ผู้เขียน หัวข้อ: พระธรรมเทศนา - 01 - หลวงพ่อชา สุภิทโท  (อ่าน 17 ครั้ง)

นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1218
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
พระธรรมเทศนา - 01 - หลวงพ่อชา สุภิทโท
« เมื่อ: มิถุนายน 02, 2019, 09:47:22 AM »
พระธรรมเทศนา - 01 - หลวงพ่อชา สุภิทโท

การเสียสละนี้แหละเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาแท้
การเสียสละนี้ไม่มีเมื่อไร    ก็ไม่ถึงธรรมเมื่อนั้น


๑ เสียสละเพื่อธรรม

การปฏิบัติธรรมของพวกเราทั้งหลายที่มารวมกันอยู่นี้ ทั้ง พระอาคันตุกะและทั้งพระเจ้าของถิ่น
ผมเองก็ไม่ค่อยจะมีเวลาได้พบกับ พระอาคันตุกะบางท่าน ส่วนพระที่อยู่ในถิ่นนั้นได้เคยอบรมบ่มนิสัยมา
พอสมควร ฉะนั้น จึงไม่ควรปล่อยโอกาสและเวลาให้เนิ่นนานไป

อย่างไรก็ตาม จะเป็นพระอาคันตุกะหรือเป็นพระเจ้าของถิ่นก็ตาม ทุกๆ ท่านนั้นให้เข้าใจว่า
เราเป็นผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้เสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง โดยความหมายในทางพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว
ถ้าท่านองค์ใดยังไม่ยอม เสียสละสิ่งอันควรเสียสละในทางพระพุทธศาสนานี้ ท่านองค์นั้นก็ยัง
ไม่เข้าถึงพระพุทธศาสนา ยังไม่เข้าถึงความสงบตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือตามวิสัยของสมณะ
ความหมายที่พวกเราทุกๆ ท่านที่มารวมกัน ก็มี จุดหมายกันอย่างนั้น ฉะนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้
พวกเราทั้งหลายนั้นต้องเข้าใจ ว่า รวมทั้งพระอาคันตุกะและรวมทั้งพระที่อยู่ในถิ่นฐานนี้ ก็คือ
เป็นพระองค์เดียวกัน เป็นพ่อแม่อันเดียวกัน มีข้อวัตรปฏิบัติเสมอกัน มีความ เป็นอยู่เสมอกัน
นั่นจึงมีความสามัคคีกัน มันจึงมีความสบายสมกับว่า เราเป็นผู้ที่เสียสละมาแล้ว

การเสียสละนี้แหละ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาแท้ ทุกท่านที่แสวงหา โมกขธรรม
คือเป็นทางหรือเป็นปากทางแห่งการพ้นทุกข์นั้น ก็คือมีคำๆ  เดียว รียกว่า “ยอมเสียสละสิ่งทั้งปวง”
นั่นเอง อันใดที่พวกเราทั้งหลายสละไปแล้วนั้น ราปล่อยไปจากกายก็เบากาย ปล่อยไปจากใจก็เบาใจ
อันนี้คือการปฏิบัติที่พวกเรา งแสวงหา ก็ไม่มีอะไรมากมาย
 
ถ้าเรายอมเสียสละแล้วมันก็ถึงธรรมะเท่านั้นแหละ ไม่ต้องยาก ไม่ต้องยุ่ง ไม่ต้องลำบาก
ผู้ที่ยังไม่ถึงธรรมะข้างในก็เอาธรรมะข้อปฏิบัติ นนี้มาทำกัน เช่น ขันติบารมี วิริยบารมี เมตตาบารมี
ทั้งหลายเหล่านี้เป็นต้น มาเป็นขั้นตอนที่เราจะดำเนินในชีวิตของเราอยู่เสมอ
อันนี้เป็นพี่เลี้ยงที่จะให้พวกเรา ั้งหลายเข้าถึงธรรมะ   
จะให้ถึงปากถึงทางถึงโมกขธรรมอย่างที่เราปรารถนา

แต่ว่าก็ทุกท่านทุกองค์นั้นอาจจะยังไม่เข้าใจในการปฏิบัติ เช่น มาอยู่ในวัด หนองป่าพงนี้
หรือบวชเข้ามาแล้ว ก็นึกว่าเราได้บวชแล้วอย่างนี้ก็มี ก็เพราะมองเห็นผ้าจีวรมันเหลือง
ได้ปลงผมตามกาลตามเวลา อาศัยเที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงชีพ แค่นี้ก็เข้าใจว่าเราบวชแล้ว
หรือหากว่าเราได้มาร่วมอยู่ในวัดหนองป่าพงนี้ นึกว่าถือ ทธศาสนาและเข้าถึงพุทธศาสนาแล้วอย่างนี้
หรือว่าเราได้มาร่วมกับผู้ประพฤติ ปฏิบัติ ก็ว่าเราได้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้
 
อันนี้มันยังมีอะไรเป็นเครื่องกำบังอยู่ในตา างในนี้มาก เราไม่ค่อยจะมองเห็น สิ่งที่เรามองเห็นข้างนอก
มันเป็นสิ่งผิวเผิน ช่นว่า ”ผมไม่มีศรัทธา ผมจะมาบวชรึ„ ”ผมไม่มีศรัทธา ผมจะมาปฏิบัติรึ„ หรือ
ผมไม่ชอบอยู่ป่า ผมจะมาอยู่ป่ารึ„ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นความเข้าใจเพียงผิวเผิน
ความเป็นจริงนั้นการปฏิบัตินี้ มันเป็นของพวกท่านทั้งหลาย ที่จะรู้ได้ในใจ ของพวกท่านทั้งหลาย
เพราะความผิดชอบทั้งหลาย ความดีชั่วทั้งหลายนั้น ไม่มีใคร ห็นกับเราด้วย เราจะยืน เราจะเดิน เราจะนั่ง
เราจะนอน เราจะมีความรู้สึกอย่างไร น ก็เป็นเพียงแต่ว่าเราคนเดียวนั้นเป็นคนรู้จัก
ถ้าเราฝืนข้อประพฤติปฏิบัติคือ พระธรรมวินัยนี้ ก็เราเองเป็นคนรู้จัก คนอื่นไม่ค่อยรู้จักด้วย
ฉะนั้นการมาอยู่รวมกันนี้จะต้องอาศัยตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากเราไม่อาศัยตัวเราเอง คนอื่นเรา
็อาศัยไม่ได้ อันนี้ให้เข้าใจให้ดี

การปฏิบัตินี้ไม่มีทางจะมองเห็นอะไรได้ข้างนอก ดังนั้น ผู้ประพฤติปฏิบัตินี้
บางท่านบางองค์มีความเดือดร้อน เดือดร้อนอะไร เดือดร้อนเรื่องความสงสัย สงสัย ที่อยู่อาศัย
สงสัยในความรู้สึกนึกคิดของเรา และการสงสัยเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง ของคนอื่น ก็มีเรื่องราวต่างๆ
เช่นนั้น อันนี้เป็นเหตุให้เราอยู่ไม่สบาย

ไม่ต้องยกอื่นไกลหรอก ตัวอย่างผมเองนี่แหละ ให้พวกท่านทั้งหลายฟัง ให้เห็นชัด เพราะผมนี้ก็เป็นนักบวช
ตลอดแต่วันบวชมาตั้งแต่เป็นเณร แต่ไม่ค่อย ยอมเสียสละ อยู่มาสามสี่พรรษาแล้วก็ตาม ก็มีความเสียสละน้อย
สิ่งที่ชอบใจเรา ก็เสียสละ สิ่งที่ฝืนใจเรานั้นผมไม่ค่อยยอมเสียสละ อะไรที่ผมไม่ชอบใจแล้วผมก็
ไม่ค่อยยอมเสียสละ อันนั้นจึงมามองเห็นว่า การยอมเสียสละของเราทั้งหลายนั้น มองเห็นได้ยาก
เพราะตามธรรมดาของคนเราสามัญชนก็ต้องเป็นอย่างนั้น มันชอบ ตามใจตัวเอง ชอบตามเรื่องของตัวเอง
แต่ถ้าหากว่าเราเข้าถึงการประพฤติปฏิบัติแล้ว มันไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าเรามาสะสางดีๆ
แล้วไม่เป็นอย่างนั้น

ทีนี้ เมื่อเข้ามาบวชเข้ามาปฏิบัติ ถ้าอยู่ไปอย่างนั้นมันก็มีความสบายอย่างหนึ่ง เหมือนกัน
ผมนี่อยู่ทั้งวัดบ้าน ทั้งวัดป่า อยู่ไปอย่างนั้นเรื่อยๆ ไป ก็ไม่มีอะไรเท่าไร
เพราะไม่มีเรื่องขัดใจของเรา เราอยากจะพูดอะไร เราก็พูด อยากจะทำอะไร เราก็ ทำตามใจของเรา
ก็เลยไม่มีความเดือดร้อน สบาย สบายใจของตัวเอง อยากพูดอะไร ก็พูด อยากทำอะไรก็ทำ เลยสบาย
ความสบายเช่นนั้นแหละมันมีความผิด มันมี ความไม่สบายอยู่ในนั้นมาก แต่เราก็มองไม่เห็น
แล้วก็ตามใจความสบายใจของเรา เรื่อยๆ ไป

ความเป็นจริง ใจของเรานั้นกับสัจธรรมมันคนละอย่างกันเสียแล้ว ใจของเรา ถ้าหากว่ามันผิด
แต่เราชอบใจเราก็ทำก็ได้ แต่ว่ามันไม่ใช่สัจธรรม ไม่ใช่ธรรมที่ให้ พ้นทุกข์ อันนั้นมันถูกเฉพาะใจของเรา
ตามธรรมะนั้นมันไม่ถูก มันก็เป็นอย่างนี้ เรื่อยๆ มา ถ้าปล่อยใจไปตามเรื่องของมัน
มันก็ไม่มีอะไรมากมายเท่าไร

ผมเคยเปรียบเทียบให้ท่านทั้งหลายฟังเสมอว่า เมื่อเราเป็นเด็กหรือเด็ก งหลายตลอดจนทุกวันนี้
เราเอาตุ๊กตาอันหนึ่งตัวหนึ่งให้เล่น เด็กก็เล่นสบายใจ พราะตุ๊กตาเป็นสิ่งที่ชอบใจอย่างนี้
แต่เด็กคนนั้นไม่รู้เรื่องว่าตุ๊กตานี่เป็นพิษ ก็เพราะ ข้าใจว่า ตุ๊กตานี้มันชอบเล่น
ก็เพลินกับตุ๊กตานั้น เมื่อเล่นไปหลายๆ วัน ตุ๊กตา นหล่น มันแตก
เด็กนั้นจึงจะรู้สึกตัวว่าความน้อยใจความเสียใจเกิดขึ้นมาอย่างนี้ ป็นต้น ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น
เมื่อตุ๊กตามันยังไม่แตกมันยังไม่พัง ความชอบใจ ความสุขใจนั่นแหละมันบังทุกข์ไว้
มันบังไม่ให้เห็นทุกข์ก็เพราะตุ๊กตามันยังไม่พังนั้นเป็นเครื่องกำบังไว้ไม่ให้เด็กร้องไห้เป็นทุกข์
เมื่อตุ๊กตานั้นมันพังไปแล้ว เด็กนั้นมันก็เสียใจมันก็ร้องไห้ เมื่อมาถึงความจริงเช่นนี้แล้ว
เด็กมันอยู่ไม่ได้

เมื่อเราบวชเข้ามา อยู่ในความหลอกลวงของอารมณ์ทั้งหลาย เราก็สบาย สบายกันอยู่ อาศัยอารมณ์นั้นเป็นอยู่
อันนี้ก็เหมือนกัน ฉันนั้น ถ้าเราปฏิบัติกัน มีความสบาย ผมก็ถามว่า ”มันสบายอย่างไร
มันสบายเพราะว่ามีอาการเสียสละทาง ใจหรือ„ อย่างนี้ความเป็นจริง ความสบายนั้น มันมีพิษอยู่ในนั้น
มันสบายอยู่กับ งที่เราชอบใจ สิ่งที่ไม่ชอบใจเราก็ไม่สบาย อันนี้ก็เป็นเครื่องกำบังของพระภิกษุ
สามเณรผู้ประพฤติปฏิบัติอยู่เหมือนกัน เท่ากับว่าเราไม่ได้ปฏิบัติ ถ้าถูกอารมณ์ นใดที่ไม่ชอบใจ
มันก็ใจไม่สบาย ถูกอารมณ์บางอย่างที่เราชอบใจ เราก็สบาย ย่างนี้ยังไม่เห็นพื้นฐานอะไรเลย
พูดว่ายังไม่เห็นพื้นฐานอะไร เหมือนเด็กมันเล่นตุ๊กตา มันยังไม่เห็นพื้นฐาน ของทุกข์เลย
ไม่เห็นพื้นฐานของตุ๊กตาที่อาจจะพังได้ มันก็ติดอยู่อย่างนั้น อารมณ์ที่
พวกเราทั้งหลายติดตามมันอยู่ด้วยความชอบใจ มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น มันก็มีความ
หลงงมงายอยู่ในตุ๊กตาเหมือนเด็ก นี้เรียกว่า งมงายอยู่ในอารมณ์เหมือนเด็กนั้น
มื่อถึงเวลามันเปลี่ยนแปลง มันเป็น สัญญาวิปลาส เมื่อสัญญาวิปลาสคือสัญญา ความจำนี้เปลี่ยน
มันเปลี่ยนจากที่เก่าของมัน อย่างเราเห็นบาตรของเราอยู่อย่างนี้ นก็เป็นวิปลาสอันหนึ่งอยู่
ตอนบาตรไม่ร้าวไม่แตก เมื่อบาตรเราแตก มันก็เป็น ญญาวิปลาสขึ้นอีกอันหนึ่ง จิตมันจะเปลี่ยนทันที
นี้เรียกว่าจิตไปอาศัยอามิสอยู่

ไม่อาศัยเนกขัมมธรรม อาศัยอามิสคือสิ่งของ อาศัยบาตร อาศัยจีวร อาศัยเสนาสนะอยู่
มันก็เพลิน มันก็ติดอยู่ด้วยอามิส ไม่อาศัย เนกขัมมะ๑ อยู่ภายใน
อย่างกิจของบรรพชิตที่ท่านสวดกันวันนี้๒ เป็นประโยชน์มากเหลือกิน ไม่ใช่ ว่าไม่เป็นประโยชน์
แต่สูตรนี้มันก็อาภัพ อยู่ในตำรับตำราของมัน เหมือนกับไม่มี อะไร ถ้าเราเอาสูตรนี้มาพิจารณา
มันก็มีข้อความออกมา มันก็มีความหมาย เรา ได้ฟังก็เป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้น
บริขารชิ้นใดชิ้นหนึ่งจะเป็นบาตร จีวร เสนาสนะ เภสัช อะไรก็ตาม ในวันนี้เรามักไม่ได้พิจารณา
แล้ววันพรุ่งนี้ก็ต้องพิจารณา เรา ห่มจีวร ใส่สังฆาฏิ เราฉันบิณฑบาต เราอุ้มบาตรเข้าไปในบ้านอย่างนี้
ที่อยู่ที่อาศัย อย่างนี้ วันนี้ตอนเช้าเรายังไม่ได้พิจารณา อดีตมันล่วงมาแล้วนั้น ต่อมานี้ท่านจึงให้
พิจารณา พิจารณาถึงอามิสทั้งหลายนี้ว่ามันเป็นอามิส มันเป็นวัตถุ บัดนี้เรามองเห็น ด้วยตา เราก็สบายใจ
อีกวันหนึ่งเราไม่ได้มองเห็นด้วยตา เราก็จะเป็นทุกข์ นี้เรียกว่า อามิสสุข มันสุขอยู่ด้วยอามิส
พระพุทธเจ้าจึงให้เราทั้งหลายพิจารณาให้มากที่สุด เรื่องจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช
มันเป็นเรื่องข้องเกี่ยวกับเรื่องสมณะทั้งหลายอยู่เท่านั้น ๔ อย่าง คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัช
เป็นบริขารและเป็นปัจจัยจำเป็นที่พวกเราทั้งหลาย จะต้องอาศัยอยู่ตลอดเวลา
เหมือนกันกับพระพุทธเจ้าและพระอริยะทั้งหลาย
 
มันเป็นของจำเป็นของสมณะทั้งหลายที่จะอยู่อาศัยจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ฉะนั้น
ท่านกลัวว่าเราทั้งหลายจะไปเพลินในอย่างอื่นเสีย จะไม่ได้พิจารณาอันนี้ ได้อาหาร
ก็เพลินกับอาหาร ได้จีวรก็เพลินกับจีวร ได้บาตรก็เพลินกับบาตร ได้กุฏิที่ดีที่สวย ก็เพลินเสีย
ได้ยาบำบัดโรคฉันเข้าไปมันหายโรคก็เพลินเสีย กลัวพวกท่านทั้งหลาย
จะเป็นผู้เพลินอยู่ด้วยสิ่งทั้งหลายเหล่านี้โดยปราศจากสติ ไม่มีสติก็เป็นเหตุให้เพลิน
ให้หลงใหลตามสิ่งทั้งหลายเหล่านี้

๑ การออกจากกาม, การออกบวช, ความปลอดโปร่งจากสิ่งล่อเร้าเย้ายวน
๒ บทสวดปัจจัยปัจจเวกขณะ คือ บทพิจารณาก่อนบริโภค ปัจจัย ๔ คือ
จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ไม่บริโภคด้วยตัณหา


นี้มันเป็นธรรมอันหนึ่ง แต่ว่าเราก็พยายามให้มีธรรมเหล่าอื่นเกิดขึ้นมา รวมกันหลายๆ อย่าง เช่น
มีสติแล้วต่อไปก็มีสัมปชัญญะรู้ตัว พูดง่ายๆ เรียกว่าสติ ความระลึกได้ เมื่อมีความระลึกได้
ความรู้ตัวมันก็พร้อมกันมา เมื่อมีความรู้ตัว กิดขึ้นมาเราก็หาที่พึ่งที่หลักเรียน หาที่ปฏิบัติ
ต่อไปก็ให้วิจัย ปัญญาก็เกิด สิ่ง งสามนี้มันจะต้องพร้อมเพรียงกันอยู่เสมอทีเดียว ถ้าเรามีสติอยู่
สัมปชัญญะ เกิดขึ้น เมื่อสัมปชัญญะเกิดแล้วก็ดึงเอาปัญญามา สติดึงเอาสัมปชัญญะมา ระลึก ล้วก็รู้ตัว
รู้ตัวแล้วก็พิจารณา ปัญญาเกิด ถ้าหากปราศจากธรรม ๓ ประการนี้แล้ว ตกลงว่าเราทั้งหลายอยู่ในความประมาท
พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า ”ผู้ไม่มีสติก็คือ คนประมาท คนที่ประมาทนั้นก็คือคนตาย„
แม้มีชีวิตอยู่ก็เรียกว่าตายแล้ว เพราะ ตมันตาย ไม่มีอะไรแล้ว เป็นผู้ประมาท
ปะมาโท มัจจุโน ปะทัง คนประมาทแล้ว หมือนคนตาย

นี่ตายในภาษาธรรมะ ตายในภาษาด้านปรมัตถ์ ไม่ใช่ตายในร่างกายของเรา กิดในร่างกายของเรา
เป็นผู้ตายในภาษาธรรมะ ไม่ใช่เป็นภาษาคนธรรมดา ถ้าเป็น ภาษาคนธรรมดา ตายก็ลมหายใจไม่มี
นี่ก็เรียกว่าเขาฟังกันออก เขารู้กัน แต่ตาย โดยธรรมะก็เรียกว่าผู้ไม่มีสติ ไม่มีสัมปชัญญะ ไม่มีปัญญา
ฉะนั้นเมื่อไม่รู้จักอันนี้ ราก็เห็นว่าเราเป็นอยู่เสมอ ไม่เห็นว่าเราตาย ทีนี้เมื่อคนตายจะเป็นอย่างไร
เมื่อตาย นก็หมดแล้ว หมดความรู้สึกหมดอะไรหลายๆ อย่าง ไม่เกิดประโยชน์ นั่นคือ คนตาย
ถ้าพวกเราทั้งหลายเป็นอยู่อย่างนั้น มันก็เป็นคนตาย ดังนั้น พระพุทธเจ้า

ของเราท่านจึงไม่ให้ประมาทในอามิสทั้งหลาย ท่านกลัวพวกเราจะติดกัน ให้รู้จัก อามิส
กลัวพวกเราทั้งหลายจะติดอามิสคือสิ่งของ เพราะว่าพวกเราทั้งหลายนั้นจะ
มีโอกาสที่จะอยู่กับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้จนถึงวันตาย

ฉะนั้น เมื่อเราใกล้ชิดสิ่งทั้งหลายเหล่านี้อยู่ พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงให้ พิจารณาให้มาก ระวังให้มาก
ระมัดระวัง เมื่อมีความระมัดระวัง ก็มีความสำรวม เมื่อมีความสำรวม ก็มีความระมัดระวัง
เมื่อเราระมัดระวังอยู่เมื่อใด สติเราก็มีอยู่ เมื่อนั้น สัมปชัญญะเราก็มีอยู่ ปัญญาเราก็มีอยู่
ถ้าเราระวังอยู่ การสังวรการสำรวม ระวังนี้ มันจะเป็นศีล ถ้าพูดง่ายๆ ตัวนี้มันจะเป็นตัวศีล
อาการของศีล ถ้ามันเป็น อย่างนี้มันจะรอบคอบของมันอยู่ ระมัดระวังของมันอยู่ มีความอาย เมื่อมีความอาย
แล้วก็มีความกลัว เมื่อผิดพลาดไปทำอะไรพลาดไป เช่น เมื่อเดินไปสะดุดหัวตอ
หรือเมื่อสิ่งของอะไรที่เราหยิบ เช่นว่า กระโถนที่เราหยิบมามันพลัดจากมือเราไปเสีย อย่างแก้วน้ำเรานี้
เราทำมันพลัดตกแตก หรือเราไปทำอะไรที่เสียงมันดัง ”เคร้ง„ ขึ้น ก็มีความละอายแล้ว
ผู้ปฏิบัตินั้นมีความละอายมากแล้ว มีความสำรวมแล้ว มีความรู้ แล้ว มีความเห็นแล้ว
มองเห็นข้อปฏิบัติของเราแล้ว มองเห็นความเป็นอยู่ของเราว่า มันขาดอะไรต่ออะไร
นี่คือมันละอายอยู่และระมัดระวังอยู่ ถ้ามันละอายมากๆ ก็ ระวังมากๆ เมื่อระวังมากสติมันก็ดีขึ้นมา
สัมปชัญญะก็มากขึ้นมา ปัญญาก็เกิดขึ้นมา มันอยู่ในสายเดียวกันนี้

ฉะนั้น พวกเราทั้งหลายซึ่งมาอยู่ในที่นี้ เป็นกันอยู่สองอย่าง คือ อามิสสุข และ นิรามิสสุข
สุขอย่างหนึ่งเพราะมีอามิส อาศัยอามิสอยู่ สุขอีกประเภทไม่ต้อง อาศัย นี่เป็นนิรามิสสุข
สุขอันนั้นผสมกันในความสงบ ทีนี้พวกเราทั้งหลายปฏิบัตินี้ ต้องแยกพิจารณา พิจารณาแยก เช่น
การห่มผ้าก็พิจารณา การเที่ยวบิณฑบาต พิจารณา การฉันบิณฑบาตก็พิจารณา การอยู่เสนาสนะก็พิจารณา
การฉันยาบำบัดโรคก็พิจารณา การพิจารณาอย่างนี้ ให้คุมปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ อยู่ในวัดนี้ ให้วัดนี้สะอาด
ให้วัดนี้น่าอยู่ แต่ก็อย่าไปติดมัน อันนี้เป็นเรื่องของโลก เสนาสนะ ฏิหลังนี้ท่านให้เราอยู่
เราก็ต้องรักษาเสนาสนะนั้นให้เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าเราปฏิบัติเสนาสนะอันนั้น
เพื่อให้เราไปติดในเสนาสนะอันนั้น อันนี้มันเป็นของสงฆ์ แต่คนเราก็ชอบ
ถ้าเป็นของๆ ตัวก็ทำให้ดีมาก ของคนอื่นก็ชอบวางเฉยๆ เสีย นิสัย ิเลสทั้งหลายก็ต้องเป็นอย่างนี้
ฉะนั้น การเสียสละนี้ไม่มีเมื่อไร ก็ไม่ถึงธรรมะเมื่อนั้น การทำกิจเล็กๆ น้อยๆ งหลายเหล่านี้
เป็นเรื่องของคนนั้น เป็นเรื่องของคนนี้ เป็นเรื่องของคนโน้นอย่างนี้ เช่น
จับกระโถนของท่านอาจารย์เลี่ยมไปเท จับเอากาน้ำไปกรองน้ำ ก็เข้าใจว่าเอา
กระโถนไปเทให้ท่านอาจารย์เลี่ยมอย่างนี้เป็นต้น ก็ดีอยู่ แต่ว่ามันน้อยไป เอา กระโถนนี้ เอากาน้ำนี้
ไปกรองน้ำใส่ให้ท่านอาจารย์ชู นี่ก็ถูกไปอย่างหนึ่งเหมือนกัน
 
แต่ว่าถ้าหากว่าไม่ใช่ของอาจารย์ชูแล้วก็จะไม่เอาไปเทกระมัง ไม่ใช่ของอาจารย์เลี่ยม ไม่เอาไปเทกระมัง
อันนี้เช่นนี้มันก็ดีไปส่วนหนึ่ง แต่ว่ายังไม่เลิศไม่ประเสริฐ มัน ความมุ่งหมายในนั้น
มีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ เราควรทำเพื่อธรรมะ เราทำเพื่อ สียสละ กระโถนใบนี้เราก็ทำเพื่อเราเองนั่นแหละ
กิจการงานอันนี้เราทำเพื่อเราเอง ไม่ได้ทำให้ใครทั้งนั้น ทำเพื่อธรรมมะ ถ้าจิตเราเป็นอย่างนี้
ไปอยู่ที่ไหนเราก็เสียสละ ฏิบัติก็ถึงธรรม
อย่างเช่น เมตตามันก็มีสองนัยเหมือนกัน เมตตาคือความรัก รักอย่างหนึ่ง รักแต่กลุ่มตัวเอง
กลุ่มอื่นไม่รัก อย่างตาแก่คนหนึ่ง ลูกหลานไปขโมยของเขา แก ไปจับลูกหลานนั้นมาสอน ”เฮ้ย
พวกเอ็งทั้งหลายนั้น ถ้าจะขโมย ถ้าจะปล้น ไปปล้นโน่น...บ้านอื่น อย่ามาปล้นบ้านเรา„ อย่างนี้เป็นต้น
อย่างนี้มันสั้นเกินไป

ตาแก่คนนั้นก็ไม่รู้ตัว ไปขโมยของคนอื่นเสีย อย่ามาขโมยของเรา ไปปล้นบ้านอื่นเสีย อย่ามาปล้นบ้านเรา
ตาแก่คนนั้นก็คิดว่าคิดถูกเต็มที่แล้ว แต่พูดตามธรรมะแล้ว มันก็ไม่ใช่ธรรมะอีกนั่นแหละ
นี่เรียกว่ามีเมตตาเป็นบางส่วน มันไม่ทั่วถึง ความเป็น จริงไปขโมยตรงไหนก็ไม่ดีตรงนั้นแหละ
ไปปล้นบ้านไหนมันก็ไม่ดีบ้านนั้นแหละ ถ้าเป็นอัปปมัญญา๑ แล้ว อย่าไปขโมยใครเลยสักแห่งหนึ่ง
การประพฤติปฏิบัติก็อย่างนั้นเหมือนกัน มันมีกำลังใหญ่ ตรงไหนที่มัน เป็นธรรมะ
แม้มันจะฝืนใจของเราสักเท่าไร ก็พยายามลงตรงนั้นให้ได้ ข้างนอกก็ เหมือนกัน อันใดมันเสียสละยังไม่ได้
ก็พยายามเสียสละตรงนั้น พยายามทำตรงนั้น ถ้าทำตรงนั้นไม่ได้ ก็ยังไม่สบายใจ

ยกตัวอย่างผมเอง ผมนี้เป็นคนขี้ขลาดเป็นคนขี้กลัวตั้งแต่เป็นเด็กมาบ้าน
ถ้าปิดประตูก็เข้าไปในบ้านไม่ได้ กลัวมากที่สุด ถึงบวชเข้ามาปฏิบัติแล้วความกลัวนี้ มันก็ยังยึดอยู่
เวลาหนึ่งอยากจะไปอยู่ป่าช้า คิดแล้วคิดเล่ามันก็ไปไม่ได้ ไปเห็น พระท่านอยู่ก็ท้อใจแล้ว
มันไปไม่ได้แต่ก็ยังไม่ยอม มันจะเป็นอย่างไร ตรงนี้ทำไม มันถึงกลัวมาก ก็พยายามมันอยู่อย่างนั้นแหละ
ผลที่สุดวันสุดท้ายจับบริขารไปเลย ไปให้มันตาย ทำไมป่าช้ามันถึงกลัวนักกลัวหนา มันมีอะไรอยู่ตรงนั้น
ไปให้มันตาย ดูซิ วันนี้มันจะเป็นอย่างไรไป ไม่ใช่ว่าไม่กลัวนะ กลัวแทบจะเดินถอยหลัง เข้าไป
ถึงป่าช้าแล้ว มันก็ไม่อยากเข้าไป ขืนเข้าไปมันจะเป็นอย่างไรตรงนี้ อย่างนี้เราอยาก
จะรู้ว่าอะไรมันขวางทางเรา การปฏิบัติของเราต้องทำกันให้มันทะลุ พอไปแล้วก็รู้เรื่อง อะไรต่างๆ
ในที่นั้น ความคิดเก่าๆ ที่มันกลัวนั้นมันก็เบาลงหายไป นี่เพราะเราทำให้ ดีแล้ว
ก็ดีใจว่าตรงนี้มันฝืนใจเราได้ เท่านี้แหละไม่ต้องมากหรอก ก็เกิดความพอใจ ขึ้นมาแล้ว
การปฏิบัตินี้ต้องฝืนใจ ถ้าพูดกันง่ายๆ การปฏิบัตินี้ไม่ใช่ปฏิบัติตามใจเรา มันเรื่องฝืนใจเราทั้งนั้น
ตลอดจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ  เภสัช  ทั้งหลายนี้  อยาก ได้ดี  อยากได้สวย  อยากได้มาก 
สารพัดอย่าง  เมื่อพูดถึงตรงนั้นแล้ว  คนเรานี้ ธรรมที่แผ่ไปไม่มีประมาณ
พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนให้สันโดษมักน้อย ขนาดนั้นก็ยังน้อยไม่ได้อยู่นั่นแหละ อยไม่ค่อยได้
นี่มันอยู่ตรงนี้ เช่น ท่านสอนว่า เอาอาหารรวมในบาตร พยายาม ทำให้มันเหลือน้อย
หรือไม่ให้มันเหลือนั้นจะดีมาก อย่างนี้มันก็ทำยาก ไม่ต้อง นไกลหรอก ทำได้วันสองวันสามวัน
อาทิตย์หนึ่งมันก็เผลอไปเสียแล้ว ถูกมันจูง ไปเสียแล้ว มันจูงออกไปข้างนอก มันทำยากนะ ไม่ใช่ง่ายๆ
ลองฝึกดูตรงนี้ก็ได้ ดข้าวจัดอาหารให้มันพอดีๆ ลองเถอะน่า ไม่ต้องไปวิ่งธุดงค์ที่ไหนหรอก ลองดูซิ
นจะได้ไหม มันได้อยู่กี่วัน อันนี้เราควรฝึกดูนะว่าจะลำบากสักแค่ไหน
นี่ก็จะู้จักล่ะว่าจิตใจเรามันติดอามิสทั้งหลายอยู่

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนให้รู้จักทั้งสองอย่าง อามิสสุขอย่างหนึ่ง ให้มันชัดเจน
นิรามิสสุขก็ให้มันชัดเจน ให้มันชัดเจนทั้งสองอย่าง ไม่ให้หลงทั้ง สองอย่าง เช่น กามสุขัลลิกานุโยโค๑
คือความสุขความสบาย นี้ท่านก็ให้รู้ชัดเจน อัตตกิลมถานุโยโค๒ คือความไม่สบายเป็นทุกข์ขัดข้อง
ทำไปแล้วเปล่าประโยชน์ สองอย่างนี้ท่านก็ให้รู้จัก พูดง่ายๆ คือ ความดีใจเป็นกามสุขัลลิกานุโยโค ความ
ไม่สบายใจก็เรียกว่าเป็นอัตตกิลมถานุโยโค สิ่งทั้งสองนี้พวกท่านทั้งหลายจะรู้อยู่
กวันแต่ว่าท่านจะรู้ชื่อมันหรือไม่รู้ รู้นั้นมันก็เป็นบัญญัติอันหนึ่งเท่านั้น แต่ว่าอาการ
อย่างนี้มันจะมีอยู่กับท่านทุกคน ไม่ว่าท่านจะรู้มันหรือไม่ มันเป็นธรรมะ อันนี้มัน อยู่ทุกคนนั่นแหละ
ติดความสุขมันก็รู้จัก ความทุกข์ไม่ชอบมันก็รู้จัก แต่ว่ามันจะ บอกพวกท่านทั้งหลายว่า
อันนี้เป็นกามสุขัลลิกานุโยโค อันนี้เป็นอัตตกิลมถานุโยโค นจะไม่บอกชื่อมันอย่างนั้น
แต่อาการมันก็อยู่อย่างนั้น สุขมันก็เป็นสุข ทุกข์มัน ็เป็นทุกข์อยู่อย่างนั้น

มีต่อ......


นายเสรี ลพยิ้ม

  • Administrator
  • คนของประชาชน
  • *****
  • กระทู้: 1218
  • Karma: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
Re: พระธรรมเทศนา - 01 - หลวงพ่อชา สุภิทโท
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2019, 09:52:28 AM »
ต่อ......

สุขทุกข์ทั้งหลายนี้ พวกเราทั้งหลายชอบอันใด ชอบสุขหรือทุกข์
อันนี้เราก็ตัดสินใจของเราได้ เราชอบความสุขนั้น
มันถูกไหม ชอบความทุกข์นั้น มันถูกไหม


อันนี้เราก็เลือกพิจารณา แต่ว่าถ้าเราเป็นผู้มีปัญญาน้อย เป็นผู้อิงอามิส อยู่กับอามิสมันก็ติดสุข อามิสสุข ได้ของดี ได้ของมาก ได้ของที่ชอบใจมันก็สุขใจ มันไปติดดี ดีนั้นเราก็นึกว่าโทษมันไม่มี ในที่นั้นสิ่งที่ไม่ดีสิ่งที่เราไม่ชอบนั้น ไม่ต้องว่า มันรู้จักแล้ว ไม่เอาที่เราไม่ชอบ ทีนี้เราก็เลือกตามใจเรา อันใดชอบก็เอา อันใดที่เราไม่ชอบก็ไม่เอาอันนั้น มันก็เป็นทีฆนขพราหมณ์เท่านั้นแหละ พราหมณ์เล็บยาวๆ ที่มากราบพระพุทธเจ้าเรื่องทิฏฐิทั้งสาม๑ นั่นแหละ

ความเห็นของเขา เห็นว่าอันใดไม่ชอบใจ เขาก็ไม่เอา อันใดควรแก่เขา เขาก็เอา อันใดไม่ควรแก่เขา เขาก็ไม่เอา อันนี้คือเขา อาศัยจิตของเขา เขาอาศัยกิเลสเป็นหลัก ไม่ใช่อาศัยการประพฤติปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องเป็นหลัก ก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกคน เราทุกคนก็เหมือนพราหมณ์ผู้เล็บยาวทั้งนั้นแหละ หารู้ไม่ว่า กามสุขัลลิกา- นุโยโค และอัตตกิลมถานุโยโค สองอย่างนี้มันมีโทษเท่ากัน มันเป็นเครื่องกำบังเท่าๆ กัน ความสุขกับความทุกข์นี้ มันมีราคาเท่ากัน คือมันผิดเท่าๆ กัน พูดง่ายๆ แต่เราก็ไม่เห็น ไปเห็นแต่ว่าอันที่เราไม่ชอบใจนั่นแหละไม่ดี หรือไปเห็นว่าอะไร มันทุกข์ นั่นไม่ดี นี่ไปเห็นอย่างนั้น สุขที่เราชอบมันบังอยู่อย่างนี้ ถ้าเราโยกย้าย ไปมาเพราะอามิสอย่างนี้ ถ้าไม่มีเนกขัมมะ ไม่ยอมเสียสละ ไม่เห็นธรรมะ จิตใจเราก็ต้องเป็นอย่างนี้

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงให้พิจารณา ให้ขยันในการกระทำความเพียรข้อวัตรปฏิบัติเหล่านี้ อย่าประมาท เพราะเรายังไม่รู้ อันใดเราชอบใจ เราก็นึกว่ามันถูกทั้งนั้นแหละ อันใดไม่ชอบใจเราก็นึกว่ามันไม่ดีทั้งนั้น จะต้องมีอย่างนี้เป็นหลักในจิตของปุถุชนเรา ฉะนั้น เมื่อพูดธรรมะอันใดขึ้นมา เราไม่ชอบใจเราก็ทิ้งเท่านั้นแหละ เหมือนกันกับผมที่ไปภาคกลาง ไปเจอเอาผลมะขวิด มะขวิดเหมือนกับมะตูมน่ะที่ข้างในมันดำๆ เป็นเม็ดเหลว เขากินมะขวิดกันอย่างนั้น เมื่อเราเอามีดไปผ่ามันออกไป ไม่เหลือหรอก เอาไปทิ้งหมด เราว่ามันเน่า ไม่รู้จักมะขวิด คิดว่ามะขวิดเน่าทั้งนั้นแหละ นี่คือเราไม่รู้ความจริง ผลไม้ชนิดนี้มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น เขาก็ทานกันอย่างนั้น ก็อร่อยอยู่อย่างนั้น แต่ว่าเราไม่รู้เรื่อง

อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น เราก็เหมือนกัน เรานึกว่าความสุขมันเกิดประโยชน์มาก ทุกข์มันไม่เกิดประโยชน์เลย
ทุกข์กับสุขนี้ ถ้าใครติดสุขก็ไม่ชอบ ทุกข์ทั้งนั้นแหละ ธรรมสองอย่างนี้มันให้โทษเท่าๆ กัน
และเกิดประโยชน์เท่าๆ กัน ก็เหมือนลูกตาเราสองข้าง ข้างซ้ายหรือข้างขวามันเกิดประโยชน์เท่าๆ กัน
คนไม่รู้จักอันนี้ ก็เหมือนกัน ถ้าจะให้ลูกตามันแตกมันก็มีโทษเท่าๆ กัน ถ้าเอามันไว้ทั้งสองลูกตา
ดำๆ อยู่ก็เกิดประโยชน์แก่เราเท่าๆ กัน ฉะนั้น ลักษณะธรรมนี้มันอยู่ที่ศูนย์กลางอย่างนั้น

คนเรามาปฏิบัติไม่รู้เรื่อง บวชมาแล้วก็ไม่รู้เรื่อง เพ่งออกไปข้างนอกบ้าง
เพ่งไปที่อื่น ไม่น้อมเข้ามาในใจของเรา และการบวชเข้ามานี้ บวชธรรมดาก็ยังมี
กิเลสน้อย ผมเคยเป็นเณรเป็นพระ อยู่วัดบ้านก็ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไร คือ
ปล่อยไปตามเรื่องของมัน มันก็เลยไม่ค่อยมีอะไร เมื่อเข้าปฏิบัติแล้วมาพิจารณา เออ..
.
อย่างนั้นต้องรักษาพระวินัย อย่างนั้นต้องทำอะไรก็ไม่ให้ร้องไม่ให้ขอ ทุกอย่างท่าน
ไม่ให้ความอยากมันเกิดขึ้นมา ความทุกข์มันก็บีบบังคับขึ้นมา อยู่วัดบ้านนั้นมันสบาย ฤดูนี้อยากปลูกหัวหอมกินก็ได้
อยากปลูกผักกาดกินก็ได้ ฟันไม้ก็ได้ ขุดดินก็ได้ มันเลยสบาย บัดนี้ท่านไม่ให้ปลูกอย่างนั้น ไม่ให้แตะต้องอย่างนั้น
ไม่ให้ทำอย่างนั้น มันบีบหัวใจ มันก็เลยเกิดทุกข์ขึ้นมา ยิ่งพระกรรมฐานนี้ ถ้าอยากก็อยากได้หลายๆ
อยากได้กว่าสิ่งธรรมดาที่เราไม่ได้ปฏิบัติ

เมื่อบวชเข้ามาปุ๊ปมันก็อยากได้ความสงบ อยากเป็นพระอรหันต์ อยากแล้วมันก็คิด คิดมากก็เดือดร้อนมาก
ที่นี่ก็อยู่ไม่ได้ ที่นั่นก็อยู่ไม่ได้ อยู่ที่นี่ก็ ”แหม คนมันมากนะ ไม่สงบ อยู่ที่นี่มันไม่เป็นป่านะ ไปหาป่าเถอะ อยู่ที่นี่มันเป็นป่าก็จริง แต่มันไม่เป็นเขา„ บางทีก็ขึ้นไปโน้น เขาสูงๆ บิณฑบาตวันละสามสี่กิโล ไปหาที่อยู่ ที่มันสบายๆ คือ หนีจากมันนั่นเองแหละ หนีจากมันเพราะความไม่รู้ ไม่ได้หนีจากมันเพราะปัญญา หนีจากมันเพราะการเดินหน้า อย่างเราทุกวันนี้ จะหนีจากคนไปอยู่ที่ไหน ไม่ให้คนเห็นจะไปอยู่ที่ไหน แต่ว่าระยะชั่วคราวได้อยู่ มันเป็นอยู่อย่างนี้

ฉะนั้น พระปฏิบัติหนึ่งพรรษาสองสามพรรษา ถ้าไม่ได้ศึกษาเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ให้เข้าใจล่ะก็
ไปแล้ว ธุดงค์นี่ทุกปีล่ะ ธุดงค์นี่เดินจนหนังถลอกปอกเปิก
หยุดตรงนี้ไปตรงนั้น ไปตรงนั้นไปตรงนี้เรื่อย ไม่มีหยุดหรอก คือ มันไม่ให้หยุด เราเป็นทาสมันแต่เราไม่รู้จัก พอสบายสักนิดหนึ่งก็มานั่งพิจารณา ”ฮื้อ...จะไปหนองคายดีละมั้ง เอาล่ะจะไปหนองคาย แล้วไปอยู่หนองคาย อยู่สบายสักพักหนึ่ง ฮือ...เชียงใหม่ก็ดีเหมือนกันนะ ไปเชียงใหม่ปะไร„ เอ้า ไปอีก มันไล่เข้าไปในป่า มันก็ไล่ขึ้นภูเขา ขึ้นภูเขามันก็ลำบากเกินไป มันก็ไล่ลงมา มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นแหละ

นักกรรมฐานทั้งหลายไม่รู้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่สบายหรอก ให้รู้เถอะอยู่บนภูเขาเป็นอย่างไร อยู่ป่าเป็นอย่างไร อะไรทุกอย่างนี้มันเป็นอย่างไร ถ้าหากเรามารวมจุดของมันได้แล้ว ไม่จำเป็นอะไรมาก คล้ายๆ คนอยากจะรวย ไปทำไร่ ไปตัดต้นไม้เต็มป่า แต่ว่าทำไม่หมด ขี้เกียจ ไปถางมันทิ้งแล้วก็หนีไป ทำได้มากแต่ไม่เอา อันนี้ก็เหมือนกันเช่นนั้น เราก็ทำได้มากไปมาก แต่ก็ไม่รู้เรื่องที่จะเอาอย่างไรกัน
จุดนี้เรายังไม่ถึงของเราแล้ว เราก็เดินอยู่เรื่อยๆ เป็นทุกข์ บางองค์เดินไปเลยไม่เห็น บางองค์เข้าในถ้ำก็อยู่แล้ว บนภูเขาเราก็อยู่แล้ว ในป่าเราก็อยู่แล้ว มันก็เป็นอย่างนั้นแหละสิบปีกว่า บางทีไปพบอยู่ตามภูเขา เขาทำสวน ทำไร่อ้อย ทำถั่วทำข้าวโพด เท่านั้นแหละ เดี๋ยวก็ธุดงค์อยู่ในป่าอยู่ในเขา แล้วก็เดินบิณฑบาต ไปเห็นซังข้าวโพด ก็อีกแล้ว อยากจะไปเป็นลูกของเขาแล้ว อยากจะเป็นลูกจ้างเขาแล้ว บางคนเลยออกมาเก็บข้าวโพดกับเขาเสีย เป็นลูกจ้างโยมที่เคยอุปัฏฐากเรา นั่นแหละเป็นทุกข์อีก มันเสียอย่างนั้น

ฉะนั้น การธุดงค์นั้น ธุ–ตัง-คะ ก็คือว่า เป็นข้อปฏิบัติอันบุคคลทำได้ยาก เพราะเป็นข้อปฏิบัติทำปุถุชนให้เป็นอริยชน มันจึงเป็นของทำยาก เป็นของทำลำบากมาก มันฝืน ไม้มันคดมันงอมันโก่ง ไปดัดมันก็ฝืนอย่างนี้ ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ธุดงค์นี้ใครไม่ทำก็ไม่เป็นอาบัติ (ผิดวินัย) หรอก เพราะมันเป็นข้อวัตรพิเศษ ความเป็นจริงนั้นมันเป็นของฝืน เป็นข้อวัตรของพระอริยบุคคล หรือที่จะทำปุถุชนให้เป็นอริยบุคคล มันก็เป็นของทำได้ยาก เหมือนเราเคยทำของหยาบๆ มา เช่น เราไสกบเลื่อยไม้ ในอีกเวลาหนึ่งเราจะไปทำงาน ให้ไปไล่สนิมทอง ไปทำสร้อยทำแหวน

อย่างนี้ก็ลำบากมาก มันเป็นกิจการของบุคคลที่ละเอียดเขาทำกัน มันก็เป็นของยากลำบาก เช่น เนสัชชิก ในวันพระนี้ไม่ให้นอนตลอดคืน เราก็ไม่เคยทำ เป็นฆราวาสก็ไม่เคยทำ เมื่อกินอิ่มแล้วจะนอนก็นอนเลย บางทีบุหรี่ยังติดปากอยู่เลย บางทีปากคาบบุหรี่ นอนกรนครอก...ครอก... จนไฟจะไหม้ ไฟไหม้ปากแล้วจึงลุกขึ้นมา บางคนกินอิ่มแล้วนั่งไม่ไหวเสียแล้ว มันหนัก นอนลงไปหยิบเอาไม้ข้างฝามาจิ้มฟัน จิ้มไปจิ้มมาก็เลยนอนหลับไปเลย ไม้จิ้มฟันก็ไม่ต้องเอาออก อยู่อย่างนั้นแหละ กรนครอก...ครอก

ทีนี้เราไม่ให้นอนในคืนนั้น มาทำธุดงค์ ทำไมมันจะไม่ลำบากล่ะ มันขัดกันอย่างนี้ มันก็ลำบากซิ ทำไมจะไม่ลำบาก บางคนก็ทนไม่ไหว นี่เป็นเรื่องอย่างนี้ นี่คือข้อปฏิบัติธุดงควัตร คือ การกระทำฝืนฝึกตัวเองฆ่ากิเลส พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า ธรรมอันใดมันเดือดร้อน ข้อปฏิบัติอันใดมันเดือดร้อน ให้มันซ้ำอยู่อย่างนั้น มันสู้กิเลสแล้ว ท่านว่าถูกมันแล้วถูกตัวมันแล้ว ถ้ามันสบายๆ ก็ไม่ถูก เพราะเราชอบสบายนี่ ถ้ามันเดือดร้อนก็เข้าใจว่ามันผิด แต่นี่มันเดือดร้อนนั้นถูกแล้วมันปฏิบัติถูกแล้ว มันฝืนใจตัวเองมันก็เดือดร้อน มันทุกข์ มันเป็นทุกขสัจ เมื่อทุกข์มันเกิดขึ้นมา มันก็ลืมตาเท่านั้นแหละ ลืมตาขึ้นมาก็พิจารณา ”นี่อะไรกัน„ อย่างนี้ มันเห็นอย่างนี้

ฉะนั้น การปฏิบัตินี้เราบวชมานานหลายพรรษาก็จริง แต่ว่าเราจะไม่ค่อยได้ปฏิบัติ เราจะเอาแต่สิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราไม่ชอบ เราไม่รู้สึกว่ามันเป็นข้อปฏิบัติ มันจะเป็นอย่างนี้ก็ได้นะ แล้วเราพูดว่า ”ฮื้อ...ผมไม่มีศรัทธา ผมไม่บวชหรอก„ แต่ว่าอาศัยอันนี้ยังผิวเผิน พวกเราทั้งหลายควรระลึกให้มันได้นะว่า ที่เราอยู่นี้ บริขารที่อาศัยอยู่นี้ ท่านให้พิจารณาให้มาก อย่าไปหลงมัน อย่าไปเพลินกับมัน อยู่กุฏิสวยๆ ก็ดี อยู่ที่ไหนก็ดี จีวรสวยก็ดี ให้มันมีนิรามิสสุข ใจให้มันเป็นเนกขัมมธรรม อยู่กับอะไรก็ให้ใจมันออก ถอนอุปาทานจากสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ตัวอุปาทานนั้นแหละ ท่านบอกว่า การถอนจะต้องอาศัยเนกขัมมธรรม อาศัยรู้จักเหตุรู้จักผล อาศัยรู้จักโทษของมัน

อย่างพวกเรานี้เราอาศัยร่างกายเป็นอยู่ มันไม่ป่วยไม่ไข้ มันก็สบาย แต่เราอย่าไปอาศัยมันมากนะ
ระวังนะ ต้องอาศัยเนกขัมมะไว้ อย่าไปพึ่งไปเกาะในกายของเรา เดี๋ยวมันจะเป็นโรคเมื่อไรก็ไม่รู้เรื่อง
นี่จะไปอาศัยมันได้หรือ ก็ต้องระวัง เราจะต้องระวังอันนี้ให้มาก อีกวันหนึ่งมันจะระเบิดขึ้นมาเป็นต้น
ข้อปฏิบัติเป็นอย่างนี้ ถ้าเราคิดว่ามาก มันก็มาก เรื่องปฏิบัติเป็นเรื่องฝืนใจของเราอย่างนั้น
พวกเราทั้งหลายก็ต้องระวังไว้ว่า การฝืนใจตัวเองในทางที่ถูกที่ชอบนั้นนะดี แต่ว่า
ให้รู้จักกำลังของเรา ฉะนั้น ท่านจึงสอนซ้ำๆ ซากๆ อยู่เรื่อยๆ อย่างวันนี้พระเณร
ทุกองค์นั้นเคยนึกถึงความตายหรือเปล่า ”แหม วันนี้ อีกไม่นานเราก็ต้องตาย
บัดนี้มีอายุ ๒๐, ๓๐ แล้วเดี๋ยวก็ตาย„ เคยคิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ เรื่องระลึกถึงความตาย
มีสักองค์สององค์ก็ยังดี ความละเอียดของคนมันต่างกัน เรื่องนึกถึงความตาย

จะเล่าให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง
อาจารย์คนหนึ่งมีศิษย์ ๓ คน วันหนึ่งอาจารย์ถามว่า ”ใครมีสติระลึกถึงความตายบ้าง วันหนึ่งประมาณกี่ครั้ง„
องค์ที่หนึ่งตอบว่า ”โอ๊ย ผมระลึกถึงความตายไม่ได้หยุดหย่อนเลยครับ  ผมเที่ยวบิณฑบาต
ผมนึกไปว่า จะได้กลับมาวัดหรือไม่หนอ จะได้กลับมาวัด หรือไม่หนอ กลัวมันจะตายอยู่กลางทาง กลัวจะไม่ได้มาฉันบิณฑบาต„
องค์ที่สองก็ว่า ”โอ๊ย ผมนึกถึงความตายยิ่งกว่านั้น ผมนานั่งฉันบิณฑบาต
อยู่ นึกในใจว่า จะฉันจังหันเสร็จหรือไม่หนอ กลัวมันจะล้มตายก่อน„
องค์ที่สามว่า ”โอ้ ผมไม่ถึงแค่นั้นเลยครับ ผมคิดว่า ผมหายใจเข้าออกอยู่นี้ ผมกลัวมันหายใจเข้าไป กลัวมันจะไม่ออกมา มันออกมาแล้ว
ผมกลัวมันจะไม่เข้าไป ผมจะตายตรงนั้น ผมคิดอยู่แค่นั้น„
สององค์แรกก็นึกว่าเราเอาเต็มที่แล้ว องค์ที่หนึ่งว่า บิณฑบาตกลัวจะไม่ถึงวัด จะตายก่อน นึกว่าดีแล้ว
แต่ยังหลงอยู่ องค์ที่สอง ฉันอยู่ กลัวมันจะล้มกลิ้งลง ก็นึกว่าไม่มีที่ไหนแก้ไขอีกแล้ว
องค์ที่สาม ลมเข้าผมกลัวไม่ออก มันจะตาย นี่ดูซิ
นี่คือความรู้สึกนึกคิดของคนแต่ละคน เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เหมือนกัน
มันหยาบกว่ากัน มันละเอียดกว่ากัน เพราะอันนี้

แต่ความรู้สึกของผม สมัยนี้ผมว่าพวกเราควรจะประพฤติปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ประชาชนคนอื่นเขาบ้าง เพราะว่าสัตว์โลกทุกวันนี้กำลังเมา กำลังมืด ไม่รู้เรื่อง ที่ทางทำมาหากินกันผมว่ามันจะแย่เสียแล้ว คับแคบกันเสียแล้ว ถ้าเราออกไปอีก เราก็ไปแย่งเอาที่ดินกับเขาอีก ไปแย่งเงินเขาอีก ไปแย่งอะไรอีก เลยวุ่นไปอีก จะฆ่าจะแกงกันตาย มนุษย์ในโลกนี้ก็เห็นจะพอละมั้งนี่ เห็นจะพอกันละ สมัยก่อนชาวบ้านแต่งงานแล้วลูกก็เกิด เอ้า ให้มันเกิดเต็มที่มันเลย ไม่ต้องกลัวมัน มันจะเกิดมาถึงยี่สิบ ก็เอาเถอะ เอาหมด เดี๋ยวนี้เขาไม่เอาแล้ว รู้ตัวว่าไปไม่ไหวแล้ว อย่างมากก็สามคน ผู้ชายสองคน ผู้หญิงคนหนึ่ง พอแล้ว อุดเลยปิดเลย ผมว่าไม่เห็นมันเกิดประโยชน์อะไรมากมาย มันแย่งกันแล้ว สมัยก่อนนี้ คราวหลวงพิบูลสงครามให้รางวัลคนลูกมากๆ ผมก็อยากให้สึกเหมือนกันแหละ ประชาชนมันน้อย เดี๋ยวนี้ประชาชนเขามันพอกันแล้ว จะสึกออกไปทำไมอีกล่ะ

ผมว่ามันได้โอกาสแล้วพวกเราทั้งหลาย มันได้โอกาสแล้วที่จะสร้างประโยชน์ในเวลานี้ ประโยชน์ตนและประโยชน์คนอื่น ประโยชน์ภพนี้ประโยชน์ภพหน้า หรือประโยชน์อย่างยอด ผมว่าควรแล้ว เวลานี้มันควร เพราะเราก็เห็นนี่นะว่าสึกเป็นฆราวาสแล้วจะไปทำอะไร เคยได้ยินไหม เคยได้ไปบิณฑบาตตามบ้านไหม บางวันเดินบิณฑบาตไปโน่น ทะเลาะกันตรงโน้น ยังไม่ทันหุงข้าวเลย ทะเลาะกันแล้ว เอาแล้ววุ่นวายกันแล้ว ไม่รู้อะไรเป็นอะไร พวกท่านไม่เคยเห็นหรือ ก็ไปดูสิ่งที่มันจะเกิดปัญญาบ้างซิ ไปดูแต่สิ่งที่มันถมทับหัวใจของเรา มันจะเห็นอะไร ไปมองโน่น มองแมงป่อง เขามองก้ามกัน ก็นึกว่ามันเอาก้ามมันกัด ไปมองโน่น มองแมงป่อง ไม่ได้มองก้นมันนี่ ไปจับหัวมัน นึกว่าตรงนั้นมันเป็นอันตราย ความจริงมันเอาก้น มันจิ้มจนจะตายเอา เรามองข้ามไป มองไม่ถูกที่ มันจึงเสีย

อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ผมว่าอยู่เป็นนักบวชอย่างนี้สบายแล้ว
ถ้าเราคิดอย่างนี้มันสบาย ไม่มีกรรมไม่มีเวร มันจะมีอะไรก็สบายแล้ว แต่ว่าเป็นนักบวช
ไม่ใช่อยู่สบายเฉยๆ นะ ต้องทำให้เกิดประโยชน์ หาทางพ้นทุกข์ให้ได้ เป็นที่พึ่ง
ของสัตว์ทั้งหลายญาติทั้งหลายให้ได้.

พระธรรมเทศนา - 01 - หลวงพ่อชา สุภิทโท