกข์
ไม่ชมเชยศาสนธรรม ชมเชยกาลสถานที่และบุคคลในครั้งพุทธกาล แต่ตำหนิศาสนธรรม
ตำหนิกาลสถานที่และบุคคลในสมัยนี้ จึงเป็นคำชมเชยและติเตียนของโมฆบุรุษโมฆสตรี
ที่ปิดกั้นทางเดินของตน จนหาทางเล็ดลอดปลอดจากภัยไปไม่ได้ และเป็นคำถามของคนสิ้นท่า
เป็นคำถามของคนผู้ตัดหนามกั้นทางเดินของตัว มิได้เป็นคำถามเพื่อช่วยบุกเบิกทางเดิน
ให้เตียนโล่งพอมีทางปลอดโปร่งโล่งใจ เพราะความสนใจปลดเปลื้องตนจากกิเลสด้วยสวากขาตธรรม
อันเป็นมัชฌิมาที่เคยให้ความเสมอภาคแก่สัตว์โลก ผู้สนใจปฏิบัติตามโดยถูกต้องตลอดมาแต่อย่างใดเลย…..

อนาลโยวาท - หลวงปู่ขาว อนาลโย

(คัดลอกจากส่วนหนึ่งของ หนังสืออนาลโยวาท : หลวงปู่ขาว อนาลโย)


โพสท์ในลานธรรมเสวนาโดยคุณ : บัวในตม [ 17 ม.ค. 2545 ]