ผู้เขียน หัวข้อ: อนัตตาพาสุขใจ - หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ  (อ่าน 69 ครั้ง)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1212
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
อนัตตาพาสุขใจ - หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2019, 06:15:29 AM »
อนัตตาพาสุขใจ - หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

เรื่อง อนัตตาพาสุขใจ
วันอาทิตย์ที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙


ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมปาฐกถา อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว
ขอให้ท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา.

พวกเราที่ทำการศึกษาข้อธรรมะ อันเป็นหลักคำสอน ในทางพระพุทธศาสนานั้น เมื่อศึกษาไปมากๆ เข้า แล้วก็นำธรรมะไปเป็นหลัก ในการพิจารณาในเรื่องเหตุการณ์อะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในชีวิตของเราก็ดี ในชีวิตเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ดี ตลอดจนถึงความเป็นไป ของสังคมในโลกนี้ เราก็ยิ่งเห็นความจริงของธรรมะมากยิ่งขึ้น คือเห็นความจริงของธรรมะ คือเห็นว่าธรมะนี้เป็นสัจจะ เป็นความจริงแท้ พระพุธทเจ้าท่านตรัสไว้ แล้วถ้าหากว่านำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ก็จะเป็นประโยชน์แก่ท่านอย่างมาก แต่ว่าเมื่อศึกษาดูกันให้ดีแล้ว มนุษย์เราในสมัยปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยจะได้ใช้ธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ที่ใช้ธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิตก็มีอยู่ แล้วก็มีความสบาย ไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อน ส่วนพวกที่ไม่ได้ใช้ธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิตนั้น ย่อมเกิดปัญหาด้วยประการต่างๆ สร้างความทุกข์ให้แก่ตนบ้าง สร้างความทุกข์ให้แก่บุคคลอื่นบ้าง ตลอดมา

ความจริงชาวโลกเราทั่วๆ ไปนั้น ได้ปฎิญาณตนตนว่าเป็นคริสต์ ปฏิญาณตนว่าเป็นอิสลาม ปฎิญาณตนว่าเป็นฮินดู พวกเราก็ปฎิญาณตนว่าเป็นพุทธบริษัท การปฎิญาณตนว่าเป็ผู้นับถือศาสนานั้น ถ้ามองดูกันให้ซึ้งอย่างแท้จริงแล้ว ก็จะพบความจริงว่ายังไม่สมกับคำปฎิญาณที่ได้กล่าวไว้ ยังไม่ได้นำธรรมะเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือ ในการบริหารตน บริหารงาน ตลอดจนถึงการบริหารประเทศบ้านเมือง เพื่อให้อยู่ในความสุขความสงบ ถ้าพิจารณาทั่วๆ ไปแล้วก็จะเห็นความจริงในข้อนี้ ญาติโยมลองพิจารณาดู เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกสมัยปัจจุบันนี้ ในประเทศต่างๆ ทั่วๆ ไป ในเหตุการณ์ที่เขาเรียกว่ารุนแรง แต่ว่าความจริงนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โต มองดูแล้วมันเรื่องเล็กนิดเดียว แต่นั้นแหละเข้าแบบที่เรียกว่า เส้นผมบังภูเขา เรื่องมันจะแก้ได้ง่ายๆ ไม่ใช่แก้ยาก แต่ว่าแก้ไม่ค่อยได้ สร้างปัญหากันจนให้นักการทูตทั้งหลายวิ่งว่อนไปตลอดเวลา

นักการทูตที่มีชื่อเสียงของโลก ต้องวิ่งไปประเทศนั้นประเทศนี้ เพื่อไปแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นๆ ลงทุนไม่ใช่น้อยในการเดินทาง เพราะต้องไปด้วยเครื่องบิน ด้วยความรวดเร็ว ต้องไปพักในที่ดีๆ หน่อย เพื่อรักษาเกียรติของประเทศชาติ แล้วก็ไปพูดจากัน คนที่มาพูดกันนั้นล้วนแต่เรียกตนเอง ว่าศาสนิกในศาสนานั้น ศาสนานี้ทั้งนั้น แต่ว่าเขาเอาศาสนาไปไว้เสียที่ไหน เอาพระผู้เป็นเจ้าที่ตนเคารพบูชา ไปไว้เสียที่ไหน ทำไมไม่เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ อันนี้เป็นเรื่องน่าคิด

แล้วก็มองเห็นว่า เขาไม่ได้เอามาใช้ บรรดาคำสอนในคัมภีร์ต่างๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นคำสอนในพระปิฏก ในพระเวทันตะของพราหมณ์ ในโกระอ่านของอิสลาม ในใบเบิลของคริสเตียน ไม่มีคำสอนใดที่สอนให้ยุ่งให้วุ่นวาย ให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ให้รบราฆ่าฟันกัน มีแต่คำสอนที่ว่า ไม่ให้จองเวรจองกรรมต่อกัน ให้หันหน้าเข้าหากัน ให้ประนีประนอมกันด้วยกันทั้งนั้น อันนี้เป็นคำสอนที่มีอยู่ทั่วๆ ไปในคัมภีร์ เราไปศึกษาก็จะมองเห็น

เช่นในศาสนาพราหมณ์ ขึ้นต้นก็โอมสานติ พูดแต่เรื่องสานติตลอดเวลา เรื่องสงบทั้งนั้น สวดมนต์สวดพรตอนท้ายก็ลงว่า โอมสานติทั้งนั้น หมายความว่า ความสงบ สวดอยู่ตลอดเวลา เรื่องความสงบนี้สวดอยู่เสมอ ศาสนาอิสลามก็บ่งชัด ว่าศาสนาแห่งสันติ เพราะคำว่า "อิสลาม" นั้นแปลว่าสงบ ไม่วุ่นวาย ศาสนาคริสเตียนก็มีคำสอน ประเภทที่ไม่ให้จองเวรจองภัยกับใครๆ สอนให้รู้จักให้อภัยเขา แม้ว่าเขาจะมาตบมาตีก็ไม่โกรธไม่เคือง อะไรอย่างนี้ ในพุทธศาสนาเราก็สอนอย่างนี้ ว่าเวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่ผูกเวรไว้ อันนี้มีเป็นคำสอนทั่วไป เรียกว่าเป็นหลักสากลก็ว่าได้

แต่ว่าชาวโลกกลับมองไม่เห็นหลักคำสอนนั้น ไม่เอามาใช้เป็นหลักในชีวิตประจำวัน อะไรมันปิดบังไว้ อะไรปิดไว้ไม่ให้เห็นคำสอนเหล่านี้ อันนี้แหละเป็นเรื่องที่เราควรจะได้พิจารณา ถ้าพิจารณาแล้ว ก็จะพบความจริงว่า สิ่งที่เขามาปิดบังไม่ให้เห็นคำสอนอันเป็นอมตะ อันเป็นข้อปฏิบัติ ที่จะนำผู้ปฏิบัติให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ความเดือดร้อนนี้ มีอยู่แต่มองไม่เห็น ที่มองไม่เห็นมีอะไรมาปิดบัง ม่านหนาที่ปิดบังปัญญาไม่ให้มองเห็นสิ่งนี้ ก็มีอยู่ตัวเดียวเท่านั้นที่สำคัญที่สุด คือความเห็นแก่ตัวนั่นเอง.

ตัวความเห็นแก่ตัวนั่นแหละเป็นมารร้ายที่มาปิดบังดวงตาคือปัญญา ไม่ให้มองเป็นอะไรถูกต้อง ไม่ให้นึกถึงหลักธรรมคำสอน ไม่ให้นึกถึงพระที่เราเคารพบูชา ไม่ให้ปฏิบัติตนตามหลักศาสนา ก็เรื่องความเห็นแก่ตัวนั่นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ปัญหาที่เราได้ยินกันอยู่ในข่าวทางวิทยุ เช่นปัญหาในประเทศอาฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ฝรั่งเข้าไปยึดครอง แต่มีคนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีจำนวนไม่ใช่น้อย เขาเรียกว่า คนผิวดำ คนผิวดำในอาฟริกา คนผิวขาวมองว่าไม่เป็นมนุษย์ไปเลย กีดกันทุกวิถีทาง เช่นไม่ให้เรียนเป็นหมอ ไม่ให้เรียนเป็นนักกฎหมาย ไม่ให้เรียนอะไรหลายอย่าง กีดกันไว้ไม่ให้เรียนวิชานั้นวิชานี้ เคยพบกับชนชาวอาฟริกันผิวดำ ถามว่าท่านเรียนอะไร แกก็บอกว่าเรียนวิชาธรรมดาๆ ไม่ได้เข้าไปเรียนเป็นหมออะไรกับเขาหรอก แกยอกว่าเรียนไม่ได้ที่นั่นเขาไม่ให้เรียน กฎหมายเขาไม่อนุญาต

กฎหมายหมายประเภทอย่างนี้ตั้งขึ้นเพื่ออะไร ตั้งขึ้นด้วยความคิดที่อคติที่สุด คือเห็นแก่ตัวนั่นเอง แล้วก็กีดคนต่างผิว ต่างศาสนา ต่างอะไรๆ หลายอย่าง ซึ่งล้วนแต่ว่าเป็นกำแพง กั้นไม่ให้คนเข้ามากัน มนุษย์เรานี่ยิ่งมีกำแพงกั้นมากเท่าใด มันก็ยิ่งวุ่นวายมากเท่านั้น เพราะกันเรื่องผิวบ้าง เรื่องศาสนาบ้าง เรื่องประเทศนั้น ประเทศนี้ ทวีปนั้น ทวีปนี้ เที่ยวถืออะไรมากเรื่อง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยก ไม่เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในสมัยก่อนนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไร เพราะว่าแขกดำทั้งหลายเขาก็เจียมเนื้อเจียมตัว ไม่แข็งข้อ แต่ว่าสมัยนี้มันมีลูกพี่ ชอบไปยุไปแหย่ที่นั่นที่นี่ให้มันเกิดความวุ่นวายไปทั่วทั้งโลก

ลูกพี่ที่เข้าไปยุไปแหย่ก็ไม่มีอะไร เห็นแก่ตัวอีกเหมือนกัน ไม่ใช่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม หรือว่าแก่ความสงบของโลก แต่ว่าก็เห็นแก่ตัว อยากจะให้มันวุ่นวายไปทุกหนทุกแห่ง ครั้นเมื่อวุ่นวายกันทุกหนทุกแห่ง ตัวก็จะจะได้สอดมือเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ต่อไป รวมความว่าไม่มีความรักที่บริสุทธิ์ ไม่มีความเมตตาปรานีที่แท้จริง นอกจากปากว่าเมตตา แต่มือไขว้อยู่ข้างหลัง ถือปืนจะจ้องยิงอยู่ตลอดเวลา มันเป็นในรูปอย่างนั้น คล้ายๆ กับภาพการ์ตูนที่เขาเขียนไว้ในสมัยหนึ่ง

เขาเขียนเป็นภาพบาดหลวงมือขวาถือคัมภีร์ มือซ้ายถือดาบไว้ข้างหลัง นั่นเป็นภาพหมายความว่า ทำท่าว่าจะไปสอนศาสนา แต่ว่าจะไปแสวงหาเมืองขึ้นด้วย แสวงหาวัตถุดิบในประเทศนั้นๆ ด้วย เป็นพวกจักรวรรดิ์นิยมนั่นเอง เขาเขียนภาพในรูปเช่นนั้น นี่ก็คือความเห็นแก่ตัวนั่นเอง เขามาแฝงอยู่ข้างหลัง จึงทำไปในรูปอย่างนั้น ปัญหาเรื่องผิว ความจริงมันไม่สลักสำคัญอะไร ถ้าเราถือว่ามนุษย์นี้เป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้เกิดมา ในศาสนาคริสต์ อิสลาม เขาถือว่าพระผู้เป็นเจ้า เป็นผู้สร้างมนุษย์ ก็มนุษย์จะผิดอะไร ก็เป็นบุตรพระผู้เป็นเจ้าทั้งนั้น ถ้าเราถือตามหลักศาสนานั้น มนุษย์เป็นบุตรพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างมา

ก็เรามันลูกพ่อเดียวกัน ลูกพ่อเดียวแม่เดียวกัน ให้มันเหมือนกันได้ไหม ดูอย่างในครอบครัวของเราหลายคนพี่น้องหน้าตามันเหมือนกัน เหมือนกับพิมพ์เดียวได้เมื่อไหร่ ผิวพรรณก็อาจไม่เหมือนกัน สติปัญญาก็อาจไม่เหมือนกัน นิสสัยใจคอก็อาจไม่เหมือนกัน บางคนสูงบางคนต่ำ บางคนดำบางคนขาว บางคนเป็นอย่างนั้นบางคนเป็นอย่างนี้ แต่ว่าเราอยู่กันได้ด้วยอะไร เราอยู่กันด้วยความเห็นอกเห็นใจ ด้วยความรักความเมตตา ด้วยความคิดว่าเราเป็นพี่น้องกัน เราเกิดมาจากพ่อแม่เดียวกัน เราก็อยู่กันด้วยความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือเจือจุนกัน ด้วยเรื่องต่างๆ ในวงกว้างก็ควรจะคิดในรูปอย่างนั้น นึกว่ามนุษย์เรานี้ เป็นครอบครัวใหญ่แห่งโลก ธรรมชาติหรือพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างเรามา เราก็ถือว่าเป็นพี่น้องกัน แล้วจะไปรบราฆ่าฟันกันทำไม จะไปรังเกียจกันด้วยเรื่องเล็กเรื่องน้อยมันเรื่องอะไร

ผิวดำผิวขาวมันก็เหมือนกัน จิตใจที่จะบรรลุธรรมะ จิตใจที่จะรักความสุข เกลียดความทุกข์ ก็เท่ากัน ไม่ได้มีความแตกกันที่ตรงไหน เหมือนกับในเรื่องสูตรเวยหล่าง ญาติโยมเคยอ่านหรือไม่ เวลาอุยเหน่ง หรือเวยหล่างไปถึงสำนักอาจารย์แล้ว อาจารย์ก็ถามว่าเจ้ามาจากไหน อุยเหน่งก็บอกว่ามาจากเมืองใต้ อาจารย์บอกว่า คนป่าคนดงมาเรียนธรรมะกับเขาด้วยหรือ อุยเหน่งก็ตอบคมคาย เขาตอบว่า ถึงแม้จะเป็นคนชาวใต้ สมมติว่าเป็นคนป่าคนดง แต่ใจที่จะบรรลุธรรมะมีเท่ากัน แปลว่ามีจิตที่จะเรียนธรรมะศึกษาธรรมะ ที่จะบรรลุธรรมะได้เท่ากัน เท่ากับคนในเมืองหลวง หรือว่าเหมือนกับคนในที่เจริญแล้ว อันนี้เป็นคำพูดที่มีความเสมอภาพกัน ให้เห็นว่าคนเราเสมอภาคกัน

ชาวโลกมักจะพูดกันว่า เสรีภาพ ภราดรภาพ สมภาพ เขาพูดกันหนักหนา ในประเทศฝรั่งเศส เขาเขียนไว้ตามกำแพง หลังจากการปฏิวัติใหญ่ เขียนว่า เสรีภาพ ภราดรภาพ สมภาพ แต่ว่ามันไม่เป็นภาพที่น่ารักอะไร เขียนไว้อย่างนั้นเอง ว่ากันไปอย่างนั้น แต่ว่ามันเป็นภาพที่เสรีก็ไม่ได้ เสมอกันก็ไม่ได้ ความเป็นพี่น้องก็มีไม่ได้ เพราะความเห็นแก่ตัวมันเข้าไปขวางไว้ เลยทำอะไรไม่สะดวกสบายไปตามๆ กัน เหมือนปัญหาเรื่องผิว ในอเมริกาก็ถือ คนอเมริกันมีความหยิ่ง ภูมิใจในตัวเองเหลือเกิน ว่าเป็นชนชาติที่เจริญ มีความก้าวหน้าในทางวิทยาการ สามารถจะไปถึงโลกพระจันทร์ได้ ส่งยานไวกิ้งไปถึงดาวพระอังคารได้ บังคับให้ขุดก็ได้ทำอะไรก็ได้ แล้วจะให้เอาดินนั้นกลับมาเมืองนี้ก็ได้

แต่ว่าในชีวิตส่วนตัวนั้น ยังมีกิเลสคลุมหัวอยู่ ยังรังเกียจแม้กระทั่งผิวดำผิวขาว ไม่สามารถจะเข้ากันได้ ในระหว่างคนที่อยู่ในประเทศเดียวกัน แล้วจะไปพูดให้ประเทศอื่นรักกันสามัคคีกัน ในบ้านของตัวแตกกันอยู่ตลอดเวลา แล้วจะไปชวนเพื่อนได้อย่างไร อันนี้มันก็ไม่มีอะไร เพราะความเห็นแก่ตัวมันเข้ามาขวางไว้ เห็นแก่ตัวว่าฉันเป็นฝรั่งผิวขาว แกมันอเมริกันนิโกร มันคนละพวกกันอยู่ตลอดเวลา นิโกรมันก็เรียนหนังสือได้ ก้าวหน้าได้ มันชกมวยเก่งกว่าฝรั่งเสียด้วยซ้ำไป นายโมฮัมหมัดอาลี มันก็เป็นนิโกรเหมือนกัน แต่ชกไม่มีใครจะเอาชนะมันได้ มันก็เก่งได้ เรียนเป็นดอกเตอร์ทางกฎหมายก็มี ทางอะไรก็มี

มีนิโกรคนหนึ่งเกิดในบ้านนายเป็นทาส สมัยที่เขาค้าทาสกัน แล้วแกก็พยายามไปศึกษาเล่าเรียน ไปโรงเรียนเห็นเขาเรียนก็เข้าไปเรียน ไม่มีชื่อในบัญชี แกก็บอกว่าทำไม่ชื่อผมไม่มี เขาบอกว่า ก็เธอยังไม่ได้เข้าเรียน เข้ามาเฉยๆ เขาบอกว่า ต้องจดชื่อไว้ด้วย ผมก็เป็นนักเรียนในโรงเรียนนี้เหมือนกัน เขาบอกว่าโรงเรียนนี้ไม่รับนักเรียนผิวดำ แกก็ต้องออกอีกแล้ว ก็เดินทางโดยไม่มีรองเท้าใส่ นุ่งกางเกงทำด้วยหนังแกะ ไม่ใช่เสื้อผ้าทำด้วยฝ้ายอะไรดอก ทำด้วยหนังแกะ เราลองนึกดูว่า หนังแกะมันรำคาญขนาดไหน เวลานุ่งไป แกก็นุ่งไปได้ ไปแห่งนั้นโรงเรียนนั้นเขารับให้เข้าเรียนได้ เพราะเป็นโรงเรียนพวกนิโกร แกก็ได้เรียน เรียนก็ไม่ใช่มีสตางค์กับเขา ไปอาสาล้างชามบ้าง กวาดขยะบ้าง ทำอะไรไปตามเรื่อง เรียนจนได้จบชั้นมัธยมศึกษา

แล้วต่อมาก็เป็นคนขอบค้นคว้า มีชื่อมีเสียงในทางด้านเกษตร ค้นคว้าด้านการเกษตรโดยเฉพาะเรื่องถั่วลิสง แกว่าถั่วลิสงมันทำอะไรได้บ้าง แกค้นคว้าถั่วลิสงทำประโยชน์ได้มากเรื่องมากอย่าง ค้นคว้าเป็นงานใหญ่ จนรัฐสภาต้องเชิญให้ไปอภิปรายเกี่ยวกับกฎหมายเรื่องถั่วลิสง เวลาแกไปสภาเขาส่งผู้แทนมาต้อนรับ คนที่มาต้อนรับก็เดินสวนไปสวนมา เอ๊ะคนไหนที่เขาให้มารับ แกแต่งตัวปอนๆ หิ้วกระเป๋าขาดๆ ลงมาจากรถไฟ เดินวนไปเวียนมา เขาก็ไม่รู้ว่าคนไหนจะมารับไปสภา แกก็ไปของแกเอง ไปถึงสภาแกก็บอกเขาว่า นี่แหละฉันนี่แหละที่จะมาอภิปรายกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องถั่วลิสง เขาบอกว่าส่งคนไปรับแล้ว ประเดี๋ยวคนรับกลับมา บอกว่าไม่เจอ แต่ว่านายคนนั้นมานั่งอยู่แล้ว นี่เขาก็มีเกียรติเหมือนกัน แม้ผิวดำก็มีเกียรติ

แล้วเวลาตายลงไปก็ต้องมีอนุสาวรีย์ไว้ ว่าเป็นนักค้นคว้าผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เราจะไปกีดกันผิวมันก็ไม่ได้ มันไม่มีอะไร เพียงแต่ว่าเลิกรังเกียจกันเท่านั้น คนก็ไม่ต้องฆ่ากัน เวลานี้ฆ่ากันตายไปมากแล้ว ในอาฟริกาใต้ เพราะเรื่องผิวเรื่องเดียว แล้วผู้มาปกครองบ้านเมืองก็ปลงไม่ตก ไม่รู้จะแก้อย่างไร ต้องไปเชิญนักการทูตมาเจรจา มันเรื่องนิดเดียวเท่านั้นเองไม่ใช่เรื่องมากอะไร ประกาศเลิกว่า ตั้งแต่นี้ไปคนผิวดำกับผิวขาวมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่กี่คำพูด บ้านเมืองมันก็สงบเรียบร้อย แต่ว่าทำไม่ได้ ทำไมจึงทำไม้ได้ ความเห็นแก่ตัว อยากจะเอารัดเอาเปรียบต่อไป กูมันใหญ่มานานแล้ว เอาเปรียบพวกผิวดำมานานแล้ว กูจะให้ลูกหลานแหลนโหลนเอาเปรียบต่อไป มันจะเอาเปรียบกันไม่รู้สักกี่ชั่วคน เพราะความเห็นแก่ตัว ไม่มีอะไร ตัวเดียวเท่านั้น ลดความเห็นแก่ตัวความสุขความสงบของบ้านเมือง เรื่องมันก็เรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไรอันนี้เป็นตัวอย่างเห็นง่ายๆ นี่ประเทศหนึ่ง

อีกประเทศหนึ่งเขาเรียกว่า โรดิเซีย ก็เหมือนกัน ฝรั่ง นายเอียนสมิท แกเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่เวลานี้ แกก็เป็นอยู่อย่างนั้นเอง นี่ความเห็นแก่ตัวจัด ทิฏฐิมานะมาก กิเลสรุนแรง พระราชินีแห่งอังกฤษยังไม่ให้ประเทศโรดิเซียเป็นอิสระ เพราะว่าจะประกาศให้มันเรียบร้อย ให้พวกผิวดำเขาได้มีสิทธิมีส่วนมั่ง พวกฝรั่งที่ไปทำมาหากินอยู่ในนั้นกลัวจะเสียประโยชน์ นั้นก็คือความเห็นแก่ตัว ไม่มีอะไร เลยก็ไม่รอให้สมเด็จพระราชินีประกาศอิสระภาพของประเทศนี้ ยึดเอาเสียเลย แล้วก็ปกครองต่อมา เวลานี้แขกดำมันก็จะสู้แล้ว เพราะมีพี่เลี้ยงเข้าไปหนุนหลังแล้ว เอาต้องสู้เลยเกิดปัญหาใหญ่ นายคิสซิงเจอร์นักการทูตใหญก็วิ่งไปวิ่งมาเจรจา เรื่องมันไม่มากอะไร ความจริงเรื่องนิดเดียว เอามาอยู่กันฉันท์พี่น้อง ผิวขาวกับผิวดำพี่น้องกันอยู่กันให้สบาย ทำมาหากินกันไปตามเรื่อง มีเท่านี้ ไม่มีอะไร แต่ว่ามันทำไม่ได้ ที่ทำไม่ได้เพราะอะไร ความเห็นแก่ตัว ตัวเดียวเข้ามาขวางไว้ เลยไม่สามารถจะทำอะไรลงไปได้ ให้มันเฉียบขาด นี่ตัวอย่างที่เห็นง่าย ๆ ว่าความเห็นแก่ตัว มันเป็นพิษเป็นภัย ทำลายสิ่งต่างๆ ในชีวิตในประเทศชาติบ้านเมืองให้เสียหาย เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน

ทีนี้เรามาดูเมืองไทยของเราว่า ความเห็นแก่ตัวมันสร้างสถานการณ์หรือไม่ สร้างปัญหาขึ้นในสังคมหรือไม่ เอาในเรื่องการบ้านการเมือง เราก็จะเห็นว่ามันมีพื้นฐานหนุนหลังอยู่ตัวเดียวเหมือนกัน คือความเห็นแก่ตัว พอมีความเห็นแก่ตัวก็มีพวกของตัว แล้วก็มีอะไรเป็นของตัวเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่าง ทำให้กินแหนงแคลงใจกัน ระแวงกัน กลัวว่าคนนั้นจะเด่นกว่าข้า ข้าจะด้อยกว่าแก ก็เลยเกิดการแข่งขันกัน ไม่ได้แข่งกันในรูปธรรมะ แต่แข่งขันกันด้วยอำนาจกิเลส เอาที่เป็นตัวพื้นฐานคือวู่วามเห็นแก่ตัว เอาตัวมาตั้งไว้ข้างหน้า แล้วก็รดน้ำพรวนดินกิเลสประเภทอื่นๆ เกิดขึ้นอีกเยอะแยะ แล้วเอามาใช้เป็นฐาน ในการปฏิบัติงาน ก็เกิดปัญหาขึ้นอีก ก่อความทุกข์ก่อความเดือดร้อนกันขึ้น ด้วยประการต่างๆ

นี่เขามีการโยกย้ายนายทหารกัน ก่อนจะโยกย้ายก็ แหมนักหนังสือพิมพ์ทำนายโชคชะตาราศรี ของมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่พวกนี้ เขียนไปคาดการณ์ไป คนนั้นจะอย่างนั้นคนนี้จะอย่างนี้ เขียนให้มันวุ่นวาย พวกเขียนไม่ใช่เรื่องอะไร หาเรื่องให้ได้เขียนก็แล้วกัน แล้วจะได้สตางค์ไปตามเรื่อง เพราะขายได้คล่องไป คนก็ชอบอ่าน คนเราก็แปลก ถ้าว่าเรื่องเขาทะเลาะกันอะไร ชอบอ่านชอบดู คนนั่งสอนคนเงียบนั่งๆ ไม่มีใครไปดู แต่ถ้าสองคนเถียงกันแล้ว ต้องไปดูหน่อย มันเป็นอย่างนั้นมนุษย์เรามันชอบ ชอบวุ่นวายไม่ชอบความสงบ ตรงไหนสงบไม่สนใจ แต่ถ้าตรงไหนวุ่นวายแล้วคนสนใจ นี่มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพวกนี้ก็เรียนจิตวิทยา บอกว่ามันต้องทำให้ยุ่ง ต้องทำให้วุ่นวาย คนจะได้ชอบอ่าน เลยเขียนให้วุ่น

คนนั้นควรอย่างนี้ แล้วก็ไปสัมภาษณ์คนนั้นอย่างนี้ คนที่ให้สัมภาษณ์อาตมาก็อ่านอยู่เหมือนกัน ลองอ่านดูแล้วพูดออกไปด้วยอารมณ์เหมือนกัน ด้วยความเห็นแก่ตัวอีกเหมือนกัน ไม่ได้พูดเพื่อชาติไม่ได้พูดเพื่อบ้านเมือง ไม่ได้พูดว่าบ้านเมืองเราเวลานี้ มันอยู่ในสภาพอย่างไร ควรจะให้สัมภาษณ์อย่างไร ให้มันเป็นไปเพื่อความสุขความสามัคคีหัหน้าเข้าหากัน แต่กลับพูดให้สัมภาษณ์ไปในแนวอื่นต่อไป วุ่นวายจนกว่าจะมีพระบรมราชโองกานออกมา พอมีพระบรมราชโองการออกมาแล้ว เรียบร้อย นึกว่าจะเรียบร้อย กลับไม่เรียบร้อยอีก บางคนไม่ชอบใจ ในการถูกย้ายไปอยู่ตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ คือว่ารู้สึกมันเสียศักดิ์ศรี มันด้อยไป

ศักดิ์ศรีความด้อยความเด่นมันอยู่ที่อะไร ก็อยู่ที่ตัว ไม่มีอะไร ตัวอัตตาตัวนี้สำคัญนักหนา อัตตามันมีอยู่พอมีอัตตาศักดิ์ศรีมันก็เกิดขึ้น อันนั้นอันนี้ก็เกิดขึ้น เพราะมีตัวเอาตัวไปใส่ไว้ บางทีก็ตัวใหญ่สำคัญกว่ากูนี่ใหญ่ ใครแตะต้องไม่ได้ กูจะต้องอยู่ตรงนี้ จะย้ายไปอยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้ ฉันไม่ไปฉันจะอยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้ ฉันจะอยู่ตรงนี้ต่อไป นี่คือความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้น พอเกิดอารมณ์ขึ้นมา ไม่เหมาะที่เขาย้ายไปไว้ที่นั่น ลืมอะไรไปหมด ลืมนึกถึงในหลวงซึ่งเป็นยอดที่เราบูชา ยอดคนที่เราควรบูชาในบ้านในเมือง พระราชโองการเป็นสิ่งที่เราต้องเคารพแล้ว ในหลวงมีพระบรมราชโองการ แต่งตั้งว่าให้ไปนั่งตรงนั้น ต้องไปไม่พออกไม่พอใจก็เงียบๆ ไว้ก่อน อย่าเอาอารมณ์ อย่าเอาความร้อนมาใช้ เป็นคนที่หนักแน่น มีเหตุผล นึกถึงชาติบ้านเมือง เรื่องมันก็ไม่ยุ่ง

แต่ว่าลืมไปหมด นึกถึงตัวอย่างเดียว พอนึกถึงตัว ก็ลืมชาติลืมประเทศ ลืมงานลืมการอะไรหมด แล้วก็อ้างว่าศักดิ์ศรีบ้างเรื่องอย่างนั้นมันต้องอย่างนี้ ไม่เคยมี ในประวัติศาสตร์ ที่เขาจะทำกันอย่างนี้ ความจริงมันมีมาตั้งบรมโบราณแล้ว อย่างนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าเราคิดไม่ถึง ไม่ได้คิดในแง่นั้น นึกอย่างเดียวว่าเขาทำฉันได้ คล้ายๆ กับที่เขาร้องเพลงว่า "ทำไมถึงทำกับฉันได้.." นึกไปในรูปอย่างนั้น พอนึกอย่างนั้นแล้ว ก็น้อยอกน้อยใจ ว่าแหมเราเขาย้ายไปอยู่ในที่เช่นนั้น เรามันเคยใหญ่ เอาไปไว้ตรงนั้นมันเป็นที่สอง ไม่เป็นที่หนึ่ง

คนเรามันต้องรู้จักว่า ถึงเวลาใหญ่บ้างเล็กบ้าง เพราะงานราชการนั้น เป็นงานที่เขามอบให้เราทำ ไม่ใช่งานที่เราเลือกทำได้ตามชอบใจ งานส่วนตัวที่ทำได้ตามชอบใจ ฉันจะนั่งเก้าอี้ เอาไปวางไว้บนนี้ก็ได้ นั่งนานๆ ย้ายมาบนนี้ก็ได้ นานๆ ย้ายไปมุมโน้นก็ได้ เตียงนอนก็เหมือนกัน นอนหันหน้าไปทางทิศเหนือ นานๆ ก็ย้ายไปทางทิศใต้เสียบ้าง ดูสิมันจะเป็นอย่างไรนานๆ ก็พลิกแพลงไปทางตะวันออกเสียมั่ง ทิศตะวันตก ไม่มีใครชอบพลิกแพลงไป กลัวจะตาย ถือโชคลางพวกนั้น แต่อาตมาเคยนอน หันหัวไปทางทิศตะวันตก ตั้งปีก็เรียบร้อย เวลาปาฐกถาก็ยังพูดได้ดีอยู่ ไม่เห็นอะไรเสียหาย เราเที่ยวถือกันไม่เข้าเรื่อง เพราะนี่งานของเรามันหมุนได้ ยกตำแหน่งนั้นให้ตัวเองได้ แต่ว่าของที่เขาได้ยินดีให้ ต้องยินดีรับ ตามที่เขาให้ เช่นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

จริงอยู่ในหลวงไม่ได้ทรงโปรดเอง เขาเสนอขึ้นไปตามระบอบราชการ แต่ถ้าเรามีความเคารพในพระองค์ท่าน เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มาเช่นนั้นแล้ว อย่าวู่วาม อย่าไปให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ไม่ได้อย่างนี้ไม่ได้ มันเสียศักดิ์ศรี พูดมากไป สมมติว่าจะกลับตัวทีหลัง ก็กลับยาก เพราะพูดถลำไปเยอะแยะแล้ว อย่างนี้มันก็ลำบาก คนเราไม่สำรวมปาก มันก็เดือดร้อนในภายหลัง เพราะฉะนั้นจะพูดอะไรต้องคิดต้องตรอง ยิ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ นายพลอะไร ต้องคิดมาก หนักแน่น แม่ทัพต้องหนักแน่น ไม่พูดอะไรให้มันวุ่นวาย ยับยั้งใจ บังคับตัวเองไว้ได้ บังคับคนทั้งกองทัพ ไม่ใช่น้อยแล้ว บังคับตนเองไม่ได้ แล้วจะเป็นแม่ทัพที่ดีได้อย่างไร มันก็น่าคิดในแง่นี้

มีต่อ .....


นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1212
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: อนัตตาพาสุขใจ - หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2019, 06:17:49 AM »
ต่อ......

อาตมานั่งฟังข่าวแล้วก็คิดว่า นี่มันอะไร ทำไม่มันเป็นอย่างนี้ นึกในใจอย่างนั้น ค้นไปค้นมาก็พบว่า อัตตาตัวตนนั่นเอง คือความเห็นแก่ตัว ไม่เห็นตำแหน่งไม่ชอบเปลี่ยน ที่ต้องลาออก อะไรอย่างนี้เป็นตัวอย่าง อันนี้มันก็ไม่ดีเหมือนกัน เราควรนึกแต่เพียงอย่างเดียวว่า เราทำงานเพื่อใคร เราทำงานเพื่อตัวเรา หรือทำงานเพื่อใคร ถ้าทำงานเพื่อตัว เรียกว่าจิตใจไม่ค่อยจะดี เราจะต้องคิดว่า เราทำงานเพื่อชาติ เพื่อประเทศของเรา ถ้าจะเกี่ยวกับบุคคล ก็ว่าเราทำงานเพื่อพระมหากษัตริย์ เพื่อในหลวง

สมัยก่อนนี้เรียกว่า ทำงานเพื่อพระมหากษัตริย์ ข้าราชการคือคนทำงานของพระราชา ทีนี้พระราชาท่านบอกว่า เธอนั่งตรงนีนะ ต้องยินดีไปนั่ง เธอมานั่งตรงนี้ ต้องยินดีไปนั่ง การขัดขืนนั้น เป็นเรื่องไม่ชอบไม่ควร ต้องทำตามหน้าที่ เคยพบคนๆ หนึ่ง แกดีเหมือนกัน คือว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าเมือง ต่อมาก็ไปเป็นรองผู้ว่าการภาค แล้วต่อมาเขาย้ายไปเป็นรอง ผู้การภาคนั้นเคยเป็นเจ้าเมืองเหมือนกับตัวท่าน แล้วก็เป็นเจ้าเมืองหลังท่านด้วยซ้ำไป เขาย้ายไปอย่างนั้น ถ้าเป็นคนมีความเห็นแก่ตัว มีอัตตาตัวตนแรง ก็คงทำงานไม่ได้ เพราะนึกว่าไอ้นี่มันขึ้นมาทีหลังกู เวลานี้กูมานั่งใต้เขา เป็นสองเขากลายเป็นที่หนึ่งไป

ท่านผู้นั้นไม่ได้คิดอย่างนั้น คุ้นกับอาตมา เวลาอาตมาไปเยี่ยมก็บอกว่า เรื่องการงานหน้าที่ เราเลือกเอาไว้เองไม่ได้ มันเป็นเรื่องของราชการบ้านเมือง เขาสั่งให้ไปทำตรงไหน เราก็ยินดีไปทำ ผมเมื่อก่อนมันทำหน้าที่หนึ่ง มันใหญ่ เวลานี้เขาให้มานั่งในหน้าที่นี้ ถ้าคนอื่นก็รู้สึกว่าต่ำ เขาคิดไปอย่างนั้น แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมคิดอย่างเดียวว่าทำงานรับใช้ประเทศชาติ คนเราเมื่อมีจิตคิดถึงชาติบ้านเมืองแล้ว มันก็ทำให้สบาย เขาให้ทำตรงไหนก็ได้ เวลามานั่งอยู่ตรงนี้ก็ได้ คนที่เขาเป็นใหญ่ในเวลานี้ ก็เป็นน้อยกว่าผม แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะว่าคนเรามันต้องเดินหน้าบ้าง เดินหลังบ้าง เหมือนกับเราเดินทาง บางทีเราเดินหน้า แต่บางทีเราว่า อ้าว คุณเดินไปหน้าก่อน เราก็เดินข้างหลัง ไม่ใช่ว่าจะเดินหน้าตลอดไป บางทีก็เดินข้างหลัง บางทีก็เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ พอจะคุยกันได้บ้าง มันเป็นอย่างนี้ ชีวิตเรามันเป็นอย่างนี้

ในการงานนี้ก็เหมือนกัน เราควรคิดว่า เรามีหน้าที่ปฏิบัติงาน เมื่อเขามอบงานอันใดให้ เราทำเราทำตามหน้าที่ทำให้ดีที่สุด เขาให้นั่งตำแหน่งไหนทำให้ดีที่สุด แล้วงานนั้นมันเลื่อนเราเอง เราอย่าไปตกอกตกใจ ว่าเขาไปนั่งตรงนี้ไม่เหมาะ แต่นึกว่าเขาให้เราทำงาน เราก็ทำงาน แล้วก็จะทำงานนั้นให้ดีให้เรียบร้อย ไม่มีอารมณ์ขุ่นมัว ไม่มีความเศร้าหมองในจิตใจ ไม่มีความน้อยเนื้อต่ำใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจอะไรเหล่านี้มันเป็นกิเลสทั้งนั้น ถ้าพูดกันในแง่ธรรมะแล้ว มันเป็นกิเลสทั้งนั้น พวกกิเลสประเภทต่างๆ มันไม่ดีไม่ควรเอาไว้ ควรเอาออก แล้วเราก็ทำงานไป รับใช้ประเทศชาติบ้านเมือง ในหน้าที่ใดก็ได้ ในหน้าที่หัวหน้าก็ได้ผู้ช่วยก็ได้ หรือว่าหน้าที่อื่นก็ได้ ขออย่างเดียวว่า ขอให้ฉันได้รับใช้ชาติ รับใช้บ้านเมืองก็พอแล้ว นึกอย่างนี้แล้วก็สบายใจ ไม่มีใหญ่ไม่มีน้อยเรื่องงาน มันมีหน้าที่อันเราจะต้องปฏิบัติ ถ้าเราใช้หลักธรรมะอย่างนี้ เป็นเครื่องพิจารณา สบายใจ ไม่วุ่นวาย ไม่เดือดร้อน ไม่สร้างปัญหา

ทีนี้เมื่อไม่สร้างปัญหาขึ้น ก็ทำให้คนภายนอกมองเห็นว่าแตกแยกกัน จะวุ่นวายอย่างนั้นอย่างนี้วิตกกังวลกันไปต่างๆ นานา อันนี้ก็เพราะความคิดเห็นเข้าข้างตัว ไม่ได้คิดเห็นแก่ส่วนรวมนั่นเอง เรื่องนี้น่าจะคิด นักธรรมต้องมองเห็นอย่างนี้บ้าง แล้วคิดไปในแง่ธรรมก็สบายใจ ญาติโยมฟังแล้วเอาไปคุยกับใครๆ บ้าง เวลาพบประเพื่อนฝูงมิตรสหาย ที่เข้าทำงานทำการกันอยู่ ถ้าใครเขาพูดอะไรออกมา ในเชิงน้อยอกน้อยใจ ในแง่อะไรก็ตาม เราก็ควรจะบอกว่าอย่าไปคิดอย่างนั้น อย่าไปคิดน้อยอกน้อยใจ คนเราเกิดมาเพื่อหน้าที่ หน้าที่มีหลายแบบหลายอย่าง แล้วคนเราจะแสดงเป็นตัวเองตลอดไปไม่ได้ บางคราวก็แสดงเป็นตัวรองได้บ้าง

ในสมัยในหลวงรัชกาลที่หก ท่านเป็นมกุฏราชกุมาร หรือว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วก็มี เวลาแสดงละครเรื่องต่างๆ ในหลวงเองท่านไม่แสดงเป็นพระเอก ท่านแสดงเป็นคนใช้ทุกที ละครพูดอะไร ท่านเขียนเอง เขียนเองแล้วท่านร่วมแสดงด้วย แต่ว่าท่านมักแสดงเป็นตัวคนใช้ ไม่แสดงเป็นตัวพระเอก มหาดเล็กเป็นพระเอก พระยาราม พระยานิรุธ เทวาเป็นพระเอก ในหลวงท่านเป็นคนใช้ บางทีพระเอกต้องตีหัวคนใช้ ต้องตีในหลวง ท่านไม่ถือ ท่านแสดงอย่างเพื่ออะไร ไม่ใช่เรื่องตลก ไม่ใช่เรื่องเล่นแต่ว่าเป็นการสอนธรรมให้คนมันรู้ เพราะในหลวงท่านมีความคิด ในแบบประชาธิปไตย

แต่ว่าคนไทยเรายังไม่คุ่นเคยต่อระบบนั้น จะไปเปลี่ยนการปกครอง แบบผลีผลามให้เขาเป็นประชาธิปไตย มันจะวุ่นวายกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะฉะนั้นลองมาฝึกหัดเป็นกันก่อนซิ ลองเป็นกันหน่อย เป็นในเรื่องการแสดงละครมั่ง แสดงเมืองให้ดู ทำเมืองดุสิตให้เขาดูหน่อย มีนายกเทศมนตรี มีอะไรต่ออะไร มีการประชุมสภากัน เวลาไปประชุมก็สมาชิกไปนั่ง ไม่มีอภิปรายอะไรเลย ท่านมองแล้วเห็นว่ามันไปไม่รอด ขืนให้ไปมันจะเดือดร้อน อย่างนี้เป็นตัวอย่าง คือท่านทำให้ดูแสดงให้ดู เป็นคนใช้ก็ได้ เพื่อแสดงให้ดูว่า คนเรานั้นถึงเวลาใหญ่ก็ใหญ่ได้ เวลาเล็กก็เล็กได้ ไม่ใช่ว่าจะใหญ่อยู่เสมอไป อย่าคิดถึงตัวในเรื่องอะไรๆ คิดถึงว่าหน้าที่การทำงาน เราจะต้องปฏิบัติ อันเป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองของเรา เขาย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ไปได้

เหมือนกับว่าผู้ว่าราชการคนหนึ่ง ก็เคยเป็นเด็กวัดอยู่มาก่อน เขาพูดดี เขาเรียกอาตมาว่าหลวงพี่ บอกว่าหลวงพี่ครับ ผมไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร เขาย้ายไปอยู่เมืองเล็กเมืองใหญ่ ผมพอใจทั้งนั้น เพราะผมไม่ได้ไปคิดหากิน ในการเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ผมไปทำงานในหน้าที่ของผู้ว่า ไม่ได้คิดไปหากินอะไร ที่เข้าไปเที่ยววิ่งเต้น เข้าหาท่านรองท่านปลัด ท่านรัฐมนตรี เขาให้ย้ายไปเมืองนั้นเมืองนี้ มันคิดจะหากินกันทั้งนั้นแหละ ว่าอย่างนั้น อาตมาฟังแล้วคิดว่า อ้ายนี่มันไม่เสียที่ กินข้าวก้นบาตรมาหลายปี พูดจาเข้าทีหน่อย ทำงานใช้ได้ อยู่ที่ไหนก็เรียกว่าทำงานพอใช้ได้ เป็นที่พอใจของประชาชน ไม่เดือดร้อนใจ เขาคิดถูก คือคิดว่าเขาให้เราไปทำงาน เช่นเราเป็นครูเป็นอาจารย์

สมมติว่าเราเคยอยู่กรุงเทพ แล้วเขาย้ายไปหัวเมือง บางทีอาจจะไปเมืองเล็กๆ เช่นสมมติว่าไปจังหวัดเล็กๆ จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ไปสุโขทัย ทางภาคเหนือ หรือไปพัทลุงภาคใต้ เราอาจจะเกิดน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าย้ายแกล้งกัน ลดต่ำแหน่งฉันเคยอยู่เมืองใหญ่ แล้วให้ไปอยู่เมืองเล็ก น้อยอกน้อยใจ ลาออกเสียเลย ไม่ทำงานต่อไป อย่างนี้มันชอบมันควรหรือไม่ เราควรจะคิดว่าอย่างนี้ คิดว่าฉันนี่เกิดมาเป็นครูเป็นอาจารย์ เขาย้ายไปที่เมืองนั้น มีลูกศิษย์ให้ฉันสอนหรือเปล่า เมืองนั้นมีศิษย์ให้ฉันสอนหรือเปล่า มีศิษย์เยอะแยะที่จะสอนให้ แล้วคนในบ้านนอกชนบท ขาดครูขาดอาจารย์ เขาย้ายเราไปเป็นครูที่นั่น นับว่าดีแท้ เพราะว่าจะได้ไปทำประโยชน์ในที่นั้นได้ดีกว่า อยู่ในกรุงเทพฯ

นึกอย่างนี้แล้วมันสบายใจ ไม่มีอาการจับไข้ ไม่ต้องไปพูดว่า แหมเคราะห์ร้ายเหลือเกิน อธิบดีสั่งย้าย กระทรวงสั่งย้ายให้ไปอยู่ต่างจังหวัดเสียแล้ว เราได้พูดเช่นนั้น แต่เราจะพูดว่า แหมหมู่นี้ดีมาก ที่เขาย้ายให้ไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะอยู่ในกรุงมานานแล้ว ในกรุงจราจรก็คับคั่งไม่ไหว การเป็นอยู่ก็ลำบาก หัวบ้านหัวเมืองสบายดี อากาศปลอดโปร่ง การใช้จ่ายมันก็ไม่แพง แล้วเด็กๆ ที่ต้องการศึกษามันมีอยู่เยอะ เราไปด้วยอารมณ์สดชื่น ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน เพราะไม่พูดถึงตัว แต่พูดถึงงาน พอคิดถึงงานแล้วใจสบาย ว่าเราจะได้ไปทำงานแล้ว

เราเป็นหมอก็เหมือนกัน สมมติว่าเป็นหมออยู่ในกรุงเทพฯ ตอนเย็นก็ไปเปิดคลีนิคสบาย ทีนี้เขาบอกว่าย้ายไปหัวเมือง ให้ไปจังหวัดพังงา อะไรอย่างนั้น หรือว่าไปอยู่อำเภอตะกั่วป่า ได้ยินว่าแหมเป็นอำเภอเล็ก ความจริงมันไม่เล็กหรอกอำเภอตะกั่วป่า เงินทองมันเยอะแยะที่นั่น คนขุดแร่ได้เงินได้ทองมามากๆ แต่เราไม่ค่อยไปนึกว่าอำเภอเล็กๆ อย่าไปคิดว่าอำเภอคนมาก คนน้อย อย่าไปคิดว่าเจริญหรือไม่เจริญ คิดอย่างเดียวว่า เราเป็นหมอ มีหน้าที่อะไร มีหน้าที่รักษาคนป่วย แล้วที่เราย้ายไป เราไปอยู่มีคนป่วยให้เรารักษาหรือเปล่า อาจจะมีมากเสียด้วยซ้ำไป หมอไม่ค่อยมี เราควรจะดีใจ ว่าจะได้ไปอยู่รักษาคนป่วย ที่อำเภอตะกั่วป่า เพราะอำเภอนั้นมีหมอน้อย เราไปอยู่ก็ดี ได้ช่วยคนเจ็บไข้ได้ป่วยต่อไป นึกอย่างนี้มันก็สบายใจ ไม่ลำบากไม่เดือดร้อน

เป็นข้าราชการปกครอง สมมติว่าเขาบอกว่าย้ายไปอำเภอนครไทย ชื่อมันหรูหราอำเภอนี้ พอรู้ว่าอำเภอที่นี้อยู่ที่ไหน อยู่จังหวัดพิษณุโลกอยู่ในป่าโน้น เราตกใจแหมอยู่ในป่า อย่าไปคิดอย่างนั้น แต่คิดว่าการที่เขาย้ายไปอยู่ที่อำเภอนครไทยนั้น เพราะอำเภอนั้นมันยังไม่เจริญ ผู้หลักผู้ใหญ่เขาคงมองเห็นแล้วว่าเรานี่แหละเป็นคนสามารถ ที่จะไปสร้างความเจริญให้แก่อำเภอนครไทยได้ เขาจึงย้ายเราให้ไปอยู่ที่นั่น ไม่มีเรื่องจะบ่นว่ามีโชคร้าย แต่ควรจะพูดกับเพื่อนว่า แหมโชคดีเหลือเกิน ที่มีโอกาสได้ไปแสดงความสามารถในคราวนี้ อยู่ในที่ชานกรุงไม่รู้จะแสดงอะไร ผู้ชำนาญการมันเยอะแยะ ทีนี้แหละฉันจะอวดฝีมือ ฉันจะไปอยู่อำเภอนั้น ไปทำดีๆ ไม่กี่ปีเขาก็ย้ายกลับมา เพราะว่าเป็นคนดี เขาก็ย้ายไปอำเภออื่นต่อไป

มันอยู่ที่ตัวเราเอง มันอยู่ที่งานที่เราจะทำ ไม่ได้อยู่ในสถานที่ ไม่ได้อยู่ที่อะไรทั้งนั้น เรื่องเกี่ยวกับราชการนี้ เราจะไปอยู่ไหนก็ได้ ไม่ใช่เรื่องค้าขาย เรื่องค้าขายนี้มันเกี่ยวกับทำเลการค้า ความนิยมของประชาชน มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเราเป็นราชการแล้ว อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ ไม่ต้องกลัวไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไรทั้งนั้น อันนี้แหละเป็นเรื่องสำคัญ ที่ทำให้ไม่เกิดปัญหาในเรื่องอะไรต่างๆ ขึ้นมา เพราะเราไม่ได้นึกถึงตัวนึกถึงงาน อันเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม แก่ประเทศชาติ

อย่างทหารก็เหมือนกัน บางทีเขาส่งไปหัวบ้านหัวเมือง ควรจะดีใจ ออกจากโรงเรียนนายร้อยใหม่ๆ เข่าส่งไปหัวเมืองดีแล้ว เพราะจะได้ไปรู้จักภูมิประเทศ รู้จักบุคคล รู้จักเหตุการณ์ ได้รู้ได้เห็นอะไรหลายอย่าง เราอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เกิดมาจนเรียนจบ บรรจุงานอยู่ในกรุงเทพฯ อีก แล้วมันจะมีอะไรใหม่ จะมีอะไรเป็นความรู้เกี่ยวกับประเทศชาติบ้านเมืองดีขึ้น นอกจากอ่านหนังสือ แต่ถ้าเขาส่งไปหัวเมือง ได้ไปรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร ประชาชนมีสภาพเป็นอย่างไร การกินการอยู่เป็นอย่างไร จะได้รู้ได้เข้าใจ ต่อไปเมื่อทำงานเจริญขึ้นใหญ่โตขึ้น เขาย้ายไปอยู่หัวเมืองหลายหัวเมือง หลับตามองเห็น เห็นภาคใต้เป็นอย่างนั้น สั่งงานสั่งการมันก็ง่าย มันไม่ใช่เรื่องน่าตกใจน่าทุกข์ร้อน แต่เป็นเรื่องที่ควรจะดีใจ การมองอะไร มองในแง่ดีไว้ก่อน อย่างไปมองในแง่เสีย

อย่าไปมองว่า คนนั้นไม่ชอบเรา คนนี้ไม่ชอบเรา มองแบบนั้นมันจะเป็นที่สุขใจอย่างไร เช่นเราไปเห็นใครแล้วนึกว่าคนนั้นท่ามันจะไม่ชอบเรา เราจิตใจเป็นอย่างไร ไม่สบายใจ แต่ถ้าเรานึกว่า อ้อคนนั้นเขาเป็นมิตรเรา เป็นเพื่อนของเรา เขามีความปรารถนาดีต่อเรา ใจเราก็สบาย ไม่ระแวงภัยอันตรายเกิดขึ้น ในเรื่องอะไรๆ มันก็อย่างนี้ หน้าที่การงานทั้งหลาย อย่าไปนึกว่า เขาถือพรรคถือพวก ถืออย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งนึกอย่างนั้นยิ่งยุ่งใจ

คนเราจะคิดอะไร จะนึกอะไร อย่านึกใหัมันยุ่งใจ ให้ปวดหัว ให้นอนไม่หลับ ความคิดอย่างนั้น ไม่ควรให้เกิด แต่ควรจะคิดแล้วสบายใจเย็นใจ มีใจสงบ มีความก้าวหน้า ในหน้าที่ในการงานต่อไป นั่นแหละเป็นความคิดที่ถูกที่ชอบ ซึ่งควรจะสร้างให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ยิ่งญาติโยมผู้เฒ่าผู้แก่ด้วยแล้ว ยิ่งสำคัญ ในเรื่องความคิด คิดให้สบายใจ อย่ามองอะไรในแง่ร้าย มองในแง่ความจริง มองในแง่ร้ายก็ไม่ได้ มองในแง่ดีนักก็ไม่ได้ แต่มองว่าความจริงของสิ่งนั้นคืออะไร ความจริงคืออะไร พระพุทธเจ้าท่านสอนความจริงไว้อย่างไร เราก็เอาหลักความจริงนั้น มาเพ่งพิจารณา จิตใจก็สบาย ไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อน นี่เป็นเรื่องที่น่าคิดประการหนึ่ง

การที่นำเรื่องอย่างนี้มาพูด ก็เพราะว่ามันมีเหตุการณ์รอบๆ ตัวเราเกิดขึ้น แล้วก็มอง แล้วก็คิด แล้วก็ไปเจอปัญหาว่า ความเห็นแก่ตัวนั้นเอง เป็นเรื่องของความชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าท่าจึงได้สอนหลักอนัตตา อันเป็นหลักสูงสุดในพระพุทธศาสนา ก่อนพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น เขาไม่สอนกันหรอกหลักอนัตตา เขาสอนเรื่องความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ มีสอนกันทั่วๆ ไป ในคัมภีร์ของพวกฮินดูในพระเวท เขาสอนสองเรื่องนี้เท่านั้น คือเรื่องความไม่เที่ยงความเป็นทุกข์ แต่ไม่สอนเรื่องอนัตตา ทำไมจึงไม่สอนเรื่องอนัตตา เพราะไม่มีหลักการ ที่จะคิดในเรื่องอย่างนั้น เขาไปเชื่อเรื่องอัตตา เรื่องตัวตนเสียหมด เพราะเขาถือว่ามีตัวตน มีตนใหญ่คือปรมาตมัน ผู้สร้างโลก เขาเรียกว่า ตนใหญ่ บรมอัตตา แล้วตัวย่อยๆ ก็คือมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย แบ่งภาคมาจากตัวใหญ่ แล้วก็ท่องเที่ยวไปเรื่อยไปจนกว่าจะบริสุทธิ์ พอบริสุทธิ์แล้วก็ไปรวมอยู่กับตัวใหญ่อยู่เป็นตัวอย่างนั้น นั่นเป็นคำสอนในศาสนาพราหมณ์เขา

แต่พระพุทธเจ้าของเราเกิดขึ้นมา พระองค์ก็ไปศึกษา ไปคิดไปค้น ก็มองเห็นว่า ความเห็นว่ามีตัวมีตนนี่แหละ เป็นภัยอันตรายของมนุษย์ เป็นสิ่งที่จะให้ก่อกิเลสประเภทต่างๆ ขึ้นในชีวิตจิตใจ เพราะมีตัวตน เพราะฉะนั้นต้องทำลายความยึดมั่นถือมั่น ในตัวตนนี้เสีย จะทำลายด้วยวิธีใด ก็สอนเรื่องหลักอนัตตา เมื่อสอนเรื่องหลักอนัตตา พระองค์ก็เอามาแยกออกไป แยกชีวิตออกเป็นสอง เช่นเป็นนามเป็นรูป รูปก็คือร่างกายทั้งหมด ตั้งแต่ปลายผมถึงปลายเท้า ยาววา หนาคืบ กว้างศอก ประกอบขึ้นด้วยธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประสมกันเข้า มีมารดาเป็นแดนเกิด โตขึ้นด้วยอาหาร อันนี้เรียกว่าเป็นเรื่องของรูป นอกจากรูปแล้วก็มีเรื่องของนาม นามก็คือเรื่องของจิตใจ เรื่องมโนก็ได้ วิญญาณก็ได้ มันมีความหมายตรงกันทั้งนั้น มีหน้าที่สำหรับนึกคิด จดจำ ในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ รูปกับนามนี้ต้องอาศัยกัน อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ถ้าอยู่ด้วยกันก็เรียกว่ามีชีวิต ถ้าหากว่าแยกออกจากกันก็ไม่มีชีวิต

การมีชีวิตที่สมบูรณ์นั้น ก็ต้องมีธรรมะเข้าประกบอีกทีหนึ่ง คือว่าหลักศีลธรรม อันเป็นเครื่องปฏิบัติ เพื่อให้คนอยู่กันด้วยความสุข ความสงบ แต่ว่าถ้าจะให้พ้นทุกข์ มันต้องปฏิบัติในสิ่งที่เป็นสัจจธรรม เป็นคำสอน เป็นข้อปฏิบัติ ที่จะทำเราผู้ปฏิบัติตาม ให้หลุดพ้นไปจากความทุกข์ ความเดือดร้อนได้อย่างแท้จริง พระองค์จึงแยกออกเป็นรูปเป็นนาม ทีนี้ในเรื่องรูปนั้นมันมีเพียงอย่างเดียว แต่ในนามนั้นมันแยกออกไปอีก ให้เห็นว่า มันมีอาการอย่างไร มีอาการเป็นสี่ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

เรื่องเวทนาก็คือเรื่องความรู้สึก ที่เป็นสุข ที่เป็นทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ มันมีสามแบบ ความรู้สึกที่เป็นสุขเรียกว่า "สุขเวทนา" ความรู้สึกที่เป็นทุกข์เรียกว่า "ทุกขเวทนา" ความรู้สึกที่ไม่สุขไม่ทุกข์เรียกว่า "อทุกขมสุขเวทนา" คือเวทนาที่ไม่เป็นสุขเป็นทุกข์ ตัวเวทนาที่เป็นสุขนั้น ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน เวทนาที่ทำให้เป็นทุกข์นั้น ทำให้หดหู่เหี่ยวแห้งใจ แล้วก็เวทนาที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์นั้น ก็ทำให้สงสัยคลางแคลงใจ ไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอย่างไรถูกต้องแท้จริง ตามสภาพที่เป็นจริง ยังอยู่ในประเภทยุ่งอยู่ทั้งนั้น เรียกว่าตัวเวทนา

ตัวสัญญา ก็หมายถึงความจดจำ ในเรื่องอะไรต่างๆ ได้ สังขาร ก็คือสิ่งที่ปรุงแต่งความคิดของเรา ให้เป็นไปต่างๆ เช่นว่าให้มีความเกลียด ให้มีความรัก ให้มีความโกรธ ให้มีความริษยา มีอย่างนั้นอย่างนี้ เขาเรียกว่าสังขาร หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต ปรุงแต่งจิตให้เปลี่ยนร่างไปต่างๆ นานา แล้วก็มีวิญญาณ ตัวสุดท้าย หมายถึงความรู้สึก ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะมีสิ่งภายนอกมากระทบ เช่นรูปมากระทบตา เสียงกระทบหู กลิ่นกระทบจมูก รสมากระทบลิ้น สิ่งสัมผัสมากระทบกายประสาท แล้วก็เกิดความรู้สึกขึ้น ว่าได้รู้สึกขึ้น

เช่น ตารู้ว่าเห็นรูป หูรู้ว่าได้ยินเสียง อย่างนี้เป็นวิญญาณ ฯลฯ แยกออกไปเป็นห้าอย่าง แล้วเมื่อแยกออกไปเป็นห้าอย่าง แล้วพระองค์บอกว่า รูปัง อนัตตา รูปไม่ใช่ตัวตน เวทนา อนัตตา เวทนาก็ไม่ใช่ตัวตน สัญญา อนัตตา สัญญาก็ไม่ใช่ตัวตน สังขารา อนัตตา สังขารก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน วิญญาณัง อนัตตา วิญญาณก็ไมใช่ตัวไม่ใช่ตน มันเป็นแต่เพียงการรวมตัวกันเข้า ไหลไปตามอำนาจของการปรุงแต่ง เราจะไปจับเอาตอนใดตอนหนึ่งว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราไม่ได้

เพราะฉะนั้นท่านจึงแนะให้พิจารณาว่า
 
"เนตัง มะมะ" นั่นไม่ใช่ของเรา "เนโส หะมัสมิ" นั่นไม่ใช่ของเรา "นะเมโส อัตตา"
 
นั่นไม่ใช่ตัวของเรา อันนี้เป็นหลักที่จะให้พิจารณา เรื่องที่ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนที่แท้จริง มันเป็นแต่เพียงสิ่งทั้งหลายรวมกันเข้า แล้วไหลไปเท่านั้น แต่ไม่ควรจะเห็นแก่ตัว เราเกิดมาเพื่อหน้าที่ ทำตามหน้าที่ เหมือนตัวละคร เขาให้แสดงเป็นตัวพระเอกบ้าง เป็นพระรองบ้าง เป็นตัวตลกบ้าง เป็นตัวประกอบบ้าง เราก็ต้องแสดงให้ดี ตามหน้าที่ ไม่ใช่ว่า เคยแสดงเป็นพระเอก พอให้แสดงเป็นพระรองแล้ว ก็แสดงไม่เป็น หรือเป็นพระรอง พอให้แสดงเป็นผู้ร้ายก็แสดงไม่เป็น อย่างนั้นก็ลำบาก ทางหากินมันสั้น

ตัวละครที่เก่งนั้นหมายความว่าแสดงได้ทุกตัว เขาจะให้แสดงอะไรก็ได้ ในหน้าที่ใดก็ได้ ทำได้ทั้งนั้น ทำได้ด้วยดี นั่นแหละจึงจะเรียกว่าเป็นคนดีของชาติของบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องที่ควรคิดในแง่อย่างนั้น เด็กๆ น้อยเราก็สอนให้รู้จักคิด ในหลักอนัตตาบ้าง อย่าให้เห็นแก่ตัว อย่าให้แก่งแย่งอะไรกัน เช่นแย่งขนมกัน ก็เพราะเห็นแก่ตัว เราต้องบอกว่าต้องแบ่งกันตามลำดับอาวุโส มีระเบียบทางศีลธรรมขึ้นมาเป็นเครื่องกำกับ อย่างนี้มันก็สบายใจ ไม่มีอะไรยุ่งยากเดือดร้อน การจราจรที่วุ่นก็เพราะเรื่องเห็นแก่ตัว ต่างคนต่างให้แล้วก็สบาย

ในทางธรรมะท่านจึงสอนว่า ให้เราอยู่ด้วยการให้ อย่าอยู่ด้วยการคิดจะเอา เรื่องเอานั้น
ให้ถือว่าเป็นเกิดขึ้นจากหน้าที่ เราทำหน้าที่แล้ว ผลมันเกิดขึ้น พอใจได้เท่าใด พอใจเท่านั้น
มีหน้าทีใดก็พอใจหน้าที่นั้น อย่างนี้ก็สบายใจ

นักธรรมะต้องนึกถึงธรรมะ ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ต้องใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ในการบริหารตน
บริหารงาน บริหารชาติ บริหารบ้านเมือง จึงจะอยู่กันด้วยความสุข สมความปรารถนา


ดังที่กล่าวมา เพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิตใจ แก่ญาติโยมทั้งหลาย ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงนี้.

อนัตตาพาสุขใจ - หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ